14 พฤศจิกายน 2562
2 K

จังหวะที่ฉันเปิดประตูเหล็กสีขาวของ Bangkok CityCity Gallery เข้ามา ก็ปะทะกับหุ่นดินปั้นหลากสีที่จัดแจงตัวเองอยู่บนชั้นไม้เต็มแกลเลอรี่ มองไปทางไหนก็มีเพียงหุ่นดินเหนียวกับชั้นไม้ เดินเข้ามาทางซ้าย มีหุ่นขยุกขยุยหน้าตาคล้ายคุณแมวตัวใหญ่หูแหลมชี้ บนหลังมีคนขี่มันอยู่ 3 คน ตรงหน้ามันมีคนชูมือ 2 ข้าง เหมือนกำลังเบรกมันอยู่ เมื่อก้มลงอ่านแผ่นพับก็ได้ความว่าหุ่นตัวนี้ชื่อ Hey Suncat, rest here for a night and hear me out ราวกับว่าตาคนชูมือกำลังพูดประโยคนี้อยู่

“Suncat เป็นแมวที่เดินทางได้เฉพาะตอนที่มีแสงแดด มันชอบพาคนไปที่นั่นที่นี่ แต่มันไปได้เฉพาะตอนที่มีแสงอาทิตย์” แป๋ง-ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปินผู้ปั้นผลงาน เล่าให้เราฟังถึงเจ้าแมวแสงอาทิตย์ หนึ่งในผลงานชิ้นแรกๆ ที่ต้อนรับเราในนิทรรศการเดี่ยว ‘They Talk’ 

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน
ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

ดุษฎี ฮันตระกูล หรือพี่แป๋ง ตามที่ฉันจะเรียกเขาอย่างใกล้ชิด ทำงานด้วยสื่อหลากหลายแขนง ตั้งแต่ภาพวาดไปจนถึงศิลปะจัดวาง รวมทั้งเซรามิกที่เป็นเป็นหัวใจของนิทรรศการครั้งนี้

เขาจบปริญญาตรีและโทจาก University of California ก่อนจะกลับมาทำงานศิลปะและเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย ผลงานของเขานอกจากจะจัดแสดงบ่อยครั้งในประเทศไทยแล้ว ยังเคยได้ไปจัดแสดงที่ Nichido Contemporary Art และ Mori Art Museum ประเทศญี่ปุ่น Oakland Museum of California สหรัฐอเมริกา

นิทรรศการ They Talk กล่าวถึงเสียงของพวกเขา พวกเขาที่ว่าคือเหล่าหุ่นประติมากรรมเซรามิกที่จัดแสดงเรียงรายเต็มโถงแกลเลอรี่ บ้างก็นั่งแสดงตัวอยู่เฉยๆ บ้างก็เป็นฉากที่มีกิจกรรมอะไรบางอย่าง ราวกับเราไปแอบดูชีวิตของเขา บ้างก็เป็นตัวละครเดี่ยวๆ เหมือนเปิดการ์ตูนอ่านแล้วมีหน้าแนะนำตัวละคร พวกเขาต่างมีชื่อที่บอกเล่า อธิบาย หรือกำกับตัวพวกเขาเอง ดังเช่นผลงาน Suncat ที่มีชื่อราวกับว่าหุ่นในนั้นกำลังคุยกัน หรือคุยกับเราอยู่

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

ลักษณะหน้าตาของพวกเขามีความดิบ เห็นรอยมือที่ปั้นพวกเขาขึ้นมาจากดินอย่างชัดเจน ให้ความรู้สึกเหมือนหุ่นโบราณก่อนประวัติศาสตร์แบบที่เห็นตามหนังสือเรียนเวลาเรียนวิชาประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ อย่างหุ่นหญิงอ้วนกลมแบบวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟ (Venus of Willendorf) แต่กลับมีชื่อที่ฟังแล้วพอเชื่อมโยงกับยุคสมัยนี้มากกว่า เช่นชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า Mother Says We Must Jail Corrupted Politician Together (แม่บอกว่าเราต้องจับนักการเมืองโกงกินขังคุกด้วยกัน) ที่ดูแล้วก็ไม่แน่ใจว่าเขาเก็บกดมาจากไหนหรือเปล่า หรือ Possible Monument for Southeast Asian Clean Air (อนุสาวรีย์ที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับอากาศบริสุทธิ์ในเอเชียอาคเนย์)

