The Cloud X  สารคดีสัญชาติไทย

 

ปลายฤดูหนาว
เชิงดอยม่อนจอง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย

หลังผ่านมาราว 2 ชั่วโมง กับเส้นทาง ร่องลึก เนินชันๆ ลื่นไถล ผมหักพวงมาลัยรถเข้าจอดใต้ร่มไม้ใหญ่

ถอยออกมาหน่อยพี่ใหญ่ ตรงนี้เดี๋ยวไม้หักใส่รถ เราจอดไว้นาน” เสียงตะโกนเป็นภาษาไทยสำเนียงแปร่งๆ ดังมาจากกระบะหลัง

ผมปฏิบัติตาม จอดรถเสร็จก็ลงมาช่วยยกสัมภาระจากท้ายรถ

ผู้ชาย 3 คนที่อยู่บนกระบะส่งเสียงเอะอะด้วยภาษามูเซอ ทั้งสามคนร่วมทางมาเพื่อช่วยผมแบกของขึ้นดอย ทำหน้าที่คล้ายลูกหาบ แต่หลังจากผ่านมาหลายปีที่เข้ามาทำงานที่ดอยแห่งนี้ ดูเหมือนว่าสัมพันธภาพระหว่างเราคือเพื่อนกัน

คนอาวุโสคือ จะปุ๊ ส่วนอีก 2 คนชื่อ จะชี และ จะออ เป็นหลานชายของจะปุ๊

ผู้ชายชาวมูเซอใช้คำนำหน้าชื่อว่า ‘จะ’ ความหมายไม่ต่างจากคำว่า นาย

สัมภาระกองใหญ่ข้างรถ จะปุ๊ยืนมองยิ้มๆ ก่อนถามเบาๆ

ถ้าไม่มีของพวกนี้ พี่ใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่บนดอยได้ไหม”

ผมอึ้งไปชั่วขณะ นึกหาคำตอบ ไม่มีถุงนอนอุ่นๆ ไม่มีเต็นท์ ไม่มีผ้ายางกันน้ำค้าง กันฝน และอีกหลายอย่างที่จะอำนวยความสะดวก

รีบๆ ไปเถอะ เดี๋ยวมืด” ผมเลี่ยงการตอบคำถาม และยกเป้ขึ้นสะพายหลัง เดินนำหน้าไปก่อน

ผมใช้เวลาหลายปีแล้วบนดอยม่อนจองแห่งนี้

ใช้เวลาเพื่อเฝ้าดูกวางผา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งสถานภาพของพวกมันใกล้สูญพันธุ์ สาเหตุหลักๆ คือแหล่งอาศัยถูกบุกรุก ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่การเกษตร หรือเมือง

ป่าที่อยู่โดนตัดออกเป็นช่วงๆ ไม่ต่างจากเกาะแก่งในทะเล

และกวางผาติดอยู่ตามเกาะเหล่านั้น

ผมพยายามเฝ้าดูว่าพวกมันมีชีวิตอยู่อย่างไร และวันพรุ่งนี้ของพวกมันจะเป็นอย่างไร

เหล่านี้คือ ‘ปริศนา’ ที่ผมกำลังตามหาอยู่บนผาสูง

จะปุ๊เดินตามมาติดๆ พ่นควันยาเส้นโขมง พูดจ้อยๆ อันเป็นปกติเหมือนทุกครั้งที่เดินขึ้นดอย คงลืมไปแล้วว่าเมื่อสักครู่ถามอะไร

ครั้งนี้เราจะอยู่บนดอยหลายวัน จะปุ๊วางแผนให้หลานลงมาเอาเสบียงอาทิตย์ละหน ซึ่งเขาจะได้ให้เอา ‘ดาวลอย’ เหล้าต้มด้วย ดาวลอยที่เราเตรียมไปจะอยู่ได้ไม่เกิน 5 วัน

ผมหวังว่าเวลาหลายวันบนดอยครั้งนี้ คงพบกับคำตอบที่จะปุ๊ถาม

ในการตามหากวางผา ผมใช้เวลาอยู่ที่ดอยอินทนนท์ด้วย ว่าตามจริงแล้ว ดอยอินทนนท์ก็คล้ายเป็นอีกเกาะหนึ่งซึ่งมีกวางผาติดอยู่

