นักเดินทางทั้งหลาย คุณเคยตั้งคำถามกันไหมว่าในการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง นอกจากรอยเท้าที่ได้เหยียบย่ำไปบนดินแดนแสนสวยและความสุขสดชื่นในช่วงเวลาดีๆ ที่ได้ไปสัมผัสกันแล้ว เราทิ้งอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง

จากคำถาม นำมาสู่การค้นหาคำตอบ ในทริป Earth Appreciation 04 : มาหาเสม็ด ที่ตั้งใจจัดขึ้นโดย The Cloud และ โคคา-โคล่า

เพื่อพา 12 เพื่อนใหม่นักเดินทาง และสองนักแสดงผู้ขับเคลื่อนเรื่อง Eco มานานนับสิบปีอย่าง ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ไปทำความเข้าใจเรื่องธรรมชาติและปัญหาขยะพลาสติก ผ่านประสบการณ์ตรงในพื้นที่จริง ณ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เมื่อวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

นอกจากทุกคนจะได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ ทำกิจกรรมบนหาดทรายและในท้องทะเลอย่างรื่นรมย์แล้ว ตลอดเวลา 3 วัน 2 คืน เราพยายามสร้างขยะให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด และเรามั่นใจว่าขยะทุกชิ้นในทริปนี้มีเส้นทางไปต่ออย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

นอกจากนี้ เรายังได้ไปเยี่ยมชมพร้อมพูดคุยกับชาวเกาะท้องถิ่น ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงและแรงกระเพื่อมเรื่องขยะพลาสติกและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ตั้งแต่องค์การบริหารส่วนตำบล กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไปจนถึงผู้ประกอบการและภาคประชาชน

เราหวังว่าบทเรียนบนหน้าจอต่อไปนี้ จะช่วยสร้าง ‘แรงบันดาลใจ’ ให้ทุกคนอย่างที่พวกเราได้สัมผัสมาแล้วบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ 

01 The Journey Begins

With No Single Use Plastic

ก่อนออกเดินทาง เราส่งข้อความแจ้งผู้ร่วมทริปให้พกถุงผ้าและกระติกพร้อมเติมน้ำให้เต็มมาจากบ้าน การพกกระติกแบบนี้ นอกจากจะลดการใช้ขวดน้ำที่เป็นพลาสติกแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินระหว่างการท่องเที่ยวด้วย ทุกวันนี้ตามสถานที่ท่องเที่ยว สนามบิน และโรงแรมทั่วโลก ล้วนมีจุดบริการน้ำดื่มฟรีให้คนมาสามารถมาเติมน้ำได้

ที่เกาะเสม็ด เราได้พบกับ พี่สมถวิล จันทร์พราหมณ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ผู้มารับหน้าที่วิทยากรบอกเล่าเรื่องราวของเกาะเสม็ดให้พวกเราฟัง

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

พี่สมถวิลอธิบายว่า อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลลำดับที่ 3 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่เปิดทำการตลอดทั้งปีไม่มีวันหยุด มีธรรมชาติที่งดงาม อาหารอร่อย และมิตรภาพของชุมชน ผู้ประกอบการในพื้นที่

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน เสม็ดคือเกาะสวรรค์ที่เงียบสงบและอุดมสมบูรณ์ ขยะที่เกิดขึ้นจากชุมชมบนเกาะเป็นขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้และมีปริมาณน้อย เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังไม่มาก จนเมื่อความเจริญค่อยๆ เข้ามาสู่เกาะ ร้านรวงและรีสอร์ตจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ในขณะเดียวกันพลาสติกก็เริ่มถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เดิมบนเกาะเสม็ดมีโรงเผาขยะ แต่จำเป็นต้องปิดทำการไป เนื่องจากกระบวนการเผาปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน จากการเผาจึงเปลี่ยนมาเป็นฝังกลบขยะแทน แต่ก็ประสบปัญหาพื้นที่ไม่เพียงพอ ขยะจำนวนมากจึงตกค้างอยู่บนเกาะ 

หลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานส่วนท้องถิ่นหลายภาคส่วนพยายามเร่งหาหนทางแก้ไข จนในที่สุดโรงคัดแยกขยะบนเกาะเสม็ดก็ถูกก่อสร้างจนเสร็จและเปิดทำการมาแล้วระยะหนึ่ง ขยะตกค้างที่เคยมีตอนนี้ถูกจัดการไป

ทั้งนี้ ด้วยประสิทธิภาพของโรงคัดแยกขยะที่สร้างขึ้นใหม่ ทำให้สามารถดูแลขยะที่เกิดใหม่ในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี มีการคัดแยกขยะตามประเภท และขณะเดียวกันทางอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ก็เร่งดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อลด ละ เลิก การใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง

โดยพี่ประยูร พงศ์พันธุ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด อธิบายว่า พี่ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะคอยไปตรวจเช็กสัมภาระของนักท่องเที่ยวบริเวณท่าเรือ เพื่อลดการนำโฟมและถุงพลาสติกขึ้นมาบนเกาะ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ผู้ร่วมทริปหันมาสบตากันและอมยิ้มดีใจ ที่เราสามารถช่วยลดภาระให้พี่ๆ เจ้าหน้าที่ได้ จากการนำกระติกน้ำและถุงผ้ามาจากที่บ้าน

02 Eat Responsibly

Finding Another Use For Food Waste

อาหารมื้อแรกที่เราได้ลิ้มรส เป็นอาหารเสม็ดสไตล์แท้ๆ อย่างข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำที่ทุกคนต้องเดินไปสั่งจากแม่ค้าหาบเร่ริมหาด เพราะเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยกันมาตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนจึงสั่งอาหารมากินดื่มกันไม่ยั้ง จนจบมื้ออาหาร มีเศษอาหารจำนวนมากวางเหลืออยู่บนโต๊ะ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เมื่อนำเศษอาหารที่ผู้ร่วมทริปกินเหลือมาชั่งน้ำหนักรวมกัน ปรากฏว่ามีน้ำหนักถึง 14 กิโลกรัม แค่อาหารเพียงมื้อเดียวจากคนไม่กี่สิบคนเท่านั้น สถิติน่าตกใจที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือขยะอาหารที่คนไทยทิ้งต่อวันมีปริมาณสูงถึง 300 – 500 ตัน และคนมักจะเข้าใจผิดว่าขยะอาหารย่อยสลายได้ แล้วจะไม่เป็นปัญหา

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

 การทับถมของขยะอาหาร หรือ Food Waste ทำให้เกิดแก๊สมีเทนที่ส่งผลเสียกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า นอกจากนี้กองขยะอาหารยังนำมาซึ่งพาหะนำโรค และการนำขยะเปียกหรือขยะอาหารเข้าเตาเผาร่วมกับขยะอื่นๆ จะทำให้เตาเผามีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิพื้นฐาน กระบวนการเผาไหม้เกิดได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดสารเคมีตกค้าง

ดังนั้นวิธีการที่ถูกต้องและง่ายที่สุดเมื่ออยู่ระหว่างการท่องเที่ยวแบบนี้ คือคิดก่อนกิน กินเท่าที่จำเป็น เพื่อให้มีเศษอาหารเหลือทิ้งน้อยที่สุด และถ้ายังมีเศษอาหารเหลืออยู่ก็แยกมันออกจากขยะประเภทอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อน

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ในทริปมาหาเสม็ด เราคัดแยกขยะออกเป็น 3 ประเภทคือ เศษอาหาร (ขยะอินทรีย์) ขยะรีไซเคิล (ขวดพลาสติก กระป๋อง กระดาษ แก้ว) และขยะทั่วไป โดยเศษอาหารของทุกมื้อและขยะรีไซเคิลที่ผู้ร่วมทริปคัดแยกตลอด 3 วัน 2 คืนนี้ จะถูกส่งต่อให้ White Sand Beach รีสอร์ตเล็กๆ บนเกาะเสม็ดที่ตั้งใจหมุนเวียนขยะทุกประเภทให้นำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง 

พี่หนู-จันทร์จิรา สังข์สุวรรณ ผู้จัดการ White Sand Resort พาพวกเราเยี่ยมชมพื้นที่ส่วนต่างๆ 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

อย่างแรกคือปุ๋ยอินทรีย์ วิธีทำแสนง่าย เทเศษอาหารเทลงไปในภาชนะ จากนั้นกลบด้วยดินหรือปุ๋ยคอก และใบไม้แห้ง สลับชั้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มีข้อควรระวังอย่างเดียวคือต้องกลบดิน ปิดฝาให้มิดชิด เพื่อป้องกันแมลงวันและกลิ่นรบกวน เพียงไม่กี่เดือนเศษอาหารจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยสีเข้ม ที่จะช่วยบำรุงให้พืชพรรณงอกงามสมบูรณ์

อย่างต่อมาคือน้ำหมักชีวภาพ นำเศษผักผลไม้ตั้งแต่เปลือก ใบ ผล และเมล็ดที่ยังไม่ผ่านกระบวนการทำอาหาร หมักเข้ากับกากน้ำตาลทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน จะได้น้ำจุลินทรีย์ที่ใช้เป็นปุ๋ยน้ำ ส่วนตะกอน นำไปตากแดดทำเป็นปุ๋ยแห้ง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