และพี่แป๋งกำลังจะร่วมเป็นหนึ่งในศิลปินของ Singapore Biennale ที่จะเริ่มวันที่ 22 พ.ย. นี้

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน
ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

01

เดินทางตามดิน

นิทรรศการครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่พี่แป๋งได้แสดงผลงานเซรามิกอย่างเดียวเต็มที่ ต่างจากงานก่อนๆ ที่มีงานภาพวาด ภาพถ่าย เข้ามาแสดงด้วย

เซรามิกนับเป็นกระบวนการที่เขาทำงานมาด้วยเป็นเวลาเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่ที่เคยไปเป็นลูกมือให้อาซึ่งเป็นคนปั้นชามขายที่สตูดิโอของเขาที่บ้านย่า จนเริ่มตัดสินใจทำงานเซรามิกจริงจัง เริ่มซื้อเตาเผา และมีสตูดิโอของตัวเองเมื่อประมาณ 3 – 4 ปีที่แล้ว เพื่อทำงานศิลปะเมื่อว่างจากการเป็นอาจารย์พิเศษวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ที่มหาวิทยาลัย 3 แห่ง

การทำงานของพี่แป๋งคือการทำงานกับดิน

“ดินเหนียวเป็นวัสดุที่อยู่กับโลกมาหลายพันล้านปี ก่อนที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาในโลกนี้อีก ดินคือแรงดึงดูด วิวัฒนาการทุกอย่างในโลกมันเกิดมาจากแรงดึงดูด เท้าเราสัมผัสกับดินใช่มั้ยล่ะ” พี่แป๋งพูดถึงวัสดุที่เขาทำงานด้วยอย่างคุ้นเคย

“เราเอาดินมาจากหลายที่ อย่างดินด่านเกวียน ดินบ้านเชียง Compound Clay หรือดินอาจารย์สุโรจนา บางครั้งผสมกันมั่วๆ ยังมีเลย เพราะเขาให้มา เราเอาดินแต่ละชนิดมาลองใช้ดูว่าดินแต่ละตัวมีคุณลักษณะยังไงกับวิธีการทำงานของเรา ดินเองก็มาในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผง เป็นน้ำ หรือเป็นดินเหนียวพร้อมปั้นเลย หรือก้อนดินที่ต้องเอามาแช่น้ำให้มันกลายเป็นโคลนก่อนจะเอามาปั้นได้

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

“พอปั้นเสร็จ เราก็ศึกษาว่ามันเอามาทำอะไรได้บ้าง จากนั้นก็เอามาเผา บางตัวเผาทีเดียว บางตัวก็เผาสี่ห้ารอบ ปกติพอเผารอบแรกเสร็จเราต้องมาดูว่าดินนั้นมีส่วนแตก มีรอยอะไรหรือเปล่า ความเปราะ ความแข็ง ของมันเป็นอย่างไร จากนั้นก็ดูสีสันหน้าตามัน เพราะดินแต่ละชนิดมีอุณหภูมิที่เผาออกมาแล้วไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเครื่องปั้นดินเผาก่อนประวัติศาสตร์จะเผากันอยู่ที่เจ็ดแปดร้อยองศา เปรียบเทียบกับปัจจุบันมันเป็นแค่การเผาครั้งแรก แต่มนุษย์ได้พัฒนาเตาเผาทำให้เผาด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ เลยมีเตาที่มีวิศวกรรมที่ดีขึ้น เผาได้ในองศาที่สูงกว่าเดิม ส่วนใหญ่เราเผาอยู่ที่พันถึงพันสองร้อยปลายๆ

