หากเอ่ยชื่อ ดุสิตธานี หลายคนคงนึกถึงชื่อโรงแรมบริเวณมุมถนนสีลมตัดกับพระรามสี่ มากกว่าจะนึกถึงเมืองจำลอง หรือเมืองตุ๊กตาของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2461-2468 โดยมักถูกอธิบายว่าเป็นเมืองทดลองการปกครองตามแนวทางแบบประชาธิปไตย หรือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมตามพระราชดำริในด้านการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น และมุ่งสื่อภาพลักษณ์เรื่องทิศทางการปกครองในอนาคต หลังจากสยามได้ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1

แต่การทดลองของดุสิตธานีไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ในช่วงเวลาดังกล่าวจากหลายเหตุปัจจัย ทั้งเรื่องการศึกษาของราษฎร และฝ่ายปกครองยังกังวลว่าการให้สิทธิแก่ราษฎรกว้างเกินไป จะกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐ หรือแม้กระทั่งการสร้างสิ่งต่างๆ ในดุสิตธานีเอง ที่อุดมไปด้วยสุนทรียภาพนั้น อาจเป็นสิ่งบดบังความสำคัญของการเรียนรู้ลักษณะการปกครองแบบใหม่ที่เป็นหัวใจของเมืองทดลองแห่งนี้ 

ดุสิตธานีถูกลืมไปหลายสิบปีหลังสิ้นรัชสมัย จนกระทั่ง พ.ศ. 2513 หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อดีตมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ 6 และหอสมุดแห่งชาติ ได้จัดโครงการสัมมนาเพื่อรวบรวมความทรงจำจากเหล่าข้าราชบริพารผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับดุสิตธานี รวมถึงบ้านเรือนหลังน้อยที่กระจัดกระจายกลับไปหาผู้เป็นเจ้าของหลังสิ้นรัชกาล แล้วพิมพ์เป็นหนังสือชื่อว่า ‘ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตย ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เรียบเรียงโดย จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ควบคู่กับการจัดนิทรรศการแสดงภาพถ่ายดุสิตธานี ในงานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ หอสมุดแห่งชาติ โดยหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้บรรยายเรื่อง ‘พาชมดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตย ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’ จากภาพถ่ายในนิทรรศการ ซึ่งถูกพิมพ์เป็นหนังสือเช่นเดียวกัน

หนังสือทั้งสองเล่มเป็นเอกสารที่ถูกเผยแผ่อย่างกว้างขวาง ก่อนที่ ‘บรมราชะประทรรศนีย์’ พิพิธภัณฑ์พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2537 ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ ซึ่งส่วนหนึ่งได้จัดแสดงอาคารของดุสิตธานีส่วนที่ยังเหลือ

บทความชิ้นนี้จะเล่าถึงการพยายามสืบหาข้อมูล และแกะรอยแผนที่ดุสิตธานีกับภาพถ่ายที่เหลืออยู่ จากประเด็นที่ผมมีความสนใจ เพื่อมองหาสิ่งที่จมื่นอมรดรุณารักษ์ และหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ไม่ได้อธิบายไว้ โดยเฉพาะเรื่องราวของการสร้างสิ่งต่างๆ ในดุสิตธานี ซึ่งส่วนหนึ่งได้กลายเป็นงาน ‘ดุสิตธานี’ ผลงานศิลปะที่จัดแสดง ณ The Prelude One Bangkok อันเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Art Biennale 2020

ดุสิตธานีอยู่ที่ไหน

ความน่าตื่นตาของดุสิตธานีในพระราชวังดุสิต คืออาคารบ้านเรือนนับร้อยหลังในขนาดย่อส่วน 1 ต่อ 20 ตั้งอยู่โดยรอบพระที่นั่งอุดรภาค ซึ่งมีทางเชื่อมกับพระที่นั่งอัมพรสถาน รวมเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ครึ่ง ก่อนย้ายไปสร้างที่วังพญาไทในพื้นที่ใหญ่กว่าคือ 4 ไร่ ดุสิตธานีจึงเป็นเมืองย่อส่วนขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจริงจัง ระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเหล่าข้าราชบริพารใกล้ชิดและข้าราชการฝ่ายการปกครอง ในฐานะพลเมืองของดุสิตธานีที่เรียกว่า ทวยนาคร

