“ถ้าผมมีบ้านสักหลัง ผมจะทำให้มันเป็น Earthship”

เราได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ เอิร์ทชิป (Earthship) ครั้งแรกเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ด้วยวัยและเพราะเห็นเป็นเรื่องไกลตัวในตอนนั้น เลยไม่ได้ให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ นอกจากเข้าใจคร่าวๆ ว่ามันคือ บ้านที่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ

จนกระทั่งมารู้จัก คริสเตียน แฟนชาวอเมริกันที่ออกทริปมอเตอร์ไซค์ด้วยกัน เรื่องของเอิร์ทชิปจึงกลับมาเป็นหัวข้อสนทนาอีกครั้ง เพราะหนึ่งในความฝันวัยเด็กของคริสเตียน คือการได้ใช้ชีวิตอยู่ในเอิร์ทชิปที่สร้างเองกับมือ

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

“ผนังบ้านทำจากยางรถยนต์เก่า สามในสี่ด้านของบ้านฝังอยู่ใต้ดิน น้ำดื่มน้ำใช้ได้มาจากฝนและหิมะ ไฟฟ้าก็ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์” 

คริสเตียนเล่าเรื่องเอิร์ทชิปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเหมือนเด็กพูดถึงดิสนีย์แลนด์ เราไม่แน่ใจว่าอยากจะแชร์ความฝันนี้กับคริสเตียนด้วยหรือเปล่า เพราะฟังดูลำบากลำบนเกินมาตรฐานความรักสบายของเราไปมาก และเจ้าตัวก็คงจะอ่านสีหน้าเราออกเหมือนกัน เพราะคำบอกเล่าที่ตามมาทันทีคือ…

“มันไม่ได้ลำบากอย่างที่คิดนะ ทีวี ตู้เย็น เตาอบ เครื่องทำน้ำอุ่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงก็มี เราไปดูของจริงกันไหม คุณอาจจะเปลี่ยนใจอยากสร้างเองสักหลังก็ได้”

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Cecilia via flickr (CC BY 2.0)

บ้านจากกองขยะ

เอิร์ทชิปมีจุดเริ่มต้นเพราะข่าวสารคดีสั้นๆ ทางโทรทัศน์ 2 ตัว ช่วง ค.ศ. 1970

ตัวแรกเกี่ยวกับปริมาณการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มสูงขึ้น จากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำไปสร้างบ้าน

ตัวที่สองพูดถึงปัญหากระป๋องเบียร์และกระป๋องน้ำอัดลมจำนวนมากที่ถูกโยนทิ้งเรี่ยราดตามริมถนนและบนทางหลวง

 ข่าวทั้งสองประเด็นนี้กลายเป็นตัวจุดประกายให้สถาปนิกจบใหม่ไฟแรง ไมเคิล เรย์โนลด์ส (Michael Reynolds) ตัดสินใจซื้อที่ดินผืนเล็กๆ นอกเมืองทาออส (Taos) รัฐนิวเม็กซิโก แล้วออกไปรวบรวมกระป๋องเบียร์และกระป๋องน้ำอัดลมจากข้างทางด่วน ริมถนน กองขยะ ผับบาร์ในเมืองละแวกเดียวกัน เพื่อเอามาสร้างบ้าน!

“ถ้าปัญหาคือมีคนตัดไม้ไปสร้างบ้านจนป่ากำลังจะหมด กับมีกระป๋องเบียร์เปล่ากองอยู่เต็มข้างถนน เราก็ไปเอากระป๋องเบียร์มาสร้างบ้านแทนไม้ซะเลยสิ จะไปยากอะไร จริงไหม”

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©The U.S. National Archives via flickr

บ้านกระป๋องเบียร์ของไมเคิลสร้างเสร็จภายใน 1 ปี ใช้กระป๋องเบียร์ไปทั้งหมด 70,000 กระป๋อง ลูกมือที่จ้างมาช่วยงานเป็นชาวบ้านแถวนั้นที่ไม่มีความรู้พื้นฐานหรือประสบการณ์การก่อสร้างมาก่อนเลย แต่ไมเคิลตั้งใจว่าแบบบ้านและวิธีการสร้างบ้านกระป๋องของเขาจะต้องไม่ซับซ้อน ไม่ว่าใครจึงเรียนรู้ที่จะสร้างบ้านแบบนี้เองได้ (Very low-tech, low-skill way to build.)

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©The U.S. National Archives via flickr

ด้วยความคุ้นเคยกับการใช้อิฐสร้างบ้าน สิ่งแรกที่ไมเคิลทำหลังรวบรวมกระป๋องทั้งหมดมาได้ คือพยายามเปลี่ยนวัสดุทรงกลมให้เป็นก้อนสี่เหลี่ยม

‘อิฐกระป๋องเบียร์’ ก้อนแรกทำจากกระป๋องเบียร์ 8 กระป๋อง กับเหล็กเส้น 1 เส้น หนักประมาณ 400 กรัม ไมเคิลใช้อิฐกระป๋องมาก่อเป็นผนัง และใช้ปูนผสมดินเหนียวเป็นตัวประสาน 

ในระหว่างการก่อสร้าง เขาทดลองใช้กระป๋องเปล่ามาวางเรียงกันทีละกระป๋องและประสานด้วยปูนผสมดินเหนียว ผลที่ได้คือ ผนังที่ก่อด้วยอิฐกระป๋องแข็งแรงและรับน้ำหนักได้มากกว่า แต่ผนังกระป๋องเรียงเดี่ยวมีน้ำหนักเบาและมีช่องว่างอากาศเยอะกว่า จึงทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีกว่า ไมเคิลจึงใช้เทคนิคการก่อผนังแต่ละแบบตามจุดประสงค์ของการใช้งานห้องต่างๆ ภายในบ้าน และได้จดสิทธิบัตรการออกแบบอิฐกระป๋องเบียร์ใน ค.ศ. 1973 อีกด้วย

