7 พฤศจิกายน 2560
5.03 K
The Cloud x สารคดีสัญชาติไทย

 

ทำงานอยู่ในป่ามาระยะเวลาหนึ่ง

การได้พบเห็นหรือได้บันทึกภาพสัตว์ป่าตัวที่อยากพบอยากเห็น ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรนัก

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะพบเห็นครั้งใด

หัวใจผมยังสั่นไหว ตื่นเต้น และต้องทรุดตัวลงนั่งเพื่อบันทึกภาพทุกครั้ง

สิ่งนั้นคือ รอยตีนเสือ

โดยเฉพาะเมื่อเป็นรอยตีนของเสือโคร่ง ซึ่งหากว่าตามศักดิ์ศรีแล้ว นี่คือผู้ล่าหมายเลขหนึ่ง

ในประเทศหรือพูดได้ว่าในโลกที่แหล่งอาศัยสำหรับสัตว์ป่าเหลือไม่มาก

การได้พบเห็นเหล่านักล่าไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ได้เห็นรอยตีน ทิศทางที่มุ่งหน้าไป รวมทั้งร่องรอยการทำงานและซากที่เหลือ

ทำให้รู้ว่า ในป่ายังมีเสือ

………………………………

รอยตีนที่พบบ้างมีขนาดย่อมๆ บ้างขนาดเล็ก หลายครั้งผมพบรอยขนาดใหญ่อันชวนให้จินตนาการได้ไม่ยากว่าเจ้าของรอยจะตัวโตเพียงใด

รอยตีนแตกต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกครั้งผมจะพบรอยตีนนั้นเดินเพียงลำพัง

อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะดูเหมือนความโดดเดี่ยวคล้ายเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของเสือ

นอกจากรอยตีน โอกาสที่จะพบเห็นร่องรอยอื่นๆ ของเสือก็มี เช่น รอยคุ้ยบนพื้น รอยตะกุยตามลำต้นไม้

ภายในอาณาเขตที่เสือครอบครอง มันคือพื้นที่หวงห้ามสำหรับเสือตัวอื่น

ร่องรอยต่างๆ เหล่านี้คือ ป้ายบอกเตือน เขตแดน

เสือโคร่ง

เสือโคร่งใช้การซุ่มรอคอยนิ่งๆ ในการล่า

การล้ำเขตแดนเป็นเรื่องไม่สมควร

ซึ่งแน่ล่ะ เจ้าของถิ่นนี้ย่อมไม่ไปล้ำแดนผู้อื่นเช่นกัน

แต่บางครั้ง การเผชิญหน้าอาจเลี่ยงไม่พ้น การแผดเสียงขู่คำรามเกิดขึ้น

ในท้ายที่สุด ตัวที่รู้ว่าด้อยกว่าจะยอมถอยและหลีกเลี่ยงไป

มองเผินๆ นี่ดูจะเป็นความพ่ายแพ้อันน่าอับอาย

แต่เหตุผลอันแท้จริงนั้นคือ เหล่านักล่าอันดับหนึ่งผู้ซึ่งร่างกายได้รับการออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพมากในการต่อสู้ รวมถึงการฆ่าอย่างเชี่ยวชาญ จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้เสมอ

การต่อสู้อันจะทำให้เกิดบาดแผล แม้เพียงน้อยนิด บาดแผลเล็กๆ จะถูกแมลงวันเข้ารุมตอม วางไข่ เกิดหนอน ลุกลาม จนกระทั่งการล่ามีปัญหา นั่นหมายถึงจุดจบ

เสือนั้น พวกมันมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการล่าที่ประสบผลสำเร็จ

………………………………

ไม่เพียงคุ้นชินและอยู่ในอาณาเขตของตัวเอง ในช่วงเวลาปกติ เสือมีชีวิตที่รักสงบ แต่ขณะล่าด้วยร่างกายและทักษะเป็นเลิศ ท่าทีรักสงบเปลี่ยนแปลงเป็นท่วงท่าอันสุดอันตราย

สีขนและลวดลายตามลำตัวกลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อมอยู่นิ่งๆ ยากที่สายตาอื่นจะมองเห็น

