“ดีคือเลว ทรามคืองาม
อวลไอหมอกและอากาศเลวทราม”

Macbeth Act 1, scene 1
William Shakespeare

 

ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคย ข่าวพายุปาบึกถล่มภาคใต้ยังไม่ทันสร่างซา กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรก็กำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายครั้งสำคัญจากภัยฝุ่น PM 2.5 อีก ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววจะทุเลาลงแม้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราจะสั่งการระดมฉีดน้ำขึ้นฟ้าอย่างเอาเป็นเอาตายเพียงใดก็ตาม ในยามยากเช่นนี้เราขออาสาพาท่านผู้อ่านทะลุกระจกกาลเวลาย้อนกลับไปสำรวจฝุ่น-ฝน-ลม-หมอก ที่เคยอุบัติขึ้นในความคิด ในความเชื่อ ในเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ของชนชาติเรากันสักเล็กน้อย

 

ฝน-ลม-ฝุ่นที่สร้างและล้างโลกในไตรภูมิพระร่วง

ฝุ่น

เขาพระสุเมรุรายล้อมด้วยมหาสมุทรทั้งสี่ทิศ   ภาพ : สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงธนบุรี

ไม่ต่างอะไรจากตำนานการกำเนิดโลกและการล้างโลกโดยพระเป็นเจ้าของชาวตะวันตก ใน ไตรภูมิพระร่วง วรรณกรรมที่เป็นรากฐานความคิดความเชื่อของไทยที่เขียนขึ้นเมื่อเกือบ 700 ปีที่แล้วโดยพญาลิไท กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ก็กล่าวถึงการเกิดและดับของโลกไว้เช่นกัน “สรรพสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจซึ่งมีอยู่ใน ๓๑ ภูมิ ไม่เที่ยงแท้…ก็ต้องพินาศวอดวายไปเพราะ ไฟ น้ำ และลม…สาเหตุที่โลกฉิบหายวอดวายด้วยอำนาจไฟประลัยกัลป์ น้ำประลัยกัลป์และลมประลัยกัลป์นั้น เป็นเพราะคนทั้งหลายประกอบกรรมทำชั่วต่าง ๆ นานา ทั้งทางกาย วาจาและใจ ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักธรรม”*

*ยกข้อความมาจาก ไตรภูมิกถาฉบับถอดความ ของโครงการวรรณกรรมอาเซียน กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ 2 พุทธศักราช 2555 สืบค้นจากห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ www.vajirayana.org โครงการดีๆ ที่รวบรวมวรรณกรรมสำคัญของชาติไว้ในรูปแบบดิจิทัล สะดวกต่อการสืบค้นอย่างยิ่ง นี่แหละคือการอนุรักษ์และเผยแผ่คุณค่าของวรรณกรรมไทยอย่างแท้จริง

ตามคติไตรภูมิแล้ว โลกจะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามกฎไตรลักษณ์ เวียนวนไปเป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด หนทางเดียวที่จะหลุดออกจากวงจร (อุบาทว์) นี้ได้คือการไปให้ถึงนิพพาน ดังที่กล่าวเปรียบเทียบในไตรภูมิพระร่วงไว้ว่า “นิพพานสมบัติเป็นสุขเกษมยิ่งนัก หาที่จะเปรียบปานมิได้ สมบัติพระอินทร์พระพรหม ถ้าจะเอามาเปรียบกับนิพพานสมบัติแล้ว ก็เป็นประดุจแสงหิ่งห้อยมาเปรียบกับแสงพระจันทร์ หรือมิฉะนั้นก็ดุจน้ำติดอยู่ปลายผม เปรียบกับน้ำในมหาสมุทรซึ่งลึกถึง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หรือมิฉะนั้น ก็ดุจเอาฝุ่นเปรียบกับเขาพระสุเมรุ”

เมื่อถึงคราวล้างโลก ไตรภูมิพระร่วงเล่าเรื่องน้ำประลัยกัลป์หรือน้ำล้างโลกไว้ว่า เริ่มต้นจากฝนเม็ดเท่าฝุ่นผงเม็ดเดียวเท่านั้น “มีฝนตกลงมาเม็ดหนึ่ง เมื่อเริ่มแรกฝนตกนั้น เม็ดฝนเท่าดินธุลี อยู่ต่อมาอีกนานจึงตกลงมาอีกเม็ดหนึ่ง เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด อีกนานจึงตกลงมาอีกเม็ดหนึ่งเท่าเมล็ดถั่ว ต่อจากนั้นเวลาอีกเล็กน้อยจึงตกลงมาเท่าลูกมะขามป้อม โตขึ้นตามลำดับเท่าลูกมะขวิด เท่าควาย ช้าง บ้านเรือน…ประเดี๋ยวก็ใหญ่ขึ้นได้ ๒,๐๐๐ วา อีกนานก็ตกเม็ดหนึ่งมีขนาดโตขึ้นจาก ๑ โยชน์ เป็น ๒ – ๑๐ โยชน์ตามลำดับ อยู่ต่อมาอีกนานจึงตกโตขึ้นเป็น ๑๐๐ โยชน์ ถึง ๑๐๐,๐๐๐ โยชน์ จนเท่าจักรวาล”

เหตุการณ์ตอนนี้อาจทำให้นึกถึงเรื่องน้ำท่วมโลกและเรือโนอาห์ในคัมภีร์ไบเบิล แต่จริงๆ แล้วตำนานน้ำท่วมโลกเป็นที่แพร่หลายและปรากฏอยู่ทั่วไปในหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งชาวเมโสโปเตเมีย กรีก อาหรับ จีน อินเดีย ฯลฯ ต่างมีเรื่องราวน้ำท่วมโลกในเวอร์ชันของตัวเองโดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป

