The Cloud x สารคดีสัญชาติไทย

ผมเกิดมาเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ใช้ชีวิตวัยเด็กในยุคสมัยที่เวลากับระยะทางปฏิสัมพันธ์กันในอัตราส่วนที่แตกต่างจากทุกวันนี้มาก จังหวะชีวิตของคนในยุคสมัยนั้นก็ต่างไปจากทุกวันนี้

เวลาที่เรานั่งชมภาพยนตร์สักเรื่องอย่างสนุกสนานสัก 2 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาที่เท่าๆ กันกับที่เราขับรถไปบนถนนจนถึงพัทยาในวันที่รถไม่ติด หรืออาจจะไปได้แค่จากบ้านแถวๆ ชานเมืองไปแยกราชประสงค์ในวันที่รถติด และก็เช่นกันด้วยเวลา 2 ชั่วโมงเราสามารถเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองไปจนถึงสิงคโปร์ได้ด้วยเวลา 2 ชั่วโมงเช่นกัน แน่นอนที่สุดแม้จะเป็นเวลาที่เท่ากัน แต่ความรู้สึกของเราต่อระยะทางกับเวลานั้นไม่เท่ากัน

คนที่ใช้เวลานั่งเรือเร็วเพียงชั่วโมงกว่าๆ ด้วยการจัดการที่พร้อมสรรพในยุคปัจจุบันไปถึงเกาะสิมิลันได้ในพริบตา หรือไปดำน้ำกับเรือให้บริการดำน้ำแบบ Liveaboard หรู ที่เพียงแค่ลงจากเครื่องบินก็มีรถไปรับ ก้าวลงเรือแล้วก็เข้านอนในที่นอนนุ่มๆ แสนสบาย ตื่นเช้ามาก็ลงดำน้ำที่สิมิลันได้เลย อาจจะไม่เข้าใจคนที่เคยใช้เวลาเตรียมการอันยาวนานนับปีรวบรวมอุปกรณ์จองเรือเตรียมเต็นท์ เครื่องครัว และอาหาร แบกคอมเพรสเซอร์ จัดเวรกันอัดถังอากาศนับสิบใบทุกค่ำคืน เพื่อจะไปดำน้ำกันที่สิมิลันปีละครั้งเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน

หลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างกันไประหว่างยุคสมัยนั้นอาจจะเป็นแค่เรื่องของระยะทางกับเวลา

การถ่ายภาพก็เช่นกันเป็นเรื่องของระยะทางกับเวลา เราอาจเดินทางนับแรมเดือนไปทั่วโลก เพื่อที่จะบันทึกช่วงจังหวะเวลาที่เราเลือกไว้แค่เศษเสี้ยวส่วนร้อยของวินาทีเก็บเอาไว้เพียงเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือนั้นอาจจะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเราไม่ว่าประสบการณ์จากการเดินทางนั้นจะเป็นเสียงหัวเราะหรือว่าน้ำตา

ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน…

ผมเริ่มต้นถ่ายภาพใต้น้ำครั้งแรกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ในสมัยที่อุปกรณ์ถ่ายภาพ องค์ความรู้ และทักษะ รวมถึงประสบการณ์ ของผู้ที่เดินทางมาก่อนนั้นอาจจะไม่ได้มีให้ศึกษาง่ายดายเหมือนกับทุกวันนี้ ที่แค่คลิกก็พบเห็นแล้วมากมายในโลกออนไลน์

แน่นอนที่สุดทุกความผิดพลาดของเราก็คือการเรียนรู้ ฟิล์มแต่ละม้วนที่กดชัตเตอร์ไปคือครู ซึ่งกว่าเราจะเห็นความผิดพลาดเวลาก็อาจผ่านไปนาน 3 วัน 2 สัปดาห์ หรือว่า 1 เดือน หลายๆ ครั้งเราก็เรียนรู้ในปีนี้เพื่อที่จะพบว่าเราลืมไปแล้วเมื่อมีโอกาสเดินทางไปดำน้ำที่สิมิลัน (ในสมัยนั้นเรารู้สึกว่ามันอยู่ไกลจนเหมือนสุดปลายฟ้า) อีกครั้งในฤดูกาลถัดไป