เมืองที่สมมติขึ้นเป็นจังหวัดดุสิตธานีถูกจัดสรรพื้นที่ด้วยการให้ทวยนาครเข้ามาจับจองที่ดินขนาดตั้งแต่ประมาณ 1 ตารางเมตร มีการออกโฉนดให้แก่ผู้ถือครอง มีการซื้อ-ขาย และเสียภาษีอย่างเป็นระบบ ส่วนทวยนาครที่ยังไม่มีที่ดิน สามารถเช่าบ้านจากพระคลังข้างที่หรือเช่าจากทวยนาครคนอื่น และเมื่อมีที่ดินในดุสิตธานีเป็นของตนเอง จึงสร้างบ้านหรือซื้อบ้านต่อจากคนอื่นในราคาตั้งแต่ 200 – 3,000 บาท ซึ่งสมัยนั้นเงินเดือนข้าราชการเริ่มต้นเพียง 20 บาท

ข้อมูลที่รวบรวมไว้อย่างละเอียดในหนังสือดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยฯ ทั้งชื่อถนน สะพาน บ้าน สถานที่ และห้างร้านธุรกิจต่างๆ รวมถึงรายนามผู้อยู่อาศัย (แต่ในนาม) ในแต่ละอำเภอ ชวนให้มองได้ว่า นอกจากการได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่สำคัญของดุสิตธานี คือการเลือกตั้งเชษฐบุรุษของแต่ละอำเภอ และการเลือกนคราภิบาล เพื่อเป็นผู้นำในการบริหารราชการของดุสิตธานีแล้ว ทวยนาครยังมีส่วนทำให้เมืองแห่งนี้มีความสวยงามอย่างอารยะนครในโลกตะวันตก ด้วยการสร้างบ้านของตนเองในรูปแบบที่หลากหลาย เหมือนเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบนานาชาติ ตามที่เห็นในภาพถ่ายจากหนังสือที่กล่าวถึง ซึ่งเป็นภาพถ่ายดุสิตธานีสมัยยังตั้งอยู่ในพระราชวังดุสิต

แต่น่าเสียดายที่เนื้อหาในหนังสือไม่มีการกล่าวถึงรายละเอียดของผู้คิดออกแบบบ้านและอาคารต่าง ๆ เราจึงไม่ทราบว่า ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร สถาปนิกไทยรุ่นแรกที่เพิ่งจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจากฝรั่งเศส และเป็นทวยนาครคนหนึ่งในดุสิตธานีนั้น เป็นผู้มีส่วนคิดออกแบบบ้านในดุสิตธานีบ้างหรือไม่

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
แผนที่ดุสิตธานี วาดโดยพระยาอนุชิตชาญชัย (พงษ์ สวัสดิ์-ชูโต)

แผนที่กับภาพถ่ายจังหวัดดุสิตธานี

ภาพบ้านเมืองในดุสิตธานีที่ไร้ผู้คนดูมีชีวิตขึ้นมา เมื่อ ม.ล.ปิ่น บรรยายว่าอาคารบ้านเรือนแต่ละหลังถูกสมมติให้มีหน้าที่สอดคล้องกับกิจกรรมอะไร หรือมีใครเป็นเจ้าของ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมอยากรู้มากกว่าที่ ม.ล.ปิ่น บรรยาย โดยเฉพาะเรื่องมุมมองที่เห็นในแต่ละภาพนั้นถ่ายจากจุดไหนในดุสิตธานี

