ท่อนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านล่างนี้อาจทำให้ท่านผู้อ่านประหลาดใจ

“เมื่อวันพุธฉันได้รับเกียรติให้เป็นผู้แจ้งให้พี่น้องของฉันทราบว่าฉันเองได้เป็นผู้สร้างสาธารณรัฐนั้นขึ้น และเมื่อมีวิกฤติการระดับชาติ ฉันก็ต้องยุบสภา ซึ่งฉันได้กระทำโดยเร็วที่สุดและกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ การเลือกตั้งนั้นก็เรียบร้อยและมีผลดีมากด้วย

“พี่และน้องคงยินดีที่จะทราบว่า คณะผีเสื้อได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างท่วมท้น ผู้อื่นที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบ้าง อยู่พรรคเล็กพรรคน้อย ไม่มีความหมายอะไรเลย ดังนั้นฉันก็ต้องขอให้คณะผีเสื้อจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่าคงจะไม่ปฏิเสธกันเป็นแน่ ฉันขอบอกว่าถ้าปฏิเสธ ก็เท่ากับว่าสร้างความปั่นป่วนอย่างหนักระดับชาติ สาธารณรัฐใหม่จะคงอยู่ได้อย่างไร? มีเสียงข้างมากในสภา แล้วจะไปนั่งเป็นฝ่ายค้าน ไม่ไหวละ!”

ข้อความข้างต้นมาจาก Letter to the Butterflies ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อคราวเสด็จประพาสออสเตรีย-ฮังการีใน พ.ศ. 2445 ขณะทรงพระชนมายุ 21 พรรษา โดยทรงใช้นามแฝง ‘Carlton H. Terris’ 78 ปีผ่านมา หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ จดหมายถึงผีเสื้อ เมื่อ พ.ศ. 2523

Letter to the Butterflies ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์

คณะผีเสื้อที่กล่าวถึงในพระราชนิพนธ์คือชื่อพรรคการเมืองสมมุติ และแน่นอนว่าสาธารณรัฐ รัฐสภา หรือการเลือกตั้ง ยังไม่เกิดขึ้นจริงในบ้านเมืองสยามเมื่อศตวรรษที่แล้ว แม้ทั้งหมดจะเป็นเพียงเรื่องแต่ง แต่ก็สะท้อนความรอบรู้และความเข้าใจในระบอบการปกครองในโลกตะวันตกของผู้ทรงพระราชนิพนธ์เป็นอย่างดี เป็นที่น่าเสียดายว่าการปกครองที่ชนรุ่นหลังขนานนามว่าประชาธิปไตย มิได้เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์
พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ นักคิดนักเขียนพระองค์สำคัญที่นักอ่านรู้จักในนาม น.ม.ส. กล่าวถึงพระราชจริยวัตรของรัชกาลที่ 6 ในคำนำ หนังสือจดหมายจางวางหร่ำ ว่า

“พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดทรง ‘เล่น’ อยู่สามอย่างที่เห็นได้ชัด คือละครอย่างหนึ่ง สโมสรอย่างหนึ่ง ออกหนังสือพิมพ์อย่างหนึ่ง” การเล่นทั้งสามประการมาบรรจบพบกันในการทดลองเพื่อแผ้วถางไปสู่ระบอบการปกครองแบบใหม่ในเมืองสมมุตินามดุสิตธานี

แบบเรียนสอนให้รู้จักดุสิตธานี (ที่ไม่ใช่โรงแรม) ในฐานะเมืองประชาธิปไตยที่รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างขึ้น ผู้คนจึงมักมองเมืองจำลองแห่งนี้ผ่านกรอบของการเมืองการปกครองเป็นหลัก จึงเป็นเรื่องสนุกและน่าสนใจไม่น้อยหากลองสำรวจดุสิตธานีในมิติอื่นๆ ดูบ้าง

ก่อร่างสร้างเมือง : สวนมะม่วง-ชายหาด-ราชวัง

1 ปีให้หลังจากที่ทรงพระราชนิพนธ์ถึงสาธารณรัฐใหม่ เมื่อเสด็จนิวัติพระนครแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ประทับ ณ ตำหนักสวนอัมพวา ที่ตั้งอยู่ในบริเวณวังปารุสกวันในปัจจุบัน ณ ที่นั้นทรงสร้างเมืองตุ๊กตาที่ประกอบไปด้วยทิวแถวบ้านเรือน ถนนหนทาง สนาม และสวนสวย พระราชทานชื่อเมืองว่า ‘เมืองมัง’ อันน่าจะมาจากคำว่า ‘มังโก้’ (Mango) ที่เป็นความหมายของสวนอัมพวา ที่ตั้งของเมือง ซึ่งแปลว่า ‘สวนมะม่วง’ ณ เมืองแห่งนี้ ทรงกำหนดให้ข้าราชบริพารในพระองค์สวมบทเป็นชาวเมือง มีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนเป็นครั้งแรก กิจการของเมืองมังสิ้นสุดลงเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ารัชทายาททรงย้ายไปประทับที่พระราชวังสราญรมย์

11 ปีให้หลัง ในฤดูร้อน พ.ศ. 2461 เมืองจำลองกำเนิดขึ้นอีกครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร แพทย์หลวงจึงกราบบังคมทูลให้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่หาดเจ้าสำราญ ในการเสด็จฯ ครั้งนั้นพระองค์ทรงสรงน้ำทะเลร่วมกับข้าราชบริพาร และได้ทรงแนะให้ข้าราชบริพารก่อทรายขึ้นเป็นเมืองที่ประกอบไปด้วยป้อมปราการ พระราชวัง บ้านเรือน และถนนหนทางขึ้น เมื่อเสด็จฯ กลับพระนคร พระองค์ทรงพระดำริให้สร้างเมืองจำลองขึ้นอีกครั้ง ณ พระราชวังดุสิต พระราชทานนามว่าดุสิตธานี

It’s a small world

รัชกาลที่ 6 ทรงให้ฐานะดุสิตธานีประดุจมณฑลหนึ่งในประเทศสยาม ประกอบด้วย 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลดุสิต ดอนพระราม บึงพระราม เขาหลวง ปากน้ำ และบางไทร หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ผู้เป็นทวยนาครหรือพลเมืองคนหนึ่งของดุสิตธานีบันทึกไว้ว่า เมืองแห่งนี้ประกอบไปด้วยอาคารขนาดย่อมกว่า 1,000 หลังคาเรือน อาคารเหล่านั้นจำลองมาในสัดส่วน 1 ต่อ 20 

จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ทวยนาครอีกท่านหนึ่งกล่าวถึงขนาดของอาคารแต่ละหลังไว้ว่า “ขนาดโตกว่าศาลพระภูมิ” ทวยนาครผู้นี้ยังบันทึกรายละเอียดของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในเมืองว่าประกอบด้วยศาลารัฐบาล (นาครศาลา) ป้อมปราการ (จำนวน 10 ป้อม) พระราชวัง วัด (จำนวน 6 พระอาราม) โรงพยาบาล (จำนวน 2 แห่ง) โรงเรียน (จำนวน 6 โรงเรียน) ธนาคาร โรงแรม โรงละคร หอนาฬิกา โรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร ธนาคาร อนุสาวรีย์ โรงทหาร เรือนจำ กองดับเพลิง ตลาดสด โรงสีข้าว (ชื่อโรงสีโม่งโล่งฮั้ว) ร้านถ่ายรูป (ชื่อร้านฉายาดุสิต ฉายาบรรทมสินธุ์ และฉายาลัย) ร้านตัดเสื้อ (ชื่อร้านพึ่งบุญภูษาคาร) บริษัทก่อสร้าง (ชื่อบริษัทอรุณวงศ์วัฒกี) ร้านตัดผม (ชื่อร้านสุจริตเกษากันต์) บริษัทให้เช่ารถ (ชื่อบริษัทดุสิตสมัยยนต์) ร้านซักรีด (ชื่อ บริษัทภูษาสอาด) และบ้านเรือนอีกนับไม่ถ้วน

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

เรียกได้ว่าดุสิตธานีมีครบทุกองค์ประกอบที่เมืองเมืองหนึ่งพึงจะมี และสถานที่ที่หนึ่งก็มีทุกองค์ประกอบที่แสนจะจริงจัง จมื่นอมรดรุณารักษ์ให้รายละเอียดของ ‘วัชระพยาบาล’ ที่ตั้งอยู่ ณ ตำบลบางไทร ว่าประกอบไปด้วย

  1. ตึกพระราม 6 เป็นตึกบัญชาการ รับตรวจคนไข้ภายนอกและห้องจำหน่ายยา
  2. ตึกประสิทธิ์ศุภการ สำหรับเป็นโรงเลี้ยงเด็ก
  3. ตึกอนิรุธเทวา ตึกนารีเวชวิทยา
  4. ตึกอภัยราชา ห้องนอนคนไข้
  5. ตึกธรรมาธิกรณ์ แผนกกายบริหาร
  6. ตึกปราณีเนาวบุตร์ แผนกรังสีแพทย์
  7. ตึกสุจริตธำรง แผนกศัลยกรรม
  8. ตึกไพชยนต์เทพ แผนกตรวจเชื้อ
  9. ตึกวรสิท์เสวีวัตร โรงอาบน้ำร้อน
  10. ตึกพิทักษ์เทพมณเฑียร ห้องเก็บศพ
  11. ตึกนายแพทย์ใหญ่ จัดเป็นที่อยู่นายแพทย์
  12. โรงรถ
  13. เป็นที่นั่งพักของคนไข้

ผู้ที่คิดว่าเมืองแห่งนี้สร้างเล่นๆ เป็นเมืองของเล่นอาจจะต้องคิดใหม่ อีกนัยหนึ่งอาจมองได้ว่านี่ช่างเป็นการละเล่นที่สมจริงสมจังแท้

สิ่งก่อสร้างในเมืองแห่งนี้ยังสร้างขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลายหลากด้วยฝีมืออันประณีตบรรจง (ปรากฏบันทึกว่าการก่อสร้างบ้านหลังหนึ่งให้งดงามนั้นอาจจะต้องใช้งบสูงกว่า 1,000 บาท ซึ่งเงินเดือนของข้าราชการชั้นผู้น้อยในสมัยนั้นได้รับเพียง 20 บาทเท่านั้น) บทกวีชมความงามของดุสิตธานีที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของเมืองกล่าวถึงความงามของสถาปัตยกรรมนานาชาติไว้ด้วย

“พระตำหนักแบบแขกดูแปลกดี

ชื่อเฟดราบานีดีหนักหนา

หน้าตำหนักมีพุพุ่งธารา

เป็นเทือกแถวแววตาน่าดูชม

พระตำหนักแบบญี่ปุ่นสุนทรสิริ

ทั้งน่าชมพุน้ำและธารงาม”

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

นอกจากตำหนักแบบแขกและญี่ปุ่นแล้ว ยังมีพระราชวังมหาคีรีราชปุระ สร้างเป็นปราสาทตะวันตกบนเนินเขา พระราชวังอังกฤษ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมทิวดอร์ พระที่นั่งจันทรกานต์จำรูญ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีน และพระตำหนักเรือนต้น สร้างเป็นเรือนไทยโบราณ

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

สิ่งก่อสร้างหลายแห่งในดุสิตธานีจำลองแบบมาจากสิ่งก่อสร้างในกรุงเทพมหานคร เช่น พระอุโบสถวัดธรรมาธิปไตย ที่ได้ต้นแบบมาจากพระอุโบสถวัดราชาธิวาส หรือพระที่นั่งสุทไธสูรย์ปราสาท ก็จำลองมาจากพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ในทางกลับกัน สิ่งก่อสร้างในดุสิตธานีก็กลายเป็นต้นแบบของสิ่งก่อสร้างในกรุงเทพมหานครในกาลต่อมาด้วย อนุสาวรีย์ทหารอาสา อนุสรณ์รำลึกถึงทหารไทยที่ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 สร้างขึ้นในดุสิตธานีก่อนที่จะสร้างจริง ณ มุมท้องสนามหลวง ถนน 22 กรกฎา อนุสรณ์แห่งวันที่รัชกาลที่ 6 ทรงนำสยามประกาศเข้าร่วมสงครามโลก สร้างขึ้นก่อนวงเวียนชื่อเดียวกันในกรุงเทพมหานครราว 6 เดือน (ที่น่าสนใจคือวงเวียนแห่งนี้มีรัศมี 22 เมตร และถนนทั้งสามสายที่รายล้อมวงเวียนได้ชื่อเป็นที่ระลึกถึงการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 คือถนนไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ุ และสันติภาพ)
นอกจากขนาดทางกายภาพของเมืองจำลองที่ลดสเกลลงจากของจริง ในแง่มิติของเวลา วันเวลาของเมืองก็ถูกบีบอัดลงเป็น 1 ใน 12 ของเวลาจริง หนึ่งเดือนในเวลาปกติจึงเท่ากับระยะเวลา 1 ปีในดุสิตธานี

