หากพูดถึงสวนสาธารณะในภาพจำของคนทั่วไป ก็คือพื้นที่กว้างใหญ่ หญ้าเตียนเรียบ มีถนนไว้ให้คนออกกำลังกาย มีต้นไม้ใหญ่เป็นระเบียบ

แต่ใน พ.ศ. 2565 ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ว่า กรุงเทพมหานครได้มีสวนสาธารณะแนวใหม่ ที่ไม่ใช่ลานหญ้าเตียน ๆ ต้นไม้เรียงแถว แต่เต็มไปด้วยเนินดินสูงต่ำ ล้อมรอบด้วยผืนน้ำ มีพืชน้ำหลากชนิดขึ้นปะปนกัน และเพียงแค่เราเดินผ่านประตูระหว่างโซนเข้ามา ก็จะรู้สึกได้ถึงความพลิ้วไหว อ่อนโยน สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ

นี่คือสวนเบญจกิติเฟสใหม่ พื้นที่สีเขียว 259 ไร่ ใจกลางเมืองหลวงที่มาในรูปแบบพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาเรียนรู้เบื้องหลังแนวคิดของการออกแบบสวนนี้ ไปจนถึงความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่สาธารณะกลางเมืองกัน

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

การเดินทางเรียนรู้ครั้งนี้เป็นหนึ่งใน 5 กิจกรรมพิเศษที่ The Cloud ร่วมกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ในการพาคนเมืองมาเรียนรู้ธรรมชาติผ่านสวนเบญจกิติ ซึ่งวันนี้เรามีวิทยากรหลัก 3 ท่าน คือ คุ้ง-ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ ตัวแทนสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ ที่จะมาเล่าเบื้องหลังแนวคิดการออกแบบ ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและปลาน้ำจืด ที่จะมาเล่าความรู้น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำ และ โตมร ศุขปรีชา Chief Creative Director ของ OKMD ที่จะมาเล่าบทบาทของสวนสาธารณะกับเมืองผ่านกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่น่าสนใจมากมาย

จากผู้สมัครกว่า 300 คน ทีมงานได้คัดเลือกอย่างยากลำบากจนเหลือ 45 คนจากหลายหลายอาชีพ ทั้งสถาปนิก นักเรียนนักศึกษา เจ้าของร้านกาแฟ เจ้าของที่ดิน นักจิตวิทยา คนทำเอเจนซี่โฆษณา ศัลยแพทย์ นักมานุษยวิทยาสิ่งแวดล้อม นักออกแบบแสงสว่าง ไปจนถึงคนชอบเดินสวนสาธารณะ ที่จะมาเดินทางเรียนรู้ร่วมกันในวันฟ้าครึ้มนี้

Introduction to ‘สวนป่า’

จากประตูทางเข้าที่เชื่อมระหว่างสวนเก่ากับสวนใหม่ พวกเราเดินมาหยุดกันที่ป้ายแผนที่สวน ซึ่งคุ้งเริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของสวนว่า สวนเบญจกิติมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เมื่อมติ ครม. ให้โรงงานยาสูบย้ายออกจากพื้นที่และเปลี่ยนพื้นที่ 450 ไร่นี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา โรงงานยาสูบก็ทยอยปิดตัวลงทีละโซน เริ่มจากโซนแรกที่ถูกเปลี่ยนเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ข้างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่เราคุ้นเคยกัน ต่อด้วยสวนป่าระยะที่ 1 หรือสวนเบญจกิติเฟสเก่า ที่แม้พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จะระบุว่าให้เป็นสวนป่า แต่ผลที่ได้ก็ยังเป็นต้นไม้เรียงแถวในรูปแบบเดิม ทำให้เมื่อมาถึง 2 เฟสสุดท้ายในปัจจุบัน กรมธนารักษ์จึงจัดประกวดแบบขึ้น โดยมีโจทย์ 3 ข้อคือ 1. เป็นสวนป่า 2. โรงงานผลิต 5 จะถูกเก็บไว้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และ 3. อาคารโกดัง 1-3 เป็นศูนย์กีฬา ซึ่งสถาบันอาศรมศิลป์ก็คือหนึ่งในทีมที่ส่งประกวดแบบและได้รับคัดเลือก

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ก่อนออกแบบ ทีมเราก็คุยกันเยอะว่า ‘สวนป่า’ จะตีความยังไงได้บ้าง ซึ่งในความรับรู้ของเรา สวนป่าคือต้นไม้ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรดน้ำ เติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งในวันที่เรามาเดินสำรวจพื้นที่ จำได้เลยว่าระดับน้ำในบ่อใหญ่ต่ำจนเห็นก้นบ่อ เพราะถูกดึงมารดต้นไม้ในสวน ทำให้เราคิดได้ว่า ต่อให้เป็นสวนป่าที่ต้นไม้อยู่เองได้ แต่ช่วงแรก ๆ ที่ต้นยังเล็กอยู่ เราก็ต้องช่วยรดน้ำ แล้วจะเอาน้ำจากไหน ก็เลยคิดได้ว่าป่าจริง ๆ ไม่ใช่ต้นไม้อย่างเดียว แต่คือน้ำด้วย”

คุ้งเล่าย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวงประชุมของอาศรมศิลป์ ซึ่งนอกจากจะคุยว่าสวนป่าควรเป็นอย่างไรแล้ว ยังคุยถึงว่า พื้นที่ธรรมชาติของกรุงเทพฯ ในอดีตมีหน้าตาเป็นอย่างไรด้วย ซึ่งคำตอบที่ได้คือ กรุงเทพฯ ในอดีตไม่ใช่ป่าแห้ง ๆ แต่เป็นป่าลุ่มน้ำ เต็มไปด้วยทุ่งน้ำท่วม ห้วย หนอง คลอง บึง มีพืชน้ำมากมาย และนั่นก็ทำให้คำว่า ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ได้เข้ามาเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการออกแบบ

“จากนั้นเราก็มาคิดเรื่องการสื่อสารว่า สวนป่าจะมาเชื่อมโยงกับน้ำได้ยังไง เพราะตอนนั้นเมื่อเราพูดถึงสวนป่า ไม่น่าจะมีใครนึกถึงน้ำ แล้วเราก็ไปเจอพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่า ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า และโครงการที่ทั้งสองพระองค์ทำก็คือรักษาป่าต้นน้ำ และกรุงเทพฯ คือคือปลายน้ำ เราก็เลยใช้แนวคิดนี้ในการสื่อสาร”

เมื่อเรามองดูสวนแห่งนี้ จะพบว่าไม่ได้เป็นพื้นที่ราบเรียบเสมอกัน แต่จะเป็นเนินสูงต่ำ มีดินที่พูนขึ้นมาเป็นเกาะเล็ก ๆ กระจัดกระจาย ล้อมรอบด้วยน้ำ หรือที่ทีมออกแบบเรียกว่า ‘หลุมขนมครก’ คุ้งเล่าว่า เป็นการเลียนแบบภูมิปัญญาการยกร่องสวนของคนไทยสมัยก่อน เพราะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง ทำให้รากต้นไม้ถูกจำกัดบริเวณด้วยน้ำใต้ดิน เมื่อรากลงลึกไม่ได้ ต้นไม้ก็ไม่งามและล้มง่าย ชาวสวนจึงมีการขุดดินยกร่อง เพื่อช่วยให้ต้นไม้มีพื้นที่ให้รากชอนไชได้ลึกขึ้น

“ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการขุดดินพูนขึ้นมาคือ เป็นการพรวนดินให้ร่วนซุยและเติมอากาศให้ดินด้วย เพราะนึกสภาพดินที่มีอาคารกดทับมานานหลายสิบปี ถ้าปลูกต้นไม้ลงไปเลยก็ไม่น่ารอด ซึ่งพอขุดแล้ว เราก็มีการปรุงดินให้เหมาะกับการปลูกต้นไม้ด้วย” สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์เล่าเบื้องหลังการทำงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียด

