ธุรกิจ : บริษัท ​โรงงานแก้วบูรพา จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ผลิตเครื่องแก้วทำมือ

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2498

อายุ : 66 ปี

ผู้ก่อตั้ง : จิตติ จงอัศญากุล

ทายาทรุ่นสอง : ประศาสน์​ จงอัศญากุล, จันทร์​ฉาย จงอัศญากุล, ประสงค์​ จงอัศญากุล

ทายาทรุ่นสาม : พีรัท จงอัศญากุล, รชฎ จงอัศญากุล​ ธุรกิจ Eastern Glass

ในวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ หลายธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรงจนต้องปิดตัวลง บางธุรกิจปรับการดำเนินงานปกติให้เข้ากับสถานการณ์และความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เช่นเดียวกับโรงงานแก้วบูรพา หนึ่งในโรงงานแก้วทำมือที่เก่าแก่สุดในประเทศ ก็ต้องปรับตัวเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สร้างธุรกิจเมื่อ 66 ปี

ปีเตอร์-พีรัท จงอัศญากุล หนึ่งในทายาทรุ่นสาม คือผู้เข้ามารับช่วงต่อก่อนการระบาดของโรค COVID-19 ได้ไม่นาน ความท้าทายแรกของเขาคือ ลูกค้าประจำที่เคยรับจ้างผลิตให้ต้องหยุดกิจการชั่วคราว ยอดคำสั่งซื้อลดลงเรื่อยๆ จนเท่ากับศูนย์ ในขณะที่ต้นทุนค่าแรงและเชื้อเพลิงสำหรับโรงเป่าแก้วยังเท่าเดิม

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

เขาได้ชื่อว่าเป็นทายาทรุ่นแรกที่เข้ามาปิดเตาเผาที่ลุกโชนมากว่า 60 ปี และปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ จากเดิมเคยรับจ้างผลิตแบบ B2B (Business-to-Business) มาเป็นขายปลีก B2C (Business-to-Consumer) อย่างเต็มตัว ด้วยเหตุผลเดียวคือ ต้องการให้ธุรกิจของครอบครัวอยู่รอดต่อไปได้

โรงงานแก้วบูรพาในวันนี้จึงไม่เหมือนเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน โรงงานย่านบางแคที่เคยใช้เป่าแก้วตามคำสั่งผลิต ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโกดังขายสินค้าขนาดใหญ่ ออฟฟิศอายุหลายสิบปีที่ใช้ทำงานหลังบ้าน ก็รีโนเวตเป็นคาเฟ่หน้าตาทันสมัย เหมือนหลุดออกมาจากจากนิตยสารดีไซน์ ส่วนช่างเป่าแก้วเก่าแก่กลายเป็นพนักงานขายหน้าร้านและคนดูแลสต็อกสินค้า

โรงงานแก้วบูรพาในวันนั้นแปลงโฉมเป็น Eastern Glass ศูนย์รวมแก้วทำมือและคาเฟ่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ เคล้ากลิ่นอายของธุรกิจครอบครัวที่ส่งต่อกันมาถึง 3 รุ่น และตั้งใจจะอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

โรงงานเดียวที่ผลิตโป๊ะแก้วในประเทศ

โรงงานแก้วบูรพาก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2498 โดย อากงจิตติ จงอัศญากุล 

อากงไม่ได้เป็นช่างเป่าแก้ว แต่มีเพื่อนชาวจีนที่เชี่ยวชาญด้านนี้ จึงจับพลัดจับผลูทำโรงงานรับผลิตแก้วขึ้นมา

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่
ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

แรกเริ่มเดิมทีโรงงานอยู่ย่านสำเหร่ (ปัจจุบันเรียกว่า ซอยโรงแก้ว) สินค้าส่วนใหญ่เป็นแค่โคมไฟและโป๊ะไฟ ด้วยความที่เป็นโรงงานเดียวที่ผลิตโป๊ะไฟได้ในตอนนั้น ใน พ.ศ. 2500 จึงได้รับเลือกจากรัฐบาลให้ผลิตพระบูชาพระแก้วมรกตเนื่องในวาระกึ่งพุทธกาล

ธุรกิจในยุคอากงเป็นการรับจ้างผลิต หรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) ทั้งหมด เริ่มจากผลิตโคมไฟเพื่อส่งให้ร้านไฟ ร้านไฟก็จะไปหาเสามาต่อกับโคมไฟให้เป็นสินค้านำไปวางขาย

จนวันหนึ่ง โรงงานเก่าถูกไฟไหม้ อากงจึงย้ายฐานการผลิตมาที่ปัจจุบัน

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

คุณพ่อประศาสน์​ คุณแม่จันทร์​ฉาย และ คุณอาประสงค์​ เข้ามารับช่วงต่อเป็นทายาทรุ่นสองในยุค 1980 เป็นยุคที่โรงงานแก้วแฮนด์เมดในประเทศญี่ปุ่นได้รับความนิยมมาก จากเคยผลิตแค่โคมไฟ โป๊ะไฟ และพระบูชาพระแก้วมรกต ก็หันมาผลิตแก้วน้ำ จาน ชาม และแจกัน มากขึ้น นับเป็นโรงงานแก้วเจ้าแรกที่ผันตัวมาทำของตกแต่งบ้านอย่างเต็มตัว

โรงงานแก้วแห่งแรกที่หันมาผลิตสินค้า Decor

คุณพ่อและคุณอารับหน้าที่ดูแลฝ่ายผลิต ส่วนคุณแม่ดูการตลาดและบัญชี

สมัยนั้นทั้งในไทยและต่างประเทศไม่ค่อยมีโรงงานผลิตแก้วแฮนด์เมด ชาวต่างชาติต้องการแหล่งผลิตที่ต้นทุนถูกกว่าในบ้าน เขาจึงต้องหาโรงงานนอกประเทศ

“แล้วคุณแม่เป็นคนขายเก่ง” ปีเตอร์ว่าแบบนั้น 

คุณแม่จันทร์​ฉายเรียนจบสาขาบัญชี แต่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนทันต่อยุคสมัยและอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดเวลา จึงรับหน้าที่เป็นหัวเรือในการออกแบบแก้วให้กับโรงงานแก้วบูรพา 

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

เพราะไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ค้นหาข้อมูลเหมือนทุกวันนี้ คุณแม่จึงใช้วิธีการสั่งซื้อหนังสือตกแต่งบ้านจากเมืองนอกทุกหัว ตั้งแต่นิตยสาร Architectural Digest ถึง House & Garden แล้ววาดตามเก็บไว้เป็นหมื่นๆ แบบ เพื่อนำไปเสนอบริษัทต่างชาติ 