“อย่างดินจากบ้านเชียง ตอนนี้มีอุตสาหกรรมการปั้นไหเพื่อขายนักเที่ยวที่นั่น พอทำเป็นอุตสาหกรรม แต่ละตำบลหรือหมู่บ้านก็จะทำหน้าที่ต่างกัน บ้านนี้ขุดดินขาย บ้านนี้ปั้นหมอ บ้านนี้เขียนลาย อีกบ้านหนึ่งเอาไหไปขาย”

พี่แป๋งยกตัวอย่างดินจากสถานที่ที่ขุดค้นได้ว่าเก่าแก่ที่สุด การปั้นดินจึงต่างกับสมัยนี้ที่เกิดระบบอุตสาหกรรมไปมาก

“ขนาดพื้นที่ที่อยู่ใกล้กันแค่ยี่สิบกิโลเมตร ยังมีรูปร่าง รูปทรง และวิธีการประกอบพิธีกรรม หรือการปั้นดินที่ต่างกัน เทียบกับสมัยนี้”

พี่แป๋งเปรียบเทียบตั้งแต่ลักษณะ สี รูปทรง กลิ่น ทั้งหมดล้วนทำให้เห็นถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นที่บ้านเชียง

“นอกจากดินแล้ว เราได้เห็นนวัตกรรมในการผสมดินของเขา เพราะดินของเขาผสมหลายอย่างกว่าจะได้สูตรแบบที่เขาปั้นกัน คนตรงนั้นมีวิวัฒนาการอย่างไรก็ดูได้จากการทำงานกับดินของเขานี่ล่ะ

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

“แต่จากการเดินทางไปบ้านเชียง เราเห็นวิวัฒนาการของวัสดุ ของคน ของอารยธรรม อย่างเช่นอีสานกำลังจะสร้างบายพาสโคราชตรงนั้น มีการก่อสร้างอะไรหลายอย่าง เราขับไปเรื่อยๆ หลายร้อยกิโล ก็ได้เห็นเศษเครื่องปั้นดินเผา เห็นว่าบ้านเชียงเขาก็ยังทำ Wet Rice Farming เหมือนกับที่ทำมาเมื่อสามพันปีที่แล้ว เราเห็นการสร้างเมือง เห็นการเปลี่ยนแปลงของอดีตสู่ปัจจุบันผ่านการเดินทาง เช่นเดียวกับที่เราคาดเดาวิถีชีวิต วัฒนธรรม ไปจนถึงความเชื่อ ของคนโบราณได้จากการขุดค้นพบเจอไหเหล่านี้ พวกเขาใช้อุปกรณ์อะไร ประกอบพิธีกรรมแตกต่างกันอย่างไร ผ่านเทคโนโลยีที่วิเคราะห์อายุของเศษเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ แล้วมันวิวัฒนาการอย่างไรบ้างกว่าจะมาถึงปัจจุบัน

“ที่เราเอามาใช้ ดินบ้านเชียงเหมือนมีผิวตัน น้ำไหลออกได้ช้ามาก แต่พอรูดินเปิดแล้ว น้ำในดินจะออกเร็วมาก แล้วดินก็จะปิด ทั้งที่ส่วนใหญ่ในวิธีการทำเซรามิก พอทำดินเสร็จแล้ว เขาจะเอาถุงพลาสติกคลุมเอาไว้ หรือเอาไปเก็บคุมความชื้น ให้น้ำไหลออกจากดินช้าๆ เพื่อให้หดตัวช้า เพราะการหดตัวทำให้ดินเคลื่อน ถ้าดินเคลื่อนเร็วดินก็จะหัก จะแตก ซึ่งดินบ้านเชียงต่างกันมาก เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นพิธีกรรมที่ต่างกัน เทียบกับดินอุตสาหกรรมทั่วไปอย่าง Compound Clay เพราะมันผ่านการทดลองมาแล้ว ซึ่งเราเอาองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้กับที่เราทำงานได้”