เมื่อมองตามไปยังหลุมขนมครกเหล่านั้น ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าเนินแต่ละแห่งสูงไม่เท่ากัน เขาอธิบายว่านั่นเกี่ยวข้องกับชนิดต้นไม้ โดยเนินที่สูงหน่อยสำหรับต้นไม้ที่รากไม่ต้องการน้ำมาก ขณะที่เนินต่ำ ๆ ก็จะปลูกต้นไม้ที่ชอบน้ำ เช่น มะกอกน้ำ และพื้นของเนินก็จะมีหญ้ารูซี่ที่ปลูกไว้ช่วยยึดหน้าดิน ที่เลือกหญ้านี้เพราะเป็นหญ้าที่ทนทาน อยู่ได้ทั้งท่วมทั้งแล้ง และมีฟอร์มที่พลิ้วไหวสวยงาม

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ความพิเศษของต้นไม้ที่นี่คือ เราเลือกใช้ต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด ไม่ใช้ไม้ล้อม เพราะสวนป่าต้องเป็นต้นไม้ที่มีรากแก้ว แล้วเราก็ไม่อยากทำลายต้นไม้ที่อื่นเพื่อมาปลูกที่นี่ แต่ด้วยข้อจำกัดของระบบราชการที่ต้องการเห็นความคืบหน้า เราก็ต้องประนีประนอมโดยยอมให้มีต้นไม้ที่โตแล้วมาลงไว้บ้าง แต่เราก็เลือกใช้กล้าไม้จากการเพาะพันธุ์ ซึ่งพอมีรากแก้วอยู่บ้าง”

คุ้งเล่าถึงต้นไม้ที่นำมาปลูกใหม่ในสวน ซึ่งมีมากถึง 347 ชนิด 8,000 กว่าต้น ที่พวกเขาได้อาจารย์ระดับเทพของวงการมาช่วยเลือกชนิดให้ ทั้ง อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสวนป่า, อาจารย์มณฑาทิพย์ โสมมีชัย จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อาจารย์บุญฤทธิ์ ภูริยากร ผู้เชี่ยวชาญการเพาะไม้ป่าหายาก เจ้าของแก่นจันทร์พันธุ์ไม้ จังหวัดราชบุรี เป็นที่มาของพรรณไม้หายากหลายชนิด รวมทั้งไม้พื้นถิ่นของกรุงเทพฯ ที่นำมาปลูกที่นี่

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

คุ้งชี้ให้เราดูแผนที่ของสวนอีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสวนป่าถึงยังมีถนนผ่ากลางเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ซึ่งคำเฉลยของประเด็นนี้คือ ในอดีตที่นี่เป็นอาคารแน่นทุกบล็อก ทำให้พื้นที่ที่ต้นไม้ใหญ่อยู่ได้ก็มีเฉพาะแนวริมถนน และถ้าหากอยากจะเก็บต้นไม้เดิมไว้ การทุบถนนทิ้งอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

“ลองนึกถึงต้นไม้ที่โตขนาดนี้แล้วมีคอนกรีตทับอยู่มานาน ถ้าเราทุบถนนออก รากเสียสมดุลแน่นอน เราก็เลยต้องเก็บถนนไว้ เพื่อรักษาต้นไม้เดิมไว้ให้มากที่สุด ซึ่งเราก็มีการปรับถนนให้เล็กลง จากเดิมที่กว้าง 6 เมตร เราก็เจาะตรงกลางเป็นคูระบายน้ำเพิ่มพื้นที่รับน้ำเวลาฝนตก แล้วเราก็ตีเส้นแบ่งเลนถนนและเพิ่มทางจักรยานเข้าไป”

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

คุ้งเล่าถึงวิธีแก้ปัญหา ซึ่งระหว่างทางที่เราเดินมา เขาก็ชวนให้สังเกตก้อนอิฐในคูระบายน้ำ พร้อมเล่าว่านั่นคือเศษเหลือจากการทุบอาคารเก่า ที่พวกเขาพยายามนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะเดินขึ้นสกายวอล์กเพื่อชมสวนกันแล้ว ซึ่งนอกจากความสวยงามของพื้นที่ เราก็ยังได้เห็นผู้คนมากมายที่มาใช้ประโยชน์จากสวน ทั้งบัณฑิตจบใหม่มาถ่ายรูปรับปริญญา คู่บ่าวสาวมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ผู้คนมาออกกำลังกาย แต่ทันใดนั้นเอง เราก็เห็นคนวิ่งหนีฝนมาจากอีกฝั่ง แล้วสายฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาทุกคนชุ่มฉ่ำสมกับการมาเรียนรู้เรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ

อาคารเก่า เล่าเรื่องคนกับเมือง

ระหว่างรอฝนหยุด พวกเราได้โอกาสมานั่งหลบฝนในอาคารพิพิธภัณฑ์ หรืออดีตโรงงานผลิต 5 ซึ่งคุ้งเล่าว่า แต่เดิมเป็นอาคารขนาด 200 x 200 เมตร ที่ผนังปิดทึบทุกด้าน เมื่อต้องเก็บอาคารนี้ไว้กลางสวนป่า การปรับปรุงอาคารให้เชื่อมโยงกับสวนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเริ่มจากเปิดหลังคาตรงกลางออก เพื่อดึงแสงเข้ามาและแทรกสวนให้มาอยู่ใจกลาง ไปจนถึงเปิดกำแพงด้านข้างออกและเชื่อมสกายวอล์กเข้ามา

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน
บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“การแทรกสวนเข้ามาไว้ตรงกลางก็มีข้อจำกัด เพราะแต่เดิมพื้นอาคารนี้เป็นคอนกรีตทั้งหมด แม้ว่าพื้นจะค่อนข้างหนา เพราะต้องรองรับเครื่องจักรหนัก แต่การเพิ่มดินเพื่อปลูกต้นไม้ก็เพิ่มภาระโครงสร้าง เราเลยเลือกปลูกต้นไม้ให้ตรงกับตำแหน่งเสาเข็มพอดี”

คุ้งเล่าถึงอีกหนึ่งเกร็ดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ เมื่อเรามองตามไปที่สวนกลางอาคาร จะเห็นตำแหน่งต้นไม้ถูกพูนดินขึ้นมาสูงกว่าจุดอื่น เมื่อเงยหน้าดูด้านข้าง จะเห็นสกายวอล์กที่เชื่อมเข้ามา ซึ่งแนวคิดเบื้องหลังก็คือ อยากให้จุดสำคัญต่าง ๆ ของเมืองมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน จากสวนลุมพินีก็เดินข้ามสะพานเขียวมาที่นี่ได้ จากศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ก็เดินมาที่นี่ได้ โดยห้องชั้นบนของอาคารก็จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ส่วนผนังอิฐแดงตรงนั้น เราตั้งใจจะเก็บเอาไว้ เพราะอยากคงคาแรกเตอร์และภาพจำของโรงงานเดิม เราอยากให้คนของโรงงานยาสูบได้ภูมิใจกับพื้นที่นี้ด้วย” คุ้งเล่าถึงอีกสิ่งเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความใส่ใจรายละเอียด

สำหรับพื้นที่โล่งใจกลางอาคารที่เรานั่งอยู่กันนี้ เขาเล่าว่า แนวคิดที่เสนอไปคืออยากให้เป็นพื้นที่กิจกรรมสำหรับคนเมือง เช่น ลานสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือพื้นที่สำหรับทำเกษตรในเมือง แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้ในอนาคตเป็นเรื่องท้าทาย