หลายคนอาจจะรู้สึกอึดอัดเวลาที่รถติดในกรุงเทพฯ ว่าทำไมเวลาสองสามชั่วโมงยังไปไม่ถึงที่หมายสักที ทั้งที่ที่หมายอยู่ห่างไปแค่ไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

แต่เชื่อไหมครับว่าผมใช้ระยะเวลาเกือบ 20 ปี เพื่อระยะทางเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น

ในสมัยที่ผมเริ่มต้นถ่ายภาพใต้น้ำใหม่ๆ ผมเชื่อมั่นในพลังขาของตนเอง ทุกครั้งที่พบเห็นปลาตัวใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเบนราหูหรือฉลามวาฬว่ายผ่านเข้ามาใกล้แนวปะการัง ผมจะเตะขาพุ่งเข้าไปหาเพื่อบันทึกภาพให้ได้ใกล้มากที่สุด เพราะระยะที่จะให้ภาพที่ดีที่สุดของโลกใต้ทะเลกับมุมรับภาพอันกว้างไกลของเลนส์มุมกว้าง 15 มิลลิเมตรนั้น เราจะต้องอยู่ห่างจากสิ่งที่เราต้องการจะบันทึกภาพไม่เกิน 2 หรือ 3 เมตรเท่านั้น

หลายปีผ่านไปผมเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถที่จะว่ายน้ำได้เร็วเทียบเท่ากับปลาตัวที่ว่ายน้ำได้เชื่องช้าที่สุดบนโลกใบนี้ จากการเฝ้าสังเกตข้อผิดพลาดที่ผมได้ทำมาว่าทำไมผมมักจะได้แต่ภาพหางของปลาเหล่านั้น ทำให้ผมเริ่มสนใจและศึกษาและทดลองวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน

ในที่สุดผมได้ข้อสรุปว่า ถ้าเรายิ่งไล่ สิ่งที่เราต้องการนั้นก็จะยิ่งหนีเราห่างไปไกลขึ้นเรื่อยๆ วิธีการที่ดีที่สุดก็คือการเฝ้ารอจังหวะและโอกาสที่ปลานั้นจะสนใจเราและว่ายเข้ามาหาเราเอง

ปลาเป็นสัตว์สังคมที่เคยชินกับการอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ทับซ้อนกันในระบบนิเวศที่หลากหลาย ปลานักล่าและปลาที่ตกเป็นเหยื่ออาจจะว่ายสวนกันไปมาในบริเวณกองหินเล็กๆ ได้ ตราบใดที่ปลานักล่านั้นไม่ได้มีท่าทีที่คุกคามหรือถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าต่างๆ ให้ออกล่าเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำ คาวเลือด หรือว่าปัจจัยอื่นๆ

เปรียบเทียบง่ายๆ กับการเดินไปบนท้องถนน เราก็จะเดินสวนกันไปมากับผู้คนด้วยท่าทีที่เป็นปกติและเป็นมิตร หากไม่มีท่าทีคุกคามให้เราต้องระมัดระวังตัว ต่างไปจากกรณีที่อยู่ดีๆ มีคนวิ่งพุ่งตรงมาหาเราอย่างรวดเร็ว แน่นอนที่สุดถ้าเราไม่คิดจะหาทางตอบโต้หรือสู้เราก็ต้องวิ่งหนีหรือหลบไปจากท่าทีที่คุกคามนั้น

หลังจากที่ผมเริ่มเข้าใจ ผมก็เริ่มบันทึกภาพด้านหน้าของปลาชนิดต่างๆ ได้มากขึ้นก็ภาพทางด้านหางของปลาที่กำลังว่ายหนีเราออกไป ระยะทางและทีท่าที่ไม่ไว้ใจกันนั้นก็ค่อยๆ ลดลงมาตามประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

ฉลามหัวค้อน

ผมพบฉลามหัวค้อนครั้งแรกในชีวิตที่เกาะลายังลายัง หรือที่เรียกกันว่า Swallow Reef ในเขตของหมู่เกาะ Spratly ในทะเลจีนใต้ ครั้งแรกเมื่อปี 1999 แทบทุกเช้าเรามักจะมีโอกาสพบฝูงฉลามหัวค้อนนับร้อยว่ายวนเข้ามาใกล้กำแพงผาที่ตัดดิ่งลงสู่ความลึกเวิ้งว้างเกือบ 2 กิโลเมตรจนมองไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง

ไดฟ์มาสเตอร์ผู้ชำนาญพื้นที่จะพาเราดำดิ่งลงไปในความลึกราวๆ 120 ฟุตในห้วงน้ำสีน้ำเงินเข้ม แล้วปล่อยตัวให้ล่องลอยไปกับกระแสน้ำราวกับอยู่ในห้วงของอวกาศ สิ่งที่เรารับรู้มีเพียง บนหัวของเราคือผิวน้ำและด้านล่างลงไปคือความลึกที่ดำมืดของห้วงมหาสมุทรเท่านั้น ในความลึกนั้นเราจะมีเวลาเพียงประมาณ 15 นาทีเท่านั้นที่จะเฝ้ารอจังหวะที่ฝูงฉลามหัวค้อนนั้นจะว่ายโฉบเข้ามา ทุกสายตาจะจับจ้องมองหาเงาที่เคลื่อนไหวไปมาทั้งจากในห้วงน้ำที่มืดทึบเบื้องล่าง หรือห้วงน้ำสีน้ำเงินเข้มในระดับเดียวกับเราที่อยู่ด้านนอกออกไป

ฉลามหัวค้อน

ไม่นานนักเราก็จะเห็นเงาสีเงินของฉลามหัวค้อนที่สะท้อนแสงแวบเข้ามา เริ่มจากตัวหรือสองตัวที่เป็น Scout หรือหน่วยสอดแนมและตามมาด้วยฝูงฉลามนับร้อยที่เคลื่อนขบวนผ่านเข้ามาในครรลองสายตา แต่ฉลามจะรักษาระยะห่างจากเราไว้ประมาณ 5 – 10 เมตร ใกล้พอที่จะเห็น แต่ไกลเกินไปที่จะถ่ายภาพได้

ฉลามหัวค้อน

ทุกครั้งที่เราขยับตัว ฉลามหัวค้อนจะขยับห่างออกจากเราเพื่อรักษาระยะห่าง และจะมีใครสักคนในกลุ่มพยายามว่ายพุ่งสุดตัวตรงเข้าไปหาฝูงฉลามหัวค้อน ซึ่งนั่นคือหายนะ ฝูงฉลามนับร้อยจะแตกฮือออกไป และหายวับไปในม่านน้ำสีครามเข้มราวกับที่ผ่านมานั้นเป็นแค่ความฝันหรืออาการเมาไนโตรเจนที่เกิดขึ้นเพราะการดำน้ำลึก

ผมใช้เวลากว่าครึ่งเดือน เจอกับภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้เกือบทุกวันและกลับบ้านมือเปล่า กับภาพเบลอๆ ไกลๆ ในฟิล์มกว่า 20 ม้วน นั่นคือประสบการณ์ดำน้ำกับฉลามหัวค้อนครั้งแรกในชีวิต

ผ่านมาอีกเกือบ 20 ปี ที่เกาะดาร์วินในหมู่เกาะกาลาปากอส ผมเรียนรู้ว่าถ้าเรายิ่งไล่ ฉลามหัวค้อนนั้นก็จะยิ่งว่ายห่างจากเราไป และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องควบคุมจิตใจของเราไม่ให้มีความอยากได้ภาพมากจนเกินไป เพราะทุกครั้งที่เราขยับตัว หรือเพียงแค่เราหายใจออกด้วยความตื่นเต้น เสียงจากฟองอากาศของเรานั้นคือสิ่งที่ทำให้ฉลามหัวค้อนหวาดกลัว

บนพื้นทรายในความลึกประมาณ 50 ฟุต ผมนั่งนิ่งๆ เพียงลำพังอยู่หลังกองหินเพื่อเฝ้ารอจังหวะ หายใจด้วยท่าทีผ่อนคลาย และเมื่อเห็นฝูงฉลามหัวค้อนว่ายผ่านเข้ามาในครรลองสายตา ผมสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดแล้วกักเก็บลมหายใจไว้ รอจังหวะที่ฉลามหัวค้อนจะว่ายผ่านเข้ามา จาก 10 เมตร เป็น 5 เมตร