พี่หนูอธิบายว่าปุ๋ยหมักชีวภาพนี้มีธาตุอาหารช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน และสามารถนำไปบำบัดน้ำเสีย กำจัดคราบไขมันอุดตันได้ เพียงแค่ผสมเข้ากับน้ำ เทใส่ในท่อน้ำทิ้งหรือบ่อบำบัดไขมัน ทิ้งไว้หนึ่งคืนแล้วราดน้ำ 

พื้นที่รีสอร์ตถูกแบ่งไว้อย่างเป็นสัดส่วน แทรกไปด้วยต้นไม้มากมาย กระถางต้นไม้หลายสีสันรีไซเคิลจากถังน้ำยาซักล้างวางอยู่หน้าบ้านพักแต่ละหลัง พี่หนูพาเราไปดูแปลงผักสวนครัวชอุ่มสมบูรณ์ด้านหลังรีสอร์ต พร้อมบอกอย่างภาคภูมิใจว่า หลายเมนูที่เสิร์ฟนักท่องเที่ยว ปรุงด้วยผักออร์แกนิกที่บำรุงด้วยปุ๋ยจากเศษอาหารอีกที นับเป็นวัฏจักรอาหารที่หมุนเวียนไม่รู้จบ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

03 Beach Hopping

Where Your Trash Ends Up

เราท่องเกาะจากเหนือจรดใต้ สัมผัสบรรยากาศดีต่อใจ ฟ้าใสและหาดทรายขาวสะอาด เริ่มจากอ่าวน้อยหน่า ทางทิศเหนือของเกาะเสม็ดที่เราได้พบกรรมวิธี ‘ร่อนทราย’ ด้วยแหตาถี่ เพื่อแยกขยะชิ้นเล็กอย่างเศษพลาสติกหรือเศษแก้วออกจากเม็ดทราย โดยพี่ๆ สตาฟของ Mooban Talay Resort ต้องทำเป็นประจำทุกวันช่วงน้ำลง 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ปัจจุบัน ‘ขยะ’ คือหนึ่งในปัญหาสำคัญของอุทยานแห่งชาติทั้งทางทะเลและบนบก อุทยานแห่งชาติคือพื้นที่ธรรมชาติผืนใหญ่ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติ

แล้วขยะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมาจากไหน คำตอบคือมาจากนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรานี่เอง

เรากินดื่ม พักผ่อนอย่างรื่นรมย์และสร้างขยะจากการท่องเที่ยว ที่หากไม่ได้ถูกคัดแยกอย่างถูกประเภท จะทำให้ยากต่อการนำไปจัดการต่อ โดยเฉพาะในอุทยานที่เป็นที่นิยม ปริมาณของขยะก็มีมากตามไปด้วย จนบางครั้งเกินศักยภาพที่พื้นที่อุทยานจะรองรับได้ ทำให้ไม่สามารถจัดการได้หมด 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

สาเหตุทั้งหมดนี้ นำไปสู่ขยะที่ตกค้างในธรรมชาติและรั่วไหลลงสู่ทะเล เมื่อขยะพลาสติกแตกตัวเล็กลงเรื่อยๆ มันจะค่อยๆ สลายตัวเปลี่ยนเป็นไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรจนถึงขนาดที่สายตามองไม่เห็น และยังคงคุณสมบัติความเป็นพลาสติกอยู่ครบถ้วนทุกประการ

ขยะพลาสติกเหล่านั้น บ้างจมลงสู่ก้นทะเล บ้างถูกซัดกลับขึ้นมาบนฝั่งอย่างที่เห็นที่อ่าวน้อยหน่า และอีกไม่น้อยที่ล่องลอยอยู่ในท้องทะเล สิ่งที่น่ากังวลคือเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปลาที่เรากินทุกวันนี้ พวกมันกลืนกินไมโครพลาสติกเข้าไปหรือเปล่า สุดท้ายผลกระทบเหล่านั้นก็จะวนกลับมาสู่มนุษย์ในวันหนึ่ง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

จากนั้นนั่งรถสองแถวไปตะลุยกันต่อที่อ่าวหวาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นอ่าวที่สวยที่สุดของเกาะเสม็ด มีผืนทรายละเอียดเหมือนแป้ง แต่ก็มีขยะทะเลมากมายเกยตื้นอยู่บนฝั่ง เพื่อนๆ รวมทริปมาหาเสม็ดได้ช่วยกันเก็บขยะตรงหน้าจนช่วงแสงสุดท้ายของวัน จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปดูพระอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้าที่แหลมเตย ปลายสุดของเกาะเสม็ด

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

04 Sea The World

Ocean Tales

วันต่อมา เรามีนัดกับ พี่อู๊ดดี้-ธนเดช เสตะจันทน์ เจ้าของโรงเรียนสอนดำน้ำ UDI Scuba Driving ตั้งแต่เช้าเพื่อขึ้นเรือไปดำน้ำ Snorkeling

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

นอกจากจะได้เห็นความสวยงามของปะการังและสัตว์น้ำใต้ทะเลแล้ว เรายังได้เห็นขยะพลาสติกลอยผ่านเรือไป พี่ๆ สตาฟประจำเรือเล่าว่า ช่วงฤดูมรสุมที่คลื่นลมปั่นป่วน ขยะทะเลจะปรากฏขึ้นมากกว่าปกติ เพราะมีขยะรั่วไหลลงสู่ท้องทะเลมากในช่วงฝนตกนั่นเอง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

หลังดำน้ำ เราแล่นเรือมุ่งหน้าสู่ท้ายเกาะบริเวณร่องน้ำที่ทำให้เราได้เห็นว่า บางครั้งก็มีขยะลอยมากับกระแสน้ำ พี่อู๊ดดี้อธิบายว่าชาวเรือจะมีขอและตาข่ายเอาไว้เกี่ยวขยะลอยทะเลเหล่านั้น เพื่อนำไปทิ้งบนฝั่ง เราช่วยกันเกี่ยวขยะเปื่อยยุ่ยพวกนั้นขึ้นมาเท่าที่ทำได้ และพบว่าหลายชิ้นล่องลอยมาไกลแสนไกลจากประเทศอื่น

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา
ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

เรือเทียบฝั่งที่ชุมชนประมงพื้นบ้านแห่งสุดท้ายบนเกาะเสม็ด บริเวณท่าเสด็จ พี่ๆ ชุมชนทำอาหารพื้นบ้านชาวเลภาคตะวันออก ทั้งหมูต้มใบชะมวง ปลาหมึกน้ำดำ และอีกหลายเมนูอร่อย ปรุงด้วยวัตถุดิบที่จับแบบประมงพื้นบ้าน คือไม่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ขนาดยังไม่โตเต็มที่ ไม่ใช้อวนลากหรืออวนรุนที่ทำลายระบบนิเวศใต้ท้องทะเล เพราะสัตว์ทะเลทุกตัวถูกจับมาด้วยความใส่ใจรับผิดชอบ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

โดยประมงพื้นบ้านจะใช้เรือขนาดเล็กและอุปกรณ์หนึ่งชนิดต่อการจับสัตว์น้ำแต่ละประเภท เพื่อไม่ให้การจับสัตว์แต่ละครั้งกระทบปริมาณสัตว์น้ำมากจนเกินไป เช่น การใช้แหหว่านลงไปในทะเล หรือการใช้เบ็ดสำหรับตกสัตว์น้ำ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

05 Talking Trash

Everyday Heroes

หลังอิ่มหนำกันแล้ว เรานั่งล้อมวงริมหาดพูดคุยกับแขกรับเชิญคนแรก Daniela Scandella-Chanchote เจ้าของ SoLUTion [email protected] ร้านขายน้ำยาที่ลดการใช้ Single Use Plastic ด้วยการนำบรรจุภัณฑ์จากบ้านมาเติมแห่งแรกและแห่งเดียวบนเกาะเสม็ด 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เธอฝากข้อคิดเรื่องขยะพลาสติกไว้ว่า เวลาซื้อสินค้าเข้าบ้าน พยายามลด ละ รับถุงพลาสติกจากข้างนอก หรือหลีกเลี่ยงการสั่งให้มาส่งที่บ้านโดยไม่จำเป็น เพราะนอกจากจะได้สินค้าที่สั่งแล้ว เรายังจะได้ขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งมาล้นมือ

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

ถึงจะเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า แต่ถ้ายังใช้แบบ Single Use ก็ไม่ต่างอะไรจากการใช้พลาสติก มิหนำซ้ำยังเป็นภัยร้ายยิ่งกว่า เพราะเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ แถมย่อยสลายยาก การแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่แท้จริงไม่เกี่ยวกับวัสดุของบรรจุภัณฑ์ แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณความถี่และความคุ้มค่าในการใช้งานต่างหาก

แขกรับเชิญคนต่อมา พี่ไพบูลย์ คุ้มคำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยไพบูลย์ ระยอง จำกัด ผู้มารับช่วงดำเนินการระบบจัดการขยะและโรงคัดแยกขยะบนเกาะเสม็ดที่เพิ่งเปิดทำการไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