ก่อนหน้านี้เมื่อพี่แป๋งทำงานเสร็จก็จะเผาอย่างเดียว แต่นิทรรศการนี้เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มเคลือบผลงานเซรามิก สิ่งที่เคลือบหน้าดินเผาคือแก้วที่หลอมละลาย มีสีที่เปลี่ยนไปตามแร่ธาตุที่ทำปฏิกิริยากับความร้อนที่แตกต่างกัน

“พอมีการเคลือบมันก็มีอย่างอื่นเข้ามาห่อหุ้มหน้าตามันอยู่อีกที” พี่แป๋งกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของกระบวนการสร้างงาน

“แต่ก่อน พอเราเห็นดิน เราก็จะนึกออกเลยว่าพอเผาแล้วมันจะหน้าตาออกมาเป็นยังไง แต่พอเคลือบแล้ว ส่วนใหญ่มันถึงจะเห็นว่าเป็นอะไร ซึ่งเราก็พอใจกับมันนะ ของแบบนี้มันต้องหาไปเรื่อยๆ” เขายิ้ม เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่พอใจกับการทดลองของเขา

“แต่ระหว่างทางเราก็คุยกับงานที่ปั้นอยู่ตลอดเวลา บทสนทนาว่ามันเป็นใคร มันมาทำไม แล้วเขาต้องการอะไรจากเรา เราต้องการอะไรจากเขา คุยกันตั้งแต่เอาดินมา หรือคุยตั้งแต่มีอยู่ในหัวตัวเองแล้ว เพราะกระบวนการสร้างมันเกิดมาตั้งนานแล้ว แทบจะก่อนประวัติศาสตร์อีก”

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

02

เสียงของพวกเขา

ในนิทรรศการ They Talk ครั้งนี้ พวกเขาคือใคร พวกเขามีเสียงอย่างไร พูดคุยเรื่องอะไรกันบ้าง พวกเขาเล่าเรื่องอะไรให้เราฟัง

บทสนทนาของพวกเขาเป็นไปอย่างไร คือคำถามที่เราสงสัยว่าเจ้าพวกนี้มันจะพูดอะไรกัน พี่แป๋งจึงอธิบายว่า

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

 “เขาพูดหลายเรื่องอยู่นะ ถ้าดูตามชื่อของพวกเขา เป็นวิธีการใช้ภาษาของเราที่อยากจะแทนให้มันใกล้กับความรู้สึกที่สุด ในหัวคิดของเรา เราอยากใช้ภาษาสื่อสารซึ่งแทงไปที่ความหมายของเรากับคนดู ให้เข้าใจได้ร่วมกัน บางตัวก็บอกตรงๆ เลย ส่วนบางตัวก็มีความเป็นกวีอยู่ในนั้น จะว่าเป็นนิทานก็ได้ เป็นเรื่องเล่าก็ได้ ทั้งเป็นภาษาทางภาพ และภาษาทางภาษา พวกเขามีทั้งเสียงของบรรยากาศรอบตัว เสียงคนแก่ คนหนุ่ม เสียงของเพศชาย เพศหญิง อายุ วรรณะ เราคิดว่ามันน่าจะเป็นเสียงหลายเสียง หรือเวลาที่แตกต่างกัน ทั้งเวลาที่มาจากดิน ตัววัสดุ ประวัติศาสตร์ของตัววัสดุ”

เรื่องเล่าเหล่านี้อยู่ในบทสนทนาของชีวิตและการทำงานของพี่แป๋ง รวมไปถึงบทสนทนากับลูกชายอายุขวบครึ่งของเขา

