หากพูดถึงสวนสาธารณะในภาพจำของคนทั่วไป ก็คือพื้นที่กว้างใหญ่ หญ้าเตียนเรียบ มีถนนไว้ให้คนออกกำลังกาย มีต้นไม้ใหญ่เป็นระเบียบ

แต่ใน พ.ศ. 2565 ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ว่า กรุงเทพมหานครได้มีสวนสาธารณะแนวใหม่ ที่ไม่ใช่ลานหญ้าเตียน ๆ ต้นไม้เรียงแถว แต่เต็มไปด้วยเนินดินสูงต่ำ ล้อมรอบด้วยผืนน้ำ มีพืชน้ำหลากชนิดขึ้นปะปนกัน และเพียงแค่เราเดินผ่านประตูระหว่างโซนเข้ามา ก็จะรู้สึกได้ถึงความพลิ้วไหว อ่อนโยน สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ

นี่คือสวนเบญจกิติเฟสใหม่ พื้นที่สีเขียว 259 ไร่ ใจกลางเมืองหลวงที่มาในรูปแบบพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาเรียนรู้เบื้องหลังแนวคิดของการออกแบบสวนนี้ ไปจนถึงความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่สาธารณะกลางเมืองกัน

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

การเดินทางเรียนรู้ครั้งนี้เป็นหนึ่งใน 5 กิจกรรมพิเศษที่ The Cloud ร่วมกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ในการพาคนเมืองมาเรียนรู้ธรรมชาติผ่านสวนเบญจกิติ ซึ่งวันนี้เรามีวิทยากรหลัก 3 ท่าน คือ คุ้ง-ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ ตัวแทนสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ ที่จะมาเล่าเบื้องหลังแนวคิดการออกแบบ ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและปลาน้ำจืด ที่จะมาเล่าความรู้น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำ และ โตมร ศุขปรีชา Chief Creative Director ของ OKMD ที่จะมาเล่าบทบาทของสวนสาธารณะกับเมืองผ่านกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่น่าสนใจมากมาย

จากผู้สมัครกว่า 300 คน ทีมงานได้คัดเลือกอย่างยากลำบากจนเหลือ 45 คนจากหลายหลายอาชีพ ทั้งสถาปนิก นักเรียนนักศึกษา เจ้าของร้านกาแฟ เจ้าของที่ดิน นักจิตวิทยา คนทำเอเจนซี่โฆษณา ศัลยแพทย์ นักมานุษยวิทยาสิ่งแวดล้อม นักออกแบบแสงสว่าง ไปจนถึงคนชอบเดินสวนสาธารณะ ที่จะมาเดินทางเรียนรู้ร่วมกันในวันฟ้าครึ้มนี้

Introduction to ‘สวนป่า’

จากประตูทางเข้าที่เชื่อมระหว่างสวนเก่ากับสวนใหม่ พวกเราเดินมาหยุดกันที่ป้ายแผนที่สวน ซึ่งคุ้งเริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของสวนว่า สวนเบญจกิติมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เมื่อมติ ครม. ให้โรงงานยาสูบย้ายออกจากพื้นที่และเปลี่ยนพื้นที่ 450 ไร่นี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา โรงงานยาสูบก็ทยอยปิดตัวลงทีละโซน เริ่มจากโซนแรกที่ถูกเปลี่ยนเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ข้างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่เราคุ้นเคยกัน ต่อด้วยสวนป่าระยะที่ 1 หรือสวนเบญจกิติเฟสเก่า ที่แม้พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จะระบุว่าให้เป็นสวนป่า แต่ผลที่ได้ก็ยังเป็นต้นไม้เรียงแถวในรูปแบบเดิม ทำให้เมื่อมาถึง 2 เฟสสุดท้ายในปัจจุบัน กรมธนารักษ์จึงจัดประกวดแบบขึ้น โดยมีโจทย์ 3 ข้อคือ 1. เป็นสวนป่า 2. โรงงานผลิต 5 จะถูกเก็บไว้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และ 3. อาคารโกดัง 1-3 เป็นศูนย์กีฬา ซึ่งสถาบันอาศรมศิลป์ก็คือหนึ่งในทีมที่ส่งประกวดแบบและได้รับคัดเลือก

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ก่อนออกแบบ ทีมเราก็คุยกันเยอะว่า ‘สวนป่า’ จะตีความยังไงได้บ้าง ซึ่งในความรับรู้ของเรา สวนป่าคือต้นไม้ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรดน้ำ เติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งในวันที่เรามาเดินสำรวจพื้นที่ จำได้เลยว่าระดับน้ำในบ่อใหญ่ต่ำจนเห็นก้นบ่อ เพราะถูกดึงมารดต้นไม้ในสวน ทำให้เราคิดได้ว่า ต่อให้เป็นสวนป่าที่ต้นไม้อยู่เองได้ แต่ช่วงแรก ๆ ที่ต้นยังเล็กอยู่ เราก็ต้องช่วยรดน้ำ แล้วจะเอาน้ำจากไหน ก็เลยคิดได้ว่าป่าจริง ๆ ไม่ใช่ต้นไม้อย่างเดียว แต่คือน้ำด้วย”

คุ้งเล่าย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวงประชุมของอาศรมศิลป์ ซึ่งนอกจากจะคุยว่าสวนป่าควรเป็นอย่างไรแล้ว ยังคุยถึงว่า พื้นที่ธรรมชาติของกรุงเทพฯ ในอดีตมีหน้าตาเป็นอย่างไรด้วย ซึ่งคำตอบที่ได้คือ กรุงเทพฯ ในอดีตไม่ใช่ป่าแห้ง ๆ แต่เป็นป่าลุ่มน้ำ เต็มไปด้วยทุ่งน้ำท่วม ห้วย หนอง คลอง บึง มีพืชน้ำมากมาย และนั่นก็ทำให้คำว่า ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ได้เข้ามาเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการออกแบบ

“จากนั้นเราก็มาคิดเรื่องการสื่อสารว่า สวนป่าจะมาเชื่อมโยงกับน้ำได้ยังไง เพราะตอนนั้นเมื่อเราพูดถึงสวนป่า ไม่น่าจะมีใครนึกถึงน้ำ แล้วเราก็ไปเจอพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่า ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า และโครงการที่ทั้งสองพระองค์ทำก็คือรักษาป่าต้นน้ำ และกรุงเทพฯ คือคือปลายน้ำ เราก็เลยใช้แนวคิดนี้ในการสื่อสาร”

เมื่อเรามองดูสวนแห่งนี้ จะพบว่าไม่ได้เป็นพื้นที่ราบเรียบเสมอกัน แต่จะเป็นเนินสูงต่ำ มีดินที่พูนขึ้นมาเป็นเกาะเล็ก ๆ กระจัดกระจาย ล้อมรอบด้วยน้ำ หรือที่ทีมออกแบบเรียกว่า ‘หลุมขนมครก’ คุ้งเล่าว่า เป็นการเลียนแบบภูมิปัญญาการยกร่องสวนของคนไทยสมัยก่อน เพราะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง ทำให้รากต้นไม้ถูกจำกัดบริเวณด้วยน้ำใต้ดิน เมื่อรากลงลึกไม่ได้ ต้นไม้ก็ไม่งามและล้มง่าย ชาวสวนจึงมีการขุดดินยกร่อง เพื่อช่วยให้ต้นไม้มีพื้นที่ให้รากชอนไชได้ลึกขึ้น

“ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการขุดดินพูนขึ้นมาคือ เป็นการพรวนดินให้ร่วนซุยและเติมอากาศให้ดินด้วย เพราะนึกสภาพดินที่มีอาคารกดทับมานานหลายสิบปี ถ้าปลูกต้นไม้ลงไปเลยก็ไม่น่ารอด ซึ่งพอขุดแล้ว เราก็มีการปรุงดินให้เหมาะกับการปลูกต้นไม้ด้วย” สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์เล่าเบื้องหลังการทำงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียด

เมื่อมองตามไปยังหลุมขนมครกเหล่านั้น ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าเนินแต่ละแห่งสูงไม่เท่ากัน เขาอธิบายว่านั่นเกี่ยวข้องกับชนิดต้นไม้ โดยเนินที่สูงหน่อยสำหรับต้นไม้ที่รากไม่ต้องการน้ำมาก ขณะที่เนินต่ำ ๆ ก็จะปลูกต้นไม้ที่ชอบน้ำ เช่น มะกอกน้ำ และพื้นของเนินก็จะมีหญ้ารูซี่ที่ปลูกไว้ช่วยยึดหน้าดิน ที่เลือกหญ้านี้เพราะเป็นหญ้าที่ทนทาน อยู่ได้ทั้งท่วมทั้งแล้ง และมีฟอร์มที่พลิ้วไหวสวยงาม

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ความพิเศษของต้นไม้ที่นี่คือ เราเลือกใช้ต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด ไม่ใช้ไม้ล้อม เพราะสวนป่าต้องเป็นต้นไม้ที่มีรากแก้ว แล้วเราก็ไม่อยากทำลายต้นไม้ที่อื่นเพื่อมาปลูกที่นี่ แต่ด้วยข้อจำกัดของระบบราชการที่ต้องการเห็นความคืบหน้า เราก็ต้องประนีประนอมโดยยอมให้มีต้นไม้ที่โตแล้วมาลงไว้บ้าง แต่เราก็เลือกใช้กล้าไม้จากการเพาะพันธุ์ ซึ่งพอมีรากแก้วอยู่บ้าง”