ผมจึงเริ่มหาตำแหน่งของสถานที่ในภาพถ่ายทั้งหมดในหนังสือ ด้วยการนำข้อมูลที่ ม.ล. ปิ่น บรรยายไว้ มาเทียบกับแผนที่ดุสิตธานี (ในหนังสือดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยฯ) ของ พระยาอนุชิตชาญชัย (พงษ์ สวัสดิ์ – ชูโต) ที่บอกเส้นทาง และระบบการเชื่อมโยงสาธารณูปโภคสมัยที่ดุสิตธานียังตั้งอยู่ในพระราชดุสิต แม้แผนที่จะเป็นเส้นลายมือที่อ่านยาก และไม่ได้เป็นแผนที่ที่มีมาตราส่วน แต่พระยาอนุชิตฯ ก็เขียนรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดยิบ เพราะใช้เวลาเขียนและปรับปรุงถึง 2 ปี (พ.ศ. 2461-2462)

ผมเริ่มหาตำแหน่งในภาพถ่ายพร้อมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น การสร้างสะพานส่งน้ำจากเขาหลวงเข้ามาทำเป็นน้ำประปาในเมือง ซึ่งดูเป็นนวัตกรรมสำคัญของดุสิตธานี หรือการหาถนนที่ชื่อ ประชาธิปไตย ตามที่ จมื่นอมรดรุณารักษ์ เล่าไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่พบว่ามีอยู่ในแผนที่ของพระยาอนุชิตฯ หรือถ้ามีถนนเส้นนี้ตอนดุสิตธานีย้ายไปอยู่ที่วังพญาไทแล้ว ผมก็ไม่อาจค้นต่อได้ เพราะไม่รู้ว่ามีใครทำแผนที่ดุสิตธานีที่อยู่วังพญาไทไว้หรือไม่ นอกจากภาพถ่ายทางอากาศที่ทำให้เห็นความใหญ่โตมโหฬารของเมืองในความทรงจำแห่งนี้

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพถ่ายทางอากาศเห็นดุสิตธานีที่วังพญาไท
ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

การพิจารณาตัวอาคารจริงที่ปรากฏในภาพถ่ายมุมต่างๆ เช่น พระที่นั่งอุดรภาค หรืออาคารสำหรับจัดการประชุมเลือกตั้งนคราภิบาล และกิจกรรมสังสรรค์ในดุสิตธานี เช่น โฮเตล เมโตรโปล และโรงบิลเลียด เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปะติดปะต่อดุสิตธานีจากมุมต่างๆ เพราะเมื่อนำแผนที่ของพระยาอนุชิตฯ มาเชื่อมโยงกับภาพมุมกว้างของดุสิตธานีในหนังสือจำนวน 2 ภาพ ภาพแรกเราจะเห็นเขตพระวัชรินทร์ราชนิเวศน์ตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งอุดรภาค ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของดุสิตธานี และเห็นบ้านเรือนที่เป็นเขตอำเภอเขาหลวงตั้งอยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นภาพที่เห็นจุดเชื่อมต่อของถนน 5 สาย ตรงกับที่หม่อมหลวงปิ่นบรรยายว่า 

“คล้ายกับนิ้วมือ 5 นิ้ว ถ้าวางมือซ้ายคว่ำลงหันหน้าไปทางทิศใต้ หัวแม่มือก็คือถนนวารุณาสตร์ นิ้วชี้คือถนนอาคเณยาสตร์ นิ้วกลางคือถนนพายวาสตร์ นิ้วนางคือถนนพรหมาสตร์ และนิ้วก้อยคือถนนเอนทราสตร์” 

แต่กระนั้น เมื่อนำมุมดังกล่าวในภาพถ่ายมาเทียบกับแผนที่พระยาอนุชิตฯ ตรงบริเวณแยกที่เป็นจุดตัดของถนนทั้ง 5 สาย กลับพบว่าแผนที่ไม่ได้วาดเป็นจุดตัดเหมือนในภาพถ่าย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพระยาอนุชิตฯ ใช้วิธีวาดแผนที่ฉบับนี้ขึ้นมาจากการจำสิ่งที่เห็นแล้วเอามาวาด ท่านจึงให้ความสำคัญกับการบันทึกข้อมูลสิ่งที่ต่างๆ ให้ถูกต้องมากกว่า