ใน พ.ศ. 2462 เมืองดุสิตธานีย้ายจากพระราชวังดุสิตไปยังพระราชวังพญาไท พร้อมกับพื้นที่ที่ขยับขยายมากขึ้นกว่าเดิมจากราว 2 ไร่เป็น 4 ไร่

All the world’s a stage : ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่

จาก ตามใจท่าน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ แปลจากบทละครของวิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงสร้างดุสิตธานีให้มีชีวิตโดยทรงชักชวนข้าราชสำนักราว 300 ท่าน ให้เข้ามาเป็นทวยนาคร เพื่อทดลองระบอบการปกครองรูปแบบใหม่ หากมองความคิดนี้เป็นรูปแบบของการละคร อันเป็นงานอดิเรกที่พระองค์โปรด ดุสิตธานีก็เป็นละครเชิงทดลองที่ล้ำยุค และให้ประโยชน์ในเชิงการศึกษา
เมื่อพิจารณาในบริบทของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงซึ่งสิทธิ์ขาดในทุกมิติของการปกครอง การฝึกให้พลเมืองรู้จักสิทธิ์ของตน อันจะปูทางไปสู่หนทางประชาธิปไตยย่อมเป็นเรื่องที่ประชาชนจินตนาการไม่ออก ดังที่จมื่นอมรดรุณารักษ์บันทึกไว้ว่า

“การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกประชุมประชาชนชาวนาครมาประชุมพร้อมกัน แล้วทรงอธิบายวิธีการเลือกตั้งขึ้นมาในวันแรกนั้น พวกข้าราชบริพารทุกคนแม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ก็รู้สึกยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่รับสั่งในวันนั้น เพราะนึกในใจว่า อยู่ดีๆ อำนาจที่จะส่งผู้ใดก็ตามมาเป็นผู้บริหารในท้องถิ่นก็อยู่ในพระราชอำนาจของพระองค์อย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว เหตุใดจะมาทรงปล่อยให้คนอื่นเลือกเอาตามใจชอบอีกเล่า”
อาจจะด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเปลื้องฐานะพระมหากษัตริย์แห่งดุสิตธานีออก และทรงอวตารลงมาสวมบทบาทเป็นทวยนาครถึง 2 ปาง คือ ‘นายราม ณ กรุงเทพ’ ทนายความและนักการเมืองผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยม นายรามเป็นเจ้าของบ้านในดุสิตธานีถึง 15 หลัง โดยให้ผู้อื่นเช่า 12 หลัง อีกบทบาทของพระองค์คือ ‘พระรามราชมุนี’ เจ้าอาวาสวัดธรรมธิปไตย ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโดยพระองค์เองด้วย พระราชวังต่างๆ ในดุสิตธานีอย่างพระวัชรินทรราชนิเวศน์และที่ควรเป็นกรรมสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ ในสำมะโนครัวดุสิตธานีปรากฏเพียงชื่อพระวิสูทธิ์โยธามาตย์ ซึ่งระบุไว้ว่าเป็นคนเฝ้าพระราชวังเท่านั้น
สังเกตได้ว่ามิติของการละเล่นและความเป็นจริงเป็นจังได้ทาบทับกับอยู่ตลอดในเมืองทดลองแห่งนี้

Siamese Utopia

Siamese Utopia

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เซอร์ โทมัส มอร์ (Sir Thomas More) นักคิดนักเขียนคนสำคัญของอังกฤษเขียนเรื่องราวของเมืองในอุดมคติชื่อยูโทเปีย (Utopia) อันเป็นเกาะในจินตนาการประกอบไปด้วยเมืองที่สวยงาม 54 แห่ง แม้แต่งขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ผู้คนในยูโทเปียมีสิทธิ์เสรีในการเลือกผู้แทนของตนเองที่เรียกว่าไซโฟแกรนท์ (Syphogrant) เช่นเดียวกับในดุสิตธานี ที่ทวยนาครมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเชษฐบุรุษขึ้นมาเป็นผู้แทนของตน
ชื่อเมืองยูโทเปียมาจากภาษากรีก แปลความได้ว่า ‘เมืองที่ดี’ แต่ในขณะเดียวกันก็แปลได้ว่า ‘เมืองที่ไม่มีจริง ณ แห่งหนใด’ ในทำนองเดียวกันกับดุสิตธานี ชื่อเมืองมีที่มาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ดินแดนแห่งความดีงามทั้งปวง ซึ่งก็ไม่สามารถยืนยันความดำรงอยู่จริงเช่นกัน

It’s a world of laughter

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

 เพื่อให้กิจการของเมืองครบถ้วนยิ่งขึ้น รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำริให้ออกหนังสือพิมพ์ในดุสิตธานีด้วย ฉบับที่เป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดคือ ดุสิตสมิต หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ออกตัวไว้บนปกว่า “เป็นหนังสือพิมพ์ออกบ้างไม่ออกบ้างตามบุญตามกรรม” แต่เมื่อออกจริงก็ออกตรงเวลาทุกอาทิตย์ ท่านราม ณ กรุงเทพ เป็นบรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์เล่มนี้ ที่น่าสนใจคือคำว่า ‘สมิต’ ในชื่อหนังสือพิมพ์ มีความหมายว่า ‘ยิ้ม’ บ่งบอกคาแรกเตอร์ของหนังสือพิมพ์ที่มีน้ำเสียงยั่วล้อ ดังที่เห็นได้จากภาพประกอบและคำประพันธ์ที่ปรากฏอยู่บนปกหลังของทุกฉบับ

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

คลองสานที่ว่าก็คือ ‘หลังคาแดง’ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลจิตเวชเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ ณ คลองสาน

ในทุกๆ ฉบับของดุสิตสมิต รัชกาลที่ 6 จะทรงวาดรูปล้อข้าราชการผู้เป็นทวยนาครในดุสิตธานีด้วยลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

บางเล่มก็ประกอบไปด้วยภาพที่อาจมองได้ว่าเป็นภาพยอพระเกียรติในรูปแบบของการ์ตูนล้อเลียนไปด้วยกัน