ฝุ่น

‘มัสยาวตาร’ เรื่องราวปางหนึ่งของพระนารายณ์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูก็ปรากฏเหตุการณ์น้ำท่วมโลกในเรื่องด้วย

ในไตรภูมิยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า “มีคำถามว่าน้ำเต็มจากเบื้องล่างขึ้นไปถึงพรหมโลกนั้นเป็นอย่างไร และไม่ล้นจักรวาลได้อย่างไร ตอบว่า มีลมชนิดหนึ่งเรียกว่าลมอุกเขปวาตะ ลมนี้พัดเวียนรอบสระไม่ให้น้ำล้นบ่าออกไปได้” เราจึงอาจอนุมานจากตอนนี้ได้ว่าโลกหรือจักรวาลอุดมคติในทรรศนะดั้งเดิมของไทยอาจเป็นพื้นระนาบเดียว แบบเดียวกับความเชื่อเรื่องโลกแบนของชาวตะวันตกในยุคก่อนที่วิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้

เรื่องราวดำเนินต่อไปเมื่อพรหมองค์หนึ่งเสด็จลงมาดูน้ำท่วม หากพรหมมองเห็นดอกบัวผุดขึ้นมาจากน้ำจำนวนเท่าใด ทำนายว่าในกัลป์นั้นจะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นจำนวนเท่านั้น หากพรหมไม่เห็นดอกบัวเลย ก็แสดงว่าในกัลป์นั้นจะไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น

 

กำเนิดมนุษย์จากฝุ่นและลม

ไตรภูมิพระร่วงเล่าต่อไปว่า เมื่อน้ำแห้งลง ฝุ่นดีในผืนแผ่นดินนี้ได้มีกลิ่นรสอันโอชาอร่อยยิ่งนัก เหล่าพรหมที่สถิตอยู่ในชั้นอาภัสสรพรหมสิ้นบุญแล้วก็จุติจากอาภัสสรพรหมลงมาเกิดเป็นมนุษย์…พรหมทั้งหลายเห็นเช่นนั้นต่างก็พากันชิมรสดินต่างข้าวและน้ำทุกวัน ด้วยเหตุที่พวกพรหมมีความคิดอันเป็นอกุศล ๓ อย่างเกิดขึ้น คือ คิดทางกาม คิดพยาบาท คิดเบียดเบียน จึงทำให้รัศมีในร่างกายหายไปหมดสิ้น” ไตรภูมิกล่าวว่า พรหมเหล่านี้แหละที่เป็นบรรบุรุษของมนุษย์ทั้งปวง ฝุ่นบนแผ่นดินที่มีกลิ่นรสอันโอชะที่พรหมกินก็เทียบได้กับผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดน ที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า จากการลิ้มชิมรสผลไม้นั้นได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตและจิตใจของมนุษย์คนแรกๆ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์โลกทั้งหลายในที่สุด

การเกิดขึ้นของมนุษย์ยังมีลมอีกอย่างหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โบราณเรียกลมนี้ว่า ‘กรรมชวาต’ อันมีความหมายตามรูปศัพท์ว่า ลมอันเกิดแต่กรรม โดยทั่วไปหมายถึงลมเบ่งเมื่อจวนคลอด ดังที่ปรากฏในเสภาเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม เมื่อคราวนางวันทองกำลังจะคลอดพลายงาม ความว่า

“นางวันทองร้องไห้ใจจะขาด

พอกรรมชวาตวาตะประทะถอน

อรุณฤกษ์เบิกสุรินทร์ทินกร

อุทรคลอนเคลื่อนคลอดไม่วอดวาย”

 

ฝุ่นลงทัณฑ์

ฝุ่น

พระรามและนางสีดาในป่าทัณฑก จิตกรรมอินเดียราวคริสต์ศตวรรษที่ 18

หลายครั้งในตำนานต่างๆ มักกล่าวถึงฝุ่นในฐานะเครื่องมือของเทพเจ้าในการลงโทษทัณฑ์มนุษย์ ใน บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เล่าถึงตำนานท้าวทัณฑราชและป่าทัณฑกในเทวตำนานอินเดียไว้ดังนี้

“ท้าวทัณฑราชก็สร้างนครเปนที่สำนักชื่อนครมธุมนต์ และตั้งพระศุกรเทพมุนีเปนปุโรหิตเปนที่สำราญสืบมา จนอยู่มาวัน ๑ ในฤดูวสันต์เดือนเจตรมาศ ท้าวทัณฑราชไปยังอาศรมพระศุกร ได้พบนางอรชาผู้เปนธิดามีความรักใคร่ เข้าเกี้ยวพาลเท่าใดนางก็ไม่ปลงใจ ท้าวทัณฑราชก็ขืนใจนางจนสมปราถนา พระศุกรมีความโกรธยิ่งนัก จึ่งบันดาลให้เปนฝุ่นตกลงมาจากฟากฟ้าถมบรรดามนุษและสัตว์ในอาณาเขตรของท้าวทัณฑราชนั้นหมดภายใน ๗ วัน แต่นั้นมาก็กลายเปนป่า ได้นามปรากฎว่าป่าทัณฑก (จากนามท้าวทัณฑะ)…และป่านี้เองคือป่าที่พระรามได้เดินผ่านไปเมื่อถูกเนรเทศ เรื่องนี้คล้ายเรื่องราวที่มีอยู่ในหนังสือใบเบ็ล ซึ่งกล่าวว่าพระเปนเจ้ากริ้วชาวเมืองโสดมและเมืองโคโมราห์ ว่าประพฤติลามกต่างๆ ในทางกาม จึ่งบรรดาลให้ฝนตกเปนไฟและกัมถัน ทำลายเมืองทั้ง ๒ นั้นทั้งชาวเมืองหมด คิดๆ ไปก็น่าจะสันนิษฐานว่า เรื่องทั้ง ๒ นี้จะมาจากมูลอันเดียวกัน”

