ธุรกิจ : บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด และ Earthology

ประเภทธุรกิจ : อุตสาหกรรมสิ่งทอ

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2530

อายุ : 34 ปี

ทายาทรุ่นสอง : B.C Cheng

ทายาทรุ่นสาม : คุณสมศักดิ์ ชัยวิไล

Earthology แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์จากผ้ารีไซเคิลและวัสดุธรรมชาติ โดยทายาทโรงงานสิ่งทอ

Earthology คือแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เกิดขึ้นจากการต่อยอดธุรกิจครอบครัวของ เชอรี่-กฤติกา ชัยวิไล ทายาทรุ่นสามแห่งบริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานสิ่งทอแบบครบวงจร 

ไทยแทฟฟิต้าเป็นหนึ่งในโรงงานรับจ้างผลิตหรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) ระดับแนวหน้าของภูมิภาคที่อยู่เบอร์ต้น ๆ บน Vendor List ของแบรนด์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Nike, The North Face, Patagonia หรือ Vans

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันในเวทีธุรกิจดุเดือดขึ้นทุกวัน การเป็นเพียงบริษัทรับจ้างผลิตอาจไม่เพียงพอ

ภายใต้ฝีไม้ลายมือของทายาทรุ่นสามในวันนี้ การสร้างแบรนด์ Earthology จึงเป็นการก้าวออกจากหลังม่านครั้งแรก เปิดตัวแบรนด์สินค้าสำเร็จรูป ทำให้บริษัทสื่อสารกับผู้บริโภคได้โดยตรง และสิ่งที่ทำให้ Earthology แตกต่างจากสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์อื่น ๆ คือเรื่องราวและกระบวนการผลิตสินค้าแบบพิเศษ ที่อยู่บนแนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

วันที่ The Cloud เข้ามาสัมภาษณ์ เชอรี่เดินเข้ามาพร้อมกับเสื้อสูทสีขาวตัวหนึ่ง ในตอนแรกเราไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าเป็นสูทที่สวยงามตัวหนึ่ง จนกระทั่งเธอเฉลยว่า สูทตัวนั้น ทางบริษัทเป็นคนผลิตเอง วัตถุดิบ 70 เปอร์เซ็นต์มาจากขวดพลาสติกที่ถูกทิ้ง และอีก 30 เปอร์เซ็นต์มาจากของเสียทางการเกษตร โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการย้อมสีใด ๆ ทั้งสิ้น

จากโรงงานรับจ้างผลิตสู่การต่อยอดด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างแบรนด์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของลูกค้า เพื่อความสำเร็จที่มั่นคง ยั่งยืน และยังคงเหลือทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นถัดไป ก้าวให้เท่าทันโลกนี้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

Earthology แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์จากผ้ารีไซเคิลและวัสดุธรรมชาติ โดยทายาทโรงงานสิ่งทอ

ทอและสานต่อประสบการณ์

บริษัทไทยแทฟฟิต้าก่อตั้งใน พ.ศ. 2530 โดยคุณปู่ของ คุณสมศักดิ์ ชัยวิไล สามีของเชอรี่ ซึ่งเป็นประธานโรงงานขนาดใหญ่ทางด้านสิ่งทอที่ไต้หวัน เขาเล็งเห็นโอกาสและศักยภาพของประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในอนาคต

หลังจากนั้นคุณพ่อและคุณอาของสามีเธอได้เข้ามารับช่วงต่อ และค่อย ๆ ปั้นธุรกิจ OEM ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป หากธุรกิจก้าวตามไม่ทัน ธุรกิจนั้นก็อาจล้มหายไปได้

เช่นเดียวกับเชอรี่ เธอไม่ได้มองว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอกำลังอยู่ในช่วงขาลง แต่สิ่งสำคัญคือต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก และการสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา คือจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับริษัทในการสื่อสารกับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงอย่างอุตสาหกรรมสิ่งทอไม่ใช่เรื่องง่าย

Earthology แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์จากผ้ารีไซเคิลและวัสดุธรรมชาติ โดยทายาทโรงงานสิ่งทอ
Earthology แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์จากผ้ารีไซเคิลและวัสดุธรรมชาติ โดยทายาทโรงงานสิ่งทอ

“อย่างแรกเลยคือเราต้องศึกษาตัวธุรกิจสิ่งทอค่อนข้างเยอะ เพราะมีเทคนิคมาก เราต้องรู้ไปจนถึงแก่นของเขา เพราะไม่ว่าจะเป็นแบรนด์อะไรก็ตาม แฟชั่นหรือกีฬา ที่สำคัญที่สุดก็คือตัววัตถุดิบ เราต้องแตกฉานว่ามันมีเทคนิคหรือ Know-how อะไรใหม่ ๆ ที่เข้ามาเพิ่มฟังชันก์ให้กับผ้าของเราได้ แล้วมีนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาบ้าง”

นอกจากศึกษาตัวธุรกิจ การศึกษาอุตสาหกรรมก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เชอรี่ใช้วิธีทำงานร่วมกับเจเนอเรชันก่อนหน้า เพื่อศึกษารายละเอียดต่าง ๆ 

“พอทำงานแล้ว เขาจะสอนวิธีการคิด การเจรจาต่อรอง การตัดสินใจ แล้วก็พาเราไปรู้จักกับ Supply Chain ทั้งหมดในอุตสาหกรรม ซึ่งสำคัญมาก เพราะไม่ว่าเราจะทำงานอะไร มันทำไม่ได้ด้วยองค์กรของเราคนเดียว เราต้องมีพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ” 

เมื่อได้คำแนะนำที่ดีจากรุ่นก่อนหน้า จึงทำให้เชอรี่และสามีเรียนรู้อุตสาหกรรมนี้ไปได้อย่างราบรื่น

Earthology แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์จากผ้ารีไซเคิลและวัสดุธรรมชาติ โดยทายาทโรงงานสิ่งทอ