พี่ไพบูลย์อธิบายถึงเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราต้องแยกขยะ ขยะที่ถูกทิ้งรวมกันเป็นถุงๆ เมื่อถูกส่งไปที่บ่อขยะ (Landfill) ขยะแต่ละถูกจะถูกเปิดออก จากนั้นคัดแยกประเภทด้วยแรงงานคน เป็นขั้นตอนการทำงานที่เสียเวลามาก ขยะที่ใส่รวมกันมาทุกประเภทในถุงเดียว มีอัตราปนเปื้อนสูง แม้จะเป็นประเภทที่สามารถนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล หลอมออกมาใช้ใหม่ได้ แต่ถ้าปนเปื้อน ก็นับว่าสูญเปล่า 

พี่ไพบูลย์บอกว่า ทุกวันนี้ขยะบนเกาะเสม็ดที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณขยะทั้งหมดเท่านั้น แต่ถ้าทุกคนช่วยกันคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ขยะที่นำไปรีไซเคิลได้จะมีมากขึ้น ส่วนขยะที่ใช้ต่อไม่ได้ต้องเอาไปฝังกลบหรือเผาก็จะมีจำนวนลดลง ส่งผลให้มลพิษทางสิ่งแวดล้อมลดลง คุณภาพชีวิตของระบบนิเวศก็ดีขึ้นเป็นวัฏจักร

ขยะมูลฝอยจากทุกพื้นที่บนเกาะเสม็ด เมื่อนำมาเข้ากระบวนการที่โรงคัดแยกขยะเสร็จเรียบร้อย จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือขยะรีไซเคิล ส่งกลับขึ้นฝั่งเพื่อนำไปขายต่อให้โรงงานรีไซเคิลตามประเภทวัสดุ ขยะทั่วไป ส่งกลับขึ้นฝั่งเช่นกัน เพื่อนำไปขายต่อให้โรงงานผลิตไฟฟ้าสำหรับเผาเป็นเชื้อเพลิง 

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

และสุดท้ายขยะอินทรีย์ ที่พี่ไพบูลย์และทีมงานจัดการเอง ทั้งหมักเป็นแก๊สชีวภาพ หมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และทำน้ำหมักชีวภาพ รอบๆ บ่อขยะที่แต่ก่อนแทบไม่มีพื้นที่เหลือจากของเน่าเสีย ทุกวันนี้มีพืชผักสวนครัวและพืชพรรณร่มเย็นสบายตา

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

06 Chef’s Table

Eating With Purpose

ค่ำคืนสุดท้ายบนเกาะเสม็ด เรานั่งริมหาดทรายดื่มด่ำรสชาติอาหาร 8 จานพิเศษโดยเชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ แห่งร้าน Blackitch Artisan Kitchen ผู้เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาบอกเล่าเรื่องทะเลและทรัพยากรธรรมชาติผ่าน ‘ความรู้กินได้’ ในสไตล์ Chef’s Table ให้พวกเราได้ลิ้มลอง

เชฟแบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ แห่งร้าน Blackitch Artisan Kitchen

เชฟแบล็กเป็นคนจังหวัดระยองโดยกำเนิด เติบโตมากับวัตถุดิบพื้นบ้านจากท้องทะเล และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น อาหารค่ำมื้อนี้ เชฟแบล็กตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตคนระยองและท้องทะเลที่เปลี่ยนไป

อย่างเมนูแมงกะพรุนดองไม้ฝาง น้ำจิ้มถั่วตัดกับสโคบี้ ที่หากินได้เฉพาะฤดูกาลนี้ เนื่องจากเป็นหน้าแมงกะพรุน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรพิเศษของคนระยองที่กินคู่ถั่วตัดกับสโคบี้

สัตว์ทะเลทุกชนิดในทุกเมนู ทั้งกุ้งลายเสือกับมันกุ้งผัดน้ำมันหอย ต้มโจน้ำข้นกับน้ำมันงาดำ ปลานึ่ง ผักกาดดอง และข้าวห่อปลาเสียบไม้ย่าง เพสโต้โหระพา เชฟแบล็กไปหาซื้อด้วยตัวเองกับกลุ่มประมงเรือเล็ก หรือกลุ่มประมงพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดระยอง

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล
มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เมนูที่เราประทับใจมากคือ หรุ่มทะเลที่ตั้งใจเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของการจับปลาเชิงพาณิชย์ ที่ใช้อวนตาถี่กวาดต้อนสัตว์ทะเลตัวเล็กขึ้นมาด้วย ทำให้พวกมันไม่มีโอกาสเติบโตขยายพันธุ์ ทำลายระบบนิเวศท้องทะเล และเมนูหมี่ยำปูพริกแกงป่า ที่เชฟแบล็กไปซื้อปูมาจากธนาคารปู เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งใจเพาะพันธุ์ปูทะเลไทยให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง 

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เชฟแบล็กอธิบายระหว่างเสิร์ฟอาหารอร่อยจานแล้วจานเล่า ว่าอาหารทะเลไม่ใช่ของดีภาคตะวันออกเพียงอย่างเดียว อาหารป่าก็ถือว่าขึ้นชื่อไม่แพ้กัน ถ้าใครไปเที่ยวทะเลแล้วเบื่อกินสัตว์มีกระดอง ลองเปลี่ยนมากินอาหารป่าดูบ้าง รสชาติเด็ดไม่แพ้กัน

หลังอาคารค่ำ เรานั่งล้อมวงใต้แสงดาวเล่นดนตรีอะคูสติกริมหาดทราย เสียงคลื่นกระทบฝั่งสลับไปกับเสียงดีดกีตาร์ร้องเพลงอย่างสนุกสนาน คลายความเหนื่อยล้าจากการตะลุยเกาะกันมาตลอด 2 วันที่ผ่านมา

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

07 Lessons From The Journey

Keep Thailand Beautiful

วันสุดท้าย พี่ประยูร หัวหน้าอุทยานฯ และพวกเราได้ล้อมวงแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้เรียนรู้ในทริป ‘มาหาเสม็ด’ ทุกคนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่นักศึกษา นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม คุณครู จนถึงทีมงานร้านน้ำยาแบ่งขายแบบไม่ใช้ Single Use Plastic ทุกคนมีความเชี่ยวชาญและเรื่องราวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่าสนใจและช่วยมอบแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ จากสองมือตัวเองให้แก่กันตลอดบทสนทนา

มาหาเสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

หนึ่งในผู้ร่วมทริปอย่าง ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร เล่าว่า “ผมเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมจากความเห็นแก่ตัว เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งแวดล้อมคือเรื่องใหญ่ของพวกเรา คิดง่ายๆ ว่าถ้าเราทำอะไรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คนแรกที่ได้ผลประโยชน์คือคุณ

“ผมอาจจะใช้ชีวิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าหลายคน แต่ผมทำเรื่อยๆ ผมไม่ได้ทำมากไปกว่าใคร แต่ผมไม่หยุด อะไรที่ผมทำได้ ผมก็ทำต่อไป ผมเป็นมนุษย์ Eco แบบมีกิเลส เพราะการเป็นคนดีตลอดร้อยเปอร์เซ็นต์คงยาก ตึง และอึดอัดเกินไป ผมรู้สึกว่าถ้างั้นผมทำอะไรที่ดีต่อตัวเรา อย่างการพกกระบอกน้ำไปทุกที่ เพราะช่วยเราประหยัดเงินด้วย

“หลายคนถามผมว่าจะสื่อสารให้คนทำตามได้อย่างไร วิธีการสื่อสารที่ดีที่สุดสำหรับผมคือการทำ ทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน ไม่ต้องไปบอกไปบังคับ เพราะถ้าเราทำ คนอื่นเห็น เขาก็จะทำตาม” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ท็อปพูด เราต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรา ด้วยสองมือเล็กๆ ของเราเอง

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

ตอนนี้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเองก็กำลังเร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเช่นกัน โครงการที่พาพวกเรามาหาเสม็ดในทริปนี้คือ Keep Thailand Beautiful หรือ “เก็บ” ไทยให้สวยงาม โดยมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย

ที่จับมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำการศึกษา วิเคราะห์ วางแผน กำหนด จัดทำแผนการดำเนินโครงการการจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืนในเขตอุทยานแห่งชาติ จำนวนทั้งสิ้น 10 แห่ง

คืออุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ และอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

มาหา เสม็ด เรียนรู้คุณค่าทะเลผ่านการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบสิ่งรอบตัวเพื่ออนาคตของทะเล

เพื่อให้อุทยานแห่งชาติทั้ง 10 แห่ง พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบที่ดีในการจัดการขยะมูลฝอย

โดยโครงการนี้เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งชุมชน ผู้ประกอบการบนเกาะ นักท่องเที่ยว ตลอดจนภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยกันสร้างการรับรู้และให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาขยะในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีความตระหนักในผลกระทบ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่อไป

พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายให้ฟังว่า “การเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยว นำมาซึ่งผลกระทบโดยเฉพาะเรื่องของขยะ ในแต่ละปีอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 1 ล้านคน

พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด

“มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทยจึงทำงานร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างต้นแบบการจัดการการท่องเที่ยว ซึ่งมีกลไกในการจัดการขยะที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ “เก็บ” ไทยให้สวยงาม

“จากเดิมเกาะเสม็ดเคยมีปัญหาค่อนข้างเยอะ แต่ปัจจุบันหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างลุกขึ้นมาจับมือกันแก้ปัญหา และสร้างการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ จึงคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะพาผู้ร่วมทริปร่วมถึงผู้อ่านมาทำความเข้าใจความร่วมมือตรงนี้

“ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราหันมาเดินทางท่องเที่ยวด้วยวิถีใหม่ เพื่อทำให้เกิดขยะจากการท่องเที่ยวให้น้อยที่สุด”

สิ่งที่เราเห็นในทริปนี้ เป็นเพียงการขยับเดินก้าวแรกเท่านั้น ยังมีหนทางอีกยาวไกลที่พวกเราจะต้องร่วมกันเดินไปให้ถึง 

เกาะเสม็ดและประเทศไทยกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง และเราในฐานะนักท่องเที่ยวก็คือส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันความเปลี่ยนแปลงนั้นเช่นกัน แล้วคุณพร้อมไหม ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร และ นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา

Writers

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

ชนัญชิดา วัฒนศิลป์

นักศึกษานอกห้องเรียน ผู้ชอบฟัง กับนั่งปั่นความคิด ชอบแลกเปลี่ยนทัศนคติ สนใจใคร่รู้ความรู้สึกนึกคิด กำลังสะกิดโลกคับแคบของตัวเอง

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Earth Appreciation

ชวนคนเมืองออกไปรู้จักและรื่นรมย์กับธรรมชาติรอบตัว ด้วยเนื้อหาย่อยง่ายแบบบทเรียน 101

หลายคนอาจเคยได้ยินเสียง “ต๊ง ๆๆ” ดังมาจากต้นไม้ใหญ่ แต่ยังไม่เคยรู้จักว่าเจ้าของเสียงคือใคร

แมงมุมในห้องน้ำที่เคยเห็นแล้วกรี๊ดตกใจ จริง ๆ แล้วบางตัวอาจไม่อันตราย แถมยังช่วยกินแมลงสาบด้วย

บ่อน้ำเล็ก ๆ ที่เคยเดินผ่าน อาจมีแมลงน้ำที่มีเรื่องราวสนุก ๆ ซ่อนอยู่

ผีเสื้อบางชนิดมีหนวดปลอมอยู่ที่ก้น เพื่อหลอกให้ผู้ล่านึกว่าเป็นหัว

หนอนผีเสื้อบางชนิดก็มีตาปลอมอยู่ท้ายลำตัวด้วยเหตุผลเดียวกัน

นกบางชนิดนอนหลับกลางอากาศขณะบินได้

เหล่านี้เป็นเพียงเสี้ยวเดียวของความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยร่วมเมืองกับเรา ยิ่งได้รู้จัก ก็จะยิ่งรู้สึกทึ่งและชื่นชมความสวยงามของความหลากหลายบนโลกใบนี้

“ความพิเศษของกิจกรรมวันนี้ คือเราเดินกันแค่ 4,000 ก้าว ต่างจากครั้งก่อน ๆ ที่เดินกัน 7,000 กว่าก้าว แต่การเดินน้อยช่วยให้มีสายตาที่ละเอียดขึ้น จากที่เคยเดินผ่าน ๆ วันนี้ก็ได้สังเกตว่า มดอยู่ตรงไหน แมลงอยู่ตรงไหน นกอยู่ตรงไหน ทำให้โลกที่เราอยู่ละเอียดขึ้น และสายตาที่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป”

โตมร ศุขปรีชา Chief Creative Director สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD กล่าวสรุปถึงกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่ The Cloud ร่วมกับ OKMD ในการจัดกิจกรรมพิเศษ เพื่อชวนคนเมืองมาเรียนรู้ธรรมชาติในสวนเบญจกิติ

จากที่เราได้ไปเรียนรู้แนวคิดการออกแบบสวนและระบบนิเวศชุ่มน้ำในตอน Earth Appreciation 05 : Learning in The Park ต่อด้วยการเรียนรู้เรื่องพืชใน Earth Appreciation 06 : พืช สวน โลก กันแล้ว มาวันนี้ก็ถึงคราวที่จะมาเรียนรู้เรื่องสัตว์ในสวนกันบ้าง โดยมีนักธรรมชาติวิทยาอย่าง ทอม-อุเทน ภุมรินทร์ นักสื่อสารธรรมชาติและนักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ ผู้อำนวยการกลุ่ม Nature Play and Learn Club พร้อมด้วย แบงค์-วัทธิกร โสภณรัตน์ นักดูนกรุ่นใหม่ไฟแรง กรรมการสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (BCST) และ เจท-อธิปัตย์ อู่ศิลปกิจ นักวิจัยมูลนิธิโลกสีเขียว ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงและแมงมุม เป็นผู้นำทาง

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ

เดินสวนนัดเดียว… เจอนกหลายตัว

ว่ากันว่าการดูนก เราไม่ได้เห็นแค่นก แต่ยังได้มองเห็นธรรมชาติและความเชื่อมโยงกับเราด้วย

นกชนิดแรกที่เป็นสีสันและดึงดูดความสนใจนักดูนกหน้าใหม่ได้เสมอ (ส่วนนักดูนกหน้าเก่าก็ไม่เคยเบื่อที่จะดูมัน) ก็คือเจ้าของเสียง “ต๊ง ๆๆ” ที่ดังมาจากต้นไม้ใหญ่ นั่นคือ นกตีทอง (Coppersmith Barbet) ซึ่งได้ชื่อจากเสียงร้องที่เหมือนช่างตีทอง จากที่หลายคนเคยได้ยินแต่เสียง วันนี้เราได้ส่องกล้องยลโฉมความสวยงามของน้องแบบชัด ๆ ด้วยสีสันที่โดดเด่น ทำให้นกตีทองได้รับฉายาว่า ‘ราชินีนกเมือง’ และขนสีแดงที่หน้าผากก็ทำให้เราเรียกกันว่า น้องเป็นราชินีที่ใส่มงกุฎสีแดง

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
นกตีทอง

“นกตีทองเป็นนกกินผลไม้ เช่น ลูกตะขบ ลูกไทร อยู่ในกลุ่มนกโพระดก นกกลุ่มนี้ทำรังในโพรงไม้ มีปากหนา ใช้เจาะโพรงได้” ทอมอธิบายชีวิตนกตีทอง ซึ่งหากใครชอบเดินดูนกในสวน อาจโชคดีเจอนกตีทองกำลังเจาะโพรงก็ได้

“เวลานกกลุ่มนี้กินผลไม้ เขาจะกลืนไปทั้งเมล็ด พอบินไปอีกที่และอึออกมา เมล็ดต้นไม้ก็ไปงอกในที่ใหม่ ๆ ไกลจากต้นแม่ ถ้าเป็นในป่า นกกลุ่มนี้คือกลุ่มสำคัญที่ช่วยให้ป่าสมบูรณ์ บางชนิดที่อาศัยริมขอบป่า ก็ช่วยฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรมได้” หากสังเกตเห็นต้นโพธิ์เล็ก ๆ ที่ขึ้นอยู่ชิดขอบทางเดิน ก็เดาได้ว่า น่าจะเป็นต้นที่นกมาปลูกไว้แน่ ๆ

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
ทอม-อุเทน ภุมรินทร์

นอกจากนกตีทองที่เป็นนักกินผลไม้แล้ว กลุ่มนกปรอด (Bulbul) ก็ทำหน้าที่นี้เช่นกัน วันนี้เราได้เจอนกปรอด 2 ชนิด คือ ปรอดสวนที่ตัวสีน้ำตาล มีแถบลายจาง ๆ ข้างหู และปรอดหน้านวลที่ปีกสีน้ำตาลและมีสีเหลืองที่ก้น ซึ่งเราเรียกกันสนุก ๆ ว่า น้องใส่กางเกงในสีเหลือง

“บางครั้งเวลาเราเห็นต้นพริกเกิดขึ้นเองหลังบ้าน ก็เป็นผลงานของนกกลุ่มนี้” ทอมเล่า

หลังจากที่แนะนำให้รู้จักราชินีนกเมืองแล้ว วิทยากรของเราก็ไม่พลาดที่จะแนะนำ ‘เทพบุตรสายไฟฟ้า’ ซึ่งเจ้าของฉายานี้ก็คือ นกตะขาบทุ่ง (Indochinese Roller) นกตัวใหญ่ปีกสีฟ้าสด เวลาบินจะเห็นสีฟ้าที่ปีกสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย ชอบเกาะอยู่ตามสายไฟหรือยอดไม้โล่ง ๆ เพื่อมองหาเหยื่อจำพวกสัตว์เล็ก ๆ เช่น แมลง กิ้งก่า หนู

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
นกตะขาบทุ่ง

“ชื่อ Indochinese Roller มาจากเวลาที่ตัวผู้จีบตัวเมีย มันจะบินฉวัดเฉวียน ตีลังกาเหมือนรถไฟเหาะ ส่วนชื่อภาษาไทย คำว่า ขาบ น่าจะมาจาก สีขาบ ที่แปลว่า สีฟ้า ส่วนตะขาบมันก็กินได้ แต่ไม่ใช่อาหารหลัก” แบงค์เล่า

