The Cloud X  สารคดีสัญชาติไทย

 

ปลายฤดูหนาว
เชิงดอยม่อนจอง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย

หลังผ่านมาราว 2 ชั่วโมง กับเส้นทาง ร่องลึก เนินชันๆ ลื่นไถล ผมหักพวงมาลัยรถเข้าจอดใต้ร่มไม้ใหญ่

ถอยออกมาหน่อยพี่ใหญ่ ตรงนี้เดี๋ยวไม้หักใส่รถ เราจอดไว้นาน” เสียงตะโกนเป็นภาษาไทยสำเนียงแปร่งๆ ดังมาจากกระบะหลัง

ผมปฏิบัติตาม จอดรถเสร็จก็ลงมาช่วยยกสัมภาระจากท้ายรถ

ผู้ชาย 3 คนที่อยู่บนกระบะส่งเสียงเอะอะด้วยภาษามูเซอ ทั้งสามคนร่วมทางมาเพื่อช่วยผมแบกของขึ้นดอย ทำหน้าที่คล้ายลูกหาบ แต่หลังจากผ่านมาหลายปีที่เข้ามาทำงานที่ดอยแห่งนี้ ดูเหมือนว่าสัมพันธภาพระหว่างเราคือเพื่อนกัน

คนอาวุโสคือ จะปุ๊ ส่วนอีก 2 คนชื่อ จะชี และ จะออ เป็นหลานชายของจะปุ๊

ผู้ชายชาวมูเซอใช้คำนำหน้าชื่อว่า ‘จะ’ ความหมายไม่ต่างจากคำว่า นาย

สัมภาระกองใหญ่ข้างรถ จะปุ๊ยืนมองยิ้มๆ ก่อนถามเบาๆ

ถ้าไม่มีของพวกนี้ พี่ใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่บนดอยได้ไหม”

ผมอึ้งไปชั่วขณะ นึกหาคำตอบ ไม่มีถุงนอนอุ่นๆ ไม่มีเต็นท์ ไม่มีผ้ายางกันน้ำค้าง กันฝน และอีกหลายอย่างที่จะอำนวยความสะดวก

รีบๆ ไปเถอะ เดี๋ยวมืด” ผมเลี่ยงการตอบคำถาม และยกเป้ขึ้นสะพายหลัง เดินนำหน้าไปก่อน

ผมใช้เวลาหลายปีแล้วบนดอยม่อนจองแห่งนี้

ใช้เวลาเพื่อเฝ้าดูกวางผา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งสถานภาพของพวกมันใกล้สูญพันธุ์ สาเหตุหลักๆ คือแหล่งอาศัยถูกบุกรุก ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่การเกษตร หรือเมือง

ป่าที่อยู่โดนตัดออกเป็นช่วงๆ ไม่ต่างจากเกาะแก่งในทะเล

และกวางผาติดอยู่ตามเกาะเหล่านั้น

ผมพยายามเฝ้าดูว่าพวกมันมีชีวิตอยู่อย่างไร และวันพรุ่งนี้ของพวกมันจะเป็นอย่างไร

เหล่านี้คือ ‘ปริศนา’ ที่ผมกำลังตามหาอยู่บนผาสูง

จะปุ๊เดินตามมาติดๆ พ่นควันยาเส้นโขมง พูดจ้อยๆ อันเป็นปกติเหมือนทุกครั้งที่เดินขึ้นดอย คงลืมไปแล้วว่าเมื่อสักครู่ถามอะไร

ครั้งนี้เราจะอยู่บนดอยหลายวัน จะปุ๊วางแผนให้หลานลงมาเอาเสบียงอาทิตย์ละหน ซึ่งเขาจะได้ให้เอา ‘ดาวลอย’ เหล้าต้มด้วย ดาวลอยที่เราเตรียมไปจะอยู่ได้ไม่เกิน 5 วัน

ผมหวังว่าเวลาหลายวันบนดอยครั้งนี้ คงพบกับคำตอบที่จะปุ๊ถาม

ในการตามหากวางผา ผมใช้เวลาอยู่ที่ดอยอินทนนท์ด้วย ว่าตามจริงแล้ว ดอยอินทนนท์ก็คล้ายเป็นอีกเกาะหนึ่งซึ่งมีกวางผาติดอยู่