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

นอกจากเรื่องยั่วล้อแล้ว ในเล่มยังประกอบไปด้วยนานาสาระ ทั้งในส่วนที่เสริมสร้างความรู้ ส่งเสริมอุดมการณ์ความรักชาติ และส่งเสริมเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดขึ้นในทวยนาครด้วย
รายได้จากการจำหน่าย ดุสิตสมิต นำไปสมทบทุนสร้างเรือรบหลวงพระร่วง ช่วยกิจการเสือป่าและโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ในหน้าสุดท้ายของหนังสือพิมพ์จึงมักตีพิมพ์โฆษณาเพื่อให้ผู้อ่านร่วมอุดหนุนกิจการทั้งสองด้วย

หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต
หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต

All the King’s Men

แม้ใน ‘ธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล’ อันมีผู้เปรียบว่าเป็นธรรมนูญการปกครองฉบับแรกของไทย กล่าวถึงทวยนาครทั้งหญิงและชาย แต่ตลอดระยะเวลาการดำเนินกิจการของดุสิตธานี ไม่ปรากฏว่ามีทวยนาครหญิงเลย ดุสิตธานีดำรงสถานะสโมสรชายล้วน คล้ายวิถีชีวิตแบบสโมสรสุภาพบุรุษ (Gentlemen’s club) อันเป็นวิถีชีวิตทางสังคมของชนชั้นสูงในอังกฤษ เป็นที่นิยมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคุ้นเคยกับวัฒนธรรมนี้เป็นอย่างดีจากการที่ทรงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษเป็นเวลาเกือบ 10 ปี

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

สิ่งก่อสร้างหนึ่งในดุสิตธานีที่ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวิถีของเมือง คือโรงอาบน้ำร้อนที่ตั้งอยู่บนเขาหลวง อำเภอเขาหลวง ชวนให้นึกถึงโรงอาบน้ำของชาวโรมัน ที่เรียกว่า Thermae อันเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของอารยธรรมโรมัน โรงอาบน้ำในสมัยนั้นมิได้มีเพียงห้องอาบน้ำ แต่เปรียบเสมือน Community Mall ที่รวบรวมร้านค้า ร้านอาหาร Art Gallery ยิม สปา และอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน ชาวโรมันมาที่โรงอาบน้ำเพื่อพบปะสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม และอีกกิจกรรมที่นำพาพวกเขามาพบกันที่นี่คือการอ่าน ห้องสมุดและห้องอ่านกวีเป็นส่วนสำคัญของโรงอาบน้ำที่ชายชาวเมืองจะแวะเวียนมาศึกษาหาความรู้และเเลกเปลี่ยนทัศนะ อันเป็นรากฐานที่จะนำไปสู่การใช้สิทธิ์ใช้เสียง ใช้ความคิดวิจารณญาณในระบอบการเมืองการปกครองในระดับต่อไป

ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยจิ๋ว แบบทดลองระบอบการปกครองใหม่ของ ร.6 เมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ดุสิตธานีปิดฉากลงหลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าใน พ.ศ. 2468 กลายเป็นบทเรียนอันพร่าเลือนในประวัติศาสตร์ สิ่งก่อสร้างส่วนหนึ่งของดุสิตธานีได้รับการบูรณะและเก็บรักษาไว้ที่หอวชิราวุธานุสรณ์ หอสมุดแห่งชาติ แม้สิ่งที่หลงเหลือจะมีอยู่ไม่มาก แต่ก็เพียงพอที่จะปะติดปะต่อให้เห็นภาพสะท้อนพระราชจริยวัตร ฉายแววพระราชดำริและพระราชหฤทัยของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นปราชญ์

ติดตาม ข่าวสารของนิทรรศการพระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ที่เฟซบุ๊ก มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ ร.6


ขอขอบคุณ

มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

คุณเชื้อพร รังควร

คุณจิตติ เกษมกิจวัฒนา

คุณกิตติธร เกษมกิจวัฒนา

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

จด *หมายเหตุ

จด *หมายเหตุ ให้กับรูปเก่าๆ ที่เราพบที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ใน ค.ศ. 2017 Samsung เผยสถิติที่น่าสนใจว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่งจะถ่ายภาพตนเองโดยเฉลี่ยเป็นจำนวนถึง 25,000 ภาพ และใน ค.ศ. 2014 Google Statistics เสนอว่าในปีนั้นมีภาพเซลฟี่เกิดขึ้นทั่วโลกประมาณวันละ 93 ล้านภาพ ถ้าหากเรายังใช้กล้องฟิล์มกันอยู่ล่ะก็ จะต้องใช้ฟิล์มถึง 2,583,333 ม้วนต่อวันเลยทีเดียว

ทุกวันนี้เมื่อเลื่อนปราดผ่านฟีดในสื่อโซเชียลทั้งหลาย เราเห็นภาพถ่ายบุคคลทั้งเซลฟี่บ้าง ไม่เซลฟี่บ้าง จำนวนนับไม่ถ้วน รูปเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ราวกับเป็นแบบปฏิบัติไปแล้วว่า เมื่อมีใครสักคนยกกล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมถ่ายภาพ ผู้ถูกถ่ายก็จะแย้มยิ้มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าเขาหรือเธอจะอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหนก็ตาม

ก่อนค่านิยม Say Chesse จะมาถึง เมื่อกลับไปสำรวจภาพถ่ายโบราณทั้งของไทยและเทศ เรากลับไม่ค่อยพบรอยยิ้มพิมพ์ใจเหล่านั้น บรรพบุรุษของเราในภาพขาวดำมักแสดงสีหน้าเรียบเฉย ใช่ว่าท่านเหล่านั้นจะไร้สุขทุกข์ตรมกว่าพวกเราเสียเมื่อไร ภายใต้ภาวะไร้รอยยิ้มและการค่อยๆ ปรากฏขึ้นของรอยยิ้มในภาพถ่ายจะพาเราไปสำรวจค่านิยมทางวัฒนธรรมที่กำกับการแสดงออกของสีหน้าท่าทางยามถ่ายรูป ตั้งแต่ยุคกำเนิดกล้องถ่ายภาพ จนกระทั่งยุคสมัยที่เราทั้งผลิตและเสพภาพเซลฟี่จำนวนมหาศาลในทุกวันนี้