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©The U.S. National Archives via flickr
บ้านจากกระป๋องเบียร์หลังแรก ไมเคิลตั้งชื่อให้ว่า Thumb House ©The U.S. National Archives via flickr

หลังประสบความสำเร็จกับบ้านหลังแรก ไมเคิลเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างและทุ่มเทเวลาให้การทดลองสร้างบ้านด้วยอะไรก็ตามที่ได้มาจากกองขยะ

บ้านแต่ละหลังที่เขาสร้างจึงมีรูปทรงแตกต่างกันไปตามข้อจำกัดของวัสดุที่หาได้ ในขณะเดียวกัน ก็ทดลองเพิ่มองค์ประกอบจำเป็นอื่นๆ ของบ้านเข้าไป เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ได้จริง เช่น ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ออกแบบหลังคาที่ช่วยเก็บน้ำฝน เพิ่มระบบกรองน้ำดื่มน้ำใช้ ระบบกำจัดน้ำเสีย ฯลฯ

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Ingrid Pfau via flickr (CC BY 2.0)
Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

ในยุคที่แนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) และสถาปัตยกรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Architecture) ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ไมเคิลเลือกที่จะให้คำนิยามตัวเองใหม่ 

“ผมคิดว่า Architecture ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการสร้างอาคารใหญ่โตหรูหรา มากกว่าคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ผมต้องการสร้างบ้านที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกับโลกใบนี้ได้อย่างยืนยาวและมีความสุข ผมไม่เรียกตัวเองว่าเป็น Architect เพราะผมคิดไม่เหมือนพวกเขา สถาปัตยกรรมเป็นเรื่องของหลักการและความแม่นยำ แต่ผมทำงานกับธรรมชาติ งานของผมคือการลองผิดลองถูกและต้องยืดหยุ่นได้ ผมเลือกที่จะเรียกสิ่งที่ผมทำว่า Biotecture และถ้าใครถาม ผมก็จะบอกว่าผมเป็น Biotech” 

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)
Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)
บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Felix Müller via wikimedia CC BY-SA 3.0

เอิร์ทชิปหลังแรก

ชื่อเอิร์ทชิปได้แรงบันดาลใจมาจากคำว่า เรือ (Ship) และยานอวกาศ (Spaceship) เพราะสิ่งก่อสร้างทั้งสองแบบจำเป็นต้องทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้คนที่อยู่ข้างในมีชีวิตรอดได้ในระยะยาวแม้จะมีทรัพยากรจำกัด นั่นคือต้องเป็นที่อยู่อาศัย มีอาหารและน้ำสะอาดให้กิน มีไฟฟ้าให้ใช้ มีที่ทิ้งขยะ และมีระบบจัดการน้ำเสีย หลักการเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบและก่อสร้างเอิร์ทชิปให้เป็นบ้านที่ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างยืนยาว

ไมเคิลพูดถึงแนวคิดของเอิร์ทชิปมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างบ้านกระป๋องเบียร์ใน ค.ศ. 1971 และหลังจากใช้เวลานานกว่า 17 ปี เอิร์ทชิปหลังแรกก็เสร็จสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1988 โดยมีหลักการสำคัญในการก่อสร้างด้วยกันทั้งหมด 5 ข้อ คือ

บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

1. ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและหาได้ในท้องถิ่น

เอิร์ทชิปไม่จำเป็นต้องสร้างด้วยวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ต้องเป็นวัสดุจากธรรมชาติหรือวัสดุที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่และไม่เพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อม เช่นในสหรัฐฯ มียางรถยนต์เก่ากว่า 2.5 ล้านเส้นที่กองทับถมกันเป็นภูเขาขนาดย่อม เอิร์ทชิปที่สร้างในสหรัฐฯ จึงใช้ยางรถยนต์เก่า ใส่ดินไว้ด้านในจนแน่น วางเรียงกันคล้ายการก่ออิฐทำผนังบ้าน ความกว้างและความแข็งแรงของยางรถยนต์ทำหน้าที่เป็นผนังรับน้ำหนักหลังคาบ้านได้เป็นอย่างดี 

©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

หรือเอิร์ทชิปที่จาเมกา ใช้กระป๋องเบียร์กับขวดเหล้าที่มีอยู่เกลื่อนกลาดมาทำความสะอาดและตัดคอขวดทิ้งให้เหลือแต่ก้นขวด หลังจากนั้น เอาก้นขวด 2 ใบ มาประกบกัน ก่อนจะนำมาวางเรียงเป็นผนัง โดยใช้ปูนผสมดินเหนียวเป็นตัวยึด ผนังขวดแก้วลักษณะนี้จะนิยมใช้เป็นผนังตกแต่งเพื่อความสวยงาม และใช้ทำผนังสำหรับห้องที่ต้องการให้มีแสงธรรมชาติจากภายนอกลอดผ่านเข้ามา

หัวใจสำคัญคือ ต้องเป็นวัสดุที่มีอยู่แล้วในพื้นที่นั้น เพราะจุดประสงค์ดั้งเดิมของเอิร์ทชิปคือการลดขยะ และการขนส่งวัสดุมาจากแหล่งอื่นย่อมหมายถึงการเผาผลาญเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น

2. ระบบทำความร้อนและความเย็นแบบธรรมชาติ

เอิร์ทชิปต้องมีอุณหภูมิพอเหมาะให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดปี ในทุกสภาพอากาศบนโลก โดยไม่พึ่งเครื่องปรับอากาศ เตาผิง หรือเตาน้ำมัน