ก่อนมาดอยม่อนจองคราวนี้ ผมใช้เวลาที่อินทนนท์กว่าเดือน

ทุกๆ เช้า ผมใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงเพื่อเดินไปซุ้มบังไพร ทางช่วงแรกเป็นหุบรายล้อมด้วยป่าแน่นทึบ ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ตระกูลไม้ก่อ ลำต้นโอบไม่รอบ ตามลำต้นถูกปกคลุมด้วยมอสเขียวทึบ

มอสและฝอยลมที่ปกคลุมลำต้นไม้ก่อ รวมทั้งต้นสารภีป่า ซึ่งสูงชะลูดขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 30 เมตร เหล่านั้นทำให้ภาพที่มองเห็นดูคล้ายฉากในเรื่องราวของความลี้ลับ

แท้จริง นี่คือการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ดูเหมือนว่าทุกชีวิตในป่าจะไม่มีชีวิตใดโดดเดี่ยว ความสัมพันธ์ปรากฏในรูปแบบต่างๆ ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ไม้ก่อ ไม้สารภี มีมอส ฝอยลม รวมทั้งเฟิร์น เกาะอยู่รอบกิ่งก้านและลำต้น

มอสและเฟิร์นอาศัยต้นไม้เป็นที่เกาะอาศัย

ส่วนต้นไม้ก็ได้มอส เฟิร์น ช่วยห่อหุ้มลำต้น เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้

ดอยม่อนจอง ดอยม่อนจอง

ระยะทางไม่ไกล แต่เพราะต้องลัดเลาะไปตามหน้าผา บางช่วงแคบ กระทั่งต้องใช้วิธีตะแคงพร้อมก้าวเท้าไปช้าๆ มือแตะผนังหินประคองตัว บางช่วงเส้นทางดิ่งลง วิธีที่ดีคือค่อยๆ ไถลตัวลงไป

ซุ้มบังไพรมีอายุกว่า 3 ปี อยู่บนชะง่อนหินแคบๆ ติดหน้าผาที่มีความชันร่วม 90 องศา ถัดไปคือหุบลึก ในหุบมีลำห้วยสายเล็กๆ ในฤดูหนาวเหลือเพียงสายน้ำไหลรินๆ

อีกฟากหนึ่งของหุบเป็นบริเวณหน้าผาชัน ลาดเป็นแนวยาวลงไปถึงหุบเบื้องล่างซึ่งเป็นป่าแน่นทึบ บริเวณนั้นเป็นอาณาเขตของกวางผาโตเต็มวัยตัวหนึ่ง

อาณาเขตนี้เป็นส่วนหนึ่งของทิวดอยอินทนนท์ ภูเขาที่อยู่สูงจากระดับทะเลปานกลาง 2,576 เมตร ด้วยความสูงขนาดนี้ หมายถึงนี่คือยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย

ดอยถูกล้อมรอบด้วยทิวเขาซับซ้อน เป็นต้นแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำน่าน และแม่น้ำยม หรือในอีกความหมายหนึ่ง ดอยแห่งนี้ถูกเรียกว่า ‘ทิวเขาผีปันน้ำ’ ในลักษณะเป็นทิวเขาสูงชัน วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ลักษณะคล้ายนิ้วมือยื่นไปสู่แม่น้ำ หุบเขาแต่ละแห่งปรากฏเป็นรูปตัว v ลึก ด้านข้างสูงชัน

หน้าผาและหุบเหวสูงชัน ราวกับไม่มีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้

แต่นี่คือ ‘บ้าน’ แห่งหนึ่งของกวางผา

ลำห้วย สายน้ำไหลริน แม้ว่านี่คือผืนป่าที่มีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 2,000 – 2,500 มิลลิเมตรก็ตาม สภาพของป่าดิบเขาอันสมบูรณ์ช่วยลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวดินรากไม้ที่แผ่กระจายไปทั่ว เป็นตัวช่วยให้น้ำซึมลงใต้ดิน พร้อมทั้งช่วยชะลอการไหลบ่าของน้ำผิวดิน เรือนยอดไม้ที่ปกคลุมทั่วพื้นทำให้อัตราการระเหยของน้ำจากผิวดินมีน้อย