ดูแล รักษา พัฒนา

แม้ว่าการเรียนรู้ธุรกิจและกิจการภายในจะเป็นสิ่งสำคัญ อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่า คือ ลูกค้าและคู่ค้า

เป็นเวลากว่า 30 ปี ในมือทายาท 3 รุ่นที่โรงงานสิ่งทอแห่งนี้ริเริ่มและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลานี้ หลาย ๆ อย่างย่อมผันแปรเปลี่ยนไปตามเวลา โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันด้านราคากันอย่างดุเดือด แต่ทว่าไทยแทฟฟิต้าก็ยังคงรักษาลูกค้าเก่าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

“มันคือความเชื่อมั่นจากรุ่นสู่รุ่น ถึงแม้ว่าคุณพ่อและคุณอาไม่ได้ทำแล้ว แต่รุ่นที่มาสานต่อก็ยังคงยึดจุดยืนเหมือนเดิม ความคิด ข้อตกลง การเจรจา หรือว่าการทำธุรกิจ ก็ยังเหมือนเดิม ความเชื่อมั่น ความมั่นใจ ไม่ได้มาตั้งแต่วันแรกที่เขาทำธุรกิจกับเราหรอก คนทางโน้นก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง คนของเราก็ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ แต่ความมั่นคงในการทำธุรกิจหรือความยึดมั่นในหลักการการทำงานยังเหมือนเดิม”

ความหนักแน่นและยึดมั่นในหลักการการทำงาน เป็นสิ่งที่ทำให้ไทยแทฟฟิต้ารักษาลูกค้าเดิมของโรงงาน OEM ให้อยู่ต่อไปได้

ในขั้นแรก สิ่งที่บริษัทจะต้องผ่านมาตรฐานโรงงานที่ทางแบรนด์ลูกค้ากำหนดไว้ และเมื่อผ่านมาตรฐานนั้นได้ ขั้นตอนต่อไปก็คือมัดใจด้วยประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ

“ต่อให้เรื่องนวัตกรรมคุณจะเก่งแค่ไหน แต่เวลามีปัญหา มันจะย้อนกลับมาว่าคุณมีความรับผิดชอบต่อลูกค้าแค่ไหน ความสื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพสำคัญมาก”

เมื่อมัดใจลูกค้าได้แล้ว สิ่งที่ทำให้บริษัทรักษาลูกค้าเหล่านั้นได้ในระยะยาว คือการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ นำเสนอลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ และนวัตกรรมเหล่านั้นจะกลายเป็นจุดเด่นของบริษัทที่ทำให้ลูกค้าใหม่ ๆ หันมามอง 

Earthology แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์จากผ้ารีไซเคิลและวัสดุธรรมชาติ โดยทายาทโรงงานสิ่งทอ

เปลี่ยนผ้า

ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีที่แล้ว จุดเปลี่ยนที่ทำให้เชอรี่เริ่มรู้จักกับเทรนด์เศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy คือความต้องการของลูกค้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยน

จากสมัยนั้น ผ้าที่นำมาใช้เป็นวัสดุรีไซเคิลไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้วัสดุเปลี่ยนเป็นไนลอนหรือโพลีเอสเตอร์จากการรีไซเคิลมากกว่าร้อยละ 85

“ทุก ๆ ปีเราจะเห็นเทรนด์ของโลกชัดเจนมาก แล้วเราในฐานะคู่ค้าที่ทำงานให้เขา เราต้องตอบโจทย์เขา พอตอบโจทย์เขาได้ ก็รู้สึกว่าทำไมเราไม่ตอบโจทย์ตัวเองบ้าง ก็เลยมานั่งถามตัวเอง 

“เมื่อวานเห็นคนแยกขยะ แต่เรายังใส่ขยะผสมกันอยู่เลย มันคงดีกว่ามากถ้าเราทำอะไรเพื่อจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าคุยเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนกัน ณ วันนี้อาจเข้าถึงยาก แต่เมื่อไรก็ตามที่เราออกมาในรูปของสินค้า คนจะเข้าถึงได้มากกว่า”

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เชอรี่ตัดสินใจนำวัสดุที่มี กลับมาให้ดีไซเนอร์และโรงงานในเมืองไทยทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ ความร่วมมือ และเครือข่ายในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า เพื่อเริ่มต้นสร้างแบรนด์และสื่อสารถึงความตั้งใจนี้ให้ลูกค้าได้รับรู้

ตัวอย่างของแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาอันดับแรกคือ T-Zero ไลน์ผ้าที่เกิดจากผ้าเหลือในโรงงาน และในขณะเดียวกันนั้น เชอรี่ก็ได้ไปเห็นวิดีโอที่หัวหน้าของเกาะห้อง อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี รณรงค์ทำถุงผ้าแจกแขกนักท่องเที่ยว เพื่อจะได้ไม่ต้องทิ้งขยะไม่เป็นที่ทาง จึงใช้เศษผ้าจากโรงงานเย็บเป็นถุงแล้วนำไปให้

จุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งก็คือช่วงวิกฤตโควิด-19 

Earthology แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์จากผ้ารีไซเคิลและวัสดุธรรมชาติ โดยทายาทโรงงานสิ่งทอ

“สองปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นแรกคือการขาดแคลนหน้ากาก ด้วยประสบการณ์ที่เราเรื่องการทำผ้าให้กลุ่มทางการแพทย์ ก็เลยเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาทำเป็นหน้ากากผ้า บริจาคให้บุคลากรทางการแพทย์ก่อน แล้วค่อยขายให้บุคคลทั่วไป ซึ่งราคาก็น่ารักมาก ประมาณสี่สิบบาท ซักได้ยี่สิบถึงสามสิบครั้ง ไม่ใช่แบบใช้แล้วทิ้ง”

