หากพูดถึงสวนสาธารณะในภาพจำของคนทั่วไป ก็คือพื้นที่กว้างใหญ่ หญ้าเตียนเรียบ มีถนนไว้ให้คนออกกำลังกาย มีต้นไม้ใหญ่เป็นระเบียบ

แต่ใน พ.ศ. 2565 ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ว่า กรุงเทพมหานครได้มีสวนสาธารณะแนวใหม่ ที่ไม่ใช่ลานหญ้าเตียน ๆ ต้นไม้เรียงแถว แต่เต็มไปด้วยเนินดินสูงต่ำ ล้อมรอบด้วยผืนน้ำ มีพืชน้ำหลากชนิดขึ้นปะปนกัน และเพียงแค่เราเดินผ่านประตูระหว่างโซนเข้ามา ก็จะรู้สึกได้ถึงความพลิ้วไหว อ่อนโยน สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ

นี่คือสวนเบญจกิติเฟสใหม่ พื้นที่สีเขียว 259 ไร่ ใจกลางเมืองหลวงที่มาในรูปแบบพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาเรียนรู้เบื้องหลังแนวคิดของการออกแบบสวนนี้ ไปจนถึงความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่สาธารณะกลางเมืองกัน

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

การเดินทางเรียนรู้ครั้งนี้เป็นหนึ่งใน 5 กิจกรรมพิเศษที่ The Cloud ร่วมกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ในการพาคนเมืองมาเรียนรู้ธรรมชาติผ่านสวนเบญจกิติ ซึ่งวันนี้เรามีวิทยากรหลัก 3 ท่าน คือ คุ้ง-ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ ตัวแทนสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ ที่จะมาเล่าเบื้องหลังแนวคิดการออกแบบ ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและปลาน้ำจืด ที่จะมาเล่าความรู้น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำ และ โตมร ศุขปรีชา Chief Creative Director ของ OKMD ที่จะมาเล่าบทบาทของสวนสาธารณะกับเมืองผ่านกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่น่าสนใจมากมาย

จากผู้สมัครกว่า 300 คน ทีมงานได้คัดเลือกอย่างยากลำบากจนเหลือ 45 คนจากหลายหลายอาชีพ ทั้งสถาปนิก นักเรียนนักศึกษา เจ้าของร้านกาแฟ เจ้าของที่ดิน นักจิตวิทยา คนทำเอเจนซี่โฆษณา ศัลยแพทย์ นักมานุษยวิทยาสิ่งแวดล้อม นักออกแบบแสงสว่าง ไปจนถึงคนชอบเดินสวนสาธารณะ ที่จะมาเดินทางเรียนรู้ร่วมกันในวันฟ้าครึ้มนี้

Introduction to ‘สวนป่า’

จากประตูทางเข้าที่เชื่อมระหว่างสวนเก่ากับสวนใหม่ พวกเราเดินมาหยุดกันที่ป้ายแผนที่สวน ซึ่งคุ้งเริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของสวนว่า สวนเบญจกิติมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เมื่อมติ ครม. ให้โรงงานยาสูบย้ายออกจากพื้นที่และเปลี่ยนพื้นที่ 450 ไร่นี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา โรงงานยาสูบก็ทยอยปิดตัวลงทีละโซน เริ่มจากโซนแรกที่ถูกเปลี่ยนเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ข้างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่เราคุ้นเคยกัน ต่อด้วยสวนป่าระยะที่ 1 หรือสวนเบญจกิติเฟสเก่า ที่แม้พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จะระบุว่าให้เป็นสวนป่า แต่ผลที่ได้ก็ยังเป็นต้นไม้เรียงแถวในรูปแบบเดิม ทำให้เมื่อมาถึง 2 เฟสสุดท้ายในปัจจุบัน กรมธนารักษ์จึงจัดประกวดแบบขึ้น โดยมีโจทย์ 3 ข้อคือ 1. เป็นสวนป่า 2. โรงงานผลิต 5 จะถูกเก็บไว้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และ 3. อาคารโกดัง 1-3 เป็นศูนย์กีฬา ซึ่งสถาบันอาศรมศิลป์ก็คือหนึ่งในทีมที่ส่งประกวดแบบและได้รับคัดเลือก

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ก่อนออกแบบ ทีมเราก็คุยกันเยอะว่า ‘สวนป่า’ จะตีความยังไงได้บ้าง ซึ่งในความรับรู้ของเรา สวนป่าคือต้นไม้ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรดน้ำ เติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งในวันที่เรามาเดินสำรวจพื้นที่ จำได้เลยว่าระดับน้ำในบ่อใหญ่ต่ำจนเห็นก้นบ่อ เพราะถูกดึงมารดต้นไม้ในสวน ทำให้เราคิดได้ว่า ต่อให้เป็นสวนป่าที่ต้นไม้อยู่เองได้ แต่ช่วงแรก ๆ ที่ต้นยังเล็กอยู่ เราก็ต้องช่วยรดน้ำ แล้วจะเอาน้ำจากไหน ก็เลยคิดได้ว่าป่าจริง ๆ ไม่ใช่ต้นไม้อย่างเดียว แต่คือน้ำด้วย”

คุ้งเล่าย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวงประชุมของอาศรมศิลป์ ซึ่งนอกจากจะคุยว่าสวนป่าควรเป็นอย่างไรแล้ว ยังคุยถึงว่า พื้นที่ธรรมชาติของกรุงเทพฯ ในอดีตมีหน้าตาเป็นอย่างไรด้วย ซึ่งคำตอบที่ได้คือ กรุงเทพฯ ในอดีตไม่ใช่ป่าแห้ง ๆ แต่เป็นป่าลุ่มน้ำ เต็มไปด้วยทุ่งน้ำท่วม ห้วย หนอง คลอง บึง มีพืชน้ำมากมาย และนั่นก็ทำให้คำว่า ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ได้เข้ามาเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการออกแบบ

“จากนั้นเราก็มาคิดเรื่องการสื่อสารว่า สวนป่าจะมาเชื่อมโยงกับน้ำได้ยังไง เพราะตอนนั้นเมื่อเราพูดถึงสวนป่า ไม่น่าจะมีใครนึกถึงน้ำ แล้วเราก็ไปเจอพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่า ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า และโครงการที่ทั้งสองพระองค์ทำก็คือรักษาป่าต้นน้ำ และกรุงเทพฯ คือคือปลายน้ำ เราก็เลยใช้แนวคิดนี้ในการสื่อสาร”

เมื่อเรามองดูสวนแห่งนี้ จะพบว่าไม่ได้เป็นพื้นที่ราบเรียบเสมอกัน แต่จะเป็นเนินสูงต่ำ มีดินที่พูนขึ้นมาเป็นเกาะเล็ก ๆ กระจัดกระจาย ล้อมรอบด้วยน้ำ หรือที่ทีมออกแบบเรียกว่า ‘หลุมขนมครก’ คุ้งเล่าว่า เป็นการเลียนแบบภูมิปัญญาการยกร่องสวนของคนไทยสมัยก่อน เพราะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง ทำให้รากต้นไม้ถูกจำกัดบริเวณด้วยน้ำใต้ดิน เมื่อรากลงลึกไม่ได้ ต้นไม้ก็ไม่งามและล้มง่าย ชาวสวนจึงมีการขุดดินยกร่อง เพื่อช่วยให้ต้นไม้มีพื้นที่ให้รากชอนไชได้ลึกขึ้น

“ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการขุดดินพูนขึ้นมาคือ เป็นการพรวนดินให้ร่วนซุยและเติมอากาศให้ดินด้วย เพราะนึกสภาพดินที่มีอาคารกดทับมานานหลายสิบปี ถ้าปลูกต้นไม้ลงไปเลยก็ไม่น่ารอด ซึ่งพอขุดแล้ว เราก็มีการปรุงดินให้เหมาะกับการปลูกต้นไม้ด้วย” สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์เล่าเบื้องหลังการทำงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียด

เมื่อมองตามไปยังหลุมขนมครกเหล่านั้น ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าเนินแต่ละแห่งสูงไม่เท่ากัน เขาอธิบายว่านั่นเกี่ยวข้องกับชนิดต้นไม้ โดยเนินที่สูงหน่อยสำหรับต้นไม้ที่รากไม่ต้องการน้ำมาก ขณะที่เนินต่ำ ๆ ก็จะปลูกต้นไม้ที่ชอบน้ำ เช่น มะกอกน้ำ และพื้นของเนินก็จะมีหญ้ารูซี่ที่ปลูกไว้ช่วยยึดหน้าดิน ที่เลือกหญ้านี้เพราะเป็นหญ้าที่ทนทาน อยู่ได้ทั้งท่วมทั้งแล้ง และมีฟอร์มที่พลิ้วไหวสวยงาม

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ความพิเศษของต้นไม้ที่นี่คือ เราเลือกใช้ต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด ไม่ใช้ไม้ล้อม เพราะสวนป่าต้องเป็นต้นไม้ที่มีรากแก้ว แล้วเราก็ไม่อยากทำลายต้นไม้ที่อื่นเพื่อมาปลูกที่นี่ แต่ด้วยข้อจำกัดของระบบราชการที่ต้องการเห็นความคืบหน้า เราก็ต้องประนีประนอมโดยยอมให้มีต้นไม้ที่โตแล้วมาลงไว้บ้าง แต่เราก็เลือกใช้กล้าไม้จากการเพาะพันธุ์ ซึ่งพอมีรากแก้วอยู่บ้าง”