คุ้งเล่าถึงต้นไม้ที่นำมาปลูกใหม่ในสวน ซึ่งมีมากถึง 347 ชนิด 8,000 กว่าต้น ที่พวกเขาได้อาจารย์ระดับเทพของวงการมาช่วยเลือกชนิดให้ ทั้ง อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสวนป่า, อาจารย์มณฑาทิพย์ โสมมีชัย จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อาจารย์บุญฤทธิ์ ภูริยากร ผู้เชี่ยวชาญการเพาะไม้ป่าหายาก เจ้าของแก่นจันทร์พันธุ์ไม้ จังหวัดราชบุรี เป็นที่มาของพรรณไม้หายากหลายชนิด รวมทั้งไม้พื้นถิ่นของกรุงเทพฯ ที่นำมาปลูกที่นี่

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

คุ้งชี้ให้เราดูแผนที่ของสวนอีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสวนป่าถึงยังมีถนนผ่ากลางเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ซึ่งคำเฉลยของประเด็นนี้คือ ในอดีตที่นี่เป็นอาคารแน่นทุกบล็อก ทำให้พื้นที่ที่ต้นไม้ใหญ่อยู่ได้ก็มีเฉพาะแนวริมถนน และถ้าหากอยากจะเก็บต้นไม้เดิมไว้ การทุบถนนทิ้งอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

“ลองนึกถึงต้นไม้ที่โตขนาดนี้แล้วมีคอนกรีตทับอยู่มานาน ถ้าเราทุบถนนออก รากเสียสมดุลแน่นอน เราก็เลยต้องเก็บถนนไว้ เพื่อรักษาต้นไม้เดิมไว้ให้มากที่สุด ซึ่งเราก็มีการปรับถนนให้เล็กลง จากเดิมที่กว้าง 6 เมตร เราก็เจาะตรงกลางเป็นคูระบายน้ำเพิ่มพื้นที่รับน้ำเวลาฝนตก แล้วเราก็ตีเส้นแบ่งเลนถนนและเพิ่มทางจักรยานเข้าไป”

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

คุ้งเล่าถึงวิธีแก้ปัญหา ซึ่งระหว่างทางที่เราเดินมา เขาก็ชวนให้สังเกตก้อนอิฐในคูระบายน้ำ พร้อมเล่าว่านั่นคือเศษเหลือจากการทุบอาคารเก่า ที่พวกเขาพยายามนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะเดินขึ้นสกายวอล์กเพื่อชมสวนกันแล้ว ซึ่งนอกจากความสวยงามของพื้นที่ เราก็ยังได้เห็นผู้คนมากมายที่มาใช้ประโยชน์จากสวน ทั้งบัณฑิตจบใหม่มาถ่ายรูปรับปริญญา คู่บ่าวสาวมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ผู้คนมาออกกำลังกาย แต่ทันใดนั้นเอง เราก็เห็นคนวิ่งหนีฝนมาจากอีกฝั่ง แล้วสายฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาทุกคนชุ่มฉ่ำสมกับการมาเรียนรู้เรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ

อาคารเก่า เล่าเรื่องคนกับเมือง

ระหว่างรอฝนหยุด พวกเราได้โอกาสมานั่งหลบฝนในอาคารพิพิธภัณฑ์ หรืออดีตโรงงานผลิต 5 ซึ่งคุ้งเล่าว่า แต่เดิมเป็นอาคารขนาด 200 x 200 เมตร ที่ผนังปิดทึบทุกด้าน เมื่อต้องเก็บอาคารนี้ไว้กลางสวนป่า การปรับปรุงอาคารให้เชื่อมโยงกับสวนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเริ่มจากเปิดหลังคาตรงกลางออก เพื่อดึงแสงเข้ามาและแทรกสวนให้มาอยู่ใจกลาง ไปจนถึงเปิดกำแพงด้านข้างออกและเชื่อมสกายวอล์กเข้ามา

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน
บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“การแทรกสวนเข้ามาไว้ตรงกลางก็มีข้อจำกัด เพราะแต่เดิมพื้นอาคารนี้เป็นคอนกรีตทั้งหมด แม้ว่าพื้นจะค่อนข้างหนา เพราะต้องรองรับเครื่องจักรหนัก แต่การเพิ่มดินเพื่อปลูกต้นไม้ก็เพิ่มภาระโครงสร้าง เราเลยเลือกปลูกต้นไม้ให้ตรงกับตำแหน่งเสาเข็มพอดี”

คุ้งเล่าถึงอีกหนึ่งเกร็ดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ เมื่อเรามองตามไปที่สวนกลางอาคาร จะเห็นตำแหน่งต้นไม้ถูกพูนดินขึ้นมาสูงกว่าจุดอื่น เมื่อเงยหน้าดูด้านข้าง จะเห็นสกายวอล์กที่เชื่อมเข้ามา ซึ่งแนวคิดเบื้องหลังก็คือ อยากให้จุดสำคัญต่าง ๆ ของเมืองมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน จากสวนลุมพินีก็เดินข้ามสะพานเขียวมาที่นี่ได้ จากศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ก็เดินมาที่นี่ได้ โดยห้องชั้นบนของอาคารก็จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ส่วนผนังอิฐแดงตรงนั้น เราตั้งใจจะเก็บเอาไว้ เพราะอยากคงคาแรกเตอร์และภาพจำของโรงงานเดิม เราอยากให้คนของโรงงานยาสูบได้ภูมิใจกับพื้นที่นี้ด้วย” คุ้งเล่าถึงอีกสิ่งเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความใส่ใจรายละเอียด

สำหรับพื้นที่โล่งใจกลางอาคารที่เรานั่งอยู่กันนี้ เขาเล่าว่า แนวคิดที่เสนอไปคืออยากให้เป็นพื้นที่กิจกรรมสำหรับคนเมือง เช่น ลานสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือพื้นที่สำหรับทำเกษตรในเมือง แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้ในอนาคตเป็นเรื่องท้าทาย

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

เมื่อพูดถึงประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างคน เมือง และสวนสาธารณะ เราก็นึกถึงเรื่องเล่าจาก โตมร ศุขปรีชา ที่เล่าไว้ในตอนต้นก่อนเริ่มเดินว่า ในวันที่เขาไปเยือนเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เขาได้ไปร่วมทัวร์หนึ่งที่พาเดินเซ็นทรัลพาร์ก – สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางนิวยอร์ก ซึ่งความพิเศษของทัวร์นั้นคือ การพาไปรู้จักพืชผักและต้นไม้กินได้ในสวน ซึ่งมีตั้งแต่ต้นหอม ใบเบลีฟ แครปแอปเปิล (Crabapple) ที่ปลายฤดูใบไม้ร่วงจะหล่นลงมาให้คนเก็บไปกินได้ ไปจนถึงพืชที่รากนำมาทำรูทเบียร์ ซึ่งการที่สวนสาธารณะมีบทบาทในแง่ความมั่นคงทางอาหารของเมืองนี้ เป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้สวนเชื่อมโยงกับชีวิตคนเมืองใกล้ชิดมากขึ้น และเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นให้เกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน

ชวนดูขอบตลิ่ง พืชอิงชายน้ำ

เมื่อฝนเริ่มซา ตะวันก็ใกล้จะลับขอบฟ้า พวกเราเดินออกมาขึ้นสกายวอล์กชมสวนกันอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ท้องฟ้ากำลังเป็นสีทอง บรรยากาศหลังฝนตกชุ่มฉ่ำ อากาศเย็นสบาย

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน
บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

ดร.นณณ์ ชวนให้เราหยุดฟังเสียงที่ดังมาจากชายน้ำด้านล่าง พร้อมเฉลยว่า มันคือเสียงของเขียดบัวที่หาฟังได้ไม่ง่ายนักในเมืองใหญ่ เพราะการที่เขียดนี้จะอาศัยอยู่ได้ แค่มีใบบัวและบ่อน้ำยังไม่พอ แต่ต้องมีตลิ่งดินที่เป็นธรรมชาติด้วย เพราะถ้าหากขอบตลิ่งถูกทำเป็นคอนกรีต เขียดบัวก็จะขึ้นจากน้ำไม่ได้ และไม่สามารถมีชีวิตรอดในบ่อนั้น เช่นเดียวกับเต่าและสัตว์เล็กสัตว์น้อยอื่นๆ

ตลิ่งดินไม่ได้สำคัญเฉพาะกับสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่ของพืชริมน้ำ – จุดเริ่มต้นของความอุดมสมบูรณ์

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ลองนึกย้อนไปสมัยที่เราเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องห่วงโซ่อาหาร พืชคือจุดเริ่มต้น ดังนั้น พื้นที่ชายน้ำคือหัวใจสำคัญที่ส่งถ่ายแร่ธาตุจากดินที่มีมากกว่าสู่น้ำซึ่งมีน้อยกว่า พอมีพืชในน้ำ ก็จะมีสิ่งเล็ก ๆ ตามมา มีปลา กุ้ง หอย ที่กินพืชเป็นอาหาร แต่ถ้าขอบบ่อเป็นปูน พืชก็ขึ้นไม่ได้ พอไม่มีพืชที่เป็นผู้ผลิตเริ่มต้น ระบบนิเวศก็ไม่สมบูรณ์”

ดร.นณณ์ เล่าถึงความสำคัญของตลิ่งธรรมชาติและพืชริมน้ำ แต่เงื่อนไขของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ยังไม่จบแค่นั้น

“หลายคนเข้าใจผิดว่าการฟื้นฟูแหล่งน้ำ คือต้องขุดบ่อน้ำลึก ๆ ให้มีน้ำเยอะ ๆ จะได้มีปลาเยอะ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ คือระบบนิเวศที่มีทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกอยู่ร่วมกัน เพราะปลาแต่ละชนิดก็จะชอบความลึกที่ต่างกัน บางชนิดชอบอยู่น้ำตื้นตลอด บางชนิดเล็ก ๆ อยู่น้ำตื้น พอโตก็ไปน้ำลึก ถ้าเราเคยไปพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติอย่างบึงบอระเพ็ด จะเห็นว่าชาวบ้านที่ยืนในน้ำออกไปตั้งไกลเนี่ย น้ำก็ยังแค่เอว”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