ส่วนภาพถ่ายมุมมกว้างภาพที่ 2 เป็นภาพถ่ายถนน สองข้างทางเห็นบ้านและสวนสาธารณะ ไกลออกไปจะเห็นเนินเขาและกำแพงมหาคิรีราชปุระ ภายในเป็นที่ตั้งพระที่นั่งศิวะวิมานมณี ที่มีหน้าตาเหมือนปราสาทแบบยุโรปอยู่ทางฝั่งขวา

ภาพนี้หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล บรรยายว่าเป็นมุมที่ถ่ายจากถนนอาคเณยาสตร์ แต่ด้วยวิธีการสังเกตจุดเด่นและจำลักษณะบ้านที่มีเอกลักษณ์ เช่น บ้านที่มีหอคอย และอาคารที่มีหลังคาสองชั้นเหมือนศาลาทางฝั่งซ้ายของภาพ แล้วกลับไปมองหาอาคารเหล่านนี้จากภาพถ่ายภาพแรก ทำให้ตรวจสอบตำแหน่งในการถ่ายภาพจากแผนที่ได้ ดังนั้น ผมจึงมีข้อสรุปเรื่องตำแหน่งในการถ่ายภาพมุมกว้างภาพที่สองต่างจากหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ว่าถนนในภาพนี้คือถนนธนูศักดิ์ ถ่ายจากบริเวณแยกตรงสวนสราญรมย์

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพมุมกว้างดุสิตธานี ภาพที่ 1
ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพมุมกว้างดุสิตธานี ภาพที่ 2

การพบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน ทำให้เกิดความคิดจะปรับปรุงแผนที่ของพระยาอนุชิตชาญชัยให้สอดคล้องกับมุมมองที่เห็นในภาพถ่าย ด้วยความช่วยเหลือจาก ศาสตราจารย์ อภินันท์ โปษยานนท์ กรุณาประสานกับมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ผมได้เข้าไปสืบค้นข้อมูลจาก ‘บรมราชะประทรรศนีย์’ ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ โดยหวังว่าอาจมีภาพถ่ายดุสิตธานีที่ไม่ได้พิมพ์ในหนังสือให้ศึกษาเพิ่มเติม และคำแนะนำจาก อาจารย์จิตติ เกษมกิจวัฒนา เรื่องแหล่งข้อมูลที่อาจช่วยทำให้เห็นกายภาพของเมืองดุสิตธานีชัดเจนขึ้น เช่น ภาพถ่ายจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติและเอกสารในหอสมุดแห่งชาติ โดยเฉพาะห้องหนังสือหายาก ซึ่งทำให้ผมได้พบอัลบั้มภาพถ่ายดุสิตธานี ที่เป็นอัลบั้มสะสมภาพบ้านแบบต่างๆ ในดุสิตธานี ใต้ภาพมีคำบรรยายสั้นๆ ประกอบ และส่วนใหญ่เป็นภาพที่ไม่ได้พิมพ์ในหนังสือ ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยฯ

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพถ่ายในอัลบั้มดุสิตธานี
ภาพ : หอสมุดแห่งชาติ

ส่วนข้อมูลอีกชุด ที่แม้จะไม่ได้เป็นข้อมูลภาพ แต่สามารถชวนให้จินตนาการถึงภาพชีวิตประจำวันของผู้คนในดุสิตธานี คือข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ ดุสิตสมัย (ฉบับเดือน เมษายน ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2462) หนังสือพิมพ์รายวันของดุสิตธานีที่จำหน่ายให้คนภายนอกด้วย เป็นเอกสารที่ให้ข้อมูลความเปลี่ยนแปลงในดุสิตธานีผ่านข่าว และประกาศต่างๆ โดยเฉพาะข่าวการก่อสร้าง การขยายเขตอำเภอ การปรับปรุง และพัฒนาสิ่งที่เป็นสาธารณูปโภคของเมืองที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