เย็นวันหนึ่ง ขณะฝนโปรยเม็ด ควายป่าฝูงหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากซุ้มบังไพรที่ผมอยู่มาตั้งแต่รุ่งสาง ต่างลุกขึ้นยืน เงยหน้า สูดกลิ่น

ควายป่า

ควายป่าเป็นเหยื่อเสือโคร่งเช่นกัน

ลูกควายตัวเล็กถูกแม่และพี่เลี้ยงเอาตัวเข้ามายืนตรงกลาง ขณะควายตัวโตๆ อีกหลายตัวยืนเรียงเป็นแถวหน้ากระดานป้องกันไว้อีกชั้นหนึ่ง

จากนั้น ราวครึ่งชั่วโมง เสือโคร่งตัวหนึ่งโผล่ออกมา

หลังจากซุ่มรออยู่นาน มันก็รู้ว่า ควายป่าฝูงนี้รู้ตัวและพร้อมป้องกันอย่างเข้มแข็ง

เดินเลี่ยงออกไปเพื่อหาโอกาสใหม่ จึงเป็นสิ่งที่เสือตัวนั้นเลือก    

………………………………

สมถะ

คำคำนี้ใช้เรียกคุณสมบัติของเสือได้อย่างเหมาะสม

ในป่า โดยศักดิ์ศรีเสือเป็นนักล่าหมายเลขหนึ่ง แต่การล่าของเสือเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เมื่อล่าเหยื่อได้ มันจะใช้ซากอย่างคุ้มค่า กระทั่งเหลือเพียงเศษหนังแห้งๆ และกระดูกท่อนโตๆ

ผู้ล่าที่ทำงานรวดเร็ว รวมทั้งการล่าเกิดขึ้นบ่อย คือนักล่าอย่างหมาใน

หมาใน

หมาในเป็นนักล่าที่ทำงานได้ผล พวกมัน ใช้การวิ่งไล่ล่าและเข้าล้อมเหยื่อ

ไม่เพียงเสือโคร่ง ในป่ายังมียอดนักล่าอย่างเสือดาว อันมีขนาดย่อมลงมา

พวกมันอยู่ร่วมในพื้นที่เดียวกันได้

เพราะเหยื่อของเสือดาวเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่า

เสือดาวมีหางยาว นั่นหมายความว่า พวกมันขึ้นหรือปีนต้นไม้ได้คล่องแคล่วโดยใช้หางช่วยประคองถ่วงน้ำหนัก ขณะเดินไต่ไปตามกิ่งไม้ได้ดี

ช่วงเช้าของวันกลางฤดูฝนวันหนึ่ง ผมพบเสือดาวตัวหนึ่งนอนไล่งับผีเสื้อ สกุลผีเสื้อเจ้าเณร สีเหลือง ตัวเล็กๆ

เสือดาว

ลวดลายบนตัวเสือดาวกลมกลืนกับที่มันอยู่

เสือนอนอยู่บนด่านที่ผมกำลังเดิน

มันเปิดโอกาสให้ผมอยู้ใกล้ๆ ให้ผมได้เห็นความเป็นชีวิตปกติของมัน ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาทำงาน

การพบเจอกันในวันนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ผมนำมาเขียนถึงบ่อยๆ

รวมทั้ง ‘ได้คิด’ หลายอย่าง

ประการหนึ่งคล้ายเสือจะสอนให้เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องยากนักที่จะก้าวให้พ้นกรงที่กักขังตัวเอง

ประตูทางออกย่อมไม่ใช่ที่ลี้ลับ

เพราะมันเป็น ‘กรง’ ที่เราสร้างขึ้นมาเอง

วันนั้น ผมถ่ายภาพเสือเล่นกับผีเสื้อมาจำนวนหนึ่ง ไม่ใช่งานที่ดีเลย เพราะไม่มีสักภาพที่มีผีเสื้ออยู่ด้วย

ที่ผมทำได้ มีเพียงเสือดาวตัวหนึ่งเงยหน้าอวดเขี้ยวแหลมยาว ครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่เพียงลำพัง

เป็น ‘ภาพ’ ปกติที่คนจะมองเห็นเสือ

กรอบภาพแคบเกินไป

แคบเกินกว่าจะเห็นตามสายตาของเสือว่า คือผีเสื้อสีเหลืองตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง

กำลังโบยบิน

………………………………

ผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดเสือมากยิ่งขึ้น ครั้งที่ร่วมงานกับโครงการศึกษานิเวศวิทยาของเสือโคร่ง ในสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ

ไม่เพียงใกล้ชิดขนาดได้สัมผัสลวดลาย ขนที่พรางได้ดีกับสภาพแวดล้อมก็อ่อนนุ่ม

ได้จับอุ้งตีนที่ผมเคยเห็นรอยที่ตีนนี้เหยียบย่ำไว้

โอบกอด รวมทั้งจูบหน้าผาก สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ผมไม่คาดว่านักล่าหมายเลขหนึ่งจะมีกลิ่นหอมแบบนี้

แน่นอน ผมทำเช่นนี้ได้ ในขณะที่เสือกำลังหลับเพราะฤทธิ์ยาสลบ

ก่อนที่มันจะฟื้นก่อนที่โลกแห่งความเป็นจริง

ระหว่างเรา จะกลับมา

ผมได้ ‘รู้จัก’ ความเป็นเสือมากยิ่งขึ้น

กวางป่า

กวางตัวผู้โตเต็มวัยคือเหยื่อของเสือโคร่ง

ผมได้พบกับชีวิตหนึ่งที่เหมือนๆ กับชีวิตอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่และทำหน้าที่ของพวกมันอย่างเคร่งครัด

ได้รู้ถึงความยากลำบาก ในช่วงเวลาที่เสือต้องพ้นออกจากการดูแลของแม่

พวกมันต้องเรียนรู้ บ่มเพาะ และเข้มแข็งพอที่จะแสวงหาอาณาเขตของตัวเอง นี่คือช่วงเวลาอันยากลำบาก

และเมื่อครอบครองได้ ถึงเวลาจะถูกเบียดออกไปโดยเสือตัวใหม่ที่แข็งแรงกว่า คือเรื่องปกติ

ออกไปอยู่ในที่กันดาร เผชิญกับความยากลำบากอีกครั้ง

ด้วยร่างกายที่อ่อนล้า โรยรา

………………………………

นานมาแล้ว ทุกครั้ง ผมตื่นเต้น หัวใจสั่นไหว เมื่อพบเห็นรอยตีนเสือจากรอยตีน ผมเห็นชีวิตที่เป็นผู้ล่าหมายเลขหนึ่ง เข้มแข็ง ทระนง

ถึงวันนี้ ในป่า รอยตีนเสือยังเป็นสิ่งที่ผมพบเห็นเสมอ

จาก ‘รอย’ ผมเห็นนักล่าผู้อ่อนล้าโรยรา

เดินอยู่เพียงลำพัง

 

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

10 มิถุนายน 2565
3.98 K

พื้นที่รกร้างอันพิสุทธิ์ กับแคนู และคืนวันเหนือลำน้ำน่าน

เมื่อต้นปี บริษัทที่ผมทำงานอยู่นัดประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปีกันเป็นปกติ ที่คนอื่นอาจจะเห็นว่าไม่ปกติก็คือ บริษัทส่วนใหญ่เขานัดประชุมผู้ถือหุ้นกันตามโรงแรมบ้าง ตามร้านอาหารบ้าง หรือไม่ก็นัดกันไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศบ้าง

แต่บริษัทที่ผมทำงานอยู่เป็นบริษัท Outdoor นัดประชุมผู้ถือหุ้นที ก็มักจะมีอะไรไม่ธรรมดาเสมอ ๆ

อยู่ดี ๆ หุ้นส่วนคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “ในบ้านเราทุกวันนี้จะหาพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ ได้ยากขึ้นทุกที ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตกันอยู่ในพื้นที่ที่มีถนน รถยนต์เข้าถึง มีไฟฟ้า มีสัญญาณโทรศัพท์ มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกที่ แม้ว่าจะเป็นใจกลางป่าหรือในอุทยานแห่งชาติ ผมอยากพาพวกเราย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตที่สัมผัสกับธรรมชาติอันห่างไกล ไม่มีเสียงรถยนต์ ไม่มีถนน และไม่มีเสียงจากเครื่องยนต์กลไกสักที่หนึ่ง…”

