หากพูดถึงสวนสาธารณะในภาพจำของคนทั่วไป ก็คือพื้นที่กว้างใหญ่ หญ้าเตียนเรียบ มีถนนไว้ให้คนออกกำลังกาย มีต้นไม้ใหญ่เป็นระเบียบ

แต่ใน พ.ศ. 2565 ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ว่า กรุงเทพมหานครได้มีสวนสาธารณะแนวใหม่ ที่ไม่ใช่ลานหญ้าเตียน ๆ ต้นไม้เรียงแถว แต่เต็มไปด้วยเนินดินสูงต่ำ ล้อมรอบด้วยผืนน้ำ มีพืชน้ำหลากชนิดขึ้นปะปนกัน และเพียงแค่เราเดินผ่านประตูระหว่างโซนเข้ามา ก็จะรู้สึกได้ถึงความพลิ้วไหว อ่อนโยน สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ

นี่คือสวนเบญจกิติเฟสใหม่ พื้นที่สีเขียว 259 ไร่ ใจกลางเมืองหลวงที่มาในรูปแบบพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาเรียนรู้เบื้องหลังแนวคิดของการออกแบบสวนนี้ ไปจนถึงความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่สาธารณะกลางเมืองกัน

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

การเดินทางเรียนรู้ครั้งนี้เป็นหนึ่งใน 5 กิจกรรมพิเศษที่ The Cloud ร่วมกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ในการพาคนเมืองมาเรียนรู้ธรรมชาติผ่านสวนเบญจกิติ ซึ่งวันนี้เรามีวิทยากรหลัก 3 ท่าน คือ คุ้ง-ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ ตัวแทนสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ ที่จะมาเล่าเบื้องหลังแนวคิดการออกแบบ ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและปลาน้ำจืด ที่จะมาเล่าความรู้น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำ และ โตมร ศุขปรีชา Chief Creative Director ของ OKMD ที่จะมาเล่าบทบาทของสวนสาธารณะกับเมืองผ่านกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่น่าสนใจมากมาย

จากผู้สมัครกว่า 300 คน ทีมงานได้คัดเลือกอย่างยากลำบากจนเหลือ 45 คนจากหลายหลายอาชีพ ทั้งสถาปนิก นักเรียนนักศึกษา เจ้าของร้านกาแฟ เจ้าของที่ดิน นักจิตวิทยา คนทำเอเจนซี่โฆษณา ศัลยแพทย์ นักมานุษยวิทยาสิ่งแวดล้อม นักออกแบบแสงสว่าง ไปจนถึงคนชอบเดินสวนสาธารณะ ที่จะมาเดินทางเรียนรู้ร่วมกันในวันฟ้าครึ้มนี้

Introduction to ‘สวนป่า’

จากประตูทางเข้าที่เชื่อมระหว่างสวนเก่ากับสวนใหม่ พวกเราเดินมาหยุดกันที่ป้ายแผนที่สวน ซึ่งคุ้งเริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของสวนว่า สวนเบญจกิติมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เมื่อมติ ครม. ให้โรงงานยาสูบย้ายออกจากพื้นที่และเปลี่ยนพื้นที่ 450 ไร่นี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา โรงงานยาสูบก็ทยอยปิดตัวลงทีละโซน เริ่มจากโซนแรกที่ถูกเปลี่ยนเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ข้างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่เราคุ้นเคยกัน ต่อด้วยสวนป่าระยะที่ 1 หรือสวนเบญจกิติเฟสเก่า ที่แม้พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จะระบุว่าให้เป็นสวนป่า แต่ผลที่ได้ก็ยังเป็นต้นไม้เรียงแถวในรูปแบบเดิม ทำให้เมื่อมาถึง 2 เฟสสุดท้ายในปัจจุบัน กรมธนารักษ์จึงจัดประกวดแบบขึ้น โดยมีโจทย์ 3 ข้อคือ 1. เป็นสวนป่า 2. โรงงานผลิต 5 จะถูกเก็บไว้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และ 3. อาคารโกดัง 1-3 เป็นศูนย์กีฬา ซึ่งสถาบันอาศรมศิลป์ก็คือหนึ่งในทีมที่ส่งประกวดแบบและได้รับคัดเลือก

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ก่อนออกแบบ ทีมเราก็คุยกันเยอะว่า ‘สวนป่า’ จะตีความยังไงได้บ้าง ซึ่งในความรับรู้ของเรา สวนป่าคือต้นไม้ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรดน้ำ เติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งในวันที่เรามาเดินสำรวจพื้นที่ จำได้เลยว่าระดับน้ำในบ่อใหญ่ต่ำจนเห็นก้นบ่อ เพราะถูกดึงมารดต้นไม้ในสวน ทำให้เราคิดได้ว่า ต่อให้เป็นสวนป่าที่ต้นไม้อยู่เองได้ แต่ช่วงแรก ๆ ที่ต้นยังเล็กอยู่ เราก็ต้องช่วยรดน้ำ แล้วจะเอาน้ำจากไหน ก็เลยคิดได้ว่าป่าจริง ๆ ไม่ใช่ต้นไม้อย่างเดียว แต่คือน้ำด้วย”

คุ้งเล่าย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวงประชุมของอาศรมศิลป์ ซึ่งนอกจากจะคุยว่าสวนป่าควรเป็นอย่างไรแล้ว ยังคุยถึงว่า พื้นที่ธรรมชาติของกรุงเทพฯ ในอดีตมีหน้าตาเป็นอย่างไรด้วย ซึ่งคำตอบที่ได้คือ กรุงเทพฯ ในอดีตไม่ใช่ป่าแห้ง ๆ แต่เป็นป่าลุ่มน้ำ เต็มไปด้วยทุ่งน้ำท่วม ห้วย หนอง คลอง บึง มีพืชน้ำมากมาย และนั่นก็ทำให้คำว่า ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ได้เข้ามาเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการออกแบบ

“จากนั้นเราก็มาคิดเรื่องการสื่อสารว่า สวนป่าจะมาเชื่อมโยงกับน้ำได้ยังไง เพราะตอนนั้นเมื่อเราพูดถึงสวนป่า ไม่น่าจะมีใครนึกถึงน้ำ แล้วเราก็ไปเจอพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่า ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า และโครงการที่ทั้งสองพระองค์ทำก็คือรักษาป่าต้นน้ำ และกรุงเทพฯ คือคือปลายน้ำ เราก็เลยใช้แนวคิดนี้ในการสื่อสาร”

เมื่อเรามองดูสวนแห่งนี้ จะพบว่าไม่ได้เป็นพื้นที่ราบเรียบเสมอกัน แต่จะเป็นเนินสูงต่ำ มีดินที่พูนขึ้นมาเป็นเกาะเล็ก ๆ กระจัดกระจาย ล้อมรอบด้วยน้ำ หรือที่ทีมออกแบบเรียกว่า ‘หลุมขนมครก’ คุ้งเล่าว่า เป็นการเลียนแบบภูมิปัญญาการยกร่องสวนของคนไทยสมัยก่อน เพราะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง ทำให้รากต้นไม้ถูกจำกัดบริเวณด้วยน้ำใต้ดิน เมื่อรากลงลึกไม่ได้ ต้นไม้ก็ไม่งามและล้มง่าย ชาวสวนจึงมีการขุดดินยกร่อง เพื่อช่วยให้ต้นไม้มีพื้นที่ให้รากชอนไชได้ลึกขึ้น

“ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการขุดดินพูนขึ้นมาคือ เป็นการพรวนดินให้ร่วนซุยและเติมอากาศให้ดินด้วย เพราะนึกสภาพดินที่มีอาคารกดทับมานานหลายสิบปี ถ้าปลูกต้นไม้ลงไปเลยก็ไม่น่ารอด ซึ่งพอขุดแล้ว เราก็มีการปรุงดินให้เหมาะกับการปลูกต้นไม้ด้วย” สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์เล่าเบื้องหลังการทำงานที่เต็มไปด้วยรายละเอียด

เมื่อมองตามไปยังหลุมขนมครกเหล่านั้น ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าเนินแต่ละแห่งสูงไม่เท่ากัน เขาอธิบายว่านั่นเกี่ยวข้องกับชนิดต้นไม้ โดยเนินที่สูงหน่อยสำหรับต้นไม้ที่รากไม่ต้องการน้ำมาก ขณะที่เนินต่ำ ๆ ก็จะปลูกต้นไม้ที่ชอบน้ำ เช่น มะกอกน้ำ และพื้นของเนินก็จะมีหญ้ารูซี่ที่ปลูกไว้ช่วยยึดหน้าดิน ที่เลือกหญ้านี้เพราะเป็นหญ้าที่ทนทาน อยู่ได้ทั้งท่วมทั้งแล้ง และมีฟอร์มที่พลิ้วไหวสวยงาม

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ความพิเศษของต้นไม้ที่นี่คือ เราเลือกใช้ต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ด ไม่ใช้ไม้ล้อม เพราะสวนป่าต้องเป็นต้นไม้ที่มีรากแก้ว แล้วเราก็ไม่อยากทำลายต้นไม้ที่อื่นเพื่อมาปลูกที่นี่ แต่ด้วยข้อจำกัดของระบบราชการที่ต้องการเห็นความคืบหน้า เราก็ต้องประนีประนอมโดยยอมให้มีต้นไม้ที่โตแล้วมาลงไว้บ้าง แต่เราก็เลือกใช้กล้าไม้จากการเพาะพันธุ์ ซึ่งพอมีรากแก้วอยู่บ้าง”