หลังหมดฤดูฝน ผืนดินที่ป่าคลุมอยู่จะค่อยๆ ระบายน้ำออกเป็นลำห้วยสายเล็กๆ

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ฝนเริ่มโปรยปราย หมอกหนาปกคลุม สายลมกระโชกแรง โดยเฉพาะริมหน้าผา บางครั้ง ในรอบ 3 วัน สภาพอากาศเปิด แจ่มใส เพียง 10 นาที

และนั่นก็พอเพียงสำหรับการบันทึกภาพกวางผา ที่มักยืนหรือนอนนิ่งๆ อยู่บนชะง่อนหิน

ถึงกลางเดือนตุลาคม สายฝนจาง สายลมหนาวเดินทางมาถึง อุณหภูมิซึ่งต่ำอยู่แล้วลดลงอีก หญ้าเขียวชอุ่ม มะแหลบชูช่อสีขาว แต่งแต้มให้บริเวณริมหน้าผาสดใส

ตั้งแต่เช้ามืด ผมเดินผ่านดงไม้หนาทึบ ต้นก่อ ต้นสารภี ถูกห่อหุ้มด้วยมอสและเฟิร์น

แม้ว่าเดินอยู่ลำพัง ป่ารอบๆ ตัวทำให้ได้รับความรู้สึกหนึ่ง

บางที ชีวิตที่โดดเดี่ยวอาจไม่มีจริง

ดอยม่อนจอง

ดอยม่อนจอง

ทุกวัน เมื่อถึงซุ้มบังไพร ดวงอาทิตย์ยังโผล่ไม่พ้นสันเขา ลาดผาด้านตะวันตกอยู่ในเงามืด สันเขาด้านตะวันออกบังแสงอาทิตย์ไว้ สภาพสันเขาด้านนั้นโล่งเตียน มีหญ้าขึ้นบนพื้นที่มีดินตื้นๆ กระแสลมพัดแรงตลอด เป็นอีกสาเหตุที่ต้นไม้ใหญ่หลีกเลี่ยงในการอยู่บริเวณนี้

ยอดหญ้ายามเช้าตรู่มีหยาดน้ำค้างเกาะพราว กระทบแสงอ่อนๆ เป็นเงาระยิบ หากเป็นฤดูหนาว น้ำค้างเหล่านี้จะแปรสภาพเป็นเกล็ดน้ำแข็ง

สันเขาด้านตะวันตกนี้คือที่อยู่ของกวางผา ซึ่งจะใช้ชีวิตตามแสงดวงอาทิตย์ไปเรื่อยๆ

ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูง แสงจากสันเขาลดต่ำลง กวางผาจะเดินหรือยืนตากแดดอุ่นๆ แถวชะง่อนหินประจำ มันยืนนิ่ง เหม่อมองลงไปในหุบ นอกจากบางครั้งยกขาหลังขึ้นเกาหลังหรือหลังใบหู บางครั้งก็ทรุดตัวลงครึ่งนั่งครึ่งนอน แต่ถ้าอากาศแจ่มใส อาจเห็นมันนอนเหยียดยาว คางเกยก้อนหิน หลับตาพริ้ม

ครั้นแสงอาทิตย์สาดส่องถึงหุบเขาด้านล่าง ชะง่อนหินเริ่มร้อน กวางผาจะลุกขึ้น เดินไต่ลงไปจนถึงดงไม้ทึบในหุบ และจะขึ้นมาอีกราวๆ บ่าย 3 โมง ขณะไต่ขึ้น ทักษะและความคล่องแคล่วในการปีนป่ายของกวางผาปรากฏให้เห็นชัด

มันกระโจนไปตามลาดผาชันกว่า 45 องศา ราวกับเป็นเรื่องง่ายๆ

กวางผาจะขึ้นมาอยู่บนชะง่อนหินเดิม ยืนนิ่งๆ เหม่อมองไปยังหุบเบื้องล่าง จนถึงพลบค่ำ