การสร้างเอิร์ทชิปจึงพิจารณากันตั้งแต่สภาพแวดล้อมภายนอกที่จะมีผลต่อระดับความร้อนที่เข้ามาในบ้าน เช่น ทิศทางแดด ทิศทางการไหลของลม หรือร่มเงาของต้นไม้

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

ส่วนอุณหภูมิภายในบ้านจะพึ่งพาผนังยางรถยนต์เป็นหลัก ดินที่อัดแน่นอยู่ด้านในทำให้ผนังที่ทำจากยางรถยนต์กลายเป็นมวลความร้อนขนาดใหญ่ (Thermal Mass) ทำหน้าที่สะสมความร้อนในช่วงกลางวันและปล่อยความร้อนในช่วงกลางคืน บ้านจึงอบอุ่นแม้ในฤดูหนาว

ส่วนในฤดูร้อนก็ใช้หลักการระบายอากาศ (Natural Cooling) เพราะโดยปกติแล้วอากาศร้อนจะลอยขึ้นด้านบน เอิร์ทชิปจึงมีช่องลมบนเพดานไว้ให้เปิด-ปิดเพื่อระบายความร้อนออก อากาศที่เย็นกว่าจะไหลจากด้านล่างขึ้นไปแทนที่อากาศร้อน อุณหภูมิในบ้านจึงเย็นสบายแม้ไม่มีลมพัด 

3. ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

เอิร์ทชิปทุกหลังมีแผงโซลาร์เซลล์ และใช้ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบเชื่อมต่อกับแบตเตอรี่สำรอง มีตัวควบคุมการชาร์จประจุไฟฟ้าและมีตัวแปลงไฟฟ้า ในตอนกลางวัน กระแสไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ซึ่งเป็นกระแสตรงจะถูกส่งไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่จนเต็ม ไฟฟ้ากระแสตรงที่เหลือจะถูกจ่ายให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กระแสตรงได้เลย หรือผ่านตัวแปลงไฟฟ้าไปเป็นกระแสสลับก่อนก็ได้ ส่วนตอนกลางคืนจะใช้ไฟฟ้าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ตามปกติ

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

ตามสถิติแล้วเอิร์ทชิปหลังหนึ่งใช้ไฟฟ้าแค่ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ของบ้านธรรมดา เพราะมาตรการหลายอย่างช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟกระแสตรงเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานในการแปลงไฟฟ้า การเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดพลังงาน การใช้เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ การใช้ก๊าซโพรเพนในการทำความร้อนเพื่อปรุงอาหาร การลดการทำงานของปั๊มน้ำด้วยการวางถังเก็บน้ำไว้บนที่สูง แล้วอาศัยแรงโน้มถ่วงในการจ่ายน้ำ

ส่วนพลังงานไฟฟ้าจากลมมักนิยมใช้กันในเอิร์ทชิปที่สร้างติดทะเล เพราะค่าติดตั้งสูง หากอยู่ในพื้นที่ที่ลมไม่แรงพอและไม่สม่ำเสมอ

4. มีระบบกักเก็บและกรองน้ำฝน

พื้นที่บนหลังคาของเอิร์ทชิปจะกักน้ำฝนและหิมะที่ละลายไปเก็บไว้ที่ถังเก็บน้ำ น้ำในถังจะไหลลงไปที่ปั๊มน้ำ และผ่านกระบวนการกรองเพื่อแยกสารปนเปื้อน เชื้อโรค และแบคทีเรีย ก่อนจะถูกส่งต่อไปที่เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์และถังควบคุมแรงดันน้ำ หลังจากนั้นก็นำน้ำไปดื่ม ใช้ชำระล้างร่างกาย ล้างจาน และซักผ้าได้

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Kyle Greenberg via flickr (CC BY 2.0)

ในบ้านที่เราอยู่อาศัยกันทุกวันนี้ น้ำที่ใช้แล้วหนึ่งครั้งจะไหลลงสู่ท่อและไปรวมกันที่บ่อบำบัดน้ำเสีย ก่อนจะถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำหรือทะเล แต่น้ำทุกหยดในเอิร์ทชิปจะถูกนำกลับมาใช้ถึง 4 ครั้ง คือ 

ครั้งแรก น้ำสะอาดจากเครื่องกรองน้ำ ใช้ดื่ม ใช้ชำระร่างกาย ล้างจาน และซักผ้า 

ครั้งที่สอง น้ำที่ใช้แล้ว (Greywater) จะถูกส่งผ่านท่อไปยังสวนในบ้าน ซึ่งเรียกว่า Botanical Cells หรือระบบพืชกรองน้ำเสีย เป็นการให้พืชช่วยกรองหรือฟอกน้ำให้สะอาดขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการที่พืชดูดซับธาตุอาหารในน้ำเสีย ร่วมกับการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ที่นิยมทำกันในเอิร์ทชิป คือการแบ่งพืชออกเป็นช่องหรือกล่องสี่เหลี่ยม และทำให้มีความลึกลดหลั่นกันลงไปเรื่อยๆ เพื่อให้น้ำไหลลงไปเองตามแรงโน้มถ่วง

เมื่อน้ำผ่านการกรองด้วยพืชครบทุกขั้นแล้ว จะไหลไปรวมกันอยู่ที่บ่อพักน้ำที่สร้างไว้ติดสวน น้ำในบ่อนี้คือน้ำที่รอใช้กดชักโครก ซึ่งจะเป็นการใช้น้ำครั้งที่สาม

น้ำที่กดไหลลงชักโครกไปแล้ว เรียกว่า น้ำโสโครก (Blackwater) จะถูกส่งออกไปยังหม้อบำบัดนำเสียอีกครั้ง หลังจากกระบวนการนี้ ถ้าไม่ปล่อยน้ำลงสู่คลองหรือทะเล จะใช้น้ำครั้งที่สี่ ได้ด้วยการส่งน้ำไปให้ต้นไม้ในสวนนอกบ้าน 