เมื่อเริ่มต้นที่หน้ากากผ้า สิ่งที่ขาดแคลนเป็นอันดับถัดไปก็คือชุด PPE การพัฒนาชุด Reusable PPE Level 2 จึงเกิดขึ้น นำโดย คุณสุพจน์ ชัยวิไล น้องชาย ซึ่งได้พัฒนาร่วมกับองค์การเภสัชกรรมและสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จากการรีไซเคิลขวดน้ำดื่มในประเทศจำนวน 18 ขวด และสามารถใช้ซ้ำได้ 20 ครั้ง จากการพัฒนาชุด PPE ในครั้งนี้ บริษัทได้รับรางวัล PM Award สาขา Aspiring Innovation เมื่อปีที่แล้ว 

เบื้องหลังแบรนด์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุต่าง ๆ ภายใต้ Circular Design ในมือของทายาทรุ่น 3 โรงงานสิ่งทอครบวงจร
เบื้องหลังแบรนด์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุต่าง ๆ ภายใต้ Circular Design ในมือของทายาทรุ่น 3 โรงงานสิ่งทอครบวงจร

นอกจากนี้ เชอรี่ยังได้พาร์ตเนอร์ที่ดีอย่างกลุ่ม Less Plastic และกลุ่ม YOUเทิร์น จาก PTTGC โดยการรณรงค์ให้มีจุด Drop Point ให้ผู้บริโภคนำขวดน้ำมาทิ้งได้ และหลังจากนั้นก็จะมีกลุ่ม YOUเทิร์น ไปเก็บขวดเหล่านั้น เพื่อนำเข้าสู่ระบบและทอออกมาเป็นผ้าเพื่อผลิตชุด PPE ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ จนเกิดเป็นไลน์ผ้า ZSafe ขึ้นมา

นอกจากพลาสติกแล้ว อีกหนึ่งวัตถุดิบที่เชอรี่นำมาใช้คือของเสียจากการเกษตร เช่น ใบสับปะรด หรือก้านกัญชง โดยนำมาเปลี่ยนให้กลายเป็นเส้นใยธรรมชาติ

แม้ว่ากระบวนการนี้จะค่อนข้างใหม่ ทำให้ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้น แต่ด้วยลูกค้าที่เข้าใจและให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ จึงยอมจ่ายราคาที่แพงกว่า เพื่อวัตถุดิบที่มีเรื่องราว เพราะในบางครั้ง มูลค่าของสินค้าก็ประเมินไม่ได้ด้วยราคาหรือต้นทุนเพียงอย่างเดียว

“เราขายผ้าที่ราคาสูงขึ้นได้ เพราะว่ากลุ่มของตลาดลูกค้าส่งออกเข้าใจเรื่อง Circular Economy, Sustainability และผลกระทบจาก Carbon Footprint เรารู้ตัวอยู่แล้วว่าประเทศเราไม่มีวันผลิตด้วยราคาถูกที่สุดได้ ผู้บริโภคก็ลึกซึ้งและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่ได้ดูที่ราคาเป็นอันดับแรก และถูกที่สุดก็ไม่ใช่คำตอบที่เราจะรอดในธุรกิจนี้

เบื้องหลังแบรนด์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุต่าง ๆ ภายใต้ Circular Design ในมือของทายาทรุ่น 3 โรงงานสิ่งทอครบวงจร

แปลงร่าง

Earthology เกิดมาจากคำว่า Earth รวมกับคำว่า Technology เชอรี่จึงตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนหลักการให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ และสื่อสารกับผู้บริโภคจนทำให้เขาเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านการออกแบบ เบื้องต้นอาจฟังดูเข้าใจยาก 

“แก่นของ Earthology คือเราต้องการทำให้งานดีไซน์ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เวลาคนเดินมาเห็น อย่างแรกเลยคือต้องดูว่าสวยแล้วชอบไหมก่อน เขาถึงไปดูเรื่องราวเบื้องหลังต่อ เราต้องทำอย่างนั้นก่อน แล้วค่อยให้เขาเข้ามาอยากเรียนรู้มากขึ้น”

Earthology นำนวัตกรรมในการผลิตผ้าจากวัสดุต่าง ๆ เช่น ขวดพลาสติก 5 ขวด ผลิตเป็นหมวกแก๊ปได้ โดยที่ผลิตภัณฑ์นำกลับมารีไซเคิลเป็นไฟเบอร์และเส้นใย นำกลับมาใช้ในการทอผ้าและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาได้อีก

เมื่อของเหลือทิ้งนำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำพลาสติก ของเสียทางการเกษตร หรือวัสดุอื่น ๆ ความยั่งยืนในกระบวนการผลิตก็เกิดขึ้น และช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น

“เราอยากให้คนเข้าใจ ทำง่าย ๆ ให้เขาเข้าใจ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เขาเข้าใจ เขาจะมีส่วนร่วมในการทำให้มันเข้าระบบ แล้วก็จะกลายเป็นเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียนไปโดยปริยาย โดยหลักการการทำงานของ Earthology จะเน้นการออกแบบด้วยหลักการ Circular Design” 

Circular Design คือการออกแบบหมุนเวียน ซึ่งเป็นการออกแบบภายใต้แนวคิดที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนในการนำวัสดุและทรัพยากรกลับมาเข้าสู่ระบบเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

เพื่อทำให้สินค้าสวยงามและมีสไตล์ Earthology ทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ชาวไทย สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคออกมาจากวัสดุเหลือต่าง ๆ ภายในประเทศ ทำให้ไม่จำเป็นต้องนำเข้าวัสดุใด ๆ จากต่างประเทศ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งหัวใจของแบรนด์คือการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งจะเป็นการกระจายรายได้ให้ชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตสินค้า

เบื้องหลังแบรนด์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุต่าง ๆ ภายใต้ Circular Design ในมือของทายาทรุ่น 3 โรงงานสิ่งทอครบวงจร

“จุดที่ภูมิใจที่สุดคือการได้ทำงานร่วมกับชุมชน จริง ๆ คนเราไม่มีข้อจำกัดในแง่ความสามารถ ถ้าเขาได้โอกาส ผ้าทั้งหมดเป็นของเราก็จริง แต่งานเย็บทั้งหลายมาจากชุมชนแม่บ้านที่ระยอง เรามองว่าเป็นการสร้างงาน อะไรก็ตามที่เราคิดว่าชุมชนทำได้ เราก็จะจ้างงานชุมชน”

