แม้จะเลยเวลาห้างเปิดมาแค่เล็กน้อย แต่เมื่อเดินเข้ามาใน DROP BY DOUGH สาขาใหม่ล่าสุดที่เอ็มควอเทียร์กลับมีลูกค้านั่งอยู่หลายโต๊ะทั้งที่เป็นเช้าวันธรรมดา ทั้งแม่บ้านญี่ปุ่นที่กำลังดื่มกาแฟเคล้าบทสนทนา พนักงานออฟฟิศพร้อมคอมตรงหน้าพร้อมทานอาหารเช้าไปด้วย คู่แม่ลูกที่กำลังตื่นเต้นเมื่อโดนัทมาเสิร์ฟที่โต๊ะ 

ด้วยบรรยากาศเป็นมิตร กลิ่นกาแฟหอม ๆ พร้อมโดนัทหน้าตาดีเรียงรายเหมือนกวักมือเรียกให้เราอยากเดินเข้าไปหา ร้านไม่ทิ้งลายตกแต่งสไตล์สแกนดิเนเวียนที่ทุกสาขาเป็นไปในทางเดียวกัน มีแสงธรรมชาติสาดเข้ามาทำให้ดูสบายตา และพนักงานยิ้มแย้ม แต่งตัวด้วยยูนิฟอร์มของร้านที่น่ารัก จนอยากเอ่ยถามว่าจะทำขายเป็นของที่ระลึกบ้างไหม

ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมลูกค้าถึงเยอะขนาดนี้

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

เรามาที่นี่เพราะมีนัดสนทนากับ โอ๊ต-ณรงค์ฤทธิ์ ศรีตลานนท์ และ โอ๊ตซึ-เฉลิมพล อัครภิญโญกุล ถึงไอเดียเบื้องหลังร้านโดนัทที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ คำถามที่หลาย ๆ คนอาจสงสัยไม่ต่างกับเราว่า เพราะอะไรร้านโดนัทที่อายุไม่ถึง 2 ขวบดี ถึงเติบโตเร็วจนมี 3 สาขาและมี Kiosk ทั่วกรุงเทพฯ ได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังมากมาย แถมเร็ว ๆ นี้ยังมีแพลนขยายสาขาไปต่างประเทศอีกด้วย 

“ตอนแรกตั้งใจว่าขายได้แค่วันละห้าสิบชิ้นก็พอใจแล้ว มาจนถึงวันนี้ที่ยอดขายอยู่ประมาณเกือบพันชิ้นก็ชื่นใจครับ” ชายหนุ่มสองคนตรงหน้ากล่าวยิ้ม ๆ เมื่อบทสนทนาเริ่มขึ้น

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

การท่องเที่ยวเป็นจุดเริ่มต้น

ไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองโอ๊ตไม่มีใครเคยมีประสบการณ์ทางด้านอาหาร หรือเปิดร้านทำธุรกิจอย่างจริงจังมาก่อน 

โอ๊ตซึเรียนจบด้านโฆษณา 

โอ๊ตจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ 

ทั้งคู่รู้จักกันตอนทำงานที่ PAÑPURI ด้วยกัน ระหว่างทำงานที่นี่ นึกสนุกอยากทำอะไรขายเล่น ๆ เลยเริ่มขายเสื้อผ้าชื่อแบรนด์ Mountain Boy ขึ้นมาเมื่อ 5 – 6 ปีที่แล้ว เน้นขายตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ และทางออนไลน์เป็นหลัก หลังจากนั้นก็ทำเพจท่องเที่ยวอย่าง OATS X Somewhere ไปด้วย 

ทั้งสองคนเที่ยวด้วย ทำงานประจำด้วย แล้วก็ผลิตเสื้อผ้าขายด้วย

“ในวันนั้น เรารู้สึกว่ามันสนุกดีแล้วก็พอได้ค่าขนมเพิ่มนิดหน่อย แต่เวลาต้องไปขายของออกบูท เราต้องรีบเร่งผลิต ทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยมีเวลาไปเที่ยว ไม่มีเวลาทำคอนเทนต์ลงเพจ ทำหลายอย่างมากจนไม่มีเวลา เลยคิดอยากจะออกมาทำอะไรของตัวเอง ก็เลยออกจากงานประจำ” โอ๊ตซึเล่าที่มาที่ไป

