หากเอ่ยชื่อ ดุสิตธานี หลายคนคงนึกถึงชื่อโรงแรมบริเวณมุมถนนสีลมตัดกับพระรามสี่ มากกว่าจะนึกถึงเมืองจำลอง หรือเมืองตุ๊กตาของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2461-2468 โดยมักถูกอธิบายว่าเป็นเมืองทดลองการปกครองตามแนวทางแบบประชาธิปไตย หรือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมตามพระราชดำริในด้านการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น และมุ่งสื่อภาพลักษณ์เรื่องทิศทางการปกครองในอนาคต หลังจากสยามได้ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1

แต่การทดลองของดุสิตธานีไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ในช่วงเวลาดังกล่าวจากหลายเหตุปัจจัย ทั้งเรื่องการศึกษาของราษฎร และฝ่ายปกครองยังกังวลว่าการให้สิทธิแก่ราษฎรกว้างเกินไป จะกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐ หรือแม้กระทั่งการสร้างสิ่งต่างๆ ในดุสิตธานีเอง ที่อุดมไปด้วยสุนทรียภาพนั้น อาจเป็นสิ่งบดบังความสำคัญของการเรียนรู้ลักษณะการปกครองแบบใหม่ที่เป็นหัวใจของเมืองทดลองแห่งนี้ 

ดุสิตธานีถูกลืมไปหลายสิบปีหลังสิ้นรัชสมัย จนกระทั่ง พ.ศ. 2513 หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อดีตมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ 6 และหอสมุดแห่งชาติ ได้จัดโครงการสัมมนาเพื่อรวบรวมความทรงจำจากเหล่าข้าราชบริพารผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับดุสิตธานี รวมถึงบ้านเรือนหลังน้อยที่กระจัดกระจายกลับไปหาผู้เป็นเจ้าของหลังสิ้นรัชกาล แล้วพิมพ์เป็นหนังสือชื่อว่า ‘ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตย ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เรียบเรียงโดย จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ควบคู่กับการจัดนิทรรศการแสดงภาพถ่ายดุสิตธานี ในงานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ หอสมุดแห่งชาติ โดยหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้บรรยายเรื่อง ‘พาชมดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตย ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’ จากภาพถ่ายในนิทรรศการ ซึ่งถูกพิมพ์เป็นหนังสือเช่นเดียวกัน

หนังสือทั้งสองเล่มเป็นเอกสารที่ถูกเผยแผ่อย่างกว้างขวาง ก่อนที่ ‘บรมราชะประทรรศนีย์’ พิพิธภัณฑ์พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2537 ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ ซึ่งส่วนหนึ่งได้จัดแสดงอาคารของดุสิตธานีส่วนที่ยังเหลือ

บทความชิ้นนี้จะเล่าถึงการพยายามสืบหาข้อมูล และแกะรอยแผนที่ดุสิตธานีกับภาพถ่ายที่เหลืออยู่ จากประเด็นที่ผมมีความสนใจ เพื่อมองหาสิ่งที่จมื่นอมรดรุณารักษ์ และหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ไม่ได้อธิบายไว้ โดยเฉพาะเรื่องราวของการสร้างสิ่งต่างๆ ในดุสิตธานี ซึ่งส่วนหนึ่งได้กลายเป็นงาน ‘ดุสิตธานี’ ผลงานศิลปะที่จัดแสดง ณ The Prelude One Bangkok อันเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Art Biennale 2020

ดุสิตธานีอยู่ที่ไหน

ความน่าตื่นตาของดุสิตธานีในพระราชวังดุสิต คืออาคารบ้านเรือนนับร้อยหลังในขนาดย่อส่วน 1 ต่อ 20 ตั้งอยู่โดยรอบพระที่นั่งอุดรภาค ซึ่งมีทางเชื่อมกับพระที่นั่งอัมพรสถาน รวมเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ครึ่ง ก่อนย้ายไปสร้างที่วังพญาไทในพื้นที่ใหญ่กว่าคือ 4 ไร่ ดุสิตธานีจึงเป็นเมืองย่อส่วนขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจริงจัง ระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเหล่าข้าราชบริพารใกล้ชิดและข้าราชการฝ่ายการปกครอง ในฐานะพลเมืองของดุสิตธานีที่เรียกว่า ทวยนาคร

เมืองที่สมมติขึ้นเป็นจังหวัดดุสิตธานีถูกจัดสรรพื้นที่ด้วยการให้ทวยนาครเข้ามาจับจองที่ดินขนาดตั้งแต่ประมาณ 1 ตารางเมตร มีการออกโฉนดให้แก่ผู้ถือครอง มีการซื้อ-ขาย และเสียภาษีอย่างเป็นระบบ ส่วนทวยนาครที่ยังไม่มีที่ดิน สามารถเช่าบ้านจากพระคลังข้างที่หรือเช่าจากทวยนาครคนอื่น และเมื่อมีที่ดินในดุสิตธานีเป็นของตนเอง จึงสร้างบ้านหรือซื้อบ้านต่อจากคนอื่นในราคาตั้งแต่ 200 – 3,000 บาท ซึ่งสมัยนั้นเงินเดือนข้าราชการเริ่มต้นเพียง 20 บาท

ข้อมูลที่รวบรวมไว้อย่างละเอียดในหนังสือดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยฯ ทั้งชื่อถนน สะพาน บ้าน สถานที่ และห้างร้านธุรกิจต่างๆ รวมถึงรายนามผู้อยู่อาศัย (แต่ในนาม) ในแต่ละอำเภอ ชวนให้มองได้ว่า นอกจากการได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่สำคัญของดุสิตธานี คือการเลือกตั้งเชษฐบุรุษของแต่ละอำเภอ และการเลือกนคราภิบาล เพื่อเป็นผู้นำในการบริหารราชการของดุสิตธานีแล้ว ทวยนาครยังมีส่วนทำให้เมืองแห่งนี้มีความสวยงามอย่างอารยะนครในโลกตะวันตก ด้วยการสร้างบ้านของตนเองในรูปแบบที่หลากหลาย เหมือนเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบนานาชาติ ตามที่เห็นในภาพถ่ายจากหนังสือที่กล่าวถึง ซึ่งเป็นภาพถ่ายดุสิตธานีสมัยยังตั้งอยู่ในพระราชวังดุสิต

แต่น่าเสียดายที่เนื้อหาในหนังสือไม่มีการกล่าวถึงรายละเอียดของผู้คิดออกแบบบ้านและอาคารต่าง ๆ เราจึงไม่ทราบว่า ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร สถาปนิกไทยรุ่นแรกที่เพิ่งจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจากฝรั่งเศส และเป็นทวยนาครคนหนึ่งในดุสิตธานีนั้น เป็นผู้มีส่วนคิดออกแบบบ้านในดุสิตธานีบ้างหรือไม่