เทคนิคในการผลิตที่แตกต่าง ทำให้วัสดุของ Earthology โดดเด่น เมื่อนำมารวมกับฝีมือของดีไซเนอร์และชุมชนในประเทศไทย จึงก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวเป็นของตัวเองขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น Earthology จึงเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มรวบรวมคนไทยที่มีความสามารถให้มาทำงานร่วมกัน

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทายาทรุ่นสามในการบุกเบิกสร้างแบรนด์ และทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในความรักในสิ่งที่ทำ การเห็นคุณค่าและพลังดี ๆ ที่ได้จากผู้ร่วมงานที่ดี ลูกค้าที่ดี หรือพาร์ตเนอร์ที่ดี เพราะการใช้นวัตกรรมในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ด้วยวิธีการแบบนี้ ต้องลงทุนในการวิจัยและค้นคว้าเพื่อพัฒนา Know-how ในการผลิต ซึ่ง Earthology มีทีม Research & Development ประจำอยู่ที่โรงงานของไทยแทฟฟิต้า มีพาร์ตเนอร์ในการพัฒนาผ้าจากไต้หวัน และทีม Development ของลูกค้าที่ติดต่ออยู่เป็นประจำเพื่อร่วมกันเพ่ือสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ

“เรามองว่านั่นคือขุมทรัพย์นะ คนคือขุมทรัพย์”

เบื้องหลังแบรนด์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุต่าง ๆ ภายใต้ Circular Design ในมือของทายาทรุ่น 3 โรงงานสิ่งทอครบวงจร

ผ้าในอนาคต

สำหรับเชอรี่แล้ว เธอมองไปไกลกว่าแค่การทำในสิ่งที่รัก เธอมองไปถึงรุ่นถัดไป การทำแบรนด์นี้ก็เช่นกัน เธออยากให้ลูกรับธุรกิจครอบครัวไปด้วยความภาคภูมิใจ

การส่งต่อธุรกิจของเชอรี่จึงไม่ใช่ข้อบังคับให้รุ่นลูกต้องมาทำต่อ แต่คือการพัฒนาธุรกิจให้ดีและน่าดึงดูดที่สุด ให้รุ่นถัดไปอยากจะเข้ามาสานต่อด้วยตัวของเขาเอง 

“เมื่อไรก็ตามที่เราทำให้ธุรกิจมันเซ็กซี่สำหรับเจเนอเรชันเขา เขาจะวิ่งเข้ามาหามันเอง เราไม่ต้องกวักมือเรียกหรอก เพราะถ้าคุณกวัก เขาจะยิ่งเหนื่อยที่จะรับ แต่ถ้าเขาเข้ามารับเอง เขาก็จะรู้สึกว่า นี่โคตรคูลเลยอะแม่” เธอหัวเราะ

คำว่า ‘ธุรกิจที่เซ็กซี่’ ในที่นี้ หมายถึงการที่บริษัทมีตัวตนและชีวิตในตลาดผ่านการสื่อสารด้วยแบรนด์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความภาคภูมิใจในฐานะ OEM ได้ 

ต่อจากนี้ ทายาทรุ่นสามแห่งโรงงานสิ่งทอแห่งนี้จะยังเดินหน้าปั้นแบรนด์ Earthology ให้เป็นแบรนด์ที่ทำให้ผู้คนหันมาเห็นคุณค่าและเรื่องราวของระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน

“เราไม่เชื่อว่าคนไทยจะแพ้ใคร ถ้าเราเริ่มลงมือทำ ห้ามบ่น ต่อให้เราคิดว่ามันกระเพื่อมน้อยมากก็ตาม มันจะกระเพื่อมอย่างต่อเนื่องถ้าเราทำสม่ำเสมอ”

เบื้องหลังแบรนด์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุต่าง ๆ ภายใต้ Circular Design ในมือของทายาทรุ่น 3 โรงงานสิ่งทอครบวงจร

Writer

Avatar

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“บ้านน้อยหน่าเป็นร้านบาร์เบอร์”

อยู่ๆ เราก็หลุดเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องโปรดอย่าง แฟนฉัน (พ.ศ. 2546) มีฉากร้านตัดผมชาย มีเด็กหญิงที่ชื่อน้อยหน่า มีบรรยากาศและเสียงเพลงเก่าๆ จะต่างก็เพียงแต่ช่างใหญ่ของร้านตัดผมชายร้านนี้ไม่ใช่คุณพ่อศิลปินหนุ่มใหญ่ แต่เป็นแม่ติ๋ว – สุวรรณดา กายะ หญิงสาวผู้เปลี่ยนใจจากกรรไกรและโรลม้วนผมทันทีที่ได้ลองปัตตาเลี่ยนเมื่อ 37 ปีก่อน ก่อนจะมีร้านเป็นของตัวเองชื่อ “ติ๋วบาร์เบอร์” ที่สยามสแควร์ในยุคที่สยามสแควร์มีร้านตัดผมชายเรียงรายอยู่ถึง 30 ร้าน

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน อดีตแสนเท่ยังคงมีให้เราเห็นและหลงเหลืออยู่บ้างตามเสื้อผ้าหน้าผมของคนรุ่นใหม่ที่โหยหาอดีตอันโก้เก๋ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมาเร็วไปเร็วเหมือนใจใครหรือเปล่า

ความตั้งใจเดิมเราแค่อยากชวนผู้รับช่วงต่อร้านติ๋วบาร์เบอร์ มาผู้คุยในฐานะลูกเขยเบอร์แรกของคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง ผู้รับช่วงต่อและแปลงเปลี่ยนร้านของแม่ยายให้กลับมาเป็นที่นิยมและอยู่รอดได้ในยุคสมัย แต่เนื้อความด้านล่างนี้กลับไม่มีศัพท์แสงแสดงไลฟ์สไตล์ฮิปสเตอร์หนุ่มวินเทจสักนิด