ฉลามหัวค้อน

สุดท้ายฝูงฉลามหัวค้อนก็เคลื่อนที่ผ่านมาเหนือหัวของผมด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติ ก่อนจะเคลื่อนที่ผ่านไปในระยะห่างไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น

เมื่อฝูงฉลามเคลื่อนผ่านไปผมปล่อยลมหายใจที่เก็บกักไว้ออก ความรู้สึกยินดีที่บันทึกภาพได้ ไม่เท่ากับความรู้สึกปีติและอิ่มเอมใจ ในการเดินทางระยะ 3 เมตรสุดท้ายที่ผมใช้เวลายาวนานเกือบ 20 ปี

ฉลามหัวค้อน

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ใครบางคนเคยบอกผมไว้เมื่อนานมาแล้วว่า แม่น้ำมีชีวิต…

ชีวิตที่เริ่มต้นจากหยดน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลรวมกันมาบนสันเขา เป็นลำห้วยลำธารสายเล็ก ๆ กลางผืนป่าที่เดินทางทอดยาวมารวมกันเป็นสายน้ำ ก่อนเริ่มต้นการเดินทางโดยใช้ความลาดชันและไหลไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก เดินทางผ่านผืนป่า สร้างอารยธรรม ก่อให้เกิดเป็นชุมชนและเมืองใหญ่น้อย ผ่านเรื่องราวและชีวิตผู้คนบนรายทาง ก่อนจะไปสิ้นสุดการเดินทางอันยาวไกลที่ท้องทะเล

มนุษย์ทุกคนล้วนแต่ผูกพันกับสายน้ำ เพราะสายน้ำคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตบรรพบุรุษของเรามาตั้งแต่บรรพกาล แรกเริ่มมีชุมชนขึ้นมา คนสมัยโบราณก็สร้างบ้านแปงเมืองกันริมสายน้ำ ใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม ตักน้ำจากแม่น้ำขึ้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก่อนจะมีการพัฒนาระบบท่อประปาส่งน้ำไปตามบ้านเรือนอย่างทุกวันนี้

ทุกวันนี้คนในเมืองใหญ่แค่เปิดน้ำจากก็อกก็มีน้ำประปาไหลออกมา ชีวิตของคนเมืองกับสายน้ำก็ยิ่งห่างกันออกไปไกลขึ้นทุกที เมื่อไฟฟ้าและน้ำประปากลายเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของเราในเมืองใหญ่ ในบางครั้งเราแทบไม่รู้สึกและไม่เคยได้สนใจเลยว่าน้ำนั้นมาจากที่ไหน เหมือนกับเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือปลาที่มาเป็นแพ็ก ๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต 

ผมจะพาไปรู้จักกับแม่น้ำเล็ก ๆ สายหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นแม่น้ำสายที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

‘แม่น้ำเงา’ มีต้นกำเนิดในบริเวณต้นน้ำในป่าสูงในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะไหลลงมาผ่านเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน ระยะทางที่ยาวมากกว่า 50 กิโลเมตรแรกของแม่น้ำสายนี้อยู่ใจกลางป่า และแทบไม่มีเมืองหรือชุมชนขนาดใหญ่ มีเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ กระจัดกระจายกันอยู่ตามริมน้ำมาตั้งแต่บรรพกาล

ครั้งแรกที่ผมเห็นแม่น้ำสายนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมก็หลงรักแม่น้ำสายนี้ทันที

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.

เพื่อนของผมผู้เคยเข้าไปเยือนแม่น้ำสายนี้ก่อนผมหลายปี เคยเล่าให้ฟังว่าครั้งแรกที่เขาเข้ามาเยือนแม่น้ำเงา ยังไม่มีถนนที่ตัดผ่านป่าเข้าไป การเดินทางเข้าไปสัมผัสสายน้ำแห่งนี้มีได้ 2 ทาง คือเดินเท้าเข้าไป หรือว่านั่งเรือสวนน้ำขึ้นไปในช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำที่นี่ใสราวกับกระจกเกือบทั้งปี เพราะว่าพื้นแม่น้ำเป็นกรวดเป็นหิน พืชพรรณไม้ริมน้ำเต็มไปด้วยแมลงและสรรพชีวิตริมสายน้ำและฝูงปลาใต้ผืนน้ำ คือสมดุลทางธรรมชาติที่อยู่กันอย่างกลมกลืนกับผู้คนและชุมชนเล็ก ๆ ริมสายน้ำมาแสนนาน ราวกับหมู่บ้านในนิทาน