หากสภาพอากาศเปิด นี่คือสิ่งที่ผมจะได้เห็น

แต่ในวันที่สายฝนพรำ หมอกหนาทึบ ดูเหมือนจะมีแต่ความเย็นยะเยือกเท่านั้น ที่รายล้อมซุ้มบังไพรไว้

ผมกับจะปุ๊เดินถึงจุดที่เราตั้งแคมป์ริมลำห้วย จะชีและจะออเตรียมที่ไว้แล้ว พวกเขาเดินมาถึงก่อน

ผมกางเต็นท์ ขึงผ้ายาง คลี่ถุงนอน ปูพื้น จะปุ๊ขุดหลุมก่อนก่อไฟ ในนั้น เขาหุงข้าว ทำกับข้าว อย่างคล่องแคล่ว

แคมป์ในหุบ ลมสงบนิ่ง สายลมพัดผ่านยอดไม้ดังหวีดหวิว กองไฟส่องแสงวับแวม ลูกไฟแตกประกาย ผมนั่งข้างจะปุ๊ที่อยู่ในชุดเสื้อ-กางเกงที่ผมเห็นเขาสวมประจำ

ขณะเฝ้ารออยู่ริมหน้าผาโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อากาศจะเปิด แต่ขณะเดินผ่านดงไม้ทึบ ต้นไม้บอกให้รู้ว่า ชีวิตต่างต้องเติบโต และต้องอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน

กวางผาที่ผมเห็น มันมักยืนนิ่งเป็นเวลานาน ดูคล้ายโดดเดี่ยว แต่หลายครั้ง ผมเห็นพวกมันอยู่ร่วมกันหลายตัว

ผมมีคำตอบให้จะปุ๊ที่ถามตอนก่อนเดินขึ้นดอย ตอบโดยออกมานอนข้างกองไฟร่วมกับพวกเขา

นอนอยู่ในเต็นท์มีเครื่องนอนอุ่นๆ เพียงลำพัง คล้ายจะเป็นความโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง

ดอยม่อนจอง

ผมไม่รู้หรอกว่า ขณะยืนอยู่ริมหน้าผา เหม่อมองไปเบื้องล่าง กวางผาคิดอะไร

แต่รู้อย่างหนึ่งว่า คนเมื่อขึ้นมาอยู่บนหน้าผา

อาจจำเป็นต้องค้นหาคำตอบที่มีอยู่บนนั้นให้พบ…

 

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

10 มิถุนายน 2565
4 K

พื้นที่รกร้างอันพิสุทธิ์ กับแคนู และคืนวันเหนือลำน้ำน่าน

เมื่อต้นปี บริษัทที่ผมทำงานอยู่นัดประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปีกันเป็นปกติ ที่คนอื่นอาจจะเห็นว่าไม่ปกติก็คือ บริษัทส่วนใหญ่เขานัดประชุมผู้ถือหุ้นกันตามโรงแรมบ้าง ตามร้านอาหารบ้าง หรือไม่ก็นัดกันไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศบ้าง

แต่บริษัทที่ผมทำงานอยู่เป็นบริษัท Outdoor นัดประชุมผู้ถือหุ้นที ก็มักจะมีอะไรไม่ธรรมดาเสมอ ๆ

อยู่ดี ๆ หุ้นส่วนคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “ในบ้านเราทุกวันนี้จะหาพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ ได้ยากขึ้นทุกที ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตกันอยู่ในพื้นที่ที่มีถนน รถยนต์เข้าถึง มีไฟฟ้า มีสัญญาณโทรศัพท์ มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกที่ แม้ว่าจะเป็นใจกลางป่าหรือในอุทยานแห่งชาติ ผมอยากพาพวกเราย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตที่สัมผัสกับธรรมชาติอันห่างไกล ไม่มีเสียงรถยนต์ ไม่มีถนน และไม่มีเสียงจากเครื่องยนต์กลไกสักที่หนึ่ง…”