5. การผลิตอาหารในเอิร์ทชิป

เดิมที การมีพื้นที่สีเขียวในเอิร์ทชิปมีจุดประสงค์เพื่อบำบัดน้ำใช้แล้ว ต้นไม้ที่ปลูกจึงมักเป็นไม้ดอกไม้ประดับ แต่ภายหลังเริ่มมีการทดลองปลูกพืชที่ให้ผลิตผล เช่น แตงกวา มะเดื่อ พริกหยวก มะเขือเทศ โหระพา กล้วย ฯลฯ

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

ส่วนพื้นที่สีเขียวนอกบ้านที่ใช้บำบัดน้ำโสโครก ยังเป็นพืชไม้ดอกไม้ประดับอยู่ แต่เอิร์ทชิปบางหลังก็ปลูกต้นไม้ที่ให้ผลผลิตแบบเก็บกินได้จากต้น เช่น แอปเปิ้ล เชอร์รี และหลีกเลี่ยงพืชหัวที่ให้ผลผลิตบนดินหรือใต้ดิน เช่น มันฝรั่ง มันสำปะหลัง เผือก แคร์รอต ฯลฯ 

บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

นอกจากพืชแล้ว ก็ยังมีการทดลองเลี้ยงสัตว์ในเอิร์ทชิป เช่น ปลาคาร์ปเพื่อความสวยงาม ปลานิลไว้ทำอาหาร และไก่ไว้เก็บไข่กิน

บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Kyle Greenberg via flickr (CC BY 2.0)

ตลอดชีวิตการทำงานของไมเคิลในอเมริกา เขาต้องงัดข้อกับเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายและคณะกรรมการสถาปนิกอยู่บ่อยๆ เพราะเอิร์ทชิปละเมิดกฎการสร้างอาคารมากมายหลายข้อ

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1990 ไมเคิลโดนเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพราะลูกค้าจำนวนหนึ่งรวมตัวกันฟ้อง สาเหตุมาจากบ้านที่เขาออกแบบหลายหลังมีปัญหาหลังคารั่ว เขาพยายามไกล่เกลี่ยอยู่ปีกว่าแต่ก็ไม่เป็นผล

ค.ศ. 1998 ไมเคิลมีโอกาสได้เดินทางไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่สูญเสียบ้านจากเหตุการณ์เฮอริเคนมิตช์ ในประเทศฮอนดูรัส โดยไปร่วมสร้างเอิร์ทชิปในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ประสบภัยเรียนรู้วิธีการสร้างและสร้างบ้านอยู่เองได้ และใน ค.ศ. 2005 ไมเคิลก็ไปให้ความช่วยเหลือในรูปแบบเดียวกันกับตอนเกิดเหตุการณ์เฮอริเคนริตาในประเทศเม็กซิโก และเหตุการณ์สึนามิที่หมู่เกาะอันดามัน

การต่อสู้เพื่อใบอนุญาตยาวนานถึง 17 ปี ทำให้ไมเคิลตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า และยอมปรับเปลี่ยนโครงสร้างเอิร์ทชิป เพื่อให้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย จนกระทั่งได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพคืนใน ค.ศ. 2007

หลังจากนั้น สถาบันสถาปนิกอเมริกัน (The American Institute of Architects) ได้เชิญไมเคิลไปเป็นวิทยากรเรื่องเอิร์ทชิปที่สำนักงานใหญ่ในรัฐโคโลราโด

ปัจจุบัน ไมเคิลยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างเอิร์ทชิปหลังต่อๆ ไป ด้วยความเชื่อมั่นว่ามันจะช่วยต่อลมหายใจให้โลกได้ 

“ช่วยบอกหน่อยว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรในสิบคำ”

“อย่า ยอม แพ้”

– ไมเคิล เรย์โนลด์ส บทสัมภาษณ์จาก Wall Street Journal ปี 2009

Earthship บ้านจากกระป๋องเบียร์ของสถาปนิกอเมริกันที่ออกแบบให้ใช้พลังงานธรรมชาติ 100%
©Jenny Parkins via flickr (CC BY-SA 2.0)

เอิร์ทชิปใน The Greater World Earthship Community เปิดให้ผู้สนใจเข้าพักค้างคืนได้ ราคาขึ้นอยู่กับขนาดบ้านและฤดูกาล จะจองผ่านเว็บไซต์ของเอิร์ทชิปโดยตรงที่นี่ หรือจองผ่าน Airbnb ก็ได้ นอกจากห้องพักแล้ว ก็มีศูนย์ให้ความรู้ และโรงเรียนสำหรับผู้สนใจ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเอิร์ทชิปโดยตรงเลยค่ะ

Garbage Warrior (2007) ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับไมเคิล เรย์โนลด์ส และเอิร์ทชิปในช่วงประสบปัญหาโดนเพิกถอนใบอนุญาต และการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติในประเทศต่างๆ

แหล่งข้อมูล

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“แคมปิ้งที่แคนาดา เล่นเซิร์ฟที่เม็กซิโก ปีนภูเขาไฟที่กัวเตมาลา เดินป่าที่คอสตาริกา เรียนเต้นซัลซาที่โคลอมเบีย นั่งเขียนไดอารี่ในมาชูปิกชูที่เปรู กระเป๋าคนละใบ มอเตอร์ไซค์ 1 คัน ไปด้วยกันนะ”

“ภายใน 3 – 4 ปีนี้ ผมตั้งใจว่าจะต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์จากประเทศแคนาดาลงไปเที่ยวทวีปอเมริกาใต้กับเพื่อนสักสี่ห้าเดือนให้ได้”