คุ้งเล่าถึงต้นไม้ที่นำมาปลูกใหม่ในสวน ซึ่งมีมากถึง 347 ชนิด 8,000 กว่าต้น ที่พวกเขาได้อาจารย์ระดับเทพของวงการมาช่วยเลือกชนิดให้ ทั้ง อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสวนป่า, อาจารย์มณฑาทิพย์ โสมมีชัย จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อาจารย์บุญฤทธิ์ ภูริยากร ผู้เชี่ยวชาญการเพาะไม้ป่าหายาก เจ้าของแก่นจันทร์พันธุ์ไม้ จังหวัดราชบุรี เป็นที่มาของพรรณไม้หายากหลายชนิด รวมทั้งไม้พื้นถิ่นของกรุงเทพฯ ที่นำมาปลูกที่นี่

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

คุ้งชี้ให้เราดูแผนที่ของสวนอีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสวนป่าถึงยังมีถนนผ่ากลางเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ซึ่งคำเฉลยของประเด็นนี้คือ ในอดีตที่นี่เป็นอาคารแน่นทุกบล็อก ทำให้พื้นที่ที่ต้นไม้ใหญ่อยู่ได้ก็มีเฉพาะแนวริมถนน และถ้าหากอยากจะเก็บต้นไม้เดิมไว้ การทุบถนนทิ้งอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

“ลองนึกถึงต้นไม้ที่โตขนาดนี้แล้วมีคอนกรีตทับอยู่มานาน ถ้าเราทุบถนนออก รากเสียสมดุลแน่นอน เราก็เลยต้องเก็บถนนไว้ เพื่อรักษาต้นไม้เดิมไว้ให้มากที่สุด ซึ่งเราก็มีการปรับถนนให้เล็กลง จากเดิมที่กว้าง 6 เมตร เราก็เจาะตรงกลางเป็นคูระบายน้ำเพิ่มพื้นที่รับน้ำเวลาฝนตก แล้วเราก็ตีเส้นแบ่งเลนถนนและเพิ่มทางจักรยานเข้าไป”

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

คุ้งเล่าถึงวิธีแก้ปัญหา ซึ่งระหว่างทางที่เราเดินมา เขาก็ชวนให้สังเกตก้อนอิฐในคูระบายน้ำ พร้อมเล่าว่านั่นคือเศษเหลือจากการทุบอาคารเก่า ที่พวกเขาพยายามนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะเดินขึ้นสกายวอล์กเพื่อชมสวนกันแล้ว ซึ่งนอกจากความสวยงามของพื้นที่ เราก็ยังได้เห็นผู้คนมากมายที่มาใช้ประโยชน์จากสวน ทั้งบัณฑิตจบใหม่มาถ่ายรูปรับปริญญา คู่บ่าวสาวมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ผู้คนมาออกกำลังกาย แต่ทันใดนั้นเอง เราก็เห็นคนวิ่งหนีฝนมาจากอีกฝั่ง แล้วสายฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาทุกคนชุ่มฉ่ำสมกับการมาเรียนรู้เรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ

อาคารเก่า เล่าเรื่องคนกับเมือง

ระหว่างรอฝนหยุด พวกเราได้โอกาสมานั่งหลบฝนในอาคารพิพิธภัณฑ์ หรืออดีตโรงงานผลิต 5 ซึ่งคุ้งเล่าว่า แต่เดิมเป็นอาคารขนาด 200 x 200 เมตร ที่ผนังปิดทึบทุกด้าน เมื่อต้องเก็บอาคารนี้ไว้กลางสวนป่า การปรับปรุงอาคารให้เชื่อมโยงกับสวนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเริ่มจากเปิดหลังคาตรงกลางออก เพื่อดึงแสงเข้ามาและแทรกสวนให้มาอยู่ใจกลาง ไปจนถึงเปิดกำแพงด้านข้างออกและเชื่อมสกายวอล์กเข้ามา

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน
บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“การแทรกสวนเข้ามาไว้ตรงกลางก็มีข้อจำกัด เพราะแต่เดิมพื้นอาคารนี้เป็นคอนกรีตทั้งหมด แม้ว่าพื้นจะค่อนข้างหนา เพราะต้องรองรับเครื่องจักรหนัก แต่การเพิ่มดินเพื่อปลูกต้นไม้ก็เพิ่มภาระโครงสร้าง เราเลยเลือกปลูกต้นไม้ให้ตรงกับตำแหน่งเสาเข็มพอดี”

คุ้งเล่าถึงอีกหนึ่งเกร็ดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ เมื่อเรามองตามไปที่สวนกลางอาคาร จะเห็นตำแหน่งต้นไม้ถูกพูนดินขึ้นมาสูงกว่าจุดอื่น เมื่อเงยหน้าดูด้านข้าง จะเห็นสกายวอล์กที่เชื่อมเข้ามา ซึ่งแนวคิดเบื้องหลังก็คือ อยากให้จุดสำคัญต่าง ๆ ของเมืองมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน จากสวนลุมพินีก็เดินข้ามสะพานเขียวมาที่นี่ได้ จากศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ก็เดินมาที่นี่ได้ โดยห้องชั้นบนของอาคารก็จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ส่วนผนังอิฐแดงตรงนั้น เราตั้งใจจะเก็บเอาไว้ เพราะอยากคงคาแรกเตอร์และภาพจำของโรงงานเดิม เราอยากให้คนของโรงงานยาสูบได้ภูมิใจกับพื้นที่นี้ด้วย” คุ้งเล่าถึงอีกสิ่งเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความใส่ใจรายละเอียด

สำหรับพื้นที่โล่งใจกลางอาคารที่เรานั่งอยู่กันนี้ เขาเล่าว่า แนวคิดที่เสนอไปคืออยากให้เป็นพื้นที่กิจกรรมสำหรับคนเมือง เช่น ลานสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือพื้นที่สำหรับทำเกษตรในเมือง แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้ในอนาคตเป็นเรื่องท้าทาย

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

เมื่อพูดถึงประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างคน เมือง และสวนสาธารณะ เราก็นึกถึงเรื่องเล่าจาก โตมร ศุขปรีชา ที่เล่าไว้ในตอนต้นก่อนเริ่มเดินว่า ในวันที่เขาไปเยือนเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เขาได้ไปร่วมทัวร์หนึ่งที่พาเดินเซ็นทรัลพาร์ก – สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางนิวยอร์ก ซึ่งความพิเศษของทัวร์นั้นคือ การพาไปรู้จักพืชผักและต้นไม้กินได้ในสวน ซึ่งมีตั้งแต่ต้นหอม ใบเบลีฟ แครปแอปเปิล (Crabapple) ที่ปลายฤดูใบไม้ร่วงจะหล่นลงมาให้คนเก็บไปกินได้ ไปจนถึงพืชที่รากนำมาทำรูทเบียร์ ซึ่งการที่สวนสาธารณะมีบทบาทในแง่ความมั่นคงทางอาหารของเมืองนี้ เป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้สวนเชื่อมโยงกับชีวิตคนเมืองใกล้ชิดมากขึ้น และเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นให้เกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน

ชวนดูขอบตลิ่ง พืชอิงชายน้ำ

เมื่อฝนเริ่มซา ตะวันก็ใกล้จะลับขอบฟ้า พวกเราเดินออกมาขึ้นสกายวอล์กชมสวนกันอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ท้องฟ้ากำลังเป็นสีทอง บรรยากาศหลังฝนตกชุ่มฉ่ำ อากาศเย็นสบาย

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน
บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

ดร.นณณ์ ชวนให้เราหยุดฟังเสียงที่ดังมาจากชายน้ำด้านล่าง พร้อมเฉลยว่า มันคือเสียงของเขียดบัวที่หาฟังได้ไม่ง่ายนักในเมืองใหญ่ เพราะการที่เขียดนี้จะอาศัยอยู่ได้ แค่มีใบบัวและบ่อน้ำยังไม่พอ แต่ต้องมีตลิ่งดินที่เป็นธรรมชาติด้วย เพราะถ้าหากขอบตลิ่งถูกทำเป็นคอนกรีต เขียดบัวก็จะขึ้นจากน้ำไม่ได้ และไม่สามารถมีชีวิตรอดในบ่อนั้น เช่นเดียวกับเต่าและสัตว์เล็กสัตว์น้อยอื่นๆ

ตลิ่งดินไม่ได้สำคัญเฉพาะกับสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่ของพืชริมน้ำ – จุดเริ่มต้นของความอุดมสมบูรณ์

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ลองนึกย้อนไปสมัยที่เราเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องห่วงโซ่อาหาร พืชคือจุดเริ่มต้น ดังนั้น พื้นที่ชายน้ำคือหัวใจสำคัญที่ส่งถ่ายแร่ธาตุจากดินที่มีมากกว่าสู่น้ำซึ่งมีน้อยกว่า พอมีพืชในน้ำ ก็จะมีสิ่งเล็ก ๆ ตามมา มีปลา กุ้ง หอย ที่กินพืชเป็นอาหาร แต่ถ้าขอบบ่อเป็นปูน พืชก็ขึ้นไม่ได้ พอไม่มีพืชที่เป็นผู้ผลิตเริ่มต้น ระบบนิเวศก็ไม่สมบูรณ์”

ดร.นณณ์ เล่าถึงความสำคัญของตลิ่งธรรมชาติและพืชริมน้ำ แต่เงื่อนไขของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ยังไม่จบแค่นั้น