รวมทั้งข่าวที่เป็นข่าวแบบชาวบ้าน เช่น ใครสร้างบ้าน ใครย้ายบ้าน ใครขายบ้าน ใครเช่าบ้านจากใคร โดยผู้เขียนข่าวจะแทรกการติชมบ้านหลังต่างๆ หรือชวนให้ลองไปชมบ้านเหล่านั้น ทั้งนี้ข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องบ้านยังสะท้อนความนิยมในการตกแต่งบ้าน การสร้างคอร์ดเทนนิส การจัดสวน หรือการทำน้ำพุในสวน

ที่เป็นข่าวโด่งดังคือ น้ำพุที่มีไฟเปลี่ยนสีได้ตอนกลางคืน ในบ้านท่านราม ณ กรุงเทพ บทบาทสมมุติของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในนามทนายความผู้มีฐานะ และรสนิยมในการสร้างบ้านไม่เหมือนใครถึง 15 หลัง (ส่วนหนึ่งแบ่งให้ทวยนาครเช่า) โดยตั้งชื่อบ้านทุกหลังให้มีคำว่าใจ เช่น บ้านผูกใจ บ้านหย่อนใจ บ้านโปร่งใจ บ้านเย็นใจ บ้านเย้าใจ

อีกทั้งการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกแบบบ้านหลายหลังในดุสิตธานีด้วยพระองค์เอง ทำให้เคยมีผู้มาขอพระราชทานแปลนบ้านไปสร้างเป็นบ้านจริงๆ ตามคำบอกเล่าของ พระยานรเทพปรีดา (จำเริญ สวัสดิ-ชูโต) ว่าบ้านของ พระยาไพชยนต์เทพ (หม่อมราชวงศ์ลพ อรุณวงศ์) ที่เชิงสะพานนารถจรัล ย่านนางเลิ้ง เป็นตึกที่ปลูกตามแปลนฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 6 (ไม่รู้ว่าปัจจุบันยังอยู่หรือไม่)

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
หนังสือพิมพ์ดุสิตสมัย

นอกจากนี้ ดุสิตสมัย ยังลงความเห็นและจดหมายตอบโต้ระหว่างทวยนาครในประเด็นต่างๆ รวมถึงข่าวลือว่าจะมีการเปิดดุสิตธานีให้คนภายนอกได้เข้ามาชมในลักษณะงานฤดูหนาว ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ที่สนใจ มีการพูดคุยถึงการเตรียมการและกล่าวถึงการทำแผนที่ ซึ่งชวนให้คิดว่า แผนที่ของพระยาอนุชิตชาญชัยอาจเกี่ยวข้องกับการเตรียมการเปิดดุสิตธานีให้คนภายนอกได้เข้ามาชม และการสอบมัคคุเทศก์ประจำดุสิตธานี เพื่อหาผู้มีความสามารถในการอธิบายสถานที่ต่างๆ และมีสิทธิ์นำชาวต่างธานีเข้ามาชม เพราะพระยาอนุชิตชาญชัยสอบไล่ได้เป็นมัคคุเทศก์จากการสอบครั้งที่ 2 โดยท่านราม ณ กรุงเทพ เป็นผู้ออกข้อสอบและเป็นประธานกรรมการสอบคัดเลือกเอง

จากข้อมูลที่พบทั้งสองส่วน ทำให้เห็นว่าในดุสิตธานียังมีสิ่งที่ควรศึกษาอีกหลายอย่าง เช่น รูปแบบสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือน ที่สะท้อนความตั้งใจให้ดุสิตธานีเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง แบบที่หนังสือพิมพ์ชอบกล่าวว่า ‘หาดูที่ไหนไม่ได้’ ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรม การประกวดเคหะสถาน จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2462 โดย ม.จ. อิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นประธานกรรมตัดสิน