แม่น้ำน่านในอดีตเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหลวงพระบางในอำเภอปัว จังหวัดน่าน ไหลลงมาผ่านตัวจังหวัดน่านไปยังจังหวัดอุตรดิตถ์ และไหลลงไปบรรจบแม่น้ำปิงที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ในยุคสมัยที่ยังไม่มีถนน รถยนต์ หรือรถไฟ แม่น้ำน่านคือเส้นทางคมนาคมหลักที่ชาวน่านใช้ติดต่อกับโลกภายนอก ก่อนที่เส้นทางคมนาคมหลักนี้จะเลือนหายไป พร้อมกับยุคสมัยและการสร้างเขื่อนในยุคใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อราว 50 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง

“เราจะเริ่มต้นลงเรือที่เวียงสา ล่องไปตามลำน้ำน่าน ผ่านแก่งหลวง ไปจนถึงบ้านปากนาย ในบริเวณอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ เอาของไปเท่าที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต และต่อจากนี้ 4 วัน 3 คืน เราจะเดินทางไปด้วยกำลังของเราที่จะจ้วงพายลงไปกับสายน้ำ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น หาปลาหาอาหารทำกินกันไปตามเรื่องตามราว แค่นี้แหละคือสาระของการประชุมประจำปีของพวกเรา”

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
ชาวกรุงและชาวบ้านเวียงสานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันใต้แสงตะเกียงดวงเดียว ภายใต้แสงจันทร์เสี้ยวริมแม่น้ำน่าน

แคนูแคมป์ปิ้งลำน้ำน่านเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของชาวบ้านในอำเภอเวียงสา จากความร่วมมือของมูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบตัวได้อย่างยั่งยืน 

ชาวบ้านพาผู้คนท่องเที่ยวย้อนเวลาเข้าไปสัมผัสวิถีแบบดั้งเดิมด้วยแคนูแคมป์ปิ้ง ล่องเรือแคนูไปตามลำน้ำน่าน บนเส้นทางคมนาคมสายประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือนไปแล้วหลาย 10 ปี โดยนักท่องเที่ยวไม่จำเป็นจะต้องมีเรือแคนูเป็นของตนเอง เตรียมแค่เต็นท์ เครื่องนอน และอาหาร สำหรับการใช้ชีวิตเท่าที่จำเป็นไปบนเส้นทางเพียงเท่านั้น ส่วนเรือแคนูที่ใช้เป็นของวิสาหกิจชุมชนที่ทยอยเก็บรายได้จากการท่องเที่ยวด้วยเรือแคนู ที่เริ่มต้นมาหลายปีแล้วเป็นทุนสะสมเรื่อยมา

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
บรรยากาศแคมป์ยามเย็นริมสายน้ำน่าน อาบน้ำในลำธาร ส่วนสุขาต้องขุดหลุมเอาในป่า
จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
แคมป์ในคืนแรกบนหาดทรายเล็ก ๆ ริมสายน้ำน่าน

เส้นทางในช่วง 2 วันแรกนั้น ก็ยังคงเป็นเส้นทางที่ผ่านไปตามชุมชน เราพบเห็นกับกลุ่มชาวประมง และชาวบ้านที่ออกมาใช้ชีวิตบริเวณริมน้ำ ตลอดเส้นทางมีแก่งเล็ก ๆ พอให้ตื่นเต้นอยู่เป็นระยะ ๆ เย็นวันแรกเราจอดเรือตั้งแคมป์นอนกันบริเวณชายหาดเล็ก ๆ ริมน้ำที่เงียบสงบ หุงหาอาหารและลงไปอาบน้ำชำระร่างกาย เพื่อล้างคราบไคลของคนเมืองกันในแม่น้ำ ก่อนที่จะเริ่มต้นทำอาหารง่าย ๆ ทั้งเสบียงอาหารที่เตรียมมาและปลาที่พวกพี่ ๆ ชาวบ้านลงข่ายจับมาได้ในช่วงเย็น ได้ถูกแปรรูปเป็นอาหารพื้นบ้านหลากหลายชนิด แล้วชาวบ้านจากเวียงสาและชาวเมืองจากกรุงเทพฯ ก็มานั่งล้อมวงกินข้าวรอบกองไฟร่วมกัน