ความกิ๊บเก๋และบรรยากาศเก่าๆ ของบาร์เบอร์ที่แท้จริงเมื่อ 23 ปีก่อนต่างหากที่ หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ ผู้เป็นลูกเขย และ น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ ผู้เป็นลูกสาว ตั้งใจเก็บรักษาและถ่ายทอดมันออกมาผ่านทำเลเดิมอย่างร้านที่สยามสแควร์และสาขาเอกมัยอันเป็นที่นัดหมายของเราในวันนี้ นอกจากจะเปลี่ยนความคิดที่เคยมีกับร้านตัดผมชายไปตลอดกาลแล้ว เรายังสนุกกับการจินตนาการตามถึงบาร์เบอร์ที่มากกว่าการเป็นบาร์เบอร์

ในที่สุด เราก็ได้รู้จักชายหนุ่มผู้แต่งงานกับน้อยหน่าในหนังเรื่อง แฟนฉัน เสียที แถมหลายปีผ่านไป น้อยหน่าและสามียังคงสานต่อกิจการที่บ้านและทำให้บรรยากาศของบาร์เบอร์กลับมาอีกครั้ง

 
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
ธุรกิจ: Tew’s Barber Shop (พ.ศ. 2537)
ประเภทธุรกิจ: ร้านตัดผมชาย
อายุ: 23 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: สุวรรณดา กายะ
ทายาทรุ่นที่สอง: หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ (ลูกเขย)น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ (ลูกสาว)

ในความทรงจำสีจาง…จาง

คงจะเป็นการอยู่นอกเหนือประเด็นเกินไป หากผู้เขียนจะสอบถามเรื่องราวความรักและย้อนกลับไปสืบจุดเริ่มต้นของคนทั้งคู่ เราจึงทราบที่มาสั้นๆ ก่อนรับช่วงเปลี่ยนแปลงติ๋วบาร์เบอร์ว่า คุณน้อยหน่าเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณหนอนเป็นอดีตช่างภาพจาก บางกอกโพสต์ และก่อนจะเข้าสู่สาระเป็นทางการ เราขอแอบเอามือจิกหมอนเขินความคู่ของคนคู่นี้สักหน่อย ชื่อหนอนกับน้อยหน่า ไม่เพียงเสียงที่พ้องกัน ความหมายถึงความอยู่เคียงคู่กันก็เหนียวแน่นไม่แพ้

“จำได้ว่าลูกค้าที่ร้านเป็นผู้ใหญ่หมดเลย เราเองยังเด็กมากๆ จึงไม่ค่อยมาอยู่หน้าร้าน เวลาลูกค้ามาถึงจะได้รับเชิญเข้าห้องและรับการบริการอยู่ในนั้นจนเสร็จ” น้อยหน่าเล่าถึงความทรงจำหลังจากเจี๊ยบตัดหนังยางน้อยหน่าในฉากจบของหนัง ไม่สิ น้อยหน่าคนนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับน้อยหน่า นักเรียนชั้นประถมสี่ หัวหน้าทีมนำเต้นเพลง รักคือฝันไป ในงานวันเด็กของโรงเรียน

สำหรับ ‘ห้อง’ ที่น้อยหน่าคนนี้พูดถึง เราขออธิบายด้วยการฉายภาพไดอะแกรมสามมิติล้ำๆ ผ่านตัวหนังสือให้คุณนึกภาพตามว่าเป็นห้องบริการตัดผมระดับ VIP ที่มอบความเป็นส่วนตัว บริการทุกอย่างทุกๆ ขั้นตอน ทุกระดับ ประทับใจโดยช่างเพียงคนเดียว ซึ่งมีรูปแบบมาจากห้องตัดผมในโรงแรมดุสิตธานี

“สมัยก่อนร้านบาร์เบอร์ทั้ง 30 ร้านในสยามสแควร์จะให้บริการตัดผมแบบห้อง VIP ทั้งหมด ไม่ได้เป็นโต๊ะเรียงแบบที่เห็นในร้านตัดผมชายปัจจุบัน โดยทุกร้านในสมัยนั้นจะเป็นรูปแบบเดียวกันคือมีโซฟา และช่างนั่งอยู่ตรงโซฟา พอลูกค้าเข้าร้านมาช่างก็จะเดินเข้าไปตัดผม ถ้าเป็นคนรุ่นเราที่อายุ 30 – 40 ก็จะไม่ค่อยทันแล้ว สมัยนี้มีร้านแบบนี้ตอนนี้ให้เห็นอยู่ร้านเดียวในสยาม” หนอนเล่าถึงบรรยากาศร้านตัดผมชายในยุคเฟื่องฟูให้เราฟังด้วยตาเป็นประกาย

เมื่อเราถามถึงบรรยากาศสมัยก่อนทั้งหมด ทั้งหนอนและน้อยหน่าบอกให้เราอดใจรอเพื่อถามจากแม่ติ๋ว ซึ่งเราก็ขอยืนยันอีกเสียงว่าสนุกจนน่านำไปทำหนังสารคดีส่งประกวดเมืองคานส์ แต่ถ้าคุณรอไม่ไหว เราอนุญาตให้ scroll down ลงไปอ่านบทสัมภาษณ์แม่ติ๋วด้านล่างก่อนได้ตามอัธยาศัย โดยที่ไม่ลืมเลื่อนกลับขึ้นมาที่จุดเดิมตรงนี้

หนึ่งในตัวอย่างบรรยากาศที่หนอนเล่าไปยิ้มไปก็คือ “สมัยก่อนจะมีลูกค้าประจำคนหนึ่ง บ้านอยู่ไกลมาก แต่มาที่ร้านสาขาสยามทุกวัน มาสระผมและหลับไป จะว่าไปเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นนั้นที่ต้องมาสยามเป็นกิจวัตร มาซื้อของ เข้าร้านทำผมเพื่อผ่อนคลาย แล้วจบด้วยมื้อเย็นที่ร้านสีฟ้า ที่น่ารักคือไม่เพียงใจดี หมั่นซื้อข้าวและน้ำดื่มมาฝากช่างที่ร้านอยู่เสมอ คนขับของลูกค้าท่านนี้ยังสนิทสนมกับคนที่ร้านราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร้าน ระดับบรรจุเข้าเป็นพนักงานเพราะจะมาที่ร้านเวลา 11 โมงก่อนจะกลับไปตอน 4 โมงเย็น”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ

จนกระทั้งในช่วง พ.ศ. 2547 – 2548 การเข้ามาของซาลอนที่ทำให้คนรุ่นใหม่ห่างจากบาร์เบอร์ออกไป ติ๋วบาร์เบอร์ในยุคของแม่จึงปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มช่างตัดผมสำหรับผู้หญิงเข้ามา แต่นั่นทำให้ลูกค้าเก่าๆ ซึ่งเป็นลูกค้าผู้ใหญ่ไม่กล้าเข้า เพราะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นส่วนตัวอย่างที่เคย

ซาลอน คือร้านทำผมทั้งหญิงและชาย “เหมือนเราเป็นเพลงลูกทุ่ง แล้วซาลอนเป็นเพลงสตริง” พ่อกับแม่ที่นั่งฟังสัมภาษณ์อยู่ข้างๆ รีบเสริม

บาร์เบอร์จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เชยไม่ทันสมัย

“เมื่อก่อนบาร์เบอร์ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือมากนัก ขณะที่ซาลอนมีเครื่องมือจากญี่ปุ่น หม้ออบ เครื่องดัดลอน ยืดผม ทำสี ทำทรีตเมนต์ ประกอบการแต่งร้านที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเก้าอี้เก๋ๆ มีเตียงสระผม ดูทันสมัย และยังมีสถานีช่างคนนี้รับผิดชอบการตัด คนนั้นรับผิดชอบการสระผม มีคนบริการมากมาย ดูสะดวกสบายไปหมดทุกสิ่ง มีสมาคมแบ่งปันความรู้การเกล้าผม ทำสี ทำไฮไลต์ แต่บาร์เบอร์มีอย่างมากก็แค่รองทรงสูง กลาง และต่ำ

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

“เมื่อถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่าถึงเวลาที่ร้านต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัยเพราะเด็กสมัยใหม่ไม่เคยชินเขาก็ไม่กล้าเข้าร้านบาร์เบอร์ ความตั้งใจเราอยากให้มีลูกค้าทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงวัยทำงาน” น้อยหน่าเล่าถึงจุดเปลี่ยนของการเริ่มปรับโฉมร้านติ๋วบาร์เบอร์ใหม่

“ตอนนั้นกระแสบาร์เบอร์ก็ยังไม่ค่อยมี เราก็คิดออกแบบว่าจะทำร้านอย่างไรให้บาร์เบอร์กลับมา”

“ก่อนหน้านี้ผมเองตัดผมกับที่ร้านมาตลอด เราสัมผัสถึงความพิเศษของการบริการที่เราอยากรักษาให้สิ่งนี้อยู่ต่อไปและอยากให้คนอื่นๆ ได้มาสัมผัส จึงบอกแม่ว่าขอเก็บบริการทั้งหมดที่เคยมีเอาไว้ จะปรับก็เพียงรูปร่างหน้าตาของร้าน โดยเพิ่มตัวตนความเป็นบาร์เบอร์ลงไปและสร้างแบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

“เรื่องการทำร้านใหม่ สิ่งที่แม่ขออันดับแรกๆ คือ ต้องมีห้องบริการแบบส่วนตัว ตอนแรกก็คิดว่าจะมีดีไหมเพราะค่อนข้างกินพื้นที่ร้าน แต่มาวันนี้เราพบว่าการมีอยู่ของห้องส่วนตัวทำให้ร้านเราแตกต่างจากที่อื่นๆ และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ตั้งแต่ร้านของแม่ เราไม่ได้จัดขึ้นมาใหม่” หนอนผู้ทำหน้าที่ดูแลควบคุมการปรับโฉมเล่าไอเดียเริ่มต้น

ซึ่งช่วงแรกของการเปิดร้านหลังการรีโนเวต หนอนเล่าว่ามีทั้งลูกค้าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะคนยังไม่คุ้นกับร้านตัดผมสไตล์บาร์เบอร์ “5 ปีก่อนคนไม่ได้ฮิตทรงวินเทจแบบตอนนี้ แล้วเราก็เชียร์ให้เขาตัดแบบนั้น ในขณะที่เทรนด์ผมยุคนั้นคือญี่ปุ่นๆ เกาหลีๆ ซอยผม ทำสีผม พอเราไปไถผมเขาด้วยปัตตาเลี่ยนก็จะมีคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ” โชคดีว่าผ่านไป 1 ปีเทรนด์ทรงผมวินเทจก็กลับมาฮิตในหมู่หนุ่มๆ พอดี

“เรื่องทรงผมมันเป็นเทรนด์มาและไป ร้านจึงต้องคุยกันอยู่เสมอ เป็นตัวเองบ้าง ปรับให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของลูกค้าบ้าง พยายามมีทรงผมหลากหลายมากขึ้นโดยคุยกับช่างให้เข้าใจ ช่างที่ตัดผมตั้งแต่สมัยแม่ทำร้านยังอยู่กับเรา 1 คน นอกนั้นเป็นช่างรุ่นใหม่จากหลากหลายเส้นทางมาก บางคนจบสถาปัตย์ฯ มา จบวิศวะฯ จบดุริยางค์ฯ ก็มี” และเนื่องจากทักษะและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ช่างของทางร้านจึงต้องผ่านช่วงเวลาฝึก 2 – 3 เดือนเพื่อเข้าใจวัฒนธรรมและหัวใจสำคัญอย่างการบริการ