‘คริสเตียน’ ผู้ชายที่เราตกลงใจออกมาเดตด้วยเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงกลางปี 2011 พูดเรื่องนี้ขึ้นมาตอนที่เราสองคนกำลังนั่งละเลียดกาแฟในร้านหนังสือมือสองกึ่งคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เรามองตามสายตาคริสเตียนไปเห็นลูกค้าคนใหม่ที่กำลังผลักประตูกระจกเข้ามาในร้าน ขณะที่มืออีกข้างก็มีหมวกกันน็อกห้อยอยู่

‘เพื่อน’ ที่คริสเตียนพูดถึงคือ ‘แอนดรูว์’ หนุ่มชาวแคนาดาที่รู้จักกันโดยบังเอิญตั้งแต่ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อประมาณต้นปี 2010 สองหนุ่มคุยกันถูกคอตั้งแต่แรกพบตามประสาคนชอบปีนเขาและชอบมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน

การเดินทาง

ทริปเหนือจรดใต้ของทวีปอเมริกามีจุดเริ่มต้นตอนที่สองเพื่อนซี้ชวนกันขึ้นรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ช่วงสุดสัปดาห์ แล้วเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปนอนเล่นที่ปาย 1 คืน เช้าวันจันทร์คริสเตียนกลับมาทำงานตามปกติ ส่วนแอนดรูว์ก็บินกลับประเทศไป แต่ปรากฏว่าทริปจบอารมณ์ไม่จบ หลังกลับไปแคนาดาได้ไม่นานแอนดรูว์ก็เขียนจดหมายและสแกนส่งมาให้คริสเตียนทางอีเมล ใจความรวมๆ คือทริปมอเตอร์ไซค์ที่ไปปายด้วยกันสนุกมาก สนุกจนทำให้กลับมานั่งคิดถึงความฝันที่อยากทำมานานแล้ว นั่นก็คือขี่รถมอเตอร์ไซค์เที่ยวอเมริกาใต้กับเพื่อนสนิทสักคน ตั้งต้นจากประเทศแคนาดาและลงไปจนถึงสุดแผ่นดินทางใต้ที่ประเทศอาร์เจนตินา และแอนดรูว์ก็อยากจะให้คริสเตียนไปทริปนี้ด้วยกัน

ว่าแล้วแอนดรูว์ก็วาดแผนที่แนบท้ายจดหมายมาให้ด้วย

บันทึก

“When you’re finished in Thailand, I need a partner.”

แน่นอน คริสเตียนเซย์เยสตั้งแต่เห็นคำว่ามอเตอร์ไซค์ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ แต่หลังจากได้จดหมายฉบับนี้มา คริสเตียนก็ตั้งเป้าทันทีว่าจะทำงาน เก็บเงิน และทำให้ทริปนี้กลายเป็นความจริงภายใน 5 ปีให้ได้

ตอนนั้นเรานั่งฟังแล้วก็ตอบกลับไปแบบไม่คิดอะไรมากว่า “น่าสนใจดีนะ”, “ขี่มอเตอร์ไซค์แบบไหน”, “ถ่ายวิดีโอด้วยสิ” ฯลฯ จำได้ว่าพอเราพูดจบคริสเตียนก็ยิ้มกว้างตาเป็นประกาย และบอกเราว่าเขาดีใจที่เราไม่ ‘ดราม่า’ เรื่องที่เขาจะไปกับเพื่อนสนิทแค่ 2 คนโดยไม่ชวนเรา แต่เราก็บอกเหตุผลไปตรงๆ ว่า เปล่าจ้ะ ไม่ได้จะเล่นบทนางเอกใจกว้าง แต่ที่เราไม่ได้สนใจอยากไปด้วยก็เพราะมอเตอร์ไซค์นั่นแหละ (ถึงตอนนี้คริสเตียนทำหน้าตกใจ) นี่ยังไม่พูดถึงอีกเหตุผลที่ว่า จริงๆ แล้วมันเป็นการวางแผนล่วงหน้าหลายปีด้วยซ้ำไปนะ เราสองคนจะคบกันรอดถึง 3 เดือนรึเปล่ายังไม่รู้เลย

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลาไปไหนมาไหนก็ขี่และนั่งมอเตอร์ไซค์มากกว่ารถยนต์ แต่ถ้าจะเทียบการขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนของเรากับการขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่คริสเตียนกำลังพูดถึง ก็คงจะเหมือนเอาแอปเปิ้ลมาเปรียบเทียบกับส้ม เพราะมันคือการขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านไปโรงเรียนหรือจากบ้านไปตลาด เรานึกภาพไม่ออกว่าการขี่หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ที่กินเวลาสองสามชั่วโมงหรือมากกว่านั้นมันเป็นยังไง ขนาดย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ สิบกว่าปีก็ยังเคยนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไกลสุดแค่ปิ่นเกล้า-สีลมตอนเช้าเวลาไปทำงานสาย

แล้วนี่อะไร เขาจะขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามประเทศกัน 5 – 6 เดือน เป็นเรื่องที่ฟังแล้วสุดแสนจะไกลตัวและไม่เคยอยู่ในสารบบการเที่ยวของเราเลย ตอนนั้นเลยได้ข้อสรุปแบบจริงใจสุดๆ ให้กับคริสเตียนว่า

“ไปเถอะ มีเพื่อนที่สนิทกันไปด้วยก็ดีแล้ว ไปเที่ยวให้สนุก อย่าลืมส่งโปสการ์ดมาให้บ้างนะ”