“เราทำหลายอย่างมากจนไม่ได้โฟกัสอะไรสักอย่างจริง ๆ ในอนาคตถ้าอยากมีธุรกิจของตัวเอง คิดว่าจะต้องให้เวลากับมัน สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจออกจากงานได้จริง ๆ คือการเดินทาง พอได้ไปเที่ยว เราได้ทานอาหารใหม่ ๆ ดูมิวเซียมใหม่ ๆ ได้ไปโรงแรมดีไซน์ใหม่ ๆ ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าตัวเองชอบอะไร” โอ๊ตเสริมให้เห็นภาพ 

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

โดนัท

โอ๊ตซึยอมรับว่าตอนแรกร้านโดนัทไม่ใช่ไอเดียที่ผุดขึ้นมาในหัว แต่พอมองย้อนกลับไปเวลาไปเที่ยวเมืองนอก แต่ละเมืองจะมีร้านโดนัทที่ใครไปก็ต้องกิน เลยอยากให้คนที่มากรุงเทพฯ นึกถึง DROP BY DOUGH บ้าง 

“โดนัทมีจุดเด่นคือทานง่าย แต่ใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปได้เยอะ เพราะต่อให้ขนาดพอกัน รูปทรงคล้ายกัน มีไส้ มีหน้า แต่ละร้านก็สร้างรสชาติหรือสัมผัสของแป้งได้แตกต่างกัน มันน่าสนุกที่เราจะสร้างรสชาติแปลกใหม่ให้มาอยู่ในรูปแบบของโดนัท บวกกับช่วงนั้นที่เราทำรีเสิร์ช ในกรุงเทพฯ ยังไม่ค่อยมีร้านโดนัทที่เป็นสแตนด์อโลนอยู่นอกห้าง แล้วก็มีทั้งไส้ทั้งหน้า” 

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

หัวใจหลักของธุรกิจคือสินค้าต้องดีจริง

ตอนเปิดสาขาแรกที่อุดมสุข โจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้คนมาเพราะค่อนข้างไกลจากตัวเมือง

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ โดนัทต้องดีพอที่จะดึงคนมาให้ได้ ขณะเดียวกัน ทุกอย่างรวม ๆ ก็ต้องออกมาดีด้วย ทั้งบรรยากาศร้าน เครื่องดื่มหรือกาแฟ”

การที่พระเอกอย่างโดนัทจะออกมาดีที่สุดอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ต้องผ่านการค้นคว้าและเดินทางไปชิมถึงต่างประเทศ ทั้งสองพาเชฟไปวิเคราะห์ถึงโครงสร้างของแป้ง เพื่อนำกลับมาพัฒนาเป็นสูตรของตัวเอง แป้งต้องนุ่มฟู แต่เวลาฉีกไส้ต้องไม่เปียกเป็นโพรง เวลากัดจะได้เป็นคำเดียวกันทั้งหมด

“มันเหมือนเราได้ไปเรียนหนังสือ เรารู้ว่าขนมอร่อยเป็นยังไงในฐานะผู้บริโภค แต่จากมุมมองของเชฟหรือมืออาชีพนั้นต่างกัน เขาสามารถบอกเราได้ว่าไส้เหลวหรือแข็งไป แป้งเป็นแบบไหน ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้ เก็บมาเทียบว่าที่อยู่ในใจเราเป็นแบบไหน แล้วถึงสร้างโครงสร้างของโดนัทที่เราชอบขึ้นมา” โอ๊ตเล่า

จากตอนแรกที่คิดว่าการทำโดนัทเป็นเรื่องง่าย แต่จริง ๆ แล้วไม่ง่ายเลย เพราะมีรายละเอียดมากมาย ต้องทำงานกับยีสต์ ต้องควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น รวมไปถึงการทอดที่ต้องคอยสังเกตการณ์ตลอดเวลา

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม
DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

ทำธุรกิจกับคนใกล้ตัว

โอ๊ตซึดูแลด้านการตลาดและการดีไซน์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนโอ๊ตรับผิดชอบด้าน Operation หรือการจัดการทั่วไป ทั้งคู่ตัดสินใจทุกอย่างร่วมกัน ซึ่งสิ่งสำคัญคือปลายทางทั้งสองคนต้องเห็นภาพตรงกันด้วย

โอ๊ตบอกว่า “ถ้าจะใช้งบไปกับสิ่งหนึ่ง แต่ต้องเสียอะไรบางอย่าง เราจะอธิบายให้เขาฟัง เราเห็นตรงกันอยู่แล้วว่าปลายทางจะเป็นยังไง แต่วิธีการไปอาจจะไม่เหมือนกัน ก็ต้องหาจุดสมดุล บางทีวิธีของเขาดีมาก ส่วนของเราอาจใช้เวลาเยอะ วุ่นวายกว่า เราแค่ต้องคุยกันจริง ๆ คุยกันให้เยอะ ๆ ถ้ารู้สึกว่าอะไรผิดปกติต้องพูดเลย” 