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
เมื่อถึงที่หมายในการตั้งแคมป์เรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะออกไปวางข่ายเพื่อหาอาหาร
จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
ปลาสะนากยักษ์ที่ได้มาจากการวางข่ายในลำน้ำ นำมาย่างบนไฟ ปลาสารพัดชนิดเป็นหนึ่งในอาหารที่เราหาได้มาจากสายน้ำตลอดเส้นทาง

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ผมและเพื่อน ๆ ได้ทดลองนำเรือแคนูแบบเดียวกันกับที่ชาวบ้านใช้ทุกวันนี้ มาทดลองล่องเรือแคนูแคมป์ปิ้งในลำน้ำน่านแห่งนี้เป็นครั้งแรก และเขียนเรื่องราวของการเดินทางนี้ตีพิมพ์ลงใน อนุสาร อ.ส.ท. แต่ในคราวนั้นเราไปจบทริปที่แก่งหลวง ซึ่งเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเส้นทางที่เราจะไปกันในคราวนี้ 

หลายปีที่ผ่านมา เพื่อน ๆ ของผมได้สำรวจเส้นทางเพิ่มเติม และระดมทุนในหมู่เพื่อนฝูงเพื่อจัดหาทุนตั้งต้นสำหรับชาวบ้านที่พาเราล่องเรือในคราวนั้น จนกลายมาเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เลี้ยงดูตนเองได้ และบริหารงานโดยกลุ่มชาวบ้านอำเภอเวียงสา ผ่านเพจที่มีชื่อว่า ‘แคนูแม่น้ำน่าน’ ที่มีเรือแคนูนับ 10 ลำ บวกกับประสบการณ์อีกนับ 10 ปี ในการพานักท่องเที่ยวล่องแม่น้ำสายนี้เป็นประจำในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงต้นฤดูแล้ง ก่อนที่น้ำจะเริ่มแห้งลงจนเรือไม่สามารถล่องผ่านแก่งหลาย ๆ จุดไปได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
พี่จรและทีมงานแคนูแคมป์ปิ้งลำน้ำน่าน กำลังช่วยกันโยงเรือแคนูที่เต็มไปด้วยสัมภาระให้ไหลลงผ่านแก่งหลวงซึ่งเป็นแก่งที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทางสายนี้

เราแวะพักอีกคืนหนึ่งในบริเวณไม่ห่างจากแก่งหลวง ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่มีทางรถยนต์เข้าถึง ก่อนที่จะค่อย ๆ โรยเชือกหย่อนเรือแคนูที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ปล่อยผ่านแก่งหลวงลงมาทีละลำ บนเส้นทางถัดจากนี้ลงไป เป็นจุดเริ่มต้นของพื้นที่รกร้างอันพิสุทธิ์ที่เราจะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถ ไม่มีถนนตัดผ่านตลอดระยะเวลาอีก 2 วันที่เหลือ และตลอดเส้นทางที่ผ่านไป นอกจากพวกเราแล้ว ก็ไม่พบใครอื่นบนเส้นทางที่ถูกลืมนี้เลย

แคนูเป็นพาหนะที่วิเศษอย่างหนึ่ง ด้วยความเงียบของมันที่ปราศจากเสียงเครื่องยนต์ ทำให้เราพายเรือและจับกลุ่มคุยกันไปได้ตลอดทาง

“นัท รู้ไหมว่าปู่ของพี่เคยล่องเรือค้าขายอยู่บนลำน้ำสายนี้มาก่อน ในยุคสมัยที่น่านยังไม่มีถนน เวลาจะค้าขายอะไร ก็ต้องล่องเรือไปตามลำน้ำสายนี้จนถึงอุตรดิตถ์ พอซื้อของกลับขึ้นมา ต้องถ่อเรือสวนน้ำขึ้นมา ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน การเดินทางไม่ได้ง่ายอย่างทุกวันนี้ สมัยที่พี่ยังเด็ก ๆ ก่อนที่จะสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พ่อของพี่กับเพื่อน ๆ ยังเคยมาล่องแก่งในลำน้ำน่านกันหลายครั้ง แต่พี่เองยังเด็กเกินไป พอโตขึ้นมาพอจะเที่ยวป่าได้ พื้นที่ในแถบนี้ก็กลายเป็นพื้นที่สีแดงที่มีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ การล่องแก่งในลำน้ำน่านจึงเป็นอะไรที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ชวนนัทมาครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มันคือความฝันในวัยเด็กเลยนะ”