ฝุ่น

ภาพวาด The Destruction of Sodom And Gomorrah โดย John Martin ปี 1852

หากใครเคยดูแอนิเมชันเรื่อง The Prince of Egypt อาจจะจำตอนที่พระเจ้าดลบันดาลให้เกิดภัยพิบัติ 10 ประการในอียิปต์ได้ เนื่องจากฟาโรห์ไม่ยอมปล่อยชาวอิสราเอลให้เป็นอิสระ ในคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวว่า โมเสสกำเขม่าจากเตาไฟเต็มฝ่ามือเมื่อไปเข้าเฝ้าฟาโรห์ ตอนที่อยู่หน้าพระพักตร์ฟาโรห์โมเสสก็ซัดเขม่านั้นออกไป เขม่านั้นกลายเป็นฝุ่นกระจายไปทั่วอียิปต์ ทำให้ชาวอียิปต์เจ็บป่วยด้วยฝี

 

พระพายพาพัดน้องเที่ยวล่องลอย : ลมพิสูจน์รักใน อิเหนา

ฝุ่น

จิตรกรรมฝาผนังวัดโสมนัสวิหาร เป็นภาพวาดเรื่อง อิเหนา ภาพนี้คือตอนอิเหนาลักพาตัวบุษบา
ภาพ : หนังสือชุดจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทย-วัดโสมนัสวิหาร สำนักพิมพ์เมืองโบราณ

ในวรรณคดีเรื่อง อิเหนา พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ซึ่งมีที่มาจากตำนานอิงประวัติศาสตร์ของชวา กล่าวถึงองค์ปะตาระกาหลา เทพบรรพบุรุษของอิเหนาและบุษบา “แค้นด้วยอิเนหานัดดา อหังการ์ก่อเภทเหตุใหญ่” ด้วยอิเหนาเผาโรงมหรสพในงานแต่งงานของจรกากับบุษบา และลักพาบุษบาออกไปจากงาน องค์ปะตาระกาหลาไม่พอพระทัยจึงดลบันดาลให้เกิดลมพายุ หอบเอารถทรงของบุษบาพร้อมกับพระพี่เลี้ยงลอยละลิ่วไปยังเมืองอื่น อีกทั้งยังแปลงบุษบาให้กลายเป็นชาย เรื่องราวครึ่งหลังของวรรณคดีเรื่องนี้ดำเนินต่อไปด้วยการผจญภัยของอิเหนาเพื่อตามหาบุษบาที่หายไป

ใน นิราศอิเหนา งานเขียนที่สันนิษฐานกันว่าเป็นผลงานของสุนทรภู่ บรรยายความเศร้าเหงาหงอยของอิเหนาไว้อย่างเพราะพริ้งว่า

“นิราศร้างห่างเหเสน่หา

ปางอิเหนาเศร้าสุดถึงบุษบา

พระพายพาพัดน้องเที่ยวล่องลอย

ตลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าให้เหงาหงิม

สุชลปริ่มเปี่ยมเหยาะเผาะเผาะผอย

โอ้เย็นค่ำน้ำค้างลงพร่างพร้อย

น้องจะลอยลมบนไปหนใด”

แตกต่างจากปกรณัมกรีก เทพเจ้าแห่งสายลมมิได้พัดพรากพระเอกกับนางเอกให้แยกจากกัน แต่กลับหอบเอานางเอกให้ได้ไปพบกับพระเอกในที่สุด ในตำนานรักของคิวปิด (Cupid หรือ Eros) กับไซคี (Psyche)

เซเฟอรัส (Zephyrus) เทพเจ้าแห่งสายลมตะวันตกเป็นผู้โอบอุ้มพาไซคีไปยังวิมานแห่งกามเทพ ให้จิตวิญญาณ (Psyche) ได้ครองคู่กับความปรารถนา (Cupido ศัพท์ละตินที่หมายถึง ความปรารถนา ส่วน Eros หมายถึง ความรัก)

ฝุ่น

ภาพวาด The Abduction of Psyche by Zephyrus to the Palace of Eros โดย Pierre-Paul Prud’hon ปี 1808

เซเฟอรัสเป็นคู่ครองของไอริส (Iris) เทพีแห่งสายรุ้ง ชาวกรีกเชื่อว่าลมตะวันตกที่เซเฟอรัสพัดพามาเป็นสายลมอันอ่อนโยนที่นำพาฤดูใบไม้ผลิมาให้ นำมาซึ่งความรื่นเริงยินดีหลังฤดูหนาวอันเย็นชา เราจะเห็นเซเฟอรัสปรากฏทางด้านซ้ายของเทพีวีนัสในภาพเขียน The Birth of Venus อันโด่งดัง ของ ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli) ส่วนทางซ้ายมือของวีนัสคือโพโมนา (Pomona) เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ของผลหมากรากไม้

ฝุ่น

 

ลมลางร้ายและสถานการณ์ (ฝุ่น) สร้างวีรบุรุษในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา

วีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่มีชัยต่อพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดีในคราวศึกยุทธหัตถีปี 2135 บันทึกไว้ในพงศาวดารหลายเล่ม รวมถึงใน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ทางฝ่ายทัพพม่าไว้ว่า “พระมหาอุปราชาเสด็จกรีธาทัพหลวงมาโดยมารควิถี ถึงตำบลพนมทอนเพลาชายแล้ว ๓ นาฬิกา บังเกิดวายุเวรัมภวาต พัดหวนหอบธุลีฟุ้งผันเป็นกงจักร กระทบถูกมหาเศวตฉัตรซึ่งกั้นมาหลังพระคชาธารนั้นพับลง” เป็นลางร้ายบอกถึงความปราชัยที่กำลังจะเกิดขึ้น

