The Cloud x สารคดีสัญชาติไทย

ผมเกิดมาเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ใช้ชีวิตวัยเด็กในยุคสมัยที่เวลากับระยะทางปฏิสัมพันธ์กันในอัตราส่วนที่แตกต่างจากทุกวันนี้มาก จังหวะชีวิตของคนในยุคสมัยนั้นก็ต่างไปจากทุกวันนี้

เวลาที่เรานั่งชมภาพยนตร์สักเรื่องอย่างสนุกสนานสัก 2 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาที่เท่าๆ กันกับที่เราขับรถไปบนถนนจนถึงพัทยาในวันที่รถไม่ติด หรืออาจจะไปได้แค่จากบ้านแถวๆ ชานเมืองไปแยกราชประสงค์ในวันที่รถติด และก็เช่นกันด้วยเวลา 2 ชั่วโมงเราสามารถเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองไปจนถึงสิงคโปร์ได้ด้วยเวลา 2 ชั่วโมงเช่นกัน แน่นอนที่สุดแม้จะเป็นเวลาที่เท่ากัน แต่ความรู้สึกของเราต่อระยะทางกับเวลานั้นไม่เท่ากัน

คนที่ใช้เวลานั่งเรือเร็วเพียงชั่วโมงกว่าๆ ด้วยการจัดการที่พร้อมสรรพในยุคปัจจุบันไปถึงเกาะสิมิลันได้ในพริบตา หรือไปดำน้ำกับเรือให้บริการดำน้ำแบบ Liveaboard หรู ที่เพียงแค่ลงจากเครื่องบินก็มีรถไปรับ ก้าวลงเรือแล้วก็เข้านอนในที่นอนนุ่มๆ แสนสบาย ตื่นเช้ามาก็ลงดำน้ำที่สิมิลันได้เลย อาจจะไม่เข้าใจคนที่เคยใช้เวลาเตรียมการอันยาวนานนับปีรวบรวมอุปกรณ์จองเรือเตรียมเต็นท์ เครื่องครัว และอาหาร แบกคอมเพรสเซอร์ จัดเวรกันอัดถังอากาศนับสิบใบทุกค่ำคืน เพื่อจะไปดำน้ำกันที่สิมิลันปีละครั้งเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน

หลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างกันไประหว่างยุคสมัยนั้นอาจจะเป็นแค่เรื่องของระยะทางกับเวลา

การถ่ายภาพก็เช่นกันเป็นเรื่องของระยะทางกับเวลา เราอาจเดินทางนับแรมเดือนไปทั่วโลก เพื่อที่จะบันทึกช่วงจังหวะเวลาที่เราเลือกไว้แค่เศษเสี้ยวส่วนร้อยของวินาทีเก็บเอาไว้เพียงเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือนั้นอาจจะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเราไม่ว่าประสบการณ์จากการเดินทางนั้นจะเป็นเสียงหัวเราะหรือว่าน้ำตา

ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน…

ผมเริ่มต้นถ่ายภาพใต้น้ำครั้งแรกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ในสมัยที่อุปกรณ์ถ่ายภาพ องค์ความรู้ และทักษะ รวมถึงประสบการณ์ ของผู้ที่เดินทางมาก่อนนั้นอาจจะไม่ได้มีให้ศึกษาง่ายดายเหมือนกับทุกวันนี้ ที่แค่คลิกก็พบเห็นแล้วมากมายในโลกออนไลน์

แน่นอนที่สุดทุกความผิดพลาดของเราก็คือการเรียนรู้ ฟิล์มแต่ละม้วนที่กดชัตเตอร์ไปคือครู ซึ่งกว่าเราจะเห็นความผิดพลาดเวลาก็อาจผ่านไปนาน 3 วัน 2 สัปดาห์ หรือว่า 1 เดือน หลายๆ ครั้งเราก็เรียนรู้ในปีนี้เพื่อที่จะพบว่าเราลืมไปแล้วเมื่อมีโอกาสเดินทางไปดำน้ำที่สิมิลัน (ในสมัยนั้นเรารู้สึกว่ามันอยู่ไกลจนเหมือนสุดปลายฟ้า) อีกครั้งในฤดูกาลถัดไป