คุ้งเล่าถึงต้นไม้ที่นำมาปลูกใหม่ในสวน ซึ่งมีมากถึง 347 ชนิด 8,000 กว่าต้น ที่พวกเขาได้อาจารย์ระดับเทพของวงการมาช่วยเลือกชนิดให้ ทั้ง อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสวนป่า, อาจารย์มณฑาทิพย์ โสมมีชัย จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อาจารย์บุญฤทธิ์ ภูริยากร ผู้เชี่ยวชาญการเพาะไม้ป่าหายาก เจ้าของแก่นจันทร์พันธุ์ไม้ จังหวัดราชบุรี เป็นที่มาของพรรณไม้หายากหลายชนิด รวมทั้งไม้พื้นถิ่นของกรุงเทพฯ ที่นำมาปลูกที่นี่

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

คุ้งชี้ให้เราดูแผนที่ของสวนอีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสวนป่าถึงยังมีถนนผ่ากลางเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ซึ่งคำเฉลยของประเด็นนี้คือ ในอดีตที่นี่เป็นอาคารแน่นทุกบล็อก ทำให้พื้นที่ที่ต้นไม้ใหญ่อยู่ได้ก็มีเฉพาะแนวริมถนน และถ้าหากอยากจะเก็บต้นไม้เดิมไว้ การทุบถนนทิ้งอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

“ลองนึกถึงต้นไม้ที่โตขนาดนี้แล้วมีคอนกรีตทับอยู่มานาน ถ้าเราทุบถนนออก รากเสียสมดุลแน่นอน เราก็เลยต้องเก็บถนนไว้ เพื่อรักษาต้นไม้เดิมไว้ให้มากที่สุด ซึ่งเราก็มีการปรับถนนให้เล็กลง จากเดิมที่กว้าง 6 เมตร เราก็เจาะตรงกลางเป็นคูระบายน้ำเพิ่มพื้นที่รับน้ำเวลาฝนตก แล้วเราก็ตีเส้นแบ่งเลนถนนและเพิ่มทางจักรยานเข้าไป”

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

คุ้งเล่าถึงวิธีแก้ปัญหา ซึ่งระหว่างทางที่เราเดินมา เขาก็ชวนให้สังเกตก้อนอิฐในคูระบายน้ำ พร้อมเล่าว่านั่นคือเศษเหลือจากการทุบอาคารเก่า ที่พวกเขาพยายามนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะเดินขึ้นสกายวอล์กเพื่อชมสวนกันแล้ว ซึ่งนอกจากความสวยงามของพื้นที่ เราก็ยังได้เห็นผู้คนมากมายที่มาใช้ประโยชน์จากสวน ทั้งบัณฑิตจบใหม่มาถ่ายรูปรับปริญญา คู่บ่าวสาวมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ผู้คนมาออกกำลังกาย แต่ทันใดนั้นเอง เราก็เห็นคนวิ่งหนีฝนมาจากอีกฝั่ง แล้วสายฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาทุกคนชุ่มฉ่ำสมกับการมาเรียนรู้เรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ

อาคารเก่า เล่าเรื่องคนกับเมือง

ระหว่างรอฝนหยุด พวกเราได้โอกาสมานั่งหลบฝนในอาคารพิพิธภัณฑ์ หรืออดีตโรงงานผลิต 5 ซึ่งคุ้งเล่าว่า แต่เดิมเป็นอาคารขนาด 200 x 200 เมตร ที่ผนังปิดทึบทุกด้าน เมื่อต้องเก็บอาคารนี้ไว้กลางสวนป่า การปรับปรุงอาคารให้เชื่อมโยงกับสวนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเริ่มจากเปิดหลังคาตรงกลางออก เพื่อดึงแสงเข้ามาและแทรกสวนให้มาอยู่ใจกลาง ไปจนถึงเปิดกำแพงด้านข้างออกและเชื่อมสกายวอล์กเข้ามา

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน
บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“การแทรกสวนเข้ามาไว้ตรงกลางก็มีข้อจำกัด เพราะแต่เดิมพื้นอาคารนี้เป็นคอนกรีตทั้งหมด แม้ว่าพื้นจะค่อนข้างหนา เพราะต้องรองรับเครื่องจักรหนัก แต่การเพิ่มดินเพื่อปลูกต้นไม้ก็เพิ่มภาระโครงสร้าง เราเลยเลือกปลูกต้นไม้ให้ตรงกับตำแหน่งเสาเข็มพอดี”

คุ้งเล่าถึงอีกหนึ่งเกร็ดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ เมื่อเรามองตามไปที่สวนกลางอาคาร จะเห็นตำแหน่งต้นไม้ถูกพูนดินขึ้นมาสูงกว่าจุดอื่น เมื่อเงยหน้าดูด้านข้าง จะเห็นสกายวอล์กที่เชื่อมเข้ามา ซึ่งแนวคิดเบื้องหลังก็คือ อยากให้จุดสำคัญต่าง ๆ ของเมืองมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน จากสวนลุมพินีก็เดินข้ามสะพานเขียวมาที่นี่ได้ จากศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ก็เดินมาที่นี่ได้ โดยห้องชั้นบนของอาคารก็จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ส่วนผนังอิฐแดงตรงนั้น เราตั้งใจจะเก็บเอาไว้ เพราะอยากคงคาแรกเตอร์และภาพจำของโรงงานเดิม เราอยากให้คนของโรงงานยาสูบได้ภูมิใจกับพื้นที่นี้ด้วย” คุ้งเล่าถึงอีกสิ่งเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความใส่ใจรายละเอียด

สำหรับพื้นที่โล่งใจกลางอาคารที่เรานั่งอยู่กันนี้ เขาเล่าว่า แนวคิดที่เสนอไปคืออยากให้เป็นพื้นที่กิจกรรมสำหรับคนเมือง เช่น ลานสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือพื้นที่สำหรับทำเกษตรในเมือง แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้ในอนาคตเป็นเรื่องท้าทาย

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

เมื่อพูดถึงประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างคน เมือง และสวนสาธารณะ เราก็นึกถึงเรื่องเล่าจาก โตมร ศุขปรีชา ที่เล่าไว้ในตอนต้นก่อนเริ่มเดินว่า ในวันที่เขาไปเยือนเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เขาได้ไปร่วมทัวร์หนึ่งที่พาเดินเซ็นทรัลพาร์ก – สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางนิวยอร์ก ซึ่งความพิเศษของทัวร์นั้นคือ การพาไปรู้จักพืชผักและต้นไม้กินได้ในสวน ซึ่งมีตั้งแต่ต้นหอม ใบเบลีฟ แครปแอปเปิล (Crabapple) ที่ปลายฤดูใบไม้ร่วงจะหล่นลงมาให้คนเก็บไปกินได้ ไปจนถึงพืชที่รากนำมาทำรูทเบียร์ ซึ่งการที่สวนสาธารณะมีบทบาทในแง่ความมั่นคงทางอาหารของเมืองนี้ เป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้สวนเชื่อมโยงกับชีวิตคนเมืองใกล้ชิดมากขึ้น และเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นให้เกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน

ชวนดูขอบตลิ่ง พืชอิงชายน้ำ

เมื่อฝนเริ่มซา ตะวันก็ใกล้จะลับขอบฟ้า พวกเราเดินออกมาขึ้นสกายวอล์กชมสวนกันอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ท้องฟ้ากำลังเป็นสีทอง บรรยากาศหลังฝนตกชุ่มฉ่ำ อากาศเย็นสบาย

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน
บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

ดร.นณณ์ ชวนให้เราหยุดฟังเสียงที่ดังมาจากชายน้ำด้านล่าง พร้อมเฉลยว่า มันคือเสียงของเขียดบัวที่หาฟังได้ไม่ง่ายนักในเมืองใหญ่ เพราะการที่เขียดนี้จะอาศัยอยู่ได้ แค่มีใบบัวและบ่อน้ำยังไม่พอ แต่ต้องมีตลิ่งดินที่เป็นธรรมชาติด้วย เพราะถ้าหากขอบตลิ่งถูกทำเป็นคอนกรีต เขียดบัวก็จะขึ้นจากน้ำไม่ได้ และไม่สามารถมีชีวิตรอดในบ่อนั้น เช่นเดียวกับเต่าและสัตว์เล็กสัตว์น้อยอื่นๆ

ตลิ่งดินไม่ได้สำคัญเฉพาะกับสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่ของพืชริมน้ำ – จุดเริ่มต้นของความอุดมสมบูรณ์

บันทึกเบื้องหลังการออกแบบสวนเบญจกิติ และแอบส่องพื้นที่เฟสใหม่ที่ยังไม่เปิดใช้งาน

“ลองนึกย้อนไปสมัยที่เราเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องห่วงโซ่อาหาร พืชคือจุดเริ่มต้น ดังนั้น พื้นที่ชายน้ำคือหัวใจสำคัญที่ส่งถ่ายแร่ธาตุจากดินที่มีมากกว่าสู่น้ำซึ่งมีน้อยกว่า พอมีพืชในน้ำ ก็จะมีสิ่งเล็ก ๆ ตามมา มีปลา กุ้ง หอย ที่กินพืชเป็นอาหาร แต่ถ้าขอบบ่อเป็นปูน พืชก็ขึ้นไม่ได้ พอไม่มีพืชที่เป็นผู้ผลิตเริ่มต้น ระบบนิเวศก็ไม่สมบูรณ์”

ดร.นณณ์ เล่าถึงความสำคัญของตลิ่งธรรมชาติและพืชริมน้ำ แต่เงื่อนไขของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ยังไม่จบแค่นั้น