“หลายคนเข้าใจผิดว่าการฟื้นฟูแหล่งน้ำ คือต้องขุดบ่อน้ำลึก ๆ ให้มีน้ำเยอะ ๆ จะได้มีปลาเยอะ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ คือระบบนิเวศที่มีทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกอยู่ร่วมกัน เพราะปลาแต่ละชนิดก็จะชอบความลึกที่ต่างกัน บางชนิดชอบอยู่น้ำตื้นตลอด บางชนิดเล็ก ๆ อยู่น้ำตื้น พอโตก็ไปน้ำลึก ถ้าเราเคยไปพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติอย่างบึงบอระเพ็ด จะเห็นว่าชาวบ้านที่ยืนในน้ำออกไปตั้งไกลเนี่ย น้ำก็ยังแค่เอว”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

หากใครมีโครงการจะขุดบ่อเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ ดร.นณณ์ แนะนำว่า ควรทำให้ตลิ่งมีความชันน้อยสุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีส่วนน้ำตื้นอย่างน้อย 1 ใน 3 ของบ่อ เพราะเป็นส่วนที่พืชน้ำจะขึ้นได้

“พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางของเรายาวไปถึงเกือบนครสวรรค์ ซึ่งกรุงเทพฯ เคยยิ่งใหญ่ขนาดมีกวางชนิดเดียวในโลกที่พบที่นี่เท่านั้น แล้วก็เป็นกวางที่เขาสวยที่สุด ซึ่งก็คือสมัน แล้วก็เป็นกวางชนิดเดียวที่สูญพันธุ์จากโลก”

ดร.นณณ์ เล่าถึงหน้าตาของพื้นที่กรุงเทพฯ สมัยก่อน ซึ่งเป็นดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก มีทุ่งน้ำท่วมที่สำคัญ อย่างทุ่งรังสิตที่ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ในฤดูน้ำหลาก น้ำจะเอ่อท่วมทุ่ง มดแมลงที่หนีไม่ทันก็กลายเป็นอาหารปลา ดังเช่นสำนวนไทยที่ว่า น้ำมาปลากินมด และเมื่อพืชต่าง ๆ ถูกน้ำท่วมก็จะเริ่มเน่าเปื่อย แล้วก็มีแบคทีเรีย มีพารามีเซียมมากิน ซึ่งพวกนี้จะกลายเป็นอาหารของสัตว์เล็ก ๆ และกลายเป็นอาหารปลาอีกที ทำให้ทุ่งน้ำท่วมคือหัวใจของความอุดมสมบูรณ์

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

“ทุ่งน้ำท่วมเป็นเหมือนห้องคลอด โรงเรียนอนุบาลของสัตว์น้ำ อย่างเวลาเราขับรถผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เราจะเห็นแม่น้ำกว้าง ๆ น้ำไหลแรง ๆ แบบนี้ลูกปลาตัวเล็กๆ อยู่ไม่ได้ เพราะมันไม่มีอะไรเลย แต่ทุ่งน้ำท่วมมีทั้งรากต้นไม้ให้หลบภัย มีทั้งอาหาร น้ำก็ไหลไม่แรงเกินไป พวกปลาก็เลยชอบมาวางไข่ที่นี่”

เมื่อถึงเวลาน้ำลด เหล่าลูกปลาน้อยก็เติบโตเต็มที่ พร้อมที่จะเดินทางกลับสู่แม่น้ำสายหลัก ก่อนจะกลับมาวางไข่ในทุ่งน้ำท่วมในฤดูกาลถัดไป นอกจากนั้น แร่ธาตุที่มากับน้ำก็เป็นปุ๋ยเติมให้ดินอุดมสมบูรณ์ และเมื่อผืนดินโผล่พ้นน้ำ พืชพรรณก็แตกยอดอ่อน หลายชนิดก็เป็นพืชผักที่คนกินได้ ชาวบ้านเก็บมาลวกจิ้มน้ำพริกสบาย พื้นที่ชุ่มน้ำในสวนแห่งนี้ จึงเป็นเหมือนการจำลองและย่อส่วนระบบนิเวศของกรุงเทพฯ ในอดีต มาให้พวกเราในปัจจบุบันได้ชื่นชม

เส้นทางน้ำ เส้นทางคน

นอกจากพื้นที่ชุ่มน้ำจะเป็นแหล่งรองรับน้ำยามหน้าฝน ช่วยป้องกันน้ำท่วมแล้ว อีกหนึ่งการบริการของพื้นที่ชุ่มน้ำก็คือการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่ซ่อนอยู่ในการออกแบบสวนแห่งนี้

จากคลองไผ่สิงโต น้ำคุณภาพต่ำถูกสูบขึ้นสู่ที่สูงและปล่อยให้เป็นน้ำตก ไหลลงสู่คูตื้น ๆ ที่เต็มไปด้วยพืชบำบัดน้ำ ได้ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยมาช่วยแนะนำ

“การที่น้ำตกมาจากที่สูงและไหลผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำที่ระดับน้ำตื้น ๆ เกิดกระบวนการ 3 อย่าง หนึ่ง คือการไหลของน้ำทำให้น้ำมีพื้นที่ผิวที่สัมผัสอากาศมากขึ้น เป็นการเติมออกซิเจนในน้ำ สอง คือเมื่อพืชหายใจ รากพืชที่อยู่ใต้ดินจะดึงออกซิเจนจากอากาศลงสู่ดิน ทำให้ดินข้างใต้มีออกซิเจนมากขึ้น ดินก็ไม่เสีย ไม่เกิดการหมักหมม และสุดท้ายเมื่อพืชดูดซึมน้ำไปเลี้ยงลำต้น ของเสียต่าง ๆ ก็ถูกพืชดูดซึมขึ้นไปด้วย”

ดร.นณณ์ เล่าถึงกระบวนการทำงานของพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘กระบวนการธรรมชาติช่วยธรรมชาติ’ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง ทำได้ทั้งในระดับครัวเรือนไปจนถึงร้านอาหาร มีเคล็ดลับข้อหนึ่งคือ หากพืชที่ปลูกบำบัดน้ำเริ่มแก่ ให้ตัดโคนเพื่อให้งอกใหม่ เพราะพืชจะดูดซึมของเสียได้มากที่สุดในช่วงที่มันเติบโต

เมื่อน้ำถูกบำบัดด้วยกระบวนการธรรมชาติจนสะอาดแล้ว ก็จะเดินทางมาสู่บ่อใหญ่ รวมถึงบ่อน้ำเล็ก ๆ ริมอัฒจันทร์ที่ออกแบบมาให้มีที่นั่งรอบ ๆ บ่อ เพื่อให้คนเอามือหรือเท้าสัมผัสน้ำได้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า จากน้ำที่เคยสกปรก ธรรมชาติก็บำบัดจนสะอาดได้

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

หลังตะวันลับขอบฟ้า แสงไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ราวของสกายวอล์กก็สว่างขึ้น ซึ่งการออกแบบแสงไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ราวทางเดินก็มีเบื้องหลังแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะตอบโจทย์การมองเห็นทาง แต่ไม่รบกวนสายตาและไม่ทำลายบรรยากาศแล้ว นักออกแบบจากอาศรมศิลป์ยังเล่าว่า เป็นการป้องกันแสงฟุ้งกระจายขึ้นฟ้า ซึ่งเป็นต้นกำเนิดมลภาวะทางแสงของเมืองใหญ่ด้วย

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน
บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ความใส่ใจในรายละเอียดของการออกแบบยังไม่จบแค่นั้น เพราะแม้กระทั่งความลาดเอียงของพื้น ก็ถูกคิดมาเพื่อให้วีลแชร์ใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยมีความลาดที่ระดับ 1 : 20 ส่วนทางเดินริมน้ำด้านล่าง ก็มีขอบปูนยกระดับสองข้างเพื่อกันวีลแชร์ตก หรือแม้แต่เสาของสกายวอล์ก พวกเขาก็เลือกโครงสร้างชนิดที่จะไม่กระทบกระเทือนต่อรากต้นไม้เดิม แม้จะมีราคาสูงกว่าก็ตาม

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ระหว่างเดิน คุ้งชวนเราสังเกตเก้าอี้ไม้ด้านล่างพร้อมบอกว่า นั่นคือไม้เหลือใช้จากการรื้อโรงงานและนำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งทางเดินข้ามน้ำก็มาจากบล็อกคอนกรีตเดิมของโรงงาน ส่วนอิฐตัวหนอนที่ใช้ในที่จอดรถและฐานที่จอดจักรยาน ก็มาจากของเดิมของโรงงานเช่นกัน

Dynamic of the Park

ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่คือความเปลี่ยนแปลง… สวนป่าก็เช่นกัน

“เรามักคิดว่าสวนสาธารณะมีอยู่รูปแบบเดียว คือรูปแบบของสวนที่จัดเสร็จแล้ว ต้นไม้ปลูกเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนที่สวนสาธารณะ High Line ที่นิวยอร์กเปิดใหม่ ๆ ผมไปที่นั่น ก็พบว่าตรงทางรถไฟเก่าที่เป็นก้อนกรวด เขาปล่อยไว้ไม่ปลูกอะไร เพราะรอให้เมล็ดหญ้าพื้นเมืองปลิวมาตกและเติบโตเอง เพื่อให้มีพืชพื้นถิ่นเกิดที่นั่น”