ผมไปแม่เงาครั้งแรก เมื่อเริ่มมีการตัดถนนดินขึ้นไปถึงหมู่บ้านสบโขงเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถนนเส้นเล็ก ๆ ที่ใช้งานได้เฉพาะในช่วงหน้าแล้ง และรถขนาดใหญ่แทบจะวิ่งสวนกันไม่ได้ หลายปีผ่านไปถนนเส้นเล็ก ๆ นั้นก็เริ่มขยายขึ้น หลายช่วงเริ่มมีการก่อสร้างเป็นคันคูคอนกรีตขนานไปกับลำน้ำ เพื่อให้ใช้เส้นทางสัญจรได้ทั้งปี

ชีวิตของผู้คนก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีถนนเข้ามา จากการทำไร่ ทำนา เพื่อหากินเลี้ยงชีวิต เริ่มขยับขยายพื้นที่ทำกิน ปลูกพืชเชิงเดี่ยว และเริ่มใช้ยาฆ่าแมลง หลาย ๆ บ้านออกรถกระบะมือสองมา เพื่อใช้ขนผลิตผลทางการเกษตรนำออกไปขายในเมือง จนเริ่มเกิดปัญหาความไม่เข้าใจกันในการจัดการพื้นที่ที่จะประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่กันมาหลายชั่วคน จนในที่สุดก็มาสู่หนทางแก้ไข ในรูปแบบโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ บ้านจือทะ-สบโขง ที่จะแบ่งพื้นที่กันดูแล อุทยานดูแลพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าต้นน้ำ ส่วนพื้นที่ทำกินและหมู่บ้านที่อุทยานกันออกนั้น โครงการพัฒนาป่าไม้จะเป็นผู้ดูแล เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน และเพื่อไม่ให้บุกรุกพื้นที่ป่าไปมากกว่านี้

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
พื้นที่ริมน้ำของแม่น้ำเงาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีการเปิดพื้นที่ทำกินในบริเวณริมน้ำเพื่อทำการเกษตรเชิงเดี่ยวระยะยาวอย่างต่อเนื่องมาหลายปี การท่องเที่ยวในธรรมชาติที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนอาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยรักษาลำน้ำนี้ให้มีชีวิต

การล่องเรือแคนูไปตามลำน้ำกลางป่ายาวไกลเกือบ 50 กิโลเมตรนี้ คือการเดินทางที่ดีที่สุด ที่เราจะค้นหาความหมายจากลำน้ำสายนี้ นอกเหนือไปจากความใสสะอาดของน้ำที่ใสราวกับกระจกไหลผ่านป่าไปแล้ว สัมผัสหนึ่งที่เราไม่อาจหาได้จากการเดินทางด้วยพาหนะอื่นใด ก็คือความเงียบ เราจะได้ยินเพียงเสียงพายที่จ้วงน้ำไปเป็นระยะ ๆ เสียงของน้ำที่ไหลผ่านแก่งและโตรกหิน เสียงของป่าจากแมลงและนกต่างชนิด รวมไปถึงเสียงของสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ และเสียงของหัวใจของเราที่เป็นอิสระเพียงเท่านั้น

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
กิจกรรมพายเรือแคนูในลำน้ำตลอดระยะทางเกือบ 50 กิโลเมตรของลำน้ำเงาในช่วงแรกที่ไหลผ่านป่า เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยมาก
ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
เรือแคนูที่ใช้ล่องตามลำน้ำของวิสาหกิจชุมชนขุนน้ำเงานั้นได้มาตรฐานความแข็งแรงและปลอดภัย ลำหนึ่งบรรทุกคนได้ 2 คน ไม่รวมคนคัดท้ายซึ่งเป็นชาวบ้านผู้นำทาง และสัมภาระส่วนตัวที่จำเป็นในการแคมป์ปิ้งตลอดระยะเวลา 2 คืนบนลำน้ำระหว่างการเดินทาง