กล้องถ่ายภาพที่ทำสำเนาสิ่งที่สายตามนุษย์แลเห็นออกมาเป็นภาพบนระนาบสองมิติได้เกิดขึ้นราว ค.ศ. 1820 (เทียบเป็น พ.ศ. คือราว พ.ศ. 2360) ในทศวรรษเดียวกันนั้นเองนวัตกรรมนี้ก็เข้ามายังสยาม ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศส

ในเบื้องแรกการถ่ายรูปไม่เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ชาวไทย ด้วยความเชื่อเชิงมนตราอาถรรพ์ว่า การจำลองภาพของตนเองออกมาอาจเป็นการแยกวิญญาณออกมาจากร่าง (อาจจะคล้ายๆ กับการสร้าง Horcrux ของ Lord Voldemort ในวรรณกรรม Harry Potter) ทำให้อายุสั้นลง หรือรูปดังกล่าวจะเป็นสื่อแทนตนให้ผู้อื่นนำไปทำคุณไสยได้ 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เมื่อการถ่ายรูปเริ่มเข้ามาในสยามนั้น “คนแก่ๆ ก็ยังมีความรังเกียจกันมาก” (จากพระราชนิพนธ์ พระราชพิธี 12 เดือน) เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในพระหัตถเลขา (สาส์นสมเด็จ) “เมื่อแรกมีช่างถ่ายรูปฉายาลักษณ์เข้ามา มิใคร่มีใครยอมให้ถ่าย ด้วยเกรงว่าจะเอารูปไปใช้ทำร้ายด้วยกฤตยาคม… มีใครอีกคนหนึ่ง หม่อมฉันลืมชื่อไปเสียแล้ว ไปถ่ายรูปที่ร้านนายจิตร นายจิตรถ่ายเป็นรูปครึ่งตัว เจ้าของเห็นเข้าก็ตกใจตีโพยตีพายว่าจะตัดตัวให้เป็นอันตราย ทูลหม่อมไม่ทรงถือ ทั้งถ่ายรูปและปั้นรูปก่อนคนอื่น”

‘ทูลหม่อม’ ในพระหัตถเลขาหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชดำริก้าวหน้า พระองค์ทรงสนใจนวัตกรรมจากตะวันตกรวมไปถึงการถ่ายภาพ ในรัชกาลของพระองค์ได้โปรดให้ช่างภาพชาวตะวันตกเข้ามาฉายพระรูปหลายครั้ง 

และพระองค์ยังทรงใช้ภาพถ่ายในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของพระองค์เอง โดยส่งภาพถ่ายในระบบดาแกร์โรไทป์ (Daguerreotype-เทคนิคการถ่ายภาพในสมัยแรกเริ่ม เป็นการฉายภาพลงบนแผ่นโลหะ ไม่สามารถทำสำเนาอีก)  ไปมอบให้ผู้นำประเทศมหาอำนาจในยุคนั้น อย่างสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ และประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ (Franklin Pierce) แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นการเผยโฉมหน้าที่แท้เที่ยงของผู้นำสยามเป็นครั้งแรก ซึ่งในยุคนั้นเปรียบได้กับโฉมหน้าของรัฐ การส่งภาพถ่ายไปเป็นของขวัญแสดงถึงความภาคภูมิในอารยธรรมของและอัตลักษณ์ตนเอง ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงความสามารถในการเปิดรับและสรรหาประดิษฐกรรมใหม่เข้ามาใช้ในการนิยามความก้าวหน้าของประเทศอีกทางหนึ่ง

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย
ภาพ : Royal Collection Trust
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบรมฉายาลักษณ์ที่ส่งไปถึงประธานาธิบดี แฟรงคลิน เพียร์ซ
Collection ของ National Museum of American History
ภาพ : สถาบัน Smithsonian

เอนก นาวิกมูล ให้ข้อมูลเรื่องการถ่ายรูประบบดาแกร์โรไทป์ไว้ในหนังสือ ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย ไว้ว่า “ความไวแสงยังด้อย เวลาจะถ่าย ต้องให้คนนิ่งๆ ทีละครึ่งชั่วโมง ในต่างประเทศมีแกนเหล็กให้พิงคอเอาไว้แก้เมื่อยและกันไม่ให้เคลื่อนไหว” หลายปีก่อนสำนักพิมพ์ River Books จัดนิทรรศการ “สยามผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน (John Thomson)” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ในครั้งนั้นได้ขยายภาพจากฟิล์มกระจกต้นฉบับที่เก็บไว้ ณ Wellcome Collection ประเทศอังกฤษ ออกมาเป็นภาพขนาดใหญ่ เป็นที่น่าสังเกตว่าในภาพถ่ายบุคคลหลายๆ รูปจะเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอตั้งอยู่ด้านหลังผู้เป็นแบบด้วย ทำให้เรารู้ว่าสิ่งประดิษฐ์นี้ได้นำเข้ามาใช้ในสยามเช่นกัน แม้ว่าจอห์น ทอมสัน จะไม่ได้ถ่ายภาพด้วยระบบดาแกร์โรไทป์แล้ว วิธีการถ่ายภาพฟิล์มกระจก ด้วยเทคนิค Wet Collodion Process On Glass ก็ยังต้องให้ผู้เป็นแบบนิ่งไว้เป็นเวลาหลายนาที เมื่อต้องค้างอากัปกริยาไว้ในท่าทางหนึ่งเป็นเวลานาน นี่เองอาจเป็นเหตุผลแรกที่ไม่เอื้อให้เกิดรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
United States Library of Congress แสดงภาพช่างภาพกำลังถ่ายภาพตนเอง ในรูปนี้นอกจากเราจะเห็นอารมณ์ขันและเทคนิคการตกแต่งภาพยุคแรกแล้ว ยังแลเห็นแกนเหล็กสำหรับพิงคอที่ใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบในการถ่ายภาพยุคแรกอีกด้วย
ภาพ : loc.gov
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระเก้าอี้
ภาพ :  Wellcome Collection
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระเยาว์ ฉายโดยจอห์น ทอมสัน ในภาพจะเห็นฐานของแกนเหล็กสำหรับพิงพระศออยู่ด้านหลังพระบาท
ภาพ : Wellcome Collection