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

เมื่อพูดถึงประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างคน เมือง และสวนสาธารณะ เราก็นึกถึงเรื่องเล่าจาก โตมร ศุขปรีชา ที่เล่าไว้ในตอนต้นก่อนเริ่มเดินว่า ในวันที่เขาไปเยือนเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เขาได้ไปร่วมทัวร์หนึ่งที่พาเดินเซ็นทรัลพาร์ก – สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางนิวยอร์ก ซึ่งความพิเศษของทัวร์นั้นคือ การพาไปรู้จักพืชผักและต้นไม้กินได้ในสวน ซึ่งมีตั้งแต่ต้นหอม ใบเบลีฟ แครปแอปเปิล (Crabapple) ที่ปลายฤดูใบไม้ร่วงจะหล่นลงมาให้คนเก็บไปกินได้ ไปจนถึงพืชที่รากนำมาทำรูทเบียร์ ซึ่งการที่สวนสาธารณะมีบทบาทในแง่ความมั่นคงทางอาหารของเมืองนี้ เป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้สวนเชื่อมโยงกับชีวิตคนเมืองใกล้ชิดมากขึ้น และเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นให้เกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน

ชวนดูขอบตลิ่ง พืชอิงชายน้ำ

เมื่อฝนเริ่มซา ตะวันก็ใกล้จะลับขอบฟ้า พวกเราเดินออกมาขึ้นสกายวอล์กชมสวนกันอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ท้องฟ้ากำลังเป็นสีทอง บรรยากาศหลังฝนตกชุ่มฉ่ำ อากาศเย็นสบาย

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน
บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

ดร.นณณ์ ชวนให้เราหยุดฟังเสียงที่ดังมาจากชายน้ำด้านล่าง พร้อมเฉลยว่า มันคือเสียงของเขียดบัวที่หาฟังได้ไม่ง่ายนักในเมืองใหญ่ เพราะการที่เขียดนี้จะอาศัยอยู่ได้ แค่มีใบบัวและบ่อน้ำยังไม่พอ แต่ต้องมีตลิ่งดินที่เป็นธรรมชาติด้วย เพราะถ้าหากขอบตลิ่งถูกทำเป็นคอนกรีต เขียดบัวก็จะขึ้นจากน้ำไม่ได้ และไม่สามารถมีชีวิตรอดในบ่อนั้น เช่นเดียวกับเต่าและสัตว์เล็กสัตว์น้อยอื่นๆ

ตลิ่งดินไม่ได้สำคัญเฉพาะกับสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่ของพืชริมน้ำ – จุดเริ่มต้นของความอุดมสมบูรณ์

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ลองนึกย้อนไปสมัยที่เราเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องห่วงโซ่อาหาร พืชคือจุดเริ่มต้น ดังนั้น พื้นที่ชายน้ำคือหัวใจสำคัญที่ส่งถ่ายแร่ธาตุจากดินที่มีมากกว่าสู่น้ำซึ่งมีน้อยกว่า พอมีพืชในน้ำ ก็จะมีสิ่งเล็ก ๆ ตามมา มีปลา กุ้ง หอย ที่กินพืชเป็นอาหาร แต่ถ้าขอบบ่อเป็นปูน พืชก็ขึ้นไม่ได้ พอไม่มีพืชที่เป็นผู้ผลิตเริ่มต้น ระบบนิเวศก็ไม่สมบูรณ์”

ดร.นณณ์ เล่าถึงความสำคัญของตลิ่งธรรมชาติและพืชริมน้ำ แต่เงื่อนไขของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ยังไม่จบแค่นั้น

“หลายคนเข้าใจผิดว่าการฟื้นฟูแหล่งน้ำ คือต้องขุดบ่อน้ำลึก ๆ ให้มีน้ำเยอะ ๆ จะได้มีปลาเยอะ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ คือระบบนิเวศที่มีทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกอยู่ร่วมกัน เพราะปลาแต่ละชนิดก็จะชอบความลึกที่ต่างกัน บางชนิดชอบอยู่น้ำตื้นตลอด บางชนิดเล็ก ๆ อยู่น้ำตื้น พอโตก็ไปน้ำลึก ถ้าเราเคยไปพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติอย่างบึงบอระเพ็ด จะเห็นว่าชาวบ้านที่ยืนในน้ำออกไปตั้งไกลเนี่ย น้ำก็ยังแค่เอว”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

หากใครมีโครงการจะขุดบ่อเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ ดร.นณณ์ แนะนำว่า ควรทำให้ตลิ่งมีความชันน้อยสุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีส่วนน้ำตื้นอย่างน้อย 1 ใน 3 ของบ่อ เพราะเป็นส่วนที่พืชน้ำจะขึ้นได้

“พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางของเรายาวไปถึงเกือบนครสวรรค์ ซึ่งกรุงเทพฯ เคยยิ่งใหญ่ขนาดมีกวางชนิดเดียวในโลกที่พบที่นี่เท่านั้น แล้วก็เป็นกวางที่เขาสวยที่สุด ซึ่งก็คือสมัน แล้วก็เป็นกวางชนิดเดียวที่สูญพันธุ์จากโลก”

ดร.นณณ์ เล่าถึงหน้าตาของพื้นที่กรุงเทพฯ สมัยก่อน ซึ่งเป็นดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก มีทุ่งน้ำท่วมที่สำคัญ อย่างทุ่งรังสิตที่ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ในฤดูน้ำหลาก น้ำจะเอ่อท่วมทุ่ง มดแมลงที่หนีไม่ทันก็กลายเป็นอาหารปลา ดังเช่นสำนวนไทยที่ว่า น้ำมาปลากินมด และเมื่อพืชต่าง ๆ ถูกน้ำท่วมก็จะเริ่มเน่าเปื่อย แล้วก็มีแบคทีเรีย มีพารามีเซียมมากิน ซึ่งพวกนี้จะกลายเป็นอาหารของสัตว์เล็ก ๆ และกลายเป็นอาหารปลาอีกที ทำให้ทุ่งน้ำท่วมคือหัวใจของความอุดมสมบูรณ์

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

“ทุ่งน้ำท่วมเป็นเหมือนห้องคลอด โรงเรียนอนุบาลของสัตว์น้ำ อย่างเวลาเราขับรถผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เราจะเห็นแม่น้ำกว้าง ๆ น้ำไหลแรง ๆ แบบนี้ลูกปลาตัวเล็กๆ อยู่ไม่ได้ เพราะมันไม่มีอะไรเลย แต่ทุ่งน้ำท่วมมีทั้งรากต้นไม้ให้หลบภัย มีทั้งอาหาร น้ำก็ไหลไม่แรงเกินไป พวกปลาก็เลยชอบมาวางไข่ที่นี่”

เมื่อถึงเวลาน้ำลด เหล่าลูกปลาน้อยก็เติบโตเต็มที่ พร้อมที่จะเดินทางกลับสู่แม่น้ำสายหลัก ก่อนจะกลับมาวางไข่ในทุ่งน้ำท่วมในฤดูกาลถัดไป นอกจากนั้น แร่ธาตุที่มากับน้ำก็เป็นปุ๋ยเติมให้ดินอุดมสมบูรณ์ และเมื่อผืนดินโผล่พ้นน้ำ พืชพรรณก็แตกยอดอ่อน หลายชนิดก็เป็นพืชผักที่คนกินได้ ชาวบ้านเก็บมาลวกจิ้มน้ำพริกสบาย พื้นที่ชุ่มน้ำในสวนแห่งนี้ จึงเป็นเหมือนการจำลองและย่อส่วนระบบนิเวศของกรุงเทพฯ ในอดีต มาให้พวกเราในปัจจบุบันได้ชื่นชม

เส้นทางน้ำ เส้นทางคน

นอกจากพื้นที่ชุ่มน้ำจะเป็นแหล่งรองรับน้ำยามหน้าฝน ช่วยป้องกันน้ำท่วมแล้ว อีกหนึ่งการบริการของพื้นที่ชุ่มน้ำก็คือการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่ซ่อนอยู่ในการออกแบบสวนแห่งนี้