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

DROP BY DOUGH

ถ้าในแง่แบรนดิ้ง พวกเขาอยากให้ DROP BY DOUGH เป็นแบรนด์มากกว่าร้านโดนัท แต่มีไลฟ์สไตล์เข้าไปเกี่ยวข้อง 

“อย่างเพลงที่เปิดเป็นเพลย์ลิสต์ที่เราสร้างเองใน Spotify เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ก็เป็นแถบสแกนดิเนเวีย การตกแต่งภายในต่าง ๆ มาจากตัวเราสองคน อยากให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเข้ามา Drop by บ้านของเรา มาทานโดนัท ดื่มกาแฟ ฟังเพลง ต่อให้ลูกค้าที่เข้ามามีอาชีพหรือแบกกราวนด์ที่ต่างกัน แต่ความชอบเหมือน ๆ กัน ก็มาอยู่รวมกันที่นี่ได้”

ในแง่ของสินค้าพยายามสร้างสรรค์โดนัทรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ ให้หนึ่งคำที่ลูกค้าทานมีหลายมิติ มีลูกเล่นมากกว่าโดนัททั่วไป รสสัมผัสก็มีหลากหลาย อย่าง Bacon Cheddar Cheese ที่มีไส้ชีสพร้อมหน้าเกลซหวาน โรยด้วยเบคอนกรอบ

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม
DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม
DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

2 ปี 3 สาขา

ขณะที่ร้านขนมลักษณะคล้าย ๆ กันมีสาขาแค่ที่เดียว แต่ทำไม DROP BY DOUGH ถึงมองว่าการขยายสาขาเป็นเรื่องที่จำเป็น – เราสงสัย 

โอ๊ตซึเล่าว่าเป็นเพราะช่วงแรกสาขาอุดมสุขกระแสตอบรับดีมาก แม้เปิดบริการเกือบครึ่งปีแล้วก็ยังมีคิวหน้าร้านทุกวัน ประกอบกับการเปิดช่องทางออนไลน์ ลูกค้าจากอีกฝั่งของเมืองอย่างรังสิตหรือลาดพร้าวก็ยินดีสั่ง แม้ค่าส่งจะแพงเท่าค่าขนมก็ตาม 

“เราดูแลไลน์แอดเอง เห็นลูกค้าสั่งจากโซนลาดพร้าวค่อนข้างเยอะ เลยคิดว่าต้องมีสาขาในโซนนั้นด้วย เพราะสภาพอากาศร้อน กว่าโดนัทจะไปถึงมือลูกค้าก็ไม่ใช่รสชาติที่ดีที่สุดเหมือนที่ร้านแล้ว 

“วันนั้นเรายังไม่มีภาพชัดเจนว่าจะมีสาขาที่สองเร็วขนาดนี้ แต่ได้มาจัดป๊อปอัปสโตร์ที่เอ็มควอเทียร์ เลยถามห้างว่าค่าเช่าเท่าไหร่ อยากมาทำร้านจัง คิดว่าถ้าจะอยู่ในห้าง ก็อยากได้สเปซตรงนี้เพราะเห็นวิวเมือง แล้วเราก็ดีไซน์ให้เหมือนไม่ได้อยู่ในห้างได้ด้วย แถมยังแก้ปัญหาที่ลูกค้าเจออย่างเรื่องที่จอดรถหรือการเดินทาง”

แต่ตอนนั้นในครัวสาขาอุดมสุขมีกันแค่ 4 คนเท่านั้น การก้าวกระโดดมาเปิดสาขาในห้างใหญ่จึงไม่ใช่คำตอบ

“การเปลี่ยนแปลงมันเยอะเกินไป เราเลยต้องมีสาขาอารีย์เพื่อเป็นทางออกขึ้นมา ค่อย ๆ ทยอยเพิ่มทั้งการผลิตและคน เพื่อทำส่งไปที่อารีย์ก่อน แล้วก็มี Kiosk ตลอด เพิ่มพลังการผลิตให้เสถียรขึ้น เพื่อรองรับสาขาที่จะเปิดที่เอ็มควอเทียร์ในอนาคต สำหรับสาขานี้มีการเตรียมการมามากกว่าหนึ่งปี ทางห้างก็ใจดีตกลงรอเรา”

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่ขยาย 3 สาขาใน 2 ปี มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และมีเป้าหมายอยากเป็นมากกว่าร้านขนม