แต่จะด้วยบุญหรือกรรมก็ไม่รู้ได้ 2 ปีหลังจากนั้นเรากับคริสเตียนก็ยังคบหากันอยู่ จนย่างเข้าปีที่ 3 เราสองคนตัดสินใจออกจากงานประจำแล้วย้ายไปเชียงใหม่ เหตุผลง่ายๆ คือเบื่อกรุงเทพฯ อยู่เชียงใหม่ก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระเต็มตัวทั้งคู่ ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลงเรื่องสถานที่ทำงานและเวลาทำงาน เราสองคนก็เลยได้ไปออกทริปด้วยกันอยู่บ่อยๆ และแน่นอนว่าคริสเตียนไม่พลาดโอกาสที่จะให้เราได้สัมผัสกับการเดินทางด้วยการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ระยะไกลกว่าปิ่นเกล้า-สีลม

ช่วงแรกที่ออกทริปเริ่มจากการเดินทางสั้นๆ ครึ่งชั่วโมงอย่างขี่ขึ้นลงดอยสุเทพ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นทริป 2 ชั่วโมง จาก 2 ชั่วโมงกว่ากลายเป็น 5 จาก 5 กลายเป็นทริปเต็มวัน ไปจนถึงทริป 2 – 3 วันซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากเชียงใหม่มาก แต่ใช้วิธีการหาเส้นทางที่อ้อมที่สุด หรือไม่ก็เลือกเส้นทางเล็กๆ ขับไปเจอร้านกาแฟร่มรื่นก็จอด หยิบงานไปนั่งทำ ถึงโรงแรมตอนเย็นก็เข้านอน เช้าอีกวันตื่นแล้วออกเดินทางกันต่อ พูดง่ายๆ ว่าเวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ มองวิวทิวทัศน์ มองชีวิตผู้คนข้างทาง มากกว่าการเน้นการขับตรงไปให้ถึงจุดหมาย

ภาคเหนือ

(หนึ่งในหลายๆ ทริปที่ออกไปด้วยกัน เชียงใหม่-ปาย-บ้านรักไทย-ปางอุ๋ง-ขุนยวม-ดอยอินทนนท์-ดอยขุนตาล-อุทยานแห่งชาติแม่ยม-อุทยานแห่งชาติขุนแจ-เชียงดาว-เชียงใหม่)

2 เดือนแรกเราถามตัวเองตลอดว่าทำไมต้องเอาตัวเองมาทรมานขนาดนี้ ปวดขา ปวดก้น เหน็บกิน ร้อนก็ร้อน ฝนตก หมาก็กลัว ไม่สนุกด้วยเลยจริงๆ ยิ่งช่วงไหนที่ทั้งงานเยอะทั้งเดินทางเหนื่อยก็ยิ่งชวนให้หงุดหงิดถึงขั้นทะเลาะกันเพราะความดึงดันที่จะเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ สุดท้ายคริสเตียนเลยเสนอวิธีแก้ปัญหาว่าลองเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์หลายๆ รุ่นดูไหม ถ้านั่งสบายขึ้นก็อาจจะสนุกขึ้น แต่ถ้าลองจนหมดแล้วไม่ใช่จริงๆ ก็จะไม่บังคับอีก

เรารับข้อเสนอ ตั้งแต่นั้นก็เลยใช้วิธีเช่ารถมอเตอร์ไซค์ทริปละรุ่น บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์วิบาก บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ซีซีสูงต่ำแล้วแต่ระยะทางและเส้นทางที่วางแผนกัน มีครั้งหนึ่งเช่าฮาร์เลย์ขับขึ้นไปเชียงดาว กว่าจะหมดวันเล่นเอาเราทั้งปวดหลัง ปวดก้น แถมขาโดนท่อไอเสียประทับตราความเป็น ‘สก๊อย’ ที่ยังคงเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้

มอเตอร์ไซค์

ในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากนั้นเราก็เริ่มค้นพบเสน่ห์ของการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะวิวสวยๆ ข้างทางที่ปกติไม่เคยได้เห็น เพราะถ้านั่งรถยนต์เราก็จะหลับยาว ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่อยู่เชียงใหม่เราออกทริปแทบทุกอาทิตย์ ถึงแม้จะเป็นการเปลี่ยนที่ทำงานมากกว่าเที่ยวพักผ่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าจากที่เคยมุ่งมั่นจะไปให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุด ก็หันมามีความสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้พบเห็นจากข้างทางมากขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนสิ้นปี 2014 เราลองของด้วยการตกลงไปออกทริปมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์กว่า เป็นทริปที่ยาวนานที่สุดของเราในตอนนั้น โดนกระหน่ำทั้งร้อน ทั้งฝน ทั้งหนาว ในแต่ละวัน ร่างกายประท้วงเต็มที่ ทั้งไอ ทั้งจาม น้ำมูกยืดตลอดทาง ทริปนั้นใช้วิธีขับวันครึ่งสลับจอดทำงานวันครึ่ง บางช่วงก็ขับ 2 วันหยุดทำงาน 2 วัน วนไปแบบนี้เรื่อยๆ

เหตุผลที่จำทริปนี้ได้แม่น เพราะในคืนสุดท้ายก่อนปิดทริปที่เชียงดาว อยู่ๆ คริสเตียนก็ถามเราขึ้นมาว่า

“ไปทริปอเมริกาใต้ด้วยกันไหม?”