จากคลองไผ่สิงโต น้ำคุณภาพต่ำถูกสูบขึ้นสู่ที่สูงและปล่อยให้เป็นน้ำตก ไหลลงสู่คูตื้น ๆ ที่เต็มไปด้วยพืชบำบัดน้ำ ได้ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยมาช่วยแนะนำ

“การที่น้ำตกมาจากที่สูงและไหลผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำที่ระดับน้ำตื้น ๆ เกิดกระบวนการ 3 อย่าง หนึ่ง คือการไหลของน้ำทำให้น้ำมีพื้นที่ผิวที่สัมผัสอากาศมากขึ้น เป็นการเติมออกซิเจนในน้ำ สอง คือเมื่อพืชหายใจ รากพืชที่อยู่ใต้ดินจะดึงออกซิเจนจากอากาศลงสู่ดิน ทำให้ดินข้างใต้มีออกซิเจนมากขึ้น ดินก็ไม่เสีย ไม่เกิดการหมักหมม และสุดท้ายเมื่อพืชดูดซึมน้ำไปเลี้ยงลำต้น ของเสียต่าง ๆ ก็ถูกพืชดูดซึมขึ้นไปด้วย”

ดร.นณณ์ เล่าถึงกระบวนการทำงานของพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘กระบวนการธรรมชาติช่วยธรรมชาติ’ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง ทำได้ทั้งในระดับครัวเรือนไปจนถึงร้านอาหาร มีเคล็ดลับข้อหนึ่งคือ หากพืชที่ปลูกบำบัดน้ำเริ่มแก่ ให้ตัดโคนเพื่อให้งอกใหม่ เพราะพืชจะดูดซึมของเสียได้มากที่สุดในช่วงที่มันเติบโต

เมื่อน้ำถูกบำบัดด้วยกระบวนการธรรมชาติจนสะอาดแล้ว ก็จะเดินทางมาสู่บ่อใหญ่ รวมถึงบ่อน้ำเล็ก ๆ ริมอัฒจันทร์ที่ออกแบบมาให้มีที่นั่งรอบ ๆ บ่อ เพื่อให้คนเอามือหรือเท้าสัมผัสน้ำได้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า จากน้ำที่เคยสกปรก ธรรมชาติก็บำบัดจนสะอาดได้

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

หลังตะวันลับขอบฟ้า แสงไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ราวของสกายวอล์กก็สว่างขึ้น ซึ่งการออกแบบแสงไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ราวทางเดินก็มีเบื้องหลังแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะตอบโจทย์การมองเห็นทาง แต่ไม่รบกวนสายตาและไม่ทำลายบรรยากาศแล้ว นักออกแบบจากอาศรมศิลป์ยังเล่าว่า เป็นการป้องกันแสงฟุ้งกระจายขึ้นฟ้า ซึ่งเป็นต้นกำเนิดมลภาวะทางแสงของเมืองใหญ่ด้วย

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน
บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ความใส่ใจในรายละเอียดของการออกแบบยังไม่จบแค่นั้น เพราะแม้กระทั่งความลาดเอียงของพื้น ก็ถูกคิดมาเพื่อให้วีลแชร์ใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยมีความลาดที่ระดับ 1 : 20 ส่วนทางเดินริมน้ำด้านล่าง ก็มีขอบปูนยกระดับสองข้างเพื่อกันวีลแชร์ตก หรือแม้แต่เสาของสกายวอล์ก พวกเขาก็เลือกโครงสร้างชนิดที่จะไม่กระทบกระเทือนต่อรากต้นไม้เดิม แม้จะมีราคาสูงกว่าก็ตาม

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ระหว่างเดิน คุ้งชวนเราสังเกตเก้าอี้ไม้ด้านล่างพร้อมบอกว่า นั่นคือไม้เหลือใช้จากการรื้อโรงงานและนำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งทางเดินข้ามน้ำก็มาจากบล็อกคอนกรีตเดิมของโรงงาน ส่วนอิฐตัวหนอนที่ใช้ในที่จอดรถและฐานที่จอดจักรยาน ก็มาจากของเดิมของโรงงานเช่นกัน

Dynamic of the Park

ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่คือความเปลี่ยนแปลง… สวนป่าก็เช่นกัน

“เรามักคิดว่าสวนสาธารณะมีอยู่รูปแบบเดียว คือรูปแบบของสวนที่จัดเสร็จแล้ว ต้นไม้ปลูกเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนที่สวนสาธารณะ High Line ที่นิวยอร์กเปิดใหม่ ๆ ผมไปที่นั่น ก็พบว่าตรงทางรถไฟเก่าที่เป็นก้อนกรวด เขาปล่อยไว้ไม่ปลูกอะไร เพราะรอให้เมล็ดหญ้าพื้นเมืองปลิวมาตกและเติบโตเอง เพื่อให้มีพืชพื้นถิ่นเกิดที่นั่น”

โตมรเล่าถึงสวนอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากความสำเร็จรูปที่เราคุ้นชิน พร้อมทั้งยกตัวอย่างการออกแบบสวนอีกแห่งที่โตเกียวว่า สถาปนิกตั้งใจออกแบบให้เป็นสวนป่าที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรดน้ำ แต่ต้องใช้เวลา 150 ปี ในการรอให้สวนไปถึงจุดนั้น โดยแต่ละฤดูกาล พืชพรรณจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน โดยปัจจุบันซึ่งผ่านมาแล้วราว 100 ปี เป็นจุดที่ต้นสนและเฟินกำลังขึ้น ซึ่งสุดท้ายมันจะตายไป และถูกแทนที่ด้วยไม้ใบกว้างอย่างการบูร โอ๊ค ที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องมีคนดูแล

“ผมไปค้นดูประวัติศาสตร์ของสวนสาธารณะในโลก พบว่ามันมีอยู่ 2 ลักษณะ แบบแรกคือแนวคิดของคนอังกฤษ ที่เขาจะสรรหาพันธุ์ไม้แปลก ๆ มาเก็บไว้ เป็นคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์ เกิดเป็นสวนที่ต้องการการฟูมฟัก ต้องดูแลอย่างดี กับสวนอีกแบบหนึ่งที่ใช้พืชท้องถิ่น แล้วให้มันเติบโตเอง ที่เรียกว่า Forest Park หรือ Forest Gardening หรือสวนป่า มีมาตั้งแต่ยุคหินกลางที่มนุษย์ไปเก็บลูกไม้ที่เราชอบกินมาปลูก”

แน่นอนว่าสวนเบญจกิติเฟสใหม่นี้ ก็คือสวนในรูปแบบหลัง ซึ่งโตมรเล่าว่า เป็นเหมือนหน้าสดของกรุงเทพฯ ที่จำลองพื้นที่ชุ่มน้ำภาคกลางสมัยก่อน มีที่ลุ่ม มีโคก มีหนอง พอน้ำท่วม สมันก็จะหนีน้ำไปอยู่บนโคก

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

“หญ้าที่เห็นนี้ก็มีวัฏจักรของมัน ช่วงหน้าแล้งมันจะตายและทิ้งเมล็ดไว้ พอฝนมาก็จะงอกใหม่ คนที่มาช่วงหน้าแล้ง เห็นมันแห้งก็อาจนึกว่าทำไมดูแลสวนไม่ดีเลย แต่ที่จริงมันคือวงจรของธรรมชาติ” คุ้งเล่าเสริม

“วันนี้ต้นไม้ส่วนใหญ่ยังไม่โต เวลาเดินไปแต่ละโซนก็เลยอาจดูเหมือน ๆ กันไปหมด แต่ในอนาคต พอต้นไม้ใหญ่โตแล้ว เราจะเห็นความแตกต่างของแต่ละโซนชัดเจนขึ้น เพราะแต่ละโซนจะถูกกำหนดด้วยพันธุ์ไม้”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์อธิบายว่า ในโซนพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมดจะแบ่งเป็นบ่อหลักอยู่ 4 บ่อ 