หากใครมีโครงการจะขุดบ่อเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ ดร.นณณ์ แนะนำว่า ควรทำให้ตลิ่งมีความชันน้อยสุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีส่วนน้ำตื้นอย่างน้อย 1 ใน 3 ของบ่อ เพราะเป็นส่วนที่พืชน้ำจะขึ้นได้

“พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางของเรายาวไปถึงเกือบนครสวรรค์ ซึ่งกรุงเทพฯ เคยยิ่งใหญ่ขนาดมีกวางชนิดเดียวในโลกที่พบที่นี่เท่านั้น แล้วก็เป็นกวางที่เขาสวยที่สุด ซึ่งก็คือสมัน แล้วก็เป็นกวางชนิดเดียวที่สูญพันธุ์จากโลก”

ดร.นณณ์ เล่าถึงหน้าตาของพื้นที่กรุงเทพฯ สมัยก่อน ซึ่งเป็นดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก มีทุ่งน้ำท่วมที่สำคัญ อย่างทุ่งรังสิตที่ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ในฤดูน้ำหลาก น้ำจะเอ่อท่วมทุ่ง มดแมลงที่หนีไม่ทันก็กลายเป็นอาหารปลา ดังเช่นสำนวนไทยที่ว่า น้ำมาปลากินมด และเมื่อพืชต่าง ๆ ถูกน้ำท่วมก็จะเริ่มเน่าเปื่อย แล้วก็มีแบคทีเรีย มีพารามีเซียมมากิน ซึ่งพวกนี้จะกลายเป็นอาหารของสัตว์เล็ก ๆ และกลายเป็นอาหารปลาอีกที ทำให้ทุ่งน้ำท่วมคือหัวใจของความอุดมสมบูรณ์

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

“ทุ่งน้ำท่วมเป็นเหมือนห้องคลอด โรงเรียนอนุบาลของสัตว์น้ำ อย่างเวลาเราขับรถผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เราจะเห็นแม่น้ำกว้าง ๆ น้ำไหลแรง ๆ แบบนี้ลูกปลาตัวเล็กๆ อยู่ไม่ได้ เพราะมันไม่มีอะไรเลย แต่ทุ่งน้ำท่วมมีทั้งรากต้นไม้ให้หลบภัย มีทั้งอาหาร น้ำก็ไหลไม่แรงเกินไป พวกปลาก็เลยชอบมาวางไข่ที่นี่”

เมื่อถึงเวลาน้ำลด เหล่าลูกปลาน้อยก็เติบโตเต็มที่ พร้อมที่จะเดินทางกลับสู่แม่น้ำสายหลัก ก่อนจะกลับมาวางไข่ในทุ่งน้ำท่วมในฤดูกาลถัดไป นอกจากนั้น แร่ธาตุที่มากับน้ำก็เป็นปุ๋ยเติมให้ดินอุดมสมบูรณ์ และเมื่อผืนดินโผล่พ้นน้ำ พืชพรรณก็แตกยอดอ่อน หลายชนิดก็เป็นพืชผักที่คนกินได้ ชาวบ้านเก็บมาลวกจิ้มน้ำพริกสบาย พื้นที่ชุ่มน้ำในสวนแห่งนี้ จึงเป็นเหมือนการจำลองและย่อส่วนระบบนิเวศของกรุงเทพฯ ในอดีต มาให้พวกเราในปัจจบุบันได้ชื่นชม

เส้นทางน้ำ เส้นทางคน

นอกจากพื้นที่ชุ่มน้ำจะเป็นแหล่งรองรับน้ำยามหน้าฝน ช่วยป้องกันน้ำท่วมแล้ว อีกหนึ่งการบริการของพื้นที่ชุ่มน้ำก็คือการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่ซ่อนอยู่ในการออกแบบสวนแห่งนี้

จากคลองไผ่สิงโต น้ำคุณภาพต่ำถูกสูบขึ้นสู่ที่สูงและปล่อยให้เป็นน้ำตก ไหลลงสู่คูตื้น ๆ ที่เต็มไปด้วยพืชบำบัดน้ำ ได้ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยมาช่วยแนะนำ

“การที่น้ำตกมาจากที่สูงและไหลผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำที่ระดับน้ำตื้น ๆ เกิดกระบวนการ 3 อย่าง หนึ่ง คือการไหลของน้ำทำให้น้ำมีพื้นที่ผิวที่สัมผัสอากาศมากขึ้น เป็นการเติมออกซิเจนในน้ำ สอง คือเมื่อพืชหายใจ รากพืชที่อยู่ใต้ดินจะดึงออกซิเจนจากอากาศลงสู่ดิน ทำให้ดินข้างใต้มีออกซิเจนมากขึ้น ดินก็ไม่เสีย ไม่เกิดการหมักหมม และสุดท้ายเมื่อพืชดูดซึมน้ำไปเลี้ยงลำต้น ของเสียต่าง ๆ ก็ถูกพืชดูดซึมขึ้นไปด้วย”

ดร.นณณ์ เล่าถึงกระบวนการทำงานของพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘กระบวนการธรรมชาติช่วยธรรมชาติ’ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง ทำได้ทั้งในระดับครัวเรือนไปจนถึงร้านอาหาร มีเคล็ดลับข้อหนึ่งคือ หากพืชที่ปลูกบำบัดน้ำเริ่มแก่ ให้ตัดโคนเพื่อให้งอกใหม่ เพราะพืชจะดูดซึมของเสียได้มากที่สุดในช่วงที่มันเติบโต

เมื่อน้ำถูกบำบัดด้วยกระบวนการธรรมชาติจนสะอาดแล้ว ก็จะเดินทางมาสู่บ่อใหญ่ รวมถึงบ่อน้ำเล็ก ๆ ริมอัฒจันทร์ที่ออกแบบมาให้มีที่นั่งรอบ ๆ บ่อ เพื่อให้คนเอามือหรือเท้าสัมผัสน้ำได้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า จากน้ำที่เคยสกปรก ธรรมชาติก็บำบัดจนสะอาดได้

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

หลังตะวันลับขอบฟ้า แสงไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ราวของสกายวอล์กก็สว่างขึ้น ซึ่งการออกแบบแสงไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ราวทางเดินก็มีเบื้องหลังแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะตอบโจทย์การมองเห็นทาง แต่ไม่รบกวนสายตาและไม่ทำลายบรรยากาศแล้ว นักออกแบบจากอาศรมศิลป์ยังเล่าว่า เป็นการป้องกันแสงฟุ้งกระจายขึ้นฟ้า ซึ่งเป็นต้นกำเนิดมลภาวะทางแสงของเมืองใหญ่ด้วย

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน
บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ความใส่ใจในรายละเอียดของการออกแบบยังไม่จบแค่นั้น เพราะแม้กระทั่งความลาดเอียงของพื้น ก็ถูกคิดมาเพื่อให้วีลแชร์ใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยมีความลาดที่ระดับ 1 : 20 ส่วนทางเดินริมน้ำด้านล่าง ก็มีขอบปูนยกระดับสองข้างเพื่อกันวีลแชร์ตก หรือแม้แต่เสาของสกายวอล์ก พวกเขาก็เลือกโครงสร้างชนิดที่จะไม่กระทบกระเทือนต่อรากต้นไม้เดิม แม้จะมีราคาสูงกว่าก็ตาม

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ระหว่างเดิน คุ้งชวนเราสังเกตเก้าอี้ไม้ด้านล่างพร้อมบอกว่า นั่นคือไม้เหลือใช้จากการรื้อโรงงานและนำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งทางเดินข้ามน้ำก็มาจากบล็อกคอนกรีตเดิมของโรงงาน ส่วนอิฐตัวหนอนที่ใช้ในที่จอดรถและฐานที่จอดจักรยาน ก็มาจากของเดิมของโรงงานเช่นกัน

Dynamic of the Park

ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่คือความเปลี่ยนแปลง… สวนป่าก็เช่นกัน

“เรามักคิดว่าสวนสาธารณะมีอยู่รูปแบบเดียว คือรูปแบบของสวนที่จัดเสร็จแล้ว ต้นไม้ปลูกเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนที่สวนสาธารณะ High Line ที่นิวยอร์กเปิดใหม่ ๆ ผมไปที่นั่น ก็พบว่าตรงทางรถไฟเก่าที่เป็นก้อนกรวด เขาปล่อยไว้ไม่ปลูกอะไร เพราะรอให้เมล็ดหญ้าพื้นเมืองปลิวมาตกและเติบโตเอง เพื่อให้มีพืชพื้นถิ่นเกิดที่นั่น”

โตมรเล่าถึงสวนอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากความสำเร็จรูปที่เราคุ้นชิน พร้อมทั้งยกตัวอย่างการออกแบบสวนอีกแห่งที่โตเกียวว่า สถาปนิกตั้งใจออกแบบให้เป็นสวนป่าที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรดน้ำ แต่ต้องใช้เวลา 150 ปี ในการรอให้สวนไปถึงจุดนั้น โดยแต่ละฤดูกาล พืชพรรณจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน โดยปัจจุบันซึ่งผ่านมาแล้วราว 100 ปี เป็นจุดที่ต้นสนและเฟินกำลังขึ้น ซึ่งสุดท้ายมันจะตายไป และถูกแทนที่ด้วยไม้ใบกว้างอย่างการบูร โอ๊ค ที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องมีคนดูแล

“ผมไปค้นดูประวัติศาสตร์ของสวนสาธารณะในโลก พบว่ามันมีอยู่ 2 ลักษณะ แบบแรกคือแนวคิดของคนอังกฤษ ที่เขาจะสรรหาพันธุ์ไม้แปลก ๆ มาเก็บไว้ เป็นคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์ เกิดเป็นสวนที่ต้องการการฟูมฟัก ต้องดูแลอย่างดี กับสวนอีกแบบหนึ่งที่ใช้พืชท้องถิ่น แล้วให้มันเติบโตเอง ที่เรียกว่า Forest Park หรือ Forest Gardening หรือสวนป่า มีมาตั้งแต่ยุคหินกลางที่มนุษย์ไปเก็บลูกไม้ที่เราชอบกินมาปลูก”