ขณะที่คุณพ่อกับคุณอาพยายามหาเทคนิคใหม่ๆ ที่รองรับดีไซน์ของคุณแม่ได้

“ตอนนั้นเป็นยุคแอนะล็อก คุณพ่อเลยพาช่างที่มีฝีมืออีกสามคนบินไปญี่ปุ่นด้วยกัน สมัยนั้นญี่ปุ่นถือว่าเป็นสุดยอดเรื่องนี้ เขาไปซุ่มดูการผลิตในโรงงานที่ญี่ปุ่นอยู่เป็นอาทิตย์แล้วจำกลับมาทำ เครื่องแบบนี้มันทุ่นแรงได้นะ เทคนิคการเป่ามีแบบไหนบ้าง

“พอกลับมา เขาก็ลองเอาเหล็กมาประกอบให้เหมือนเครื่องที่ไปเห็นมาที่ญี่ปุ่น ลองผิดลองถูกกัน หลายเครื่องก็ไม่ได้ใช้งาน”

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

ผู้ผลิตสินค้าให้แบรนด์ดังระดับโลก

เพราะต้องอาศัย Know-how เฉพาะทาง จำนวนโรงงานเป่าแก้วในประเทศไทยจึงนับนิ้วได้ มาจนถึงวันนี้ก็ยังมีไม่ถึง 10 แห่ง ไม่เหมือนโรงงานเซรามิกหรือโรงงานพลาสติกที่แตะหลักพัน 

หลังจากรับจ้างผลิตส่งออกให้ญี่ปุ่นสักพัก คุณแม่จันทร์ฉายเข้าเจาะตลาดยุโรปในช่วง 1990 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่คนยุโรปเริ่มสนใจการตกแต่งบ้านมากขึ้น ด้วยการเดินทางไปออกงานแฟร์ดังๆ อย่าง Fiera Milano ในอิตาลี Maison & Objet ที่ฝรั่งเศส Ambiete ของเยอรมนี และ Birmingham Fair ที่อังกฤษ

โรงงานแก้วบูรพาในมือทายาทรุ่นสองถือว่ารุ่งเรืองมาก มีโรงงานทั้งหมด 5 โรง ช่างทำงาน 2 กะตลอด 24 ชั่วโมง ผลิตแก้วได้วันละหลักหมื่นใบ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นห้างสรรพสินค้า โรงแรม และแบรนด์ของตกแต่งบ้านในต่างประเทศ ที่ให้คุณค่ากับสินค้าแฮนด์เมด ปีเตอร์ไล่เรียงชื่อให้เราฟังตั้งแต่ Raph Lauren Home, Crate & Barrel, Pottery Barn, Anthropologie, Galeries Lafayette ไปจนถึงห้างใหญ่ทั้ง 4 แห่งบนถนน Oxford Street ย่านช้อปปิ้งสำคัญของกรุงลอนดอน ที่สั่งผลิตสินค้าไปขายในนามแบรนด์ของตัวเอง

แม้รุ่งเรืองขนาดนั้นและรู้แก่ใจว่าถ้ายังผลิตแบบทำมืออยู่ สเกลธุรกิจจะไม่ใหญ่ไปกว่าเดิมได้มากนัก โรงงานแก้วบูรพาก็ยังเชื่อมันทำแบบเดิม ไม่ยอมเปลี่ยนเป็นการผลิตแบบเครื่องจักรทั้งหมด

“เคยคิดจะเปลี่ยนเหมือนกันครับ มีหลายโรงงานก็ใช้เครื่องทำ แต่ตลาดก็เป็นคนละตลาดกัน อย่างนั้นต้องทำทีเป็นแสนๆ ใบ ขายแมส เข้าร้านอาหาร ของเราคือแก้วแฮนด์เมด สามารถออกแบบรูปทรง ออกแบบสีได้ ถ้าใช้เครื่องเขาจะเน้นสีใสทั้งหมด พอเป็น Mass Production เขามาเปลี่ยนทรงเปลี่ยนสีไม่ได้ เพราะลงทุนไปกับเครื่องจักรสูงมาก เลยต้องผลิตเอาจำนวนให้มากไว้ก่อน (Volumn Game) โรงแก้วทำมือหลายๆ ที่ก็ผันตัวไปเป็น Machine-made มีเจ๊งไปหลายโรงเหมือนกัน การลงทุนสูง พอเข้าไปในตลาด Mass Production มันต้องคำนึงถึงการกระจายสินค้า การหาตลาด ไม่ใช่แค่ผลิตออกมาอย่างเดียว

“แล้วคุณพ่ออยู่กับงานคราฟต์ งานแฮนด์เมดมานาน ถ้าเปลี่ยนเป็นเครื่องจักร เขาต้องเปลี่ยนดีเอ็นเอของตัวเองไปเปลี่ยนอีกอย่าง เพื่อธุรกิจครอบครัว เขาจึงเลือกเดินในทางที่ตัวเองเชื่อ เลือกทำให้สิ่งที่เขาเห็นคุณค่า”

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

ธุรกิจ OEM ที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ลดลงทุกปี

หลังจากผ่านจุดสูงสุดของธุรกิจมาได้ไม่นาน จีนเริ่มเปิดประเทศด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าทุกที่ในเวลานั้น ฐานผลิตย้ายตามต้นทุนที่ต่ำลง ตลาดการสั่งผลิตแก้วเริ่มซา ในขณะที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกปี โรงงานแก้วบูรพาค่อยๆ ปิดโรงงานทีละโรงๆ จาก 5 เหลือ 3 จาก 3 เหลือ 2 จาก 2 เหลือเพียง 1 

ต้นทุนของธุรกิจครอบครัวปีเตอร์มี 3 อย่างหลักๆ

หนึ่ง ค่าแรงช่างฝีมือที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

สอง เชื้อเพลิงที่ต้องใช้เดินเตาตลอดเวลาแม้ไม่มีการผลิต เพราะการหลอมเตาครั้งหนึ่งต้องใช้เวลาถึง 1 สัปดาห์ในการทำให้อุณหภูมิขึ้นไปถึง 1,200 องศาเซลเซียส 

และสาม เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตต่างๆ

คุณพ่อและคุณอาจึงหาทางหนีทีไล่ด้วยการเปิดตลาดในประเทศ โดยรายได้ส่วนใหญ่ยังมาจาก OEM จากต่างชาติอยู่ 