บ่อแรกอยู่ใกล้คลองไผ่สิงโต ซึ่งเชื่อมกับคลองเตยที่ใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีความเป็นน้ำกร่อย กล้าไม้ในโซนนี้จึงเน้นไปที่ไม้ป่าชายเลน ส่วนบ่อที่ 2 เป็นคอนเซ็ปต์บึงป่าน้ำจืด มีไม้ป่าจำพวกมะค่า ประดู่ ส่วนบ่อที่ 3 เป็นบ่อที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ใจกลางสวน เป็นโซนของต้นไม้ใหญ่อายุยืน พวกโพธิ์ ไทร ไกร กร่าง รวมถึงต้นจามจุรีที่มีอยู่เดิมด้วย และบ่อสุดท้ายเป็นโซนสวนป่ากินได้และสวนเกษตรคนเมือง มีแปลงนาสาธิต มีพืชอาหารคนและพืชอาหารนก เช่น ตะขบ มะกอกน้ำ ค้าน้ำ ซึ่งเขาบอกว่าต้นไม้เหล่านี้จะโตเต็มที่ก็ราว ๆ อีก 30 ปีข้างหน้า

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ส่วนนักนิเวศวิทยาอย่าง ดร.นณณ์ ก็พูดถึงอนาคตของสวนแห่งนี้ว่า เป็นความน่าสนใจที่จะรอดูว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยเขาเล่าตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ 40 ไร่ ที่เขาทำไว้ที่หนองจอกว่า หลังขุดบ่อเสร็จและปล่อยน้ำเข้ามาเพียงแค่ 1 ปี ก็มีพืชพรรณต่าง ๆ ที่เกิดเองเต็มไปหมด เช่น โสน กก แห้ว บัว และปลาอีกมากมาย แต่ในบริบทสวนใจกลางเมืองแบบนี้อาจเป็นไปได้ยาก เพราะแหล่งพันธุกรรมของพืชและสัตว์ท้องถิ่นรอบ ๆ ไม่น่ามีอยู่แล้ว การนำมาปลูกจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็น่าสนใจที่จะรอดูว่า จะมีเมล็ดพืชชนิดไหนที่อาจติดมากับเท้านกหรือมูลนกแล้วมาเกิดเองได้บ้าง ไปจนถึงสัตว์น้ำพื้นถิ่นอย่างปลากัดไทย ปลากริม ปลากระดี่ ปลาหมอไทย

“คือถ้าไม่หามาปล่อย ก็ต้องรอดูว่าจะมีมาเองไหม เพราะเคยมีรายงานเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า มีไข่ปลาบางชนิดที่พอเป็ดกินเข้าไปแล้ว มันทนกรดในระบบทางเดินอาหารเป็ดได้ พอเป็ดอึออกมา ก็กลายเป็นลูกปลา แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเอเลี่ยนสปีชีส์ เช่น ไมยราบยักษ์หรือกระฉูด ที่ถ้าเริ่มขยายพันธุ์แล้วจะกำจัดยากมาก”

ในระหว่างเดิน มีคนถามถึงหิ่งห้อยว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีในพื้นที่นี้ ซึ่ง ดร.นณณ์ ตอบว่า ข้อจำกัดหลักของที่นี่คือแสงสว่าง เพราะหิ่งห้อยใช้แสงในการสื่อสาร ถ้าไม่มืดสนิทก็จะอยู่ไม่ได้ แต่หากดูแค่ตลิ่งดินและแหล่งน้ำก็ถือว่าเหมาะสม เพราะตัวอ่อนหิ่งห้อยกินหอยเป็นอาหาร และหิ่งห้อยน้ำจืดก็อยู่กับกกได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่บนต้นลำพู

Forest for Rest

หากจะให้นิยามความรู้สึก 1 คำ จากการได้มายืนดูสวนแห่งนี้ หลายคนก็อาจเลือกคำว่า ความสุข

“เคยได้ยินคำว่าอาบป่าไหม” ดร.นณณ์ ชวนคุยระหว่างเดิน

แนวคิดการอาบป่า หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าชินรินโยคุ คือแนวคิดของการให้ธรรมชาติช่วยบำบัดและเยียวยาจิตใจ ไม่ต่างจากเนื้อร้องในเพลงที่ว่า หากคุณเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า…

“แม้มนุษย์จะอาศัยในเมือง แต่แค่ไม่กี่ร้อยรุ่นที่ผ่านมา เราก็ยังอาศัยอยู่ในป่า ซึ่งการที่มนุษย์ยุคนั้นจะอยู่ได้ เราจำเป็นต้องมีป่าที่สมบูรณ์ นั่นก็ทำให้สมองของเราถูกโปรแกรมให้เวลาเราเห็นป่าเขียว ๆ ผืนน้ำกว้าง ๆ เราก็จะรู้สึกมีความสุข แต่ทุกวันนี้ พวกเราคงไปเที่ยวป่าไม่ได้ทุกวัน ดังนั้น การมีพื้นที่แบบนี้ในเมืองจึงสำคัญ และทำให้สุขภาพจิตของคนเมืองดีขึ้น”

ดร.นณณ์ อธิบาย พร้อมเล่าข้อมูลจากหนังสือ Last Child in the Woods ที่ยกตัวอย่างงานวิจัยถึงผลดีของการมีพื้นที่ธรรมชาติในเมืองว่า มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เด็กจากโรงเรียนที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะ มีคะแนนเฉลี่ยดีกว่าเด็กจากโรงเรียนที่อยู่ในเมืองที่ล้อมรอบด้วยตึก หรืองานวิจัยอีกชิ้นก็พบว่า ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่มองออกไปเห็นพื้นที่สีเขียว ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวที่ดีกว่า

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ตอนนี้เราก็เดินมาถึงจุดเริ่มต้นของสวนอีกครั้ง ก่อนที่การเดินทางเรียนรู้วันนี้จะสิ้นสุดลง สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์ก็ได้กล่าวถึงคีย์เวิร์ดชวนคิดทิ้งท้าย กับคำว่า Ecological Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศ

“ปกติเมื่อเราพูดถึง Infrastructure เราก็มักนึกถึงถนน ไฟฟ้า ประปา แต่ตอนเราออกแบบ เราอยากที่นี่ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศของเมือง เพราะนิเวศแปลว่าบ้าน เวลาพูดถึงบ้าน มันไม่ใช่แค่ขอบคอนกรีตที่เรากั้นขึ้นมา แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราอยากให้โครงการนี้สร้างกรอบคิดใหม่ของคนกับเมือง ให้การรับรู้คำว่าบ้านขยายออกไป – ไปเชื่อมกับธรรมชาติภายนอกด้วย”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Earth Appreciation

ชวนคนเมืองออกไปรู้จักและรื่นรมย์กับธรรมชาติรอบตัว ด้วยเนื้อหาย่อยง่ายแบบบทเรียน 101

01 น้ำ-ป่า

“ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหาในอินเทอร์เน็ตก็ได้”

เมื่อชวนคุยเรื่องน้ำ ประโยคด้านบนนี้ก็ดังจากปากของ อ้วน-นิคม พุทธา นักอนุรักษ์รุ่นใหญ่ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมอนุรักษ์ผืนป่าและสายน้ำมานานหลายสิบปี

และเพราะเชื่อไม่ต่างกัน ในบ่ายวันพุธที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ทริป ‘ตามน้ำ’ ที่พาคนเมืองมาเรียนรู้เรื่องน้ำถึงต้นน้ำที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พร้อม 3 นักแสดงคือ กมลเนตร เรืองศรี, พิพัฒน์ และ ศิรพันธ์ อภิรักษ์ธนากร จึงถือกำเนิด ทริปนี้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม Earth Appreciation ของเว็บไซต์ The Cloud ที่ตั้งใจพาคนเมืองไปรู้จักธรรมชาติแบบ 101 โดยมีผู้สนับสนุนคือ โครงการ ‘รักน้ำ’ ของกลุ่มธุรกิจ โคคา-โคลา ในประเทศไทย