จากที่เคยคิดว่าร้านตัดผมผู้ชายให้บริการตัดผม โกนหนวด จัดเซ็ตให้เข้าทรงและจบไป ติ๋วบาร์เบอร์ทำให้เราเรียนรู้บริการบาร์เบอร์ดั้งเดิม ผ่านขั้นตอน 1 – 10 ของการบริการ ที่มีตั้งแต่เสิร์ฟน้ำดื่มดับกระหาย ถ้าลูกค้ามาร้อนๆ ช่างจะเช็ดและเป่าไดร์ให้ก่อนพูดคุยเรื่องทรงผมสักพัก และเตรียมตัวตัดผม กันทรงเก็บทรงให้เรียบร้อย พูดคุยกับลูกค้าอย่างเหมาะสม

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ว

ติ๋วบาร์เบอร์ พ.ศ. 2555

“ถ้าเทียบกับสเกลของร้านสมัยก่อน แม่มีช่างผม 30 คน ช่างเล็บ 5 – 6 คน ขณะที่ร้านเรามีช่าง 10 คนใน 2 สาขา เทียบกับลูกค้าของแม่จึงมีเยอะกว่า ช่างตัดผมแข่งกันวิ่งรอกลงเวลา แต่ปัจจุบันไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ช่างตัดผมน้อยลง แต่ลูกค้าที่เข้ามาตัดผมยังมีเยอะเท่าเดิม ถึงแม้จะมีช่างไม่เยอะแต่เราก็คุมคุณภาพการบริการให้ดีงามเหมือนร้านสมัยแม่” น้อยหน่า ทายาทผู้ดูแลติ๋วบาร์เบอร์รุ่นที่สองและรุ่นที่สาม (ในท้อง) เทียบให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่างร้าน 2 ยุค

“งานตัดผมเป็นงานฝีมือจริงๆ ช่างแต่ละคนก็จะมีวิธีการที่จะสร้างสรรค์แตกต่างกันออกไป ซึ่งบาร์เบอร์จะแตกต่างกับซาลอนตรงที่ช่างจะจบงานทั้งหมดคนเดียวตั้งแต่ สระ-ตัด-เซ็ต จึงต้องกำหนดเวลาการให้บริการต่อลูกค้า 1 ท่าน” หนอนเสริม และด้วยความไม่เคยชินของลูกค้าเรื่องระบบจองคิว ทำให้ติ๋วบาร์เบอร์ถูกเข้าใจว่าเป็นร้านตัดผมฮิปๆ หยิ่งๆ อยู่เสมอ

“แรกๆ ยังเป็นระบบ walk-in อยู่ ก่อนจะมีเปิดจองเพื่อจัดระบบคิว flow ในร้าน และความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ในช่วงแรกคนก็อาจจะยังไม่ชินที่ต้องจองคิว ซึ่งจริงๆ ต่อให้ไม่ใช่ร้านติ๋วบาร์เบอร์ แต่เป็นร้านตามตลาดในต่างจังหวัดที่มีช่างตัดคนเดียว ลูกค้าก็โทรจองถามช่างว่าว่างอยู่ไหม ต้องนัดช่างเหมือนกัน”

เราถามถึงจุดเด่นของติ๋วบาร์เบอร์ที่มีมากกว่าการตัดผม แต่แทนที่จะได้รับคำตอบหรูหรา หนอนกลับเลือกจะเล่าจุดที่ตัวเองไม่เก่ง “เรารู้ว่าเราไม่ได้เก่งเรื่องเคมีมากอย่างเรื่องย้อมผมและดัดผม เราพอทำได้แต่เป็นในสไตล์ old-school จริงๆ เน้นเราตัดผมเป็นส่วนใหญ่”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ก่อนจะเล่าความดีงามของเก้าอี้ไฟฟ้าที่มีมาตั้งแต่ยุคของแม่ว่า “เก้าอี้ที่ร้านมีมาตั้งแต่รุ่นแม่ เป็นเก้าอี้ไฟฟ้า ปรับเอนนอนสระผมในห้องนั้นเลย ลูกค้าที่ไม่ชินพอตัดผมเสร็จเขาก็พยายามลุกออกจากเก้าอี้ เราก็ถาม ‘พี่จะไปไหนครับ สระผมตรงนี้เลย’ พอสระเสร็จช่างก็จะเอาผ้ามาปิดตา มีอโรม่านิดๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย”

สมัยก่อนติ๋วบาร์เบอร์มีบริการขัดรองเท้าหนัง ขัดเข็มขัด แต่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยติ๋วบาร์เบอร์จึงเปลี่ยนบริการเสริมมาเป็นบริการล้างแว่นตาแทน

รวมไปเรื่องจัดแต่งทรงผม “ช่วงเริ่มต้นปรับรูปแบบ เราใส่ Pomade ให้ลูกค้า ลูกค้าบอก ‘ขอล้างออก’ (หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว คนเข้าใจมากขึ้น ลูกค้าชาวต่างชาติก็มีมากขึ้น อย่างชาวสิงคโปร์จะจองตัดกับเราตลอด” จากนั้นหนอนจึงก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองในชื่อ bad taste ซึ่งมี 2 สูตร ได้แก่ สูตรออริจินัล ช่วยให้ผมอยู่ทรงสวยงาม และสูตรธรรมชาติ ทำให้ผมดูมี volume เซ็ตเหมือนไม่เซ็ต

หลังจากรับช่วงต่อติ๋วบาร์เบอร์อย่างเป็นทางการ ทั้งสองคนก็เจอหัวใจของแบรนด์ติ๋วบาร์เบอร์ที่ทำให้ทั้งคู่อยากเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้

“หนึ่งคือ เรื่องการบริการ สองคือ เรื่องทำเลร้านที่สยามซึ่งเราอยากรักษาไว้ เดิมทีก่อนร้านเป็นของแม่ คนเช่าเดิมก็ทำร้านตัดผมมาก่อน สามคือ สไตล์และทรงผม ของเราจะออกแนวเรียบร้อยแต่ยังให้ความเป็นผู้ชายอยู่ ดูเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้าน”

สิ่งที่พิสูจน์ผลของการรับช่วงต่อในสายตาของทั้งคู่ก็คือ การที่ลูกค้ายอมรับระบบจองและโทรมาจองอยู่เรื่อย รวมไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและคนในร้านที่กลายมาเป็นเพื่อน