“เราเปิดร้านที่จตุจักร เพราะเมื่อยี่สิบปีก่อนคนไทยยังไม่เข้าใจงานแฮนด์เมด และราคาที่สูงกว่า ของทำมืออาจจะมีรูปร่างไม่เท่ากันบ้าง สีอาจจะไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ในกระบวนการเป่าแก้วก็อาจเกิดรอยเพราะเราทำในที่เปิด มีฝุ่นเข้ามาได้ คนที่ไม่เข้าใจก็จะมองว่าสินค้ามีตำหนิ ขายไม่ได้ ทำมาสิบใบ สีไม่เท่ากันเลยสักใบ ขายไม่ได้ ธุรกิจขายปลีกเราเลยไม่หวือหวา บางช่วงลำบากด้วยซ้ำ”

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่
ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

ปรับโครงสร้างธุรกิจอายุกว่า 60 ปีจาก B2B เป็น B2C

ในเวลาเดียวกัน ปีเตอร์ ลูกชายคนที่ 2 ของบ้านกำลังสนุกกับการทำงานในองค์กรใหญ่ เขาเรียนจบคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด เริ่มงานแรกที่เอเจนซี่โฆษณา Leo Burnett ก่อนจะย้ายไปทำเรื่องแบรนด์ให้ Heineken และ BURGER KING ตามลำดับ จนกระทั่งคุณพ่อเสีย

ปีเตอร์ในวัย 30 อาสากลับมาทำงานที่บ้านโดยทิ้งความก้าวหน้าทางอาชีพและเงินเดือนหลักแสน เขาเข้ามารับช่วงต่อก่อนวิกฤต COVID-19 จะเกิดได้ไม่นาน

สิ่งแรกที่ทายาทรุ่นสามทำคือ ดูงบการเงินและ Business Plan เพื่อหาโอกาสการเติบโตหรือลดต้นทุนที่มีอยู่ 

“ธุรกิจตอนนั้นอยู่ตัวมาก นิ่ง เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ย้ายไปผลิตที่จีนหมด ต้นทุนเราสูงขึ้น ค่าแรงสูงขึ้น น้ำมันสูงขึ้น เคมีแพงขึ้น แต่ราคาที่เราตั้งสูงมากไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะมันยังมีอีกทอดหนึ่งที่เขาซื้อแล้วไปขาย ทำแบรนด์ หรือเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าต่อ สัดส่วนกำไรเราลดลงทุกวันๆ”

นั่นเป็นความยากลำบากที่ธุรกิจ OEM ทุกเจ้าเจอเหมือนกัน

“เดือนแรกที่เข้ามา ผมขอเอกสารเยอะมาก นั่งดูเลยว่าเรามีรายได้จากทางไหน ยอดผลิต ยอดขายปลีก ยอดจากร้านค้าต่างๆ เพื่อพบว่าส่วนที่ทำกำไรให้บริษัทจริงๆ คือการขายปลีกที่ร้านจตุจักรและพัทยา ซึ่งเป็นส่วนที่บริษัทไม่ได้โฟกัสเลย”

เขาตัดสินใจยุบส่วนที่ไม่ทำกำไรลง นั่นก็คือฝ่ายผลิต และขยายส่วนที่ทำกำไรให้ธุรกิจอย่างการขายปลีก โดยปรับโครงสร้างจากธุรกิจ B2B (Business-to-Business) มาเป็นขายปลีก B2C (Business-to-Consumer) อย่างเต็มตัว

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่
ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

จากเคยผลิตได้วันละหลักหมื่นใบ เหลือศูนย์

ธุรกิจอายุ 66 ปีผ่านวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย หรือ วิกฤตต้มยำกุ้งใน พ.ศ. 2540 ที่ส่งผลต่อการลดลงของค่าเงินบาท แต่กลับเป็นโชคดีของธุรกิจ OEM ส่งออกเพราะทำให้รายได้มากขึ้น มาถึงวิกฤต COVID-19 เมื่อสองปีก่อน ที่ไม่โชคดีเหมือนครั้งแรก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ทั้งห้างสรรพสินค้าและโรงแรมทั่วโลกปิดทำการชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งความยากของธุรกิจนี้คือ เตาที่ต้องเดินตลอดเวลา ไม่สามารถกดปุ่มปิดแล้วเปิดใหม่ได้ แม้ไม่มีออเดอร์เข้ามาและไม่มีรายได้

เขายกตัวอย่างแบบนี้ ในระยะเวลา 30 วัน แค่ไม่ได้ผลิต 4 วัน บริษัทก็ขาดทุนแล้ว 

ทายาทรุ่นสามจึงเข้ามาปิดเตาชั่วคราวเพื่อลดต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) อย่างค่าแรง เชื้อเพลิง และเคมี ปรับโฉมโรงงานเก่าให้เป็นร้านขายสินค้าปลีก เพื่อขายสินค้ากว่าแสนชิ้นในสต็อกที่ไม่ได้ส่งออก และรีโนเวตออฟฟิศเป็นร้านคาเฟ่เพื่อดึงดูดให้คนแวะมา

แต่ด่านแรกที่ทายาททุกคนต้องเจอในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจครอบครัวใหม่ คือการนำเสนอให้ทายาทรุ่นก่อนหน้าเห็นด้วย ปีเตอร์วางแผนทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและรัดกุมในทุกๆ เรื่อง แต่การจะเดินไปหาคุณแม่กับคุณอาเพื่อบอกว่า ‘ต้องการปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งแปลว่าต้องมีการเอาคนออกเกือบร้อยคน’ ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าไม่ทำ ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้

“เราคุยกันนานพอสมควร เพราะมันไม่ได้ปรับแค่นิดหน่อย มันคือการเปลี่ยนธุรกิจหลักไปเลย แต่โชคดีมากที่ทั้งสองท่านสนับสนุนเต็มที่แม้จะยังมองไม่เห็นภาพก็ตาม พอเราเสนอ เขาเลยบอกกลับมาว่า นี่เบอร์แบงก์นะ ถ้าจะกู้ก็ติดต่อเอง” 

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

ทายาทที่ให้คนออกเกือบ 100 คน

ลองนึกภาพตามว่า โรงงานแก้วบูรพาอายุกว่า 60 ปีผ่านมือสมาชิกในครอบครัวมา 3 รุ่น ตั้งแต่ยุคคุณปู่ มารุ่นคุณพ่อ จนถึงปีเตอร์ และเขาจะเป็นรุ่นแรกที่เข้ามาทำงานเพียงไม่กี่เดือน ก็ตัดสินใจปิดเตาที่เปิดมาตลอดครึ่งศตวรรษ และให้คนงานฝ่ายผลิตที่อยู่ด้วยกันมาหลายสิบปีออกเกือบ 100 คน 