หลายคนอาจจะรู้สึกอึดอัดเวลาที่รถติดในกรุงเทพฯ ว่าทำไมเวลาสองสามชั่วโมงยังไปไม่ถึงที่หมายสักที ทั้งที่ที่หมายอยู่ห่างไปแค่ไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

แต่เชื่อไหมครับว่าผมใช้ระยะเวลาเกือบ 20 ปี เพื่อระยะทางเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น

ในสมัยที่ผมเริ่มต้นถ่ายภาพใต้น้ำใหม่ๆ ผมเชื่อมั่นในพลังขาของตนเอง ทุกครั้งที่พบเห็นปลาตัวใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเบนราหูหรือฉลามวาฬว่ายผ่านเข้ามาใกล้แนวปะการัง ผมจะเตะขาพุ่งเข้าไปหาเพื่อบันทึกภาพให้ได้ใกล้มากที่สุด เพราะระยะที่จะให้ภาพที่ดีที่สุดของโลกใต้ทะเลกับมุมรับภาพอันกว้างไกลของเลนส์มุมกว้าง 15 มิลลิเมตรนั้น เราจะต้องอยู่ห่างจากสิ่งที่เราต้องการจะบันทึกภาพไม่เกิน 2 หรือ 3 เมตรเท่านั้น

หลายปีผ่านไปผมเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถที่จะว่ายน้ำได้เร็วเทียบเท่ากับปลาตัวที่ว่ายน้ำได้เชื่องช้าที่สุดบนโลกใบนี้ จากการเฝ้าสังเกตข้อผิดพลาดที่ผมได้ทำมาว่าทำไมผมมักจะได้แต่ภาพหางของปลาเหล่านั้น ทำให้ผมเริ่มสนใจและศึกษาและทดลองวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน

ในที่สุดผมได้ข้อสรุปว่า ถ้าเรายิ่งไล่ สิ่งที่เราต้องการนั้นก็จะยิ่งหนีเราห่างไปไกลขึ้นเรื่อยๆ วิธีการที่ดีที่สุดก็คือการเฝ้ารอจังหวะและโอกาสที่ปลานั้นจะสนใจเราและว่ายเข้ามาหาเราเอง

ปลาเป็นสัตว์สังคมที่เคยชินกับการอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ทับซ้อนกันในระบบนิเวศที่หลากหลาย ปลานักล่าและปลาที่ตกเป็นเหยื่ออาจจะว่ายสวนกันไปมาในบริเวณกองหินเล็กๆ ได้ ตราบใดที่ปลานักล่านั้นไม่ได้มีท่าทีที่คุกคามหรือถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าต่างๆ ให้ออกล่าเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำ คาวเลือด หรือว่าปัจจัยอื่นๆ

เปรียบเทียบง่ายๆ กับการเดินไปบนท้องถนน เราก็จะเดินสวนกันไปมากับผู้คนด้วยท่าทีที่เป็นปกติและเป็นมิตร หากไม่มีท่าทีคุกคามให้เราต้องระมัดระวังตัว ต่างไปจากกรณีที่อยู่ดีๆ มีคนวิ่งพุ่งตรงมาหาเราอย่างรวดเร็ว แน่นอนที่สุดถ้าเราไม่คิดจะหาทางตอบโต้หรือสู้เราก็ต้องวิ่งหนีหรือหลบไปจากท่าทีที่คุกคามนั้น

หลังจากที่ผมเริ่มเข้าใจ ผมก็เริ่มบันทึกภาพด้านหน้าของปลาชนิดต่างๆ ได้มากขึ้นก็ภาพทางด้านหางของปลาที่กำลังว่ายหนีเราออกไป ระยะทางและทีท่าที่ไม่ไว้ใจกันนั้นก็ค่อยๆ ลดลงมาตามประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