“เราเห็นสิ่งที่แม่ทำมาตลอด เราผูกพัน เราอยากจะรักษาสิ่งนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไปสัมผัสและเข้าใจการบริการของบาร์เบอร์ว่าเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้แม่เป็นห่วงเรื่องการปรับรูปแบบร้าน กลัวว่าเราจะปรับจนไม่เหลืออะไรเลย (หัวเราะ) กลัวลูกค้าเดิมไม่เข้า รวมถึงเรื่องความเข้าใจเรื่องทฤษฎีและเทรนด์ทรงผมซึ่งช่างตัดผมเก่าๆ จะไม่เชื่อเพราะเห็นว่าเราตัดผมไม่เป็น” น้อยหน่าทิ้งท้ายความตั้งใจค่อยๆ รอการพิสูจน์

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ขณะที่หนอนเชื่อเรื่องการทำให้เห็นว่าจะพิสูจน์สิ่งที่คนรุ่นเราเชื่อและตั้งใจทำ ไปพร้อมๆ กับการใส่รายละเอียดเรื่องการบริการและไอเดียอื่นๆ เพื่อให้ทันกับยุคสมัยและความต้องการของคนยุคใหม่ แม้ต้องต่อสู้กับความไม่เข้าใจของช่างรุ่นเก่า

“แต่ถึงกระนั้นการทำธุรกิจกับที่บ้านสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน พ่อแม่ ลูกเขย สะใภ้ ก่อนมารับช่วงเราก็ต้องคุยกับแม่เยอะว่าแม่ทำอะไรมาบ้าง สิ่งที่เราควรจะทำคืออะไร แล้วประยุกต์ในทิศทางของเรา ระหวางนั้นจะเห็นว่าเกิดการพูดคุยกันอยู่เสมอ”

คุยกันจบเราก็นึกขึ้นได้ว่า เราไม่ได้พูดคุยเรื่องทรงผมของคุณผู้ชายจนเกิดความเข้าใจมากขึ้นเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่าง ความตั้งใจบันทึกบรรยากาศให้คงอยู่และปรับเปลี่ยนคุณค่าที่มากกว่าตัวเงินนี้ให้อยู่รอดต่อไปต่างหากที่เรารัก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าตั้งแต่ต้นจนจบบทสนทนา เราไม่แปลกใจสักนิดว่าทำไมเจี๊ยบถึงไม่ได้ครองรักกับน้อยหน่า แม้น้อยหน่าคนนี้จะคนละคนกับน้อยหน่าคนนั้นก็ตาม

ติ๋วบาร์เบอร์ (พ.ศ. 2537)

ออกตัวสักนิดว่าล้อมกรอบของทายาทรุ่นสองตอนนี้จะยาวกว่าที่เคย แม่เริ่มจากการเป็นช่างตัดผมผู้หญิง (พ.ศ. 2523) และอยากลองตัดผมผู้ชายดูบ้าง จึงไปเรียนวิชาบาร์เบอร์เพื่อเติม ก่อนจะติดใจความเรียบง่ายของการตัดผมผู้ชาย “ทั้งวิธีการตัดผมที่มีแค่ทรงสั้น กลาง และยาว และนิสัยสบายๆ ของลูกค้าผู้ชาย ถ้าเป็นทรงผมผู้หญิงลูกจะว่าเดี๋ยวสั้นไปยาวไปบ้างล่ะ เอียงบ้างล่ะ” แม่ติ๋วเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นความหลงใหลในปัตตาเลี่ยน

ราวกับแม่ติ๋วจะอ่านสีหน้าที่แสดงคำถามถึงเรื่องการอัพเดตเทรนด์ทรงผมใหม่ๆ ในสมัยก่อนของเราออก แม่ติ๋วรีบเล่าให้ฟังว่า “สมัยนั้นต้องหมั่นไปเรียนวิชาในโรงเรียนสอนทำผมและชมรมช่างตัดผมชายอยู่เรื่อยๆ มีแข่งขันตัดผมเหมือนมีเพื่อนคอยอัพเดตเทรนด์กัน”

บาร์เบอร์ในยุคนั้นถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้ชาย เพราะทั้งมอบประสบการณ์ผ่อนคลาย และเป็นแหล่งรวมตัวและพบปะกลุ่มเพื่อนก่อนเดินเที่ยวกินข้าวกันที่สยามสแควร์ “สมัยก่อนลูกค้าผู้ใหญ่บางคนเขาจะมีเครื่องดื่มติดตัวมาเอง แล้วบอกขอนั่งดื่มรอเพื่อนในร้านของเรา บ้างก็ดื่มไปด้วยตัดผมไปด้วย อันที่จริงผู้ใหญ่เขาไม่เที่ยวผับบาร์กันเท่าไหร่” ถือว่าเป็นกิจกรรมผ่อนคลายอย่างที่สุด “เมื่อก่อนยังไม่มีระบบจอง ลูกค้ามาถ้าช่างว่างก็จะตัดเลย ถ้าช่างไม่ว่างก็มาใหม่วันหลัง ลูกค้าสมัยก่อนเขามาสยามทุกวัน มากินข้าว มาซื้อเสื้อผ้า แหล่งศูนย์รวมผู้คนเพราะยังไม่มีห้างสรรพสินค้า”

แล้วอะไรคือนิยามของความติ๋วบาร์เบอร์ เราถาม และสิ่งนั้นก็คือ การมอบความสบายใจและความเป็นกันเอง การบริการที่มากกว่าการบริการ และความเป็นส่วนตัวที่ติ๋วบาร์เบอร์ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง “ลูกค้าบางคนมาถึงก็หลับเลย พักผ่อนของจริง” แม่ติ๋วหัวเราะก่อนจะทิ้งท้ายความรู้สึกที่มีต่อ ติ๋วบาร์เบอร์ ในยุค พ.ศ. 2560

“เราไม่ค่อยห่วงอะไรนะ เขาเห็นสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก”

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load