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
แผนที่ดุสิตธานี วาดโดยพระยาอนุชิตชาญชัย (พงษ์ สวัสดิ์-ชูโต)

แผนที่กับภาพถ่ายจังหวัดดุสิตธานี

ภาพบ้านเมืองในดุสิตธานีที่ไร้ผู้คนดูมีชีวิตขึ้นมา เมื่อ ม.ล.ปิ่น บรรยายว่าอาคารบ้านเรือนแต่ละหลังถูกสมมติให้มีหน้าที่สอดคล้องกับกิจกรรมอะไร หรือมีใครเป็นเจ้าของ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมอยากรู้มากกว่าที่ ม.ล.ปิ่น บรรยาย โดยเฉพาะเรื่องมุมมองที่เห็นในแต่ละภาพนั้นถ่ายจากจุดไหนในดุสิตธานี

ผมจึงเริ่มหาตำแหน่งของสถานที่ในภาพถ่ายทั้งหมดในหนังสือ ด้วยการนำข้อมูลที่ ม.ล. ปิ่น บรรยายไว้ มาเทียบกับแผนที่ดุสิตธานี (ในหนังสือดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยฯ) ของ พระยาอนุชิตชาญชัย (พงษ์ สวัสดิ์ – ชูโต) ที่บอกเส้นทาง และระบบการเชื่อมโยงสาธารณูปโภคสมัยที่ดุสิตธานียังตั้งอยู่ในพระราชดุสิต แม้แผนที่จะเป็นเส้นลายมือที่อ่านยาก และไม่ได้เป็นแผนที่ที่มีมาตราส่วน แต่พระยาอนุชิตฯ ก็เขียนรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดยิบ เพราะใช้เวลาเขียนและปรับปรุงถึง 2 ปี (พ.ศ. 2461-2462)

ผมเริ่มหาตำแหน่งในภาพถ่ายพร้อมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น การสร้างสะพานส่งน้ำจากเขาหลวงเข้ามาทำเป็นน้ำประปาในเมือง ซึ่งดูเป็นนวัตกรรมสำคัญของดุสิตธานี หรือการหาถนนที่ชื่อ ประชาธิปไตย ตามที่ จมื่นอมรดรุณารักษ์ เล่าไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่พบว่ามีอยู่ในแผนที่ของพระยาอนุชิตฯ หรือถ้ามีถนนเส้นนี้ตอนดุสิตธานีย้ายไปอยู่ที่วังพญาไทแล้ว ผมก็ไม่อาจค้นต่อได้ เพราะไม่รู้ว่ามีใครทำแผนที่ดุสิตธานีที่อยู่วังพญาไทไว้หรือไม่ นอกจากภาพถ่ายทางอากาศที่ทำให้เห็นความใหญ่โตมโหฬารของเมืองในความทรงจำแห่งนี้

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพถ่ายทางอากาศเห็นดุสิตธานีที่วังพญาไท
ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

การพิจารณาตัวอาคารจริงที่ปรากฏในภาพถ่ายมุมต่างๆ เช่น พระที่นั่งอุดรภาค หรืออาคารสำหรับจัดการประชุมเลือกตั้งนคราภิบาล และกิจกรรมสังสรรค์ในดุสิตธานี เช่น โฮเตล เมโตรโปล และโรงบิลเลียด เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปะติดปะต่อดุสิตธานีจากมุมต่างๆ เพราะเมื่อนำแผนที่ของพระยาอนุชิตฯ มาเชื่อมโยงกับภาพมุมกว้างของดุสิตธานีในหนังสือจำนวน 2 ภาพ ภาพแรกเราจะเห็นเขตพระวัชรินทร์ราชนิเวศน์ตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งอุดรภาค ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของดุสิตธานี และเห็นบ้านเรือนที่เป็นเขตอำเภอเขาหลวงตั้งอยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นภาพที่เห็นจุดเชื่อมต่อของถนน 5 สาย ตรงกับที่หม่อมหลวงปิ่นบรรยายว่า 

“คล้ายกับนิ้วมือ 5 นิ้ว ถ้าวางมือซ้ายคว่ำลงหันหน้าไปทางทิศใต้ หัวแม่มือก็คือถนนวารุณาสตร์ นิ้วชี้คือถนนอาคเณยาสตร์ นิ้วกลางคือถนนพายวาสตร์ นิ้วนางคือถนนพรหมาสตร์ และนิ้วก้อยคือถนนเอนทราสตร์” 

แต่กระนั้น เมื่อนำมุมดังกล่าวในภาพถ่ายมาเทียบกับแผนที่พระยาอนุชิตฯ ตรงบริเวณแยกที่เป็นจุดตัดของถนนทั้ง 5 สาย กลับพบว่าแผนที่ไม่ได้วาดเป็นจุดตัดเหมือนในภาพถ่าย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพระยาอนุชิตฯ ใช้วิธีวาดแผนที่ฉบับนี้ขึ้นมาจากการจำสิ่งที่เห็นแล้วเอามาวาด ท่านจึงให้ความสำคัญกับการบันทึกข้อมูลสิ่งที่ต่างๆ ให้ถูกต้องมากกว่า

ส่วนภาพถ่ายมุมมกว้างภาพที่ 2 เป็นภาพถ่ายถนน สองข้างทางเห็นบ้านและสวนสาธารณะ ไกลออกไปจะเห็นเนินเขาและกำแพงมหาคิรีราชปุระ ภายในเป็นที่ตั้งพระที่นั่งศิวะวิมานมณี ที่มีหน้าตาเหมือนปราสาทแบบยุโรปอยู่ทางฝั่งขวา

ภาพนี้หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล บรรยายว่าเป็นมุมที่ถ่ายจากถนนอาคเณยาสตร์ แต่ด้วยวิธีการสังเกตจุดเด่นและจำลักษณะบ้านที่มีเอกลักษณ์ เช่น บ้านที่มีหอคอย และอาคารที่มีหลังคาสองชั้นเหมือนศาลาทางฝั่งซ้ายของภาพ แล้วกลับไปมองหาอาคารเหล่านนี้จากภาพถ่ายภาพแรก ทำให้ตรวจสอบตำแหน่งในการถ่ายภาพจากแผนที่ได้ ดังนั้น ผมจึงมีข้อสรุปเรื่องตำแหน่งในการถ่ายภาพมุมกว้างภาพที่สองต่างจากหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ว่าถนนในภาพนี้คือถนนธนูศักดิ์ ถ่ายจากบริเวณแยกตรงสวนสราญรมย์

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพมุมกว้างดุสิตธานี ภาพที่ 1
ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพมุมกว้างดุสิตธานี ภาพที่ 2

การพบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน ทำให้เกิดความคิดจะปรับปรุงแผนที่ของพระยาอนุชิตชาญชัยให้สอดคล้องกับมุมมองที่เห็นในภาพถ่าย ด้วยความช่วยเหลือจาก ศาสตราจารย์ อภินันท์ โปษยานนท์ กรุณาประสานกับมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ผมได้เข้าไปสืบค้นข้อมูลจาก ‘บรมราชะประทรรศนีย์’ ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ โดยหวังว่าอาจมีภาพถ่ายดุสิตธานีที่ไม่ได้พิมพ์ในหนังสือให้ศึกษาเพิ่มเติม และคำแนะนำจาก อาจารย์จิตติ เกษมกิจวัฒนา เรื่องแหล่งข้อมูลที่อาจช่วยทำให้เห็นกายภาพของเมืองดุสิตธานีชัดเจนขึ้น เช่น ภาพถ่ายจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติและเอกสารในหอสมุดแห่งชาติ โดยเฉพาะห้องหนังสือหายาก ซึ่งทำให้ผมได้พบอัลบั้มภาพถ่ายดุสิตธานี ที่เป็นอัลบั้มสะสมภาพบ้านแบบต่างๆ ในดุสิตธานี ใต้ภาพมีคำบรรยายสั้นๆ ประกอบ และส่วนใหญ่เป็นภาพที่ไม่ได้พิมพ์ในหนังสือ ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยฯ

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพถ่ายในอัลบั้มดุสิตธานี
ภาพ : หอสมุดแห่งชาติ

ส่วนข้อมูลอีกชุด ที่แม้จะไม่ได้เป็นข้อมูลภาพ แต่สามารถชวนให้จินตนาการถึงภาพชีวิตประจำวันของผู้คนในดุสิตธานี คือข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมัย (ฉบับเดือน เมษายน ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2462) หนังสือพิมพ์รายวันของดุสิตธานีที่จำหน่ายให้คนภายนอกด้วย เป็นเอกสารที่ให้ข้อมูลความเปลี่ยนแปลงในดุสิตธานีผ่านข่าว และประกาศต่างๆ โดยเฉพาะข่าวการก่อสร้าง การขยายเขตอำเภอ การปรับปรุง และพัฒนาสิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคของเมืองที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

รวมทั้งข่าวที่เป็นข่าวแบบชาวบ้าน เช่น ใครสร้างบ้าน ใครย้ายบ้าน ใครขายบ้าน ใครเช่าบ้านจากใคร โดยผู้เขียนข่าวจะแทรกการติชมบ้านหลังต่างๆ หรือชวนให้ลองไปชมบ้านเหล่านั้น ทั้งนี้ข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องบ้านยังสะท้อนความนิยมในการตกแต่งบ้าน การสร้างคอร์ดเทนนิส การจัดสวน หรือการทำน้ำพุในสวน

ที่เป็นข่าวโด่งดังคือ น้ำพุที่มีไฟเปลี่ยนสีได้ตอนกลางคืน ในบ้านท่านราม ณ กรุงเทพ บทบาทสมมุติของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในนามทนายความผู้มีฐานะ และรสนิยมในการสร้างบ้านไม่เหมือนใครถึง 15 หลัง (ส่วนหนึ่งแบ่งให้ทวยนาครเช่า) โดยตั้งชื่อบ้านทุกหลังให้มีคำว่าใจ เช่น บ้านผูกใจ บ้านหย่อนใจ บ้านโปร่งใจ บ้านเย็นใจ บ้านเย้าใจ

อีกทั้งการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกแบบบ้านหลายหลังในดุสิตธานีด้วยพระองค์เอง ทำให้เคยมีผู้มาขอพระราชทานแปลนบ้านไปสร้างเป็นบ้านจริงๆ ตามคำบอกเล่าของ พระยานรเทพปรีดา (จำเริญ สวัสดิ-ชูโต) ว่าบ้านของ พระยาไพชยนต์เทพ (หม่อมราชวงศ์ลพ อรุณวงศ์) ที่เชิงสะพานนารถจรัล ย่านนางเลิ้ง เป็นตึกที่ปลูกตามแปลนฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 6 (ไม่รู้ว่าปัจจุบันยังอยู่หรือไม่)

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
หนังสือพิมพ์ดุสิตสมัย

นอกจากนี้ ดุสิตสมัย ยังลงความเห็นและจดหมายตอบโต้ระหว่างทวยนาครในประเด็นต่างๆ รวมถึงข่าวลือว่าจะมีการเปิดดุสิตธานีให้คนภายนอกได้เข้ามาชมในลักษณะงานฤดูหนาว ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ที่สนใจ มีการพูดคุยถึงการเตรียมการและกล่าวถึงการทำแผนที่ ซึ่งชวนให้คิดว่า แผนที่ของพระยาอนุชิตชาญชัยอาจเกี่ยวข้องกับการเตรียมการเปิดดุสิตธานีให้คนภายนอกได้เข้ามาชม และการสอบมัคคุเทศก์ประจำดุสิตธานี เพื่อหาผู้มีความสามารถในการอธิบายสถานที่ต่างๆ และมีสิทธิ์นำชาวต่างธานีเข้ามาชม เพราะพระยาอนุชิตชาญชัยสอบไล่ได้เป็นมัคคุเทศก์จากการสอบครั้งที่ 2 โดยท่านราม ณ กรุงเทพ เป็นผู้ออกข้อสอบและเป็นประธานกรรมการสอบคัดเลือกเอง

จากข้อมูลที่พบทั้งสองส่วน ทำให้เห็นว่าในดุสิตธานียังมีสิ่งที่ควรศึกษาอีกหลายอย่าง เช่น รูปแบบสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือน ที่สะท้อนความตั้งใจให้ดุสิตธานีเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง แบบที่หนังสือพิมพ์ชอบกล่าวว่า ‘หาดูที่ไหนไม่ได้’ ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรม การประกวดเคหะสถาน จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2462 โดย ม.จ. อิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นประธานกรรมตัดสิน

มีการให้รางวัลจากความงามของอาคารประเภทต่างๆ ส่วนการให้ความสำคัญเรื่องการดูแลรักษาบ้านของตนให้มีความสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ ทำให้มีการกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่ปล่อยปละละเลยให้บ้านของตนสกปรก หรือชำรุดทรุดโทรมโดยไม่มาซ่อมแซม ทำให้ธานีเสียความสง่างาม ตั้งแต่การปรับเงินไปจนถึงขั้นเนรเทศออกจากดุสิตธานี อย่างในกรณีการลงประกาศเนรเทศ นายพิศาลสรรพกิจ มิให้เข้ามาในธานีอีก ในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมัย

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ผลงานแผนที่ดุสิตธานีจากการสันนิษฐานใหม่