แทนที่จะนั่งฟังบรรยายและอ่านตำราว่าแม่น้ำยาวกี่กิโลเมตร หรือวิธีประหยัดน้ำมีกี่วิธี

เราได้มารู้จักน้ำผ่านประสบการณ์ตรงในพื้นที่ต้นน้ำของจริง ที่สำคัญ ทริปนี้ไม่ได้พาไปลงมือสร้างผลประกอบการจับต้องได้ ผู้จัดประเมินผลสะดวก เช่น ปลูกต้นไม้ได้ 1,000 ต้น หรือถือป้ายถ่ายรูปกับแม่น้ำ

แต่เป็นการเดินทางบนวิธีคิดใหม่ นั่นคือพาคนเมืองไปรับ ‘แรงบันดาลใจ’ ที่ไม่อาจเห็นด้วยตาเปล่า

อ้วน-นิคม พุทธา

และแน่นอน ครูคนสำคัญของทริปคือพี่อ้วน นักอนุรักษ์รุ่นใหญ่รอเราอยู่ที่ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ดอยหลวงเชียงดาวที่ก่อตั้งเพื่อเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมอนุรักษ์กับเด็กๆ แล้วฉันและชาวทริปก็ได้เดินทางพร้อมพี่อ้วน ตามสายน้ำนั้นไปยังด้านหลังสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาวซึ่งอยู่ใกล้เคียง

ป่า ลำธาร

สีเขียวรอบตัวที่เราเห็นคือ ‘ป่าต้นน้ำ’ ป่าผืนนี้ช่วยกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาไว้ในต้นไม้ ไว้ในผืนดิน (ป่าต้นน้ำชั้นเยี่ยมเก็บได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์) และปล่อยน้ำบางส่วนให้ทยอยไหลลงมาทีละน้อย กลายเป็นสายน้ำเล็กๆ ใสสะอาด ก่อนกลายเป็นแม่น้ำกว้าง

การมีป่าต้นน้ำคุณภาพเหมือนมีฟองน้ำก้อนโต เวลาฝนตกก็ไร้ปัญหาน้ำหลาก ดินถล่ม พอเข้าหน้าแล้ง น้ำที่ป่าทยอยปล่อยก็ทำให้เรามีน้ำใช้ตลอดปี และดอยหลวงเชียงดาวก็คือฟองน้ำก้อนใหญ่ของพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิงนั่นเอง

ทริปตามน้ำ

พืชป่า นิคม พุทธา

พี่อ้วนบอกว่าทุกครั้งที่น้ำไหลผ่านก้อนหิน การกระฉอกจะช่วยเติมออกซิเจนเป็น ‘ลมหายใจ’ ที่หล่อเลี้ยงชีวิต เพราะสายน้ำเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด และสังคมพืชริมน้ำก็สำคัญ เป็นแหล่งพันธุกรรมของพืชและสัตว์ เช่น ใต้รากของต้นกล้วยป่าริมน้ำเป็นบ้านของปลารากกล้วย

เหล่าสิ่งมีชีวิตในน้ำอพยพหากินไม่หยุดอยู่กับที่ เราจึงไม่ควรสร้างเขื่อนคอนกรีตขวางสายน้ำ แต่สิ่งชะลอน้ำอย่างฝายแม้วที่สร้างจากหินและไม้นั้นไม่เป็นปัญหา เพราะมีช่องว่างให้น้ำและสิ่งมีชีวิตเคลื่อนผ่าน

 ศิรพันธ์ อภิรักษ์ธนากร

ท็อป นุ่น ทริปตามน้ำ

ระหว่างลุยน้ำตามหลังพี่อ้วน หยุดมอง ทำความรู้จักสิ่งรอบตัว ฉันเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภูเขา ผืนป่า สายน้ำ และแน่นอน มนุษย์มากขึ้นทีละน้อย เป็นความเข้าใจจากประสบการณ์ปฐมภูมิแท้จริง

“ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหาในอินเทอร์เน็ตก็ได้”

ส่วนสิ่งที่ไม่มีในนั้นก็อยู่กับฉันที่นี่ ตรงนี้แล้ว

เดินป่า

02 เอาเท้าแช่น้ำ แล้วเดินต่อไป

2 กิโลเมตร คือระยะทางที่ชาวทริป ‘ตามน้ำ’ เดินตามสายน้ำกันในช่วงบ่าย

1,200 กิโลเมตร คือระยะทางที่พี่อ้วนเดินตามสายน้ำเมื่อ พ.ศ. 2553

หลังกินมื้อเย็นอิ่มหนำ พี่อ้วนนั่งลงในวงสนทนายามค่ำคืนแล้วเล่าให้ฟังว่า เคยใช้เวลา 3 เดือนออกเดิน ‘ธรรมยาตรา’ ตามสายน้ำตั้งแต่ต้นแม่น้ำปิงถึงเจ้าพระยา

นิคม พุทธา

จากเด็กที่เกิดริมแม่น้ำปิงและสงสัยว่าสายน้ำตรงหน้าไหลไปไหน พี่อ้วนเติบโตขึ้น เคยเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งจับปืนต่อสู้ เป็นเอ็นจีโอผู้โดดเข้าปะทะเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จนเวลาผ่านไป พี่อ้วนได้รู้เรื่องราวของสาทิศ กุมาร ปราชญ์ชาวอินเดียผู้ออกเดินเพื่อรณรงค์ยับยั้งการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ และอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ที่ออกเดินเพื่อทำสมาธิและทบทวนชีวิตจากกรุงเทพฯ ถึงบ้านเกิดที่เกาะสมุย

พี่อ้วนเริ่มสนใจอยากลองใช้เครื่องมือเรียบง่าย นุ่มนวลอย่างสองเท้าของตัวเอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง จนเกิดเป็น ‘ธรรมยาตรา ศรัทธาแห่งสายน้ำ’ การเดินทางตามสายน้ำจากแม่ปิงสู่เจ้าพระยา เพื่อฝึกฝนตนเอง เรียนรู้ธรรมชาติ ที่สำคัญคือรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้ผู้คน

สองเท้าพาพี่อ้วนไปพบเห็นความเริงร่าของสายน้ำเมื่อไหลผ่านป่า เห็นบาดแผลขณะสายน้ำไหลผ่านเมือง ท้ายที่สุด หลังผ่านไปกว่า 100 วัน นักอนุรักษ์รุ่นใหญ่ได้เห็นสายน้ำนั้นไหลลงสู่ทะเล

ทริปตามน้ำ

“ก่อนหน้านั้น เราพูดคุยว่า เรามีความปีติที่ได้เดินทางมากับสายน้ำ แล้วบัดนี้ สายน้ำได้เดินทางมาถึงบ้านคือท้องทะเล แต่ภาพที่ปรากฏให้เห็นคือ เงาเมฆในน้ำ ผมรู้ว่าแม่น้ำไม่ได้จบการเดินทาง แม่น้ำยังต้องเดินทางต่อไป ไปหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตโดยไม่เลือกว่าผู้คนหรือสัตว์ ไม่เลือกแม้กระทั่งคนที่เคยทำร้ายแม่น้ำ เมื่อถึงเวลาคุณหิวกระหาย น้ำก็ให้คุณดื่มกินได้ตลอดเวลา” พี่อ้วนแบ่งปันบทเรียนครั้งนั้น

การเดินทางตามสายน้ำยังมอบความเปลี่ยนแปลงภายใน ใจสงบเย็นลงไม่ต่างจากสายน้ำ ขณะเดียวกัน พี่อ้วนยังสานต่องานอนุรักษ์ อาจไม่ใช่การจับปืนหรือวิวาทะ แต่หนทางเปลี่ยนแปลงย่อมหลากหลาย