โตมรเล่าถึงสวนอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากความสำเร็จรูปที่เราคุ้นชิน พร้อมทั้งยกตัวอย่างการออกแบบสวนอีกแห่งที่โตเกียวว่า สถาปนิกตั้งใจออกแบบให้เป็นสวนป่าที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรดน้ำ แต่ต้องใช้เวลา 150 ปี ในการรอให้สวนไปถึงจุดนั้น โดยแต่ละฤดูกาล พืชพรรณจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน โดยปัจจุบันซึ่งผ่านมาแล้วราว 100 ปี เป็นจุดที่ต้นสนและเฟินกำลังขึ้น ซึ่งสุดท้ายมันจะตายไป และถูกแทนที่ด้วยไม้ใบกว้างอย่างการบูร โอ๊ค ที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องมีคนดูแล

“ผมไปค้นดูประวัติศาสตร์ของสวนสาธารณะในโลก พบว่ามันมีอยู่ 2 ลักษณะ แบบแรกคือแนวคิดของคนอังกฤษ ที่เขาจะสรรหาพันธุ์ไม้แปลก ๆ มาเก็บไว้ เป็นคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์ เกิดเป็นสวนที่ต้องการการฟูมฟัก ต้องดูแลอย่างดี กับสวนอีกแบบหนึ่งที่ใช้พืชท้องถิ่น แล้วให้มันเติบโตเอง ที่เรียกว่า Forest Park หรือ Forest Gardening หรือสวนป่า มีมาตั้งแต่ยุคหินกลางที่มนุษย์ไปเก็บลูกไม้ที่เราชอบกินมาปลูก”

แน่นอนว่าสวนเบญจกิติเฟสใหม่นี้ ก็คือสวนในรูปแบบหลัง ซึ่งโตมรเล่าว่า เป็นเหมือนหน้าสดของกรุงเทพฯ ที่จำลองพื้นที่ชุ่มน้ำภาคกลางสมัยก่อน มีที่ลุ่ม มีโคก มีหนอง พอน้ำท่วม สมันก็จะหนีน้ำไปอยู่บนโคก

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

“หญ้าที่เห็นนี้ก็มีวัฏจักรของมัน ช่วงหน้าแล้งมันจะตายและทิ้งเมล็ดไว้ พอฝนมาก็จะงอกใหม่ คนที่มาช่วงหน้าแล้ง เห็นมันแห้งก็อาจนึกว่าทำไมดูแลสวนไม่ดีเลย แต่ที่จริงมันคือวงจรของธรรมชาติ” คุ้งเล่าเสริม

“วันนี้ต้นไม้ส่วนใหญ่ยังไม่โต เวลาเดินไปแต่ละโซนก็เลยอาจดูเหมือน ๆ กันไปหมด แต่ในอนาคต พอต้นไม้ใหญ่โตแล้ว เราจะเห็นความแตกต่างของแต่ละโซนชัดเจนขึ้น เพราะแต่ละโซนจะถูกกำหนดด้วยพันธุ์ไม้”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์อธิบายว่า ในโซนพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมดจะแบ่งเป็นบ่อหลักอยู่ 4 บ่อ 

บ่อแรกอยู่ใกล้คลองไผ่สิงโต ซึ่งเชื่อมกับคลองเตยที่ใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีความเป็นน้ำกร่อย กล้าไม้ในโซนนี้จึงเน้นไปที่ไม้ป่าชายเลน ส่วนบ่อที่ 2 เป็นคอนเซ็ปต์บึงป่าน้ำจืด มีไม้ป่าจำพวกมะค่า ประดู่ ส่วนบ่อที่ 3 เป็นบ่อที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ใจกลางสวน เป็นโซนของต้นไม้ใหญ่อายุยืน พวกโพธิ์ ไทร ไกร กร่าง รวมถึงต้นจามจุรีที่มีอยู่เดิมด้วย และบ่อสุดท้ายเป็นโซนสวนป่ากินได้และสวนเกษตรคนเมือง มีแปลงนาสาธิต มีพืชอาหารคนและพืชอาหารนก เช่น ตะขบ มะกอกน้ำ ค้าน้ำ ซึ่งเขาบอกว่าต้นไม้เหล่านี้จะโตเต็มที่ก็ราว ๆ อีก 30 ปีข้างหน้า

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ส่วนนักนิเวศวิทยาอย่าง ดร.นณณ์ ก็พูดถึงอนาคตของสวนแห่งนี้ว่า เป็นความน่าสนใจที่จะรอดูว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยเขาเล่าตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ 40 ไร่ ที่เขาทำไว้ที่หนองจอกว่า หลังขุดบ่อเสร็จและปล่อยน้ำเข้ามาเพียงแค่ 1 ปี ก็มีพืชพรรณต่าง ๆ ที่เกิดเองเต็มไปหมด เช่น โสน กก แห้ว บัว และปลาอีกมากมาย แต่ในบริบทสวนใจกลางเมืองแบบนี้อาจเป็นไปได้ยาก เพราะแหล่งพันธุกรรมของพืชและสัตว์ท้องถิ่นรอบ ๆ ไม่น่ามีอยู่แล้ว การนำมาปลูกจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็น่าสนใจที่จะรอดูว่า จะมีเมล็ดพืชชนิดไหนที่อาจติดมากับเท้านกหรือมูลนกแล้วมาเกิดเองได้บ้าง ไปจนถึงสัตว์น้ำพื้นถิ่นอย่างปลากัดไทย ปลากริม ปลากระดี่ ปลาหมอไทย

“คือถ้าไม่หามาปล่อย ก็ต้องรอดูว่าจะมีมาเองไหม เพราะเคยมีรายงานเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า มีไข่ปลาบางชนิดที่พอเป็ดกินเข้าไปแล้ว มันทนกรดในระบบทางเดินอาหารเป็ดได้ พอเป็ดอึออกมา ก็กลายเป็นลูกปลา แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเอเลี่ยนสปีชีส์ เช่น ไมยราบยักษ์หรือกระฉูด ที่ถ้าเริ่มขยายพันธุ์แล้วจะกำจัดยากมาก”

ในระหว่างเดิน มีคนถามถึงหิ่งห้อยว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีในพื้นที่นี้ ซึ่ง ดร.นณณ์ ตอบว่า ข้อจำกัดหลักของที่นี่คือแสงสว่าง เพราะหิ่งห้อยใช้แสงในการสื่อสาร ถ้าไม่มืดสนิทก็จะอยู่ไม่ได้ แต่หากดูแค่ตลิ่งดินและแหล่งน้ำก็ถือว่าเหมาะสม เพราะตัวอ่อนหิ่งห้อยกินหอยเป็นอาหาร และหิ่งห้อยน้ำจืดก็อยู่กับกกได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่บนต้นลำพู

Forest for Rest

หากจะให้นิยามความรู้สึก 1 คำ จากการได้มายืนดูสวนแห่งนี้ หลายคนก็อาจเลือกคำว่า ความสุข

“เคยได้ยินคำว่าอาบป่าไหม” ดร.นณณ์ ชวนคุยระหว่างเดิน

แนวคิดการอาบป่า หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าชินรินโยคุ คือแนวคิดของการให้ธรรมชาติช่วยบำบัดและเยียวยาจิตใจ ไม่ต่างจากเนื้อร้องในเพลงที่ว่า หากคุณเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า…

“แม้มนุษย์จะอาศัยในเมือง แต่แค่ไม่กี่ร้อยรุ่นที่ผ่านมา เราก็ยังอาศัยอยู่ในป่า ซึ่งการที่มนุษย์ยุคนั้นจะอยู่ได้ เราจำเป็นต้องมีป่าที่สมบูรณ์ นั่นก็ทำให้สมองของเราถูกโปรแกรมให้เวลาเราเห็นป่าเขียว ๆ ผืนน้ำกว้าง ๆ เราก็จะรู้สึกมีความสุข แต่ทุกวันนี้ พวกเราคงไปเที่ยวป่าไม่ได้ทุกวัน ดังนั้น การมีพื้นที่แบบนี้ในเมืองจึงสำคัญ และทำให้สุขภาพจิตของคนเมืองดีขึ้น”

ดร.นณณ์ อธิบาย พร้อมเล่าข้อมูลจากหนังสือ Last Child in the Woods ที่ยกตัวอย่างงานวิจัยถึงผลดีของการมีพื้นที่ธรรมชาติในเมืองว่า มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เด็กจากโรงเรียนที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะ มีคะแนนเฉลี่ยดีกว่าเด็กจากโรงเรียนที่อยู่ในเมืองที่ล้อมรอบด้วยตึก หรืองานวิจัยอีกชิ้นก็พบว่า ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่มองออกไปเห็นพื้นที่สีเขียว ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวที่ดีกว่า

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ตอนนี้เราก็เดินมาถึงจุดเริ่มต้นของสวนอีกครั้ง ก่อนที่การเดินทางเรียนรู้วันนี้จะสิ้นสุดลง สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์ก็ได้กล่าวถึงคีย์เวิร์ดชวนคิดทิ้งท้าย กับคำว่า Ecological Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศ

“ปกติเมื่อเราพูดถึง Infrastructure เราก็มักนึกถึงถนน ไฟฟ้า ประปา แต่ตอนเราออกแบบ เราอยากที่นี่ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศของเมือง เพราะนิเวศแปลว่าบ้าน เวลาพูดถึงบ้าน มันไม่ใช่แค่ขอบคอนกรีตที่เรากั้นขึ้นมา แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราอยากให้โครงการนี้สร้างกรอบคิดใหม่ของคนกับเมือง ให้การรับรู้คำว่าบ้านขยายออกไป – ไปเชื่อมกับธรรมชาติภายนอกด้วย”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Earth Appreciation