แน่นอนว่าสวนเบญจกิติเฟสใหม่นี้ ก็คือสวนในรูปแบบหลัง ซึ่งโตมรเล่าว่า เป็นเหมือนหน้าสดของกรุงเทพฯ ที่จำลองพื้นที่ชุ่มน้ำภาคกลางสมัยก่อน มีที่ลุ่ม มีโคก มีหนอง พอน้ำท่วม สมันก็จะหนีน้ำไปอยู่บนโคก

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

“หญ้าที่เห็นนี้ก็มีวัฏจักรของมัน ช่วงหน้าแล้งมันจะตายและทิ้งเมล็ดไว้ พอฝนมาก็จะงอกใหม่ คนที่มาช่วงหน้าแล้ง เห็นมันแห้งก็อาจนึกว่าทำไมดูแลสวนไม่ดีเลย แต่ที่จริงมันคือวงจรของธรรมชาติ” คุ้งเล่าเสริม

“วันนี้ต้นไม้ส่วนใหญ่ยังไม่โต เวลาเดินไปแต่ละโซนก็เลยอาจดูเหมือน ๆ กันไปหมด แต่ในอนาคต พอต้นไม้ใหญ่โตแล้ว เราจะเห็นความแตกต่างของแต่ละโซนชัดเจนขึ้น เพราะแต่ละโซนจะถูกกำหนดด้วยพันธุ์ไม้”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์อธิบายว่า ในโซนพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมดจะแบ่งเป็นบ่อหลักอยู่ 4 บ่อ 

บ่อแรกอยู่ใกล้คลองไผ่สิงโต ซึ่งเชื่อมกับคลองเตยที่ใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีความเป็นน้ำกร่อย กล้าไม้ในโซนนี้จึงเน้นไปที่ไม้ป่าชายเลน ส่วนบ่อที่ 2 เป็นคอนเซ็ปต์บึงป่าน้ำจืด มีไม้ป่าจำพวกมะค่า ประดู่ ส่วนบ่อที่ 3 เป็นบ่อที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ใจกลางสวน เป็นโซนของต้นไม้ใหญ่อายุยืน พวกโพธิ์ ไทร ไกร กร่าง รวมถึงต้นจามจุรีที่มีอยู่เดิมด้วย และบ่อสุดท้ายเป็นโซนสวนป่ากินได้และสวนเกษตรคนเมือง มีแปลงนาสาธิต มีพืชอาหารคนและพืชอาหารนก เช่น ตะขบ มะกอกน้ำ ค้าน้ำ ซึ่งเขาบอกว่าต้นไม้เหล่านี้จะโตเต็มที่ก็ราว ๆ อีก 30 ปีข้างหน้า

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ส่วนนักนิเวศวิทยาอย่าง ดร.นณณ์ ก็พูดถึงอนาคตของสวนแห่งนี้ว่า เป็นความน่าสนใจที่จะรอดูว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยเขาเล่าตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ 40 ไร่ ที่เขาทำไว้ที่หนองจอกว่า หลังขุดบ่อเสร็จและปล่อยน้ำเข้ามาเพียงแค่ 1 ปี ก็มีพืชพรรณต่าง ๆ ที่เกิดเองเต็มไปหมด เช่น โสน กก แห้ว บัว และปลาอีกมากมาย แต่ในบริบทสวนใจกลางเมืองแบบนี้อาจเป็นไปได้ยาก เพราะแหล่งพันธุกรรมของพืชและสัตว์ท้องถิ่นรอบ ๆ ไม่น่ามีอยู่แล้ว การนำมาปลูกจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็น่าสนใจที่จะรอดูว่า จะมีเมล็ดพืชชนิดไหนที่อาจติดมากับเท้านกหรือมูลนกแล้วมาเกิดเองได้บ้าง ไปจนถึงสัตว์น้ำพื้นถิ่นอย่างปลากัดไทย ปลากริม ปลากระดี่ ปลาหมอไทย

“คือถ้าไม่หามาปล่อย ก็ต้องรอดูว่าจะมีมาเองไหม เพราะเคยมีรายงานเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า มีไข่ปลาบางชนิดที่พอเป็ดกินเข้าไปแล้ว มันทนกรดในระบบทางเดินอาหารเป็ดได้ พอเป็ดอึออกมา ก็กลายเป็นลูกปลา แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเอเลี่ยนสปีชีส์ เช่น ไมยราบยักษ์หรือกระฉูด ที่ถ้าเริ่มขยายพันธุ์แล้วจะกำจัดยากมาก”

ในระหว่างเดิน มีคนถามถึงหิ่งห้อยว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีในพื้นที่นี้ ซึ่ง ดร.นณณ์ ตอบว่า ข้อจำกัดหลักของที่นี่คือแสงสว่าง เพราะหิ่งห้อยใช้แสงในการสื่อสาร ถ้าไม่มืดสนิทก็จะอยู่ไม่ได้ แต่หากดูแค่ตลิ่งดินและแหล่งน้ำก็ถือว่าเหมาะสม เพราะตัวอ่อนหิ่งห้อยกินหอยเป็นอาหาร และหิ่งห้อยน้ำจืดก็อยู่กับกกได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่บนต้นลำพู

Forest for Rest

หากจะให้นิยามความรู้สึก 1 คำ จากการได้มายืนดูสวนแห่งนี้ หลายคนก็อาจเลือกคำว่า ความสุข

“เคยได้ยินคำว่าอาบป่าไหม” ดร.นณณ์ ชวนคุยระหว่างเดิน

แนวคิดการอาบป่า หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าชินรินโยคุ คือแนวคิดของการให้ธรรมชาติช่วยบำบัดและเยียวยาจิตใจ ไม่ต่างจากเนื้อร้องในเพลงที่ว่า หากคุณเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า…

“แม้มนุษย์จะอาศัยในเมือง แต่แค่ไม่กี่ร้อยรุ่นที่ผ่านมา เราก็ยังอาศัยอยู่ในป่า ซึ่งการที่มนุษย์ยุคนั้นจะอยู่ได้ เราจำเป็นต้องมีป่าที่สมบูรณ์ นั่นก็ทำให้สมองของเราถูกโปรแกรมให้เวลาเราเห็นป่าเขียว ๆ ผืนน้ำกว้าง ๆ เราก็จะรู้สึกมีความสุข แต่ทุกวันนี้ พวกเราคงไปเที่ยวป่าไม่ได้ทุกวัน ดังนั้น การมีพื้นที่แบบนี้ในเมืองจึงสำคัญ และทำให้สุขภาพจิตของคนเมืองดีขึ้น”

ดร.นณณ์ อธิบาย พร้อมเล่าข้อมูลจากหนังสือ Last Child in the Woods ที่ยกตัวอย่างงานวิจัยถึงผลดีของการมีพื้นที่ธรรมชาติในเมืองว่า มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เด็กจากโรงเรียนที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะ มีคะแนนเฉลี่ยดีกว่าเด็กจากโรงเรียนที่อยู่ในเมืองที่ล้อมรอบด้วยตึก หรืองานวิจัยอีกชิ้นก็พบว่า ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่มองออกไปเห็นพื้นที่สีเขียว ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวที่ดีกว่า

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ตอนนี้เราก็เดินมาถึงจุดเริ่มต้นของสวนอีกครั้ง ก่อนที่การเดินทางเรียนรู้วันนี้จะสิ้นสุดลง สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์ก็ได้กล่าวถึงคีย์เวิร์ดชวนคิดทิ้งท้าย กับคำว่า Ecological Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศ

“ปกติเมื่อเราพูดถึง Infrastructure เราก็มักนึกถึงถนน ไฟฟ้า ประปา แต่ตอนเราออกแบบ เราอยากที่นี่ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศของเมือง เพราะนิเวศแปลว่าบ้าน เวลาพูดถึงบ้าน มันไม่ใช่แค่ขอบคอนกรีตที่เรากั้นขึ้นมา แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราอยากให้โครงการนี้สร้างกรอบคิดใหม่ของคนกับเมือง ให้การรับรู้คำว่าบ้านขยายออกไป – ไปเชื่อมกับธรรมชาติภายนอกด้วย”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Earth Appreciation

ชวนคนเมืองออกไปรู้จักและรื่นรมย์กับธรรมชาติรอบตัว ด้วยเนื้อหาย่อยง่ายแบบบทเรียน 101

Earth Appreciation 03: มาหาสมุทร คือทริปที่ The Cloud, โคคา-โคลา ประเทศไทย และ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ International Union for Conservation of Nature: IUCN ตั้งใจจัดขึ้น เพื่อพาคนเมืองเดินทางไปทำความรู้จักและสร้างความเข้าใจเรื่องราวเรียบง่ายที่เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายชีวิตขนาดใหญ่ของธรรมชาติใกล้ตัวอย่าง ‘มหาสมุทร’

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ใช้น้ำประปาที่ส่งตรงถึงก๊อก กินดื่มอาหารผลิตสำเร็จรูปในตู้แช่ ทิ้งขว้างข้าวของมากมายโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังเดินทางไปที่ไหนต่อ เป็นชีวิตแสนสะดวกสบายที่ตัดขาดกับธรรมชาติรอบตัว

เมื่อเราตัดขาดกับธรรมชาติ เราจึงไม่รู้ว่าธรรมชาตินั้นสำคัญยังไง และตอนนี้ธรรมชาติกำลังประสบกับภัยคุกคามอะไรบ้าง เราเชื่อว่าคุณเคยเห็นและรับรู้ว่าสิ่งแวดล้อมกำลังป่วยหนัก ขยะพลาสติกกำลังล้นโลกผ่านหน้านิวส์ฟีดในโซเชียลมีเดีย แต่เรื่องราวเหล่านั้นช่างไกลตัวพวกเราเหลือเกิน

เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้เราใกล้และเข้าใจกันมากขึ้น เราจึงชวนคนเมืองข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา พร้อม เร แมคโดนัลด์ นักแสดง นักเดินทาง ผู้หลงใหลในธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คน และ แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์ เมกอัพอาร์ทิสต์ผู้กำลังเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความงดงามจากธรรมชาติรอบตัว

เพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่าธรรมชาติกำลังอยากบอกอะไรกับเรา

เกาะยาวใหญ่

01 จากต้นน้ำสู่มหาสมุทร

หลังขึ้นฝั่ง เราเริ่มต้นวิถีชาวเกาะด้วยการออกไปสำรวจระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ พี่เปิ้ล-สุปราณี กำปงซัน หัวหน้าแผนงานประเทศไทย IUCN หนึ่งในครูคนสำคัญของทริปเริ่มอธิบายว่า “ระบบนิเวศคือระบบความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ที่มีการพึ่งพากันผ่านการส่งผ่านพลังงานและห่วงโซ่อาหารในบริเวณนั้นๆ”

เกาะยาวใหญ่มีภูเขาสูงเป็นแหล่งต้นน้ำ กำเนิดเป็นลำธารไหลคดเคี้ยวหล่อเลี้ยงพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตไปทั่วเกาะ ก่อนจะทอดตัวลงสู่ทะเล

เกาะยาวใหญ่

แม้จะอยู่กลางทะเล แต่เกาะยาวใหญ่ไม่เคยขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนไปซื้อน้ำต่างถิ่น เพราะชาวเกาะยาวใหญ่ใช้น้ำจากการประปาภูเขา จากลำธารหลายสิบสายที่มีการทำฝายน้ำล้น การประปาภูเขานี้ มีค่าธรรมเนียมแค่เดือนละ 20 บาทเท่านั้น

“ชาวเกาะยาวใหญ่รักและหวงแหนผืนป่าชุมชน แหล่งต้นน้ำมาก แม้ไม่มีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ชาวบ้านทุกคน ทุกเรือกสวน ที่มีอาณาบริเวณต่อเนื่องกับป่า จะมีความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นผู้รับผิดชอบ ดูแลความเรียบร้อยของเขตแดนป่าบริเวณนั้น” บังยา-ดุสิทธิ์ ทองเกิด ชาวชุมชนท้องถิ่นผู้เป็นเหมือนครูอีกคนของทริปเอ่ยขึ้น เมื่อเราถามถึงความผูกพันที่ชาวทะเลมีต่อป่าเขาบนเกาะ

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

จากลำธารบนภูเขาสูงสู่มหาสมุทรกว้างใหญ่ บริเวณปากแม่น้ำซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างน้ำจืดจากภูเขาและน้ำเค็มจากทะเลแบบนี้ คือที่ๆ เราจะพบระบบนิเวศป่าชายเลน

ป่าชายเลนมีคุณค่าตามธรรมชาติทำหน้าที่ในการดักตะกอนและสะสมแร่ธาตุสารอาหารจากที่ราบบนแผ่นดิน ตะกอนเหล่านี้มีประโยชน์มหาศาลต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ในพื้นที่ป่าชายเลน ใบไม้ที่เน่าเปื่อยอยู่ใต้น้ำเป็นอาหารของแบคทีเรียและแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสัตว์น้ำวัยอ่อน

เกาะยาวใหญ่

เราสามารถพบเห็นพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดได้ในป่าชายเลน โดยเฉพาะต้นโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่โดดเด่น พบเห็นได้ง่าย และคนส่วนใหญ่รู้จัก รากของต้นโกงกางและพันธุ์ไม้ป่าชายเลนชนิดอื่นๆเรียงตัวแน่นทึบกลายเป็นหลังคาธรรมชาติที่ช่วยบังแสงอาทิตย์ และเป็นแหล่งอนุบาลและคุ้มภัยให้เหล่าสัตว์น้ำวัยอ่อน

นอกจากนี้ รากพันธุ์ไม้ป่าชายเลนยังมีโครงสร้างซับซ้อน ทั้งทำหน้าที่พยุงลำต้นและเป็นรากอากาศที่ดูดซับออกซิเจนสู่รากที่อยู่ใต้ดิน แถมยังเป็นที่แหล่งที่อยู่อาศัยของเพรียงและหอยชนิดต่างๆ อีกทั้งเป็นแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำหลากหลายชนิดอีกด้วย

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

บังอิบ-อิบร่อฮิม หยั่งทะเล ครูท้องถิ่นอีกคนของทริปเล่าให้ฟังถึงการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัสพื้นที่ป่าชายเลน โดยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนเกาะยาวใหญ่ นั่นคือการพายเรือคายัคและนั่งเรือหางยาวเข้าไปเพื่อชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน โดยไม่มีการตัดกิ่งต้นโกงกางหรือพันธุ์ไม้ชนิดใดในผืนป่าโดยเด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องพายช้าๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนสัตว์ที่อาศัยอยู่

เกาะยาวใหญ่

เราได้พายเรือคายัคสำรวจป่าชายเลนเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง แดดข้างนอกร้อนเปรี้ยงแต่เมื่ออยู่ใต้ร่มเงาป่าชายเลน เราแทบไม่รู้สึกถึงไอแดดเลย มีแต่ความเย็นสบายสดชื่นจากน้ำและพืชพรรณโดยรอบ

เมื่อมองลอดแมกไม้ก็พบปลาตีน ปูก้ามดาบ ลิงแสม ตัวเงินตัวทอง และเมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้า ก็พบกับนกกระเต็น นกยางเขียว และเหยี่ยวแดง ที่บินมาทักทายเป็นระยะ

เกาะยาวใหญ่

จากป่าชายเลน เรามุ่งหน้าสู่ชายฝั่งทะเลเพื่อสำรวจระบบนิเวศป่าชายหาดและระบบนิเวศหญ้าทะเล ซึ่งถือเป็นปราการด่านแรกสู่มหาสมุทร

พี่เอ็ม-กิตติพันธุ์ ทรัพย์คูณ อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก IUCN อธิบายว่า พื้นที่ป่าชายหาดเป็นรอยต่อระหว่างบนบกกับทะเล สิ่งแวดล้อมบริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลเพราะได้รับอิทธิพลจากมรสุม คลื่นลม กระแสน้ำ และไอความเค็มของน้ำทะเลที่ถูกพัดเข้ามาในบริเวณป่าชายหาด

พันธุ์ไม้ป่าชายหาดทำหน้าที่ป้องกันคลื่นลมและการกัดเซาะชายฝั่ง สะสมเม็ดทรายที่ถูกคลื่นลมพัดเข้ามาบริเวณชายฝั่งทำให้เกิดเป็นสันทราย ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

ระหว่างเดินลัดเลาะบริเวณชายหาดลงไปในทะเล เราสังเกตเห็นสัตว์ทะเลที่แอบอยู่ตามหลืบมุมต่างๆ อย่างปูลม ปูเสฉวน และฝูงปูทหาร ที่อาศัยและหากินอยู่บนหาดทราย เคลื่อนตัวพร้อมกันนับหมื่นนับพันตัว ในช่วงที่น้ำลงเราได้เห็นสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่พบได้ในบริเวณที่เป็นดินเลนปนทรายตามแนวชายฝั่ง

เกาะยาวใหญ่

พี่เปิ้ลอธิบายต่อว่า หญ้าทะเลเป็นแหล่งสะสมและกักเก็บตะกอนที่ถูกพัดพามาจากแนวชายฝั่งและปากแม่น้ำ เต็มไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เช่น หอยชักตีน ปลิงทะเล กั้ง และปู 

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

หญ้าทะเลมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศชายฝั่งเขตร้อนมาก เพราะมีบทบาทในการชะลอความรุนแรงของกระแสน้ำ ป้องกันการพังทลายและกัดเซาะของชายหาด เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน แหล่งอาหารที่สำคัญของเต่าทะเลและพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายาก 1 ใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าของไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตอาหารและหมุนเวียนธาตุอาหารไปยังในแหล่งนิเวศใกล้เคียง

หญ้าทะเลเจริญเติบโตได้ในบริเวณที่น้ำมีความขุ่น ปริมาณตะกอนสูง และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้ในขณะที่น้ำลงต่ำสุดในช่วงน้ำลงแนวน้ำลงต่ำสุดถึง 1 กิโลเมตร ชาวบ้านเกาะยาวใหญ่จึงมักมาคราดหอยแครงในหาดเลน และหาหอยชักตีนตามแนวหญ้าทะเล ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญที่เป็นรายได้เสริมให้กับชุมชน

การไปเกาะยาวใหญ่ครั้งนี้พวกเราได้ร่วมกันปล่อยลูกหอยชักตีนลงสู่ท้องทะเล ลูกหอยตัวเล็กจิ๋วใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเติบโตจนได้ขนาดพอเหมาะที่ชาวบ้านสามารถจับไปเป็นอาหารได้ และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษไม่เก็บลูกหอยไปก่อนเวลาที่พวกมันเติบโตเต็มที่ เพื่อรักษาสมดุลประชากรของหอยชักตีนในธรรมชาติไว้