อีกหนึ่งเหตุผลที่มักจะหยิบยกมาพูดกันคือเรื่องสุขภาวะทันตกรรมที่ยังล้าหลัง ในสมัยนั้นผู้คนทุกชนชั้นมีปัญหาเรื่องฟัน จึงมีผู้สันนิษฐานว่าเมื่อต้องถ่ายภาพก็ไม่อยากจะแย้มยิ้มเผยให้เห็นฟันที่ขี้ริ้วขี้เหร่ (หรือความจริงที่ว่าไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลย) แต่นักประวัติศาสตร์จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับเหตุผลข้อนี้ 

จริงอยู่ว่าเทคโนโลยีทันตกรรมที่พัฒนาขึ้นทำให้เกิดรอยยิ้มมากขึ้นทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตประจำวัน แต่สุขภาวะทันตกรรมที่ไม่ก้าวหน้าก็มิได้เป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำรอยยิ้มในภาพถ่ายไม่เกิดขึ้น สิ่งประประดิษฐ์ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างฟันปลอมก็มีใช้มาอย่างยาวนาน 

ชาวอีทรัสกัน (Etruscans) ประดิษฐ์ฟันปลอมขึ้นตั้งแต่ 2,700 ปีที่แล้ว บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกาอย่างประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) มีฟันปลอมอย่างน้อย 4 ชุด เขาเริ่มใช้ฟันปลอมตั้งแต่ ค.ศ. 1781 (เทียบได้กับ พ.ศ. 2324 ก่อนกำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์ 1 ปี) โดยฟันปลอมเหล่านั้นทำมาจากเขี้ยวฮิปโป งาช้าง หรือแม้กระทั่งฟันจริงๆ ของทาส

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ฟันปลอมของประธานธิบดีจอร์จ วอชิงตัน
ภาพ : Library of Congress

ข้ามมาที่ฝั่งไทย แหม่มแอนนา (Anna Leonowens) ผู้โด่งดังเขียนถึงความลับประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า “พระองค์สูญพระทนต์ทั้งปากตั้งแต่เด็ก และสวมใส่พระทนต์ปลอมทำจากไม้ฝาง อันเป็นความลับที่พระองค์เก็บไว้อย่างหวงแหนที่สุดตราบจนวันสวรรคต” (จากหนังสือ English governess at the Siamese court)  เอนก นาวิกมูล ยังกล่าวในหนังสือ เรื่องประหลาดเมืองไทย ว่ารัชกาลที่ 4 ทรงมีพระทนต์ปลอมไม่ต่ำกว่า 3 ชุด

ก่อนจะมีรูปถ่าย มนุษย์พยายามถ่ายทอดภาพลักษณ์ของตัวเองออกมาด้วยการวาดภาพมานับร้อยนับพันปี เมื่อการถ่ายภาพมาถึง แบบแผนธรรมเนียมของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย และนี่เองคือคำอธิบายที่มีน้ำหนักที่สุดของคำถามที่ว่า ทำไมเราจึงไม่เห็นรอยยิ้มในภาพถ่ายยุคแรก

ในอดีตผู้มีอำนาจ (และมีทรัพย์) ว่าจ้างจิตรกรฝีมือดีมาวาดภาพเหมือนเพื่อประกาศอำนาจทางเศรษกิจ (งานศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือยมีราคาค่างวดมาก ยิ่งถ้าได้ศิลปินดังค่าตัวสู่งลิ่วมาวาดให้ยิ่งการันตีอำนาจด้านนี้) วัฒนธรรม (ความรุ่มรวย มีอารยะ มีรสนิยม มีหน้ามีตา) และการเมือง (ภาพเหมือนสามารถตั้งไว้หรือส่งไปที่ต่างๆ เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของผู้เป็นแบบ)

Portrait หรือภาพเหมือนจึงต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ที่เป็นทางการของผู้ว่าจ้าง การวาดภาพเหมือนจึงเหมือนกับการบันทึกชีวิตทั้งชีวิตและเกียรติประวัติทั้งหมดทั้งมวลของผู้เป็นแบบให้อยู่ในภาพเดียว และภาพนั้นจะเป็นภาพแทนที่ผู้คนจะจดจำตลอดไป ผู้เป็นแบบจึงต้องอยู่ในท่าทางที่เป็นทางการที่สุด ผ่านการคิดและจัดแต่งอย่างพิถีพิถัน จิตรกรพร้อมปรับปรุงตกแต่งองค์ประกอบที่บกพร่องด้วยฝีแปรง ไม่ต่างอะไรกับการรีทัชใน Photoshop ในทุกวันนี้ 

รอยยิ้มไม่ปรากฏอยู่ในภาพเหมือน เพราะนอกจากถูกตีความว่าเป็นการแสดงออกที่ไม่เป็นทางการแล้ว
ค่านิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในยุโรปยังเห็นว่าการยิ้ม โดยเฉพาะยิ้มกว้างหรือยิ้มที่เผยให้เห็นฟันเป็นอากัปกริยาที่ต่ำช้า ยิ้มกว้างแสดงถึงความยากจน ความลามก ความยั่วยวน ความบ้า ความเมามาย ความไร้เดียงสา และความตลกไร้สาระ 

Jean-Baptiste de La Salle นักบุญชาวฝรั่งเศสเขียนหนังสือทำนอง ‘สมบัติผู้ดี’ (The rules of christian decorum and civility) ตีพิมพ์เมื่องต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “บางบุคคลนั้นเผยริมฝีปากบนขึ้นสูง… จนเกือบจะทำให้มองเห็นฟันได้ทั้งหมด นี่ช่างตรงข้ามกับสมบัติผู้ดีที่ไม่อนุญาตให้เราเผยฟันของเราออกมา ก็ด้วยเพราะธรรมชาตินั้นประทานริมฝีปากมาให้เราสำหรับปกปิดฟันเหล่านั้นอยู่แล้ว”

ด้วยค่านิยมนี้ ภาพวาดชื่อ Amor Vincit Omnia “Love Conquers All” ของ คาราวัจโจ (Caravaggio) จึงขึ้นชื่อว่าอื้อฉาวเพราะแหวกทั้งขนบการวาดภาพและขนบจริยธรรมอันดีงาม คิวปิดหนุ่มน้อยเปล่าเปลือยล่อนจ้อนกำลังส่งยิ้มจนเห็นฟัน 