แม่น้ำน่านในอดีตเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหลวงพระบางในอำเภอปัว จังหวัดน่าน ไหลลงมาผ่านตัวจังหวัดน่านไปยังจังหวัดอุตรดิตถ์ และไหลลงไปบรรจบแม่น้ำปิงที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ในยุคสมัยที่ยังไม่มีถนน รถยนต์ หรือรถไฟ แม่น้ำน่านคือเส้นทางคมนาคมหลักที่ชาวน่านใช้ติดต่อกับโลกภายนอก ก่อนที่เส้นทางคมนาคมหลักนี้จะเลือนหายไป พร้อมกับยุคสมัยและการสร้างเขื่อนในยุคใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อราว 50 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง

“เราจะเริ่มต้นลงเรือที่เวียงสา ล่องไปตามลำน้ำน่าน ผ่านแก่งหลวง ไปจนถึงบ้านปากนาย ในบริเวณอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ เอาของไปเท่าที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต และต่อจากนี้ 4 วัน 3 คืน เราจะเดินทางไปด้วยกำลังของเราที่จะจ้วงพายลงไปกับสายน้ำ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น หาปลาหาอาหารทำกินกันไปตามเรื่องตามราว แค่นี้แหละคือสาระของการประชุมประจำปีของพวกเรา”

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
ชาวกรุงและชาวบ้านเวียงสานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันใต้แสงตะเกียงดวงเดียว ภายใต้แสงจันทร์เสี้ยวริมแม่น้ำน่าน

แคนูแคมป์ปิ้งลำน้ำน่านเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของชาวบ้านในอำเภอเวียงสา จากความร่วมมือของมูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบตัวได้อย่างยั่งยืน 

ชาวบ้านพาผู้คนท่องเที่ยวย้อนเวลาเข้าไปสัมผัสวิถีแบบดั้งเดิมด้วยแคนูแคมป์ปิ้ง ล่องเรือแคนูไปตามลำน้ำน่าน บนเส้นทางคมนาคมสายประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือนไปแล้วหลาย 10 ปี โดยนักท่องเที่ยวไม่จำเป็นจะต้องมีเรือแคนูเป็นของตนเอง เตรียมแค่เต็นท์ เครื่องนอน และอาหาร สำหรับการใช้ชีวิตเท่าที่จำเป็นไปบนเส้นทางเพียงเท่านั้น ส่วนเรือแคนูที่ใช้เป็นของวิสาหกิจชุมชนที่ทยอยเก็บรายได้จากการท่องเที่ยวด้วยเรือแคนู ที่เริ่มต้นมาหลายปีแล้วเป็นทุนสะสมเรื่อยมา

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
บรรยากาศแคมป์ยามเย็นริมสายน้ำน่าน อาบน้ำในลำธาร ส่วนสุขาต้องขุดหลุมเอาในป่า
จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
แคมป์ในคืนแรกบนหาดทรายเล็ก ๆ ริมสายน้ำน่าน

เส้นทางในช่วง 2 วันแรกนั้น ก็ยังคงเป็นเส้นทางที่ผ่านไปตามชุมชน เราพบเห็นกับกลุ่มชาวประมง และชาวบ้านที่ออกมาใช้ชีวิตบริเวณริมน้ำ ตลอดเส้นทางมีแก่งเล็ก ๆ พอให้ตื่นเต้นอยู่เป็นระยะ ๆ เย็นวันแรกเราจอดเรือตั้งแคมป์นอนกันบริเวณชายหาดเล็ก ๆ ริมน้ำที่เงียบสงบ หุงหาอาหารและลงไปอาบน้ำชำระร่างกาย เพื่อล้างคราบไคลของคนเมืองกันในแม่น้ำ ก่อนที่จะเริ่มต้นทำอาหารง่าย ๆ ทั้งเสบียงอาหารที่เตรียมมาและปลาที่พวกพี่ ๆ ชาวบ้านลงข่ายจับมาได้ในช่วงเย็น ได้ถูกแปรรูปเป็นอาหารพื้นบ้านหลากหลายชนิด แล้วชาวบ้านจากเวียงสาและชาวเมืองจากกรุงเทพฯ ก็มานั่งล้อมวงกินข้าวรอบกองไฟร่วมกัน