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

02 จับปลายังไงให้ยั่งยืน

“ทะเลเป็นเหมือนตู้เย็นของชาวบ้าน เราไม่มีอะไรกินเราก็มาหาในทะเล” จ๊ะดำ-กานดา โต๊ะไม สมาชิกสภาเทศบาล หมู่ 3 ตำบลเกาะยาวใหญ่ ผู้หวงแหนและตั้งใจอนุรักษ์ท้องถิ่นไว้เอ่ยขึ้น เราพยักหน้าเห็นด้วย เพราะท้องทะเลของเกาะยาวใหญ่นั้นยังอุดมสมบูรณ์ เดินลงทะเลไปแค่ไม่กี่สิบเมตรก็สามารถหาวัตถุดิบสดจากท้องทะเลมาปรุงอาหารใต้อร่อยๆ ได้แล้ว

เกาะยาวใหญ่

ช่วงบ่ายของวันนั้น เราได้ลองสวมวิญญาณเป็นชาวประมงพื้นบ้าน เยี่ยมชมกระชังเลี้ยงปลาบริเวณใกล้ชายฝั่ง ทดลองจับสัตว์ทะเลด้วยวิธีอย่างการยั่งยืน โดยลองตกเบ็ดปลาทรายด้วยไม้ระกำ ไม้ระกำมีข้อดีคือน้ำหนักเบา หาง่ายในชุมชน ด้วยความที่เนื้อไม้เบาทำให้เราสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนเวลาปลาตอดเหยื่อได้ง่าย เหยื่อที่ใช้ก็คือไส้เดือนทะเลที่ฝังตัวอยู่ในดินเลนบริเวณนั้น

เหมือนจะง่าย แต่พอทดลองจริงปรากฏว่ายากกว่าที่คิด หลังพวกเราชาวทริปพยายามอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเราก็ตกปลาทรายได้ เรียกเสียงเฮดังลั่นหาด ปลาทรายที่ตกได้ถูกนำไปทอดกระเทียมกลิ่มหอมฉุย แถมเป็นครั้งแรกของหลายคนในทริปที่ได้ชิมอาหารทะเลที่จับด้วยตัวเอง

เกาะยาวใหญ่เกาะยาวใหญ่

พื้นที่เกาะยาวใหญ่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีระบบนิเวศอีกหลายประเภทที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นโครงข่ายสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ 

เกาะยาวใหญ่

ค่ำวันนั้น หลังอิ่มหนำกันด้วยมื้ออาหารจากท้องทะเลฝีมือชาวบ้านแบบปักษ์ใต้แท้ๆ เราล้อมวงนั่งคุยกับ พี่ธนู แนบเนียน ผู้อำนวยการองค์การความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามชวนคิดว่า ‘มหาสมุทรเป็นของใคร’ และเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวการต่อสู้เพื่อปกปักทรัพยากรธรรมชาติและท้องทะเลเป็นที่รักของชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณอ่าวพังงา

เกาะยาวใหญ่

พี่ธนูบอกว่า เมื่อก่อนเกาะยาวใหญ่และท้องทะเลไทยมีการทำประมงอวนลากและอวนรุน การประมงประเภทนี้จะเน้นจับปลาครั้งละมากๆ โดยไถลากอวนขนาดมหึมาครูดไปกับพื้นมหาสมุทร โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับท้องทะเล ระบบนิเวศ และสัตว์น้ำหลากหลายประเภทที่อาจโดนต้อนกว้านจับไปพร้อมกันในคราวเดียว

เกาะยาวใหญ่

แต่หลังจาก พ.ศ. 2535 มีการรณรงค์เรื่องเครื่องมือประมงทำลายล้างจำพวกนั้น ด้วยการดูแลของหน่วยงานภาครัฐและการผลักดันของชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งมารวมตัวกันทั่วภาคใต้ ทั้งทะเลอันดามันและอ่าวไทยเพื่อผลักให้เครื่องมือทำลายทางการประมงเหล่านี้ออกไปจากเขตน้ำตื้นในระยะ 3,000 เมตร  

25 ปีหลังจากมีการรณรงค์ ตอนนี้เกาะยาวใหญ่ไม่มีการประมงประเภทนั้นอีก เพราะชาวบ้านรู้ดีว่าเป็นการประมงที่ทำลายสิ่งแวดล้อมใต้ทะเลอย่างร้ายแรง หากเราคิดว่ามหาสมุทรนี้เป็นของเรา ก็เป็นหน้าที่ของเรา ไม่ใช่ของใคร ซึ่งเราทุกคนจะต้องปกป้องผืนมหาสมุทรแห่งนี้

เกาะยาวใหญ่

บังสอม-ถาวร คงบำรุง และ ผู้ใหญ่ดำ-ประวิทย์ งานแข็ง ช่วยอธิบายเพิ่มว่า การประมงหลักของชาวบ้านทุกวันนี้จะเป็นการวางอวนกุ้งแชบ๊วย อวนปลา และเบ็ดราว ซึ่งมีวิธีการแตกต่างจากอวนลากหรืออวนรุนโดยสิ้นเชิง การประมงที่ชาวบ้านเลือกใช้ไม่ทำลายทรัพยากรทางทะเล แต่เน้นอยู่อย่างพึ่งพิงอิงอาศัยกับธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกระชังเลี้ยงปลาที่ลอยอยู่นอกชายฝั่ง ถือเป็นอาชีพเสริมรายได้ของพี่น้องชาวประมงจากการเลี้ยงปลาเก๋า ปลากะพง ในสภาวะแวดล้อมแบบธรรมชาติ โดยสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชังจะจับสัตว์น้ำและแพลงก์ตอนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นๆ เป็นอาหาร

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

การจับปลาของชาวบ้านมีกฎระเบียบเคร่งครัดชัดเจนที่รู้กันดีทั่วทั้งเกาะ คือทำการประมงพื้นบ้านแบบไม่ทำลายล้าง ไม่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ขนาดยังไม่โตเต็มที่ เป็นการประมงพื้นบ้านบริเวณชายฝั่งที่ช่วยดูแลรักษาทรัพยากรให้ยังคงอุดมสมบูรณ์ต่อไปให้ลูกหลาน เรียกว่าเป็นอาหารทะเลออร์แกนิกหรืออาหารทะเลยั่งยืน เพราะสัตว์ทะเลถูกจับมาด้วยความใส่ใจรับผิดชอบ และเป็นมาตรฐานในการประมงที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

ทุกวันนี้ชาวบ้านในแต่ละครัวเรือนจะมีอย่างน้อย 3 อาชีพ คือทำประมง ทำสวนยางพารา ทำสวนผลไม้จำพวกมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ และทำนาข้าว เป็นวิถีของคนเกาะยาวที่ประกอบอาชีพหมุนเวียนตามฤดูกลาง ช่วงมรสุม ชาวบ้านออกทะเลไปหาปลาไม่ได้ก็มากรีดยางพารา พอช่วงยางพาราผลัดใบก็ออกไปจับปลา

เกาะยาวใหญ่

03 ข้ามทะเลมาทำความเข้าใจพลาสติก

บนเกาะยาวใหญ่ นอกจากทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อีกสิ่งหนึ่งที่เราค้นพบและมีจำนวนมหาศาลคือ ‘ขยะ’

บ่ายวันต่อมาทุกคนในทริป มาหาสมุทรช่วยกันเก็บขยะบนชายหาดโละวัก บนเกาะยาวใหญ่ ใช้เวลาเพียง 30 นาที เราเก็บขยะพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม เศษผ้า อุปกรณ์ประมง และรองเท้าแตะได้ถึง 161.6 กิโลกรัม

คุณคิดว่าขยะในทะเลที่ลอยอยู่ในผืนน้ำและถูกคลื่นพัดเข้ามาบริเวณชายฝั่ง กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ธรรมชาติ มันส่งผลเสียอะไรอีกบ้าง นอกเหนือจากสร้างความรกหูรกตาให้กับทัศนียภาพที่งดงาม ทำให้สัตว์ทะเลและนกที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งตายเป็นจำนวนมากเนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร

เกาะยาวใหญ่

คำตอบหลากหลายจากเพื่อนร่วมทริปที่เราได้ฟังน่าวิตกกังวลกว่าที่คิด อย่างแรกคือการเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เพราะขยะก็ไม่ใช่ขยะประเภทเดียว มันมีเศษอาหารหมักหมมรวมกันกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค 

และเมื่อขยะพลาสติกแตกตัวเล็กลงเรื่อยๆ หลังถูกปล่อยออกสู่ธรรมชาติ มันจะค่อยๆสลายตัวเปลี่ยนเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งหมายถึงพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรจนถึงขนาดที่สายตามองไม่เห็น และยังคงคุณสมบัติความเป็นพลาสติกอยู่ครบถ้วนทุกประการแม้ขนาดจะเล็กลงก็ตาม 

เกาะยาวใหญ่

โลกหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้คนใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งเพื่อก้าวให้ทันเทคโนโลยี ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย และพลาสติกคือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชีวิตมนุษย์สะดวกสบายขึ้น พลาสติกจึงไม่ใช่ตัวร้ายที่ทำลายโลกใบนี้ แต่เราต้องมีระบบการจัดการกับขยะพลาสติกอย่างถูกวิธี จะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดปริมาณขยะที่จะปนเปื้อนสู่ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

เกาะยาวใหญ่

ทุกวันนี้พบขยะในทะเลจำนวนมหาศาล 80เป็นขยะที่เกิดจากกิจกรรมบนบก และ 20มาจากกิจกรรมทางทะเล ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปี 2560 พบว่าเฉพาะขยะจากจังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัดมีปริมาณถึง 11 ล้านตัน

โดย 14% หรือ 1.5 ล้านตันต่อปีถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง 12% ของขยะที่ไม่ถูกจัดการอย่างถูกต้องเป็นขยะพลาสติก ซึ่งมีปริมาณสูงถึง 185,000 ตันต่อปี และมีสถิติที่น่าตกใจคือ 10 – 15% เป็นขยะพลาสติกที่เล็ดลอดลงสู่ทะเล หรือประมาณ 18,000 – 27,000 ตันต่อปี

และหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ปริมาณขยะในประเทศไทยในปี 2560 มีปริมาณมากถึง 27 ล้านตัน หากเทียบจำนวนประชากรกับประเทศขนาดใหญ่อื่นๆ นับว่าเราสร้างรอยเท้าขนาดใหญ่มหึมาให้กับระบบนิเวศ 

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง?