ฉลามหัวค้อน

ผมพบฉลามหัวค้อนครั้งแรกในชีวิตที่เกาะลายังลายัง หรือที่เรียกกันว่า Swallow Reef ในเขตของหมู่เกาะ Spratly ในทะเลจีนใต้ ครั้งแรกเมื่อปี 1999 แทบทุกเช้าเรามักจะมีโอกาสพบฝูงฉลามหัวค้อนนับร้อยว่ายวนเข้ามาใกล้กำแพงผาที่ตัดดิ่งลงสู่ความลึกเวิ้งว้างเกือบ 2 กิโลเมตรจนมองไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง

ไดฟ์มาสเตอร์ผู้ชำนาญพื้นที่จะพาเราดำดิ่งลงไปในความลึกราวๆ 120 ฟุตในห้วงน้ำสีน้ำเงินเข้ม แล้วปล่อยตัวให้ล่องลอยไปกับกระแสน้ำราวกับอยู่ในห้วงของอวกาศ สิ่งที่เรารับรู้มีเพียง บนหัวของเราคือผิวน้ำและด้านล่างลงไปคือความลึกที่ดำมืดของห้วงมหาสมุทรเท่านั้น ในความลึกนั้นเราจะมีเวลาเพียงประมาณ 15 นาทีเท่านั้นที่จะเฝ้ารอจังหวะที่ฝูงฉลามหัวค้อนนั้นจะว่ายโฉบเข้ามา ทุกสายตาจะจับจ้องมองหาเงาที่เคลื่อนไหวไปมาทั้งจากในห้วงน้ำที่มืดทึบเบื้องล่าง หรือห้วงน้ำสีน้ำเงินเข้มในระดับเดียวกับเราที่อยู่ด้านนอกออกไป

ฉลามหัวค้อน

ไม่นานนักเราก็จะเห็นเงาสีเงินของฉลามหัวค้อนที่สะท้อนแสงแวบเข้ามา เริ่มจากตัวหรือสองตัวที่เป็น Scout หรือหน่วยสอดแนมและตามมาด้วยฝูงฉลามนับร้อยที่เคลื่อนขบวนผ่านเข้ามาในครรลองสายตา แต่ฉลามจะรักษาระยะห่างจากเราไว้ประมาณ 5 – 10 เมตร ใกล้พอที่จะเห็น แต่ไกลเกินไปที่จะถ่ายภาพได้

ฉลามหัวค้อน

ทุกครั้งที่เราขยับตัว ฉลามหัวค้อนจะขยับห่างออกจากเราเพื่อรักษาระยะห่าง และจะมีใครสักคนในกลุ่มพยายามว่ายพุ่งสุดตัวตรงเข้าไปหาฝูงฉลามหัวค้อน ซึ่งนั่นคือหายนะ ฝูงฉลามนับร้อยจะแตกฮือออกไป และหายวับไปในม่านน้ำสีครามเข้มราวกับที่ผ่านมานั้นเป็นแค่ความฝันหรืออาการเมาไนโตรเจนที่เกิดขึ้นเพราะการดำน้ำลึก

ผมใช้เวลากว่าครึ่งเดือน เจอกับภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้เกือบทุกวันและกลับบ้านมือเปล่า กับภาพเบลอๆ ไกลๆ ในฟิล์มกว่า 20 ม้วน นั่นคือประสบการณ์ดำน้ำกับฉลามหัวค้อนครั้งแรกในชีวิต