พี่ชายผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของพวกเราเล่าให้ฟังถึงที่มาของโปรเจกต์นี้ และหลังจากที่เริ่มต้นผลักดันให้ชาวบ้านจัดการท่องเที่ยวในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้มาหลายปี จนสนิทสนมคุ้นเคยกันดีกับชาวบ้านที่มาพายเรือ ถึงได้ค้นพบเรื่องน่าอัศจรรย์ว่า คุณพ่อของลุงเสริม ซึ่งเป็นหนึ่งในพี่ ๆ ที่พายเรือบุกเบิกเส้นทางนี้มากับเราตั้งแต่แรก ก็เคยล่องเรือพานายห้างจากในตัวเมืองน่าน ลงไปค้าขายที่อุตรดิตถ์เมื่อหลาย 10 ปีก่อน ในสมัยที่ตัวลุงเสริมนั้นยังเป็นเด็กอยู่เช่นกัน

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
แคนู 1 ลำ นั่งได้ 3 คน คนที่คอยพายเรือทางหัวเรือ 1 คน ชาวบ้านที่คอยช่วยคัดท้ายเรือ 1 คน และผู้โดยสารที่นั่งตรงกลางอีก 1 คน

เส้นทางช่วงที่ล่องผ่านแก่งหลวงลงมานั้น สายน้ำจะพาเราตัดเข้าไปในป่าผืนใหญ่ เราจะผ่านแก่งใหญ่อีก 2 – 3 แก่ง เรือของผมล่มลงในบริเวณแก่งแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า ‘แก่งขาม’ แต่โชคดีที่ผมแพ็กกล้อง อุปกรณ์เครื่องนอน และเสื้อผ้า ลงในกระเป๋ากันน้ำ จึงไม่มีอะไรเสียหาย เราใช้เวลาเก็บกู้เรืออยู่พักใหญ่ก่อนที่จะเดินทางกันต่อ การเดินทางในช่วงสุดท้ายนี้มีบางช่วงที่เราต้องเดินลุยน้ำและโยงเรือข้ามแก่งไป เพราะระดับน้ำในช่วงต้นเดือนมีนาคมเริ่มลดลงจนเรือแทบผ่านไม่ได้

คืนสุดท้ายเรามาพักแรมกันใจกลางป่า บนลานหินอันเงียบสงบในอ้อมกอดของขุนเขา บริเวณที่เรียกกันว่า ‘แก่งเจ็ดแคว’ ซึ่งหาดกรวดริมทรายน้ำแห่งนี้จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเฉพาะช่วงฤดูแล้งเท่านั้น ส่วนในช่วงฤดูฝน น้ำจากเขื่อนสิริกิติ์จะเอ่อท่วมขึ้นมาในบริเวณพื้นที่แห่งนี้

ชวนผู้ถือหุ้นบริษัท Outdoor พายแคนูแม่น้ำน่านกับชาวบ้าน ไปตั้งแคมป์หาปลาทำอาหาร และกางเก้าอี้ประชุมกลางน้ำ
ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะถึงแก่งเจ็ดแคว ในบางช่วงเราต้องลงเดินและจูงเรือข้ามแก่งที่น้ำลดลงจนแทบผ่านไปไม่ได้
ชวนผู้ถือหุ้นบริษัท Outdoor พายแคนูแม่น้ำน่านกับชาวบ้าน ไปตั้งแคมป์หาปลาทำอาหาร และกางเก้าอี้ประชุมกลางน้ำ
ภาพทางอากาศของอ้อมกอดแห่งขุนเขา ณ แก่งเจ็ดแคว ในรัศมี 30 กิโลเมตรรอบ ๆ ข้างนั้นไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง และไม่มีถนน นับได้ว่าเป็นพื้นที่พิสุทธิ์อันปราศจากการรบกวนของมนุษย์อย่างแท้จริงที่หาได้ยากขึ้นทุกวัน