Collaboration

ที่ผ่านมาได้ทำเทียนหอมร่วมกับ PAÑPURI โดยการเอากลิ่นของโดนัทมาผสมผสานออกมาเป็น DROP BY DOUGH x PAÑPURI Limited Edition และได้การตอบรับที่ดีมาก เราสงสัยว่าการทำงานร่วมกันกับแบรนด์อื่นส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างไร 

“มันทำให้แบรนด์เราเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยเป็นลูกค้าเรา ทำให้แบรนด์เรามีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น อย่างกับ PAÑPURI เป็นการทำงานกับความเชื่อ เราเชื่อในแบรนด์ว่าโดนัทเราดียังไง ขณะเดียวกันเราก็เชื่อใน PAÑPURI ด้วยว่าเขาจะทำให้การ Collaboration ครั้งแรกของเราออกมาดีมาก ๆ วันนั้นเราร่างคร่าว ๆ ว่าทำไมอยากทำเทียน อยากให้เป็นยังไง ส่งเมลไปหา พี่ปุ๋ย-วรวิทย์ ศิริพากย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปุริ จำกัด เขาก็ตกลงทันที ช่วยตบไอเดียให้ ช่วยดีไซน์กลิ่นและกล่องออกมาอย่างไม่มีที่ติ เป็นโดนัทของเราที่ยังมีความซับซ้อนในสไตล์ PAÑPURI”

ทั้งคู่เลือกแบรนด์ที่จะมาทำงานร่วมกันจากความเชี่ยวชาญในทางของเขาเอง มี Brand Identity คล้าย ๆ กัน นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ลูกค้าอย่างเนยถั่ว Skippy ที่อยากให้ออกแบบรสชาติให้ หรือชา Lipton ทำเป็นเมนูเครื่องดื่ม ถือเป็นการนำสินค้าของลูกค้ามาถ่ายทอดในแบบของตัวเองไปด้วย

เป็นมากกว่าร้านขายขนม

พวกเขาอยากให้แบรนด์อยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่าเป็นเพียงแค่ร้านขายโดนัท

“มาทานอาหารเช้าที่นี่ ซื้อกลับไปฝากเพื่อนหรือคนที่รัก อาจจะใช้ของเราที่เป็นสินค้า Collaboration ในอนาคตในชีวิตประจำวัน เราอยากเป็นส่วนหนึ่งให้ลูกค้ามีความสุข

“อย่างช่วงโควิด เราแฮปปี้มาก เพราะเห็นคนสั่งโดนัทหรือเครื่องดื่มของเราไปให้โรงพยาบาล ให้คุณหมอ ส่งความห่วงใย ส่งต่อกำลังใจให้กัน บางทีหมอถ่ายรูปแล้วแท็กกลับมาขอบคุณว่ามีคนส่งมาให้ เราก็มีความสุขไปด้วย เหมือนเรามีส่วนช่วยให้เขารู้สึกดี มันมีคุณค่าทางจิตใจกับคนที่ทำแบรนด์”

อีกเรื่องที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ คือช่วงโควิดทุกรอบ ยอดสั่งซื้อเกิน 50 เปอร์เซ็นต์คือลูกค้าส่งไปให้กำลังใจเพื่อนที่ทำงาน หรือบริษัทส่งให้พนักงานที่ Work from Home 

“ความตั้งใจที่เราทำโดนัทได้ส่งไปถึงลูกค้าจริง ๆ แต่ละชิ้นกว่าจะได้มาก็เป็นชั่วโมง ๆ กว่าจะทำแป้ง แต่งหน้า หรือแพ็กเกจจิ้งเราก็ตั้งใจในทุกขั้นตอน น้องหน้าร้านจะรู้ดีเลย เพราะลูกค้าให้เขียนการ์ดเยอะมาก เราเห็นทุกข้อความก็ดีใจที่ได้เป็นตัวแทนในการส่งต่อความสุข”

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่ขยาย 3 สาขาใน 2 ปี มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และมีเป้าหมายอยากเป็นมากกว่าร้านขนม

พฤติกรรมเปลี่ยน ธุรกิจปรับ

“สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกคือ แม้ร้านเราเข้ามาอยู่ในแอปฯ เดลิเวอรี่มากขึ้น ลูกค้าก็ยังชอบคุยในไลน์แอด อยากสอบถาม อยากเลือก ซึ่งต้องใช้เวลาและพนักงานในการตอบข้อความ แต่เราก็พยายามบริหารกันไป ยอดขายในช่วงโควิดไม่ตกลง ข้อด้อยในตอนแรกที่ร้านเราอยู่ไกลกลายมาเป็นเรื่องดี เพราะแถวอุดมสุขมีคอนโดฯ เยอะ คนทำงานอยู่บ้าน ไม่ต้องเข้าไปในเมืองก็มีกาแฟ มีขนมที่ดีให้ทาน” 