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
เมื่อถึงที่หมายในการตั้งแคมป์เรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะออกไปวางข่ายเพื่อหาอาหาร
จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
ปลาสะนากยักษ์ที่ได้มาจากการวางข่ายในลำน้ำ นำมาย่างบนไฟ ปลาสารพัดชนิดเป็นหนึ่งในอาหารที่เราหาได้มาจากสายน้ำตลอดเส้นทาง

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ผมและเพื่อน ๆ ได้ทดลองนำเรือแคนูแบบเดียวกันกับที่ชาวบ้านใช้ทุกวันนี้ มาทดลองล่องเรือแคนูแคมป์ปิ้งในลำน้ำน่านแห่งนี้เป็นครั้งแรก และเขียนเรื่องราวของการเดินทางนี้ตีพิมพ์ลงใน อนุสาร อ.ส.ท. แต่ในคราวนั้นเราไปจบทริปที่แก่งหลวง ซึ่งเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเส้นทางที่เราจะไปกันในคราวนี้ 

หลายปีที่ผ่านมา เพื่อน ๆ ของผมได้สำรวจเส้นทางเพิ่มเติม และระดมทุนในหมู่เพื่อนฝูงเพื่อจัดหาทุนตั้งต้นสำหรับชาวบ้านที่พาเราล่องเรือในคราวนั้น จนกลายมาเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เลี้ยงดูตนเองได้ และบริหารงานโดยกลุ่มชาวบ้านอำเภอเวียงสา ผ่านเพจที่มีชื่อว่า ‘แคนูแม่น้ำน่าน’ ที่มีเรือแคนูนับ 10 ลำ บวกกับประสบการณ์อีกนับ 10 ปี ในการพานักท่องเที่ยวล่องแม่น้ำสายนี้เป็นประจำในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงต้นฤดูแล้ง ก่อนที่น้ำจะเริ่มแห้งลงจนเรือไม่สามารถล่องผ่านแก่งหลาย ๆ จุดไปได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
พี่จรและทีมงานแคนูแคมป์ปิ้งลำน้ำน่าน กำลังช่วยกันโยงเรือแคนูที่เต็มไปด้วยสัมภาระให้ไหลลงผ่านแก่งหลวงซึ่งเป็นแก่งที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทางสายนี้

เราแวะพักอีกคืนหนึ่งในบริเวณไม่ห่างจากแก่งหลวง ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่มีทางรถยนต์เข้าถึง ก่อนที่จะค่อย ๆ โรยเชือกหย่อนเรือแคนูที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ปล่อยผ่านแก่งหลวงลงมาทีละลำ บนเส้นทางถัดจากนี้ลงไป เป็นจุดเริ่มต้นของพื้นที่รกร้างอันพิสุทธิ์ที่เราจะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถ ไม่มีถนนตัดผ่านตลอดระยะเวลาอีก 2 วันที่เหลือ และตลอดเส้นทางที่ผ่านไป นอกจากพวกเราแล้ว ก็ไม่พบใครอื่นบนเส้นทางที่ถูกลืมนี้เลย

แคนูเป็นพาหนะที่วิเศษอย่างหนึ่ง ด้วยความเงียบของมันที่ปราศจากเสียงเครื่องยนต์ ทำให้เราพายเรือและจับกลุ่มคุยกันไปได้ตลอดทาง

“นัท รู้ไหมว่าปู่ของพี่เคยล่องเรือค้าขายอยู่บนลำน้ำสายนี้มาก่อน ในยุคสมัยที่น่านยังไม่มีถนน เวลาจะค้าขายอะไร ก็ต้องล่องเรือไปตามลำน้ำสายนี้จนถึงอุตรดิตถ์ พอซื้อของกลับขึ้นมา ต้องถ่อเรือสวนน้ำขึ้นมา ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน การเดินทางไม่ได้ง่ายอย่างทุกวันนี้ สมัยที่พี่ยังเด็ก ๆ ก่อนที่จะสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พ่อของพี่กับเพื่อน ๆ ยังเคยมาล่องแก่งในลำน้ำน่านกันหลายครั้ง แต่พี่เองยังเด็กเกินไป พอโตขึ้นมาพอจะเที่ยวป่าได้ พื้นที่ในแถบนี้ก็กลายเป็นพื้นที่สีแดงที่มีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ การล่องแก่งในลำน้ำน่านจึงเป็นอะไรที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ชวนนัทมาครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มันคือความฝันในวัยเด็กเลยนะ”