นอกเหนือไปจากการล่องเรือไปตามลำน้ำแล้ว การเดินทางครั้งนี้เราได้แวะพักตามจุดต่าง ๆ เพื่อตกปลาในรูปแบบ Fly Fishing ซึ่งเป็นการตกปลาโดยใช้เหยื่อปลอมที่ทำขึ้นจากวัสดุต่าง ๆ เลียนแบบอาหารในแต่ละช่วงที่ปลาเลือกกินตามช่วงเวลาและฤดูกาลของลำน้ำสายนี้ ไม่ว่าจะเป็นแมลง ตัวอ่อนของแมลงที่เรียกว่า Nymph ไปจนถึงลูกปลา หรือเหยื่อปลอมเลียนแบบลูกไม้สุกที่ตกลงมาจากต้นไม้ตามริมน้ำ Fly Fishing ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การตกปลา แต่เป็นการศึกษาธรรมชาติในรูปแบบหนึ่งที่เราต้องศึกษาเรื่องราวของแมลงชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงลักษณะระบบนิเวศของสายน้ำ ช่วยให้เรามองเห็นสายน้ำด้วยสายตาที่แตกต่างไป ทำให้เรารู้จักสังเกตและมองเห็นธรรมชาติได้อย่างมีจุดมุ่งหมายนานกว่าที่เคย เพราะคงไม่มีใครยืนมองสายน้ำ เพื่อค้นหาว่าปลาในธรรมชาติเหล่านั้นซุกซ่อนตัวอยู่ตรงไหน และหากินอะไรในธรรมชาติได้ทั้งวันเหมือนกับคนที่ตก Fly Fishing 

ล่องแคนู แคมป์ปิ้ง Fly fishing ตกปลาศึกษาธรรมชาติที่แม่เงา แม่น้ำกลางป่ายาว 50 กม.
เหยื่อ Fly ที่ทำขึ้นเลียนแบบแมลงและตัวอ่อนของแมลงชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหารหลักของปลาหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในลำน้ำกลางป่า
แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
Fly Fishing ไม่ใช่เป็นเพียงการตกปลา หากเป็นการศึกษาธรรมชาติในอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้เรามองสายน้ำด้วยสายตาและมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป
แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
ปลาพลวงเป็นปลาที่พบได้ทั่วไปตลอดลำน้ำเงา อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง กินอาหารจำพวกแมลงและตัวอ่อนของแมลง รวมไปถึงลูกปลาและผลไม้ที่ร่วงหล่นลงมาในแม่น้ำ หลายพื้นที่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ปลาในกลุ่มนี้คือ Golden Mahseer ได้รับสมญานามว่า เสือแห่งสายน้ำหรือ Tiger of the River เพราะชื่อของมันมาจากคำว่า Mahi ที่แปลว่าปลา และ Sher ที่แปลว่าเสือ ในภาษากลุ่ม Indo-persian

ที่สำคัญไปกว่านั้น Fly Fishing ยังมีส่วนช่วยอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ชายฝั่งทะเลในหลายส่วนของโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหลายพื้นที่ในสหรัฐอเมริกา มองโกเลีย รัสเซีย อาร์เจนตินา ภูฏาน ปากีสถาน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหลายพื้นที่อันห่างไกลบนโลกใบนี้ ที่ชาวบ้านและชุมชนจะได้มีส่วนร่วมและมีรายได้จากการเป็นไกด์ รวมไปถึงที่พักและกิจกรรมอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมและการจัดการเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติเอาไว้ แทนที่จะไปเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบอื่นซึ่งส่งผลกระทบกับธรรมชาติโดยรวม โดยปลาทุกตัวที่นักตกปลาตกได้ จะต้องปล่อยกลับลงไปในน้ำและรักษาไว้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป

แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
บรรยากาศแคมป์ปิ้งยามค่ำคืนบริเวณริมแม่น้ำ มีจุดแคมป์ปิ้งบริเวณริมน้ำมากมายตลอดสองข้างทางเกือบ 50 กิโลเมตรของลำน้ำเงา

มูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักเดินทางหลายคนที่เคยมาสัมผัสความงดงามของสายน้ำแห่งนี้ และปรารถนาให้สายน้ำแห่งนี้ยังคงอยู่ตลอดไป ได้จัดทำโครงการหลายอย่างร่วมกับโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ บ้านจือทะ-สบโขง โดย สำรวจและจัดทำเส้นทางเดินป่าระยะไกล ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการเดินป่า 