ช่วงแรกที่ร้านเปิด ทั้งสองโอ๊ตไม่เคยให้บริการเดลิเวอรี่ เพราะการขายหน้าร้านรุ่งเรืองอยู่แล้ว และกำลังการผลิตยังทำได้ไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการ แต่ทันทีที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ ลูกค้าไม่กล้าออกจากบ้าน ทางร้านจึงต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่ทั้งหมด

“เราต้องเปลี่ยนมาให้บริการเดลิเวอรี่ ต้องคิดการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียใหม่ จากที่เคยถ่ายรูปแต่ในร้าน ต้องมาคิดว่าลูกค้าจะซื้อกลับบ้านไปทำไม คำตอบคือเขาซื้อเพื่อส่งต่อให้คนอื่น 

“รวมถึงการสื่อสารว่าร้านเราสะอาด มีการถ่ายรูปตอนทำความสะอาด หรือน้องพนักงานใส่แมสก์แล้วถือกล่อง ใส่ความรู้สึกเข้าไปในรูปว่านี่คือความสุขที่เราอยากส่งให้”

ในวันนี้ธุรกิจยังไม่มีแพลนอนาคตที่ชัดเจน นอกจากการพัฒนาระบบหลังบ้านให้เป็นระเบียบมากขึ้น ดูแลพนักงานและบริหารจัดการวัตถุดิบให้ดีขึ้น

ที่ผ่านมามีคนสอบถามเรื่องการขายแฟรนไชส์ตลอด และแน่นอนว่านั่นไม่ใช่ทางเลือกที่พวกเขาสนใจในวันนี้

“เราอยากทำให้แบรนด์อยู่ได้ด้วยตัวเองก่อน อยากทำให้มันแข็งแรงมาก ๆ เพื่อเติบโตและออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ในวันหนึ่ง”

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่ขยาย 3 สาขาใน 2 ปี มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และมีเป้าหมายอยากเป็นมากกว่าร้านขนม

Lessons Learned 

  • ศึกษาตลาดก่อนเริ่มทำธุรกิจ หากเราไม่ใช่คนแรกในธุรกิจนี้ เราจะทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นได้บ้าง
  • คนใกล้ตัวที่ทำธุรกิจด้วยกันได้สำเร็จ ต้องเห็นเป้าหมายเดียวกัน แม้วิธีการจะไม่เหมือนกันก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องพูดคุยให้มาก ถ้ามีอะไรผิดปกติต้องบอกกันทันที
  • อย่าเพิ่งรีบเติบโตถ้ายังไม่พร้อม เมื่อขยายธุรกิจ ต้องมั่นใจว่าระบบหลังบ้านจะรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นได้
  • หมั่นสังเกตและฟังลูกค้าให้มาก เพื่อจะได้ปรับตัวให้ทัน

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

28 มิถุนายน 2560
1.69 K

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข ศิลปินหนุ่มเจ้าของแกลเลอรี่ Seescape แห่งเชียงใหม่ นัดพบเราที่บ้านหลังสวยของเขาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองนัก เมื่อก้าวเข้ารั้วบ้าน เราก็สะดุดตากับกรอบหน้าต่างโลหะสวยแปลกหลากรูปทรง ตั้งแต่วงกลมจนถึงก้อนเมฆแสนละมุน ซึ่งติดอยู่บนประตูและกำแพง

นี่คือ ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างทำมือที่ชื่อสื่อถึงการเป็นตัวกลางระหว่างภายในที่อยู่อาศัยและธรรมชาติภายนอก (ชาวทวิภพมักเรียกสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นว่า ‘ช่องเปิด’ แทน ‘หน้าต่าง’ เพื่อให้รู้ว่างานพวกเขามีความอิสระกว่าหน้าต่างทั่วไป) ทวิภพเป็นทั้งธุรกิจใหม่เอี่ยมอายุราวครึ่งปีของต่อลาภกับเพื่อนหุ้นส่วนอีก 3 คนคือ ฬุริยา สิงเห, ธารวิมล ขันสุธรรม และ ตฤณ พูลทรัพย์ รวมถึงเป็นสิ่งที่ต่อลาภพูดเต็มปากว่าคืองานศิลปะชิ้นใหม่