ส่วนนกชนิดถัดมาเรียกว่าเป็นนกเซเลบ ที่โด่งดังมาจากไลฟ์ของ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นักดูนกหลายคนบอกว่า ถ้ามาสวนนี้แล้วไม่ได้ดู จะถือว่ามาไม่ถึง ซึ่งวันนี้ได้เจอน้องถึง 2 ครอบครัวด้วยกัน โดยครอบครัวหนึ่งอยู่บนต้นหางนกยูง ส่วนอีกครอบครัวอยู่ที่ต้นโพธิ์

“นี่คือนกเค้าจุด สังเกตได้จากที่อกมีลายรูปหัวใจ เป็นนกที่ทำรังในโพรงไม้ กินแมลงปีกแข็ง เช่น ด้วง ซึ่งเป็นการช่วยกำจัดศัตรูพืชไปในตัวด้วย”

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
นกเค้าจุด

หลายคนอาจสับสนระหว่าง ‘นกเค้า’ กับ ‘นกฮูก’ ซึ่งวิทยากรก็สร้างความกระจ่างว่า คำว่า นกเค้า (Owl หรือ Owlet) คือชื่อเรียกรวม ๆ ของนกนักล่ากลุ่มนี้ที่มีอยู่หลายชนิด โดยชนิดที่พบบ่อยในเมือง เช่น นกเค้าแมวหรือนกเค้าโมง (Asian Barred Owlet) และนกเค้าจุด (Spotted Owlet)

ส่วน นกฮูกก็ถือเป็นนกเค้าชนิดหนึ่ง มีอีกชื่อว่านกเค้ากู่ (Collared Scops Owl) จุดเด่นคือมีขนข้างหัวชี้ขึ้นเหมือนหู และถ้าไปตามชานเมืองหรือทุ่งหญ้าก็อาจได้เจอนกแสก (Barn Owl) ที่เป็นนักกินหนูตัวฉกาจ กินหนูเฉลี่ยคืนละ 2 ตัว รวมปีหนึ่งประมาณ 700 กว่าตัว

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ

“นกในเมืองจะมีกลุ่มที่เป็น Generalist กับกลุ่มที่เป็น Specialist คำว่า Generalist คือพวกที่ปรับตัวเก่ง ไม่เรื่องมาก กินอาหารได้หลากหลายชนิด นกกลุ่มนี้ เช่น นกเอี้ยง นกพิราบ นกกระจอก อีกา ส่วนพวก Specialist คือพวกที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น ต้องการที่อยู่อาศัยเฉพาะหรืออาหารเฉพาะ เช่น นกเค้าจุด”

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
นกเอี้ยงด่าง
รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
นกกิ้งโครงคอดำ

การที่เมืองมีสัตว์กลุ่ม Specialist ถือเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ได้ในระดับหนึ่ง หมายความว่าต้องมีทรัพยากรเพียงพอให้สัตว์กลุ่มนี้ดำรงอยู่ เช่น มีต้นไม้ใหญ่ให้พวกเขาได้ทำรัง

“ความน่าสนใจของนกเค้าจุดก็คือ มันเป็นนักล่าที่ตัวค่อนข้างเล็ก ทำให้บางทีเกิดเหตุการณ์ที่นกชนิดอื่น ๆ รวมตัวกันก่อม็อบขับไล่” ทอมเล่าเกร็ดความรู้ที่ไม่ได้พาดพิงการเมืองแต่อย่างใด

ถัดจากนกเค้าขวัญใจมหาชน นกอีกชนิดที่ใครเห็นก็เป็นต้องหลงรัก ก็คือนกกินปลี (Sunbird) นกตัวเล็ก สีสวย ปากยาว กินน้ำหวานดอกไม้ ซึ่งวันนี้ได้เจอถึง 2 ชนิด คือนกกินปลีอกเหลือง และนกกินปลีคอสีน้ำตาล ตัวผู้จะมีสีสันสะท้อนแสงแวววาวสวยมาก เสียงร้องแหลมสูง “ชวิ๊ด ๆ”

“ในเมืองไทยไม่มีนกฮัมมิงเบิร์ด แต่มีนกกินปลีที่กินน้ำหวานเหมือนกัน ที่จริงทั้ง 2 ชนิดเป็นคนละกลุ่ม แต่วิวัฒนาการมาจนรูปร่างคล้ายกัน เพราะทำหน้าที่แบบเดียวกัน”

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
นกกินปลีอกเหลือง

ส่วนนกบางชนิด แม้สีสันจะไม่ดึงดูดใจนัก แต่ก็สำคัญกับเมืองไม่น้อย เพราะเป็นนกที่ช่วยกินแมลง เช่น กางเขนบ้าน (Oriental Magpie-robin) ที่ถือว่าเป็นนักร้องเสียงทองประจำเมือง ส่งเสียงได้หลากหลาย เวลาเกาะจะชอบกระดกหางขึ้นลง ตัวผู้คอสีดำสนิท ตัวเมียคอจะสีออกเทา ๆ ส่วนอีกชนิดที่มีสีดำขาวคล้าย ๆ กัน ก็คือนกอีแพรดแถบอกดำ (Malaysian Pied Fantail) ซึ่งจุดเด่นคือหางที่แพนออกเหมือนพัด ชอบส่งเสียงโวยวาย แต่ก็ช่วยกินยุงและแมลงรำคาญได้ไม่น้อย

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
กางเขนบ้าน

เมื่อเดินมาถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ ก็เจอนกปากห่างขวัญใจชาวนา ที่ช่วยกำจัดสัตว์ต่างถิ่นรุกรานอย่างหอยเชอร์รี จุดเด่นของนกชนิดนี้คือไม่เคยหุบปากได้สนิท แต่นี่คือข้อดีที่ทำให้คาบหอยได้แน่น ไม่ลื่นหลุด รวมไปถึงกลุ่มนกยางอีก 3 ชนิด ส่วนในดงหญ้าข้างทางที่ดูรก ๆ ก็ได้เจอนกกระติ๊ดขี้หมู เจ้าของอกลาย ๆ ชอบกินเมล็ดหญ้า ไปจนถึงนกกระจิบหญ้าอีก 2 ชนิด ที่ซ่อนตัวในพงหญ้าคอยส่องหาแมลง

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
นกยางเปีย
รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
นกกระติ๊ดขี้หมู

ทอมและแบงค์ชวนให้เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าบ้าง เราก็ได้เห็นเหล่านกแอ่น (Swift หรือ Swiftlet) โชว์บินฉวัดเฉวียน มีทั้งแอ่นบ้าน แอ่นตาล แอ่นกินรัง ซึ่งชนิดหลังนี้ก็คือเจ้าของรังในซุปรังนก เป็นนกคนละกลุ่มกับนกนางแอ่น (Swallow) ที่ทำรังจากดิน

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
แบงค์-วัทธิกร โสภณรัตน์

“นกแอ่นพวกนี้จะใช้เกือบทั้งชีวิตบินอยู่บนอากาศ แทบไม่ลงเกาะพื้น ยกเว้นช่วงวางไข่ เวลาหลับก็หลับกลางอากาศ โดยสมองของมันจะหลับทีละซีกและบินแบบ Autopilot” แบงค์เล่าความสามารถพิเศษของนกกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับนกอพยพอีกหลายชนิด

“เวลากินแมลง นกแอ่นจะอ้าปากกวาดต้อนแมลงที่บินอยู่กลางอากาศ เหมือนวาฬอ้าปากต้อนปลาในน้ำ ได้แมลงทีเป็นร้อยตัว แล้วก็จะปั้นเป็นก้อนที่เรียกว่า Food Ball ก่อนกลืนลงไป และถ้าไปตามบ่อน้ำใหญ่ ๆ ก็อาจเห็นนกแอ่นบินโฉบลงมากินน้ำ”

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
นกแอ่นบ้าน

ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงนิด ๆ ที่เดินกันวันนี้ เราได้เจอนกรวมแล้ว 33 ชนิด ซึ่งทอมบอกว่า ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวที่มีกลุ่มนกอพยพเข้ามา จะมีนักดูนกบันทึกไว้ว่าเคยเจอนกที่นี่รวมแล้วนับร้อยชนิด

นอกจากนกที่หลากหลายในเมืองจะเป็นความสวยงามและสร้างความชื่นใจให้ผู้คนแล้ว นกเหล่านี้ยังแอบช่วยเราโดยไม่รู้ตัวด้วย ไม่ว่าจะช่วยผสมเกสร ช่วยกินยุง ควบคุมแมลงศัตรูพืช บางชนิดอาจโฉบกินแมลงกลางอากาศ บางชนิดกินแมลงที่ซ่อนในพงหญ้า บางชนิดกินแมลงตามกิ่งไม้ ยิ่งมีนกหลากหลาย เมืองเราก็ยิ่งมีผู้ทำหน้าที่เหล่านี้ได้ครบถ้วน และนั่นคือความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ ก็คือภัยคุกคามสัตว์ในเมือง ที่มีตั้งแต่กระจกอาคาร ซึ่งแต่ละปีมีนกตายเพราะบินชนกระจกนับล้านตัวทั่วโลก หรือแสงไฟกลางคืนที่ทำให้นกอพยพหลงทิศ และปัญหาที่สำคัญอีกอย่าง ก็คือแมวจรหรือแมวที่เลี้ยงแบบปล่อย อันเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของนกทั่วโลก”