มีการให้รางวัลจากความงามของอาคารประเภทต่างๆ ส่วนการให้ความสำคัญเรื่องการดูแลรักษาบ้านของตนให้มีความสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ ทำให้มีการกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่ปล่อยปละละเลยให้บ้านของตนสกปรก หรือชำรุดทรุดโทรมโดยไม่มาซ่อมแซม ทำให้ธานีเสียความสง่างาม ตั้งแต่การปรับเงินไปจนถึงขั้นเนรเทศออกจากดุสิตธานี อย่างในกรณีการลงประกาศเนรเทศ นายพิศาลสรรพกิจ มิให้เข้ามาในธานีอีก ในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมัย

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ผลงานแผนที่ดุสิตธานีจากการสันนิษฐานใหม่

แม้ดุสิตธานีจะไม่เคยเปิดให้คนต่างธานีได้เข้าชมจริงๆ จนวันสุดท้าย แผนที่ของพระยาอนุชิตชาญชัยจึงเหมือนเป็นหลักฐานที่รอผู้มาการจินตนาการเชื่อมโยงกับหลักฐานส่วนอื่นๆ การสันนิษฐานแผนที่ขึ้นใหม่ นอกจากทำให้แผนที่ดุสิตธานีดูสัมพันธ์กับหลักฐานภาพถ่ายแล้ว การเพิ่มข้อมูลรายละเอียดสถานที่ที่ไม่ปรากฏในแผนที่ของพระยาอนุชิตชาญชัย ซึ่งเป็นเพียงข้อสังเกตของผมต่อหลักฐานเท่าที่หาได้ในขณะนี้ ยังหวังว่าแผนที่ฉบับนี้จะเป็นสื่อที่ช่วยให้เห็น หรือชวนให้มีการศึกษาดุสิตธานีในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความทันสมัยในการจัดการเมืองหรือไลฟ์สไตล์ของทวยนาครต่อไป

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง

สิ่งที่ชวนให้จินตนาการและยังต้องตามหากันต่อ

การพบอัลบั้มภาพถ่ายบ้านเรือนในดุสิตธานีที่ยังไม่เคยมีการเผยแผ่ นอกจากช่วยเพิ่มรายละเอียดให้กับการสันนิษฐานแผนที่ขึ้นใหม่แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาและยืนยันรายละเอียดกลุ่มบ้านที่เห็นไม่ชัดในภาพมุมกว้างทั้งสองภาพที่ถูกนำมาวาดขึ้นใหม่ด้วยวิธีการทางจิตรกรรม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้ได้พิจารณารายละเอียดอาคารบ้านเรือนทั้งหมดที่เห็นในภาพ ทั้งอาคารที่สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยจาก ‘อาคารที่มีอยู่จริง’ เช่น พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์มหาปราสาท ที่จำลองมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท หรือพระที่นั่งเทวอาสน์จำรูญ ที่จำลองมาจากพระที่นั่งบรมพิมาน และรูปแบบ ‘อาคารที่ไม่ได้มีการสร้างขึ้นจริง (?) ’ ประเภทบ้าน อาคารห้างร้าน หรืออาคารที่สร้างขึ้นจริงไม่ได้ในขณะนั้น เช่น ตึกสูง 12 ชั้น โดย หลวงศรีบัญชา (ทวน ธรรมาชีวะ) นำมาน้อมเกล้าฯ ถวาย สำหรับใช้เป็นที่ทำการหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่อาคารเหล่านี้ไม่เหลือของจริงให้ศึกษาแล้ว

ตามที่ใส่ (?) หลังคำว่า ‘อาคารที่ไม่ได้มีการสร้างขึ้นจริง’ เพราะพบว่าบ้านหลายหลังในดุสิตธานีมีชื่อเหมือนกับบ้านหลายหลังที่มีการสร้างขึ้นจริงในเวลาต่อมา เช่น บ้านนรสิงห์ (ทำเนียบรัฐบาล) ของเจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) หรือบ้านบรรทมสินธุ์ (บ้านพิษณุโลก) ของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) ที่ใช้ชื่อบ้านเหล่านี้มาก่อนในดุสิตธานี เพียงแต่ยังไม่พบหลักฐานว่าบ้านเหล่านั้นมีหน้าตาเหมือนกับบ้านที่มีการสร้างขึ้นจริงบ้างหรือไม่