ท่ามกลางสมรภูมิยุทธหัตถี พงศาวดารกล่าวถึงฝุ่นและพระเดชาภินิหารของสมเด็จพระนเรศวรไว้ว่า “พลพะม่ารามัญ ก็โซมยิงธนูหน้าไม้ปืนไฟ ระดมเอาพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์* และธุมาการก็ตลบมืดเป็นหมอกมัวไปมิได้เห็นกันประจักษ์ พระบาทสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า จึงตรัสประกาศแก่เทพยดาทั้งปวงว่า ให้บังเกิดมาในประยูรมหาเศวตฉัตร จะให้บำรุงพระบวรพุทธศาสนา ไฉนจึงมิช่วยให้สว่างแลเห็นข้าศึกเล่า พอตกพระโอฐลงพระพายก็พัดควันอันเป็นหมอกมืดนั้นสว่างไป” ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาและช้างทรง ก่อนที่จะทรงท้าทายให้พระมหาอุปราชาออกมากระทำยุทธหัตถีในที่สุด

*หมายถึง สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชา

จิตรกรชื่อดังอย่างขรัวอินโข่งได้เขียนรูปเหตุการณ์นี้ไว้ที่หอราชกรมานุสรณ์ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เราแลเห็นสมรภูมิที่เต็มไปด้วยหมอกควันและฝุ่นฟุ้งผ่านเทคนิคการวาดระบายอันแปลกใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากจิตรกรรมตะวันตก ขรัวอินโข่งเป็นผู้บุกเบิกเทคนิคนี้โดยการสนับสนุนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

‘ธุมเกตุ’ หมอกวิปโยค

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกเหตุการณ์วันสวรรคตของรัชกาลที่ 5 ไว้ว่า “อากาศมืดครึ้มมีหมอกขาวลงจัดเกือบถึงหัวคนเดินทั่วไป ผู้ใหญ่เขาบอกว่านี่แหละคือหมอกธุมเกตุที่ในตำราเขากล่าวถึงว่ามักจะมีในเวลาที่มีเหตุใหญ่ๆ เกิดขึ้น” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตนสถานให้ความหมายคำว่า ธุมเกตุ ไว้ว่า ไฟ ดาวหาง ดาวตก สิ่งที่เป็นหมอกเป็นควันเกิดขึ้นในอากาศผิดธรรมดา มีรูปคล้ายธงเป็นต้น ตามตำราโบราณกล่าวว่า หมอกธุมเกตุเป็นหนึ่งใน “นิมิตที่เทวดาบันดาลให้เห็นต่างๆ ด้วยความกรุณาในสัตว์โลก อันจะถึงซึ่งความฉิบหายแลฯ”

ใน พระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พรรณนาไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าจวนจะดับขันธ์ปรินิพพานก็เกิด “ธุมเกตุอุกกาบาตก็บันดาลตกลงทั่วทิศาดล” หรือใน เพลงยาวเฉลิมพระเกียรติ ที่แต่งโดยคุณพุ่ม กวีหญิงที่มีผลงานในสมัยรัชกาลที่ 3 บันทึกเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ไว้ว่า

“ประธุมเกตุเกิดครันควันตระหลบ

เมื่อจวนพลบโพล้เพล้คเนหวัง

ทรงประชวรจวนจะค่ำย่ำระฆัง

มีรับสั่งกระษัตราสมาพระ”

‘สมาพระ’ ในที่นี้หมายถึงการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงขอขมาและอำลาพระสงฆ์เมื่อใกล้สวรรคต ในรัชสมัยถัดมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระประชวรในที่สุดของพระชนม์ชีพ ทรงพระราชนิพนธ์คาถาขอขมาลาพระสงฆ์เป็นภาษามคธด้วยพระองค์เองก่อนเสด็จสวรรคตเพียง 1 วัน

 

ความหมายนัย ‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท’

ผู้คนมักสับสนกับคำราชาศัพท์อย่าง ‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท’ ว่าเป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 ที่เราใช้เรียกแทนตัวเองในเวลาเข้าเฝ้าพระราชวงศ์ หรือเป็นสรรพนามบุรุษที่ 2 ที่เราใช้เรียกแทนพระราชวงศ์กันแน่ เพราะหากแปลกันตรงตัวแล้ว ‘ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท’ อาจจะแปลได้ว่า ละอองฝุ่นใต้เท้า เราจึงมักคิดกันว่าคำนี้ไม่น่าจะเป็นคำที่เราใช้เรียกผู้สูงศักดิ์ ในประเด็นนี้ พระยาอนุมานราชธนผู้ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์คนสำคัญของไทยได้อธิบายไว้ว่า

“เวลาเราพูดกับผู้มีบรรดาศักดิ์สูงเราอ้างสิ่งสูงสุดในตัวเรามาใช้คือเกล้าผม…เวลานี้เราเติมกระลงไปในระหว่างเป็นเกล้ากระผม ก็จะต้องสันนิษฐานว่าที่เราเติม กระ ลงไป ในเมื่อยังหาเหตุอื่นไม่ได้ เป็นเพราะได้แนวเทียบมาจากคำอื่นในคำที่มีกระ เกล้ากระผมยาวนักเลยถูกตัดคำหน้าออก คงเหลือแต่กระผม โดยเหตุที่เราถือหัวเป็นของสูง ถือตีนเป็นของต่ำ เมื่อเรากราบทูลเจ้านาย ตามธรรมเนียมเราต้องเอาของสูงในตัวเรามาอ้างใช้ต่างตัวเรา และเมื่ออ้างถึงพระองค์ท่าน เราไม่อาจเอื้อมไปถึงที่สูง จึงใช้อ้างที่ต่ำแทนพระองค์ท่าน เลยทำให้ความหมายกลับกัน กลายเป็นว่าเจ้าคือตีน ไพร่คือหัว ดูมันกลับกันไปจึงทำให้ลางคนใช้แนวเทียบผิด เรียกกลับกัน เช่น ฝ่าบาทนำภรรยาเฝ้าเกล้ากระหม่อม”