เหตุผลที่เราข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเกาะยาวใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพื่อมาเก็บขยะ แต่เราอยากสร้าง ‘ความเข้าใจ’ เพื่อนำไปสู่ ‘แรงบันดาลใจ’ ในการช่วยกันแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้อย่างถูกจุด

เกาะยาวใหญ่

กระป๋องโลหะที่ดูเหมือนเป็นวัสดุชิ้นเดียว จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหลากหลายประเภท ห่วงเปิดกระป๋องคือโลหะชนิดหนึ่ง ตัวกระป๋องก็อีกชนิดหนึ่ง แม้แต่ขวดน้ำที่เราดื่มกันทุกวันนี้ ฝาขวด ตัวขวด พลาสติกหุ้มฝาขวด หรือฉลาก ล้วนเป็นพลาสติกคนละชนิดกัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถนำไปเข้าสู่กระบวนรีไซเคิลรวมกันได้

ดังนั้น การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีตามประเภทที่แท้จริง จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาจากต้นทางที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุดแล้วในวันนี้ ขยะจะไม่ลอยข้ามมหาสมุทรมาไกลแสนไกลจนถึงหาดที่เรายืนอยู่นี้ เราทุกคนจะมีส่วนช่วยลดปริมาณขยะบนโลกใบนี้จากที่ใดก็ได้แม้แต่บ้านของเราเอง

ชาวบ้านหอบหิ้วปลาที่เพิ่งตกได้สดๆ ใหม่ๆ จากท้องทะเลมาปิ้งกินกันบริเวณชายหาดที่เรากำลังเก็บขยะกันอยู่ สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของเกาะแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปลาจากท้องทะเลที่เรากินทุกวันนี้ พวกมันกลืนกินไมโครพลาสติกเข้าไปหรือเปล่า

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

ทั้งมนุษย์และสัตว์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในธรรมชาติจากขยะพลาสติกที่เราทิ้ง สุดท้ายผลกระทบเหล่านั้นก็จะวนกลับมาสู่มนุษย์ เพราะทุกชีวิตในห่วงโซ่อาหารตั้งแต่จุลินทรีย์ แพลงก์ตอน ไปจนถึง กุ้ง หอย ปู ปลา และมนุษย์ ล้วนเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายชีวิตขนาดใหญ่

เกาะยาวใหญ่

04 แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

หลักคิดสากลการจัดการขยะที่ถูกต้องเริ่มจากการใช้น้อย ใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Reduce Reuse Recycle ซึ่งการจะทำให้เกิดการจัดการเหล่านั้นได้ ต้องเริ่มมาจากการคัดแยกขยะก่อนอย่างที่เราบอกไปข้างต้น

ทันทีที่คุณอ่านบทความนี้จบ และมีแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาแยกขยะแบบเดียวกับพวกเราชาวทริป ‘มาหาสมุทร’ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือเริ่มต้นแยกวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ออกจากขยะเศษอาหารอย่างเด็ดขาด

เช่น ขวดพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม และกระดาษ ซึ่งถ้าเปียกน้ำหรือปนกับเศษอาหารก็จะไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้เลย หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไป ลองมองหาร้านรับซื้อวัสดุรีไซเคิลใกล้บ้านที่คุณจะสามารถนำวัสดุเหล่านั้นไปส่งต่อเพื่อจัดการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีต่อไป 

เกาะยาวใหญ่

บนหาดที่พวกเรายืนอยู่นี้เต็มไปด้วยขยะมากมายหลายประเภท พี่เปิ้ลค่อยๆ อธิบายวิธีการจำแนกขยะอย่างง่าย จำกลับไปจำแนกที่บ้านได้อย่างแน่นอนว่า

‘พลาสติก’ มี 2 ประเภท คือพลาสติกแบบใสและพลาสติกแบบขุ่น ขวดพลาสติกทึบมีสีอย่างขวดน้ำยาปรับผ้านุ่ม ขวดน้ำมันเครื่อง ล้วนอยู่ในจำพวกพลาสติกแบบขุ่น เสื้อ ‘มาหาสมุทร’ ที่ทุกคนใส่อยู่วันนั้นก็มาจากการรีไซเคิลขวดพลาสติกแบบใสหรือ PET ออกมาเป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกฉีดสีทุกชนิดที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้ อย่างกะละมัง เก้าอี้ ต่างมีวัสดุตั้งต้นเป็นพลาสติกที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาแล้วทั้งสิ้น

เกาะยาวใหญ่

ฝาขวดน้ำ ฝาขวดนม ไปจนถึงหลอดพลาสติก หลอดชานมไข่มุก คือพลาสติกประเภทเดียวกับขวดขุ่น ซึ่งยากต่อการจัดเก็บ จึงเล็ดรอดไปสู่ทะเล มหาสมุทร ได้ง่าย

บนหาดเรายังเจอโฟมจำนวนมาก ตั้งแต่ชิ้นใหญ่ไปจนถึงเล็ก โฟมบอร์ดที่ยังคงสภาพดี สามารถนำมารีไซเคิลกลับเป็นโฟมแผ่นใหม่ได้ไม่ยากเย็นนัก แต่โฟมที่แช่น้ำทะเลจนเปื่อยยุ่ยกลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำกลับมารีไซเคิล

หนังยางที่ใช้รัดถุงแกงเราสามารถนำกลับมาใช้ได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกครั้งที่ได้รับมาใหม่ ล้างทำความสะอาดแล้วเก็บไว้ใช้ หรือถ้ามีจำนวนมากเก็บสะสมไว้ที่บ้านอยู่แล้ว ลองนำไปให้แม่ค้าร้านข้าวแกงแถวบ้านใช้ต่อ เราเชื่อว่าแหล่าแม่ค้ายินดีรับน้ำใจที่จะช่วยโลกใบนี้อย่างแน่นอน

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

บรรจุภัณฑ์ประเภท ‘แก้ว’ มี 2 ประเภท คือแก้วสีและแก้วใส

‘กระป๋อง’ เครื่องดื่มและอาหารก็มี 2 ประเภท คือกระป๋องสังกะสีและกระป๋องอะลูมิเนียม พี่เปิ้ลแอบบอกเคล็ดลับจากจำแนกอย่างง่ายว่าให้มองที่ก้นกระป๋อง กระป๋องเครื่องดื่มบางชนิดถ้าเป็นสีขาวคือกระป๋องสังกะสี แยกให้ดี เพราะมีกระบวนการรีไซเคิลแตกต่างกัน

และสุดท้ายคือ ‘กระดาษ’ 

คนบนเกาะยาวใหญ่เองก็กำลังหาทางออกที่ดีที่สุด ในการจัดการขยะแต่ละประเภทอยู่เช่นกัน ขยะอินทรีย์ไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะนำไปเป็นอาหารสัตว์ ฝังกลบและนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์ ขยะอันตรายก็มีการรวบรวมจัดเก็บโดยมีเทศบาลตำบลเกาะยาวใหญ่เป็นจุดรับ

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

ตอนนี้ชุมชนมีการคัดแยกขยะ เราเห็นถุงอวนตาข่ายใส่ขวดพลาสติกวางคู่กับถังขยะเป็นระยะ พี่เปิ้ลบอกว่า ขวดพลาสติกเหล่านี้ต้องขนออกจากเกาะไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลเท่านั้น ซึ่งต้องเป็นขวดพลาสติกที่สะอาด เพราะถ้ามีน้ำ เศษขยะ หรือเศษทราย อยู่ข้างใน การขนขวดเหล่านี้ออกจากเกาะไปแสนไกลสู่โรงงานรีไซเคิลจะไม่มีผลอะไรเลย เนื่องจากไม่ถูกรับซื้อ

เมื่อเราและคนรอบตัวเริ่มแยกขยะ คนในครอบครัวร่วมมือกันทำ ทุกชุมชนมีระบบการจัดการขยะที่ถูกต้องเหมาะสม มันจะทำให้ปริมาณขยะจากต้นทางไปปลายทางน้อยลง ป้องกันการเล็ดรอดของขยะเหล่านั้นลงสู่ท้องทะเล และสารพิษปนเปื้อนเหล่านั้นก็จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์

เกาะยาวใหญ่

05 ในน้ำมีปลา ในอาหารมีชีวิต

ค่ำคืนสุดท้ายบนเกาะยาวใหญ่ เรานั่งลงเรียนรู้เรื่องทะเลผ่าน ‘ความรู้กินได้’ ในสไตล์ Chef’s Table

เกาะยาวใหญ่

หัวหน้าทีมมื้อนี้คือ อุ้ม-คณพร จันทร์เจิดศักดิ์ แห่งร้านตรัง โคอิ เชฟอุ้มไปเลือกสรรวัตถุดิบจากท้องทะเลด้วยตัวเอง เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นที่หยิบมาพลิกแพลงด้วยวิธีการปรุงที่หลากหลาย จนกลายเป็นเซ็ตอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษที่น่าสนใจทั้งรสชาติและเรื่องราว

เกาะยาวใหญ่

เริ่มจาก Welcome Drink เครื่องดื่มล้างรสชาติที่ติดค้างอยู่ในปากเรามาตลอดทั้งวัน ก่อนจะเข้าสู่เมนูอาหาร อย่าง Mojito มะพร้าวอ่อน รสชาติกลมกล่อมที่ให้ความสดชื่นตั้งแต่จิบแรกมาจากการผสมกันของน้ำมะพร้าวอ่อน, น้ำตะไคร้ และน้ำดอกดาหลา ซึ่งเป็นไม้ดอกท้องถิ่นทางภาคใต้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมปลูก เพราะดอกจากความสวยงามแล้ว สามารถนำหน่ออ่อนและดอกมาใช้ประกอบอาหารได้