ก่อนมาดอยม่อนจองคราวนี้ ผมใช้เวลาที่อินทนนท์กว่าเดือน

ทุกๆ เช้า ผมใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงเพื่อเดินไปซุ้มบังไพร ทางช่วงแรกเป็นหุบรายล้อมด้วยป่าแน่นทึบ ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ตระกูลไม้ก่อ ลำต้นโอบไม่รอบ ตามลำต้นถูกปกคลุมด้วยมอสเขียวทึบ

มอสและฝอยลมที่ปกคลุมลำต้นไม้ก่อ รวมทั้งต้นสารภีป่า ซึ่งสูงชะลูดขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 30 เมตร เหล่านั้นทำให้ภาพที่มองเห็นดูคล้ายฉากในเรื่องราวของความลี้ลับ

แท้จริง นี่คือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ดูเหมือนว่าทุกชีวิตในป่าจะไม่มีชีวิตใดโดดเดี่ยว ความสัมพันธ์ปรากฏในรูปแบบต่างๆ ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ไม้ก่อ ไม้สารภี มีมอส ฝอยลม รวมทั้งเฟิร์น เกาะอยู่รอบกิ่งก้านและลำต้น

มอสและเฟิร์นอาศัยต้นไม้เป็นที่เกาะอาศัย

ส่วนต้นไม้ก็ได้มอส เฟิร์น ช่วยห่อหุ้มลำต้น เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้

ดอยม่อนจอง ดอยม่อนจอง

ระยะทางไม่ไกล แต่เพราะต้องลัดเลาะไปตามหน้าผา บางช่วงแคบ กระทั่งต้องใช้วิธีตะแคงพร้อมก้าวเท้าไปช้าๆ มือแตะผนังหินประคองตัว บางช่วงเส้นทางดิ่งลง วิธีที่ดีคือค่อยๆ ไถลตัวลงไป

ซุ้มบังไพรมีอายุกว่า 3 ปี อยู่บนชะง่อนหินแคบๆ ติดหน้าผาที่มีความชันร่วม 90 องศา ถัดไปคือหุบลึก ในหุบมีลำห้วยสายเล็กๆ ในฤดูหนาวเหลือเพียงสายน้ำไหลรินๆ

อีกฟากหนึ่งของหุบเป็นบริเวณหน้าผาชัน ลาดเป็นแนวยาวลงไปถึงหุบเบื้องล่างซึ่งเป็นป่าแน่นทึบ บริเวณนั้นเป็นอาณาเขตของกวางผาโตเต็มวัยตัวหนึ่ง

อาณาเขตนี้เป็นส่วนหนึ่งของทิวดอยอินทนนท์ ภูเขาที่อยู่สูงจากระดับทะเลปานกลาง 2,576 เมตร ด้วยความสูงขนาดนี้ หมายถึงนี่คือยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย

ดอยถูกล้อมรอบด้วยทิวเขาซับซ้อน เป็นต้นแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำน่าน และแม่น้ำยม หรือในอีกความหมายหนึ่ง ดอยแห่งนี้ถูกเรียกว่า ‘ทิวเขาผีปันน้ำ’ ในลักษณะเป็นทิวเขาสูงชัน วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ลักษณะคล้ายนิ้วมือยื่นไปสู่แม่น้ำ หุบเขาแต่ละแห่งปรากฏเป็นรูปตัว v ลึก ด้านข้างสูงชัน

หน้าผาและหุบเหวสูงชัน ราวกับไม่มีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้

แต่นี่คือ ‘บ้าน’ แห่งหนึ่งของกวางผา

ลำห้วย สายน้ำไหลริน แม้ว่านี่คือผืนป่าที่มีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 2,000 – 2,500 มิลลิเมตรก็ตาม สภาพของป่าดิบเขาอันสมบูรณ์ช่วยลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวดินรากไม้ที่แผ่กระจายไปทั่ว เป็นตัวช่วยให้น้ำซึมลงใต้ดิน พร้อมทั้งช่วยชะลอการไหลบ่าของน้ำผิวดิน เรือนยอดไม้ที่ปกคลุมทั่วพื้นทำให้อัตราการระเหยของน้ำจากผิวดินมีน้อย