มันเป็นเรื่องง่ายและเรื่องยากในเวลาเดียวกัน

“เรื่องง่ายคือ ผมอาจจะไม่มีความผูกพันเท่ากับคุณพ่อ การตัดสินใจทางธุรกิจเลยง่ายสำหรับผมมากกว่าเขา คุณพ่อพูดมาตลอดว่าธุรกิจเราอยู่ตัวแล้ว ต้นทุนเบียด ราคาเบียด และคงเติบโตมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ทีแรกผมไม่เชื่อ พอเข้ามาทำเองเลยพยายามกดทุกอย่าง ลองบีบทุกอย่าง อัปราคาขึ้นไป ทำโบรชัวร์ ทำแบรนดิ้งใหม่ ส่งโบรชัวร์นี้ไปให้สองร้อยกว่าบริษัทที่ทำเกี่ยวกับของตกแต่งบ้าน เขาตอบกลับมาให้เสนอราคากลับไป ผมส่งใบเสนอราคาเกือบร้อยใบ มีตอบกลับมาแค่บริษัทเดียว ที่เหลือเขามองว่าราคาสูงไป เขาผลิตกับจีนอยู่ เรารู้เลยว่าขึ้นราคากว่านี้ไม่ได้ ถ้าขึ้นมากกว่านี้ไม่มีตลาดรองรับแน่นอน ต้นทุนก็ลงกว่านี้ไม่ได้แล้ว

“เพราะฉะนั้น คุณพ่อรู้มาตลอดว่ามันมีกับดักตรงนี้อยู่ แต่เขาทำไม่ได้เพราะธุรกิจนี้มีคุณค่าทางจิตใจกับเขามาก”

การทำงานองค์กรใหญ่มาหลายปีไม่ได้เตรียมพร้อมเขาสำหรับการไล่คนออก

ทายาทรุ่น 3 Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานแก้ว 66 ปีเป็นร้านขายแก้วหมื่นแบบและคาเฟ่

“ผมให้คนฝ่ายผลิตออกไปร้อยกว่าคน มีแต่คนเก่าคนแก่ แต่เราไม่มีทางอื่น ซึ่งทางช่างเองเขาก็คำนึงถึงความปลอดภัยในช่วง COVID-19 เหมือนกัน เพราะการทำงานนี้ใกล้ชิดกันมาก บางครั้งต้องแชร์อุปกรณ์กัน หลายคนเลยโอเคที่ถูกเลย์ออฟตอนนั้น เพราะกำลังจะเกษียณด้วย 

“จำได้ว่าซื้อหนังสือกฎหมายแรงงานมาอ่านเอง ปรึกษาเพื่อนที่เป็นทนายว่าการเลย์ออฟคนต้องทำยังไงบ้าง ผมทำเองคนเดียวหมดทุกอย่าง ต้องบอกพนักงานทีละคนๆ บอกไปตามตรงว่ากำลังลำบาก ต้องขอหยุดธุรกิจนี้ไว้ชั่วคราว ถ้าธุรกิจกลับมา เราอาจจะกลับมาผลิตใหม่ บางคนร้องไห้ บางคนขอบคุณที่เราดูแลเขา เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ ณ ตอนนั้นเพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้ มันลำบากใจแต่เราต้องทำให้ถูกต้อง”

ทางออกเดียวของธุรกิจครอบครัว

มั่นใจแค่ไหนว่ามันจะช่วยธุรกิจเราได้-เราถาม

“ตอนนั้นคิดแค่ว่าของเรามีเยอะมาก ต้องหาวิธีระบายออก มีอยู่สองทางที่ผมวางแผนไว้คือ หนึ่ง สร้างแบรนด์ของเราขึ้นมาแล้วไปเปิดร้านทุกหัวมุมเมือง ไปทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา รวมถึงช็อปเล็กๆ ตามห้างต่างๆ แต่แบบนี้ควบคุมได้ลำบากมาก ทางนี้เลยตกไป มาสู่ทางที่สอง คือปรับโรงงานแก้วให้เป็นหน้าร้านของเราเอง เพราะที่นี่มันมีสตอรี่ 

Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานเป็นคาเฟ่และร้านขายแก้วหมื่นแบบของทายาทรุ่น 3

“เราวาง Brand Identity ใหม่ ทำโลโก้ใหม่ สร้างชื่อ Eastern Glass ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษของโรงแก้วบูรพา ให้เป็นที่รู้จัก นี่เป็นทางออกเดียว ณ ตอนนี้”

จากร้านเล็กๆ ทดลองเปิดหน้าโรงงานในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 ขยายเป็นโกดังที่ใช้พื้นที่โรงงานทั้งหมดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มองดีๆ จะเห็นเตาหลอมและอุปกรณ์ดั้งเดิมตั้งอยู่รอบๆ

ส่วนคาเฟ่มาทีหลัง เพิ่งมีอายุได้หนึ่งเดือนเศษ เริ่มต้นมาจากไอเดียที่ว่าอยากมีอะไรดึงดูดให้คนมาที่นี่ ซึ่งยุคนี้ก็หนีไม่พ้นการทำคาเฟ่ แต่จะทำคาเฟ่ยังไงให้แตกต่างจากที่อื่น 

Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานเป็นคาเฟ่และร้านขายแก้วหมื่นแบบของทายาทรุ่น 3
Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานเป็นคาเฟ่และร้านขายแก้วหมื่นแบบของทายาทรุ่น 3

คาเฟ่ Eastern Glass ที่เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารดีไซน์ของต่างประเทศ เดาจากภาพที่เห็นตรงหน้าน่าจะต้องมีสถาปนิกมืออาชีพออกแบบให้เป็นแน่

“เราคิดกันเองครับ หยิบโน้นผสมนี้ เอา Reference ต่างๆ จาก Pinterest มาปรับเปลี่ยนนิดหน่อย แล้วนำอุปกรณ์การผลิตแก้วมาโชว์ให้คนรู้ว่าที่นี่คือโรงงานแก้ว คนที่มาซื้อแก้วก็มีที่นั่ง มีที่กินน้ำกาแฟ”