แม้ดุสิตธานีจะไม่เคยเปิดให้คนต่างธานีได้เข้าชมจริงๆ จนวันสุดท้าย แผนที่ของพระยาอนุชิตชาญชัยจึงเหมือนเป็นหลักฐานที่รอผู้มาการจินตนาการเชื่อมโยงกับหลักฐานส่วนอื่นๆ การสันนิษฐานแผนที่ขึ้นใหม่ นอกจากทำให้แผนที่ดุสิตธานีดูสัมพันธ์กับหลักฐานภาพถ่ายแล้ว การเพิ่มข้อมูลรายละเอียดสถานที่ที่ไม่ปรากฏในแผนที่ของพระยาอนุชิตชาญชัย ซึ่งเป็นเพียงข้อสังเกตของผมต่อหลักฐานเท่าที่หาได้ในขณะนี้ ยังหวังว่าแผนที่ฉบับนี้จะเป็นสื่อที่ช่วยให้เห็น หรือชวนให้มีการศึกษาดุสิตธานีในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความทันสมัยในการจัดการเมืองหรือไลฟ์สไตล์ของทวยนาครต่อไป

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง

สิ่งที่ชวนให้จินตนาการและยังต้องตามหากันต่อ

การพบอัลบั้มภาพถ่ายบ้านเรือนในดุสิตธานีที่ยังไม่เคยมีการเผยแผ่ นอกจากช่วยเพิ่มรายละเอียดให้กับการสันนิษฐานแผนที่ขึ้นใหม่แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาและยืนยันรายละเอียดกลุ่มบ้านที่เห็นไม่ชัดในภาพมุมกว้างทั้งสองภาพที่ถูกนำมาวาดขึ้นใหม่ด้วยวิธีการทางจิตรกรรม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้ได้พิจารณารายละเอียดอาคารบ้านเรือนทั้งหมดที่เห็นในภาพ ทั้งอาคารที่สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยจาก ‘อาคารที่มีอยู่จริง’ เช่น พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์มหาปราสาท ที่จำลองมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท หรือพระที่นั่งเทวอาสน์จำรูญ ที่จำลองมาจากพระที่นั่งบรมพิมาน และรูปแบบ ‘อาคารที่ไม่ได้มีการสร้างขึ้นจริง (?) ’ ประเภทบ้าน อาคารห้างร้าน หรืออาคารที่สร้างขึ้นจริงไม่ได้ในขณะนั้น เช่น ตึกสูง 12 ชั้น โดย หลวงศรีบัญชา (ทวน ธรรมาชีวะ) นำมาน้อมเกล้าฯ ถวาย สำหรับใช้เป็นที่ทำการหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่อาคารเหล่านี้ไม่เหลือของจริงให้ศึกษาแล้ว

ตามที่ใส่ (?) หลังคำว่า ‘อาคารที่ไม่ได้มีการสร้างขึ้นจริง’ เพราะพบว่าบ้านหลายหลังในดุสิตธานีมีชื่อเหมือนกับบ้านหลายหลังที่มีการสร้างขึ้นจริงในเวลาต่อมา เช่น บ้านนรสิงห์ (ทำเนียบรัฐบาล) ของเจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) หรือบ้านบรรทมสินธุ์ (บ้านพิษณุโลก) ของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) ที่ใช้ชื่อบ้านเหล่านี้มาก่อนในดุสิตธานี เพียงแต่ยังไม่พบหลักฐานว่าบ้านเหล่านั้นมีหน้าตาเหมือนกับบ้านที่มีการสร้างขึ้นจริงบ้างหรือไม่

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ผลงานจิตรกรรม ทิวทัศน์ดุสิตธานี
ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพถ่ายตึก 12 ชั้น ที่ทำการหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต
ภาพ : หอสมุดแห่งชาติ

จากข้อจำกัดของข้อมูลที่เหลือแต่เพียงภาพถ่าย ทำให้เกิดงานเชิงสันนิษฐานอีกส่วนที่ผมได้ชวน เจษฎา นฤชิต และ ณัฐวุฒิ ศรีกุลทรัพย์ สองสถาปนิกมาทำงานด้วยกัน คืองานสันนิษฐานรูปแบบอาคารในดุสิตธานีที่เหลืออยู่แต่ในภาพถ่าย จำนวน 6 อาคาร ให้กลายเป็นแบบพิมพ์เขียวของสิ่งที่สูญหายไปแล้ว หรือมองอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นสิ่งที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นในอนาคตก็ได้ เช่น โรงละครของดุสิตธานี ที่ชื่อว่า คนธรรพนาฏศาลา หรือตึก 12 ชั้น ที่เพิ่งกล่าวถึงไป ซึ่งเป็นงานที่ทำให้คิดถึงความน่าจะเป็น นอกจากข้อมูลสำหรับการสันนิษฐานอาคารที่ถูกเลือกมาสร้างเป็นผลงาน คือ สัดส่วนของอาคารในดุสิตธานีจากข้อมูลที่บอกเพียงว่า ย่อส่วนจากของจริง 1 ต่อ 20 นั้น คือเท่าไหร่กัน

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ชุดผลงานสันนิษฐานอาคารในดุสิตธานี
ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ผลงานสันนิษฐาน คนธรรพนาฏศาลา

การมีโอกาสเข้าไปเก็บข้อมูลที่ หอวชิราวุธานุสรณ์ ทำให้ผมได้วัดขนาดอาคารของดุสิตธานีที่ยังเหลืออยู่ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดสัดส่วนอาคารที่สันนิษฐานเป็นภาพขึ้นใหม่ และได้หาความสูงโดยเฉลี่ยของอาคาร มาใช้เป็นขนาดตั้งต้นในการสันนิษฐานความกว้างและรายละเอียดส่วนต่าง ๆ ของอาคารจากมุมที่เห็นในภาพถ่าย ซึ่งเกือบทั้งหมดทุกชิ้นเป็นงานสันนิษฐานจากภาพถ่ายที่เห็นอาคารเพียงมุมเดียว บางชิ้นต้องสันนิษฐานรูปแบบอาคารจากภาพระยะไกล เช่น อาคารที่คาดว่าเป็น ห้างบุณยเกียรติ์ บนถนนเอนทราสตร์ ตั้งอยู่ระหว่างโฮเตลเมโตรโปล กับโรงละครคนธรรพนาฏศาลา เป็นอาคารที่มีเอกลักษณ์ตรงส่วนหลังคาที่ทำด้วยวัสดุโปร่งใส

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพถนนเอนทราสตร์ ดุสิตธานี

การลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมัยทำให้ทราบว่า เช่น ห้างบุณยเกียรติ์ เป็นห้างขายสินค้าแต่งบ้าน หรือ ห้างอรุณวงศ์วัฒกี ที่ทำธุรกิจรับเหมาสร้างบ้าน และจัดสวนในดุสิตธานี ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมที่ทวยนาครนิยมกัน นอกจากนี้ยังมีโฆษณาร้านถ่ายภาพที่พบว่ามีถึง 3 ร้าน ในดุสิตธานี คือ ร้านฉายาบรรทมสินธุ์ (ภาพถ่ายที่ถูกพิมพ์ในหนังสือ ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยฯ) ฉายาดุสิต ฉายาลัย และ ห้างซีซูโอก้า ร้านขายของเบ็ดเตล็ด ได้แจ้งข่าวในหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมัย วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2462 ความว่า