ทอมเล่าถึงปัญหาพร้อมแนะนำทางแก้ว่า หากใครเลี้ยงแมวก็ควรเลี้ยงในระบบปิด จะช่วยนกได้มาก หรือถ้าอาคารมีกระจก ก็อาจหาสติกเกอร์หรือม่านมาติด เพื่อป้องกันนกบินชน

แม่สื่อดอกไม้

หลังจากรู้จักนกกันแล้ว ก็มาทักทายแมลงกันบ้าง

เจท ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงและแมงมุม พามาหยุดที่ต้นทองอุไร ดอกสีเหลืองรูปแตรริมทางเดิน เมื่อดูใกล้ ๆ ก็เห็นผึ้งมากมายกำลังมุดเข้ามุดออกจากดอกไม้อย่างขยันขันแข็ง ซึ่งหน้าที่การนำพาเกสรนี้ ก็คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ดอกไม้ติดเมล็ด และส่งต่อพันธุกรรมสู่รุ่นถัดไปได้

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
เจท-อธิปัตย์ อู่ศิลปกิจ

“ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าขาหลังของผึ้งใหญ่กว่าคู่อื่น เพราะมีคล้าย ๆ ตะกร้าไว้เก็บเกสร เวลามุดเข้าดอกไม้ มันจะหันก้นให้เกสร เอาขาหลังถู ๆ แล้วละอองเกสรตัวผู้ก็จะติดตามขา ตามขน ทำให้แมลงหลายกลุ่มมีขนตามตัวเต็มไปหมด”

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ

เจทชวนให้สังเกตสิ่งเล็ก ๆ ที่เราไม่เคยมองเห็น ซึ่งเพียงแค่ทองอุไรต้นเดียวนี้ ก็มีทั้งผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม ซึ่งการที่มีผึ้งหลวง ก็แปลว่าที่นี่มีต้นไม้ใหญ่ เพราะผึ้งชนิดนี้จะเลือกทำรังที่ต้นไม้สูง ๆ เท่านั้น

นอกจากผึ้งแล้ว แมลงผสมเกสรอื่น ๆ ที่เจอได้ในเมืองก็เช่น ชันโรง ผึ้งจิ๋วไม่มีเหล็กใน สร้างรังรูปปากแตร ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ไปจนถึงแมลงภู่ตัวใหญ่ ขนฟู ที่สำคัญต่อการผสมเกสรของพืชหลายชนิด

รู้จักนก 30 กว่าชนิด แมลงมากมาย เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในสวนเบญจกิติ
ชันโรง

“หลายคนมองว่าผึ้งน่ากลัว เพราะมันต่อยได้ แต่จริง ๆ ผึ้งเขาก็ไม่ได้อยากต่อยเรา เพราะเหล็กในของผึ้งจะเชื่อมกับอวัยวะภายใน ถ้าผึ้งต่อย ผึ้งเองก็จะตาย ทำให้บ่อยครั้งเวลาผึ้งมาเกาะ มันจะเริ่มจากใช้ปากสะกิดผิวให้เจ็บก่อน เพื่อเป็นการเตือนว่าให้ออกไปนะ ยกเว้นถ้ารู้สึกจวนตัวจริง ๆ ถึงจะต่อยด้วยเหล็กใน ซึ่งเป็นการพลีชีพเพื่อปกป้องรังไว้”

แม้การถูกผึ้งต่อยจะน่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการที่โลกนี้ไม่เหลือผึ้งให้มาต่อย เพราะทุกวันนี้ประชากรผึ้งทั่วโลกกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้วยปัญหาโลกร้อน สารเคมี ยาฆ่าแมลง สูญเสียที่อยู่อาศัย โรคผึ้งระบาด ไปจนถึงทัศนคติของผู้คนที่มองว่าผึ้งอันตราย เห็นรังผึ้งใกล้ที่อยู่อาศัยต้องรีบกำจัด

“ผึ้งกับต่อจะเป็นสัตว์กลุ่มแรก ๆ ที่ถูกตัดออกไปจากพื้นที่ นักกีฏวิทยาประเมินว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก 5 – 6 ปี ผึ้งอาจสูญพันธุ์ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ จะไม่มีผู้ผสมเกสร ดอกไม้ก็ไม่ติดเมล็ด เราก็จะไม่มีเมล็ดพืช ไม่มีผลไม้ ไม่มีต้นไม้รุ่นใหม่เกิดขึ้น แล้วพืชอาหารของเราก็อาจหายไปด้วย”

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า โลกที่ไม่มีผึ้งน่ากลัวกว่าโลกที่มีผึ้งมากนัก

รอยแหว่งบนใบไม้

ถัดจากผึ้งและดอกไม้ ก็มาดูร่องรอยแมลงบนใบไม้กันบ้าง เจทชี้ให้ดูใบหนึ่งที่มีรอยกัดแหว่ง ๆ เต็มไปหมด พร้อมชวนให้ทายว่า เป็นฝีมือของสัตว์ชนิดไหน ซึ่งก็มีคนทายถูกว่าคือหนอน

“ถ้าสังเกตรอยกัดบนใบไม้ จะเห็นว่ามีหลายแบบ ถ้าเป็นหนอนผีเสื้อจะเห็นแหว่งจากขอบใบ แล้วอีกสักพักมันก็จะกินจนหมดทั้งใบ แต่ถ้าเป็นหนอนด้วง จะเห็นเป็นรู ๆ ตรงกลางใบแบบนี้” เขาเปิดหาตัวอย่างให้ดู

เดินถัดมาไม่ไกล ก็ได้เจอเจ้าตัวที่เราเพิ่งพูดถึงกัน มันคือผีเสื้อหนอนใบรักที่อยู่บนใบของต้นรัก เจทชวนให้เด็ก ๆ ดูใกล้ ๆ แล้วทายว่าด้านไหนหัว ด้านไหนก้น ผลก็คือหลายคนถูกหนอนหลอก

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ

“หนอนหลายชนิดจะมีตาหลอกอยู่ด้านหลัง เพื่อให้ผู้ล่านึกว่าด้านนั้นเป็นหัวแล้วโจมตีผิดทาง ถึงจะโดนกัดแต่มันก็จะมีชีวิตรอดได้” เจทเล่าถึงกลยุทธ์สละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตของหนอน เช่นเดียวกับผีเสื้อสีม่วงชนิดหนึ่งที่มีผู้ร่วมทริปถ่ายภาพได้ เมื่อซูมดูก็จะเห็นว่า ตรงก้นของมันเหมือนมีหนวดยื่นออกมา ซึ่งเป็นหนวดปลอมที่หลอกให้ผู้ล่านึกว่าด้านนั้นคือหัว

เทคนิคการเอาชีวิตรอดของเหล่าหนอนและผีเสื้อยังไม่จบแค่นั้น ด้วยความที่หนอนชนิดนี้กินใบของต้นรักที่มียาง ทำให้ตัวมันมีพิษ นกหลายชนิดจึงไม่ชอบกิน ทีนี้ก็เลยมีหนอนผีเสื้ออีกชนิด ที่ชื่อหนอนผีเสื้อกะทกรก ซึ่งไม่มีพิษ แต่วิวัฒนาการมาให้มีสีสันเลียนแบบผีเสื้อหนอนใบรักที่มีพิษ แม้กระทั่งโตเต็มวัยเป็นผีเสื้อ สีสันก็ยังคล้ายกัน โดยมีปีกสีส้มลายดำขาวที่หลายคนน่าจะคุ้นตา

“ส่วนผีเสื้อตัวเล็ก ๆ ที่บินอยู่ตรงนั้น คือผีเสื้อหนอนคูน วางไข่บนต้นคูน สีจะออกเหลืองอมเขียว แต่ถ้าเป็นสีเหลืองแบบไม่มีเขียวปน จะเป็นผีเสื้อเณร” เจทชวนให้รู้จักผีเสื้อบางชนิดที่พบได้บ่อย ๆ ซึ่งก็ได้เรียนรู้ว่า ผีเสื้อแต่ละชนิดจะวางไข่บนพืชเฉพาะ ที่เป็นอาหารของหนอนผีเสื้อชนิดนั้น ยิ่งมีพืชหลากหลาย ก็ยิ่งมีผีเสื้อหลากหลาย

แม้ว่าหนอนและด้วงจะเป็นตัวทำลายใบไม้ กัดกินต้นไม้ที่เรารัก แต่ถ้าเรารักษาธรรมชาติให้สมบูรณ์ ก็ไม่ต้องกังวลว่าต้นไม้จะไม่เหลือ เพราะในธรรมชาติจะมีผู้ล่า ที่ช่วยควบคุมศัตรูพืชเหล่านั้นไม่ให้มากเกินไป ซึ่งผู้ช่วยต้นไม้ก็มีหลากหลายชนิด ตั้งแต่ตัวใหญ่ ๆ อย่างนก กิ้งก่า กบ เขียด กระแต (กระแตเป็นสัตว์กลุ่มกินแมลง ต่างจากกระรอกซึ่งเป็นสัตว์ฟันแทะ จุดสังเกตคือกระแตมีหน้าแหลมยาว) ไปจนถึงเหล่าแมลงอีกมายมายที่เรียกว่า ตัวห้ำและตัวเบียน