เครื่องแก้วในร้านกาแฟเป็นของ Eastern Glass ทั้งหมด และในเร็วๆ นี้ จะมีการออกแบบเมนูให้เข้ากับแก้วแต่ละแบบ เราสั่งเครื่องดื่มพบว่าแก้วสวยมาก จนต้องเดินเข้าไปซื้อในโกดังขายของ

แก้วในโกดังมีหลายหมื่นแบบ ถ้านับเป็นจำนวนก็เกือบๆ แสนใบ คุณภาพแบบส่งออกให้ญี่ปุ่นและยุโรป ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักสิบ แบบไหนขายหมดแล้วหมดเลยจนกว่าจะเปิดเตาใหม่

ธุรกิจแบบ B2C หรือการขายให้ลูกค้าโดยตรง ทำรายได้ให้ธุรกิจอยู่รอดในยุค COVID-19 ต่างกับสมัยคุณพ่อประศาสน์​เริ่มทำรีเทลตรงที่คนในปัจจุบันเข้าใจเรื่องของดีไซน์ เห็นคุณค่าของงานทำมือ และสนใจการตกแต่งบ้านมากขึ้น

Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานเป็นคาเฟ่และร้านขายแก้วหมื่นแบบของทายาทรุ่น 3

ศูนย์รวมแก้วแฮนด์เมดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

ปีเตอร์ยังไม่แน่ใจว่า หากวิกฤต COVID-19 คลี่คลาย ธุรกิจของเขาสามารถกลับไปดำเนินการ OEM ได้เร็วแค่ไหน เพราะต้องขึ้นอยู่กับอุปสงค์ในตลาด 

“แต่คงไม่ทำสเกลใหญ่เท่าเดิมแล้ว เพราะเราจะคุมต้นทุนไม่ได้ ตอนนี้กำลังหาโอกาสในเครื่องจักรใหม่ๆ ที่ใช้ไฟฟ้า แบบที่เปิดปิดเตาได้เลยไม่ต้องรอ ส่วนคนเราก็ยังมีช่างเก่าๆ ที่ติดต่อกันอยู่ ถ้าวันหนึ่งกลับมาเปิดเตาก็ต้องชวนเขากลับมา”

แม้รู้ว่าธุรกิจแก้วทำมือยังไงก็ลำบาก เพราะต้องอาศัยหลายปัจจัย ทั้งช่างผู้เชี่ยวชาญ เรื่องคุณค่าที่คนมองกลับมาที่ยังไม่สะท้อนกับเม็ดเงินที่ยินดีจ่าย ภาพสุดท้ายที่ปีเตอร์วางไว้สำหรับ Eastern Glass โฉมใหม่ คือการเป็นศูนย์รวมแก้วแฮนด์เมด โดยเปิดรับพาร์ตเนอร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ และพาแบรนด์ไปได้ไกลที่สุด อยู่อย่างยั่งยืนให้นานที่สุด มากกว่าเป็นกระแสที่ผ่านเข้ามาและผ่านไป 

และหวังว่าวันหนึ่งจะได้เปิดเตาอายุ 66 ปีอีกครั้ง เพื่อผลิตเครื่องแก้วที่ประทับตรา Eastern Glass ไว้ด้านล่างอย่างภาคภูมิใจ

Eastern Glass ฝ่าโควิดเปลี่ยนโรงงานเป็นคาเฟ่และร้านขายแก้วหมื่นแบบของทายาทรุ่น 3

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ท่ามกลางความหลากหลายของสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไปจนถึงเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยแบรนด์น้อยใหญ่มากมาย

แบรนด์อะไรเอ่ยที่เป็นแบรนด์ของคนไทย เริ่มต้นจากสองมือและแรงบันดาลใจของชายคนหนึ่งที่อยากเห็นคนไทยใช้ของดี กินของดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

แบรนด์อะไรเอ่ยที่หลาย ๆ คนต้องเคยได้ลองใช้ หรือคงได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง

แบรนด์อะไรเอ่ยที่ใช้ใจพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมที่โดนใจมากว่า 50 ปี

เอาล่ะ พอนึกออกกันบ้างไหมครับท่านผู้อ่าน

ทายาท ไอ.พี. วัน ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

ไฮยีน, วิกซอล, วิซ, แดนซ์, โฟกัส และไอวี่ เหล่านี้คือแบรนด์ที่ตอนแรกเราก็คิดไม่ถึง แต่รู้ตัวอีกที เราก็มีสินค้าของเขาอยู่ในบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และ 6 แบรนด์นี้มีอะไรที่เหมือนกัน คำตอบคือทั้งหมดมาจาก บริษัท ไอ.พี. วัน แล้วอะไรที่พาธุรกิจของครอบครัวหนึ่งเติบโตมาได้ไกลขนาดนี้

The Cloud มีนัดหมายพิเศษ กับ อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ทายาทรุ่นสองแห่งอาณาจักรหลายพันล้าน เจ้าของรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand ถึง 4 ปีซ้อน และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ผงาดเหนือคู่แข่งข้ามชาติ

เขาเริ่มสร้างอาณาจักรธุรกิจ ปั้น สานต่อ และพัฒนากันอย่างไร ขอพาทุกท่านมาร่วมค้นหาคำตอบเบื้องหลังความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน

The Beginning

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของ บริษัท ไอ.พี. วัน ถือกำเนิดขึ้นจาก คุณพ่ออุทัย ธเนศวรกุล ซึ่งได้ไปศึกษาด้านเคมีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ระหว่างนั้นครอบครัวที่เมืองไทยของเขาเกิดวิกฤตด้านการเงิน จึงเรียกตัวคุณอุทัยกลับบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวนักเรียนนอกอย่างเขาคือ “เมืองนอกมีสินค้าคุณภาพดีให้ใช้ แล้วทำไมเมืองไทยถึงไม่มีสินค้าคุณภาพดี ๆ ให้คนไทยได้ใช้เหมือนที่นั่นบ้าง”

เมื่อต้องกลับประเทศไทย เขาตัดสินใจเริ่มจากการทำสิ่งที่ถนัดที่สุดอย่างการผสมสูตรน้ำยาล้างห้องน้ำโดยใช้ความรู้ทางด้านเคมีที่ร่ำเรียนมา ก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ โดยมีพนักงานเพียง 2 – 3 คน

“จริง ๆ แล้วห้องน้ำคือส่วนหนึ่งในชีวิตเราเหมือนกันนะ พอห้องน้ำไม่สะอาด ด้วยความสกปรก ความชื้น คราบที่ขัดไม่ออกต่าง ๆ เลยกลายเป็นห้องที่เราไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยมากที่สุด