ระวัง! ระวัง! อีกในไม่ช้าอัลบั้มรูปบ้านของท่านที่อยู่ในจังหวัดดุสิตธานีทุกอำเภอจะปติสันธิขึ้นแล้ว บอกชื่อเจ้าของบ้านด้วย แลยังมีรูปพระที่นั่ง ที่ทำการ วัด และสถานที่ต่างๆ พร้อม น่าชมเพียงไรไม่ต้องเดินอารัมภคาถากับเวลานี้จวนจะเปิดธานีให้ชาวต่างธานีทัศนา ควรจะซื้อกรอบรูปซึ่งมีรูปแปลกๆ ขายถูกที่สุด อันละ ๑๕ สตางค์ โหลละ ๘ บาทถ้วน ไว้ตบแต่งบ้านให้สรวยงามด้วย”

จากข้อความจากโฆษณาที่ยกมา ชวนให้เชื่อว่าอัลบั้มภาพถ่ายดุสิตธานีที่ผมพบจากห้องหนังสือหายากนั้นคงมาจากร้านขายของและจำหน่ายภาพถ่ายในดุสิตธานีนั้นเอง

การรับรู้โลกสมมติที่จำลองทั้งบ้านเรือนและกิจกรรมต่างๆ ในดุสิตธานีจาก ดุสิตสมัย หนังสือพิมพ์ที่ไม่มีภาพประกอบ คงทำให้ผู้อ่านนอกธานีสมัยนั้น หลงคิดไปได้ว่าชีวิตของชาวเมือง และบ้านเรือนในดุสิตธานีเป็นเมืองจริง ๆ หรือถ้ามีโอกาสได้เห็นจากภาพถ่ายที่พิมพ์จำหน่ายเป็นโปสการ์ดจากร้านขายของในดุสิตธานี ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้จินตนาการและอยากมีโอกาสเห็นด้วยตาตัวเองสักวัน อย่างไรก็ตาม ชีวิตสมมติในดุสิตธานีก็ยังเป็นปริศนาให้คนรุ่นเราอยากรู้ว่าทวยนาครส่วนใหญ่มีความคิดต่อการสร้างเมืองสมมติแห่งนี้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องค้นกันต่อ แม้ความสวยงามของดุสิตธานี จะถูกมองว่าเป็นสิ่งบดบังความสำคัญของการเรียนรู้ลักษณะการปกครองที่เป็นหัวใจของเมืองนี้ก็ตาม

หากมองว่างานศิลปะมีแง่มุมที่ทำให้เราชอบเสพในสิ่งที่อยู่ระหว่างเรื่องสมมติกับเรื่องจริง ผลงานดุสิตธานีชุดนี้ คงมาจากการท่องไปในเมืองสมมติผ่านหลักฐานประเภทต่าง ๆ และการตามหาส่วนประกอบของสิ่งที่เป็นทั้งเรื่องจริงของความฝัน และเป็นการฝันถึงเรื่องจริงที่สูญหายไป แล้วนำมาสร้างขึ้นใหม่ เพื่อเติมเต็มความฝันผ่านภาพจำลอง ระหว่างที่ตอนนี้ยังฝันค้างกับหลายเรื่องในโลกแห่งความเป็นจริง

Writer & Photographer

ประทีป สุธาทองไทย

สอนศิลปะอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชอบประวัติศาสตร์ของสิ่งที่ไม่ได้ถูกเอามาเขียน ชอบค้นเรื่องเก่าๆ เอามาทำงานศิลปะ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

23 มิถุนายน 2564
696

6 ตุลาคม พ.ศ.​ 2519 วันวิปโยคของประวัติศาสตร์ไทย

ผู้มีอำนาจเข้าล้อมปราบขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นักศึกษาและปัญญาชนหัวก้าวหน้าต้องหนีเข้าป่าเพื่อเอาชีวิตรอด ภายหลังจากเหตุการณ์ ทำให้บรรยากาศความเคลื่อนไหวภายในเมืองต้องเงียบเชียบ สื่อถูกปิดปาก บทเพลงที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นต้นทางของบทเพลงเพื่อชีวิตต่างก็หยุดบรรเลงไปพร้อมกับผู้ขับร้องที่หนีเข้าป่า ไม่ต่างกับเพื่อนปัญญาชนคนอื่นๆ

ท่ามกลางบรรยากาศอันวังเวงนั้นเอง จู่ๆ ก็มีบทเพลงขับขานเรื่องราวของสามัญชนและสังคมดังขึ้นมาจากทิวดอยแดนเหนือ อุ๊ยคำ เพลงที่บอกเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของหญิงชราที่ลูกหลานทอดทิ้ง ณ ขณะนั้น บทเพลงแห่งสามัญชนถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง และทำให้หลายคนรู้จักศิลปินหนุ่มจากเชียงใหม่ นาม จรัล มโนเพ็ชร

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

กระทั่งนักศึกษาและปัญญาชนออกจากป่ากลับสู่เมือง ศิลปินคนนี้ก็ยังแต่งเพลง รางวัลแด่คนช่างฝัน เป็นกำลังใจให้พวกเขา หากเพลง คิดถึงบ้าน หลายคนรู้จักในชื่อ เดือนเพ็ญ ที่แต่งขึ้นเป็นบทกวีโดย นายผี หรือ อัศนี พลจันทร ก่อนจะถูกนำมาแปลงเป็นเพลง เพลงนี้เป็นเพลงที่ปัญญาชนในป่าใช้ขับร้องเพื่อปลอบประโลมใจตนเอง ยามออกจากป่ามา รางวัลแด่คนช่างฝัน ของจรัล ก็คือบทเพลงที่ช่วยมอบขวัญกำลังใจให้แก่พวกเขา เป็นดวงตะวันส่องเป็นแสงสีทองให้กับพวกเขาสู้สู่วันใหม่ข้างหน้า และเป็นบทเพลงที่นำมาใช้ขับร้องสร้างกำลังใจให้ผู้คนทั่วไปจนถึงทุกวันนี้

จรัล มโนเพ็ชร ประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินนักร้องเป็นอย่างมาก ได้รับรางวัลต่างๆ รวมถึงได้รับการยกย่องให้เป็นราชันโฟล์กซองคำเมืองของประเทศไทย ด้วยบทเพลงจำนวนมากที่ถูกขับร้องด้วยคำเมืองหรือภาษาเหนือ ทั้งบอกเล่าสภาพสังคม วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น วัฒนธรรมของภาคเหนือ ซึ่งมีทั้งเนื้อหากินใจและพูดแทนใจสามัญชน 