หลังหมดฤดูฝน ผืนดินที่ป่าคลุมอยู่จะค่อยๆ ระบายน้ำออกเป็นลำห้วยสายเล็กๆ

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ฝนเริ่มโปรยปราย หมอกหนาปกคลุม สายลมกระโชกแรง โดยเฉพาะริมหน้าผา บางครั้ง ในรอบ 3 วัน สภาพอากาศเปิด แจ่มใส เพียง 10 นาที

และนั่นก็พอเพียงสำหรับการบันทึกภาพกวางผา ที่มักยืนหรือนอนนิ่งๆ อยู่บนชะง่อนหิน

ถึงกลางเดือนตุลาคม สายฝนจาง สายลมหนาวเดินทางมาถึง อุณหภูมิซึ่งต่ำอยู่แล้วลดลงอีก หญ้าเขียวชอุ่ม มะแหลบชูช่อสีขาว แต่งแต้มให้บริเวณริมหน้าผาสดใส

ตั้งแต่เช้ามืด ผมเดินผ่านดงไม้หนาทึบ ต้นก่อ ต้นสารภี ถูกห่อหุ้มด้วยมอสและเฟิร์น

แม้ว่าเดินอยู่ลำพัง ป่ารอบๆ ตัวทำให้ได้รับความรู้สึกหนึ่ง

บางที ชีวิตที่โดดเดี่ยวอาจไม่มีจริง

ดอยม่อนจอง

ดอยม่อนจอง

ทุกวัน เมื่อถึงซุ้มบังไพร ดวงอาทิตย์ยังโผล่ไม่พ้นสันเขา ลาดผาด้านตะวันตกอยู่ในเงามืด สันเขาด้านตะวันออกบังแสงอาทิตย์ไว้ สภาพสันเขาด้านนั้นโล่งเตียน มีหญ้าขึ้นบนพื้นที่มีดินตื้นๆ กระแสลมพัดแรงตลอด เป็นอีกสาเหตุที่ต้นไม้ใหญ่หลีกเลี่ยงในการอยู่บริเวณนี้

ยอดหญ้ายามเช้าตรู่มีหยาดน้ำค้างเกาะพราว กระทบแสงอ่อนๆ เป็นเงาระยิบ หากเป็นฤดูหนาว น้ำค้างเหล่านี้จะแปรสภาพเป็นเกล็ดน้ำแข็ง

สันเขาด้านตะวันตกนี้คือที่อยู่ของกวางผา ซึ่งจะใช้ชีวิตตามแสงดวงอาทิตย์ไปเรื่อยๆ

ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูง แสงจากสันเขาลดต่ำลง กวางผาจะเดินหรือยืนตากแดดอุ่นๆ แถวชะง่อนหินประจำ มันยืนนิ่ง เหม่อมองลงไปในหุบ นอกจากบางครั้งยกขาหลังขึ้นเกาหลังหรือหลังใบหู บางครั้งก็ทรุดตัวลงครึ่งนั่งครึ่งนอน แต่ถ้าอากาศแจ่มใส อาจเห็นมันนอนเหยียดยาว คางเกยก้อนหิน หลับตาพริ้ม

ครั้นแสงอาทิตย์สาดส่องถึงหุบเขาด้านล่าง ชะง่อนหินเริ่มร้อน กวางผาจะลุกขึ้น เดินไต่ลงไปจนถึงดงไม้ทึบในหุบ และจะขึ้นมาอีกราวๆ บ่าย 3 โมง ขณะไต่ขึ้น ทักษะและความคล่องแคล่วในการปีนป่ายของกวางผาปรากฏให้เห็นชัด

มันกระโจนไปตามลาดผาชันกว่า 45 องศา ราวกับเป็นเรื่องง่ายๆ

กวางผาจะขึ้นมาอยู่บนชะง่อนหินเดิม ยืนนิ่งๆ เหม่อมองไปยังหุบเบื้องล่าง จนถึงพลบค่ำ