“คุณพ่อก็เลยทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำออกมาเป็นตัวแรกก่อน เพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคที่มีอยู่ ณ เวลานั้น”

วิธีผสมผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ ณ เวลานั้นคือ เอาส่วนผสมสารเคมีทั้งหมดไปอยู่ในถังใบหนึ่ง จุดไฟข้างล่าง แล้วก็เอาไม้กวนเองที่หลังบ้านของคุณอุทัย

หลังจากนั้น เขาใช้วิธีขายตรงโดยเดินไปเคาะประตูตามบ้าน เพราะร้านค้ายังไม่ยอมรับ จึงทดลองล้างห้องน้ำให้ลูกค้าดูเลยว่า น้ำยาล้างห้องน้ำยี่ห้อวิกซอล มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างไร

“คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ไปเคาะบ้าน 10 หลัง มีบ้านที่ยอมให้เข้าไปล้างห้องน้ำให้ดูเพียงหลังเดียว ต้องแบกอุปกรณ์และน้ำยาทุกอย่างกว่า 5 กิโลขึ้นรถเมล์ไปเองคนเดียว ขายของ ทดลองสินค้าให้ผู้บริโภคดู และทำความเข้าใจกับพวกเขา เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับสูตรให้ตรงกับความต้องการ”

สิ่งที่ทำให้ลูกค้ายอมเปิดใจให้คนแปลกหน้าคนหนึ่งเข้าไปล้างห้องน้ำถึงในบ้าน คือความไม่ยอมแพ้ และความเชื่อที่ว่า ถ้าหากทดลองสินค้าดี ๆ ที่ตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้เห็น ก็จะทำให้ลูกค้าได้ของที่ดีที่สุด มีความสุขที่สุด และกลับมาซื้อซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลับไม่ได้ปลื้มใจกับน้ำยาสูตรแรก เนื่องจากห้องน้ำในสมัยก่อนอากาศถ่ายเทได้ไม่ดีนัก และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ล้างห้องน้ำบ่อย ๆ คราบที่เกิดขึ้นจึงเป็นคราบฝังแน่น คุณอุทัยจึงปรับสูตรใหม่หลายครั้ง จนได้สูตรที่มีกรดไฮโดรคลอริกซึ่งมีประสิทธิภาพมาก ๆ และถือเป็นสูตรแรกของเมืองไทย ก่อนจะกลับไปขายที่บ้านหลังเดิมอีกครั้ง คราวนี้ได้ผลดีแบบที่เห็นคราบฝังแน่นลอยขึ้นมา จนผู้บริโภคยอมรับและบอกต่อในที่สุด

จุดพลิกผันที่ทำให้คุณอุทัยยังตื่นเต้นจนทุกวันนี้ คือ วิกซอล แจ้งเกิดอย่างจริงจัง หลังจากมียี่ปั๊วรายหนึ่งรับสินค้าไปขายเป็นครั้งแรก เพราะคุณภาพและความความตั้งใจที่อยากทำสินค้าที่ดีออกไปสู่มือผู้บริโภค เมื่อได้คู่ค้ารายนี้ช่วยกระจายสินค้า จึงทำให้ร้านค้าอื่น ๆ เริ่มยอมรับตามมา

สำหรับปรัชญาการทำธุรกิจของรุ่นก่อตั้งที่ยังส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นปัจจุบันนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน

“ทำของดี ๆ อย่าทำของห่วย ๆ ให้คนอื่นเขาใช้ และถ้าเราเองยังไม่สบายใจที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองก็อย่าทำ”

อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy
อู๋-ธิติ ธเนศวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอ.พี. วัน จำกัด ธุรกิจ FMCG ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าลูกค้า เจ้าของ Hygiene, Vixol ถึง Ivy

International Product 

หลังจากตั้งตัวได้ด้วยผลิตภัณฑ์วิกซอล โจทย์ต่อไปคือจะโตอย่างไรให้มั่นคงสมชื่อ IP ที่ย่อมาจากคำว่า ‘International Product’ หรือสินค้าที่ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ต่อมาจึงปรับภาพลักษณ์องค์กร และสร้างความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ ‘มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น’ หรือ Innovate Passionately For The Future Of Better Living และจัดตั้งกลุ่มบริษัท ไอ.พี. วัน หรือ I.P. ONE ในปัจจุบัน

จากผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำวิกซอลในวันนั้น จึงค่อย ๆ แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นแบรนด์อื่น ๆ ในเครือ

วิซ เกิดขึ้นจากความพยายามลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลพื้นผิวต่าง ๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และรับจ้างผลิตให้บริษัท PCS และบริษัท Anglo Thai เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ B2B ก่อนจะปรับมาจำหน่ายแบบ B2C ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ ไอ.พี. วัน

“แม้ว่าธุรกิจ B2B เหล่านี้จะเป็นธุรกิจเสริมที่ทำอยู่ในระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้คุณพ่อตั้งตัวขึ้นมาได้

“หลังจากนั้น คุณพ่อก็เริ่มหันมามองว่าผู้บริโภคทุกคนต้องใส่เสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าในเวลานั้นยับบ้าง ไม่มีกลิ่นหอมบ้าง เขาจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าภายใต้แบรนด์ ไฮยีน ขึ้นมา โดยมีผลิตภัณฑ์ตัวแรกคือน้ำยารีดผ้า ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจนเป็นแบรนด์เดียวภายในเมืองไทยที่มีผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าครบวงจร ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนซัก ไปจนถึงหลังซัก”

ในกระบวนการทำความสะอาดผ้า การรีดผ้านับว่าเป็นอุปสรรคมากที่สุด เพราะใช้เวลานานและร้อนมาก การพัฒนาน้ำยารีดผ้าช่วยร่นระยะเวลาในการรีด และช่วยให้ครอบครัวมีเวลาด้วยกันมากขึ้น

พอเริ่มเข้าใจในผู้บริโภคกลุ่มแม่บ้านแล้ว เขาจึงเริ่มขยายเป้าหมายไปที่กลุ่มวัยรุ่น ออกมาเป็นโรลออนระงับกลิ่นกายภายใต้แบรนด์โฟกัส สำหรับผู้ชาย และ แดนซ์ สำหรับผู้หญิง โดยหวังว่าจะพัฒนาคุณภาพชีวิตและความสุขให้กลุ่มเป้าหมายนี้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่พัฒนาขึ้นมาทั้งหมดล้วนเป็นกลุ่ม Non-Food ทั้งสิ้น โจทย์ต่อไปจึงเป็นความตั้งใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Food & Beverage จนเกิดเป็นแบรนด์ไอวี่