“มีกล่องใส่ของคนละใบกับมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ใช้เวลาประมาณสี่ห้าเดือน คิดว่าไหวรึเปล่า”

ไปเมื่อไหร่ ไปยังไง วีซ่าล่ะ เงินล่ะ งานล่ะ ไปแล้วไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง สมบัติกล่องเดียวมันจะอยู่ได้นานขนาดนั้นเลยเหรอ ฯลฯ สารพัดคำถามขึ้นมาในหัว แต่สุดท้ายเราก็ตอบตกลงไปทั้งที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกหัวออกก้อย แล้วก็ปลอบตัวเองว่า “ลองดูสักตั้ง ไม่ไหวก็ซื้อตั๋วกลับบ้านกลางทางเอาแล้วกันนะเรา”

To the World’s End

“ไหนๆ ก็จะลงไปใต้สุดแล้ว จะเริ่มที่แคนาดาทำไม ขึ้นไปเริ่มที่เหนือสุดเลยดีไหม”

‘ลี’ เพื่อนเก่าสมัยเรียนของคริสเตียนที่วนเวียนมาเจอกันโดยบังเอิญที่เชียงใหม่ถามขึ้นมากลางวงกินข้าว คำถามนี้ทำให้เรากลับมานั่งหาข้อมูลเพิ่ม แล้วก็พบว่าการเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาด้วยมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานไม่ใช่ของใหม่ซะทีเดียว มีทั้งคนขี่มอเตอร์ไซค์ ปั่นจักรยาน แบบเดี่ยว แบบคู่ หรือแบบยกครอบครัว ก็มีมาแล้ว แต่ละกลุ่มก็มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัยเฉพาะของตัวเอง ที่นิยมกันมากมีอยู่ 2 แบบ
ทวีปอเมริกา

หมุดสีแดง เริ่มต้นจากอ่าวพรูโด (Prudhoe Bay) จุดสิ้นสุดแผ่นดินทางฝั่งโลกเหนือในอะแลสกา ลงไปจบที่อูซัวยา (Ushuaia) ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในพาตาโกเนีย (Patagonia) ดินแดนสุดขอบโลกทางใต้ในประเทศอาร์เจนตินา

หมุดสีเขียว เริ่มต้นจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) ในอะแลสกา ซึ่งอยู่ต่ำลงมาจากอ่าวพรูโดไม่มาก ลงไปจนถึงอูซัวยาในพาตาโกเนียเหมือนกับทริปหมุดสีแดง แต่ต่อด้วยการลงเรือไปเหยียบแผ่นดินแอนตาร์กติกา (Antarctica) และจบที่เส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล (Antarctic Circle) นักเดินทางบางคนก็เอามอเตอร์ไซค์ลงเรือไปด้วย เรียกว่าถึงแม้ทวีปแอนตาร์กติกาจะไม่มีถนนให้วิ่ง แต่ขอให้ได้เอามอเตอร์ไซค์ลงไปแตะแผ่นดินบนฝั่งก็ยังดี ทริปหมุดสีเขียวนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าหมุดสีแดง เพราะค่าเรือจากอูซัวยาไปถึงแอนตาร์กติกเซอร์เคิลสูงจนคนอยากไปหายใจหายคอกันไม่ค่อยคล่อง

การเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาสามารถเดินทางได้ด้วยทางหลวงสายแพน-อเมริกา (Pan-Amerian Highway) ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมทวีปอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ เข้าด้วยกัน โดยมีระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 48,000 กิโลเมตร หรือ 30,000 ไมล์ ถึงแม้ว่าแพน-อเมริกาจะได้รับการบันทึกในหนังสือกินเนสส์บุ๊คให้เป็นทางหลวงที่ยาวที่สุดในโลก แต่ทางหลวงสายนี้ก็ยังมีจุดขาดตอนเป็นระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร หรือ 100 ไมล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกกันว่า ‘ดาเรียนแก็ป’ (The Darién Gap-ตำแหน่งที่จุด B และ A เจอกันเกือบจุดกึ่งกลางแผนที่ในภาพด้านบน) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างประเทศปานามาในทวีปอเมริกากลางและประเทศโคลอมเบียในทวีปอเมริกาใต้

พื้นที่ในบริเวณดาเรียนแก็ปเป็นผืนป่าดิบชื้นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ใช้เรือเป็นพาหนะหลัก มีกองกำลังทหารของทั้งสองประเทศคอยดูแลคุมควบตามจุดต่างๆ เนื่องจากยังมีปัญหาของการเป็นแหล่งซ่องสุมกลุ่มโจร การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และการใช้เส้นทางนี้ลักลอบขนส่งยาเสพติด

ที่ผ่านมามีนักสำรวจและนักเดินทางหลายกลุ่มพยายามจะเดินทางผ่านผืนป่ารกชัฏนี้ด้วยวิธีการต่างๆ กัน ทั้งเดิน นั่งเรือ ปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ หลายรายโดนดักปล้นทำร้าย หลายรายโดนลักพาตัว และหลายรายต้องแลกด้วยชีวิต อย่างไรก็ตามในปี 1960 รถยนต์คันแรกขับผ่านดาเรียนแก็ปไปได้สำเร็จโดยใช้เวลาเดินทางกว่า 136 วัน เฉลี่ยความเร็วประมาณ 200 เมตรต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งบางส่วนของการเดินทางในครั้งนั้นก็ยังจำเป็นต้องเอารถยนต์ขึ้นแพล่องไปตามน้ำ จนกระทั่งในปี 1985 มีกลุ่มนักเดินทางที่ขับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์อีก 1 คันเดินทางข้ามดาเรียนแก็ปโดยใช้เส้นทางบนบกเพียงอย่างเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ใช้เวลาในการเดินทางกว่า 741 วัน ระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 201 กิโลเมตร หรือ 125 ไมล์

ด้วยเหตุนี้นักเดินทางที่ออกเดินทางในทริปเหนือจรดใต้ ไม่ว่าจะด้วยการปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ จึงมักจะนิยมใช้วิธีการขนส่งยานพาหนะเหล่านี้ด้วยเรือสินค้าหรือเครื่องบินในการเดินทางระหว่างประเทศปานามา-โคลอมเบีย บางรายก็ใช้วิธีขายทิ้งที่เมืองต้นทางและซื้อใหม่ในอีกประเทศเพื่อเดินทางต่อไป