บ้างก็แฝงไปด้วยอารมณ์ขันชวนสนุก ทำให้หลายคนรู้จักกับภาษาเหนือ และบทเพลงของจรัลยังคงถูกขับร้องทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเพลง สาวมอเตอร์ไซค์, พี่สาวครับ, บ้านบนดอย, สาวเชียงใหม่, ลูกข้าวนึ่ง, หมะเมี๊ยะ, มิดะ, ล่องแม่ปิง, ของกิ๋นคนเมือง, คนสึ่งตึง ที่หลายคงคุ้นหูและรู้จักกันดี รวมถึงบทเพลงอีกจำนวนมาก

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง
จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

นอกจากบทบาทการเป็นนักร้อง จรัลยังเป็นหนึ่งคนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปินล้านนาให้คนทั่วไปรู้จักเป็นวงกว้าง และยังมีโอกาสแสดงความสามารถทางการแสดงในภาพยนตร์กับละครจำนวนมาก รวมถึงหนึ่งในละครเวทียิ่งใหญ่เรื่องเยี่ยมที่เคยเกิดขึ้นในไทย อย่าง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ หรือ ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า โดย ยุทธนา มุกดาสนิท ซึ่งจรัลได้รับบท ดอนกิโฆเต้ ตัวเอกของเรื่อง มี ศรัณยู วงษ์กระจ่าง รับบทเดียวกันในอีกรอบการแสดง

จากผลงานจำนวนมากมายที่กล่าวมา ทำให้ศิลปินชาวเหนือคนนี้มีภาระจากหน้าที่การงานจำนวนมาก และที่เขาต้องทำงานมากมายขนาดนี้ก็ไม่ใช่เพื่อเงินทองสำหรับตัวเขาเพียงผู้เดียว แต่เขาต้องการจะรวบรวมเงินทุนเพื่อจัดตั้งให้เกิด ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปินล้านนา’ รวมถึงช่วยเหลือความเคลื่อนไหวด้านวัฒนธรรมล้านนาอีกจำนวนมาก 

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

แต่แล้วในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.​ 2544 แผ่นดินล้านนาก็ต้องสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รัก 

จรัล มโนเพ็ชร จากไปไม่มีวันหวนคืน เหลือไว้แต่คุณูปการจำนวนมากที่เคยทำไว้กับเมืองเหนือที่เขารักยิ่ง

“วันนี้ผมกำลังจะทำงานที่ค่อนข้างหนักอีกแล้ว ผมก็หวังใจว่าท่านผู้ชม ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านจะสนับสนุนให้กลุ่มที่ทำงานชมรมส่งเสริมศิลปินล้านนาได้มีโอกาสได้ดูแลให้เป็นมูลนิธิ เพื่อว่าการทำงานจะได้สืบสานมั่นคงต่อไปในภายหน้า เพราะผมเชื่อว่าวันหนึ่งผมก็ต้องจากไป ผมต้องไปอยู่แล้ว ไปวันไหนไม่รู้ และยังมีกิเลสตัณหาอยู่ในกมลสันดานเล็กน้อย คือ ยังห่วงงานตัวเองอยู่ ถ้ามีองค์กรที่มั่นคงดูแลไว้แล้ว ก็น่าจะดี…” 

จรัล มโนเพ็ชร กล่าวก่อนเข้าเพลง อุ๊ยคำ ในคอนเสิร์ต ม่านไหมใยหมอก ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2541

ในวาระครบรอบ 20 ปี การจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่รักศิลปินคนนี้จึงคิดจะทำอะไรบางอย่างขึ้นเพื่อเชิดชูและสานต่อความฝันของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของล้านนาในนาม ‘จรัลรำลึก’ นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ความฝันของอ้ายจรัลมีอยู่ไม่กี่เรื่อง อย่างแรก อ้ายจรัลเป็นคนที่อยากทำหอศิลป์สล่าเลาเลือง ซึ่งแปลว่าศิลปินที่งดงามอลังการ เพื่อบันทึกการทำงานทั้งหมดของศิลปินภาคเหนือไว้ ปัจจุบันความฝันนี้ของอ้ายสำเร็จแล้วเมื่อต้นปี และตั้งอยู่ที่จังหวัดลำพูน อีกความฝันของอ้ายจรัลก็คือ การฟื้นผืนแผ่นดินนี้ให้งดงามด้วยศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ในอดีต ซึ่งเราต้องการสานฝันอันนี้ของอ้าย” อาจารย์ธเนศวร์ เริ่มเล่าที่มาของโครงการจรัลรำลึกที่เขาจัดทำขึ้นกับเพื่อนฝูง

“เนื่องจากใกล้จะครบวาระยี่สิบปีที่อ้ายจรัลจากไป ลูกสาวบอกกับผมว่า ถ้ารุ่นพ่อไม่ทำอะไร จะไม่มีใครทำอีกแล้วนะ ปัจจุบันลูกสาวของผมอายุสามสิบสอง เขาได้ยินผมพูดเรื่องอ้ายจรัลมาตั้งแต่เล็กๆ แต่คนที่โตมากับเขาไม่มีใครพูดถึงเลย ลูกสาวผมกลายเป็นคนอธิบายเรื่องของอ้ายจรัลให้คนในรุ่นของเขาฟัง เขาเลยรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว คนรุ่นผมต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ให้กับศิลปินที่สร้างความดีไว้กับเมืองเหนือจำนวนมากในวาระนี้

“ตอน พ.ศ. 2520 ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนนั้นผมกับเพื่อนกำลังประชุมกันเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่บ้านของผมในนิวยอร์ก มีแต่คนหัวก้าวหน้าที่อยู่ที่นั้นมารวมกัน แล้วก็มีคนหนึ่งหยิบเทปของอ้ายจรัลมาเปิด ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะเป็นเพลงที่ร้องด้วยภาษาคำเมือง ผมเองก็เป็นคนที่ชอบฟังเพลง ชอบแต่งเพลง ผมเคยมีความคิดที่อยากจะลองแต่งเพลงภาษาคำเมืองขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้สักที พอได้ยินบทเพลงของอ้ายจรัลในวันนั้น จึงทำให้ผมทึ่งและชื่นชมในศิลปินคนนี้ โดยติดตามผลงานเขาตลอด กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ทีนี้การมีโอกาสได้ไปต่างประเทศ ทำให้ผมได้เห็นไอเดียดีๆ อะไรเท่ๆ จากที่นู่นเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยปักกิ่งมีรูปปั้นของนักเขียนนวนิยายชื่อดังของโลกอยู่ นั่นก็คือ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า (Miguel de Cervantes Saavedra) ผู้ประพันธ์เรื่อง ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า ซึ่งผมทราบมาว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงชื่นชมนักเขียนคนนี้อย่างมาก เมื่อไหร่ที่พระองค์ท่านมีโอกาสไปประเทศจีน ก็จะต้องหาโอกาสไปวางดอกไม้หน้ารูปปั้นนี้ให้ได้ เรื่องราวนี้ทำให้ผมประทับใจอย่างมาก และวันนี้ นี่คือเรื่องราวของศิลปินที่โด่งดังมากที่สุดและเป็นคนแรกของเชียงใหม่ แม้ว่าตัวของอ้ายจะจากไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนเขียนถึงอยู่ ผมอาจจะเขียนถึงเยอะกว่าคนอื่นหน่อย” 