หากสภาพอากาศเปิด นี่คือสิ่งที่ผมจะได้เห็น

แต่ในวันที่สายฝนพรำ หมอกหนาทึบ ดูเหมือนจะมีแต่ความเย็นยะเยือกเท่านั้น ที่รายล้อมซุ้มบังไพรไว้

ผมกับจะปุ๊เดินถึงจุดที่เราตั้งแคมป์ริมลำห้วย จะชีและจะออเตรียมที่ไว้แล้ว พวกเขาเดินมาถึงก่อน

ผมกางเต็นท์ ขึงผ้ายาง คลี่ถุงนอน ปูพื้น จะปุ๊ขุดหลุมก่อนก่อไฟ ในนั้น เขาหุงข้าว ทำกับข้าว อย่างคล่องแคล่ว

แคมป์ในหุบ ลมสงบนิ่ง สายลมพัดผ่านยอดไม้ดังหวีดหวิว กองไฟส่องแสงวับแวม ลูกไฟแตกประกาย ผมนั่งข้างจะปุ๊ที่อยู่ในชุดเสื้อ-กางเกงที่ผมเห็นเขาสวมประจำ

ขณะเฝ้ารออยู่ริมหน้าผาโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อากาศจะเปิด แต่ขณะเดินผ่านดงไม้ทึบ ต้นไม้บอกให้รู้ว่า ชีวิตต่างต้องเติบโต และต้องอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน

กวางผาที่ผมเห็น มันมักยืนนิ่งเป็นเวลานาน ดูคล้ายโดดเดี่ยว แต่หลายครั้ง ผมเห็นพวกมันอยู่ร่วมกันหลายตัว

ผมมีคำตอบให้จะปุ๊ที่ถามตอนก่อนเดินขึ้นดอย ตอบโดยออกมานอนข้างกองไฟร่วมกับพวกเขา

นอนอยู่ในเต็นท์มีเครื่องนอนอุ่นๆ เพียงลำพัง คล้ายจะเป็นความโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง

ดอยม่อนจอง

ผมไม่รู้หรอกว่า ขณะยืนอยู่ริมหน้าผา เหม่อมองไปเบื้องล่าง กวางผาคิดอะไร

แต่รู้อย่างหนึ่งว่า คนเมื่อขึ้นมาอยู่บนหน้าผา

อาจจำเป็นต้องค้นหาคำตอบที่มีอยู่บนนั้นให้พบ…

 

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

The Cloud X  สารคดีสัญชาติไทย

 

ผมเป็นคนชอบกินปลาตั้งแต่เด็กๆ และผมเชื่อว่าคนไม่น้อยบนโลกนี้ก็ชอบกินปลา คำถามที่คนมักชอบถามผมเสมอคือ ถ้าเลือกได้ เราควรจะกินปลาอะไรกันดี  

ถ้าถามผมตรงๆ ผมก็ตอบตรงๆ ว่า ถ้าเลือกได้ ผมก็ชอบที่จะกินปลาซึ่งจับได้จากธรรมชาติ โดยที่ไม่มีการตัดแต่งดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม ไม่ได้มาจากระบบการเพาะเลี้ยงในที่ปิด หรือไม่ได้มีที่มาจากการประมงที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติมากมายจนเกินไปนัก และสุดท้าย ปลาที่เราเลือกจะบริโภคนั้นก็ควรจะเป็นปลาที่เรากินได้อย่างสบายใจว่าไม่ใช่ตัวสุดท้ายของบางสายพันธุ์ที่หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้ และสูญสิ้นสายพันธุ์ไปด้วยการบริโภคของเรา

ตลาดปลายามเย็นที่เมืองโกตาคินาบาลู

เรื่องปลาเป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันนี้ ที่เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างรสชาติ คุณภาพของอาหาร และแหล่งที่มาที่ไปของอาหารนั้นๆ เราคงจะไม่สบายใจนักถ้าพบว่าปลาที่เรากินอยู่นั้นมีที่มาที่ต้องแลกเปลี่ยนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมหรือส่งผลกระทบอื่นๆ มากมายนัก