ระยะเวลาในการเดินทางของทริปอะแลสกา-อาร์เจนตินาโดยเฉลี่ย

การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์จากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาใช้เวลาตั้งแต่ 8 เดือน ปีนึง ปีครึ่ง และนานกว่านั้น บางคนทำงานเก็บเงินเพื่อจะทำทริปนี้ให้สำเร็จในครั้งเดียว บางคนค่อยๆ เดินทางไปเรื่อยๆ วิธีที่นิยมกันในกลุ่มนักเดินทางช่วงอายุ 18 – 25 ปี มักจะเป็นการขอทำงานในโฮสเทลเพื่อแลกกับที่พักและอาหาร บางคนใช้วิธีเดินทาง 3 สัปดาห์หรือ 1 เดือน แล้วจอดมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ตามเมืองต่างๆ ขึ้นเครื่องบินกลับไปทำงานที่บ้าน 2 – 3 เดือน แล้วก็บินกลับมาออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ต่อ และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนลงไปถึงปลายทางที่ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อชีวิตคือการเดินทาง

ตามแผนเดิมที่ ‘แอนดรูว์’ ชวนมา เราคุยกันไว้ว่าจะเดินทางจากแคนาดาลงไปอเมริกาใต้ ตอนนั้นเลยตั้งใจจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ แบบม้วนเดียวจบภายใน 5 – 6 เดือน จอดพักบ้างประปราย แต่เน้นเดินทางและหยุดทำงานไปเลย แต่เมื่อเราหันมาสนใจทริปเหนือสุดลงใต้สุดอย่างที่ ‘ลี’ หรือเพื่อนอีกคนเสนอมา ก็เลยปรึกษากันว่าถ้าเราจะยืดระยะทางออกขนาดนี้ เราก็เดินทางไปด้วย ‘ใช้ชีวิต’ ไปด้วยเลยดีไหม ทำเหมือนกับตอนอยู่เชียงใหม่ คือเดินทางสลับกับจอดรถเคลียร์งาน จากเหนือลงใต้ผ่านประเทศไหนหรือเมืองอะไรที่ให้ความรู้สึกว่า ‘น่าอยู่’ ซึ่งสำหรับเราหมายถึงอินเทอร์เน็ตมีความเสถียร สภาพแวดล้อมปลอดภัย บรรยากาศดีเอื้ออำนวยต่อการทำงาน และค่าครองชีพไม่สูงมากนัก ก็อาจจะหยุดพักการเดินทางประมาณ 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน 3 เดือน หรือแม้แต่ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับจังหวะว่าจะมีงานเข้ามากน้อยแค่ไหน เมื่อไหร่ที่ออกเดินทางต่อ เราก็มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ จนสุดแผ่นดินใต้ สุดท้ายก็เลยได้ข้อสรุปกันว่าเราจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี

จุดเริ่มต้นกับเส้นชัยของเราก็วางเอาไว้แบบเผื่อเหลือเผื่อขาด โดยตั้งใจจะขึ้นไปให้ถึงเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลที่อะแลสกา และถ้าเดินทางขึ้นไปทันก่อนหิมะจะเริ่มตกก็จะไปให้ถึงอ่าวพรูโด ส่วนทางใต้ก็จะลงไปจนสุดแผ่นดินพาตาโกเนียในอาร์เจนตินาแน่ๆ ส่วนจะออกไปถึงเส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิลหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นว่าจะเก็บเงินทันรึเปล่า

หลังหาข้อสรุปกันได้คร่าวๆ ลีก็ตกลงใจมาร่วมทริปด้วยอีกคน แต่อาจจะลงมาด้วยกันถึงแค่ประเทศเม็กซิโก หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ ‘อาร์เจ’ เพื่อนที่รู้จักกันในเชียงใหม่ มาร่วมขบวนการเป็นคนที่ 3 อาร์เจตั้งใจจะร่วมเดินทางด้วยเฉพาะช่วงอเมริกาเหนือเหมือนกัน เราตกลงกันว่าจะเริ่มออกเดินทางช่วงปลายปี 2015 และเนื่องจากทุกคนมีจุดเริ่มต้นกันคนละแห่ง เรากับคริสเตียนเริ่มที่รัฐโคโลราโด (Colorado) ลีเริ่มที่เท็กซัส (Texas) ประเทศสหรัฐฯ ส่วนอาร์เจเริ่มที่โตรอนโต (Toronto) ประเทศแคนาดา ก็เลยสรุปว่าจะไปเจอกันที่เมืองคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดาช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องผ่านขึ้นไปก่อนถึงอะแลสกานั่นเอง

สำหรับแอนดรูว์ตัวต้นคิด เพิ่งจะเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศแคนาดาได้ไม่นาน เลยตัดสินใจถอนตัว เพราะไม่อยากพลาดโอกาสก้าวหน้าในระยะยาว แต่ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างว่าแอนดรูว์อาจจะปลีกตัวมาร่วมทริปด้วยช่วงที่เราเดินทางผ่านประเทศแคนาดา  

ที่สุดแล้ว ทีมเรามีผู้เดินทางในช่วงทวีปอเมริกาเหนือด้วยกันทั้งหมด 4 คน คือคริสเตียน (ชาวอเมริกัน), ลี (ชาวอเมริกัน), อาร์เจ (ชาวแคนาดา) และเรา หลังจากนั้น ในช่วงของทวีปอเมริกากลางและใต้ก็จะเหลือแค่เรากับคริสเตียนที่ตั้งใจจะลุยกันไปจนถึงอาร์เจนตินาตามที่ตั้งใจไว้ให้ได้

การเดินทาง

การเดินทาง

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load