อาจารย์ธเนศวร์หัวเราะสนุกหลังแซวตนเอง ก่อนเล่าต่อด้วยความเพลิดเพลิน “ยังคงมีคนฟังเพลงของอ้าย ชื่นชมผลงานของอ้ายอยู่ และปรากฏว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่มีใครแทนอ้ายได้ ผมเลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อระลึกถึงและชื่นชมผลงานของแก ส่งต่อให้กับคนรุ่นถัดไป ผมจึงมีความคิดว่า นี่คือเวลาเหมาะสมแล้วที่เราจะมีรูปปั้นของ จรัล มโนเพ็ชร ตั้งในที่สาธารณะให้ผู้คนได้มาชื่นชมและเรียนรู้แรงบันดาลใจจากอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

โครงการจรัลรำลึกเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 และประกาศให้คนทั่วไปรับทราบถึงแนวคิดการสร้างรูปปั้น จรัล มโนเพ็ชร บนเพจเฟซบุ๊กชื่อเดียวกับโครงการ เพื่อขอระดมทุนสนับสนุนสำหรับการสร้างอนุสาวรีย์

“อ้ายจรัลเป็นศิลปินที่บอกเล่าเรื่องราวของสามัญชนผ่านบทเพลงจำนวนมาก เพราะอ้ายมีใจให้กับมวลชนผู้ยากไร้ มีใจให้กับท้องถิ่น ไม่ว่ากี่เพลงต่อกี่เพลงที่ออกมาก็ล้วนเป็นอย่างนี้ตลอด เราเลยตั้งใจกันว่าจะให้การสร้างอนุสาวรีย์ของอ้ายครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมใจของสามัญชนที่รักอ้ายจรัล ซึ่งเราต้องใช้เงินในการทำให้สำเร็จทั้งสิ้นประมาณสี่แสนกว่าบาท แต่ทางโครงการจรัลรำลึกของเราตัดสินใจจะตั้งเป้ายอดระดมทุนไว้ที่ห้าแสนบาท 

“นอกจากค่าทำรูปปั้น เราตั้งใจช่วยสานฝันที่อ้ายอยากช่วยเหลือและส่งเสริมศิลปินล้านนา โดยเงินที่เหลือจากการทำรูปปั้น เราตั้งใจแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่ง สำหรับจัดทำเป็นรางวัลจรัล มโนเพ็ชร มอบให้กับศิลปินที่โดดเด่นเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมทุกๆ ปี สอง เราจะทำกองทุนจรัล มโนเพ็ชร เพื่อมอบทุนให้แก่เด็กที่สนใจด้านศิลปะวัฒนธรรม แต่มีฐานะยากจน ให้มีโอกาสเล่าเรียนในสิ่งที่เขาสนใจ เราตั้งกฎไว้ว่าจะรายงานยอดระดมทุนทุกสัปดาห์บนเพจ จะไม่มีการถอนแม้แต่บาทเดียว เพราะถือว่านี่เป็นเงินที่พี่น้องบริจาคมาเพื่อทำรูปปั้นอ้ายจรัลเท่านั้น”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ภารกิจการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้กับศิลปินล้านนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้น

ในแต่ละสัปดาห์หลังจากประกาศการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้คนทั่วไปรับทราบ ทางทีมจรัลรำลึกจะมีการจัดงานเสวนาไลฟ์ผ่านทางเพจจรัลรำลึก โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง อันยา โพธิวัฒน์ ภรรยาของจรัล มาพูดคุยกันในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับจรัล จำนวนทั้งหมด 18 หัวข้อเสวนา อาทิ มรดกของจรัล มโนเพ็ชร ต่อล้านนาและสังคมไทย ผู้คนหลากหลายในเพลงจรัล ลมหายใจเชียงใหม่กับเพลงอ้ายจรัล เป็นต้น สำหรับผู้ที่สนใจก็กลับไปตามชมได้ที่เพจจรัลรำลึก หรืออ่านจากหนังสือ กึ๊ดเติงหาอ้ายจรัล ซึ่งรายได้จากการซื้อหนังสือจะถูกนำไปสมทบทุนของโครงการ 

นอกจากงานเสวนายังมีการจัดคอนเสิร์ตจรัลรำลึก ณ เชียงดาว โดยมีศิลปินถิ่นเหนือมาร่วมกันทำการแสดงเพลงของจรัล มโนเพ็ชร เพื่อนำเงินจากตั๋วคอนเสิร์ตมาสนับสนุนโครงการ ซึ่งจัดไปเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

จากจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤษภาคม โครงการจรัลรำลึกก็ระดมทุนจนครบตามที่ต้องการได้ในเดือนมกราคมปีนี้ จากการช่วยเหลือของผู้คนที่รักจรัล หลังจากนั้นทางทีมก็เริ่มต้นงานปั้นทันที โดยได้ อาจารย์ภูธิป บุญตันบุตร ศิลปินปั้นมือดีชาวเชียงใหม่รับหน้าที่เป็นประติมากร โดยรูปปั้นจรัล มโนเพ็ชร ที่ทางทีมจรัลรำลึกตั้งใจสร้างขึ้นมานั้น มีขนาดเท่าตัวจริง เป็นศิลปินสามัญชน ไม่สูงใหญ่ ไม่ชูกีตาร์หรือซึงให้ดูอลังการ ไม่อวดตัว ไม่มีแท่นยกสูงจากพื้น หากแต่เรียบง่ายในลักษณะนั่งเล่นกีตาร์บนม้านั่งที่วางกับพื้น เป็นสามัญชนติดดิน ดั่งที่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของชาวเหนือผู้นี้เป็น

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อ้ายจรัลเป็นคนที่มีรอยยิ้มอบอุ่น นี่เป็นสิ่งที่คนรอบตัวของอ้ายเล่าให้ผมฟัง หลังจากเริ่มต้นปั้นรูปปั้นของอ้าย” อาจารย์ภูทิป เริ่มต้นเล่าเรื่องราวการทำงานปั้น “ผมเริ่มต้นการปั้นจากแบบสเก็ตช์ของ รศ.ดร.สุกรี เกษรเกศรา ที่เป็นผู้แนะนำผมให้เป็นผู้รับผิดชอบการปั้นรูปปั้นของอ้ายจรัล ซึ่งขั้นตอนการปั้น ผมได้รับความช่วยเหลือจากป้าหมู (อันยา โพธิวัฒน์) ภรรยาของอ้ายจรัล เพื่อให้ปั้นออกมาเหมือนอ้ายที่สุด เดิมผมใช้ภาพต้นแบบจากปกเทปที่อ้ายใส่เสื้อหนาๆ 