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ
กระแต
บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ
กระรอกหลากสี

“ตัวห้ำคือตัวที่เป็นนักล่า เช่น มวนเพชฌฆาต แมงมุม แมลงปอ มันจะไปกินแมลงศัตรูพืชโดยตรง ส่วนตัวเบียน เช่น แตนเบียน ต่อบางชนิด มันจะไปวางไข่ในศัตรูพืช แล้วตัวอ่อนของมันก็จะกัดกินเจ้าของร่างจากภายใน”

เมื่อมองหาบนใบไม้ ไม่นานก็เจอหนึ่งในแมลงตัวห้ำ มันคือตั๊กแตนตำข้าว ตัวสีเขียว เกาะเนียนไปกับใบไม้ ขาคู่หน้าของมันยกขึ้น เหมือนเตรียมจะต่อยมวยตลอดเวลา ตัวนี้เป็นนักล่า ต่างจากตั๊กแตนชนิดอื่น ๆ ที่กินใบไม้

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ

เดินไปอีกไม่ไกล ก็ได้เจอแมงมุมตัวน้อย เจทชวนให้เด็ก ๆ ใช้แว่นขยายส่องดูและชี้ให้สังเกตว่า ตาคู่หนึ่งของมันเหมือนใส่แว่นอันใหญ่

“แมงมุมมี 6 – 8 ตา ตัวนี้ตาคู่หน้าของมันดูเหมือนใส่แว่นใหญ่ ๆ นี่คือลักษณะเด่นของแมงมุมกระโดด ตัวนี้น่าจะเป็นแมงมุมกระโดดหัวทับทิม กลุ่มนี้จะไม่สร้างใย และเคลื่อนที่ด้วยวิธีกระโดด” เจทเล่าถึงความพิเศษของแมงมุมที่ไม่ได้มีแต่ชนิดที่สร้างใย

เมื่อมองดูพุ่มไม้ใกล้พื้น ก็เจอแมงมุมอีกชนิด คราวนี้มีใยด้วย ซึ่งเขาก็อธิบายว่า ถ้าเห็นใยแมงมุมช่วงเช้าแบบนี้ แปลว่าที่นี่มีอาหารของแมงมุมอุดมสมบูรณ์ เพราะแมงมุมมักชักใยช่วงค่ำ ๆ ดักแมลงตอนกลางคืน แต่ถ้าคืนนั้นมันได้อาหารไม่เพียงพอ เช้ามามันจะกินใยของตัวเอง เพราะมีโปรตีนสูง

ส่วนอีกชนิดที่ขอยกตำแหน่งแมงมุมขวัญใจแม่บ้านให้ ก็คือ ‘แมงมุมพเนจร’ ที่เจอบ่อยในบ้าน โดยเฉพาะในห้องน้ำ ตัวค่อนข้างใหญ่ มีขนกำมะหยี่ปุกปุย ซึ่งหลายคนอาจเคยเห็นแล้วแต่ไม่รู้จัก ข้อดีของแมงมุมชนิดนี้คือไม่สร้างหยากไย่ให้บ้านรก แถมยังช่วยกินแมลงสาบได้ด้วย

“จริง ๆ แมงมุมมักหนีคนมากกว่าเข้ามาทำร้าย บางทีเวลาเจอ อาจเห็นมันทำท่าหดตัวเหมือนจะสู้ แต่จริง ๆ คือท่าป้องกันตัวเอง และบางทีมันก็จะวิ่งหนีมาทางเราให้เราตกใจ แต่ไม่ได้จงใจเข้ามาทำร้าย” เจทชวนให้ทุกคนเลิกกลัวและเกลียดแมงมุม

เดินต่อมาอีกหน่อย ก็ได้เจอวัตถุสีขาวแปะอยู่บนใบไม้ข้างทาง นี่คือถุงไข่ของแมงมุมพเนจร ซึ่งข้างในน่าจะมีไข่นับร้อยฟอง เจทเล่าว่าปกติจะไม่ได้เห็นถุงไข่อยู่เดี่ยว ๆ แบบนี้ เพราะแม่แมงมุมมักคาบถุงไข่ไว้ในปากจนฟัก และลูกก็จะอยู่บนหลังแม่จนอาหารในไข่แดงหมด แต่ที่เห็นถุงไข่ตรงนี้น่าจะเพราะตัวแม่ถูกรุกรานจนต้องคายไข่ออกมาแล้วหนีไป

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ

“เคยมีนักวิจัยศึกษาถุงไข่นี้ พบว่าอุณหภูมิภายในต่างจากข้างนอก 5 – 6 องศาเซลเซียส เพราะใยหนา แต่ถึงอย่างนั้น โอกาสรอดของไข่กลุ่มนี้ก็น่าจะน้อย”

แม้ว่าแมงมุมจะติดอันดับสัตว์ที่คนส่วนใหญ่กลัวมากที่สุด แต่วันนี้เมื่อได้ทำความรู้จักมันมากขึ้น ก็ได้เรียนรู้ว่าพวกมันไม่ได้น่ากลัวเลย เพราะส่วนใหญ่ไม่มีพิษ แถมยังช่วยกำจัดแมลง ทั้งศัตรูพืชและแมลงชวนรำคาญ แถมเมื่อได้ใช้แว่นขยายส่องดูใกล้ ๆ ก็เห็นถึงความสวยงาม ดวงตาแวววาว บางชนิดก็มีลวดลายและสีสันน่าสนใจ เช่น แมงมุมนุ่งซิ่น ที่เจทเล่าว่าตรงท้องของมันเหมือนใส่ผ้าถุงลายสวย ๆ แต่น่าเสียดายที่วันนี้เจอแค่ตัวเด็ก เลยยังเห็นลายไม่ชัดเจน

“ถ้าเข้าไปในป่า อาจจะเจอแมงมุมกินปลา ตัวนี้ดำน้ำจับปลาได้ ส่วนในเมืองก็จะมีแมงมุมหมาป่า ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ คอยจับแมลงกิน แล้วก็มีแมงมุมเปลือกไม้ที่พรางตัวเนียนไปกับเปลือกไม้” เจทเล่าถึงความหลากหลายของโลกแมงมุม ที่ยังมีอีกมากที่ไม่ได้เจอในวันนี้

ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูแมลง

จากแมลงบก คราวนี้มาดูแมลงน้ำกันบ้าง ผู้นำของเราพาเดินมาที่บ่อน้ำของสวนโซนเก่า ที่เป็นบ่อตื้น ๆ พื้นเป็นหิน แม้ดูเผิน ๆ เหมือนไม่ค่อยมีอะไร แต่หากก้มลงมองใกล้ ๆ ก็จะเห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กมากมาย

เริ่มจากผิวน้ำ เราได้เห็นแมลงชนิดหนึ่งที่มีวิชาตัวเบาสไลด์ไปมาอยู่บนผิวน้ำ ใครที่เกิดทันยุคเพลง แมลง ของ ทาทา ยัง ก็อาจกำลังฮัมเพลงในใจว่า “จิงโจ้น้ำ จิงโจ้น้ำ จิงโจ้น้ำคือ เจอร์ริด” ส่วนอีกชนิดที่ตัวเล็กกว่าและมีท่าว่ายน้ำพิสดาร ก็คือมวนกรรเชียง จุดเด่นของมันคือนอนหงายท้องว่ายน้ำ ขาคู่กลางเป็นใบพาย เหมือนท่าว่ายกรรเชียง

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ
บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ
จิงโจ้น้ำ

“ลักษณะเด่นของสัตว์ในกลุ่มมวนคือ ปากจะคล้ายเข็มเป็นปากดูด แทงเหยื่อแล้วดูดของเหลวกิน”

เมื่อดูแมลงที่ผิวน้ำกันแล้ว คราวนี้เจทก็นำอุปกรณ์พิเศษออกมา นั่นคือสวิงที่จะพาไปสำรวจสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ใต้น้ำ แค่จ้วงลงไปครั้งเดียว ก็ได้เจอแมลงสุดพิเศษ

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ
ตัวอ่อนแมลงปอ

“นี่คือตัวอ่อนแมลงปอ ตัวนี้ถือเป็นหนึ่งในแมลงที่ชี้วัดคุณภาพน้ำได้ แปลว่าน้ำที่นี่มีออกซิเจนดีพอสมควร ถ้าสังเกตปากของมันจะเห็นว่าเหมือนใส่หน้ากากอยู่ เวลามันกินเหยื่อก็จะเปิดหน้ากากออกแล้วงับเหยื่อ พวกนี้หายใจด้วยระบบปั๊ม โดยจะปั๊มน้ำออก แล้วปั๊มอากาศเข้าไป”