สดับรับฟังพร้อมสูดดมฝนฝุ่นกันมามาก ได้แต่หวังใจให้เราสามารถหายใจได้เต็มปอดอีกครั้งในเร็ววันนี้

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ท่อนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านล่างนี้อาจทำให้ท่านผู้อ่านประหลาดใจ

“เมื่อวันพุธฉันได้รับเกียรติให้เป็นผู้แจ้งให้พี่น้องของฉันทราบว่าฉันเองได้เป็นผู้สร้างสาธารณรัฐนั้นขึ้น และเมื่อมีวิกฤติการระดับชาติ ฉันก็ต้องยุบสภา ซึ่งฉันได้กระทำโดยเร็วที่สุดและกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ การเลือกตั้งนั้นก็เรียบร้อยและมีผลดีมากด้วย

“พี่และน้องคงยินดีที่จะทราบว่า คณะผีเสื้อได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างท่วมท้น ผู้อื่นที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบ้าง อยู่พรรคเล็กพรรคน้อย ไม่มีความหมายอะไรเลย ดังนั้นฉันก็ต้องขอให้คณะผีเสื้อจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่าคงจะไม่ปฏิเสธกันเป็นแน่ ฉันขอบอกว่าถ้าปฏิเสธ ก็เท่ากับว่าสร้างความปั่นป่วนอย่างหนักระดับชาติ สาธารณรัฐใหม่จะคงอยู่ได้อย่างไร? มีเสียงข้างมากในสภา แล้วจะไปนั่งเป็นฝ่ายค้าน ไม่ไหวละ!”

ข้อความข้างต้นมาจาก Letter to the Butterflies ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อคราวเสด็จประพาสออสเตรีย-ฮังการีใน พ.ศ. 2445 ขณะทรงพระชนมายุ 21 พรรษา โดยทรงใช้นามแฝง ‘Carlton H. Terris’ 78 ปีผ่านมา หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ จดหมายถึงผีเสื้อ เมื่อ พ.ศ. 2523

Letter to the Butterflies ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์

คณะผีเสื้อที่กล่าวถึงในพระราชนิพนธ์คือชื่อพรรคการเมืองสมมุติ และแน่นอนว่าสาธารณรัฐ รัฐสภา หรือการเลือกตั้ง ยังไม่เกิดขึ้นจริงในบ้านเมืองสยามเมื่อศตวรรษที่แล้ว แม้ทั้งหมดจะเป็นเพียงเรื่องแต่ง แต่ก็สะท้อนความรอบรู้และความเข้าใจในระบอบการปกครองในโลกตะวันตกของผู้ทรงพระราชนิพนธ์เป็นอย่างดี เป็นที่น่าเสียดายว่าการปกครองที่ชนรุ่นหลังขนานนามว่าประชาธิปไตย มิได้เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์
พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ นักคิดนักเขียนพระองค์สำคัญที่นักอ่านรู้จักในนาม น.ม.ส. กล่าวถึงพระราชจริยวัตรของรัชกาลที่ 6 ในคำนำ หนังสือจดหมายจางวางหร่ำ ว่า

“พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดทรง ‘เล่น’ อยู่สามอย่างที่เห็นได้ชัด คือละครอย่างหนึ่ง สโมสรอย่างหนึ่ง ออกหนังสือพิมพ์อย่างหนึ่ง” การเล่นทั้งสามประการมาบรรจบพบกันในการทดลองเพื่อแผ้วถางไปสู่ระบอบการปกครองแบบใหม่ในเมืองสมมุตินามดุสิตธานี

แบบเรียนสอนให้รู้จักดุสิตธานี (ที่ไม่ใช่โรงแรม) ในฐานะเมืองประชาธิปไตยที่รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างขึ้น ผู้คนจึงมักมองเมืองจำลองแห่งนี้ผ่านกรอบของการเมืองการปกครองเป็นหลัก จึงเป็นเรื่องสนุกและน่าสนใจไม่น้อยหากลองสำรวจดุสิตธานีในมิติอื่นๆ ดูบ้าง

ก่อร่างสร้างเมือง : สวนมะม่วง-ชายหาด-ราชวัง

1 ปีให้หลังจากที่ทรงพระราชนิพนธ์ถึงสาธารณรัฐใหม่ เมื่อเสด็จนิวัติพระนครแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ประทับ ณ ตำหนักสวนอัมพวา ที่ตั้งอยู่ในบริเวณวังปารุสกวันในปัจจุบัน ณ ที่นั้นทรงสร้างเมืองตุ๊กตาที่ประกอบไปด้วยทิวแถวบ้านเรือน ถนนหนทาง สนาม และสวนสวย พระราชทานชื่อเมืองว่า ‘เมืองมัง’ อันน่าจะมาจากคำว่า ‘มังโก้’ (Mango) ที่เป็นความหมายของสวนอัมพวา ที่ตั้งของเมือง ซึ่งแปลว่า ‘สวนมะม่วง’ ณ เมืองแห่งนี้ ทรงกำหนดให้ข้าราชบริพารในพระองค์สวมบทเป็นชาวเมือง มีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนเป็นครั้งแรก กิจการของเมืองมังสิ้นสุดลงเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ารัชทายาททรงย้ายไปประทับที่พระราชวังสราญรมย์

11 ปีให้หลัง ในฤดูร้อน พ.ศ. 2461 เมืองจำลองกำเนิดขึ้นอีกครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร แพทย์หลวงจึงกราบบังคมทูลให้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่หาดเจ้าสำราญ ในการเสด็จฯ ครั้งนั้นพระองค์ทรงสรงน้ำทะเลร่วมกับข้าราชบริพาร และได้ทรงแนะให้ข้าราชบริพารก่อทรายขึ้นเป็นเมืองที่ประกอบไปด้วยป้อมปราการ พระราชวัง บ้านเรือน และถนนหนทางขึ้น เมื่อเสด็จฯ กลับพระนคร พระองค์ทรงพระดำริให้สร้างเมืองจำลองขึ้นอีกครั้ง ณ พระราชวังดุสิต พระราชทานนามว่าดุสิตธานี