“มันเป็นเรื่องที่เราคุยกันอยู่ตลอดเวลา เขาคุยกับผม ผมคุยกับเขา เขาเล่าให้ผมฟัง ทั้งทางภาษาพูด และการกระทำ กิริยา การสัมผัสเนื้อตัว การป้อนข้าว”

การจัดวางหุ่นแต่ละตัวเหมือนเป็นการสร้างเรื่องราวต่อกัน พี่แป๋งเลือกหุ่นที่วางไว้ใกล้ประตูทางเข้า เหมือนเป็นตัวรับแขก ก่อนจะพาเราไปทิศทางต่างๆ ด้วยชั้นไม้ที่ออกแบบมาหน้าตาคล้ายผังอย่างหนึ่ง ผลักการเดิน พลิกวิศวกรรมทางสังคม ให้ผู้ชมเลือกว่าจะเลี้ยวไปทางไหน เหมือนกำลังสร้างแผนที่ให้คนดูอย่างหนึ่ง

เราเดินลัดเลาะตามชั้นวางไม้ต่อเข้าไปเจอชิ้นอื่นๆ หุ่นนายตัวสีแดงคนหนึ่งกำลังกุมหัว พร้อมจู๋….ใช่แล้วค่ะ อ่านไม่ผิด จู๋ องคชาต Penis อะไรก็ตามที่เราจะเรียกมัน จู๋ 2 อัน บนเป้าอันหนึ่ง บนส่วนพุงอีกอันหนึ่ง

นิทรรศการ They Talk จัดที่ Bangkok CityCity Gallery

“ตัวนี้คือ The Key to Regenerative Energy (กุญแจสู่การฟื้นคืนพลังงาน)”

“ก็เลยมีสองจู๋?”

“มันมีสี่จู๋ ตัวมันเป็นจู๋ แล้วเงามันก็เป็นจู๋อีกอันหนึ่ง”

“เลยต้องเป็นสีแดง จะได้พุ่งพล่านสินะ แล้วทำไมเขาปวดหัวล่ะ?”

“เขาคิดอยู่ เพราะเขากำลังหาพลังงานที่สร้างตัวเองได้”

03

ไส้ อวัยวะ และเพศแม่

พูดถึงจู๋เลยนึกได้ว่านิทรรศการครั้งนี้มาพร้อมหนังสือที่พี่แป๋งทำขายอยู่ที่ร้านหนังสือของแกลเลอรี่อีกห้องหนึ่งชื่อ Grandma, I want a Penis ก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามาจากไหน ทำไมชื่อมันช่างยียวนและใสซื่อได้แบบนี้

“นิทานนี้มาจากเรื่องจริงของภรรยาเรา ตอนเด็กๆ พี่ชายกับน้องชายชอบเอาจู๋ออกมาเล่นฉี่ฟันดาบกัน ส่วนตัวเองเป็นผู้หญิงอยู่ตรงกลาง ครอบครัวคนจีนสมัยนั้นมองว่าลูกสาวก็เหมือนขี้ ไม่ค่อยมีประโยชน์ เขาก็จะนับถือว่าลูกชายต่างหากที่มีมูลค่า

“ภรรยาเราเขาอยากเล่นเกมนี้ด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่เกมนี้เกมเดียว แต่น่าจะมีอีกหลายอย่างที่เขาโดนกีดกัน เพราะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการเป็นผู้ชาย ทำให้เขาอยากมีจู๋บ้าง เขาก็เลยขออาม่าให้ไปซื้อจู๋ให้หน่อย ที่ตลาดมีวางแผงขายตามแคร่ ทำจากไม้ แบบปลัดขิก นึกว่าถ้าเอามาใส่แล้วก็เอามาฉี่ได้ จะได้เล่นฟันดาบกับพี่น้อง อาม่าก็บอกว่าที่ตลาดมี เดี๋ยวอาม่าไปซื้อมาให้ แต่เขารอทุกวัน ทุกวัน พออาม่าเปิดประตูบ้านมาเขาก็ถามตลอด อาม่า ไหนจู๋ของหนู อาม่าไม่มีจู๋ให้ก็หาเหตุผลร้อยแปด สุดท้ายไม่มีจู๋ให้เขาสักที”