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ผลงานจิตรกรรม ทิวทัศน์ดุสิตธานี
ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพถ่ายตึก 12 ชั้น ที่ทำการหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต
ภาพ : หอสมุดแห่งชาติ

จากข้อจำกัดของข้อมูลที่เหลือแต่เพียงภาพถ่าย ทำให้เกิดงานเชิงสันนิษฐานอีกส่วนที่ผมได้ชวน เจษฎา นฤชิต และ ณัฐวุฒิ ศรีกุลทรัพย์ สองสถาปนิกมาทำงานด้วยกัน คืองานสันนิษฐานรูปแบบอาคารในดุสิตธานีที่เหลืออยู่แต่ในภาพถ่าย จำนวน 6 อาคาร ให้กลายเป็นแบบพิมพ์เขียวของสิ่งที่สูญหายไปแล้ว หรือมองอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นสิ่งที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นในอนาคตก็ได้ เช่น โรงละครของดุสิตธานี ที่ชื่อว่า คนธรรพนาฏศาลา หรือตึก 12 ชั้น ที่เพิ่งกล่าวถึงไป ซึ่งเป็นงานที่ทำให้คิดถึงความน่าจะเป็น นอกจากข้อมูลสำหรับการสันนิษฐานอาคารที่ถูกเลือกมาสร้างเป็นผลงาน คือ สัดส่วนของอาคารในดุสิตธานีจากข้อมูลที่บอกเพียงว่า ย่อส่วนจากของจริง 1 ต่อ 20 นั้น คือเท่าไหร่กัน

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ชุดผลงานสันนิษฐานอาคารในดุสิตธานี
ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ผลงานสันนิษฐาน คนธรรพนาฏศาลา

การมีโอกาสเข้าไปเก็บข้อมูลที่ หอวชิราวุธานุสรณ์ ทำให้ผมได้วัดขนาดอาคารของดุสิตธานีที่ยังเหลืออยู่ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดสัดส่วนอาคารที่สันนิษฐานเป็นภาพขึ้นใหม่ และได้หาความสูงโดยเฉลี่ยของอาคาร มาใช้เป็นขนาดตั้งต้นในการสันนิษฐานความกว้างและรายละเอียดส่วนต่าง ๆ ของอาคารจากมุมที่เห็นในภาพถ่าย ซึ่งเกือบทั้งหมดทุกชิ้นเป็นงานสันนิษฐานจากภาพถ่ายที่เห็นอาคารเพียงมุมเดียว บางชิ้นต้องสันนิษฐานรูปแบบอาคารจากภาพระยะไกล เช่น อาคารที่คาดว่าเป็น ห้างบุณยเกียรติ์ บนถนนเอนทราสตร์ ตั้งอยู่ระหว่างโฮเตลเมโตรโปล กับโรงละครคนธรรพนาฏศาลา เป็นอาคารที่มีเอกลักษณ์ตรงส่วนหลังคาที่ทำด้วยวัสดุโปร่งใส

ทัศนาดุสิตธานี : สืบข้อมูลดุสิตธานีใน ร.6 ที่ ม.ล.ปิ่น และ แจ่ม สุนทรเวช ไม่เคยพูดถึง
ภาพถนนเอนทราสตร์ ดุสิตธานี

การลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ดุสิตสมัยทำให้ทราบว่า เช่น ห้างบุณยเกียรติ์ เป็นห้างขายสินค้าแต่งบ้าน หรือ ห้างอรุณวงศ์วัฒกี ที่ทำธุรกิจรับเหมาสร้างบ้าน และจัดสวนในดุสิตธานี ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมที่ทวยนาครนิยมกัน นอกจากนี้ยังมีโฆษณาร้านถ่ายภาพที่พบว่ามีถึง 3 ร้าน ในดุสิตธานี คือ ร้านฉายาบรรทมสินธุ์ (ภาพถ่ายที่ถูกพิมพ์ในหนังสือ ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยฯ) ฉายาดุสิต ฉายาลัย และ ห้างซีซูโอก้า ร้านขายของเบ็ดเตล็ด ได้แจ้งข่าวในหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมัย วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2462 ความว่า

ระวัง! ระวัง! อีกในไม่ช้าอัลบั้มรูปบ้านของท่านที่อยู่ในจังหวัดดุสิตธานีทุกอำเภอจะปติสันธิขึ้นแล้ว บอกชื่อเจ้าของบ้านด้วย แลยังมีรูปพระที่นั่ง ที่ทำการ วัด และสถานที่ต่างๆ พร้อม น่าชมเพียงไรไม่ต้องเดินอารัมภคาถากับเวลานี้จวนจะเปิดธานีให้ชาวต่างธานีทัศนา ควรจะซื้อกรอบรูปซึ่งมีรูปแปลกๆ ขายถูกที่สุด อันละ ๑๕ สตางค์ โหลละ ๘ บาทถ้วน ไว้ตบแต่งบ้านให้สรวยงามด้วย”

จากข้อความจากโฆษณาที่ยกมา ชวนให้เชื่อว่าอัลบั้มภาพถ่ายดุสิตธานีที่ผมพบจากห้องหนังสือหายากนั้นคงมาจากร้านขายของและจำหน่ายภาพถ่ายในดุสิตธานีนั้นเอง

การรับรู้โลกสมมติที่จำลองทั้งบ้านเรือนและกิจกรรมต่างๆ ในดุสิตธานีจาก ดุสิตสมัย หนังสือพิมพ์ที่ไม่มีภาพประกอบ คงทำให้ผู้อ่านนอกธานีสมัยนั้น หลงคิดไปได้ว่าชีวิตของชาวเมือง และบ้านเรือนในดุสิตธานีเป็นเมืองจริง ๆ หรือถ้ามีโอกาสได้เห็นจากภาพถ่ายที่พิมพ์จำหน่ายเป็นโปสการ์ดจากร้านขายของในดุสิตธานี ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้จินตนาการและอยากมีโอกาสเห็นด้วยตาตัวเองสักวัน อย่างไรก็ตาม ชีวิตสมมติในดุสิตธานีก็ยังเป็นปริศนาให้คนรุ่นเราอยากรู้ว่าทวยนาครส่วนใหญ่มีความคิดต่อการสร้างเมืองสมมติแห่งนี้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องค้นกันต่อ แม้ความสวยงามของดุสิตธานี จะถูกมองว่าเป็นสิ่งบดบังความสำคัญของการเรียนรู้ลักษณะการปกครองที่เป็นหัวใจของเมืองนี้ก็ตาม

หากมองว่างานศิลปะมีแง่มุมที่ทำให้เราชอบเสพในสิ่งที่อยู่ระหว่างเรื่องสมมติกับเรื่องจริง ผลงานดุสิตธานีชุดนี้ คงมาจากการท่องไปในเมืองสมมติผ่านหลักฐานประเภทต่าง ๆ และการตามหาส่วนประกอบของสิ่งที่เป็นทั้งเรื่องจริงของความฝัน และเป็นการฝันถึงเรื่องจริงที่สูญหายไป แล้วนำมาสร้างขึ้นใหม่ เพื่อเติมเต็มความฝันผ่านภาพจำลอง ระหว่างที่ตอนนี้ยังฝันค้างกับหลายเรื่องในโลกแห่งความเป็นจริง

Writer & Photographer

ประทีป สุธาทองไทย

สอนศิลปะอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชอบประวัติศาสตร์ของสิ่งที่ไม่ได้ถูกเอามาเขียน ชอบค้นเรื่องเก่าๆ เอามาทำงานศิลปะ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load