อะไรทำให้ศิลปินลงมือออกแบบกรอบหน้าต่าง อะไรทำให้ทวิภพกลายเป็นธุรกิจแทนการทำเป็นคอลเลกชันจัดแสดงในแกลเลอรี่

ต่อลาภและเพื่อนนั่งลงบนโซฟา ย้อนเล่าเรื่องธุรกิจที่เกาะเกี่ยวแนบแน่นกับคำว่าศิลปะให้เราฟัง

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, Seescape

หน้าต่างที่อยากเห็นแต่ไม่เคยเห็น

ต่อลาภ: ผมเริ่มเข้าไปอยู่ในวงการก่อสร้างและการออกแบบพื้นที่ การตกแต่งภายใน ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งทวิภพก็เริ่มจากความบ้าของผมที่ชอบออกแบบสิ่งร่วมสมัย ดูพิเศษจากความธรรมดานิดหนึ่ง แล้วจุดที่จะมาติดขัดเสมอคือเรื่องช่องเปิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง ประตู มันหาสิ่งที่เข้ากับความคิดของเราไม่ได้ เวลาผมทำงานประเภทนั้น  ถ้าไม่ดัดเองก็ไปจ้างคนทำรูปทรงแปลกๆ บ้าง  แล้วก็เลยเห็นช่องว่างตรงนี้ว่า ถ้าเราทำมันขึ้นมาโดยที่ทุกคนเอาไปใช้ได้กึ่งสำเร็จรูปเลย ก็น่าจะสะดวกสบาย

หน้าต่างที่เพิ่มสุนทรีย์และเชื่อมต่อคนกับธรรมชาติ

ต่อลาภ: อีกเหตุผลที่ผมทำทวิภพคือ งานสถาปัตยกรรมมันเพิ่มความพิเศษโดยการเปลี่ยนแค่สิ่งเล็กๆ เอง สมมติว่าเรามีกำแพงสีขาวหนึ่งอัน การมีช่องเปิดที่เปลี่ยนไปจากความคุ้นชินแค่อันเดียวจะทำให้กำแพงเปลี่ยนไปทั้งอัน เปลี่ยนแปลงไปทั้งตึกเลย ผมก็มองว่า ถ้าจะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างความพิเศษในการอยู่อาศัย แบบที่เห็นความสำคัญของการอยู่อาศัย และเห็นความสำคัญของสุนทรียศาสตร์ ซึ่งผมเชื่อว่าการอยู่อาศัยต้องคำนวณเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่อยู่ในกล่องแล้วผ่อนไป 30 ปี เราก็มาเปลี่ยนที่สิ่งเล็กๆ นี้ก่อนก็ได้ เพราะยังไปเปลี่ยนทั้งอาคารไม่ได้ แรงยังไม่พอ และหน้าต่างนี้อาจเป็นตัวเปลี่ยนที่คนไม่ต้องใช้เงินเยอะมาก แค่ซื้อหน้าต่างของเราไปติดนิดหนึ่งก็เปลี่ยนมุมมองของคอนโดหรือที่อยู่ของเขาเองได้ ไม่ได้ยุ่งยากจนต้องจ้างดีไซเนอร์หรือเสียหลายแสน คุณทำเองได้ จ้างช่างมา 500 บาทก็ติดได้แล้ว

นอกจากนี้ แนวคิดของช่องเปิดคือการใช้ชีวิตอยู่ในที่อยู่อาศัยต้องอาศัยอยู่ภายใน โดยมีภายนอกที่มีสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งช่องเปิดก็ทำหน้าที่เป็นตรงกลางระหว่างการเชื่อมต่อของชีวิตเรากับธรรมชาติ คือ แสง ลม ผู้คน ยุง หมา ทวิภพเป็นตรงกลางนั้น ที่เราตั้งชื่อแบรนด์ว่าเป็นทวิภพ ก็คือช่องเปิดนี้เป็นภพระหว่างภายในกับภายนอก

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ

หน้าต่างที่เป็นงานศิลปะทำมือ

ต่อลาภ: ผมคิดว่าหน้าต่างของผมเป็นศิลปะ แต่จะทำยังไงให้ศิลปะเข้าไปอยู่ในการใช้ชีวิต ผมก็เลยเปลี่ยนมุมมองการอยู่อาศัยของทุกคนด้วยการเปลี่ยนหน้าตาช่องเปิดให้เปลี่ยนไป มันเข้าถึงผู้คนและคนมีความเข้าใจกับมันได้ง่ายกว่างานศิลปะชิ้นอื่นของผม ผมกำลังสนใจว่าศิลปะร่วมสมัยจะไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเลยได้หรือเปล่า อันนี้มันฝังเข้าไปในอาคารที่คุณอยู่เลย ผมว่าประเด็นของหน้าที่ศิลปะที่ไปอยู่ตรงนั้นน่าสนใจ