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน
ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

พี่แป๋งเล่าถึงที่มาของนิทาน

“เราได้ฟังก็ชอบมาก มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกถึงความลึกซึ้งของความเป็นคน มันมีหลายมิติมาก พอมีโอกาสได้มาแสดงที่นี่ ทางแกลเลอรี่ถามว่านอกจาก Sculpture แล้ว มีอะไรอยากทำอีกมั้ย เราเองอยากเขียนหนังสือมานานมาก เลยใช้วิธีการเล่านิทานแบบในหนังสือเด็ก ตัวหนังสือตัวใหญ่ๆ เล่าทีละประโยค ไม่ต้องซับซ้อนมาก”

เมื่อสังเกตดีๆ นอกจากจู๋แล้ว งานครั้งนี้มีหลายอันที่เกี่ยวกับอวัยวะ ตัวหุ่นก็มีอวัยวะหลายชิ้น นอกจากชิ้น 4 จู๋ บางชิ้นก็มีนมหลายเต้า หรือมี 2 ชิ้น ที่เกี่ยวกับไส้โดยตรง คือชิ้น Grandma Intestine คุณยายตัวสีน้ำตาลอ่อน (ถ้าจะเรียกอย่างสุภาพก็คงสีเหมือนกาแฟลาเต้ แต่ถ้าไม่เกรงใจ เราว่าสีเหมือนขี้ในไส้) ที่มีไส้เป็นเส้นยาวขดไปขดมา และชิ้นคนล้างไส้ พี่แป๋งให้เหตุผลว่าอวัยวะเป็นส่วนสำคัญ เป็นเรื่องสามัญในการดำรงชีวิต ถึงจะขัดกับค่านิยมของคนทั่วไปว่าอะไรควรมี อะไรไม่ควรมี ทั้งที่ถ้าว่าตรงตัวมันอาจจะเป็นการเพิ่ม การสืบพันธุ์ การสร้าง และใช้พลังงาน เราเองก็ขายแรงงานให้กับระบบ แล้วก็ย่อยสลายให้กับระบบ

“Grandma Intestine ก็อธิบายตรงตัวนะ ย่ายายเป็นสัญลักษณ์ของเพศแม่ ของอายุ ที่อาจจะเกิน Grandma ไป เป็นบรรพบุรุษ หรือเวลาที่ล่วงเลยไป ส่วนไส้นี่ หน้าที่ของมันก็คือช่วยย่อยสลาย ดูดซึมพลังงาน เข้าร่างกายเสร็จก็ถ่ายออก มันคือส่วนหนึ่งของการบริโภค บวกกับมิติของเวลาของเพศ เป็นการหมุนเวียนพลังงาน”

นิทรรศการ They Talk จัดที่ Bangkok CityCity Gallery

“ในนี้มีแม่เยอะเนอะ” เราทัก เพราะนอกจากจะมีคุณยายไส้ย้วยอย่าง Grandma Intestine แล้ว ยังมีผลงานถึง 2 ชิ้นที่เล่าถึงแม่ และอีกหลายชิ้นที่มีผู้หญิงเป็นส่วนประกอบ