ชวนคนเมืองออกไปรู้จักและรื่นรมย์กับธรรมชาติรอบตัว ด้วยเนื้อหาย่อยง่ายแบบบทเรียน 101

ในโลกแฟนตาซี เรามีซูเปอร์ฮีโร่มากมาย ทั้งสไปเดอร์แมน แบทแมน ทำหน้าที่ปราบเหล่าร้ายยามค่ำคืน

แต่ในโลกความเป็นจริง เราก็มีเหล่าอเวนเจอร์สที่แอบช่วยเราอยู่โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ใส่เครื่องแบบ ไม่ต้องแปลงร่าง แต่พวกเขาคือสัตว์ธรรมดาที่มีความสามารถไม่ธรรมดา

กิจกรรม Earth Appreciation 08 : Night Lives จะพาไปรู้จักกับเหล่าฮีโร่แห่งรัตติกาลกัน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ที่ The Cloud ร่วมกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD จัดกิจกรรมพิเศษชวนคนเมืองมาเรียนรู้ธรรมชาติในสวนเบญจกิติ ครั้งนี้ต่างจากครั้งอื่นตรงที่เราจะมาเดินสวนในเวลากลางคืน เพื่อทำความรู้จักกับสัตว์หลายชนิดที่ดูเผิน ๆ อาจไม่น่ารัก แต่สำคัญยิ่งต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ในเมือง

ไม่แน่ว่า เมื่อเราได้รู้จักพวกเขามากขึ้น เราอาจมองเห็นความน่ารักที่ซ่อนอยู่ในตัวพวกเขาก็ได้ หรือต่อให้ยังทำใจมองว่าน่ารักไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้เห็นความสำคัญและยินดีให้พวกเขาอยู่ร่วมเมืองกับเรา

วันนี้ เรามีวิทยากรมากันเป็นทีมใหญ่ เริ่มจากทีม Nature Play and Learn Club ที่นำโดย ทอม-อุเทน ภุมรินทร์, เอ้-ชุตินธร วิริยะปานนท์ และ บิ๊ก-ปกรณ์ คมขำ ตามมาด้วยผู้เชี่ยวชาญแมลงและแมงมุมจากมูลนิธิโลกสีเขียว นั่นคือ เจท-อธิปัตย์ อู่ศิลปกิจ ทีมแอดมินเพจ ‘นก หนู งูเห่า’ นำโดย อาร์ม-อัครชัย อักษรเนียม, อู๊ด-ปริญญา ภวังค์คะนันทน์ และ แบงค์-ธนาวุธ วรนุช รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศในเมืองอย่าง เต่าดร.ภควัต ทวีปวรเดช

ถ้าพร้อมแล้ว ไปเดินกันเลย

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ
ทีมวิทยากร (จากซ้ายไปขวา) เจท-อธิปัตย์ อู่ศิลปกิจ, อาร์ม-อัครชัย อักษรเนียม, แบงค์-ธนาวุธ วรนุช, อู๊ด-ปริญญา ภวังค์คะนันทน์, บิ๊ก – ปกรณ์ คมขำ, ทอม-อุเทน ภุมรินทร์, เต่า-ดร.ภควัต ทวีปวรเดช และ เอ้-ชุตินธร วิริยะปานนท์

นักล่าน่ารัก

ก่อนจะไปเจอสัตว์ที่ดูน่ากลัว เรามาเริ่มจากสัตว์ที่ดูน่ารักกันก่อน นั่นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ‘นกเค้าจุด’ ผู้โด่งดัง วันนี้น้องทั้งสองตัวยังเกาะอยู่ที่ต้นไทรต้นเดิมที่เราเห็นคราวที่แล้ว

“ไม่ใช่นกเค้าทุกชนิดที่หากินกลางคืน บางชนิดหากินกลางวันก็มี เช่น นกเค้าแคระ ซึ่งอยู่ในป่า เป็นนกเค้าตัวเล็ก มีตาหลอกอยู่ด้านหลัง คือสีขนดูเหมือนลูกตา ส่วนเค้าจุดที่เราเจอนี้ เวลาหากินค่อนข้างยืดหยุ่น ส่วนใหญ่เป็นช่วงโพล้เพล้กับใกล้รุ่งสาง เขาจะกินพวกแมลงปีกแข็งหรือหนูตัวเล็ก ๆ เป็นผู้ช่วยเกษตรกรที่ดีมาก บริการกำจัดศัตรูพืช เช่น ด้วงมะพร้าว แบบไม่คิดค่าบริการเลย” ทอมเล่า

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ

“พอถึงช่วงฤดูจับคู่ผสมพันธุ์ นกเค้าจุดตัวผู้จะหาของขวัญพวกหนอน แมลง มาให้ตัวเมีย เหมือนคนมอบแหวนให้กัน เพื่อแสดงว่าฉันดูแลเธอได้นะ แล้วถ้าตัวเมียยอมรับก็จะไปเลือกโพรงกัน”

นั่นคือความสำคัญของการมีต้นไม้ใหญ่ในเมือง เพราะนกกลุ่มนี้จะทำรังในโพรงไม้ ด้วยความที่มันเจาะโพรงเองไม่ได้ ก็เลยต้องหาต้นไม้ที่มีโพรงตามธรรมชาติ เช่น เกิดจากกิ่งไม้หักและมีเชื้อราเข้าไป ในพื้นที่ที่โพรงธรรมชาติมีน้อย เราอาจช่วยพวกเขาได้โดยการติดตั้งโพรงรังเทียม ซึ่งนกเค้าจุดต้องการขนาดอย่างน้อย 30 เซนติเมตร

“แต่ถ้าเป็นในป่า นอกจากโพรงธรรมชาติแล้ว มีสัตว์กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าเป็นวิศวกรของผืนป่า เช่น กลุ่มนกหัวขวาน พวกนี้เจาะโพรงได้ และโพรงที่มันไม่ใช้แล้วจะกลายเป็นบ้านมือสองให้สัตว์อื่น ๆ เช่น นกเค้า นกเงือก นกแก้ว ที่เจาะโพรงเองไม่ได้ แล้วก็มีพวกหมี เช่น หมีควาย หมีคน ช่วยทำหน้าที่เป็นวิศวกรเหมือนกัน เขาจะปีนต้นไม้ไปกินน้ำผึ้ง ตะกุยเปลือกไม้ แล้วพอเชื้อราเข้าไปจะเกิดโพรง กลายเป็นบ้านให้สัตว์อื่น ๆ” ทอมเล่าถึงการพึ่งพากันของสัตว์ต่าง ๆ ที่ทำให้เรารู้ว่า การมีสัตว์หลากหลายชนิดช่วยส่งเสริมให้ระบบนิเวศแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ
นกเค้าจุด

ในขณะที่เรากำลังชื่นชมความน่ารักของนกเค้ากันอยู่นั้น ทอมก็เล่าว่า ความน่ารักของนกเค้านี้เองที่นำภัยมาสู่ตัวมัน โดยเฉพาะหลังจากภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ออกฉาย มีความต้องการนกเค้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก จนประชากรนกเค้าตามธรรมชาติลดลง ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนที่ซื้อนกเค้ามาเลี้ยงมักไม่มีความรู้ในการเลี้ยงที่ดีพอ ให้อาหารไม่ถูกต้อง จนนกเค้าหลายตัวมีภาวะขาดแคลเซียม กระดูกพิการถาวร และกลับสู่ธรรมชาติไม่ได้ตลอดชีวิต หรือบางตัวก็บินชนพัดลมเพดานจนปีกขาดก็มีไม่น้อย

ผลที่ตามมาจากการที่นกเค้าลดลงก็คือ ธรรมชาติขาดผู้ควบคุมประชากรแมลง ดังนั้น เราจึงไม่ควรซื้อสัตว์ป่ามาเลี้ยง โดยวิธีที่ดีกว่าถ้าเราอยากชื่นชมความน่ารักของนกเค้า ก็คือการเก็บรักษาพื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่สีเขียวในเมือง เก็บรักษาต้นไม้ใหญ่เพื่อให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิต เป็นความรักที่ไม่ต้องกักขัง พวกเขาก็จะช่วยเรากลับด้วยการกินแมลงศัตรูต้นไม้ของเราแบบฟรี ๆ

What the Frog!