“หลายคนเข้าใจผิดว่าการฟื้นฟูแหล่งน้ำ คือต้องขุดบ่อน้ำลึก ๆ ให้มีน้ำเยอะ ๆ จะได้มีปลาเยอะ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ คือระบบนิเวศที่มีทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกอยู่ร่วมกัน เพราะปลาแต่ละชนิดก็จะชอบความลึกที่ต่างกัน บางชนิดชอบอยู่น้ำตื้นตลอด บางชนิดเล็ก ๆ อยู่น้ำตื้น พอโตก็ไปน้ำลึก ถ้าเราเคยไปพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติอย่างบึงบอระเพ็ด จะเห็นว่าชาวบ้านที่ยืนในน้ำออกไปตั้งไกลเนี่ย น้ำก็ยังแค่เอว”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

หากใครมีโครงการจะขุดบ่อเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ ดร.นณณ์ แนะนำว่า ควรทำให้ตลิ่งมีความชันน้อยสุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีส่วนน้ำตื้นอย่างน้อย 1 ใน 3 ของบ่อ เพราะเป็นส่วนที่พืชน้ำจะขึ้นได้

“พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางของเรายาวไปถึงเกือบนครสวรรค์ ซึ่งกรุงเทพฯ เคยยิ่งใหญ่ขนาดมีกวางชนิดเดียวในโลกที่พบที่นี่เท่านั้น แล้วก็เป็นกวางที่เขาสวยที่สุด ซึ่งก็คือสมัน แล้วก็เป็นกวางชนิดเดียวที่สูญพันธุ์จากโลก”

ดร.นณณ์ เล่าถึงหน้าตาของพื้นที่กรุงเทพฯ สมัยก่อน ซึ่งเป็นดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก มีทุ่งน้ำท่วมที่สำคัญ อย่างทุ่งรังสิตที่ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ในฤดูน้ำหลาก น้ำจะเอ่อท่วมทุ่ง มดแมลงที่หนีไม่ทันก็กลายเป็นอาหารปลา ดังเช่นสำนวนไทยที่ว่า น้ำมาปลากินมด และเมื่อพืชต่าง ๆ ถูกน้ำท่วมก็จะเริ่มเน่าเปื่อย แล้วก็มีแบคทีเรีย มีพารามีเซียมมากิน ซึ่งพวกนี้จะกลายเป็นอาหารของสัตว์เล็ก ๆ และกลายเป็นอาหารปลาอีกที ทำให้ทุ่งน้ำท่วมคือหัวใจของความอุดมสมบูรณ์

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

“ทุ่งน้ำท่วมเป็นเหมือนห้องคลอด โรงเรียนอนุบาลของสัตว์น้ำ อย่างเวลาเราขับรถผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เราจะเห็นแม่น้ำกว้าง ๆ น้ำไหลแรง ๆ แบบนี้ลูกปลาตัวเล็กๆ อยู่ไม่ได้ เพราะมันไม่มีอะไรเลย แต่ทุ่งน้ำท่วมมีทั้งรากต้นไม้ให้หลบภัย มีทั้งอาหาร น้ำก็ไหลไม่แรงเกินไป พวกปลาก็เลยชอบมาวางไข่ที่นี่”

เมื่อถึงเวลาน้ำลด เหล่าลูกปลาน้อยก็เติบโตเต็มที่ พร้อมที่จะเดินทางกลับสู่แม่น้ำสายหลัก ก่อนจะกลับมาวางไข่ในทุ่งน้ำท่วมในฤดูกาลถัดไป นอกจากนั้น แร่ธาตุที่มากับน้ำก็เป็นปุ๋ยเติมให้ดินอุดมสมบูรณ์ และเมื่อผืนดินโผล่พ้นน้ำ พืชพรรณก็แตกยอดอ่อน หลายชนิดก็เป็นพืชผักที่คนกินได้ ชาวบ้านเก็บมาลวกจิ้มน้ำพริกสบาย พื้นที่ชุ่มน้ำในสวนแห่งนี้ จึงเป็นเหมือนการจำลองและย่อส่วนระบบนิเวศของกรุงเทพฯ ในอดีต มาให้พวกเราในปัจจบุบันได้ชื่นชม

เส้นทางน้ำ เส้นทางคน

นอกจากพื้นที่ชุ่มน้ำจะเป็นแหล่งรองรับน้ำยามหน้าฝน ช่วยป้องกันน้ำท่วมแล้ว อีกหนึ่งการบริการของพื้นที่ชุ่มน้ำก็คือการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่ซ่อนอยู่ในการออกแบบสวนแห่งนี้

จากคลองไผ่สิงโต น้ำคุณภาพต่ำถูกสูบขึ้นสู่ที่สูงและปล่อยให้เป็นน้ำตก ไหลลงสู่คูตื้น ๆ ที่เต็มไปด้วยพืชบำบัดน้ำ ได้ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยมาช่วยแนะนำ

“การที่น้ำตกมาจากที่สูงและไหลผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำที่ระดับน้ำตื้น ๆ เกิดกระบวนการ 3 อย่าง หนึ่ง คือการไหลของน้ำทำให้น้ำมีพื้นที่ผิวที่สัมผัสอากาศมากขึ้น เป็นการเติมออกซิเจนในน้ำ สอง คือเมื่อพืชหายใจ รากพืชที่อยู่ใต้ดินจะดึงออกซิเจนจากอากาศลงสู่ดิน ทำให้ดินข้างใต้มีออกซิเจนมากขึ้น ดินก็ไม่เสีย ไม่เกิดการหมักหมม และสุดท้ายเมื่อพืชดูดซึมน้ำไปเลี้ยงลำต้น ของเสียต่าง ๆ ก็ถูกพืชดูดซึมขึ้นไปด้วย”

ดร.นณณ์ เล่าถึงกระบวนการทำงานของพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘กระบวนการธรรมชาติช่วยธรรมชาติ’ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง ทำได้ทั้งในระดับครัวเรือนไปจนถึงร้านอาหาร มีเคล็ดลับข้อหนึ่งคือ หากพืชที่ปลูกบำบัดน้ำเริ่มแก่ ให้ตัดโคนเพื่อให้งอกใหม่ เพราะพืชจะดูดซึมของเสียได้มากที่สุดในช่วงที่มันเติบโต

เมื่อน้ำถูกบำบัดด้วยกระบวนการธรรมชาติจนสะอาดแล้ว ก็จะเดินทางมาสู่บ่อใหญ่ รวมถึงบ่อน้ำเล็ก ๆ ริมอัฒจันทร์ที่ออกแบบมาให้มีที่นั่งรอบ ๆ บ่อ เพื่อให้คนเอามือหรือเท้าสัมผัสน้ำได้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า จากน้ำที่เคยสกปรก ธรรมชาติก็บำบัดจนสะอาดได้

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

หลังตะวันลับขอบฟ้า แสงไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ราวของสกายวอล์กก็สว่างขึ้น ซึ่งการออกแบบแสงไฟที่ซ่อนอยู่ใต้ราวทางเดินก็มีเบื้องหลังแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะตอบโจทย์การมองเห็นทาง แต่ไม่รบกวนสายตาและไม่ทำลายบรรยากาศแล้ว นักออกแบบจากอาศรมศิลป์ยังเล่าว่า เป็นการป้องกันแสงฟุ้งกระจายขึ้นฟ้า ซึ่งเป็นต้นกำเนิดมลภาวะทางแสงของเมืองใหญ่ด้วย

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน
บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ความใส่ใจในรายละเอียดของการออกแบบยังไม่จบแค่นั้น เพราะแม้กระทั่งความลาดเอียงของพื้น ก็ถูกคิดมาเพื่อให้วีลแชร์ใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยมีความลาดที่ระดับ 1 : 20 ส่วนทางเดินริมน้ำด้านล่าง ก็มีขอบปูนยกระดับสองข้างเพื่อกันวีลแชร์ตก หรือแม้แต่เสาของสกายวอล์ก พวกเขาก็เลือกโครงสร้างชนิดที่จะไม่กระทบกระเทือนต่อรากต้นไม้เดิม แม้จะมีราคาสูงกว่าก็ตาม

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ระหว่างเดิน คุ้งชวนเราสังเกตเก้าอี้ไม้ด้านล่างพร้อมบอกว่า นั่นคือไม้เหลือใช้จากการรื้อโรงงานและนำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งทางเดินข้ามน้ำก็มาจากบล็อกคอนกรีตเดิมของโรงงาน ส่วนอิฐตัวหนอนที่ใช้ในที่จอดรถและฐานที่จอดจักรยาน ก็มาจากของเดิมของโรงงานเช่นกัน

Dynamic of the Park

ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่คือความเปลี่ยนแปลง… สวนป่าก็เช่นกัน

“เรามักคิดว่าสวนสาธารณะมีอยู่รูปแบบเดียว คือรูปแบบของสวนที่จัดเสร็จแล้ว ต้นไม้ปลูกเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนที่สวนสาธารณะ High Line ที่นิวยอร์กเปิดใหม่ ๆ ผมไปที่นั่น ก็พบว่าตรงทางรถไฟเก่าที่เป็นก้อนกรวด เขาปล่อยไว้ไม่ปลูกอะไร เพราะรอให้เมล็ดหญ้าพื้นเมืองปลิวมาตกและเติบโตเอง เพื่อให้มีพืชพื้นถิ่นเกิดที่นั่น”

โตมรเล่าถึงสวนอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่างจากความสำเร็จรูปที่เราคุ้นชิน พร้อมทั้งยกตัวอย่างการออกแบบสวนอีกแห่งที่โตเกียวว่า สถาปนิกตั้งใจออกแบบให้เป็นสวนป่าที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรดน้ำ แต่ต้องใช้เวลา 150 ปี ในการรอให้สวนไปถึงจุดนั้น โดยแต่ละฤดูกาล พืชพรรณจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน โดยปัจจุบันซึ่งผ่านมาแล้วราว 100 ปี เป็นจุดที่ต้นสนและเฟินกำลังขึ้น ซึ่งสุดท้ายมันจะตายไป และถูกแทนที่ด้วยไม้ใบกว้างอย่างการบูร โอ๊ค ที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องมีคนดูแล