ผ่านมาอีกเกือบ 20 ปี ที่เกาะดาร์วินในหมู่เกาะกาลาปากอส ผมเรียนรู้ว่าถ้าเรายิ่งไล่ ฉลามหัวค้อนนั้นก็จะยิ่งว่ายห่างจากเราไป และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องควบคุมจิตใจของเราไม่ให้มีความอยากได้ภาพมากจนเกินไป เพราะทุกครั้งที่เราขยับตัว หรือเพียงแค่เราหายใจออกด้วยความตื่นเต้น เสียงจากฟองอากาศของเรานั้นคือสิ่งที่ทำให้ฉลามหัวค้อนหวาดกลัว

บนพื้นทรายในความลึกประมาณ 50 ฟุต ผมนั่งนิ่งๆ เพียงลำพังอยู่หลังกองหินเพื่อเฝ้ารอจังหวะ หายใจด้วยท่าทีผ่อนคลาย และเมื่อเห็นฝูงฉลามหัวค้อนว่ายผ่านเข้ามาในครรลองสายตา ผมสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดแล้วกักเก็บลมหายใจไว้ รอจังหวะที่ฉลามหัวค้อนจะว่ายผ่านเข้ามา จาก 10 เมตร เป็น 5 เมตร

ฉลามหัวค้อน

สุดท้ายฝูงฉลามหัวค้อนก็เคลื่อนที่ผ่านมาเหนือหัวของผมด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติ ก่อนจะเคลื่อนที่ผ่านไปในระยะห่างไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น

เมื่อฝูงฉลามเคลื่อนผ่านไปผมปล่อยลมหายใจที่เก็บกักไว้ออก ความรู้สึกยินดีที่บันทึกภาพได้ ไม่เท่ากับความรู้สึกปีติและอิ่มเอมใจ ในการเดินทางระยะ 3 เมตรสุดท้ายที่ผมใช้เวลายาวนานเกือบ 20 ปี

ฉลามหัวค้อน

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

The Cloud X  สารคดีสัญชาติไทย

 

เรากำลังลอยตัวอยู่กลางทะเล น้ำเย็น 24 องศา แต่เราไม่ได้รู้สึกถึงความเย็นนั้นสักเท่าไหร่ สมาธิจดจ้องและเพ่งสายตาไปยังเงาเลือนๆ 2 ก้อนที่ใต้น้ำเบื้องล่าง กว่าจะรู้ตัวเราก็เห็นวาฬหลังค่อมขนาดใหญ่ 2 ตัวว่ายตรงมาทางเราแล้ว ทันใดนั้น เวลาในสมองของเราก็เดินช้าลง เสี้ยววินาทีนี้ยาวนานเหมือนหลายนาที วาฬทั้งคู่หันหัวเบนเข็มออกทางขวาเพื่อให้เห็นเราได้ชัดขึ้น ใช่! เราไม่ได้คิดไปเอง วาฬตัวหน้าซึ่งอยู่ใกล้เรามากกว่าขยับลูกตาเหลือบขึ้นมามองเราในจังหวะที่กำลังว่ายผ่านเราไป

หัวใจเต้นแรง ปากขยับยิ้ม น้ำตาคลอเบ้า

ทันใดนั้นเราก็นึกขึ้นมาได้ถึงกล้องที่อยู่ในมือ นี่น่าจะเป็นไม่กี่ครั้งในชีวิตของการเป็นช่างภาพที่ลืมเรื่องการถ่ายภาพไปเกือบสนิท เรากดชัตเตอร์ไป 2 – 3 ภาพ ก่อนที่วาฬทั้งคู่จะลับสายตาไป

การสบตากับวาฬตัวแรกในชีวิตเป็นความทรงจำที่ไม่เคยลืม เข้าใจแล้วว่าวาฬไม่ใช่ปลา และทุกครั้งที่ย้อนกลับไปนึกถึง หัวใจก็ยังเต้นแรง และน้ำตาก็มาจ่อคลออยู่ทุกครั้งไป