ผมอาจจะเป็นคนหนึ่งที่โชคดีที่ได้มีโอกาสเห็นท้องทะเลในสมัยที่ยังคงอุดมสมบูรณ์มากกว่าในทุกวันนี้ สมัยเด็กๆ พ่อชอบพาผมออกไปตกปลากลางทะเล ในสมัยนั้นดูเหมือนว่าปลานั้นจะมีอยู่มากมายเต็มท้องทะเลในความรู้สึกของเรา เท่าที่จำความได้ บ้านเราแทบจะไม่เคยต้องซื้อปลากิน เพราะทุกครั้งที่กลับจากทะเลเราจะได้ปลาสดๆ กลับมากิน และเหลือเพียงพอที่แจกจ่ายเพื่อนบ้าน ญาติสนิท มิตรสหาย

แต่นั่นก็คือเป็นอดีตที่ไม่อาจจะหวนคืนกลับมา

หลายสิบปีที่ผ่านมาท้องทะเลเปลี่ยนแปลงไปมาก ปลาที่เราเคยคิดว่าเป็นทรัพยากรที่ไม่มีวันหมดนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่หายากขึ้น จากพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นของสารพัดรูปแบบของการทำการประมงที่พัฒนาขึ้นและความต้องการปลาในระบบเศรษฐกิจที่ขยายตัวขึ้นในหลากหลายรูปแบบ

ฝูงปลาสากและปลากะมงที่กองหินใบ หรือว่า Sail rock กลางอ่าวไทย ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยฝูงปลา หลังจากมาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาบวกกับการร่วมมือร่วมใจของคนท้องถิ่น ฝูงปลาจำนวนมหาศาลจึงกลับมาในบริเวณพื้นที่อนุรักษ์ ปลาเป็นสัตว์น้ำที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วถ้าหากมีสถานที่ที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับการอยู่อาศัย การจับปลาด้วยอุปกรณ์พื้นบ้านเช่นเบ็ดหรือลอบนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อท้องทะเลมากเท่ากับการลงอวนขนาดใหญ่ที่สามารถจะกวาดฝูงปลาให้หายไปได้จากการลงอวนเพียงครั้งเดียว

ทุกวันนี้ถ้าหากเดินไปซื้อปลากะพงขาวในท้องตลาดแล้วได้ปลากะพงขาวที่จับได้จากธรรมชาติจริงๆ มาสักตัว น่าจะมีโอกาสพอๆ กับถูกรางวัลเลขท้ายสองตัว  ไม่ต้องพูดถึงปลาแซลมอนที่เราชอบทานกันตามร้านอาหารราคาแพงที่มีคนพูดถึงกันไปมากแล้ว   

เรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของแซลมอนคือ แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่บริโภคแซลมอนจากฟาร์มมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ในสหรัฐอเมริกาเองกลับแทบจะไม่มีฟาร์มเลี้ยงปลาแซลมอนเลย หากจะมีแต่ Hatchery หรือโรงเพาะฟักปลาแซลมอนหลายๆ ชนิดรวมถึงปลาเทราต์ด้วย แล้วปล่อยกลับคืนไปในธรรมชาติกระจายอยู่ตามพื้นที่ในหลายๆ รัฐ แล้วปล่อยให้ปลาเหล่านั้นเติบโตเองตามธรรมชาติในทะเล แต่กลับมีบริษัทของอเมริกาหลายแห่งไปตั้งฟาร์มแซลมอนในหลายประเทศในอเมริกาใต้ เช่น ชิลี