เช่น การมานั่งอยู่กับฉันและผู้ร่วมทริป ‘ตามน้ำ’ ในเวลานี้

บทสนทนายามค่ำคืนสิ้นสุดลง ในความมืดมิดที่มีเสียงสายน้ำข้างค่ายเยาวชนฯ ขับกล่อม ฉันพบว่าขณะที่นักอนุรักษ์คนนั้นยังเดินเคียงข้างสายน้ำ

การเดินทางของเขายังดำเนินต่อในใจเรา

03 ฆ่าน้ำ

โชคดีที่เช้านี้ไม่มีแดด

ประโยคนี้ผุดขึ้นในหัวฉันขณะลงจากรถตู้พร้อมผู้ร่วมทริปตามน้ำที่เหลือ เพราะรอบตัวเราตอนนี้คือพื้นที่โล่งกว้างที่ใช้ทำการเกษตร ถ้าวันนี้แดดจัดจ้า พวกเราคงโดนแดดเผาไม่มีร่มให้หลบเหมือนในป่าวันก่อน

ที่นี่คืออดีตป่าต้นน้ำเขียวชอุ่มที่ถูกชาวบ้านตัดถางเพื่อเพิ่มพื้นที่ผลิตอาหาร เมื่อมองไปลิบๆ จะเห็นภูเขาที่อุดมสีเขียวหนาแน่น พื้นที่ตรงนั้นคือเขตแดนพม่าที่ยังไม่มีการพัฒนา

ชายแดน ชายแดน

บางทีไม่พัฒนายังดีกว่า-พี่อ้วนบอก แล้วเล่าต่อว่าการทำเกษตรบริเวณนี้ไม่ได้กระทบแค่ผืนป่า พี่อ้วนพาเราเดินต่อเข้าไปจนเห็นทิวเขาเขียวครึ้มซึ่งมีสายน้ำไหลออกมา

นี่คือต้นกำเนิดแม่น้ำปิง

จุดเริ่มต้นของสายน้ำที่ไหลลงสู่เจ้าพระยาอยู่ที่นี่ แต่สิ่งที่เราทำคือใช้น้ำอย่างหนัก ใช้สารเคมีรุนแรง สารเคมีอย่างน้อย 3 ชนิดคือยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยหรือฮอร์โมน จะถูกชะล้างสู่แม่น้ำ

“สายน้ำตรงนี้ก็เหมือนเด็กขวบแรกๆ และนี่คือสิ่งที่เราทำกับเด็กเพิ่งคลอดจากครรภ์มารดา” นักอนุรักษ์ที่ยืนอยู่ใกล้ฉันเปรียบเทียบกินใจ แต่ก็อธิบายเพิ่มว่า โทษชาวบ้านอย่างเดียวก็ไม่ถูกเพราะพอคนเพิ่มความต้องการพื้นที่ทำกินก็เพิ่มตาม ส่วนเจ้าหน้าที่ดูแลบริเวณนี้ก็มาแล้วไป ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างลึกซึ้ง

พูดถึงการแก้ปัญหาใหญ่ เรามักนึกถึงการใช้กฎหมาย แต่พี่อ้วนเล่าให้ฟังถึงอีกเครื่องมือที่เคยใช้ นั่นคือ ‘ความเชื่อ’ เมื่อครั้งรัฐบาลมีแผนสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยหลวงเชียงดาว พี่อ้วนคัดค้านด้วยเหตุผลเชิงวิชาการแต่ไม่ได้ผล จนเมื่อเปลี่ยนมาสื่อสารว่า การสร้างกระเช้านี้ลบหลู่ ‘พ่อหลวงคำแดง’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองดอยหลวงเชียงดาว ปรากฏว่าไม่มีใครกล้าสนับสนุน โครงการสร้างกระเช้าเลยยุติไปตามระเบียบ

ตามน้ำ

“เมื่อไหร่ที่เราเคารพ สิ่งนั้นย่อมศักสิทธิ์” พี่อ้วนกล่าว

หลังจากนั้น พวกเราก็เดินไปสัมผัสสายน้ำที่ยังคงชื่นฉ่ำเหมือนวันก่อน แต่เราต่างรู้ว่าเด็กคนนี้มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ไม่มากก็น้อย แล้วเมื่อถึงจุดต่อไป เราก็ได้เห็นเด็กน้อยเดินทางต่อ ที่ด้านหนึ่งของสะพานข้ามน้ำ เราเห็นแม่น้ำปิงบรรจบกับแม่น้ำนะ เป็นสิ่งเล็กที่รวมกันกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ไหลไปหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

อายอายส์

ตามน้ำ ตามน้ำ

แต่เมื่อมองอีกฝั่ง เราเห็นฝายคอนกรีตที่เก็บน้ำไม่ได้เพราะตะกอนทับถม และแน่นอน การตัดตอนแม่น้ำยังกระทบสิ่งมีชีวิต พี่อ้วนชี้ให้ดูบันไดปลาโจน สายน้ำเชี่ยวกราก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าปลาโจนขึ้นมาได้ไหม

ทริปตามน้ำ

“สายน้ำขาดช่วงก็เหมือนลมหายใจสิ่งมีชีวิตในน้ำขาดหาย” พี่อ้วนบอกพวกเรา

หากการตามน้ำเมื่อวานคือการไปเห็นว่าน้ำมีค่าอย่างไร ขณะยืนมองฝายคอนกรีต ฉันก็เห็นแล้วว่าน้ำถูกฆ่าอย่างไร

และใครคือฆาตกร

ทริปตามน้ำ

04 ในน้ำมีปลา

เกือบ 2 วันที่ผ่านมา เราเรียนรู้เรื่องน้ำด้วยการตามน้ำที่ไหลผ่านผืนป่าและพื้นที่เกษตร แต่เพราะเชื่อว่าวิธีเรียนรู้มีได้หลากหลาย เย็นวันนี้เลยมีคนกลุ่มหนึ่งมาเตรียมวิธีเรียนรู้เรื่องน้ำให้เราอยู่บนเตาไฟ

เราจะมาตามน้ำที่ไหลผ่านจานอาหาร

เชฟแบล็ก

หัวหน้าทีมมื้อนี้คือ แบล็ก-ภานุภน บุลสุวรรณ เจ้าของร้าน Blackitch Artisan Kitchen แห่งเชียงใหม่ เชฟแบล็กชอบหยิบของท้องถิ่นมาพลิกแพลง สำหรับมื้อนี้ เขาจะทำเซ็ตอาหารที่หลายวัตถุดิบมาจากต้นน้ำ

เราได้กินอะไรบ้าง? เริ่มจากน้ำแร่ในขวดข้างจานที่มาจากพื้นที่ต้นน้ำอย่างเชียงดาว ตามมาด้วยขนมปังที่มาจากข้าวชาวปกาเกอะญอและใช้เมือกกระเจี๊ยบเขียวแทนยีสต์ จิ้มกับอ่องปูนา เนยถั่วเซียนท้อ และตับไก่ป่าบด ต่อด้วยเห็ดจากต้นน้ำ 3 อย่าง คือเห็ดหล่ม เห็ดโคนน้อย และเห็ดก่อ ย่างเสียบไม้เสิร์ฟมาในจานที่รองด้วย ‘เตา’ และ ‘ผำ’ สาหร่ายสีเขียวสดที่เป็นตัวชี้วัดความสะอาดสายน้ำ ถัดมาคือยำยอดผักและดอกไม้ป่ากินกับปลาสลิดแห้ง และซุปผักกาดแห้งกินกับซี่โครงหมูตุ๋น

chef's table อาหาร

สลัด

อีกจานที่พิเศษมากคือ ข้าวอบจากข้าวดอยชาวปกาเกอะญอ กินกับห่อหมกสัตว์จากต้นน้ำอย่างปลาเล็กปลาน้อยและหอยโข่ง แนมกับไข่เป็ดไล่ทุ่งจากลำปางที่เหยาะน้ำปลาสร้อยจากสุโขทัย เคียงด้วยน้ำพริกที่ได้รสเค็มจากปลาดุกร้า รสมันจากตัวต่อ และมีส่วนผสมพิเศษจากต้นน้ำคือเขียดแห้ง ตบท้ายด้วยของหวานอย่างไอศครีมมะตูม พร้อมของตัดเลี่ยนอย่างข้าวเหนียวกล่ำหมักจนเป็นข้าวหมาก และคาราเมลจากตัวอ่อนผึ้ง