แมลงทั้ง 3 ชนิดที่ว่ามานี้ล้วนเป็นนักล่า จับสัตว์เล็ก ๆ ในน้ำกิน รวมถึงลูกน้ำยุงลาย แม้ว่าจะมีแหล่งน้ำนิ่งแบบนี้ แต่ก็ทำให้ประชากรยุงไม่เยอะจนเกินไป เพราะมีผู้ล่าที่ควบคุมกันเอง

เมื่อมาดูที่ใบของต้นไม้เล็ก ๆ ริมขอบบ่อ เราก็ได้เจอดักแด้ของตัวอ่อนแมลงปอ ที่เตรียมพร้อมจะแปลงร่างเป็นตัวเต็มวัยในอีกไม่ช้า ส่วนพื้นบ่อก็มีหอยขมที่เป็นผู้ย่อยสลายเศษซากพืชใต้น้ำ

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ

เมื่อเดินต่อเข้ามาสู่โซนพื้นที่ชุ่มน้ำในสวนเฟสใหม่ ก็ได้เห็นแมลงปอหลากสีบินกันว่อน เจทแนะนำให้รู้จักชื่อแมลงปอบางชนิดที่จำง่าย ๆ เช่น แมลงปอบ้านบ่อ ที่มีลำตัวสีแดงสด แมลงปอบ้านสีตะกั่วทุ่งนา ที่มีลำตัวสีฟ้าและปลายก้นสีเงินเหมือนตะกั่ว และแมลงปอเสือลายประดับ ที่มีลำตัวสีดำสลับเหลืองเหมือนแถบเตือนภัย ซึ่งตัวนี้เป็นผู้ล่าแมลงปออื่นอีกที

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ
แมลงปอเสือลายประดับ
บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ
แมลงปอบ้านบ่อ

“ถ้าเป็นพวกแมลงปอบ้าน เวลาเกาะปีกจะกางออก แต่ถ้าเป็นแมลงปอเข็ม ปีกจะหุบขึ้นข้างบนขนานกับลำตัว ถามว่ามีแมลงปอดียังไง คำตอบคือมันกินยุงเก่งมาก แมลงปอ 1 ตัวกินยุงได้วันละ 300 ตัว ซึ่งการที่จะมีแมลงปอได้ ก็ต้องมีแหล่งน้ำสะอาดให้พวกมันวางไข่ด้วย”

แหวกพงหญ้า มองหาตัวกะปิ

แมลงคือสัตว์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดในโลกและมีอยู่แทบทุกที่ แค่แหวกพงหญ้าที่โคนต้นไม้ ก็เจอแมลงที่มีเรื่องเล่ามากมาย ตัวแรกที่พบก็คือคราบจักจั่นที่มันลอกทิ้งไว้

“ตัวอ่อนของจักจั่นจะอยู่ใต้ดินเป็นปี ๆ พอถึงวัยมันก็จะขึ้นมาบนดิน ลอกคราบ และใช้ชีวิตบนดินประมาณ 1 ปี แล้วก็จะตาย”

เจทหยิบคราบจักจั่นมาให้ดูใกล้ ๆ พร้อมชวนให้สังเกตที่ปากว่า มันมีปากดูดเหมือนพวกมวน ไว้ดูดน้ำเลี้ยงพืชหรือสัตว์บางกลุ่ม นอกจากนั้น เขาก็ชี้ให้ดูจุดขาว ๆ ข้างลำตัวพร้อมบอกว่า นั่นคือรูหายใจ เพราะแมลงไม่ได้มีจมูกและปอดแบบมนุษย์ แต่ระบบหายใจของมันเป็นท่ออากาศ มีรูเปิดข้างลำตัว ทำให้แมลงไวต่อสารเคมีมาก

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ

“ถ้าใครเคยรู้จักว่านจักจั่น มันคือการที่ตัวอ่อนจักจั่นที่อยู่ใต้ดินติดเชื้อราในกลุ่มคอร์ดิเซ็ป แล้วเชื้อนี้ก็กินมันจากภายใน พอมันมุดจากดินขึ้นมา เชื้อราก็จะงอกเป็นเส้นออกจากตัวจักจั่นเพื่อกระจายสปอร์”

ถัดจากจักจั่น ก็ได้เจอมดและได้ความรู้ใหม่ว่า เหล่ามดดำที่ชอบขึ้นขนม ขึ้นข้าวสาร เดินกันเป็นแถวในบ้าน มันคือสัตว์ต่างถิ่นรุกราน (Invasive Species) ที่มาจากต่างประเทศ โดยน่าจะติดมากับเรือส่งสินค้าและกระจายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

“ชื่อของมันคือมดดำทุ่ง พวกนี้เป็นนักล่า แล้วก็กินซากด้วย ปัญหาของสัตว์ต่างถิ่นรุกราน คือมันจะแพร่เร็วมาก และไปแย่งอาหารสัตว์ท้องถิ่น นำไปสู่การสูญพันธุ์ได้”

มีคนถามว่า การที่เราเห็นมดชอบเดินเป็นแถวเป็นเพราะอะไร ซึ่งคำตอบก็คือมดจะมีต่อมฮอร์โมนที่ก้น เวลาเดินมันจะเอาก้นแตะพื้นเป็นระยะและปล่อยฟีโรโมนบอกทาง ซึ่งเคยมีคลิปวิดีโอที่มีคนเอามดแดงมา แล้วลากก้นของมันไปตามพื้น ก็กลายเป็นว่ามดตัวอื่นก็เดินตามเส้นทางนั้น

เจทชวนให้สังเกตบนต้นไม้กันบ้าง ซึ่งมีต้นเดฟที่เป็นพืชเกาะขึ้นอยู่ เขาเล่าว่าหากเป็นในป่า ใบของต้นเดฟจะแนบไปกับลำต้น ซึ่งเก็บน้ำและความชื้นไว้ได้ดีมาก มดก็จะไปอาศัยในนั้น เหมือนเป็นห้องแอร์พรีเมียมที่เย็นสบายและมีเศษใบไม้เป็นอาหาร เช่นเดียวกับพืชเกาะอีกหลายชนิด เช่น กระเช้าสีดา

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ

เดินต่อมาจนถึงคูกลางถนนในแนวของต้นเฮลิโคเนีย ซึ่งที่พื้นมีเศษใบไม้ร่วงอยู่ เจทชวนนั่งลงและมองหานักรีไซเคิลที่ช่วยย่อยสลายเศษใบไม้เหล่านั้น พวกนี้ไม่ใช่แมลง แต่เป็นกลุ่มสัตว์ลำตัวข้อปล้อง เช่น กิ้งกือ ตะเข็บ และตัวกะปิ ที่ทั้ง 3 ชนิดนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แม้ว่าตัวตะเข็บจะหน้าตาคล้ายตะขาบ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นญาติกับกิ้งกือมากกว่า ส่วนตัวกะปิก็เช่นกัน แต่ตัวนี้มีขาน้อยกว่า ตัวสั้นกว่า

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ

“วิธีแยกระหว่างกลุ่มตะขาบและกิ้งกือ คือถ้าเป็นตะขาบ 1 ปล้องจะมีขา 1 คู่ ส่วนพวกตะเข็บ กิ้งกือ 1 ปล้องจะมีขา 2 คู่ พวกตะเข็บและกิ้งกือไม่มีพิษ แต่บางทีถ้าไปจับมัน มันจะปล่อยขี้ที่มีสารไซยาไนด์ออกมาทางก้น ถ้าคนที่แพ้ก็อาจผื่นขึ้นได้”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัตว์ที่อาศัยร่วมเมืองกับเรา บางชนิดอาจดูน่ารัก สวยงาม ในขณะที่บางชนิดอาจดูน่ากลัวหรือน่ารังเกียจ แต่ไม่ว่าหน้าตามันจะเป็นอย่างไร วันนี้ก็ได้เรียนรู้ว่า สัตว์ทุกชนิดล้วนมีความสำคัญ ทั้งในแง่ความสมดุลของระบบนิเวศ การช่วยผสมเกสร ช่วยควบคุมแมลงอื่น ๆ ไม่ให้มากเกินไป ช่วยกำจัดซาก ย่อยสลายเศษซากพืชซากสัตว์ กระจายเมล็ดพืช และทั้งหมดนี้ก็ล้วนเชื่อมโยงกับชีวิตของมนุษย์ ถ้าสัตว์บางชนิดหายไป พืชอาหารของเราก็อาจหายตาม ยุงก็อาจเพิ่มขึ้น ต้นไม้หน้าบ้านก็อาจถูกเพลี้ยกินเรียบ เป็นต้น

นอกเหนือจากประโยชน์ในแง่เหล่านั้นแล้ว จริง ๆ แค่ได้ลองเดินช้า ๆ แล้วสังเกตชีวิตพวกมัน ชื่นชมความสวยงาม เรียนรู้วิวัฒนาการที่พามันอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ นั่นก็เป็นความรู้ที่น่าทึ่ง และชวนให้มหัศจรรย์กับความหลากหลายของโลกนี้แล้ว

บันทึก Earth Appreciation 07 ไปรู้จักนกเค้าจุด กระรอกหลากสี แมงมุมพเนจร แมลงปอเสือ และสัตว์มากมายในสวนเบญจกิติ

ขอบคุณภาพถ่ายสัตว์จาก ทรงพล สังข์งาม

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load