It’s a small world

รัชกาลที่ 6 ทรงให้ฐานะดุสิตธานีประดุจมณฑลหนึ่งในประเทศสยาม ประกอบด้วย 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลดุสิต ดอนพระราม บึงพระราม เขาหลวง ปากน้ำ และบางไทร หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ผู้เป็นทวยนาครหรือพลเมืองคนหนึ่งของดุสิตธานีบันทึกไว้ว่า เมืองแห่งนี้ประกอบไปด้วยอาคารขนาดย่อมกว่า 1,000 หลังคาเรือน อาคารเหล่านั้นจำลองมาในสัดส่วน 1 ต่อ 20 

จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ทวยนาครอีกท่านหนึ่งกล่าวถึงขนาดของอาคารแต่ละหลังไว้ว่า “ขนาดโตกว่าศาลพระภูมิ” ทวยนาครผู้นี้ยังบันทึกรายละเอียดของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในเมืองว่าประกอบด้วยศาลารัฐบาล (นาครศาลา) ป้อมปราการ (จำนวน 10 ป้อม) พระราชวัง วัด (จำนวน 6 พระอาราม) โรงพยาบาล (จำนวน 2 แห่ง) โรงเรียน (จำนวน 6 โรงเรียน) ธนาคาร โรงแรม โรงละคร หอนาฬิกา โรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร ธนาคาร อนุสาวรีย์ โรงทหาร เรือนจำ กองดับเพลิง ตลาดสด โรงสีข้าว (ชื่อโรงสีโม่งโล่งฮั้ว) ร้านถ่ายรูป (ชื่อร้านฉายาดุสิต ฉายาบรรทมสินธุ์ และฉายาลัย) ร้านตัดเสื้อ (ชื่อร้านพึ่งบุญภูษาคาร) บริษัทก่อสร้าง (ชื่อบริษัทอรุณวงศ์วัฒกี) ร้านตัดผม (ชื่อร้านสุจริตเกษากันต์) บริษัทให้เช่ารถ (ชื่อบริษัทดุสิตสมัยยนต์) ร้านซักรีด (ชื่อ บริษัทภูษาสอาด) และบ้านเรือนอีกนับไม่ถ้วน

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

เรียกได้ว่าดุสิตธานีมีครบทุกองค์ประกอบที่เมืองเมืองหนึ่งพึงจะมี และสถานที่ที่หนึ่งก็มีทุกองค์ประกอบที่แสนจะจริงจัง จมื่นอมรดรุณารักษ์ให้รายละเอียดของ ‘วัชระพยาบาล’ ที่ตั้งอยู่ ณ ตำบลบางไทร ว่าประกอบไปด้วย

  1. ตึกพระราม 6 เป็นตึกบัญชาการ รับตรวจคนไข้ภายนอกและห้องจำหน่ายยา
  2. ตึกประสิทธิ์ศุภการ สำหรับเป็นโรงเลี้ยงเด็ก
  3. ตึกอนิรุธเทวา ตึกนารีเวชวิทยา
  4. ตึกอภัยราชา ห้องนอนคนไข้
  5. ตึกธรรมาธิกรณ์ แผนกกายบริหาร
  6. ตึกปราณีเนาวบุตร์ แผนกรังสีแพทย์
  7. ตึกสุจริตธำรง แผนกศัลยกรรม
  8. ตึกไพชยนต์เทพ แผนกตรวจเชื้อ
  9. ตึกวรสิท์เสวีวัตร โรงอาบน้ำร้อน
  10. ตึกพิทักษ์เทพมณเฑียร ห้องเก็บศพ
  11. ตึกนายแพทย์ใหญ่ จัดเป็นที่อยู่นายแพทย์
  12. โรงรถ
  13. เป็นที่นั่งพักของคนไข้

ผู้ที่คิดว่าเมืองแห่งนี้สร้างเล่นๆ เป็นเมืองของเล่นอาจจะต้องคิดใหม่ อีกนัยหนึ่งอาจมองได้ว่านี่ช่างเป็นการละเล่นที่สมจริงสมจังแท้

สิ่งก่อสร้างในเมืองแห่งนี้ยังสร้างขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลายหลากด้วยฝีมืออันประณีตบรรจง (ปรากฏบันทึกว่าการก่อสร้างบ้านหลังหนึ่งให้งดงามนั้นอาจจะต้องใช้งบสูงกว่า 1,000 บาท ซึ่งเงินเดือนของข้าราชการชั้นผู้น้อยในสมัยนั้นได้รับเพียง 20 บาทเท่านั้น) บทกวีชมความงามของดุสิตธานีที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของเมืองกล่าวถึงความงามของสถาปัตยกรรมนานาชาติไว้ด้วย

“พระตำหนักแบบแขกดูแปลกดี

ชื่อเฟดราบานีดีหนักหนา

หน้าตำหนักมีพุพุ่งธารา

เป็นเทือกแถวแววตาน่าดูชม

พระตำหนักแบบญี่ปุ่นสุนทรสิริ

ทั้งน่าชมพุน้ำและธารงาม”

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

นอกจากตำหนักแบบแขกและญี่ปุ่นแล้ว ยังมีพระราชวังมหาคีรีราชปุระ สร้างเป็นปราสาทตะวันตกบนเนินเขา พระราชวังอังกฤษ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมทิวดอร์ พระที่นั่งจันทรกานต์จำรูญ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีน และพระตำหนักเรือนต้น สร้างเป็นเรือนไทยโบราณ