“เรานึกถึงหุ่นวีนัสออฟวิลเลนดอร์ฟเลย” เรากล่าว

“ใช่ เราพยายามจะเอาแม่ ยาย เด็ก ผู้หญิง เข้ามาให้ได้มากที่สุด เราอยากจะเอาเข้ามาในศาสนาที่มีศาสดาเป็นเพศชาย เพราะส่วนใหญ่ศาสดาจะไม่มีกระจู๋ สังเกตมั้ย เราไม่เคยเห็นจู๋กับศาสดา พระพุทธรูปอย่างนี้ เราเลยอยากพาคนเหล่านี้มาให้ได้มากที่สุด นึกถึงชุมชนหรือสังคมที่มีเพศหญิงเป็นศูนย์กลางที่ถูกทำลายไป จาก Maternal-Centric ก็กลายเป็น Paternal-Centric ไป ขนาดประวัติศาสตร์ของวัสดุเซรามิกที่เชื่อว่าเก่าแก่ที่สุด เจอในกรุงเช็กอายุประมาณสองหมื่นปี ก็เป็นผู้หญิง ถึงวีนัสจะเป็นเทพกรีก ที่เกิดหลังจากนั้นไปอีก แต่มันก็พูดถึงความอุดมสมบูรณ์ของเพศหญิงในการขยายเผ่าพันธุ์”

เรานึกย้อนกลับไปถึงหนังสือ Grandma, I want a Penis ที่เป็นความคิดที่บริสุทธิ์มากสำหรับเด็กยังไม่เดียงสา ความคิดว่าการเป็นผู้หญิงนั้นด้อยกว่าคงฝากรอยแผลในใจเด็กหญิงคนหนึ่งไว้ แม้สังคมจะผลักดันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศขนาดไหน แต่สถาบันครอบครัว ความเชื่อ ค่านิยม รอยแผลนั้นคงยากที่จะหายไป

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

04

แผนที่ไปสู่วันพรุ่งนี้

นอกจากจะมีงานแสดงที่กรุงเทพฯ แล้ว พี่แป๋งก็เป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้ไปแสดงร่วมกับ Singapore Biennale ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเริ่มเปิดช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนด้วย เราเลยอดถามไม่ได้ว่างานที่แสดงอยู่ที่นี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานที่กำลังจะไปแสดงที่นั่นมากแค่ไหน

นิทรรศการ They Talk จัดที่ Bangkok CityCity Gallery

“มีครับ มีเยอะมากทีเดียว ของ Singapore Biennale จะเป็นแผนที่ และเป็นข้อเรียกร้อง ข้อเสนอ ส่วนงานตรงนี้เป็นตัวเรือนร่างที่อยู่ตรงนี้ ชื่องานที่สิงคโปร์ของเราชื่อ Maps for the Soul to Return to the Body เป็นแผนที่ให้วิญญาณกลับสู่ร่าง มาจากเรื่องเล่าของเราเกี่ยวกับไหบ้านเชียง เพราะแต่ละคนมีไหของตัวเอง แต่ละใบมันไม่มีใบไหนที่ซ้ำกันเลย ลายแต่ละลายก็ไม่ซ้ำกัน เราเลยมีเรื่องเล่าว่าลายบนไหเหล่านั้นคือแผนที่ให้วิญญาณกลับเข้ามาสู่มิติได้ ส่วนวิญญาณที่กลับมาสู่ร่าง เราคิดไว้ว่าหุ่นเหล่านี้เป็นร่างของมัน เราว่ามันน่าจะมีวิธีการคิดถึงร่างในหลายๆ รูปแบบ แต่อันนี้น่าจะเป็นอนาคตของงานสิงคโปร์ แค่มันเกิดก่อน”

เรามองไปที่ชิ้นส่วนไหโบราณที่วางอยู่บนชั้นใต้หุ่นประติมากรรมติดประตูทางออก เป็นประติมากรรมชิ้นเดียวที่มีชิ้นส่วนไหเหล่านั้นประกอบ เหมือนกับว่าชิ้นส่วนเหล่านี้คือเศษเสี้ยวของแผนที่ขนาดใหญ่ของเขา