อาหาร

เมนูเด็ดแต่ละจานรวมกันเป็นมื้ออาหารพิเศษที่พาเราไปรู้จักวัตถุดิบท้องถิ่นที่ต้นน้ำและธรรมชาติในแต่ละภูมิภาคให้มา หลายอย่างไม่คุ้นเคย แต่เชฟแบล็กบอกว่าทุกอย่างในจานไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาด

“ของแปลกของผมคือไข่หอยเม่นและล็อบสเตอร์ แต่เขียดเอย หนอนต่อเอย สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในประเทศไทย แล้วเป็นสิ่งที่คนในชุมชนหรือภูมิภาคนั้นกินเป็นปกติ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นของปกติ เป็นของธรรมชาติ และกินได้ เราเองนั่นแหละเลือกไม่กิน บอกว่าไม่น่ากิน แต่ตอนกินเข้าไปทุกคนบอกอร่อยหมด จนบอกว่ามีเขียดถึงไม่น่ากิน ถูกมั้ย เพราะฉะนั้น มันเป็นการรับรู้ของคน อาหารก็คืออาหาร ที่สำคัญคือราคาไม่แพงด้วย” เชฟแบล็กกล่าว ก่อนปล่อยให้เราละเลียด ‘ความรู้กินได้’ ในจานต่ออย่างเอร็ดอร่อย

อาหาร

05 รักน้ำ

น้ำสำคัญต่อชีวิตแค่ไหน ประสบการณ์ตลอด 2 วันในทริปตามน้ำทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้ง และตอนนี้มากกว่าความรู้คือคำถามที่ผุดขึ้นในใจ

เราจะรักษาสิ่งสำคัญนี้ได้ยังไง

ค่ายเยาวชนเชียงดาว

หลังมื้อค่ำสุดสร้างสรรค์ ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ The Cloud จึงชวนเรานั่งลงเรียนรู้วิธีดูแลจัดการน้ำ พี่ก้องย่อยข้อมูลออกเป็น 10 วิธีรักน้ำ แล้วเล่าผ่าน 10 เคสจัดการน้ำที่สนุกและสร้างสรรค์

หลังสนุกกับเคสน่าสนใจ พี่อ้วนก็มาสรุปสิ่งที่น่ารู้จาก 2 วันที่ผ่านมา พี่อ้วนชวนเราย้อนมองตั้งแต่วัฏจักรของน้ำ ก่อนจะบอกว่า การเดินทางกับพวกเราตลอด 2 วันที่ผ่านมา ทำให้พี่อ้วนมีกำลังใจรักน้ำต่อไป

“ผมคิดว่าเราทุกคนเป็นเหมือนหยดน้ำที่ไหลมารวมกันแล้วมีพลัง และเราจะเป็นเหมือนพลังแห่งความปรารถนาดีของสายน้ำ” พี่อ้วนทิ้งท้ายนุ่มนวล ก่อนจะชวนเราเดินลงไปริมน้ำเพื่อฟังเสียงสายน้ำก่อนเข้านอน

ในความมืดมิด เสียงสายน้ำไหลรินยังคงดังต่อเนื่อง แต่ทุกอย่างจะเป็นเช่นที่เคยเป็นต่อไปหรือไม่

อยู่ที่พวกเราทุกคน

ทริปตามน้ำ ดูดาว

06 ตามน้ำ

เช้าวันสุดท้ายของทริปตามน้ำ ดอยหลวงเชียงดาวแสนสวยยังคงยืนตระหง่านต้อนรับทุกคน แต่อีกไม่นาน ภาพนี้จะกลายเป็นความทรงจำที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้

เช่นเดียวกับ ‘แรงบันดาลใจ’

ค่ายเยาวชนเชียงดาว

เราลงนั่งล้อมวงเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อแบ่งปันความรู้สึกและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางตามสายน้ำ ทริปนี้ประกอบด้วยคนหลากหลาย ตั้งแต่นักศึกษาที่ไม่เคยเดินป่าลุยน้ำมาก่อน เกษตรกรตัวจริง จนถึงเจ้าหน้าที่จากองค์การสหประชาชาติ นอกจากพื้นเพแตกต่าง ความคาดหวังที่ถือติดมือมาก็ต่างกัน

  แต่เมื่อได้ฟัง ฉันก็พบว่า พวกเขาต่างรู้จักและรักน้ำมากขึ้น 2 วันอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงใครในพริบตา และแรงบันดาลใจอาจวัดผลเป็นตัวเลขไม่ได้ แต่แน่นอนว่า ประสบการณ์เรียนรู้เรื่องน้ำจะคงอยู่ในใจ

ทริปตามน้ำ

  เป็น ‘เมล็ดพันธุ์’ ที่รอวันงอกงามเมื่อถึงเวลา เหมือนการมาพบกันของเราในทริปนี้ ก็อาจเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ในตัวแต่ละคน

          “โค้กตั้งใจให้ทริปตามน้ำเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เราอยากชวนให้ทุกคนหันมารักน้ำเหมือนที่เราทำโครงการรักน้ำมาตลอดสิบปี ฉะนั้น ทริปนี้จึงไม่มีการใส่เสื้อแบรนด์ ไม่มีการถือป้ายแบรนด์ถ่ายรูป ไม่ใช่ว่าเราลืมเอาป้ายมา (หัวเราะ) แต่เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อขายของ เราอยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยกันกับเรา ซึ่งมันอาจจะดูแปลกหรือแตกต่างจากทริปที่แบรนด์ใหญ่ๆ สนับสนุนทั่วๆ ไป แต่เราก็กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ควรทำ แม้คนอื่นอาจจะงงๆ บ้างก็ตาม”พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย จากโคคา โคลา อธิบายความตั้งใจแต่แรกเริ่มให้เราฟัง

หลังจากนั้น โปสการ์ดสีน้ำตาลใบเล็กก็ถูกแจกจ่ายรอบวง เพื่อประหยัดกระดาษ (ซึ่งทำมาจากต้นไม้อีกที) จึงมาการออกแบบให้มันถูกฉีกแบ่งเป็น 2 แผ่น แผ่นหนึ่งไว้เขียนถึงคนที่เราอยากเล่าประสบการณ์ให้ฟัง อีกแผ่นเอาไว้เขียนถึงตัวเอง

The Cloud โปสการ์ด

เป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจจากต้นน้ำ สู่คนอื่นและตัวเราที่ปลายน้ำ

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากินน้ำ ใช้น้ำ ก็ขอให้ระลึกนึกถึงว่าน้ำมาจากป่า จากธรรมชาติ อาจมีสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราเปิดก๊อก รินน้ำใส่แก้ว แล้วมันมีส่วนผสมที่ไหลไปจากที่นี่ เมื่อระลึกอย่างนี้ เราก็จะเห็นคุณค่า หากมีโอกาสก็จะช่วยรักษาแม่น้ำและธรรมชาติไว้ ในตัวเราเองก็มีน้ำอยู่ ถ้ารักษาแม่น้ำข้างนอก ไม่ว่าแม่น้ำนั้นจะอยู่ที่ไหน สิ่งที่ได้คือน้ำในตัวเราจะดีด้วย” ระหว่างทริป พี่อ้วนเคยบอกเราเช่นนี้

การตามน้ำจึงไม่สิ้นสุดลงที่นี่ เรายังเดินทางต่อด้วยพลังเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ในหัวใจ

ทริป The Cloud


Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load