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

สิ่งก่อสร้างหลายแห่งในดุสิตธานีจำลองแบบมาจากสิ่งก่อสร้างในกรุงเทพมหานคร เช่น พระอุโบสถวัดธรรมาธิปไตย ที่ได้ต้นแบบมาจากพระอุโบสถวัดราชาธิวาส หรือพระที่นั่งสุทไธสูรย์ปราสาท ก็จำลองมาจากพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ในทางกลับกัน สิ่งก่อสร้างในดุสิตธานีก็กลายเป็นต้นแบบของสิ่งก่อสร้างในกรุงเทพมหานครในกาลต่อมาด้วย อนุสาวรีย์ทหารอาสา อนุสรณ์รำลึกถึงทหารไทยที่ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 สร้างขึ้นในดุสิตธานีก่อนที่จะสร้างจริง ณ มุมท้องสนามหลวง ถนน 22 กรกฎา อนุสรณ์แห่งวันที่รัชกาลที่ 6 ทรงนำสยามประกาศเข้าร่วมสงครามโลก สร้างขึ้นก่อนวงเวียนชื่อเดียวกันในกรุงเทพมหานครราว 6 เดือน (ที่น่าสนใจคือวงเวียนแห่งนี้มีรัศมี 22 เมตร และถนนทั้งสามสายที่รายล้อมวงเวียนได้ชื่อเป็นที่ระลึกถึงการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 คือถนนไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ุ และสันติภาพ)
นอกจากขนาดทางกายภาพของเมืองจำลองที่ลดสเกลลงจากของจริง ในแง่มิติของเวลา วันเวลาของเมืองก็ถูกบีบอัดลงเป็น 1 ใน 12 ของเวลาจริง หนึ่งเดือนในเวลาปกติจึงเท่ากับระยะเวลา 1 ปีในดุสิตธานี

ใน พ.ศ. 2462 เมืองดุสิตธานีย้ายจากพระราชวังดุสิตไปยังพระราชวังพญาไท พร้อมกับพื้นที่ที่ขยับขยายมากขึ้นกว่าเดิมจากราว 2 ไร่เป็น 4 ไร่

All the world’s a stage : ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่

จาก ตามใจท่าน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ แปลจากบทละครของวิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงสร้างดุสิตธานีให้มีชีวิตโดยทรงชักชวนข้าราชสำนักราว 300 ท่าน ให้เข้ามาเป็นทวยนาคร เพื่อทดลองระบอบการปกครองรูปแบบใหม่ หากมองความคิดนี้เป็นรูปแบบของการละคร อันเป็นงานอดิเรกที่พระองค์โปรด ดุสิตธานีก็เป็นละครเชิงทดลองที่ล้ำยุค และให้ประโยชน์ในเชิงการศึกษา
เมื่อพิจารณาในบริบทของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงซึ่งสิทธิ์ขาดในทุกมิติของการปกครอง การฝึกให้พลเมืองรู้จักสิทธิ์ของตน อันจะปูทางไปสู่หนทางประชาธิปไตยย่อมเป็นเรื่องที่ประชาชนจินตนาการไม่ออก ดังที่จมื่นอมรดรุณารักษ์บันทึกไว้ว่า

“การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกประชุมประชาชนชาวนาครมาประชุมพร้อมกัน แล้วทรงอธิบายวิธีการเลือกตั้งขึ้นมาในวันแรกนั้น พวกข้าราชบริพารทุกคนแม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ก็รู้สึกยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่รับสั่งในวันนั้น เพราะนึกในใจว่า อยู่ดีๆ อำนาจที่จะส่งผู้ใดก็ตามมาเป็นผู้บริหารในท้องถิ่นก็อยู่ในพระราชอำนาจของพระองค์อย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว เหตุใดจะมาทรงปล่อยให้คนอื่นเลือกเอาตามใจชอบอีกเล่า”
อาจจะด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเปลื้องฐานะพระมหากษัตริย์แห่งดุสิตธานีออก และทรงอวตารลงมาสวมบทบาทเป็นทวยนาครถึง 2 ปาง คือ ‘นายราม ณ กรุงเทพ’ ทนายความและนักการเมืองผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยม นายรามเป็นเจ้าของบ้านในดุสิตธานีถึง 15 หลัง โดยให้ผู้อื่นเช่า 12 หลัง อีกบทบาทของพระองค์คือ ‘พระรามราชมุนี’ เจ้าอาวาสวัดธรรมธิปไตย ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโดยพระองค์เองด้วย พระราชวังต่างๆ ในดุสิตธานีอย่างพระวัชรินทรราชนิเวศน์และที่ควรเป็นกรรมสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ ในสำมะโนครัวดุสิตธานีปรากฏเพียงชื่อพระวิสูทธิ์โยธามาตย์ ซึ่งระบุไว้ว่าเป็นคนเฝ้าพระราชวังเท่านั้น
สังเกตได้ว่ามิติของการละเล่นและความเป็นจริงเป็นจังได้ทาบทับกับอยู่ตลอดในเมืองทดลองแห่งนี้

Siamese Utopia

Siamese Utopia

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เซอร์ โทมัส มอร์ (Sir Thomas More) นักคิดนักเขียนคนสำคัญของอังกฤษเขียนเรื่องราวของเมืองในอุดมคติชื่อยูโทเปีย (Utopia) อันเป็นเกาะในจินตนาการประกอบไปด้วยเมืองที่สวยงาม 54 แห่ง แม้แต่งขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ผู้คนในยูโทเปียมีสิทธิ์เสรีในการเลือกผู้แทนของตนเองที่เรียกว่าไซโฟแกรนท์ (Syphogrant) เช่นเดียวกับในดุสิตธานี ที่ทวยนาครมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเชษฐบุรุษขึ้นมาเป็นผู้แทนของตน
ชื่อเมืองยูโทเปียมาจากภาษากรีก แปลความได้ว่า ‘เมืองที่ดี’ แต่ในขณะเดียวกันก็แปลได้ว่า ‘เมืองที่ไม่มีจริง ณ แห่งหนใด’ ในทำนองเดียวกันกับดุสิตธานี ชื่อเมืองมีที่มาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ดินแดนแห่งความดีงามทั้งปวง ซึ่งก็ไม่สามารถยืนยันความดำรงอยู่จริงเช่นกัน