นิทรรศการ They Talk จัดที่ Bangkok CityCity Gallery

เรากลับมาอ่านแผ่นพับที่ตอนนี้เป็นเหมือนป้ายบอกทางของเราไปแล้ว ก่อนจะถามถึงผลงานที่มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะเกี่ยวกับสิงคโปร์ 2 ชิ้น คือ Possible Monument for Southeast Asia Clean Air และ Possible Monument for Southeast Asia Clean Water Management (อนุสาวรีย์ที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับอากาศบริสุทธิ์ในเอเชียอาคเนย์ และอนุสาวรีย์ที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับการจัดการน้ำสะอาดเอเชียอาคเนย์)

“สองชิ้นนี้เราคิดมาจากหัวเรานี่ล่ะ อนุสาวรีย์อันนี้ยังไม่เกิด แต่เราอยากให้มีหลังจากที่เราเห็นอดีต เราว่ามันน่าจะพูดถึงอนาคตได้ เราเคยฟังสถานีวิทยุนึงในนิวยอร์ก เขามีสโลแกนหนึ่งเจ๋งมาก เขาว่า ‘Five Hundred Years of New Music’ หรือห้าร้อยปีของเพลงใหม่ ความใหม่ที่ผ่านมาแล้วห้าร้อยปีน่ะ ถ้าพูดถึงอดีตและอนาคตได้ในเวลาเดียวกันในปัจจุบัน

“เราเลยคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ถ้าจะตั้งศูนย์จัดการกับคุณภาพของอากาศ เพราะในปีสองปีที่ผ่านมาเรามีเครื่องวัดฝุ่นกันแล้ว เราก็เริ่มรู้แล้วว่ามันมีค่าแบบนี้ ถ้าสูงเท่านี้คือไม่ดี แล้วต้องสูงมากขนาดไหนถึงจะเลวร้าย งั้นแทนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือทหารผ่านศึก เราอยากให้มีอนุสาวรีย์หนึ่งที่จะบอกว่าเราต้องการอากาศและน้ำที่ดี”

ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปิน Singapore Biennale กับ They Talk นิทรรศการแอบฟังเซรามิกคุยกัน

แม้ว่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ผลงานของพี่แป๋งกลับชวนให้เราคิดถึงปัญหาในปัจจุบัน ตั้งแต่มลภาวะ เศรษฐกิจ การปกครอง ราวกับว่าบทสนทนาของพวกเขาและพวกเรา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่พันปีก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่ความหมายของการมีชีวิต ชีวิตที่เราต้องการ และความหมายแห่งการเป็นมนุษย์

“ข้อเสนอเหล่านี้มันคือความต้องการขั้นพื้นฐานของคนนะ พอเรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตแล้ว เราในฐานะคนยุคปัจจุบัน เราเป็นคนอยู่ตรงนี้ ตอนนี้ ก็ตั้งคำถามว่าอนาคตเราต้องการอะไร สำหรับคนรุ่นต่อจากเราด้วย เราต้องการคุณภาพชีวิตยังไง เรามีลูก เราก็อยากให้เขาได้โตมาในโลกแบบไหน เราอยากมีส่วนร่วมกับอนาคต ดังนั้น งานของเรา ไม่ว่าจะมองว่าเป็นนิทาน เป็นประติมากรรม หรือดินเผา อะไรก็ตาม มันคือการเรียกร้องที่เราพูดผ่านอะไรบางอย่าง”

นิทรรศการ They Talk จัดที่ Bangkok CityCity Gallery ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 17 พ.ย. 2562 และ Singapore Biennale จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. 2562 ถึงวันที่ 22 มี.ค. 2563 ผลงานของแป๋งจะจัดแสดง ณ Gillman Barracks

Writer

พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ

เจ้าของเพจ ‘ศิลปะเข้าใจยากจริงหรือ’ อยากให้คนเข้าใจศิลปะ-วัฒนธรรมมากขึ้น แต่ก็อยากกินของอร่อยแล้วก็อยากมีเงินชอปปิ้งด้วย

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load