 ผมเคยไปเดินตกปลาอยู่ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์กในช่วงระยะเวลาสั้นๆ มา 2 – 3 ฤดูกาล พบว่าระบบการจัดการของเขาค่อนข้างดีทีเดียว 2 – 3 ปีผ่านไป แซลมอนที่ออกไปหากินในทะเลก็จะว่ายทวนน้ำกลับขึ้นมาเพื่อวางไข่ตรงบริเวณใกล้ๆ กับที่เขาปล่อยไปนั่นแหละ ในช่วงก่อนหน้านั้นในระหว่างทางที่แซลมอนว่ายทวนน้ำขึ้นมา เขาก็จะเริ่มออกข่าวทางทีวีว่าแซลมอนมาแล้วนะ ออกไปตกปลามากินกันได้แล้ว แต่พอเข้ามาใกล้ต้นน้ำขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีกฎเกณฑ์ที่มากขึ้น เช่น จำกัดอุปกรณ์ในการตกปลาให้เป็นอุปกรณ์ Fly fishing อย่างเดียว จำกัด Bag limit ว่าเอากลับบ้านได้วันละกี่ตัว และพอมาถึงในบริเวณที่ใกล้ต้นน้ำมากที่สุดก็จะบังคับว่าปลาที่ตกได้ทุกตัวจะต้องปล่อยกลับลงไป และมาถึงบริเวณที่เป็น Spawning ground นั้นก็จะกั้นเชือกไว้ไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนเด็ดขาด

ปลาโรนิน หรือกระเบนท้องน้ำ (Bowmouth Guitarfish) เป็นปลาชนิดหนึ่งที่ในปัจจุบันพบได้ไม่บ่อยนักในท้องทะเลหรือแม้แต่ตามตลาดปลา ในชีวิตการดำน้ำของผมเกือบ 30 ปี พบปลาโรนินในท้องทะเลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่กลับเป็นปลาที่ต้องการของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำทั่วโลก  ในอดีต ผู้คนนิยมเอาหนามเล็กๆ บนหลังของมันมาทำเป็นหัวแหวนที่เรียกกันว่า ‘คดกระเบน’

 

ฉลามขาว (Great White Shark) เป็นนักล่าที่น่าเกรงขามและในอดีตมักจะถูกเรียกขานว่า Man Eater แต่ในความเป็นจริง ทุกวันนี้ฉลามหลากหลายสายพันธุ์ตกเป็นเหยื่อของมนุษย์มากกว่าที่มนุษย์จะตกเป็นเหยื่อของฉลาม ฉลามและกระเบนเป็นปลาที่ขยายพันธุ์ได้ค่อนข้างช้า เนื่องจากให้กำเนิดลูกโดยเฉลี่ยเพียงครั้งละ 5 – 6 ตัว เท่านั้น

อ้อ ลืมบอกไปว่าแซลมอนที่เขาถือกันว่ารสชาติดีมากที่สุดก็คือ King Salmon หรือที่เรียกกันว่า Chinook ที่จะมีสีเงินเมื่ออยู่ในทะเล และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเมื่อเข้ามาในบริเวณน้ำจืด เนื้อปลาที่นิยมบริโภคกันคือปลาที่จับได้จากในทะเล หรือเพิ่งจะเข้ามาในบริเวณปากแม่น้ำใหม่ๆ (จริงๆ ปลาในตระกูล Salmonids หลายๆ ชนิดเมื่อออกทะเลไปจะปรับสีสันบนลำตัวให้เป็นสีเงิน และจะเปลี่ยนกลับมาเป็นสีน้ำตาลเพื่อพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในทะเลสาบหรือลำธาร มีความเข้าใจผิดว่าปลาในตระกูล Salmonids นี้จะเป็น Single spawn ที่จะตายลงหลังจากวางไข่ทุกตัว แต่ในความเป็นจริงมีหลายๆ สายพันธุ์ที่เป็น Multi spawn ซึ่งสามารถวางไข่ได้หลายครั้ง เช่น Steelhead ซึ่งก็คือ Rainbow Trout ที่ออกไปหากินในทะเลและกลับเข้ามาวางไข่ในน้ำจืด)

แม้กระทั่งปลาขนาดใหญ่อย่าง Bluefin Tuna ที่มีราคาแพงก็ใช่ว่าจะเป็นปลาที่จับได้จากในธรรมชาติทั้งหมด ในน่านน้ำเขตอบอุ่น (ที่แปลว่าหนาว) มีการทำฟาร์ม Bluefin Tuna อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไม่ว่าจะในแถบตอนใต้ของออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์