นักเดินทางทุกคนบนเส้นทางนี้จะต้องแบกสัมภาระและรับผิดชอบตนเองตลอดการเดินทาง ร่วมไปกับชาวบ้านที่จะเป็นเพื่อนและผู้นำทาง ไม่ใช่ลูกหาบคอยแบกสัมภาระให้ การล่องแพไม้ไผ่เพื่อผจญภัยในระยะทางสั้น ๆ ตลอดไปจนถึงการทำเส้นทางล่องเรือแคนูและแคมป์ปิ้ง ตลอดเส้นทางที่ยาวไปเกือบ 50 กิโลเมตรของลำน้ำเงา

ในปัจจุบันนี้ กิจกรรมเดินป่าและล่องเรือแคนูแคมป์ปิ้งเพื่อสัมผัสความงดงามของลำน้ำเงา ได้รับการจัดตั้งในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ชาวบ้านมีความรู้และความสามารถจัดการดูแลระบบ มีเรือของตนเองในจำนวนที่พอเหมาะสมกับพื้นที่ มีระบบจัดการและดูแลนักท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคคลภายนอก ทำรายได้ในช่วงฤดูท่องเที่ยวให้กับชุมชนเพียงไม่กี่เดือน และแต่ละบ้านที่เข้าร่วมในแต่ละฤดูกาลมากกว่าการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวระยะยาวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 

แก้ปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว ชวนชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชนจัดเดินป่าระยะไกล ล่องเรือแคนู และแคมป์ปิ้ง สัมผัสความงามของ 'แม่เงา'
การเดินป่าระยะไกลเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะพาเราไปรู้จักกับขุนเขา ป่าต้นน้ำ และสันปันน้ำ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของสายน้ำ

กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลต่อสภาพธรรมชาติในระยะยาว น้อยกว่าการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ริมน้ำ ทั้งเรื่องตะกอนทรายจากการเปิดพื้นที่เพื่อทำเกษตรที่ลงมาทับถมก้อนหิน ก้อนกรวด และสารเคมีต่าง ๆ รวมไปถึงยาฆ่าแมลงที่ไหลปะปนลงมาในแม่น้ำ อาจส่งผลระยะยาวต่อระบบนิเวศแมลง ซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิตในลำน้ำและในธรรมชาติที่ต้องอาศัยก้อนกรวด ก้อนหิน สำหรับขยายพันธุ์ในลำน้ำ และจะส่งผลต่อไปยังฝูงปลาและระบบนิเวศของลำน้ำทั้งสาย การเปลี่ยนแปลงทิศทางของการไหลของแม่น้ำและผลจากตะกอนทรายอาจทำให้แม่น้ำตื้นเขินลงและอาจหยุดไหล เปลี่ยนสภาพจากสายน้ำที่มีชีวิต กลายไปเป็นแม่น้ำที่ตายแล้วซึ่งเต็มไปด้วยตะกอนทราย

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะรักษาธรรมชาติไว้ได้ ไม่ใช่การเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ผ่านทางโลกโซเชียลหรืออินเทอร์เน็ต แต่คือการเข้าไปสัมผัส รู้จัก และเข้าใจ

จากที่เรารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงลำน้ำทั้งสายนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา อาจจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเราได้มีโอกาสสัมผัสและรับรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่จะส่งต่อความรู้สึกรักและหวงแหนนี้ต่อไปยังคนรุ่นหลัง

หลายคนอาจคิดว่าการอนุรักษ์เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยการขับเคลื่อนทางสังคมมากมาย

ในขณะที่ผมคิดว่าการอนุรักษ์ที่ดีที่สุด ก็คือต้องให้คนในพื้นถิ่นได้รู้จัก ได้รัก และที่สำคัญคือ ได้รับผลประโยชน์จากธรรมชาติ ผ่านงาน ผ่านอาชีพที่ยั่งยืนของพวกเขาเอง

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการล่องเรือแคนูหรือเดินป่าระยะไกล ติดต่อได้โดยตรงที่ Facebook : เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load