วาฬหลังค่อมจะย้ายจากพื้นที่แถบขั้วโลกมาสู่เขตอบอุ่นทุกๆ ปีเพื่อจับคู่ เลี้ยงลูก และสังสรรค์ในหมู่วาฬ ประเทศตองกาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่วาฬเหล่านี้หลบมาพักร้อน ชื่อประเทศฟังดูคล้ายจะอยู่ในทวีปแอฟริกา แต่มันเป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เลยออสเตรเลียออกไปทางขวามืออีก อยู่ใกล้ๆ กับฟิจิและซามัว

ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่เราออกทะเลไปตามหาวาฬเกือบทุกวัน บางวันเราไม่เจอวาฬเลยสักตัว บางวันเราได้แต่มองพวกมันจากพื้นที่แห้งบนเรือ ถ้าหากพวกมันไม่พร้อมให้เราหย่อนตัวลงสู่โลกของมัน เราก็ต้องเคารพในกติกานั้น

ถ้าหากมีการประกวดนางงามจักรวาฬ วาฬหลังค่อมน่าจะได้รับรางวัลขวัญใจช่างภาพไปได้อย่างง่ายๆ ครีบอกของวาฬสายพันธุ์นี้โบกสะบัดพลิ้วไหวได้ดั่งแขนของนักบัลเลต์ ท่ากระโดดและทิ้งตัวลงน้ำของพวกมันพลิ้วไหวดูราวกับกำลังเต้นระบำ แถมพวกมันยังสามารถร้องเพลงได้

ออกเดตกับนางงามจักรวาฬ ขวัญใจช่างภาพโลกใต้น้ำ

ท่าโดดที่พลิ้วไหวของวาฬหลังค่อม ดูราวกับนักเต้นกวาดแขนอย่างอ่อนช้อย

ออกเดตกับนางงามจักรวาฬ ขวัญใจช่างภาพโลกใต้น้ำ

วาฬคู่แรกในชีวิตที่ได้สบตากัน

เรือที่เรานั่งมากำลังเร่งความเร็วไปสู่พื้นที่อ่าวเล็กๆ ที่นั่นมีวาฬที่กำลังร้องเพลงอยู่ เสียงเพลงของวาฬไม่ใช่เพลงแบบที่เราคุ้นเคยกัน แต่มันมีโครงสร้างคล้ายเพลงของคนเราที่มีท่อนต้น ท่อนฮุก และท่อนจบ

เรือจอดลอยลำรออยู่นิ่งๆ ทุกคนบนเรือหยุดพูดคุยกัน เสียงลมและคลื่นทะเลเบาๆ โอบคลุมบรรยากาศ แทรกอยู่ท่ามกลางนั้นคือเสียงจางๆ ของเพลงวาฬลอยมา

เราเอาหูแนบตัวเรือเพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น เสียงต่ำคล้ายกบร้องในโพรงไม้ สลับกับเสียงสูงที่คล้ายคนผิวปาก ปนอยู่กับเสียงคลื่นซัดกราบเรือ ถึงจะไม่ค่อยแน่ใจว่าเรากำลังฟังอะไรอยู่ แต่ก็พอจะจับจังหวะของท่วงทำนองได้

เราไถลตัวลงไปในน้ำด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง ท่วงทำนองที่เพิ่งได้ยินบนเรือตอนนี้ดังชัดเจนแล้ว ไม่มีเสียงคลื่นหรือเสียงลมเข้ามาแทรก เสียงเพลงของวาฬโอบล้อมตัวเราอยู่ถึงแม้เราจะยังมองไม่เห็นตัวเจ้าของเสียง ห่างออกไปไม่ไกลที่ความลึกประมาณ 10 เมตร วาฬหนุ่มนักร้องลอยตัวทิ่มหน้าลงพื้นนิ่ง เมื่อเราว่ายไปถึงและลอยตัวอยู่เหนือหนุ่มนักร้อง เสียงเพลงกระจายกังวาน ช่วงจังหวะเสียงเบสต่ำส่งความสั่นสะเทือนมาถึงตัวเรา แรงสั่นกระเพื่อมส่งไปสู่แก้วหู และหัวใจ