“ผมไปค้นดูประวัติศาสตร์ของสวนสาธารณะในโลก พบว่ามันมีอยู่ 2 ลักษณะ แบบแรกคือแนวคิดของคนอังกฤษ ที่เขาจะสรรหาพันธุ์ไม้แปลก ๆ มาเก็บไว้ เป็นคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์ เกิดเป็นสวนที่ต้องการการฟูมฟัก ต้องดูแลอย่างดี กับสวนอีกแบบหนึ่งที่ใช้พืชท้องถิ่น แล้วให้มันเติบโตเอง ที่เรียกว่า Forest Park หรือ Forest Gardening หรือสวนป่า มีมาตั้งแต่ยุคหินกลางที่มนุษย์ไปเก็บลูกไม้ที่เราชอบกินมาปลูก”

แน่นอนว่าสวนเบญจกิติเฟสใหม่นี้ ก็คือสวนในรูปแบบหลัง ซึ่งโตมรเล่าว่า เป็นเหมือนหน้าสดของกรุงเทพฯ ที่จำลองพื้นที่ชุ่มน้ำภาคกลางสมัยก่อน มีที่ลุ่ม มีโคก มีหนอง พอน้ำท่วม สมันก็จะหนีน้ำไปอยู่บนโคก

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

“หญ้าที่เห็นนี้ก็มีวัฏจักรของมัน ช่วงหน้าแล้งมันจะตายและทิ้งเมล็ดไว้ พอฝนมาก็จะงอกใหม่ คนที่มาช่วงหน้าแล้ง เห็นมันแห้งก็อาจนึกว่าทำไมดูแลสวนไม่ดีเลย แต่ที่จริงมันคือวงจรของธรรมชาติ” คุ้งเล่าเสริม

“วันนี้ต้นไม้ส่วนใหญ่ยังไม่โต เวลาเดินไปแต่ละโซนก็เลยอาจดูเหมือน ๆ กันไปหมด แต่ในอนาคต พอต้นไม้ใหญ่โตแล้ว เราจะเห็นความแตกต่างของแต่ละโซนชัดเจนขึ้น เพราะแต่ละโซนจะถูกกำหนดด้วยพันธุ์ไม้”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์อธิบายว่า ในโซนพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมดจะแบ่งเป็นบ่อหลักอยู่ 4 บ่อ 

บ่อแรกอยู่ใกล้คลองไผ่สิงโต ซึ่งเชื่อมกับคลองเตยที่ใกล้กับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีความเป็นน้ำกร่อย กล้าไม้ในโซนนี้จึงเน้นไปที่ไม้ป่าชายเลน ส่วนบ่อที่ 2 เป็นคอนเซ็ปต์บึงป่าน้ำจืด มีไม้ป่าจำพวกมะค่า ประดู่ ส่วนบ่อที่ 3 เป็นบ่อที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ใจกลางสวน เป็นโซนของต้นไม้ใหญ่อายุยืน พวกโพธิ์ ไทร ไกร กร่าง รวมถึงต้นจามจุรีที่มีอยู่เดิมด้วย และบ่อสุดท้ายเป็นโซนสวนป่ากินได้และสวนเกษตรคนเมือง มีแปลงนาสาธิต มีพืชอาหารคนและพืชอาหารนก เช่น ตะขบ มะกอกน้ำ ค้าน้ำ ซึ่งเขาบอกว่าต้นไม้เหล่านี้จะโตเต็มที่ก็ราว ๆ อีก 30 ปีข้างหน้า

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ส่วนนักนิเวศวิทยาอย่าง ดร.นณณ์ ก็พูดถึงอนาคตของสวนแห่งนี้ว่า เป็นความน่าสนใจที่จะรอดูว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยเขาเล่าตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ 40 ไร่ ที่เขาทำไว้ที่หนองจอกว่า หลังขุดบ่อเสร็จและปล่อยน้ำเข้ามาเพียงแค่ 1 ปี ก็มีพืชพรรณต่าง ๆ ที่เกิดเองเต็มไปหมด เช่น โสน กก แห้ว บัว และปลาอีกมากมาย แต่ในบริบทสวนใจกลางเมืองแบบนี้อาจเป็นไปได้ยาก เพราะแหล่งพันธุกรรมของพืชและสัตว์ท้องถิ่นรอบ ๆ ไม่น่ามีอยู่แล้ว การนำมาปลูกจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็น่าสนใจที่จะรอดูว่า จะมีเมล็ดพืชชนิดไหนที่อาจติดมากับเท้านกหรือมูลนกแล้วมาเกิดเองได้บ้าง ไปจนถึงสัตว์น้ำพื้นถิ่นอย่างปลากัดไทย ปลากริม ปลากระดี่ ปลาหมอไทย

“คือถ้าไม่หามาปล่อย ก็ต้องรอดูว่าจะมีมาเองไหม เพราะเคยมีรายงานเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า มีไข่ปลาบางชนิดที่พอเป็ดกินเข้าไปแล้ว มันทนกรดในระบบทางเดินอาหารเป็ดได้ พอเป็ดอึออกมา ก็กลายเป็นลูกปลา แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเอเลี่ยนสปีชีส์ เช่น ไมยราบยักษ์หรือกระฉูด ที่ถ้าเริ่มขยายพันธุ์แล้วจะกำจัดยากมาก”

ในระหว่างเดิน มีคนถามถึงหิ่งห้อยว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีในพื้นที่นี้ ซึ่ง ดร.นณณ์ ตอบว่า ข้อจำกัดหลักของที่นี่คือแสงสว่าง เพราะหิ่งห้อยใช้แสงในการสื่อสาร ถ้าไม่มืดสนิทก็จะอยู่ไม่ได้ แต่หากดูแค่ตลิ่งดินและแหล่งน้ำก็ถือว่าเหมาะสม เพราะตัวอ่อนหิ่งห้อยกินหอยเป็นอาหาร และหิ่งห้อยน้ำจืดก็อยู่กับกกได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่บนต้นลำพู

Forest for Rest

หากจะให้นิยามความรู้สึก 1 คำ จากการได้มายืนดูสวนแห่งนี้ หลายคนก็อาจเลือกคำว่า ความสุข

“เคยได้ยินคำว่าอาบป่าไหม” ดร.นณณ์ ชวนคุยระหว่างเดิน

แนวคิดการอาบป่า หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าชินรินโยคุ คือแนวคิดของการให้ธรรมชาติช่วยบำบัดและเยียวยาจิตใจ ไม่ต่างจากเนื้อร้องในเพลงที่ว่า หากคุณเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า…

“แม้มนุษย์จะอาศัยในเมือง แต่แค่ไม่กี่ร้อยรุ่นที่ผ่านมา เราก็ยังอาศัยอยู่ในป่า ซึ่งการที่มนุษย์ยุคนั้นจะอยู่ได้ เราจำเป็นต้องมีป่าที่สมบูรณ์ นั่นก็ทำให้สมองของเราถูกโปรแกรมให้เวลาเราเห็นป่าเขียว ๆ ผืนน้ำกว้าง ๆ เราก็จะรู้สึกมีความสุข แต่ทุกวันนี้ พวกเราคงไปเที่ยวป่าไม่ได้ทุกวัน ดังนั้น การมีพื้นที่แบบนี้ในเมืองจึงสำคัญ และทำให้สุขภาพจิตของคนเมืองดีขึ้น”

ดร.นณณ์ อธิบาย พร้อมเล่าข้อมูลจากหนังสือ Last Child in the Woods ที่ยกตัวอย่างงานวิจัยถึงผลดีของการมีพื้นที่ธรรมชาติในเมืองว่า มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เด็กจากโรงเรียนที่อยู่ใกล้สวนสาธารณะ มีคะแนนเฉลี่ยดีกว่าเด็กจากโรงเรียนที่อยู่ในเมืองที่ล้อมรอบด้วยตึก หรืองานวิจัยอีกชิ้นก็พบว่า ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่มองออกไปเห็นพื้นที่สีเขียว ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวที่ดีกว่า

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

ตอนนี้เราก็เดินมาถึงจุดเริ่มต้นของสวนอีกครั้ง ก่อนที่การเดินทางเรียนรู้วันนี้จะสิ้นสุดลง สถาปนิกแห่งอาศรมศิลป์ก็ได้กล่าวถึงคีย์เวิร์ดชวนคิดทิ้งท้าย กับคำว่า Ecological Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศ

“ปกติเมื่อเราพูดถึง Infrastructure เราก็มักนึกถึงถนน ไฟฟ้า ประปา แต่ตอนเราออกแบบ เราอยากที่นี่ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางนิเวศของเมือง เพราะนิเวศแปลว่าบ้าน เวลาพูดถึงบ้าน มันไม่ใช่แค่ขอบคอนกรีตที่เรากั้นขึ้นมา แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราอยากให้โครงการนี้สร้างกรอบคิดใหม่ของคนกับเมือง ให้การรับรู้คำว่าบ้านขยายออกไป – ไปเชื่อมกับธรรมชาติภายนอกด้วย”

บันทึก Earth Appreciation 05 : Learning in The Park เดินตามสถาปนิกและนักนิเวศวิทยาไปฟังเบื้องหลังการออกแบบสวน