“ป้าหมูทักว่า ปกติอ้ายจรัลไม่ใส่ ใส่เพื่อถ่ายปกเท่านั้น ป้าหมูเลยกลับไปเอาเสื้อผ้าที่อ้ายใช้จริงๆ มาให้ใช้เป็นแบบ มีทั้งรองเท้า นาฬิกา แหวน ที่อ้ายจรัลใส่บ่อยๆ ซึ่งตอนปั้นส่วนนาฬิกา ถ้าปั้นหน้าปัดโล้นๆ จะดูไม่สวย ก็เลยคิดว่าน่าจะใส่อะไรที่บ่งบอกถึงการรำลึกถึงอ้าย ผมเลยใช้วันสุดท้ายที่อ้ายหยุดไว้ตอนจากไปมาใส่ เพื่อให้ยังอยู่ต่อไป”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อีกส่วนที่มีการปรับค่อนข้างละเอียดก็คือรอยยิ้มของอ้าย ซึ่งผมใช้วิธีศึกษาจากรูปภาพต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ตอนแรกผมปั้นเป็นหน้าที่ยังไม่ยิ้ม ส่งให้ทีมจรัลรำลึกและหลายคนที่ใกล้ชิดกับอ้ายจรัลดู เกือบทุกคนก็เล่าให้ผมฟังว่า ปกติเวลาอ้ายจรัลอยู่กับคนอื่น อ้ายเป็นคนยิ้มง่าย เป็นคนที่ยิ้มแล้วดูอบอุ่นมาก ทุกคนเลยอยากให้รูปปั้นเป็นตอนอ้ายยิ้ม ผมก็เลยไปค้นหาจังหวะที่อ้ายยิ้มจากบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ แต่ก็ยังคงไม่เหมือนตัวตนของอ้าย 

“กระทั่งป้าหมูส่งภาพถ่ายของอ้ายรูปหนึ่งมาให้ เป็นรูปที่อ้ายจรัลยิ้มเล็กน้อย รวมถึงแววตาของอ้ายก็ยิ้มด้วยเช่นกัน โดยผมได้ความช่วยเหลือจาก อาจารย์อ๊อฟ (อัษฎายุธ อยู่เย็น) มาช่วยปั้นส่วนใบหน้าของอ้าย กระทั่งออกมาเหมือนรอยยิ้มของอ้ายจรัล อย่างที่คนใกล้ชิดของอ้ายเคยได้รับขณะที่อ้ายยังมีชีวิตอยู่” นักปั้นเล่ากระบวนการ

เป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงรักในตัวตนของศิลปินผู้นี้…

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“สำหรับสถานที่ตั้งของรูปปั้นอ้ายจรัล ที่จังหวัดเชียงใหม่เรามีรูปปั้นที่เป็นอนุสาวรีย์ อย่าง อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากอยู่แล้ว ผมมองว่านั้นไม่ใช่ตัวตนของอ้ายจรัล” อาจารย์ธเนศวรพูดเรื่องประเด็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ 

“เราตั้งใจว่าจะวางรูปปั้นของอ้ายไว้ใต้ต้นไม้ นั่งเล่นกีตาร์ขับกล่อมผู้คนใต้ต้นไม้อยู่ในมุมเล็กๆ ไม่มีท่าทีอหังการแต่อย่างใด อาจจะต้องก้มผ่านกิ่งไม้เข้าไปถึงจะมองเห็นด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เราอยากให้รูปปั้นของอ้ายตั้งอยู่ในที่สาธารณะ ไม่มีรั้วกั้น อยู่ข้างนอก ผู้คนที่มาโอบกอดอ้ายได้ตลอดเวลา จะร้องเพลงกับอ้ายหรือนั่งกินเบียร์กับอ้ายก็ได้ ยี่สิบสี่ชั่วโมง 

“และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ผ่านไปผ่านมา จะต้องคอยช่วยดูแลรูปปั้นของอ้ายอย่างแน่นอน นี่ถึงจะเหมาะกับศิลปินสามัญชนติดดิน เราต้องการให้รูปปั้นนี้เป็นสมบัติของประชาชน และให้อ้ายเป็นแรงบันดาลใจกับทุกคน”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ตอนนี้ทีมจรัลรำลึกกำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นขอสถานที่ตั้งให้ตรงตามความตั้งใจไว้ให้ได้มากที่สุด

“ผมยืนยันเรื่องความต้องการให้รูปปั้นของอ้ายอยู่ในที่สาธารณะ เพราะผมเชื่อว่านี่จะเป็นที่ที่อ้ายใกล้ชิดกับผู้คนทั่วไปได้มากที่สุด ผมต้องการให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวของอ้าย บทเพลงของอ้าย รวมถึงให้อ้ายสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก ผมมองว่าเพลงของอ้ายส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน และยังใช้การได้จนถึงเดี๋ยวนี้ เพราะปัญหาหลายอย่างที่ถูกพูดในเพลง ก็ยังไม่ถูกแก้ไข 

“อุ๊ยคำ ยังเดี่ยวดายจนถึงทุกวันนี้ สาวโรงบ่ม ก็เปลี่ยนไปจากขี่จักรยานไปโรงบ่มตอนนี้ก็ไปอยู่โรงงานอุตสาหกรรมที่กรุงเทพฯ ปัญหาการจราจรในเพลง ตากับหลาน ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ สาวมอเตอร์ไซค์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่เอาแล้วมอเตอร์ไซค์เอารถเก๋งแล้ว มันยังเป็นปัญหาเดิมๆ ที่เปลี่ยนบริบทไปเรื่อยๆ 

“ที่ต้องพูดให้ไปไกลกว่านั้นคือ มนุษย์ทุกคนเกิดมาจากผลผลิตของสังคมในยุคนั้นๆ ประเด็นที่น่าห่วงใยก็คือ เราอยากเห็นคนอย่างอ้ายจรัล มโนเพ็ชร เกิดมาใหม่ในยุคนี้ และอธิบายสังคม ณ ตอนนี้ ซึ่งคือใครกันล่ะ…”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ภาพ : จรัลรำลึก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากสานความฝันของอ้ายจรัล มโนเพ็ชร ในการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่สนใจนำเสนอเรื่องวัฒนธรรมและสภาพสังคม สามารถสนับสนุนผ่านโครงการของจรัลรำลึก ผ่านทาง Facebook : จรัลรำลึก

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load