ขณะที่ความมืดเข้าปกคลุมพื้นที่ สายฝนก็ยังโปรยปรายไม่หยุด ทำให้แผนเดิมที่กลุ่มวิทยากรตั้งใจจะวางกับดักแสงเพื่อดูผีเสื้อกลางคืนเป็นอันต้องล้มพับไป แต่ในอีกมุมหนึ่ง ช่วงเวลาฝนพรำเช่นนี้ก็ถือเป็นเวลาทองที่เหล่ากบเขียดกำลังเริงร่า ทำให้เรามีโอกาสเจอตัวพวกเขาง่ายขึ้น

เมื่อเราเดินเข้าสู่โซนพื้นที่ชุ่มน้ำ ก็ได้ยินเสียงสัตว์กลุ่มหนึ่งดังมาจากบึง เจทเล่าว่าการที่พวกเขาร้องก็เพื่อหาคู่ผสมพันธุ์ ไม่นานเราก็ได้สบตาหนึ่งในเจ้าของเสียง ซึ่งอาร์มจับมาให้พวกเราดู – น้องตัวนี้มีชื่อว่า ‘อึ่งอ่างบ้าน’

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ
อึ่งอ่างบ้าน

“ชนิดนี้พบตามบ้านได้บ่อย เพราะปีนต้นไม้ ปีนผนังเก่ง ที่ผิวหนังของเขามีเมือกที่ลื่นมาก ถ้าสัมผัสจะเริ่มเหนียว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ล่ากินมันได้ง่าย ๆ” อาร์มอธิบาย

เขาเล่าต่อว่า จุดเด่นของอึ่งอ่างคือพองตัวได้เมื่อรู้สึกถูกคุกคาม วันนี้เขาจับน้องขึ้นมาเพื่อการศึกษา เมื่อทุกคนได้เห็นแล้วก็ปล่อยน้องไป พอปล่อยตัวน้องก็แฟบลงอย่างชัดเจน

“สัตว์กลุ่มนี้ ผิวหนังจำเป็นต้องชื้นตลอดเวลาเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซ ถ้าผิวแห้งจะหายใจไม่ออก แม้ว่ามันจะหายใจด้วยปอดได้ แต่จะแบ่งสัดส่วนระหว่างปอดกับผิวหนัง ทางผิวหนังมีสัดส่วนค่อนข้างเยอะ” อาร์มอธิบายเหตุผลที่ทำให้สัตว์กลุ่มนี้ต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำแม้ว่าจะโตเต็มวัยแล้ว สำหรับอึ่งอ่างบ้าน ในช่วงฤดูแล้งมันจะขุดดินไปหลบเพื่อจำศีล ทำให้เราไม่ค่อยได้เห็น

ถัดจากอึ่งอ่าง ไม่นานเราก็ได้เจอเพื่อนของมันอีกชนิด ตัวนี้ตัวเล็กกว่า เขาคือ ‘ปาดบ้าน’ จุดเด่นของปาดคือ ปลายนิ้วมีตุ่มใหญ่ ๆ ที่มีความเหนียวเพื่อช่วยยึดเกาะกับผนังเวลาปีนป่าย ภาษาอังกฤษของปาดคือ Tree Frog

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ
ปาดบ้าน

“ถ้าบ้านใครมีบ่อปลา อาจเคยเห็นโฟมสีเหลือง ๆ อยู่ข้างบ่อ นั่นคือโฟมของปาดบ้าน ช่วงมีฝน มันจะออกมาจับคู่ผสมพันธุ์ริมน้ำ บางทีก็เกาะตามใบไม้เหนือน้ำ ขี่หลังกัน สร้างโฟมออกมาแล้วก็วางไข่ ลูกปาดที่ออกจากไข่ก็จะหล่นลงไปในน้ำ กลายเป็นลูกอ๊อด ก่อนจะกลายมาเป็นปาดตัวจิ๋ว” อาร์มอธิบายวงจรชีวิตของปาด

นอกจากสองชนิดนี้แล้ว สวนแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นคางคกบ้าน ที่มีจุดเด่นคือผิวหนังขรุขระและมีต่อมพิษที่ผิวหนัง เขียดน้ำนองหรือเขียดทราย ที่พบได้บ่อยในกรุงเทพฯ ตามแหล่งน้ำนิ่ง ลอยตัวในน้ำได้ แล้วก็ยังมีอึ่งน้ำเต้า อึ่งหลังจุด กบนา กบหนอง เขียดบัว และอื่น ๆ

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ

หากถามว่าการที่เมืองมีเหล่ากบ เขียด ปาด อึ่งอ่าง คางคก สำคัญยังไง คำตอบก็คือสัตว์กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรแมลง เช่น แมลงเม่า ไปจนถึงแมลงศัตรูพืชอีกหลายชนิด พวกเขาจึงเป็นเหมือนเจ้าหน้าที่ของสวนที่ช่วยดูแลต้นไม้ให้เราอีกทางด้วย แม้แต่ลูกอ๊อดของพวกมันก็ช่วยกินลูกน้ำยุงลายได้ ทำให้ท่ามกลางความมืดตอนนี้ เราไม่ถูกยุงหาม

แต่ข่าวร้ายก็คือ ทุกวันนี้ประชากรกบทั่วโลกลดลงอย่างมาก ทั้งจากการสูญเสียที่อยู่อาศัย ไวรัส โรคและสารเคมีต่าง ๆ ทำให้กบหลายชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ดังนั้น การที่เราได้เห็นสัตว์กลุ่มนี้หลายชนิดยังเริงร่าอยู่ในสวนแห่งนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าดีใจ

Spider & Man

จากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่ถนนสายหลักกลางสวน เจทชวนให้เราส่องไฟดูตามลำต้นของต้นไม้ใหญ่สองข้างทางพร้อมบอกว่า มีแมงมุมชนิดหนึ่งที่อยากให้ทุกคนได้เจอมาก นั่นคือ ‘แมงมุมเปลือกไม้ลายประดับ’ มันพรางตัวกับเปลือกไม้อย่างแนบเนียน วิธีการหาคือใช้ไฟฉายส่อง ถ้าเจอตัว จะเห็นตาของเขาสะท้อนแสงวาว ๆ เหมือนลูกแก้วเล็ก ๆ

“แมงมุมกลุ่มนี้พอแม่วางไข่ตรงไหน ลูกที่เกิดมาจะมีสีสันและลวดลายคล้ายกับสิ่งแวดล้อมตรงนั้น เช่น ถ้าไปเกิดใกล้ ๆ ไลเคน ลายจะเหมือนไลเคนตรงนั้น และพอโตสีก็จะไม่เปลี่ยนแล้ว” เจทเล่าถึงความมหัศจรรย์ของแมงมุมชนิดนี้

“โลกของแมงมุมมีหลากหลายมาก นอกจากจะมีแมงมุมเปลือกไม้ลายประดับที่พรางตัวกับต้นไม้แล้ว ก็มีแมงมุมบางชนิดที่พรางตัวเนียนเหมือนดอกไม้ หรือบางชนิดปลอมตัวเลียนแบบแมลง เช่น มด ผึ้ง แตน เพื่อจับกิน บางชนิดเดินบนน้ำได้ก็มี เช่น แมงมุมหมาป่า หรือถ้าเป็นในป่าก็มีแมงมุมกินปลาที่ดำน้ำได้ โดยจะมีแผ่นปิดก้น เหมือนมีระฆังครอบไว้ มันจะเป่าลมเข้าข้างในก่อนดำน้ำลงไป”

เหล่าแมงมุมที่เจทพูดถึงนี้ เป็นแมงมุมกลุ่มที่ไม่สร้างใย แต่จะใช้วิธีวิ่งไล่ตะครุบเหยื่อ พวกนี้เกิดมาบนโลกก่อนกลุ่มแมงมุมที่สร้างใย ซึ่งวิวัฒนาการขึ้นมาในภายหลัง

ด้วยความที่สายฝนยังโปรยลงมาไม่หยุด ทำให้เหล่าแมลงและแมงมุมไปหลบซ่อนตัวกัน เราเลยอดเจอแมงมุมเปลือกไม้ลายประดับในตำนาน แม้ว่าจะไม่เจอแมงมุม เราก็ได้เจอจิ้งจกชนิดหนึ่งที่มีสีสันพรางตัวเนียนกับเปลือกไม้แทน อาร์มบอกว่านี่คือ ‘จิ้งจกหางแบน’ จุดเด่นคือหางเป็นแผ่นลากไปกับเปลือกไม้ พบได้บ่อยตามต้นไม้ ถ้าเราหาเจอ

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ
จิ้งจกหางแบน

“ในกรุงเทพฯ มีจิ้งจกประมาณ 5 ชนิด นอกจากจิ้งจกหางแบนแล้ว ก็มีจิ้งจกหางหนาม ที่หางเป็นทรงกระบอกและมีหนามเล็ก ๆ อีกชนิดคือจิ้งจกหางหนามหลังปุ่ม แล้วก็มีจิ้งจกดินสยามที่จะอยู่ตามพื้นดิน แล้วก็จิ้งจกหินสีจางที่เป็นสีครีม ๆ พบได้ตามบ้านทั่วไป” ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานบอกจุดสังเกตที่อาจทำให้เราสนุกกับการมองจิ้งจกมากขึ้น

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ

จากทางเดินริมถนน เราเข้าสู่พื้นที่ชุ่มน้ำอีกครั้ง เมื่อส่องไฟดูใต้ใบไม้ตามกอพืชน้ำ เราจะเห็นในสิ่งที่กลางวันไม่ค่อยเจอ นั่นคือใยแมงมุมมากมาย เพราะแมงมุมกลุ่มชักใยนี้ มักสร้างใยช่วงหัวค่ำเพื่อดักแมลงยามค่ำคืน

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ
แมงมุมตาหกเหลี่ยม

จากก่อนหน้านี้เมื่อเราเห็นใยแมงมุม เราก็จะรู้แค่ว่านี่คือแมงมุม ตัวไหน ๆ ก็เหมือนกันหมด แต่คราวนี้เมื่อได้ลองสังเกตมากขึ้น การดูแมงมุมก็สนุกขึ้น เริ่มตั้งแต่การสังเกตรูปแบบของใย เจทเล่าว่ามีหลายแบบ เริ่มจากกลุ่มที่ชักใยเป็นวงกลมสวยงามแบบที่เราคุ้นเคย นั่นคือกลุ่ม ‘แมงมุมใยกลม’ ต่อด้วยกลุ่มที่สร้างใยยุ่งเหยิงที่เรียกว่ากลุ่ม ‘แมงมุมใยยุ่ง’ เจ้าของหยากไย่ตามมุมบ้าน ไปจนถึงกลุ่มที่ยิงใยเป็นเส้นยาว ๆ เดี่ยว ๆ เหมือนสไปเดอร์แมน ซึ่งมีฉายาว่า ‘นักล่าใยเดี่ยว’