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Earth Appreciation

ชวนคนเมืองออกไปรู้จักและรื่นรมย์กับธรรมชาติรอบตัว ด้วยเนื้อหาย่อยง่ายแบบบทเรียน 101

“สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา”

ประโยคคลาสสิกที่เจ้าชายน้อยกล่าวไว้นี้ อาจหมายความรวมถึงจุลินทรีย์ด้วยก็เป็นได้

คำว่าจุลินทรีย์หรือจุลชีพ คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่หลายชนิดเรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ตั้งแต่แบคทีเรียไปจนถึงเห็ดรา ซึ่งแม้จะมองไม่เห็น แต่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นล้วนมีบทบาทสำคัญต่อเราและโลก

ในกิจกรรม Earth Appreciation ลำดับที่ 9 นี้ เราจะพาไปสำรวจจักรวาลมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วเหล่านี้กัน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมลำดับสุดท้ายของซีรีส์เรียนรู้ธรรมชาติผ่านสวนเบญจกิติที่ The Cloud ร่วมกับ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ในการจัดกิจกรรมพิเศษ 5 ครั้ง เพื่อชวนคนเมืองละสายตาจากหน้าจอมือถือ มาสัมผัสและเรียนรู้ธรรมชาติในสวนแนวคิดใหม่กลางเมือง 

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

บุคคลสำคัญที่ช่วยออกแบบกิจกรรมทั้ง 5 ครั้ง และมาเป็นวิทยากรของเราวันนี้ ก็คือนักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติคนสำคัญของประเทศไทย นั่นคือ ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ ดร.อ้อย อดีตประธานมูลนิธิโลกสีเขียว เจ้าของพื้นที่ชุ่มน้ำนูนีนอย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่เธอได้ฟื้นฟูไว้เพื่อให้เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมธรรมชาติศึกษาสำหรับเด็ก ๆ ที่ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักสืบสายลม นักสืบสายน้ำ นักสืบชายหาด

และวันนี้ เราจะมาเรียนรู้หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้น นั่นก็คือ นักสืบสายลม

ตรวจสุขภาพปอดของเมือง

หากเดินไปถามผู้คนตามท้องถนน คงมีคนไม่มากนักที่จะรู้จักคำว่า ‘ไลเคน’

“ไลเคนคือรากับสาหร่ายที่มาอาศัยอยู่ร่วมกัน เป็นเหมือนหุ้นส่วนธุรกิจ สาหร่ายมีคลอโรฟิลล์สังเคราะห์แสงได้ ก็ทำหน้าที่เหมือนแม่ครัวสร้างอาหารและแบ่งให้รา ส่วนราคือเจ้าของบ้าน มีเส้นใยถักทอห่อหุ้มสาหร่าย ปกป้องสาหร่ายจากสารพัดอย่าง ทำให้ไลเคนขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่ป่าเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร เขตทุนดราใกล้ขั้วโลก ไปจนถึงทะเลทราย ไลเคนทนความแห้งแล้งได้ แต่อย่างเดียวที่มันไม่ทนก็คือมลภาวะ” ดร.อ้อย แนะนำให้ทุกคนรู้จักสิ่งมีชีวิตสุดพิเศษที่ชื่อไลเคน  

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง
ไลเคนชื่อ ร้อยเหรียญ

ด้วยความที่ไลเคนไม่ทนมลภาวะนี้เอง ทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือบ่งชี้คุณภาพอากาศ เพราะไลเคนแต่ละชนิดมีความทนทานต่อมลพิษในระดับต่างกัน บางชนิดมีความอ่อนไหวสูง เจอมลพิษแค่นิดเดียวก็อยู่ไม่ได้แล้ว ทำให้ถ้าเจอไลเคนกลุ่มนี้ที่ไหน ก็ดีใจได้ว่าที่นั่นมีอากาศที่บริสุทธิ์ บางชนิดค่อนข้างทนทาน ทนมลพิษได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าเจอไลเคนกลุ่มนี้เป็นหลักก็แปลว่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับพอใช้ แต่ถ้าที่ไหนเจอไลเคนกลุ่มที่ทนทานสูงเป็นหลัก ก็แปลได้ว่าคุณภาพอากาศเข้าขั้นน่าเป็นห่วง ยิ่งถ้าไม่เจอไลเคนสักชนิด ก็อาจแปลได้ว่าสุขภาพปอดของเมืองควรพบคุณหมอได้แล้ว  

ในคู่มือ ‘นักสืบสายลม’ ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิโลกสีเขียว ได้แบ่งไลเคนตามระดับความทนทานต่อมลพิษเป็น 4 ระดับ คือ กลุ่มทนทานสูง (อากาศแย่) กลุ่มทนทานปานกลาง (อากาศพอใช้) กลุ่มอ่อนไหว (อากาศดี) และกลุ่มอ่อนไหวมาก (อากาศบริสุทธิ์ดีมาก) ซึ่งกลุ่มหลังนี้พบเฉพาะในเขตป่าเขาเท่านั้น  

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

ความสนุกของการดูไลเคนก็คือ นอกจากเราจะได้เล่นบทนักสืบแล้ว ยังทำให้เราได้มองโลกในมุมที่ต่างออกไป เป็นการมองโลกในรายละเอียด มองให้เห็นความสวยงามของสิ่งเล็ก ๆ ที่ก่อนหน้านี้เราอาจเคยมองข้าม เพียงแค่ต้นไม้ต้นเดียวก็อาจมีอะไรให้ดูได้เป็นชั่วโมง ซึ่ง ดร.อ้อย เปรียบว่า เหมือนการดำน้ำดูปะการังบนผิวของต้นไม้

“หน้าตาของไลเคนมีหลากหลายมาก บางชนิดเหมือนคุกกี้ทาร์ตที่มีแยมตรงกลาง บางชนิดเหมือนลิปสติก บางชนิดก็เหมือนถ้วยแชมเปญ” ดร.อ้อย แสดงภาพไลเคนอันหลากหลายให้ดู ซึ่งทั่วโลกมีรวมแล้วหลายหมื่นชนิด มีทั้งขึ้นบนก้อนหิน กำแพง หลังคาบ้าน แม้แต่บนถนน แต่ที่เห็นได้ง่ายที่สุดและเป็นที่ที่เราจะตามหากันวันนี้ ก็คือไลเคนที่ขึ้นบนต้นไม้   

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง
ความหลากหลายของไลเคนทั่วโลก

ทีมงานเริ่มแจกคู่มือนักสืบสายลม ที่เป็นคู่มือการจำแนกไลเคนในเมืองแบบง่าย ๆ เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพอากาศ พร้อมอุปกรณ์สำคัญของการสำรวจที่ ดร.อ้อย เรียกว่า ‘ตาวิเศษ’ นั่นก็คือแว่นขยาย

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

“การจำแนกไลเคน เราจะเริ่มจากดูลักษณะรวม ๆ ก่อนว่า รูปร่างของมันเป็นแบบไหน เป็นผืนเป็นดวง เป็นใบ หรือเป็นพุ่ม” ดร.อ้อย ชวนให้เราเปิดหน้าแรกของคู่มือ ซึ่งมีภาพของไลเคนกลุ่มต่าง ๆ อยู่ ซึ่งแต่ละภาพก็จะมีเลขหน้าเพื่อให้เราเข้าไปดูรายละเอียด โดยจะบอกจุดเด่นรวมถึงคู่แฝดที่หน้าตาคล้ายกันเอาไว้

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

แต่ก่อนที่เราจะจำแนกไลเคนได้ ต้องรู้ก่อนว่าอะไรที่ไม่ใช่ไลเคน อย่างแรกก็คือรา วิธีแยกความแตกต่างทำได้ง่าย ๆ โดยใช้เล็บขูดเบา ๆ เป็นบริเวณเล็ก ๆ ถ้าเห็นสีเขียวข้างใต้ แปลว่านั่นคือไลเคน เพราะมีสาหร่ายอยู่ร่วมด้วย ถ้าไม่มีก็แปลว่าเป็นแค่ราอย่างเดียว สิ่งมีชีวิตต่อมาที่อาจดูคล้ายไลเคนก็คือสาหร่ายหรือตะไคร่ ถ้าใช้แว่นขยายส่องดูใกล้ ๆ จะเห็นเป็นเส้นสายสีเขียว ส่วนพืชจิ๋วอย่างมอส เราจะเห็นเป็นใบเล็ก ๆ มีเส้นกลางใบ ส่วนลิเวอร์เวิร์ตจะเป็นแผ่นหยัก ถ้าใช้แว่นขยายส่องจะเห็นเป็นจุดพรุน

การสำรวจวันนี้เราแบ่งเป็น 10 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะสำรวจไลเคนบนต้นไม้ 1 ต้น พร้อมจดบันทึกชนิดไลเคนที่เจอบนต้นนั้น ซึ่งเราสำรวจในสวนเฟสเก่า เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่อยู่มานาน ทำให้เป็นไลเคนที่บ่งบอกคุณภาพอากาศของที่นี่ได้ ขณะที่ต้นไม้ที่เพิ่งปลูกในสวนเฟสใหม่ อาจเป็นไลเคนที่ติดมาตั้งแต่อยู่ที่โรงเพาะชำต่างจังหวัด