พี่ชายผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของพวกเราเล่าให้ฟังถึงที่มาของโปรเจกต์นี้ และหลังจากที่เริ่มต้นผลักดันให้ชาวบ้านจัดการท่องเที่ยวในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้มาหลายปี จนสนิทสนมคุ้นเคยกันดีกับชาวบ้านที่มาพายเรือ ถึงได้ค้นพบเรื่องน่าอัศจรรย์ว่า คุณพ่อของลุงเสริม ซึ่งเป็นหนึ่งในพี่ ๆ ที่พายเรือบุกเบิกเส้นทางนี้มากับเราตั้งแต่แรก ก็เคยล่องเรือพานายห้างจากในตัวเมืองน่าน ลงไปค้าขายที่อุตรดิตถ์เมื่อหลาย 10 ปีก่อน ในสมัยที่ตัวลุงเสริมนั้นยังเป็นเด็กอยู่เช่นกัน

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
แคนู 1 ลำ นั่งได้ 3 คน คนที่คอยพายเรือทางหัวเรือ 1 คน ชาวบ้านที่คอยช่วยคัดท้ายเรือ 1 คน และผู้โดยสารที่นั่งตรงกลางอีก 1 คน

เส้นทางช่วงที่ล่องผ่านแก่งหลวงลงมานั้น สายน้ำจะพาเราตัดเข้าไปในป่าผืนใหญ่ เราจะผ่านแก่งใหญ่อีก 2 – 3 แก่ง เรือของผมล่มลงในบริเวณแก่งแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า ‘แก่งขาม’ แต่โชคดีที่ผมแพ็กกล้อง อุปกรณ์เครื่องนอน และเสื้อผ้า ลงในกระเป๋ากันน้ำ จึงไม่มีอะไรเสียหาย เราใช้เวลาเก็บกู้เรืออยู่พักใหญ่ก่อนที่จะเดินทางกันต่อ การเดินทางในช่วงสุดท้ายนี้มีบางช่วงที่เราต้องเดินลุยน้ำและโยงเรือข้ามแก่งไป เพราะระดับน้ำในช่วงต้นเดือนมีนาคมเริ่มลดลงจนเรือแทบผ่านไม่ได้

คืนสุดท้ายเรามาพักแรมกันใจกลางป่า บนลานหินอันเงียบสงบในอ้อมกอดของขุนเขา บริเวณที่เรียกกันว่า ‘แก่งเจ็ดแคว’ ซึ่งหาดกรวดริมทรายน้ำแห่งนี้จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเฉพาะช่วงฤดูแล้งเท่านั้น ส่วนในช่วงฤดูฝน น้ำจากเขื่อนสิริกิติ์จะเอ่อท่วมขึ้นมาในบริเวณพื้นที่แห่งนี้

ชวนผู้ถือหุ้นบริษัท Outdoor พายแคนูแม่น้ำน่านกับชาวบ้าน ไปตั้งแคมป์หาปลาทำอาหาร และกางเก้าอี้ประชุมกลางน้ำ
ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะถึงแก่งเจ็ดแคว ในบางช่วงเราต้องลงเดินและจูงเรือข้ามแก่งที่น้ำลดลงจนแทบผ่านไปไม่ได้
ชวนผู้ถือหุ้นบริษัท Outdoor พายแคนูแม่น้ำน่านกับชาวบ้าน ไปตั้งแคมป์หาปลาทำอาหาร และกางเก้าอี้ประชุมกลางน้ำ
ภาพทางอากาศของอ้อมกอดแห่งขุนเขา ณ แก่งเจ็ดแคว ในรัศมี 30 กิโลเมตรรอบ ๆ ข้างนั้นไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง และไม่มีถนน นับได้ว่าเป็นพื้นที่พิสุทธิ์อันปราศจากการรบกวนของมนุษย์อย่างแท้จริงที่หาได้ยากขึ้นทุกวัน