It’s a world of laughter

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

 เพื่อให้กิจการของเมืองครบถ้วนยิ่งขึ้น รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำริให้ออกหนังสือพิมพ์ในดุสิตธานีด้วย ฉบับที่เป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดคือ ดุสิตสมิต หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ออกตัวไว้บนปกว่า “เป็นหนังสือพิมพ์ออกบ้างไม่ออกบ้างตามบุญตามกรรม” แต่เมื่อออกจริงก็ออกตรงเวลาทุกอาทิตย์ ท่านราม ณ กรุงเทพ เป็นบรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์เล่มนี้ ที่น่าสนใจคือคำว่า ‘สมิต’ ในชื่อหนังสือพิมพ์ มีความหมายว่า ‘ยิ้ม’ บ่งบอกคาแรกเตอร์ของหนังสือพิมพ์ที่มีน้ำเสียงยั่วล้อ ดังที่เห็นได้จากภาพประกอบและคำประพันธ์ที่ปรากฏอยู่บนปกหลังของทุกฉบับ

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

คลองสานที่ว่าก็คือ ‘หลังคาแดง’ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลจิตเวชเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ ณ คลองสาน

ในทุกๆ ฉบับของดุสิตสมิต รัชกาลที่ 6 จะทรงวาดรูปล้อข้าราชการผู้เป็นทวยนาครในดุสิตธานีด้วยลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

บางเล่มก็ประกอบไปด้วยภาพที่อาจมองได้ว่าเป็นภาพยอพระเกียรติในรูปแบบของการ์ตูนล้อเลียนไปด้วยกัน

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

นอกจากเรื่องยั่วล้อแล้ว ในเล่มยังประกอบไปด้วยนานาสาระ ทั้งในส่วนที่เสริมสร้างความรู้ ส่งเสริมอุดมการณ์ความรักชาติ และส่งเสริมเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดขึ้นในทวยนาครด้วย
รายได้จากการจำหน่าย ดุสิตสมิต นำไปสมทบทุนสร้างเรือรบหลวงพระร่วง ช่วยกิจการเสือป่าและโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ในหน้าสุดท้ายของหนังสือพิมพ์จึงมักตีพิมพ์โฆษณาเพื่อให้ผู้อ่านร่วมอุดหนุนกิจการทั้งสองด้วย

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

All the King’s Men

แม้ใน ‘ธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล’ อันมีผู้เปรียบว่าเป็นธรรมนูญการปกครองฉบับแรกของไทย กล่าวถึงทวยนาครทั้งหญิงและชาย แต่ตลอดระยะเวลาการดำเนินกิจการของดุสิตธานี ไม่ปรากฏว่ามีทวยนาครหญิงเลย ดุสิตธานีดำรงสถานะสโมสรชายล้วน คล้ายวิถีชีวิตแบบสโมสรสุภาพบุรุษ (Gentlemen’s club) อันเป็นวิถีชีวิตทางสังคมของชนชั้นสูงในอังกฤษ เป็นที่นิยมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคุ้นเคยกับวัฒนธรรมนี้เป็นอย่างดีจากการที่ทรงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษเป็นเวลาเกือบ 10 ปี

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

สิ่งก่อสร้างหนึ่งในดุสิตธานีที่ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวิถีของเมือง คือโรงอาบน้ำร้อนที่ตั้งอยู่บนเขาหลวง อำเภอเขาหลวง ชวนให้นึกถึงโรงอาบน้ำของชาวโรมัน ที่เรียกว่า Thermae อันเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของอารยธรรมโรมัน โรงอาบน้ำในสมัยนั้นมิได้มีเพียงห้องอาบน้ำ แต่เปรียบเสมือน Community Mall ที่รวบรวมร้านค้า ร้านอาหาร Art Gallery ยิม สปา และอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน ชาวโรมันมาที่โรงอาบน้ำเพื่อพบปะสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม และอีกกิจกรรมที่นำพาพวกเขามาพบกันที่นี่คือการอ่าน ห้องสมุดและห้องอ่านกวีเป็นส่วนสำคัญของโรงอาบน้ำที่ชายชาวเมืองจะแวะเวียนมาศึกษาหาความรู้และเเลกเปลี่ยนทัศนะ อันเป็นรากฐานที่จะนำไปสู่การใช้สิทธิ์ใช้เสียง ใช้ความคิดวิจารณญาณในระบอบการเมืองการปกครองในระดับต่อไป

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ดุสิตธานีปิดฉากลงหลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าใน พ.ศ. 2468 กลายเป็นบทเรียนอันพร่าเลือนในประวัติศาสตร์ สิ่งก่อสร้างส่วนหนึ่งของดุสิตธานีได้รับการบูรณะและเก็บรักษาไว้ที่หอวชิราวุธานุสรณ์ หอสมุดแห่งชาติ แม้สิ่งที่หลงเหลือจะมีอยู่ไม่มาก แต่ก็เพียงพอที่จะปะติดปะต่อให้เห็นภาพสะท้อนพระราชจริยวัตร ฉายแววพระราชดำริและพระราชหฤทัยของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นปราชญ์

ติดตาม ข่าวสารของนิทรรศการพระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ที่เฟซบุ๊ก มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ ร.6


ขอขอบคุณ

มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

คุณเชื้อพร รังควร

คุณจิตติ เกษมกิจวัฒนา

คุณกิตติธร เกษมกิจวัฒนา

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load