เกาะยาวใหญ่

ตามมาด้วยหอยนางรม ท็อปด้วยซอร์เบต์ดอกดาหลาและผิวมะนาว เชฟอุ้มอธิบายว่า เสน่ห์ของหอยนางรมคือความหวาน ดังนั้น ควรรับประทานสดเพื่อคงรสชาติวัตถุดิบเอาไว้ให้มากที่สุด ความเปรี้ยวของดอกดาหลาและความฝาดเล็กๆ ของผิวมะนาว เข้ากันได้ดีมากกับผิวสัมผัสหนึบหนับของหอยนางรมสด

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวใหญ่

อีกจานที่พิเศษมากคือ เมนูหอยชักตีนซอสตะไคร้ ลูกหอยชักตีนที่พวกเรามีโอกาสปล่อยลงสู่ท้องทะเลเมื่อวันก่อน หลายเดือนต่อมาจะเติบโตเต็มวัยและสามารถจับมาปรุงอาหารได้ โดยไม่เสียสมดุลประชากรของหอยชักตีนตามธรรมชาติ ซอสตะไคร้รสชาติหวานมันเพราะมีส่วนผสมของมะม่วงหิมพานต์ พืชยืนต้นที่ชาวบ้านบนเกาะยาวใหญ่นิยมปลูกเป็นอาชีพเสริม

เกาะยาวใหญ่

เนื้อปลาเก๋าชิ้นโตเสิร์ฟพร้อมอาจาดแตงกวาที่ดองในน้ำส้มสายชูจากสับปะรด ผลไม้พื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ต

เชฟอุ้มเล่าว่า ทุกเมนูที่ตั้งใจปรุงในคืนนี้จะมีรสชาติอมเปรี้ยว เพราะวัตถุดิบหลักคือสัตว์ทะเลซึ่งมีความหวานและกลิ่นเฉพาะตัว รสเปรี้ยวจะช่วยกลบกลิ่นคาวและลดความเลี่ยน รวมถึงช่วยลดอุณหภูมิและความชื้นในร่างกาย เพราะภาคใต้มีสภาพอากาศร้อนชื้น

เกาะยาวใหญ่

ไอศครีมกะทิสดเสิร์ฟพร้อมขนมบ้าบิ่น ขนมพื้นถิ่นขึ้นชื่อของเกาะยาวใหญ่ เชฟอุ้มตั้งใจโรยหน้าด้วยเนื้อมะพร้าวและลูกหยี ผลไม้พื้นเมืองอีกชนิดของภาคใต้ เพื่อบาลานซ์ให้ขนมหวานจานนี้มีรสชาติอมเปรี้ยว

เนื้อมะพร้าวที่ใช้ในเมนูนี้เป็นลูกเดียวกับน้ำมะพร้าวที่ใช้ทำ Welcome Drink ด้วย ถือเป็นการทำอาหารแบบ Zero-waste ไม่มีวัตถุดิบเหลือใช้ และขอบอกเลยว่าอร่อยมาก

เชฟอุ้มกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะปล่อยให้เราเพลิดเพลินกับอาหารและบรรยากาศดีต่อใจว่า “ชีวภาพทางทะเล ถ้ามันมีความสมบูรณ์ สุดท้ายมันก็มีความสมบูรณ์ คืนชีวิตชีวาให้เรา ถ้าเขามีชีวิตที่ดี เราก็จะมีชีวิตที่ดี มาเที่ยวทะเลก็อย่าทำลายเขา แล้วเขาก็จะไม่ทำร้ายเราเหมือนกัน”

06 สองมือเล็กๆ ของเรา

ตลอดทั้งทริป ‘มาหาสมุทร’ เราได้พบเรื่องราวน่าทึ่งมากมายของธรรมชาติยิ่งใหญ่ที่โอบกอดมนุษย์ตัวเล็กๆ เอาไว้ และในขณะเดียวกัน เราก็ได้สัมผัสกับปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ ปัญหาระดับโลกที่เกิดขึ้นจากสองมือเล็กๆ ของมนุษย์

ดังนั้น หนทางแก้ไขจึงต้องมาจากสองมือของทุกคน ไม่ใช่แค่ใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง 

พี่ธนูบอกว่า การดูแลมหาสมุทรก็เหมือนการดูแลรักษาบ้านของพวกเรา ท้องทะเลไม่มีเขตกั้น ไม่ว่าจะเป็นคนเกาะยาว คนภูเก็ต คนพังงา คนกรุงเทพฯ คนเชียงใหม่ คนขอนแก่น ถ้าเราคิดว่าทะเลเป็นของเรา เราจะช่วยกันทะนุถนอม ดูแลรักษา และปกป้อง บ้านของเรา

เกาะยาวใหญ่

เกาะยาวใหญ่

ทุกครั้งที่เราปฏิเสธการรับหลอดหรือถุงพลาสติก แยกขยะเพื่อนำขวดพลาสติกไปรีไซเคิล หรือพยายามใช้ถุงพลาสติกซ้ำแทนการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ก็ถือเป็นการร่วมแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มต้นที่ตัวเองแล้ว

พี่เปิ้ลเล่าว่า ที่เกาะยาวใหญ่ทุกคนได้รับผลกระทบจากปัญหาขยะ จากที่ไม่เคยพูดคุยกัน ตอนนี้ชุมชนหันมาร่วมมือกัน เทศบาลลุกขึ้นมาจริงจังกับเรื่องนี้ ตอนนี้ IUCN ร่วมมือกับภาคเอกชนในการเข้ามาสนับสนุนการทำงานของภาคประชาชน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นด้านการบริหารจัดการขยะ

เกาะยาวใหญ่

ภาคเอกชนที่ว่าคือ โคคา-โคลาประเทศไทย ได้ประกาศวิสัยทัศน์ระดับโลก World without Waste เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าตามเก็บบรรจุภัณฑ์ของโคคา-โคลา และใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2573 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2568 และประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สะอาดปราศจากขยะมูลฝอยทั้งบนพื้นดินและในทะเล

โคคาโคลา ตั้งใจแก้ไขปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ โดยเริ่มจากการทำงานวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องของ ‘ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน’ ในการทำความเข้าใจกับปัญหาขยะในประเทศ และระบบจัดการบริหารขยะปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

เป็นงานวิจัยที่ว่าด้วยเรื่องการศึกษาวิเคราะห์เส้นทางของบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกและกระป๋องอะลูมิเนียมในประเทศไทย (Material Flow Analysis) เริ่มตั้งแต่การผลิต และเมื่อถูกส่งต่อไปถึงมือผู้บริโภคแล้วมันเดินทางไปที่ไหนต่อ ทำการศึกษาเพื่อจะได้รู้ที่อยู่ของปัญหา และตามไปแก้ไขจัดการให้ถูกจุด

เกาะยาวใหญ่

ตอนนี้โคคา-โคลา IUCN และชุมชนบนเกาะยาวใหญ่ กำลังร่วมมือกันเสริมสร้างความตระหนัก และพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการขยะในชุมชนบนพื้นที่เกาะยาวใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รวมถึงสนับสนุนการจัดการกิจกรรมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้บุคคลภายนอกได้รับทราบถึงความพยายามของคนในชุมชน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะในระดับชุมชน

เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมระดับบุคคล และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านการจัดการขยะพลาสติกทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศต่อไป

เกาะยาวใหญ่

พี่เอ็ด-นันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร โคคา-โคลา ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า ในการผลิตเครื่องดื่มให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัย และถูกสุขอนามัย โค้กจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกด้วยนอกเหนือจากขวดแก้วและกระป๋องอะลูมิเนียม

โค้กตระหนักดีว่าบรรจุภัณฑ์พวกนี้ ถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม คนทิ้งไปแล้วไม่ได้มีการจัดการแยกขยะเพื่อนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิล มันก็จะกลายเป็นขยะที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะอยู่ในหลุมฝังกลบ หรือแม้แต่การเล็ดลอดไปสู่ลำคลอง แม่น้ำ และในที่สุดในท้องทะเลที่เห็นกับตาในทริปครั้งนี้

จึงเป็นที่มาของโครงการสร้างความตระหนักด้านการจัดการขยะในชุมชมบนเกาะยาวใหญ่ และทริป มาหาสมุทรในครั้งนี้ เพราะโค้กรู้ดีว่าไม่เฉพาะชุมชนริมทะเลเท่านั้นที่ต้องจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร แต่คนต้นทางผู้ผลิตขยะจำนวนมหาศาลจากในเมืองอย่างพวกเราด้วย ที่จะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ไปได้อย่างยั่งยืน

ทริป ‘มาหาสมุทร’ ประกอบด้วยคนหลากหลาย ตั้งแต่นักศึกษา นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม ผู้ดูแลโรงงานแหอวน จนถึงเจ้าของร้านน้ำยาแบ่งขาย ทุกคนมีพื้นเพที่ต่างกัน และก็มีความคาดหวังที่หอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาต่างกันด้วย 

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันหลังจากที่เราร่วมทำความรู้จักทะเลอย่างใกล้ชิดมาตลอดทั้งทริป นั่นคือ ‘ความเข้าใจ’ ที่นำไปสู่ ‘แรงบันดาลใจ’ ในการเห็นปัญหาขยะพลาสติกในท้องทะเลได้รับการแก้ไข

ประสบการณ์และการเรียนรู้ที่เราได้รับบนเกาะยาวใหญ่ อาจเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ของคนไม่กี่สิบคน แต่เราเชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้จะค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปยังคนอีกมากมายในสังคมและกลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้โลกใบนี้ดีขึ้นกว่าเดิม

เกาะยาวใหญ่

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load