น้ำผลไม้ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยมักเป็นน้ำผลไม้กระป๋องที่มีส่วนผสมเป็นน้ำผลไม้จริง ๆ ค่อนข้างน้อย ไอวี่จึงกลายมาเป็นน้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ แบรนด์เดียวที่เน้นผลไม้ตะวันตก ทั้งกีวี พีช แพร์ ฝรั่ง แบล็กเคอแรนต์ ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภค

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สิ่งที่เหมือนกันของทุกแบรนด์ ก็คือการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมนำเสนออะไรใหม่ ๆ ให้คนไทยได้มีโอกาสทดลองดื่มหรือใช้

หลักการในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณอุทัยคือ หนึ่ง คุณภาพต้องไม่ด้อยกว่าผู้นำตลาด สอง ถ้าจะทำสินค้าอะไรก็แล้วแต่ อย่าทำสินค้าที่มีอยู่แล้ว แต่ใช้นวัตกรรมสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง และต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้บริโภค

เมื่อ 2 หลักการนี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นคำว่า Insightful Innovation ที่สืบทอดมาถึงทายาทรุ่นถัดไป 

The Next Gen

“คุณพ่อน่าจะวางแผนไว้แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาเหมือนกับเขา ตอนพี่สาวไปคุณพ่อไปส่งถึงที่เลย ดูแลหาที่อยู่ให้ แต่ไม่รู้เพราะผมเป็นคนสุดท้องและเป็นผู้ชายหรือเปล่า เขาให้ไปเอง หาบ้านเอง ติดต่อมหาวิทยาลัยเอง หาทางขึ้นรถเมล์ไปเรียนเองโดยไม่ซื้อรถให้ เหมือนเป็นการวางแผนให้ผมต้องดิ้นรนแบบที่คุณพ่อเคยเจอมาก่อน” คุณอู๋พูดพลางหัวเราะ

หลังเรียนจบสาขาการตลาดและโลจิสติกส์ คุณพ่อก็เรียกตัวให้กลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้านในทันที 

เบื้องหลังความสำเร็จ 50 ปีของ ไอ.พี. วัน อาณาจักรพันล้านจากมือของคนไทย เจ้าของ Hygiene, Vixol, Whiz, Dance, Focus และ Ivy

หน้าที่แรกที่ได้รับมอบหมายคือ นั่งหน้าห้องคุณพ่อและเข้าไปฟังประชุมเพื่อเรียนรู้งานอยู่ระยะเวลาหนึ่ง

“ทำไปจนถึงจุดหนึ่งเลยบอกคุณพ่อว่า อยู่ในบริษัทอย่างเดียวมันเรียนรู้ช้า ไม่ค่อยได้รู้ว่าจริง ๆ ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็เลยขอไปตามทีมอีเวนต์ออกงาน ตั้งบูทขายของตามมหาวิทยาลัยและโรงงานต่าง ๆ”

แม้จะต้องจัดบูทตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 4 ก่อนเริ่มขายของตอน 9 โมงเช้า แต่นั่นทำให้เขาได้พบสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การได้คุยกับลูกค้าจริง ๆ เพื่อทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

จากตรงนั้น คุณอู๋จึงเสนอให้สร้างทีมโลจิสติกส์เพื่อดูแลส่วน Supply Chain ขึ้นมา ซึ่งประหยัดต้นทุนในปีแรกให้กับบริษัทไปกว่า 30 ล้านบาท ทำให้นำงบประมาณส่วนนี้ไปทำการตลาดและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างยอดขายให้บริษัทเพิ่มเติมไปได้อีก

ทายาทรุ่นสองตั้งใจรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ใช้ Innovation และ Insight จากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้สินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

“เรารักษาสิ่งที่ดีที่คุณพ่อสร้างไว้ และในขณะเดียวกันก็ต่อยอดให้องค์กร Dynamic และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงมือผู้บริโภคทุกกลุ่ม”

Innovate Passionately

“เรามีการปรับภาพลักษณ์องค์กร โดยนำ DNA ความเป็น I.P. นับตั้งแต่วันแรกที่คุณพ่อได้ก่อตั้งบริษัทด้วยความรัก ไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่น ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อเนื่องมาตลอด 50 ปี เริ่มต้นที่อยากให้คนไทยมีห้องน้ำที่สะอาด ด้วย Purpose ที่ชัดเจน คือ การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น จึงถูกถ่ายทอดออกมาเป็น Brand DNA ของบริษัท I.P. คือ Innovate Passionately ตอกย้ำด้วย Purpose ของเรา คือ For The Future Of Better Living รวมกันจึงมาเป็น Innovate Passionately For The Future Of Better Living มุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่ออนาคตการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น”

สำหรับคุณอู๋แล้ว แกนหลักของนวัตกรรมเริ่มจากความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งและแท้จริง

“เราต้องศึกษาไลฟ์สไตล์ของเขา ทำความรู้จักเขาให้ดีกว่าที่ตัวเขารู้จักตัวเขาเองด้วยซ้ำ ต้องถึงจุดนี้ก่อนถึงจะเรียกได้ว่ามีอินไซต์อย่างแท้จริง แล้วค่อยนำอินไซต์นี้มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่มั่นใจว่า ถ้าออกผลิตภัณฑ์ เขาจะสนใจ กล้าที่จะทดลอง และจะต้องชอบแน่ ๆ

อย่างในกรณีของวิกซอล หนึ่งในตัวอย่างของการนำเอา Insight มาต่อยอดพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคตั้งแต่ยุคบุกเบิกบริษัท คือการคิดค้นน้ำยาล้างห้องน้ำสูตรกรดไฮโดรคลอริกเป็นสูตรแรกของเมืองไทย เพื่อขจัดคราบและกลิ่นเหม็นที่ฝังลึกในห้องน้ำสมัยก่อน

“เราเป็นเจ้าแรก ๆ เช่นเดียวกันที่ทำผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำมีกลิ่นหอม วิกซอล พิ้งค์ ที่ไม่ใช่แค่ขจัดคราบ แต่มีกลิ่นหอมด้วย” นี่คืออีกตัวอย่างของนวัตกรรมที่นำออกมาสู่ตลาดเป็นเจ้าแรกอย่างไม่มีใครคาดคิด