ไม่ใช่แค่ได้ยิน แต่เราสัมผัสได้ถึงเพลงวาฬ

ออกเดตกับนางงามจักรวาฬ ขวัญใจช่างภาพโลกใต้น้ำ

วาฬนักร้องเสียงทองในจังหวะที่กำลังพักขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำ

ออกเดตกับนางงามจักรวาฬ ขวัญใจช่างภาพโลกใต้น้ำ

กองหน้าของขบวนวาฬ 1 สาวและ 4 หนุ่มผู้ท้าชิงใจเธอ

ท้องฟ้ามืดครึ้ม ทะเลกำลังมีคลื่นโยน แรงกระเทือนจากคลื่นและเม็ดฝนที่สาดซัดรอบเรือปนเปกันไปหมด เสียงวิทยุสื่อสารจากเรือดูวาฬอีกลำแทรกเสียงฝนที่กำลังตกหนักมาในภาษาที่เราไม่เข้าใจ ในพื้นที่เกาะกลางทะเลเช่นนี้สภาพอากาศเป็นเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้ ฟ้าใสอาจกลายเป็นพายุได้ในเวลาไม่นาน เรือของเราวิ่งด้วยความเร็วไปสู่ฝูงวาฬที่เห็นอยู่ไม่ไกล ครีบหลังผลัดกันโผล่พ้นผิวน้ำ ครีบอกฟาดน้ำแตกกระจาย ทุกอย่างดูชุลมุนวุ่นวาย โทนี่ วู หัวหน้ากลุ่มของพวกเราตะโกนสู้เสียงลมฝนบอกให้เราเตรียมตัว เรากำลังจะได้เห็นงานเลือกคู่ของวาฬ

จุดศูนย์กลางของการเลือกคู่นี้คือวาฬตัวเมียตัวใหญ่ ตามมาด้วยวาฬตัวผู้อีก 5 ตัวขนาดต่างกัน ซึ่งแย่งกันเป็นตัวที่ถูกเลือก

เรือเร่งเครื่องไปดักทิศทางที่ฝูงวาฬกำลังมุ่งหน้าไป แล้วก็ปลดเกียร์ว่างปล่อยพวกเราโดดลงน้ำ ฝูงวาฬขนาดใหญ่กว่ารถบัส 6 ตัวว่ายผ่านเราไปหมดด้วยเวลาไม่กี่วินาที แล้วทุกคนก็ต้องปีนกลับขึ้นเรือให้เร็วที่สุดเพื่อที่จับขบวนวาฬให้ทันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการโดดน้ำผ่านไป 3 – 4 รอบ กลุ่มผู้นำที่คุมเกมเลือกคู่ตอนนี้เหลือเพียงตัวผู้ 2 ตัวที่ยังไม่ยอมแพ้กัน ด้านหลังไกลๆ ตามมาด้วยวาฬหนุ่มขนาดเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด พวกมันถูกทิ้งให้ว่ายตามอย่างผู้แพ้ที่ไร้จุดหมาย อีกหลายปีกว่าวัยรุ่นเหล่านี้จะขึ้นมาเป็นผู้นำด้านหน้าได้

ทุกอย่างไม่มีทางลัด ประสบการณ์มากับกาลเวลา

ผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดก็ดูเหมือนจะได้ผู้ชนะที่ชัดเจน วาฬวัยรุ่นด้านหลังตีจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงคู่รักที่สงบลง เหมือนกับกำลังทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ชะลอความเร็วลง แต่บ่ายหน้าออกสู่ทะเลลึกทิ้งพวกเราไว้ด้านหลัง

ออกเดตกับนางงามจักรวาฬ ขวัญใจช่างภาพโลกใต้น้ำ

ความชุลมุนก่อนการลงน้ำเพื่อเกาะขบวนวาฬเลือกคู่

ออกเดตกับนางงามจักรวาฬ ขวัญใจช่างภาพโลกใต้น้ำ

ลูกวาฬว่ายกลับไปคลอเคลียแม่วาฬอยู่เสมอ เป็นสายใยที่ทำให้เราคิดถึงแม่ของเราเช่นกัน