ศิลปินจงใจเล่นกับเส้นแบ่งของความไร้เดียงสาและการยั่วยวน นักประวัติศาสตร์ศิลปะตีความว่าภาพนี้เป็นการเฉลิมฉลองให้กับความรัก โดยเฉพาะกับความรักของเพศเดียวกันที่เป็นเรื่องผิดจารีตในสมัยนั้น อีกหนึ่งรอยยิ้มในภาพวาดที่แม้จะมิได้ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน แต่ยิ้มกระหยิ่มน้อยๆ ของ Monalisa ก็สร้างความฉงนฉงายให้ผู้คนตีความกันไปต่างๆ นานามิรู้จบ อาจเป็นเพราะยิ้มน้อยๆ (ที่แหวกขนบ) ของเธอหรือไ่ม่ ที่ทำให้ภาพนี้แตกต่างและเป็นที่จดจำที่สุดในโลกศิลปะ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
“Amor Vincit Omnia” Michelangelo Merisi da Caravaggio
ภาพ : www.arteworld.it
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
Mona Lisa โดย Leonardo da Vinci สีในภาพนี้ถูกปรับแต่งตามข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์ศิลปะให้คล้ายคลึงกับสีของภาพวาดเมื่อแรกวาด
ภาพ : commons.wikimedia.org

เมื่อการถ่ายภาพเข้ามารับช่วงต่อจากการวาดภาพเหมือน แบบแผนความเป็นทางการและความเป็นพิธีการรวมถึงสุนทรียศาสตร์ของการวาดภาพเหมือนก็ถูกนำมาใช้กับการถ่ายภาพด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดองค์ประกอบ ท่าโพส และแน่นอนที่สุด การแสดงออกถึงความรู้สึกทางสีหน้าท่าทาง ด้วยเหตุนี้รอยยิ้มจึงไม่ปรากฏในภาพถ่ายยุคแรก

ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยและความเป็นทางการในท่าทาง ในแง่นี้ภาพถ่ายยุคแรก (หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายในปัจจุบัน) จึงอาจจะไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงของผู้ถูกถ่าย เพราะมีขนบหรือค่านิยมมากกมายเข้ามากำกับเราไว้ (แม้กระทั่งค่านิยมการยิ้มเมื่อถูกถ่ายรูปในปัจจุบันด้วยใช่หรือไม่) 

ดังที่โรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักทฤษฎีวรรณคดีและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในประสบการณ์การถ่ายรูปไว้ว่า เมื่อถูกเฝ้ามองโดนเลนส์ (Observed by the lens) เขาก็ได้สถาปนาตัวตนในกระบวนการของ ‘การโพส’ (Constitute myself in the process of ‘posing’) ซึ่งเป็นการสร้างอีกหนึ่งร่างขึ้นมาใหม่ (Make another body for myself) ในภาวะนั้นเขาได้เปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นภาพโดยล่วงหน้าไปแล้ว (I transform myself in advance into an image ข้อเขียนจาก Camera lucida : Reflections on Photography)

เมื่อกลับมาพิจารณาภาพเก่าๆ ในประวัติศาสตร์ไทย จะเห็นว่าภาพถ่ายบุคคลที่ปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ล้วนดำเนินไปตามขนบค่านิยมแบบตะวันตก ผู้คนในภาพถ่ายล้วนมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการแย้มยิ้ม แต่ก็มีภาพถ่ายบุคคลจำนวนหนึ่งที่เราจะเห็นรอยยิ้มอยู่ในนั้น เช่นภาพของคนัง เงาะป่าที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชุบเลี้ยงไว้ในวัง 

รอยยิ้มในภาพถ่ายของคะนังอาจบอกได้ว่าเขาถูกมองอย่างไรในสายตาของราชสำนัก ข้อแรกคือแตกต่างจากไปจากภาพถ่ายเจ้านายทั้งหลายที่อยู่ในอิริยาบถงดงาม พระพักตร์เรียบเฉย อันเป็นแบบแผนปฏิบัติของผู้ดี ในรูปถ่ายของคนังเราจะเห็นว่ามีทั้งยิ้มน้อยๆ จนไปถึงยิ้มกว้างจนเห็นฟัน คนังอาจละเมิดแบบแผนในการถ่ายภาพได้ เพราะเขาไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในความเป็นผู้ดีนั้น อีกข้อหนึ่งคือการรับรู้เรื่องเงาะป่าในราชสำนักสยามผูกติดมากับภาพจำของ ‘เงาะป่าบ้าใบ้’ ในวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งเงาะป่าในเรื่องถูกมองว่ามีรูปลักษณ์ประหลาดมีกิริยาน่าขัน คนังจึงอาจถูกคาดหวังให้ยิ้มออกมาทั้งในภาพถ่ายและในชีวิตจริง มากกว่าที่จะทำสีหน้าเรียบเฉยด้วยซ้ำ

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่องเงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : www.thaiglassnegative.com

ภาพถ่ายพร้อมรอยยิ้มของคนังเป็นที่ชื่นชอบในราชสำนักและเป็นที่ชื่นชอบของคนังเองด้วย ในปลาย พ.ศ. 2448 รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ถ่ายรูปคนังพิมพ์ขายที่ร้านถ่ายรูปหลวงในงานวัดเบญจมบพิตร โดยขายแผ่นละ 3 บาท ซึ่งเป็นราคาที่แพงมากในสมัยนั้น แต่ก็ปรากฏว่าขายดิบขายดี ผู้คนอยากได้กันมาก กระทั่งจบงานรูปคนังขายได้เกือบ 400 รูป รัชกาลที่ 5 ทรงแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งถวายวัด ส่วนหนึ่งเป็นค่ากระดาษน้ำยาพิมพ์รูป และคนังได้รับค่าตัวเกือบ 400 บาทในการเป็นนายแบบในงานนี้

คนังยังนึกถึงถิ่นที่จากมาและประสงค์จะส่งภาพถ่ายตนเองไปให้ญาติพี่น้อง รัชกาลที่ 5 ทรงรับเป็นธุระให้โดยมีพระราชหัตถเลขาไปถึงพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ว่า “ด้วยอ้ายคนังฝากรูปไปให้พี่น้อง ได้ส่งออกมาด้วยแล้ว ถ้ามีช่องทางที่ใครไปตรวจราชการที่นั้น ขอให้นำส่งให้มันด้วย”

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือบทละครเรื่อง เงาะป่า จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย

ท่ามกลางบรรดาภาพถ่ายเจ้านายในสมัยรัชกาลที่4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่แทบจะไม่ปรากฏรอยยิ้มโดยเฉพาะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเลย หนึ่งรอยยิ้มที่ปรากฏคือรอยแย้มพระสรวลของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ซึ่งปรากฏทั้งภาพแย้มพระสรวลและภาพแลบพระชิวหา ซึ่งอาจจะบอกเล่าบุคลิกอัธยาศัยของพระองค์ได้ 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกถึงเจ้านายพระองค์นี้ไว้ว่า “นิสัยกรมหลวงประจักษ์เปนคนชอบล้อคนอื่น และทำให้เขาถูกเยาะได้เปนพอใจ, ชอบแกล้งคนโดยวิธีต่างๆ อยู่เสมอๆ” ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็บันทึกไว้ว่า “กรมประจักษ์คลั่งล้อคนเรื่องเมียๆ” 

เหตุการณ์ล้อเล่นที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นที่รัชกาล 6 บันทึกไว้ว่า “ในระหว่างเวลาไปยุโรปได้ไปทำสกะปรกต่างๆ มาก, และที่จัญไรที่สุดคือได้ไถ่ปัสสาวะลงในแก้วน้ำเสวย” ทั้งรอยยิ้มในภาพถ่ายและการกระทำของเจ้านายพระองค์ละเมิดแบบแผนความเป็นเจ้านายในสมัยนั้น (รัชกาลที่ 6 ทรงมองว่าสิ่งเหล่านี้คือความชั่ว ถึงกับบันทึกเป็นหัวข้อชื่อ “ความชั่วต่างๆ ของกรมหลวงประจักษ์” ในพระราชนิพนธ์ ประวัติต้นรัชกาลที่ 6) ทำให้กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงถูกลงโทษมิให้เข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 5 เป็นการส่วนพระองค์อีก 

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพ : หนังสือประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย

ในโลกตะวันตก รอยยิ้มเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในภาพถ่ายตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1920 หลังจากที่กล้องถ่ายภาพถือกำเนิดขึ้นมา 1 ศตวรรษ เมื่อการถ่ายภาพเริ่มแพร่หลายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและถ่ายได้ในทุกสถานการณ์ ความเป็นทางการและบรรยากาศขึงขังของการถ่ายภาพในสตูดิโอเริ่มเสื่อมถอยลง ผู้คนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับการถ่ายถาพมากขึ้น สังคมสยามก็เช่นเดียวกัน ในภาพถ่ายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา เราจะเห็นรอยยิ้มมากขึ้นในภาพถ่าย

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6 จากนิทรรศการฉัฐรัช : พัสตราภรณ์ – ย้อนมองอาภรณ์สตรีสยาม แลตามแฟชั่นโลก
โดยกรมศิลปากร มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมูลนิธิเพชรรัตน์-สุวัทนา
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ภาพเจ้าพระยารามราฆพ ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 6
ภาพ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ


อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอยยิ้มแพร่หลายในภาพถ่ายมากขึ้นที่เราอาจคาดไม่ถึงคือการทำการตลาด ใน ค.ศ. 1920 เช่นกันที่บรรดาผลิตภัณฑ์ห้างร้านตีพิมพ์โฆษณาภาพนางแบบนายแบบยิ้มกว้างกับผลิตภัณฑ์เพื่อสื่อถึงความพึงพอใจในสินค้า ผู้คนจึงเห็นแต่ภาพคนยิ้มในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ประกอบกับการทำการตลาดอย่างหนักหน่วงของบริษัทกล้องถ่ายรูปและฟิล์มยักษ์ใหญ่อย่าง Kodak ที่พยายามเชื่อมโยงการถ่ายภาพกับความสุขและรอยยิ้ม เห็นได้จากภาพโฆษณามากมายที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงการถ่ายภาพในฐานะกิจกรรมแสนสุข กิจกรรมที่ทำผู้คนได้ร่วมกันเก็บความสุขความทรงจำอันมีค่าไว้ร่วมกัน

ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
ทำไมในภาพถ่ายโบราณคนสยามหน้าตาเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ผิดกับเทรนด์ Selfie ยุคปัจจุบัน, ทำไมคนสมัยก่อนไม่ยิ้มเวลาถ่ายรูป
โฆษณา Kodak ในยุคต่างๆ

ทุกวันนี้ภาพถ่ายส่วนหนึ่งกลายเป็นหลักฐานของการเข้าสังคม ในโซเชียลเน็ตเวิร์กเต็มไปด้วยภาพรอยยิ้ม ที่ทุกคนพยายามจะบอกตัวเองและผู้อื่นให้รู้ว่าฉันมีความสุข เราทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นว่าใต้รอยยิ้มเหล่านั้นซ่อนอะไรอยู่ เช่นเดียวกับที่เราทั้งเห็นและไม่เห็นเหมือนกันว่าใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยในภาพถ่ายโบราณนั้นมีอะไรซ่อนไว้ ภาพถ่ายถ่ายทอดความเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนกัน?


ข้อมูลอ้างอิง

  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ไกลบ้าน. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2561.
  • จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2556.
  • ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์. สยาม ผ่านมุมกล้องจอห์น ทอมสัน 2408-9. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์. 2558
    ราม วชิราวุธ (นามแผง). ประวัติต้นรัชกาลที่ 6. กรุงเทพฯ : มติชน. 2555
  • ลีโอโนเวนส์, แอนนา แฮร์เรียต. อ่านสยามตามแอนนา : การบ้านและการเมืองในราชสำนักคิงมงกุฎ. สุ. 
  • ภัตรา ภูมิประภาส และ สุภิดา แก้วสุขสมบัติ แปล. กรุงเทพฯ : มติชน, 2562.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก. กรุงเทพฯ : ไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป, 2561.
    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ฟิล์มกระจกจดหมายเหตุ หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2559.ศักดา ศิริพันธุ์. กษัตริย์กับกล้อง วิวัฒนาการภาพถ่ายในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์. 2535.
    เอนก นาวิกมูล. ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2548.
    เอนก นาวิกมูล. เรื่องประหลาดเมืองไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงแดด, 2538.
    Bautze, Joachim K.. “Unseen Siam: Early Photography 1860-1910”.Bangkok:River Books.2016.
    Barthes, Roland. Camera Lucida: Reflections on Photography. Trans. Richard Howard. London: Vintage Classics. 2006.
    publicdomainreview.org/
    sites.uni.edu/fabos/seminar/readings/cheese.pdf
    www.theguardian.com
    time.com/

Writer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load