กรณีของไฮยีน ขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ส่วนใหญ่ในตลาดชูจุดขายในการเน้นกลิ่นหอมที่ยาวนาน แต่เมื่อ ไอ.พี. วัน ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างจริงจังแล้ว พบว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่กลิ่นหอม จึงตัดสินใจที่จะนำเสนอ Experiential Segment คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแทน อาทิ ‘ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้นพิเศษ ไฮยีน ดิลีเชียส ซีรีส์’ 2 กลิ่นใหม่ เรียกได้ว่าฉีกกฎผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มที่มีขายอยู่ในตลาด ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้เป็นกลิ่นหอมหวาน สดชื่นจากขนมหวาน ที่ผสานนวัตกรรมกลิ่นหอมจากขนมฝรั่งเศสกับความสดชื่นของดอกไม้ มี 2 กลิ่น คือ กลิ่นซัมเมอร์มาการอง และ สปริงคัพเค้ก นี่คือเหตุผลที่ทำให้ไฮยีนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค จนได้รางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด (The Most Chosen Brand) จาก ‘Kantar Brand Footprint Award 2022 Thailand’ ถึง 4 ปีซ้อน

สำหรับแบรนด์ไอวี่เอง ได้มีการสร้างนวัตกรรมด้วยการออกรสชาติใหม่ที่ยังไม่มีใครนำเสนอในตลาดนมเปรี้ยว เช่น พีช กีวี และทับทิม กำลังจะมีรสชาติขนม คือ กลิ่นมิกซ์เบอร์รี่ ชีสเค้ก และกลิ่นเครปเค้กส้ม ซึ่งก็ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเช่นกัน

ตัวอย่างต่าง ๆ ของการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำตลาดโดยกล้าทำสิ่งที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน ทำให้แบรนด์ในบริษัทสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคมาโดยตลอด

Grow with Care

แม้จะเติบโตจนมีรายได้หลายพันล้าน แต่สิ่งที่ทายาทคนนี้ให้เครดิตตลอดการสัมภาษณ์คือ พนักงาน ซึ่งบางคนอยู่กับบริษัทมากว่า 30 ปีแล้ว

“เราเรียกเขาว่าพนักงานก็จริง แต่ในบริษัทไม่เคยแบ่งแยก คุณพ่อสอนตลอดว่าเราถือ ถือ 2 หน้าที่ หนึ่งคือผู้บริหาร สองคือเพื่อนที่ร่วมงานด้วยกัน เขาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเวลาคุณย่าเลี้ยงพนักงาน คุณย่าจะแบ่งให้พนักงานกินก่อน ส่วนที่เหลือค่อยให้ครอบครัว ให้ลูกกิน

“พ่อปลูกฝังตั้งแต่ตรงนั้นเลยว่า เรามีวันนี้เพราะใคร ใครบ้างที่มีบุญคุณกับเรา ใครที่เป็นคนช่วยขับเคลื่อนเรา”

การทำงานของไอ.พี. วัน เป็นมืออาชีพ ขณะเดียวกันก็ไม่มีระยะห่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน เพราะผู้บริหารทุกคนต้องเข้าถึงได้ เป็นมิตร และเท่าเทียมกับพนักงานทุกคน

“นอกจากนี้ เรายังมีเวทีให้พนักงานได้กล้าแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพยายามสร้าง Culture การคิดนอกกรอบ ผ่านการสร้างโปรเจกต์ใหม่ ๆ เพื่อให้พนักงานแต่ละแผนกมีส่วนร่วมในการคิดไอเดีย นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร” 

คุณอู๋สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานรู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมาย ทำให้เขากล้าแสดงความคิดเห็น นำเสนอสิ่งที่แตกต่างจากเดิมหรือที่ยังไม่มีใครคิด และกล้าที่จะพูดออกมา

ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ธุรกิจเติบโตได้กว่า 2 หลักในทุก ๆ ปี โดยเติบโตจากรายได้ 4 พันล้านสู่ 7 พันล้านได้ภายในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นักธุรกิจหลายท่านอ่านถึงตรงนี้อาจสงสัย ด้วยหลักรายได้ขนาดนี้ ผู้บริหารต้องกำลังวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นแน่ แต่มุมมองของคุณอู๋และครอบครัวนั้นแตกต่าง

“แน่นอนว่าเราต้องมีกำไรเพื่อนำเงินกลับมาประยุกต์ กลับมาขยายกิจการต่อ แต่นั่นไม่ใช่คีย์หลักของเราในการประกอบธุรกิจ

“เราไม่ได้อยากไปอยู่ในสถานะเหมือนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่บางแห่งต้องพยายามสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนเป็นหลัก เสน่ห์ของเราคือการทำเพื่อคนจริง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจริง ๆ ซึ่งการบริหารแบบธุรกิจครอบครัวยังตอบโจทย์อยู่”

The Future

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอ.พี. วัน อาจมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นหลัก แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเป้าหมายในมือทายาทคนนี้

“เราต้องการสร้างชื่อเสียงให้กลับมาสู่ประเทศไทย จริง ๆ ประเทศไทยมีชื่อเสียงในการผลิตสินค้าที่ดีและมีคุณภาพอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในอนาคต เราต้องการจะขยายออกไปที่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพียงแค่ในบ้านเรา”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้คุณอู๋สร้างแรงใจในการฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ได้มีอยู่ 2 อย่าง

หนึ่ง คือการตั้งเป้าหมายย่อย ๆ หรือ Small Win, Win Often เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับตัวเอง

สอง คือการเป็นนักเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เข้าใจตลาด เข้าใจผู้บริโภค และเทรนด์ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ตลอดเวลาเกือบ 50 ปี ไอ.พี. วัน ยึดมั่นในการพัฒนาและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ด้วยวัตถุดิบที่ดี นวัตกรรมที่ดี พร้อมสินค้าที่ครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าคนไทย

และทุกวันนี้ สินค้าของ ไอ.พี. วัน ก็ได้รับการยอมรับจากหลากหลายประเทศ มีการส่งออกมากกว่า 11 ประเทศ มีสาขาอยู่ที่ต่างประเทศด้วย ในเวียดนามและเมียนมา และยังมีการขยายอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าวันหนึ่งจะไม่ใช่แค่คนไทยที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ดี ๆ ของพวกเขา แต่เป็นคนในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวความตั้งใจที่ ไอ.พี. วัน มุ่งมั่นส่งมอบผ่านมือทายาทรุ่นนี้และรุ่นถัด ๆ ไปด้วยใจอย่างไม่หยุดยั้ง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load