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

เมื่อปฏิบัติการนักสืบสายลมเริ่มขึ้น เด็ก ๆ ก็วิ่งนำไปส่องไลเคนก่อนใคร ความท้าทายของการจำแนกก็คือ การต้องสังเกตรายละเอียด เพราะหลายชนิดมีคู่แฝดที่หน้าตาคล้ายกัน เช่น ไลเคนกลุ่มที่เป็นผืนสีเขียวมีใบ ถ้าขอบใบเผยอขึ้น ก็คือ ‘สาวน้อยกระโปรงบานบางกอก’ แต่ถ้าขอบใบแนบชิดไปกับลำต้น ก็ต้องสังเกตต่อว่า แผ่นใบแผ่ออกแบน ๆ หรือเบียดชิดเป็นลอนนูน ถ้าเป็นแบบแรกก็คือ ‘หัตถ์ทศกัณฑ์กุมน้ำแข็ง’ แต่ถ้าเป็นแบบหลังก็คือ ‘ริ้วแพร’ ซึ่ง ดร.อ้อย บอกว่าให้นึกถึงผ้าแพรที่มีรอยจีบซ้อนกันเป็นริ้ว

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง
ชื่อไลเคนจากซ้ายไปขวา : สาวน้อยกระโปรงบานบางกอก – หัตถ์ทศกัณฑ์กุมน้ำแข็ง – ริ้วแพร

ส่วนกลุ่มไลเคนที่เป็นก้อนนูนสีเหลือง เมื่อส่องดูจะเห็นว่ามีรูเล็ก ๆ มากมาย ดร.อ้อย ชวนให้สังเกตว่า ถ้าเป็น ‘หนึ่งผลหนึ่งรู’ ที่ดูเหมือนปากปล่องภูเขาไฟหรือไหกระเทียมดอง นั่นก็คือ ‘ไหทองโรยขมิ้น’ ส่วน ‘ผลรวม- 1 ก้อนหลายรู’ เป็นไลเคนที่ชื่อว่า ‘ร้อยรู’

“คำว่า ‘ผล’ ก็คืออับสปอร์ของมัน ไลเคนขยายพันธุ์ด้วยสปอร์และการแตกหน่อ ซึ่งลักษณะของหน่อก็จะใช้จำแนกได้ด้วย บางชนิดแตกหน่อเป็นแท่งยาว ๆ บางชนิดเป็นแท่งสั้น ๆ บางชนิดเป็นเหมือนผงแป้ง บางชนิดเป็นกิ่ง”

ส่วนลักษณะของผลหรืออับสปอร์ก็มีหลากหลาย บางชนิดเหมือนปากปล่องภูเขาไฟ เช่น พริกไทยร้อยเม็ด บางชนิดเหมือนจานขนม เช่น ร้อยเหรียญ บางชนิดเป็นลายเส้น เช่น หลังตุ๊กแก แม้แต่ระดับความจมความลอยของผลก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือจำแนกได้ เช่น ถ้าเป็นผลสีดำและกึ่ง ๆ จมอยู่ในผืนไลเคนสีเทาก็คือ ‘สิวหัวช้างจิ๋ว’ แต่ถ้าเป็นผลสีดำบนผืนไลเคนสีเขียว ลอยอยู่เหมือนมีใครเอาผลไปแปะไว้ ก็คือ ‘ไฝพระอินทร์’

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง
แถวบนจากซ้ายไปขวา : ไหทองโรยขมิ้น – ร้อยรู แถวล่าง : พริกไทยร้อยเม็ด – สาคูถั่วดำ

 หลายคนประทับใจกับชื่อภาษาไทยของไลเคน ซึ่งในยุคแรกตั้งโดยภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ชอบตั้งชื่อตามตัวละครในวรรณคดี จากนั้นเมื่อทีมมูลนิธิโลกสีเขียวมาพัฒนาคู่มือนักสืบสายลมจึงมีการตั้งชื่อเพิ่มเติม ซึ่งทีมนี้เป็นสายขนม ชื่อไลเคนจึงมีทั้งสาคูถั่วดำ โดรายากิ ไปจนถึงซ่าหริ่มน้ำกะทิ (ที่ตั้งมาตั้งแต่ก่อนยุคการเมืองแบ่งขั้ว)

 “ชื่อโดรายากิเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างรุ่น ตอนแรกก่อนจะเป็นชื่อนี้ เราเสนอชื่อขนมโบราณไป เด็ก ๆ รุ่นใหม่ก็ไม่รู้จัก พอน้อง ๆ เขาเสนอชื่อมาบ้าง ก็เป็นขนมที่เราไม่รู้จัก เลยได้มาเป็นโดรายากิของโดราเอมอนที่เป็นจุดเชื่อมต่อของคน 2 รุ่น” ดร.อ้อย เล่าเกร็ดสนุก ๆ ของการตั้งชื่อ  

 เมื่อทุกทีมสำรวจเสร็จสิ้น ทีมงานก็จดบันทึกข้อมูลชนิดไลเคนที่พบในตารางแบบฟอร์ม โดยไลเคน 1 ชนิดที่แต่ละกลุ่มพบจะนับเป็น 1 ครั้ง ซึ่งได้ผลสรุปว่า พบกลุ่มทนทานสูง 20 ครั้ง กลุ่มทนทานปานกลาง 31 ครั้ง จากไลเคนทั้งหมด 12 ชนิด ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ที่นี่มีอากาศพอใช้

 “เราไม่เคยสำรวจเจอไลเคนกลุ่มอากาศดีในกรุงเทพฯ เลย แต่เราก็ใส่ไว้ในคู่มือ เพราะหวังว่าสักวันเราจะไปถึงจุดที่มีไลเคนกลุ่มนี้ในเมืองได้” ดร.อ้อย เล่าจากประสบการณ์ที่ทีมมูลนิธิโลกสีเขียวสำรวจไลเคนในเมืองกรุงมานับสิบปี

บนแผนที่ที่ ดร.อ้อย แสดงให้ดู คือผลการสำรวจไลเคนที่สวนลุมพินีในปีต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นว่า สิ่งที่เหมือนกันของผลสำรวจในทุกปีก็คือ ตรงใจกลางของสวนมีคุณภาพอากาศดีกว่าริมขอบสวนที่ติดถนน และฝั่งที่ติดถนนวิทยุมีคุณภาพอากาศดีกว่าฝั่งที่ติดถนนพระราม 4 ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่า ต้นไม้ริมถนนช่วยดูดซับมลพิษได้

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

“ที่น่าสนใจคือที่แคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี มีงานวิจัยหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก เขาสำรวจไลเคนคล้าย ๆ กับที่เราทำนี่แหละ และแสดงออกมาเป็นแผนที่ สีเขียวคือกลุ่มอากาศดี สีเหลืองคือพอใช้ สีแดงคืออากาศแย่ แล้วก็เอามาเปรียบเทียบกับแผนที่แสดงจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอด สีแดงคือจำนวนผู้ป่วยเยอะ สีเขียวคือผู้ป่วยน้อย ซึ่งถ้าดูเผิน ๆ มันเหมือนแผนที่เดียวกันเลย” ดร.อ้อย แสดงภาพแผนที่ 2 ภาพให้ดู ซึ่งทำให้เห็นชัดเจนว่า คุณภาพอากาศคือสิ่งที่สัมพันธ์โดยตรงกับสุขภาพของเรา และไลเคนก็คือเครื่องมือง่ายที่สุดที่จะตรวจวัดสิ่งนี้

 แม้ปัจจุบันเราจะมีเครื่องมือเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศมากมายที่วัดได้ทั้งค่า PM 2.5 หรือสารพิษอื่น ๆ แต่ ดร.อ้อย บอกว่าการใช้ไลเคนก็ยังมีความสำคัญและมีข้อดีที่แตกต่างออกไป

 “อย่างแรกคือเรื่องราคา ถ้าซื้อเครื่องตรวจเล็ก ๆ ราคา 6,000 กว่าบาทแล้ว แต่ถ้าใช้ไลเคน ก็แค่คู่มือนี้เล่มเดียว ซึ่งทุกคนเข้าถึงได้ ข้อดีของเครื่องวัดที่ใช้วิธีตรวจทางเคมีคือการวัดตัวเลขได้เป๊ะ ๆ บอกได้ว่ามีสารอะไรบ้าง แต่ข้อจำกัดคือวัดได้เฉพาะขณะนั้น แค่ลมพัดมาค่าก็เปลี่ยน แต่ขณะที่ไลเคนคือการวัดผลกระทบทางชีวภาพซึ่งจะอยู่ยาว บอกได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาคุณภาพอากาศของพื้นที่ตรงนั้นเป็นยังไง”

หลายคนคงจำได้ว่าในช่วง PM 2.5 สูง ๆ เราจะเห็นข่าวการฉีดน้ำไล่ฝุ่นแถว ๆ เครื่องตรวจวัด ซึ่งอาจหลอกเครื่องตรวจวัดได้ แต่หลอกไลเคนไม่ได้

“เราหวังว่าในอนาคตของกรุงเทพฯ จะไม่ได้มีไลเคนแค่กลางสวน แต่จะมีอยู่ริมถนนที่เราสัญจรด้วย ซึ่งที่สิงคโปร์มีนะคะ ขนาดต้นไม้ริมถนนก็มีไลเคนกลุ่มทนทานปานกลาง ส่วนในสวนพฤกศาสตร์ก็มีกลุ่มอากาศดีเลย”

ความสำคัญของไลเคนไม่ได้เป็นแค่ตัวชี้วัดคุณภาพอากาศเท่านั้น แต่ในธรรมชาติ ไลเคนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้โลก ดร.อ้อย เล่าว่า เวลาที่มีเกาะภูเขาไฟเกิดใหม่กลางมหาสมุทร ไลเคนคือสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรก ๆ ที่ขึ้นไปบุกเบิกพื้นที่ โดยราในไลเคนจะปล่อยสารเคมีออกมาเพื่อย่อยสลายหินและดูดซึมแร่ธาตุ ราแต่ละชนิดก็จะปล่อยสารเคมีที่ต่างกันไป ทำให้จากดินแดนอันแห้งแล้งที่มีแต่ก้อนหิน ก็เริ่มมีดินและความอุดมสมบูรณ์เกิดขึ้น ไลเคนจึงเป็นเหมือนผู้ปรับสภาพพื้นที่ที่ทำให้ดินแดนใหม่กลายเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตมากมาย

รู้จักไลเคนหลายสายพันธุ์ในสวนเบญจกิติ สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่บอกคุณภาพอากาศในเมือง

จักรวาลใหญ่ใต้ฝ่าเท้า

สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่มีความสำคัญต่อชีวิตเราไม่ได้มีเพียงแค่ไลเคนเท่านั้น แต่ในผืนดินใต้ฝ่าเท้าของเราลงไป ยังมีจุลินทรีย์อีกมากมายที่ล้วนทำหน้าที่สำคัญ ยิ่งถ้าเป็นในป่าที่สมบูรณ์ เพียงแค่หยิบดินมาหนึ่งกำมือ ก็อาจมีจำนวนชนิดของจุลินทรีย์มากกว่าชนิดของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั่วทวีปอเมริกาเหนือเสียอีก ซึ่งจักรวาลใต้ดินนี้เป็นเหมือนพรมแดนใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังสนใจศึกษา

“ในธรรมชาติ ต้นไม้ที่เราเห็นบนดินเป็นชีวิตแค่ครึ่งเดียว แต่อีกครึ่งหนึ่งอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นครึ่งที่สนับสนุนชีวิตข้างบน หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Wood Wide Web ที่ต้นไม้ทั้งป่ามีระบบรากเชื่อมโยงกันด้วยโครงข่ายเส้นใยของรา เป็นเหมือนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของต้นไม้” ดร.อ้อย เล่าถึงอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติที่ตามองไม่เห็น

เส้นใยของราใต้ดินนี้ มีความสัมพันธ์กับรากต้นไม้อย่างแนบแน่น ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างรากับสาหร่ายในไลเคน ซึ่งในระบบใต้ดินนี้ ราจะทำหน้าที่ดูดซึมธาตุอาหารในดินและส่งให้ต้นไม้ ในขณะที่ต้นไม้ก็จะส่งผลผลิตจากการสังเคราะห์แสง เช่น น้ำตาล ไปให้ราเป็นของตอบแทน

“เรารู้กันว่าต้นไม้สร้างอาหารเองได้จากการสังเคราะห์แสง แต่แค่นั้นยังไม่พอต่อการเติบโต ต้นไม้ยังต้องการแร่ธาตุอื่น ๆ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แม้ว่าในอากาศจะเต็มไปด้วยก๊าซไนโตรเจนหรือ N2 แต่ไนโตรเจนในรูปนี้ พืชยังดึงมาใช้ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยราที่จะช่วยเปลี่ยนก๊าซไนโตรเจนให้อยู่ในรูปอื่น ๆ เช่น ไนเตรตที่ละลายน้ำและพืชดูดซึมไปใช้ได้ ทำให้รากับต้นไม้กลายเป็นหุ้นส่วนกัน เส้นใยราหลอมรวมกับรากไม้ ราช่วยต้นไม้ดูดซึมแร่ธาตุจากดิน ต้นไม้ก็แบ่งน้ำตาลให้รา จุลชีพอื่น ๆ ในดิน ก็มารวมกันอยู่ที่รากไม้ เป็นเหมือนโลกซาฟารีใต้ดิน”

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

บทบาทของเส้นใยราไม่ได้มีเพียงแค่การดูดซึมสารอาหารและส่งให้พืชเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่ต้นไม้ใช้ส่งข้อมูลหากันด้วย เช่น เมื่อมีฝูงแมลงศัตรูพืชโจมตีที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ ก็รับรู้ได้ ทำให้ปล่อยสารเคมีออกมาที่ใบเพื่อป้องกันตัว อีกทั้งเส้นใยโครงข่ายนี้ยังเป็นเหมือนทางด่วนเพื่อเดลิเวอรี่อาหารจากต้นหนึ่งไปสู่อีกต้น เช่น ต้นแม่ส่งอาหารให้ต้นลูกที่อยู่ภายใต้ร่มเงาและได้รับแสงแดดน้อย 

“แม้แต่หนอนที่จะมาไชรากต้นไม้ ก็เคยมีการค้นพบว่า เส้นใยราจะช่วยทำบ่วงเกี่ยวรัดหนอนไว้ไม่ให้เข้าถึงรากไม้ ซึ่งทุกวันนี้ นักวิจัยก็กำลังพยายามแกะรหัสภาษาที่ต้นไม้ส่งหากันผ่านโครงข่ายนี้ เป็นเหมือนพรมแดนใหม่ที่น่าตื่นเต้นมาก”

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

เมื่อ ดร.อ้อย เล่าจบ ผู้ร่วมงานคนหนึ่งก็บอกว่า ฟังแล้วนึกถึงหนังเรื่อง Avatar ที่ต้นไม้ในป่ามีเครือข่ายเส้นใยที่เชื่อมต่อถึงกัน

เช่นเดียวกับในหนัง ทุกวันนี้ความสัมพันธ์สุดมหัศจรรย์นี้กำลังถูกทำลายลงด้วยการกระทำของมนุษย์ ซึ่งหนึ่งในตัวการที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงก็คือปุ๋ยเคมี

 “พอเราใส่ปุ๋ยเคมีให้พืช ต้นไม้ก็เลยเสียนิสัย กลายเป็นต้นไม้ติดยา กินแต่อาหารสำเร็จรูป จู่ ๆ ได้ของฟรี ก็หยุดแบ่งน้ำตาลให้รา พอไม่มีรา ดินก็เลยตาย กลายเป็นดินแข็ง ๆ ต้นไม้ตอนนี้ก็ไม่มีเพื่อนใต้ดินแล้ว เพราะต้นไม้ไม่แบ่งอะไรให้เลย แมลงมาก็ไม่มีใครเตือนหรือป้องกัน แล้วพอฝนตก ดินก็ถูกชะลงไป เพราะไม่มีใครช่วยดูดซับปุ๋ยที่มันมากเกิน ไนโตรเจนจากปุ๋ยก็ไหลลงไปในแม่น้ำลำคลอง ไปจนทะเล เกิดเป็นแดนมรณะหรือ Dead Zone ในทะเล เป็นบ่อเกิดของวิกฤตการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งถ้าเล่าแล้วจะยาวมาก”

ดร.อ้อย เล่าถึงการเชื่อมโยงของสรรพสิ่งในธรรมชาติ ตั้งแต่มนุษย์ ท้องไร่ท้องนา ผืนป่า ไปจนถึงมหาสมุทร ซึ่งทุกวันนี้ความไม่เข้าใจธรรมชาติของผู้คนกำลังทำลายสายใยอันซับซ้อนนี้ ซึ่งที่สุดแล้วก็จะเป็นการทำลายตัวเอง ดังนั้น ก่อนที่โลกจะเดินไปถึงจุดนั้น เราทุกคนจึงควรต้องมาฟื้นสัมพันธ์กับธรรมชาติอีกครั้ง เพื่อจะได้เข้าใจและรักษาระบบที่โอบอุ้มชีวิตของพวกเราไว้

Reconnect with Nature

ประโยคที่ว่า “เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” อาจมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่เราเคยคิด

“ร่างกายของเรา เป็นเซลล์ของเราจริง ๆ แค่ส่วนเดียวเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งคือจุลชีพมากมายที่อาศัยอยู่ร่วมกับเรา ทั้งในลำไส้ บนผิวหนัง และแทบทุกที่ บางชนิดช่วยเราย่อยอาหาร บางชนิดช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน สุขภาพเราขึ้นกับจุลชีพเหล่านี้ เพราะเราวิวัฒนาการมาด้วยกัน” ดร.อ้อย เล่าถึงอีกหนึ่งความสำคัญของเหล่าตัวจิ๋วที่มีนามว่าแบคทีเรีย

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

แต่ทุกวันนี้ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป หลายคนพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋องที่ผ่านการฆ่าเชื้อ ใช้ชีวิตอยู่ในตึกสูง ห้องแอร์ โดยที่วัน ๆ เท้าแทบไม่เปื้อนดิน ทำให้เราห่างเหินกับจุลินทรีย์ที่ดีมากมายที่มีอยู่ในธรรมชาติ

“มีงานวิจัยพบว่า คนที่สุขภาพดีมีจุลินทรีย์ในร่างกายที่หลากหลาย เปรียบได้กับระบบนิเวศป่าเขตร้อน ในขณะที่คนสุขภาพไม่ดี ความหลากหลายของจุลินทรีย์จะน้อยกว่า เหมือนอยู่ในระบบนิเวศทะเลทราย ทำให้การแพทย์ยุคนี้มีการสกัดจุลชีพจากอุจจาระคนที่สุขภาพดี มาเป็นยาให้คนสุขภาพไม่ดี”

แต่แทนที่เราจะต้องไปรับจุลินทรีย์ที่ดีด้วยวิธีนั้น ดร.อ้อย บอกว่ามีวิธีที่ง่ายกว่า นั่นก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ

“มีการพบว่าเวลาเราออกไปอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ระบบภูมิคุ้มกันก็ดีขึ้นแล้ว แล้วถ้าเราลองถอดรองเท้าและใช้เท้าเปล่าสัมผัสดิน ประจุไฟฟ้าที่เราสะสมมาทั้งวันจากการเผาผลาญที่เกิดเป็นอนุมูลอิสระ ก็จะถูกแลกเปลี่ยนกับพื้นดินที่เป็นประจุลบ”

ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายชิ้นพูดถึงเรื่องประจุลบกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนในสมองหรือการช่วยให้ผ่อนคลาย ซึ่งแหล่งที่ดีมากของประจุลบนอกจากผืนดินแล้วก็คือแหล่งน้ำ เคยมีงานวิจัยว่า ในพื้นที่ธรรมชาติ เช่น ป่าเขาหรือทะเล มีประจุลบมากกว่าในเมืองคอนกรีตหลายเท่า

“นอกจากนั้น ในดินทั่วโลกจะมีแบคทีเรียตัวหนึ่งที่ชื่อ Mycobacterium vaccae ที่จะกระตุ้นให้สมองเราหลังสารเซโรโทนินหรือสารเคมีแฮปปี้ ทำให้กิจกรรมบำบัดจิตใจหลายแห่งใช้วิธีให้คนทำสวน แล้วอีกอย่างก็คือน้ำมันหอมระเหยจากพืชที่จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของเรา ทำให้ที่ญี่ปุ่นมีกิจกรรมที่เรียกว่า การอาบป่า คือพาตัวเองเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ เพื่อรับจุลชีพ รับประจุลบ รับน้ำมันหอมระเหยจากพืช”

และนั่นเป็นเหตุผลของการที่เรามักจะรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย สบายใจ เมื่อได้เข้าไปสู่พื้นที่ธรรมชาติ ได้เห็นต้นไม้ เห็นทะเล เห็นน้ำตก เห็นดอกไม้ ไม่ต่างจากท่อนหนึ่งในบทเพลงที่ว่า “ถ้าเราเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า”

แม้กรุงเทพฯ จะไม่เหลือป่าแล้ว แต่อย่างน้อยการมีพื้นที่สีเขียวในรูปแบบสวนป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำกลางเมืองแบบนี้ ก็คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คนเมืองได้สัมผัสธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

และวันนี้ หลังจากที่เราได้สำรวจไลเคนกันเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาที่ ดร.อ้อย จะพาเราไปอาบป่ากลางเมืองกัน

ระหว่างทาง เราได้หยุดดูนกเค้าจุดที่ตำแหน่งประจำ ซึ่งวันนี้อยู่กันถึง 4 ตัว จากนั้นทีมงานของสวนเบญจกิติก็เปิดเส้นทางพิเศษให้ได้เดินเยี่ยมชมสวนในโซนที่ยังไม่เปิดให้คนทั่วไป ได้เดินผ่านบ่อน้ำบ่อที่ 1 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการบำบัดน้ำจากคลองไผ่สิงโตด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด ซึ่งระหว่างทาง ดร.อ้อย ชวนดูพืชพรรณท้องถิ่นหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือต้นแขมที่ขึ้นอยู่ข้าง ๆ ดงธูปฤาษี ซึ่งเธอบอกว่าอยากให้มีต้นแขมมากกว่านี้ เพราะเป็นพืชท้องถิ่นและนกมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าธูปฤาษีที่เป็นพืชต่างถิ่น ส่วนตรงพืชบกที่ขึ้นเองอยู่ตามสองข้างทาง เธอก็ชี้ชวนให้ดูพืชหลายชนิดที่กินได้ ไม่ว่าจะเป็น กะทกรก โทงเทง ผักโขม ที่หากคนไม่รู้จักก็จะนึกว่าเป็นวัชพืช

“พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีฟังก์ชันเยอะมาก เป็นถิ่นอาศัยให้สัตว์หลายชนิด กักเก็บคาร์บอนได้มหาศาล แล้วอาหารก็เยอะมาก เป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ต ของกินเต็มไปหมด และสำคัญที่สุดคือเป็นฟองน้ำรองรับน้ำเวลาฝนตกหนัก ๆ ถ้าเรารักษาพื้นที่ชุ่มน้ำในกรุงเทพฯ ไว้ได้ เราก็จะมีฟองน้ำที่ช่วยป้องกันน้ำท่วมเมือง แล้วพืชน้ำก็ยังช่วยบำบัดสารพิษ คือมีบริการทางนิเวศเยอะมาก”

ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำแบบนี้ ก็คือหน้าตาของกรุงเทพฯ ในอดีต ก่อนที่เราจะถมคูคลอง สร้างถนน สร้างตึกสูง จนทำให้น้ำไม่มีที่ไปและท่วมเมืองอยู่บ่อยครั้ง

“ถ้าเราจะทำกรุงเทพฯ ให้ยั่งยืน เราต้องออกแบบให้อยู่ร่วมกับระบบนิเวศดั้งเดิมคือพื้นที่ชุ่มน้ำ เราจะได้ไม่ต้องไปต้านกับแรงธรรมชาติ กรุงเทพฯ สมัยก่อน เรามีหนองสลับกับโคก อย่างแถวสุวรรณภูมิ แต่ก่อนเรียกหนองงูเห่า ส่วนดอนเมืองเป็นที่ดอน เขาเรียกทุ่งเหยี่ยว เพราะมีเหยี่ยวและแร้งเยอะ” ดร.อ้อย เล่าถึงภาพในอดีตของบางกอก ซึ่งเคยเต็มไปด้วยสัตว์มากมาย รวมถึงแรดและสมัน ซึ่งเป็นกวางที่มีเขาอลังการและพบที่เดียวในโลกคือลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่พวกเราก็ทำให้มันสูญพันธุ์

“การได้เห็นพื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก เพราะในยุคหนึ่ง พื้นที่บึงหรือหนองแบบนี้จะถูกมองว่าเป็นบึงเน่า ๆ ถ้าจะพัฒนาต้องถมเรียบ เป็นสนามกอล์ฟ เป็นสิ่งปลูกสร้าง แต่น่าดีใจที่วันนี้เราพัฒนากลับมาในรูปแบบนี้”

ทีมงานของสวนเบญจกิติบอกว่า วันที่กรุงเทพฯ ฝนตกหนักและน้ำท่วมเมืองเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่นี่น้ำไม่ท่วม เพราะมีบ่อมากมายไว้รองรับน้ำ ส่วนตำแหน่งอื่น ๆ น้ำก็ซึมลงใต้ดินได้ ซึ่งก็ทำให้เราจินตนาการว่า หากกรุงเทพฯ มีพื้นที่แบบนี้มากขึ้น ฝนตกมา น้ำก็จะมีที่ไป ไม่ต้องไหลมาท่วมบ้านอย่างทุกวันนี้

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

“สิ่งที่อยากเห็นก็คือ อยากให้ที่นี่พัฒนาไปในทิศทางที่มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น มีพืชพื้นถิ่นที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งก็น่ารอดูว่าจะมีสัตว์อะไรกลับมาบ้าง”

หนึ่งในสัตว์ที่หลายคนอยากให้กลับมาก็คือหิ่งห้อย ซึ่ง ดร.อ้อย ได้บอกในสิ่งเดียวกับที่ ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ พูดไว้ในกิจกรรมครั้งแรกว่า ข้อจำกัดสำคัญของหิ่งห้อยคือมลภาวะทางแสง เพราะหิ่งห้อยสื่อสารกันด้วยการกะพริบแสง หากแสงไฟยามค่ำคืนยังเจิดจ้า หิ่งห้อยก็จะอยู่ไม่ได้ แต่สิ่งที่เราพอช่วยได้คือการปรับรูปแบบโคมไฟ โดยอาจหาที่ครอบหลอดไฟไม่ให้แสงฟุ้งกระจายขึ้นฟ้า ซึ่งประหยัดพลังงานได้ด้วย โดยอาจใช้หลอดไฟที่วัตต์ต่ำกว่า แต่ยังได้ความสว่างที่ทางเดินเท่าเดิม

“มลภาวะแสงส่งผลกระทบต่อคนและสัตว์พอ ๆ กับมลพิษแบบอื่นเลย ที่อเมริกามีนกเป็นล้าน ๆ ตัวตายเพราะชนกระจกเพราะโดนแสงล่อ ส่วนค้างคาวหรือผีเสื้อกลางคืนก็ได้ผลกระทบ แม้แต่คนเราก็เช่นกัน มีการพบว่าแสงที่ฟุ้งกระจายมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องอยู่กับความมืด เราแค่ควบคุมทิศทางแสงให้ส่องเฉพาะในที่ที่เราต้องการ การปล่อยแสงฟุ้งกระจายขึ้นฟ้าก็เหมือนปล่อยให้ท่อน้ำรั่ว”

เธอบอกว่าถ้าจัดการให้ดีก็ยังมีความหวัง โดยยกตัวอย่างบ้านของเธอที่เชียงดาวว่า ในค่ำคืนที่ฟ้าเปิด จะได้เห็นทั้งดาวบนฟ้าและดาวบนดิน (หรือหิ่งห้อย) ซึ่งไม่มีอะไรที่จะวิเศษไปกว่านั้นอีกแล้ว

เราก็หวังว่าสักวันกรุงเทพฯ จะเดินไปถึงจุดนั้น วันที่ริมถนนใหญ่มีไลเคนบ่งบอกว่าคุณภาพอากาศดี มีพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งไว้รองรับน้ำยามฝนตกหนักและเป็นบ้านให้สรรพสัตว์ได้มาพักอาศัย มีการควบคุมมลภาวะทางแสงที่ดีจนหิ่งห้อยกลับมา มีพื้นที่สีเขียวที่เดินถึงได้ภายใน 15 นาที

และเมื่อวันนั้นมาถึง กรุงเทพฯ ก็อาจใช้คำว่า ‘ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว’ ได้อย่างเต็มปาก

รับบทนักสืบสายลม เดินสำรวจพันธุ์ไลเคนในสวนเบญจกิติ และจักรวาลจิ๋วที่มีบทบาทมหึมา ในกิจกรรม Earth Appreciation

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load