4 ชั่วโมงแล้วที่เราจ้องมองออกไปที่ทะเลกว้างเพื่อมองหาวาฬ ทะเลที่เหมือนจะเต็มไปด้วยวาฬเมื่อวาน วันนี้กลับเงียบสนิท

ธรรมชาติช่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ก่อนหมดเวลาของวัน ไอน้ำสีเทา 2 กลุ่มก็โผล่ให้เห็นที่ระยะไกล ครีบหลัง 2 อันผลุบขึ้นตามมาไม่นาน อันหนึ่งเล็ก อันหนึ่งใหญ่กว่า

แม่ลูก!

แม่วาฬที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลนอนหลับนิ่งอยู่ที่ความลึกเบื้องล่าง ปล่อยลูกวาฬที่ยังมีพลังเหลือเฟือตามแบบฉบับของเด็กๆ ออกมาวิ่งเล่น ลูกวาฬว่ายวนมองดูพวกเราทีละคน แต่ยังคงรักษาระยะห่างจากพวกเรา การว่ายพุ่งเข้าหาเพียงเพราะความต้องการภาพถ่ายอาจจะทำลายขั้นตอนการสร้างความไว้ใจของวาฬกับเรา ความไม่เร่งร้อนของพวกเราเริ่มได้ผล ลูกวาฬลดระยะห่างลง เมื่อเราหยุดนิ่งลูกวาฬกลับเป็นฝ่ายเข้าหาแทน บางครั้งเข้าใกล้จนน่าตกใจ บางจังหวะเราต้องหันหลังว่ายหนี วาฬเด็กยังต้องฝึกฝนการว่ายน้ำ มันยังควบคุมทิศทางได้ไม่ดีเท่าวาฬที่โตแล้ว หากโดนชนเพียงเบาๆ มนุษย์อย่างเราอาจจะเจ็บหนัก

การว่ายดูคนสลับกับการว่ายอ้อนแม่วนไปอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเราสังเกตเห็นแม่วาฬขยับตัวช้า ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมาอย่างนิ่มนวล เหมือนเป็นเรือดำน้ำที่มีระบบขับเคลื่อนอย่างดี ถึงเวลาที่คุณแม่ต้องหายใจ

เราลดกล้องในมือลง พยายามสบตากับแม่วาฬตัวใหญ่ พร้อมกับสงบสติผ่อนคลายร่างกายให้มากที่สุด เมื่อตาประสานกันในใจเราพูดออกไปว่า “สวัสดีแม่วาฬ ขอว่ายไปด้วยสักพักนะ”

ออกเดตกับนางงามจักรวาฬ ขวัญใจช่างภาพโลกใต้น้ำ

จังหวะสบตากับลูกวาฬ วาฬเด็กๆ ก็เหมือนลูกคน พลังงานในการเล่นซนมีอยู่อย่างมหาศาล

เราไม่รู้หรอกว่าแม่วาฬจะเข้าใจเราหรือเปล่า แต่สัตว์ใหญ่อย่างวาฬน่าจะรับรู้พลังบวกจากการคิดดีได้ แม่วาฬดูจะไม่มีปัญหากับการที่มนุษย์ตัวดำๆ ลอยตัวเป็นแมลงหวี่อยู่รอบๆ มันไม่ได้หอบลูกว่ายหนีเราไป พวกมันแบ่งผืนน้ำให้เราได้ใช้ร่วมกับพวกมัน

เวลาของเราหมดแล้ว โทนี่ส่งสัญญาณมือให้ทุกคนว่ายกลับเรือ เมื่อปีนขึ้นเรือเป็นครั้งสุดท้ายของทริป สิ่งที่คิดอย่างแรกคือ เราจะต้องกลับมาที่นี่อีก!

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load