หนึ่งในนักล่าใยเดี่ยวที่เราได้เจอหลายตัวในวันนี้ ก็คือ ‘แมงมุมเขี้ยวยาว’ ที่มีจุดเด่นคือปลายปากมีเขี้ยวคู่หนึ่งยาวเด่นชัด พวกนี้มักสร้างใยเหนือผิวน้ำเป็นเส้นยาว ๆ

“ในน้ำจะมีพวกริ้นหรือลูกน้ำยุง ซึ่งพวกนี้พอขึ้นจากน้ำ มันต้องใช้ระบบปั๊มเพื่อดันปีกออกมา ทำให้ต้องหาที่เกาะริมน้ำ แมงมุมชนิดนี้ก็จะสร้างใยเป็นเส้นไว้รอ พอพวกนี้มาเกาะ แมงมุมก็จับกิน” เจทเล่าถึงกลยุทธ์สุดล้ำของนักล่าใยเดี่ยว อีกหนึ่งผู้ควบคุมยุงในเมือง

เขาลองจับแมงมุมเขี้ยวยาวตัวหนึ่งมาใส่กล่องให้ทุกคนได้เห็นชัด ๆ และบอกว่า ตัวนี้เป็นตัวผู้ สังเกตได้จากปลายหนวดที่มีลูกตุ้มเหมือนนวม ข้างในบรรจุสเปิร์มไว้ เมื่อจับคู่ผสมพันธุ์ มันจะใส่นวมนี้เข้าไปที่รูเปิดข้างลำตัวของตัวเมียและหักหนวดนี้คาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวผู้ตัวอื่นมาผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวนี้

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ
แมงมุมเขี้ยวยาว

แต่ข่าวร้ายของพ่อบ้านใจกล้าก็คือ เมื่อผสมพันธุ์เสร็จ ตัวเมียมักจับตัวผู้กินเพื่อนำโปรตีนไปใช้สร้างไข่ ซึ่งเป็นพฤติกรรมเดียวกับกลุ่มตั๊กแตนตำข้าว แต่ถ้าตัวผู้ตัวไหนหนีทันก็โชคดีไป

นอกจากกลุ่มแมงมุมใยเดี่ยวแล้ว เราได้ทำความรู้จักกับแมงมุมใยกลมอีกหลายชนิด ชนิดที่เจอง่ายก็เช่น แมงมุมใยกลมหลังรักบี้ ที่ส่วนหลังเหมือนแบกลูกรักบี้ มักอยู่ตามยอดหญ้า เริ่มออกหากินช่วงน้ำค้างหยดแรกของค่ำคืน แต่ที่พิเศษของคืนนี้ก็คือ เราได้เจอแมงมุมเขี้ยวยาวตัวหนึ่งซึ่งปกติเป็นนักล่าใยเดี่ยว แต่ตอนนี้มันกำลังไต่อยู่บนใยกลม ๆ ของแมงมุมชนิดอื่น

“เวลาแมงมุมเดินบนใย มันจะเดินด้วยเล็บ ใช้เล็บเกี่ยวใย นี่คือเหตุผลที่ทำให้มันไม่ติดใยตัวเอง และเดินบนใยของแมงมุมตัวอื่นได้”

สำรวจสวนเบญจกิติตอนค่ำ ตามหาสรรพสัตว์ที่ออกมาใช้ชีวิตยามค่ำคืน ตั้งแต่บนฟ้าถึงในน้ำ
แมงมุมเขี้ยวยาวที่เดินบนใยของแมงมุมใยกลม

มาถึงคำถามสุดฮิตที่ต้องมีคนสงสัย นั่นก็คือแมงมุมมีพิษไหม เจทไขข้อข้องใจว่า แมงมุมทุกชนิดมีพิษ แต่ส่วนใหญ่พิษอ่อนและไม่เป็นอันตรายต่อคน ที่พิษร้ายจริง ๆ มีแค่ไม่กี่ชนิดเท่านั้น และส่วนใหญ่ถ้ามันไม่รู้สึกว่าถูกคุกคามแบบจวนตัว ก็มักหนีมากกว่าจะเข้ามาทำร้ายเรา

นอกจากแมงมุมแล้ว สัตว์อีกชนิดที่เหล่าวิทยากรพยายามมองหาในบึงนี้ก็คือเต่าบัว ซึ่งเคยมีคนเจอที่นี่ แต่น่าเสียดายที่วันนี้น้องไม่มาโชว์ตัว

พาเดินสวนเบญจกิติหลังตะวันตกดิน เยือนถิ่นแก๊งอเวนเจอร์ส หาคำตอบว่าทำไมสิ่งมีชีวิตพวกนี้ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเมือง

แม้เต่าบัวจะเป็นเต่าที่หน้าตาดูธรรมดา เหมือนเต่าที่เจอตามวัด แต่ทอมเล่าว่ามันเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เพราะถูกคนจับไปทำยาเยอะ อีกทั้งปัญหาการสูญเสียที่อยู่อาศัย พื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติหายไป บ่อน้ำใหญ่ในเมืองหลายแห่งก็ถูกทำเป็นขอบปูน ทำให้เต่าขึ้นมาเกาะพักไม่ได้ เพราะเต่าเหล่านี้หายใจด้วยปอด อยู่ในน้ำตลอดเวลาไม่ได้

แม้วันนี้เราจะไม่ได้เห็นเต่าบัว แต่แค่ได้รู้ว่าที่นี่เป็นสถานที่เหมาะสมที่น้องจะมีชีวิตอยู่แบบปลอดภัยได้ เราก็ดีใจแล้ว

มนุษย์ & ค้างคาว

ระหว่างเรากำลังส่องหาแมงมุม ดร.เต่า ก็ส่องไฟฉายกะพริบเรียกให้เราไปดูค้างคาวแม่ไก่ที่กำลังเกาะกินผลบนต้นโพธิ์ แต่เสียดายที่พอเดินไปถึง น้องก็บินผ่านหัวพวกเราไป

“ค้างคาวแม่ไก่เป็นค้างคาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย เป็นค้างคาวกินผลไม้ เวลาหากินจะห้อยหัวไต่ไปตามกิ่งไม้” ดร.เต่า เล่าให้ฟัง

พาเดินสวนเบญจกิติหลังตะวันตกดิน เยือนถิ่นแก๊งอเวนเจอร์ส หาคำตอบว่าทำไมสิ่งมีชีวิตพวกนี้ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเมือง
ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง
ภาพ : ทรงพล สังข์งาม

ส่วนทางกลุ่มของทอมที่แยกไปอีกทาง ได้เจอกับฝูงค้างคาวขอบหูขาวกลางที่กำลังปาร์ตี้ผลสุกบนต้นตะขบ ซึ่งเขาเล่าว่า ค้างคาวกลุ่มนี้มีหน้าที่สำคัญในการช่วยต้นไม้กระจายเมล็ด และพวกเขาก็ไม่ได้กินแค่ผลไม้เท่านั้น แต่ยังกินน้ำหวานจากดอกไม้ด้วย ทำให้พวกเขาคือผู้ทำหน้าที่ผสมเกสรที่เข้าเวรกะกลางคืน ช่วยผสมเกสรดอกไม้ที่บานยามค่ำคืน เช่น ดอกทุเรียน ดอกสะตอ นั่นแปลว่าถ้าเราไม่มีค้างคาวกินผลไม้ เราก็อาจไม่มีทุเรียนกิน

พาเดินสวนเบญจกิติหลังตะวันตกดิน เยือนถิ่นแก๊งอเวนเจอร์ส หาคำตอบว่าทำไมสิ่งมีชีวิตพวกนี้ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเมือง
ค้างคาวขอบหูขาวกลาง
ภาพ : อุเทน ภุมรินทร์

ค้างคาวในไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือค้างคาวกินผลไม้และค้างคาวกินแมลง ค้างคาวกินผลไม้ตาโต เพราะใช้ตามอง หน้าตาน่ารักเหมือนลูกหมาห้อยหัว แต่ถ้าเป็นค้างคาวกินแมลง ตาจะเล็กมาก เพราะใช้ระบบเสียงนำทางเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า Echolocation ซึ่งมันจะรู้ตำแหน่งแมลงที่แม่นยำมาก ใบหน้าของมันแบน ๆ และยับยู่ยี่ หูกางใหญ่ ทำหน้าที่เหมือนจานดาวเทียมสะท้อนคลื่นเสียง

ส่วนเจทก็ชวนดูความแตกต่างที่เห็นได้ระหว่างบิน คือค้างคาวกินผลไม้จะไม่มีแผ่นปิดหาง ทำให้เวลาบินจะเห็นเหมือนมันใส่กางเกงขาก๊วย แต่ถ้าเป็นค้างคาวกินแมลง จะมีแผ่นปิดที่หาง เพราะมันใช้แผ่นนี้ตวัดแมลงเข้าปาก

บางคนถามถึงเรื่องเชื้อโรคในค้างคาว วิทยากรจากเพจ ‘นก หนู งูเห่า’ อธิบายว่า แม้ในร่างกายค้างคาวจะมีเชื้อโรค แต่ถ้าเราไม่ได้ไปสัมผัสมัน โอกาสติดเชื้อโรคก็น้อย เพราะค้างคาวพวกนี้ไม่ค่อยมายุ่งกับคน และเราอยู่ร่วมเมืองกับมันได้