ทูน่า Bluefin ที่มีขนาดใหญ่และมีราคาแพงที่สุดคือ Southern Bluefin ซึ่งเป็นทูน่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักมากกว่า 500 ปอนด์ และมีอายุมากถึง 20 – 40 ปี ปัจจุบัน Southern Bluefin ในธรรมชาติจัดเป็น Critically endangered species ของ IUCN Red List of Threatened Species ราคาของทูน่าชนิดนี้จะผันแปรไปตามขนาดของมัน เนื่องจากปลาขนาดใหญ่เป็นปลาที่จับจากธรรมชาติซึ่งกว่าจะโตขึ้นมาได้นั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปีเป็นอย่างน้อย

ปลาทูน่าขนาดใหญ่ทั้งทูน่าครีบเหลืองและทูน่าครีบน้ำเงินกำลังมีจำนวนที่ลดลงอย่างรวดเร็วในธรรมชาติ โดยเฉพาะสายพันธุ์ Southern Bluefin Tuna ตัวขนาดใหญ่ที่เป็นที่ชื่นชอบของตลาดปลาในญี่ปุ่นนั้น ขนาดโดยเฉลี่ยที่จับได้เล็กลงทุกปี และปัจจุบันเริ่มมีการทำฟาร์มเลี้ยงในกระชังขนาดใหญ่ในทะเลเปิดในหลายๆ พื้นที่แล้ว

การทำฟาร์มทูน่าส่วนใหญ่จะจับเอาทูน่าขนาดเล็กมาเลี้ยงในกระชังขนาดใหญ่กลางทะเล ให้อาหารเพื่อให้มีขนาดตัวและน้ำหนักที่ได้ราคาแล้วจึงส่งขาย โดยจะมีเรือห้องเย็นที่มารับซื้อถึงหน้าฟาร์มแล้วลงห้องเย็นไปเลย (ผมเคยไปดูฉลามขาวที่เมือง Port Lincoln (พอร์ตลินคอน) ตอนใต้ของออสเตรเลีย เขาใช้ปลาทูน่าที่ตายในกระชังมาเป็นเหยื่อล่อฉลามขาว ตลอด 4 วันที่อยู่บนเรือนั้นเสื้อผ้าเราจะอบอวลไปด้วยกลิ่น Southern Bluefin เน่า ผมสาบานได้ว่าหลังจากกลับจากทริปนั้นผมเลิกกินซาซิมิไปเป็นปี)

จากอุตสาหกรรมการประมงแบบดั้งเดิมในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา โลกของเรากำลังปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมประมงที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมากขึ้นๆ เพื่อตอบรับกับจำนวนประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและจำนวนปลาในธรรมชาติที่ลดลง

แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนว่าปลาที่มาจากการเพาะเลี้ยงนั้นจะส่งผลกระทบอะไรต่อผู้บริโภค แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือ ผลจากอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงนั้นส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ จากปริมาณของน้ำเสียที่ปล่อยออกมาและการขยายพื้นที่ริมฝั่งทะเลที่ใช้เพื่อการเพาะเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าชายเลนในหลายๆ พื้นที่ของโลกใบนี้

จากความคิดของหลายคนที่ว่า การบริโภคปลาจากในฟาร์มที่เพาะเลี้ยงนั้นอาจจะเป็นการช่วยเหลือท้องทะเลในทางอ้อม เพราะชาวประมงจะได้ไม่จับปลาในทะเลและช่วยทำให้ทะเลนั้นยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไปนัก เพราะในปัจจุบันนี้ อาหารที่นำมาใช้เลี้ยงปลาในฟาร์มนั้นก็มาจากการจับปลาเป็ดโดยใช้อวนลากที่ลากเอาปลาแทบทุกชนิดมาและคัดเลือกเอาปลาที่ดีๆ ไปขาย แล้วเอาปลาที่คนไม่นิยมบริโภคหรือมีสภาพไม่สวย เช่น หัวขาด หรือเละไปแล้ว มาใช้เป็นอาหารสัตว์ ที่เรียกว่าปลาเป็ดปลาไก่นั้นก็มีที่มาจากการเอาปลาเหล่านี้ไปเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่นั่นเอง