“นัท แก่งเจ็ดแควนี้คือพื้นที่ที่พี่เคยอ่านเรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางนี้เป็นครั้งแรกจาก ปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ นักเขียน ช่างภาพ และนักเดินทางรุ่นบุกเบิก ที่เคยเขียนลงอนุสาร อ.ส.ท. เรื่องล่องแก่งลำน้ำน่านเมื่อสมัยที่พี่ยังเป็นเด็ก คุณปราโมทย์เคยล่องเรือมาบนเส้นทางเดียวกันกับเรา ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ใน พ.ศ. 2511 และในบทความนั้นคุณปราโมทย์ก็มาจอดเรือพักกันในบริเวณแก่งเจ็ดแควนี่แหละ”

ผมมีโอกาสพบกับคุณปราโมทย์เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิตท่าน หลังจากที่ทำงานบุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยมาเนิ่นนานกว่า 30 ปี ในสมัยที่ผมไปขอสมัครเป็นนักศึกษาฝึกงานที่ อนุสาร อ.ส.ท. เมื่อ 30 ปีก่อน

คุณปราโมทย์ ได้เดินทางล่วงหน้าเราเพื่อไปสำรวจพื้นที่ในโลกแห่งใหม่ ซึ่งไม่ใช่โลกที่เรารู้จักมาเนิ่นนาน ผ่านเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว

ผู้คนที่เคยเดินทางบนเส้นทางนี้ก็เช่นกัน ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ที่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เดินทางผ่านมา ฝากรอยเท้าไว้บนผืนทราย ก่อนที่มันจะค่อย ๆ เลือนหายไป

แต่ขุนเขายังคงปกคลุมไปด้วยป่าไม้ และสายน้ำยังคงไหลรินอยู่….

เรากางเก้าอี้แคมป์ตัวเล็ก ๆ นั่งประชุมงานกันในบริเวณริมน้ำ แผนงานประจำปีสำหรับปีนี้ไม่มีอะไรมาก

ชวนผู้ถือหุ้นบริษัท Outdoor พายแคนูแม่น้ำน่านกับชาวบ้าน ไปตั้งแคมป์หาปลาทำอาหาร และกางเก้าอี้ประชุมกลางน้ำ
แคนูเป็นพาหนะที่แสนวิเศษในการเดินทางล่องลำน้ำ เพราะมีขนาดเล็กพอจะเดินทางไปในลำน้ำสายเล็ก ๆ ได้ กินน้ำตื้น สร้างจากวัสดุที่ทนทานต่อการกระทบกระแทก และบรรทุกสัมภาระในการตั้งแคมป์ได้พอสมควร

“ขอให้มองไปรอบ ๆ ตัวของเรา จากจุดนี้ลากเป็นเส้นตรงไปในรัศมีอย่างน้อย 30 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยผืนป่า ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีถนน ทางเดียวที่จะเข้ามาถึงได้ก็คือการล่องเรือลงมาจากแก่งหลวงอย่างที่เราทำ และสิ่งนี้แหละคือ Wilderness Area ที่ผมพยายามพูดถึงมาหลายปี พื้นที่ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ที่ปราศจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ ปราศจากเสียงเครื่องยนต์กลไก ปราศจากไฟฟ้า และการพัฒนาในรูปแบบอื่นใดอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์ 

“หากเป็นพื้นที่ที่เราจะเข้ามาใช้ได้ โดยที่เราไม่ไปเปลี่ยนแปลง พัฒนา หรือปรับปรุงให้มันเป็นแหล่งท่องเที่ยวในแบบที่หลาย ๆ คนเข้าใจ การจะเข้าถึงพื้นที่แบบนี้ได้ ถ้าไม่เดินเท้าเข้ามา ก็อาจจะขี่ม้า หรือล่องเรือแคนูเข้ามา เพื่อคงสภาพธรรมชาติอันพิสุทธิ์นี้ไว้ เป็นสมบัติให้คนรุ่นต่อไปได้เห็นและได้สัมผัส”

อย่างไรก็ตาม การพูดถึง การอธิบายด้วยตัวอักษร และรูปภาพ ไม่สามารถบรรยายถึงความรู้สึกแบบที่พวกเราได้มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกัน

และสิ่งนี้คือความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของการใช้ชีวิตกลางแจ้ง

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load