พาเดินสวนเบญจกิติหลังตะวันตกดิน เยือนถิ่นแก๊งอเวนเจอร์ส หาคำตอบว่าทำไมสิ่งมีชีวิตพวกนี้ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเมือง

จากนั้น เราเดินมาจบที่บ่อวงกลมริมอัฒจันทร์ หรือที่ทีมวิทยากรตั้งชื่อให้ว่า ‘บ่อค้างคาว’ เพราะช่วงหัวค่ำมักมีค้างคาวกินแมลงบินฉวัดเฉวียนเพื่อโฉบกินแมลงที่ผิวน้ำ แต่ด้วยความที่ฝนตก แมลงไม่ออกมา โชว์นี้จึงเลื่อนเวลาออกไป จนกระทั่งก่อนที่เราจะแยกย้าย ฝนเริ่มซาพอดี ทำให้โชว์บินผาดโผนได้เริ่มขึ้น

“ค้างคาวกินแมลงช่วยเรากินยุงได้เยอะมาก ค้างคาวกินแมลง 1 ตัวอาจกินยุงได้มากถึง 1,300 ตัวใน 1 คืน” ทอมสรุปถึงความสำคัญของสัตว์ชนิดนี้

พาเดินสวนเบญจกิติหลังตะวันตกดิน เยือนถิ่นแก๊งอเวนเจอร์ส หาคำตอบว่าทำไมสิ่งมีชีวิตพวกนี้ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเมือง

“สิ่งมีชีวิตในเมืองทุกชนิดล้วนช่วยพยุงระบบนิเวศในเมือง อย่างต้นไม้ต่าง ๆ ในสวน เราไม่ต้องทำอะไร ก็จะมีสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ช่วยดูแลสวนให้เราฟรี ๆ 24 ชั่วโมง บางชนิดช่วยปลูกต้นไม้ บางชนิดช่วยผสมเกสร บางชนิดช่วยควบคุมศัตรูพืช ถ้าเราไม่ออกมาเรียนรู้ ไม่ทำความรู้จัก เราจะไม่มีทางเข้าใจว่าจะมีสัตว์เหล่านี้ไปทำไม เราจะมีงูเขียวพระอินทร์ มีตัวอ่อนแมลงปอ มีค้างคาวไปทำไม”

ส่วนเจทก็เสริมถึงประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับสัตว์กลางคืนในทุกวันนี้ นั่นคือมลภาวะทางแสง ที่เมื่อความมืดยามค่ำคืนหายไป สัตว์หลายชนิดก็ใช้ชีวิตลำบากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เช่น หิ่งห้อย ที่ใช้แสงเพื่อสื่อสารและหาคู่ แต่เมื่อกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยแสงไฟ แสงเล็ก ๆ อย่างหิ่งห้อยจึงไม่อาจสู้ได้และหายไปจากเมืองกรุง ส่วนสัตว์ที่ต้องอพยพหลายชนิด เช่น นก แมลง ก็อาจบินหลงทิศเพราะแสงไฟในเมือง จนบินไม่ถึงจุดหมายและตายระหว่างทางจำนวนมาก แม้แต่ลูกเต่าทะเลที่เพิ่งฟักออกจากไข่ บางตัวก็ถูกดึงดูดด้วยแสงไฟในเมือง ทำให้มุ่งหน้าเข้าเมืองแทนที่จะลงทะเล

“วิธีแก้ง่าย ๆ อย่างหนึ่งก็คือการปรับรูปโคมไฟตามถนน จากที่เคยส่องกระจายทุกทิศ ก็ปรับโคมให้ส่องเฉพาะลงดิน หรือแสงไฟตามทางเดินก็อาจออกแบบให้ส่องเฉพาะพื้น ก็จะช่วยลดแสงฟุ้งกระจายขึ้นฟ้าได้”

พาเดินสวนเบญจกิติหลังตะวันตกดิน เยือนถิ่นแก๊งอเวนเจอร์ส หาคำตอบว่าทำไมสิ่งมีชีวิตพวกนี้ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเมือง

เจองูกับเจอแขก ไม่ต้องตีทั้งแขก ไม่ต้องตีทั้งงู

ขณะที่เรากำลังเดินกลับไปที่ทางออกของสวน กลุ่มวิทยากรด้านสัตว์เลื้อยคลานก็พาเราไปพบกับงู 2 ตัว ซึ่งเขาบอกว่า น้องคืองูเขียวหางไหม้ตาโต ตัวหนึ่งตาขวาบอด สังเกตจากที่ไม่มีลูกตาขวา

“ในกรุงเทพฯ มีงูเขียวหางไหม้ 2 ชนิด คือหางไหม้ตาโตกับหางไหม้ท้องเหลือง แต่ไม่ใช่งูเขียวทุกชนิดที่มีพิษ บางชนิดพิษอ่อนมากและไม่เป็นอันตราย เช่น งูเขียวพระอินทร์ งูเขียวปากจิ้งจก งูเขียวปากแหนบ ส่วนบางชนิดไม่มีพิษ เช่น งูเขียวกาบหมาก ซึ่งตัวค่อนข้างใหญ่” แบงค์อธิบาย

พาเดินสวนเบญจกิติหลังตะวันตกดิน เยือนถิ่นแก๊งอเวนเจอร์ส หาคำตอบว่าทำไมสิ่งมีชีวิตพวกนี้ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเมือง
งูเขียวหางไหม้ตาโตที่ตาขวาบอด

ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับงูตรงหน้า ทอมก็บอกว่า หากเราเจองูเข้าบ้านและไม่แน่ใจว่าเป็นชนิดไหน ก็ถ่ายภาพและส่งไปถามในไลน์ ‘งูเข้าบ้าน’ (Line ID : @sde5284v) ได้ จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญจากเพจ ‘นก หนู งูเห่า’ และกลุ่ม ‘siamensis’ คอยตอบให้ และถ้าเป็นงูพิษก็เรียกกู้ภัยให้มาช่วยจับได้

ขณะที่คนมากมายกำลังมุงล้อมงู 2 ตัวที่อยู่ตรงกลางวง แบงค์วิทยากรของเราใช้ไม้รูปตัวยูเกี่ยวไว้ไม่ให้น้องเลื้อยไปใกล้คนเกินไป เอ้ก็บอกเพื่อให้ทุกคนลดความกลัวงูลงว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย เขาก็ไม่ทำอะไรเรา

พาเดินสวนเบญจกิติหลังตะวันตกดิน เยือนถิ่นแก๊งอเวนเจอร์ส หาคำตอบว่าทำไมสิ่งมีชีวิตพวกนี้ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเมือง
งูเขียวหางไหม้ตาโต

“ลองดูก็ได้ค่ะ ถ้าเราลองยืนนิ่ง ๆ ไม่ไปทำอะไรเขา เขาจะแค่เลื้อยผ่านเราและหาทางออก” เอ้ชวนให้ทุกคนทำการทดลองเล็ก ๆ

จากนั้นวิทยากรก็เริ่มปล่อยงูให้เป็นอิสระ เจ้างูเลื้อยไปทางผู้เข้าร่วมทริปคนหนึ่ง ซึ่งยืนนิ่งไม่ขยับ ท่ามกลางความลุ้นของทุกคน…

และก็เป็นจริงอย่างที่เอ้พูด แม้งูจะเลื้อยผ่านเท้าของผู้ร่วมทริปคนนั้น มันก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะฉกใด ๆ และเลื้อยผ่านไปอย่างชิลล์ ๆ

“งูรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ ปกติถ้าได้ยินเสียงเราเข้าใกล้ เขาก็มักจะเลื้อยหนีไปก่อน แต่ถ้าประจันหน้ากันแบบกะทันหัน เราก็แค่นิ่ง แล้วเขาก็จะเลื้อยหนีไป” เอ้สรุป ซึ่งเป็นบทสรุปเดียวกับที่ ทรงกลด บางยี่ขัน แห่ง The Cloud กล่าวไว้ตอนท้ายของกิจกรรมว่า หากเราทำความเข้าใจ เราและสัตว์เหล่านี้ก็อยู่ร่วมเมืองกันได้

“หลายครั้งเรามีอคติกับความไม่คุ้นเคย มีอคติกับสัตว์บางประเภทที่รู้สึกว่าน่ากลัว น่าเกลียด แล้วก็แก้ปัญหาด้วยความคิดที่ว่า อย่าอยู่ร่วมกันเลย ฆ่าบ้าง ตีบ้าง วันนี้ที่วิทยากรชวนให้เราลองจับสัตว์หลายชนิด ก็เพื่ออยากให้เรารู้สึกว่า มันก็ไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวหรือน่าขยะแขยงนี่นา เขาก็เป็นเพื่อนร่วมโลกกับเราได้

“เมืองนี้ โลกใบนี้ เป็นของสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง เราควรจะอยู่ร่วมกันได้ แต่ก่อนที่จะอยู่ร่วมกันได้ เราก็ต้องรู้จักและเข้าใจกันก่อน หลังจากนั้นเราก็จะอยู่ร่วมกันแบบมีบทบาทหน้าที่ของตนเองและเกื้อกูลกัน”

พาเดินสวนเบญจกิติหลังตะวันตกดิน เยือนถิ่นแก๊งอเวนเจอร์ส หาคำตอบว่าทำไมสิ่งมีชีวิตพวกนี้ถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของเมือง

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load