“นัท แก่งเจ็ดแควนี้คือพื้นที่ที่พี่เคยอ่านเรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางนี้เป็นครั้งแรกจาก ปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ นักเขียน ช่างภาพ และนักเดินทางรุ่นบุกเบิก ที่เคยเขียนลงอนุสาร อ.ส.ท. เรื่องล่องแก่งลำน้ำน่านเมื่อสมัยที่พี่ยังเป็นเด็ก คุณปราโมทย์เคยล่องเรือมาบนเส้นทางเดียวกันกับเรา ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ใน พ.ศ. 2511 และในบทความนั้นคุณปราโมทย์ก็มาจอดเรือพักกันในบริเวณแก่งเจ็ดแควนี่แหละ”

ผมมีโอกาสพบกับคุณปราโมทย์เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิตท่าน หลังจากที่ทำงานบุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยมาเนิ่นนานกว่า 30 ปี ในสมัยที่ผมไปขอสมัครเป็นนักศึกษาฝึกงานที่ อนุสาร อ.ส.ท. เมื่อ 30 ปีก่อน

คุณปราโมทย์ ได้เดินทางล่วงหน้าเราเพื่อไปสำรวจพื้นที่ในโลกแห่งใหม่ ซึ่งไม่ใช่โลกที่เรารู้จักมาเนิ่นนาน ผ่านเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว

ผู้คนที่เคยเดินทางบนเส้นทางนี้ก็เช่นกัน ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ที่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เดินทางผ่านมา ฝากรอยเท้าไว้บนผืนทราย ก่อนที่มันจะค่อย ๆ เลือนหายไป

แต่ขุนเขายังคงปกคลุมไปด้วยป่าไม้ และสายน้ำยังคงไหลรินอยู่….

เรากางเก้าอี้แคมป์ตัวเล็ก ๆ นั่งประชุมงานกันในบริเวณริมน้ำ แผนงานประจำปีสำหรับปีนี้ไม่มีอะไรมาก

ชวนผู้ถือหุ้นบริษัท Outdoor พายแคนูแม่น้ำน่านกับชาวบ้าน ไปตั้งแคมป์หาปลาทำอาหาร และกางเก้าอี้ประชุมกลางน้ำ
แคนูเป็นพาหนะที่แสนวิเศษในการเดินทางล่องลำน้ำ เพราะมีขนาดเล็กพอจะเดินทางไปในลำน้ำสายเล็ก ๆ ได้ กินน้ำตื้น สร้างจากวัสดุที่ทนทานต่อการกระทบกระแทก และบรรทุกสัมภาระในการตั้งแคมป์ได้พอสมควร

“ขอให้มองไปรอบ ๆ ตัวของเรา จากจุดนี้ลากเป็นเส้นตรงไปในรัศมีอย่างน้อย 30 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยผืนป่า ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีถนน ทางเดียวที่จะเข้ามาถึงได้ก็คือการล่องเรือลงมาจากแก่งหลวงอย่างที่เราทำ และสิ่งนี้แหละคือ Wilderness Area ที่ผมพยายามพูดถึงมาหลายปี พื้นที่ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ที่ปราศจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ ปราศจากเสียงเครื่องยนต์กลไก ปราศจากไฟฟ้า และการพัฒนาในรูปแบบอื่นใดอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์ 

“หากเป็นพื้นที่ที่เราจะเข้ามาใช้ได้ โดยที่เราไม่ไปเปลี่ยนแปลง พัฒนา หรือปรับปรุงให้มันเป็นแหล่งท่องเที่ยวในแบบที่หลาย ๆ คนเข้าใจ การจะเข้าถึงพื้นที่แบบนี้ได้ ถ้าไม่เดินเท้าเข้ามา ก็อาจจะขี่ม้า หรือล่องเรือแคนูเข้ามา เพื่อคงสภาพธรรมชาติอันพิสุทธิ์นี้ไว้ เป็นสมบัติให้คนรุ่นต่อไปได้เห็นและได้สัมผัส”

อย่างไรก็ตาม การพูดถึง การอธิบายด้วยตัวอักษร และรูปภาพ ไม่สามารถบรรยายถึงความรู้สึกแบบที่พวกเราได้มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกัน

และสิ่งนี้คือความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของการใช้ชีวิตกลางแจ้ง

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load