ตอนนี้เรามีหน้าต่างประมาณ 6 แบบ บางรูปทรงได้มาจากการ์ตูน ดราก้อนบอล บ้าง บางอันได้มาจากประตูเรือบ้าง หนังอวกาศสมัยเด็กบ้าง ผมผสมผสานหมดเลย แต่ผสมด้วยแนวคิดที่ว่าหน้าต่างไม่หวือหวาจนอยู่ในอาคารปกติไม่ได้ แต่ก็พิเศษเพียงพอที่ทำให้มุมมองของการมองโลกเปลี่ยนได้ ยังไงก็ตาม ผมไม่อยากให้หน้าต่างหลากหลายมาก เพราะเราลองเอามาทำเอง เชื่อไหมว่านี่เป็นหน้าต่างแฮนด์เมด คือดัดด้วยมือ ซึ่งพอมาทำเองโดยโรงงานมีคนทำอยู่ 2 คนมันไม่รอดหรอกถ้ามีหลายแบบ แล้วคนทั่วไปส่วนใหญ่จะอยากให้ธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรม แต่วิธีการทำงานของผมไม่เคยไปสู่อุตสาหกรรมเลย เพราะผมเชื่อว่าความพิเศษน่าจะอยู่ที่ใครเป็นคนทำ ไม่รู้ผมเชื่อผิดหรือเปล่านะ ถ้าเชื่อถูกอาจจะรวยแล้วก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราให้คนที่สร้างสิ่งหนึ่งใกล้ชิดกับคนที่ใช้สิ่งหนึ่งมากที่สุด เขาจะเห็นคุณค่าของการปฏิสัมพันธ์นั้น

เหิร-ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, Seescape

หน้าต่างเพื่อคนเห็นคุณค่างานศิลปะ

ฬุริยา: สำหรับเรื่องกลุ่มลูกค้า เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องมาอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้จริง เริ่มต้นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ทวิภพไม่ใช่สินค้าเชิงอุตสาหกรรม แต่มันคือชิ้นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในที่อาศัยได้ คราวนี้ก็ต้องมาคิดว่า คนที่จะใช้มันต้องเป็นกลุ่มลูกค้าประมาณไหน เขาต้องชื่นชมศิลปะในระดับหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายก็น่าจะเป็นคนอายุประมาณ 20 ปลายๆ ถึง 40 ต้นๆ ที่กำลังมองหาบ้าน กำลังจะสร้างบ้าน หรือสร้างมาแล้ว และมีรสนิยมในเชิงศิลปะในระดับหนึ่ง รวมถึงก็ต้องรู้จักพี่เหิรด้วย เพราะเขาจะรู้ว่าพี่เหิรมีสไตล์ในการทำงานแบบนี้ งานที่ออกมาจะเป็นแบบนี้ ถ้าเขาซื้อหน้าต่างบานนี้ก็เหมือนเขาซื้องานศิลปะของพี่เหิรกลายๆ

แต่ความยากของการทำแบรนด์นี้ก็คือ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราเล็งไว้ เพราะว่าถ้าเกิดจะไป ตัวเราต้องวิ่งเร็วกว่านี้ ต้องเน้นการขายหน่อย ซึ่งมันก็ก้ำกึ่ง ถ้าเราเน้นขายขนาดนั้นก็ดูเป็นแมสไป เราไม่อยากดูแมส ก็เลยค่อยๆ ไป ก็ดูว่ามีโอกาสได้ไปร่วมงานๆ นี้เพื่อที่จะเปิดตัวแบรนด์ไหม แต่ก็ดูภาพลักษณ์ของงานด้วยว่าเป็นงานเฟอร์นิเจอร์แบบอุตสาหกรรมหรือเป็นงานทำมือ

ต่อลาภ: ส่วนเรื่องราคาก็ตั้งให้เหมาะสมกับคนที่ซื้อไปได้ โดยที่ไม่ได้ถูกไปและแพงไป ส่วนอะไรคือถูกไปหรือแพงไป อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมากเลย ถ้าเราอยู่ในเชียงใหม่ งานห้าหมื่นหรือแสนนึงอาจแพงไป แต่ถ้าเราย้ายไปสิงคโปร์ งานชิ้นเดียวอาจเป็นแค่งานตกแต่ง ราคาศิลปะเลยกำหนดไม่ได้ว่าแพงไปหรือถูกไปแบบตายตัวขนาดนั้น ซึ่งเรากำหนดราคาของทวิภพโดยคิดว่า ถ้าเป็นเรา เราซื้อเก้าอี้ได้ในราคาตัวละสามพันกว่า งั้นก็ซื้อหน้าต่างนี้ไหววะ