Chinook หรือ King Salmon เป็นแซลมอนขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจาก Taimen ที่พบในมองโกเลีย แต่เป็นแซลมอนที่ว่ากันมีมีรสชาติดีที่สุดชนิดหนึ่งในโลก  ในภาพนี้เป็นแซลมอนในเฟสสุดท้ายก่อนจะผสมพันธุ์ที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมาตามลำธารแล้ว  และเปลี่ยนสีสันบนลำตัวจากสีเงินยวงกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มเพื่อพรางตัวในลำธารน้ำตื้นๆ

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราไม่กินปลาแต่หันไปบริโภคเป็ด ไก่ หรือหมู การเลือกของเราก็ยังมีผลกระทบกับท้องทะเลอยู่ดี

มาถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าทำไมมันยากอย่างนี้ แล้วเราควรจะกินปลาอะไรกันดี?

ทุกวันนี้ ผมมักไม่ค่อยซื้อปลาจากตลาด เพราะเราไม่มีโอกาสรู้ที่มาของปลานั้นได้อย่างแท้จริง (ถ้าอยากกินจริงๆ ก็ซื้อไปเถิดครับ ไม่ว่าจะปลากะพงขาวหรือปลานิล เราก็จะมีโอกาสได้กินปลาเลี้ยงเหมือนๆ กัน) ถ้าหากไม่ออกไปตกปลามากินเอง อาจจะเพราะว่ากลัวบาปหรืออะไรก็ตามแต่ และมีโอกาสไปตามเมืองชายทะเลอย่างหัวหิน  ระยอง สัตหีบ ลองหากระติกน้ำแข็งใบใหญ่ๆ ติดรถไปสักใบครับ แล้วลองเล็งหาที่ที่เรือลำเล็กๆ มาจอดรวมกันเยอะๆ แถบนั้นจะมีท่าที่เขาคอยเอาปลามาขึ้นอยู่เสมอๆ ส่วนใหญ่เรือพวกนี้จะเป็นเรือเบ็ดขนาดเล็กของชาวบ้านครับ และปลาที่เขาเน้นออกไปตกก็คือปลาอินทรี ปลาโฉมงาม ปลาตะคอง โดยเฉพาะในช่วงปลายปีใกล้ๆ ฤดูหนาวอย่างนี้จะมีปลาอินทรีค่อนข้างมาก ถ้าเลือกได้ ไปช่วยอุดหนุนเขากันหน่อยก็ดีครับ ผมเชื่อว่าวิถีการหาปลาแบบดั้งเดิมที่ตกปลาขึ้นมากินทีละตัวอย่างนี้เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกับท้องทะเลน้อยมากที่สุด เท่าที่มนุษย์จะทำมาหากินอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกับธรรมชาติได้  

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ว่าเราจะบริโภคอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างมีต้นทุนทางธรรมชาติที่ต้องสูญเสียไปทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่ต้องใช้ไปในการออกไปหาปลา ปลาเล็กๆ ที่ต้องถูกจับมาเป็นอาหารสัตว์ หรือแม้แต่คิดในทางคุณค่าของชีวิตแล้วก็คือหนึ่งชีวิตที่ต้องเสียไปเพื่อมาต่อชีวิตของเรา

บริโภคอย่างคุ้มค่าไม่เหลือทิ้งเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของโลกเรากันครับ

ชาวบาเจา ชาวทะเลที่อาศัยอยู่ในบริเวณเกาะบอร์เนียวกับปลาอินทรีที่ตกมาได้เพียงตัวเดียวในวันนั้น  ในภูมิภาคต่างๆ บนโลกมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงหาปลาด้วยศาสตร์ดั้งเดิมที่สืบทอดต่อกันมานับร้อยนับพันปี  ในปัจจุบัน ถ้าจะหาปลาเนื้อดีๆ กินสักตัวผมมักจะเลือกซื้อปลาอินทรีจากเรือเบ็ดของชาวบ้าน เพราะผมเชื่อว่าวิถีการหาปลาแบบนี้เป็นวิถีดั้งเดิมที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติที่น้อยที่สุดแล้ว

Save

Writer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load