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
ทวิภพ

หน้าต่างที่ยังคงพัฒนา  

ต่อลาภ: ช่องเปิดที่ดีสำหรับผม ถ้าในเชิงการใช้งานคือต้องเปิดดี อยู่ในตำแหน่งที่โอเค มองแล้วไม่ต้องก้ม แล้วก็อยู่ในจังหวะที่เรายืนผ่อนคลายดูข้างนอก อยู่ในทิศทางที่ดี เปิดดี กันน้ำได้บ้าง ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังไม่ 100% เราก็ต้องค่อยๆ ศึกษาและปรับเปลี่ยนกันไป

หน้าต่างในความหมายใหม่

ต่อลาภ: ส่วนใหญ่ผลตอบรับที่กลับมาจะมองว่าหน้าต่างเป็นรูปทรงนี้ได้ด้วยหรอ หรือใส่ตรงนี้ได้ด้วยหรอ เขาคิดว่ามันมีแค่ทรงกลมกับสี่เหลี่ยมเฉยๆ พอเห็นมันเป็นอย่างอื่นได้เขาก็มีคำถาม ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการที่สุด ทุกอย่างมันมีความเป็นไปได้ อย่ายอมจำนนว่ามันต้องเป็นแบบนี้ เราเห็นงานออกแบบดีมากเลย ดูเป็นแนวอวกาศมากเลย แต่หน้าต่างเป็นแบบธรรมดา บางทีมันก็ไม่เข้ากัน ซึ่งเราคิดว่ามันต้องเข้ากันหมด คิดว่าต้องคิดให้เสร็จทั้งกระบวนการ และเราอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งานออกแบบทำได้ครบวงจรจริงๆ

มองโลกด้วยสายตาใหม่ผ่าน ‘ทวิภพ’ แบรนด์หน้าต่างของ เหิร ต่อลาภ
ทวิภพ

หน้าต่างที่เป็นการทดลองเพื่อก้าวต่อไป

ต่อลาภ: ที่จริงผมกำลังวางโปรเจกต์อีกอันซึ่งใหญ่กว่าหน้าต่าง เป็นอาคารที่ทวิภพจะเป็นส่วนประกอบ แต่ผมเริ่มทำได้แค่หน้าต่างก่อน เพราะแบรนด์นี้เป็นจุดเริ่มที่ทำง่ายกว่า ใช้งบในการทดลองน้อยกว่า เป็นขั้นตอนตามกำลัง ผมไม่ได้เป็นลักษณะที่คิดโปรเจกต์ปุ๊บ เอาไปเสนอ ได้เงินก้อนใหญ่มา แล้วทำเลย ผมทำแบบนั้นไม่เป็นแล้วก็ไม่ใช่สไตล์ผมด้วย ผมอยากทดลองไปอย่างช้าๆ เชื่อในความช้า เหมือนแกลเลอรี่ Seescape กว่าคนจะยอมรับว่ามันเป็นพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยและมีชีวิตขนาดนี้ มันก็ใช้เวลาเป็นเก้าปีสิบปี ผมเชื่อในความหนืดเหนียวแบบจะทำวะ ไม่ยอมเลิกมากกว่า ผมจะชื่นชมคนแบบนั้นมากกว่า

สำหรับเรื่องอนาคตของแบรนด์ ผมมองว่าถ้าสิ่งที่เชื่อและทำไปอยู่ในความคิดของคนได้เยอะที่สุด ผมจะแฮปปี้ ส่วนเรื่องยอดขายอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น คือถ้าขายได้ดีก็ เย่! จะได้ไปสร้างอีกโปรเจกต์เร็วขึ้นหน่อย ที่จริงการทำทวิภพขึ้นมาก็คือความสำเร็จแล้ว แล้วผมว่ามันไม่มีทางล้มเหลวในเชิงตัวเงิน เพราะเราไม่ได้คิดในเชิงว่าลงทุนทีหลายล้าน เราได้ทำในสิ่งที่มันค่อยๆ ไป ถ้าจะมีสิ่งที่ดูเป็นความล้มเหลวก็คือเรื่องเวลาที่ลงไป แต่ถ้าเรามองเวลานั้นเหมือนการได้ทดลองความเชื่อบางอย่าง นั่นก็เป็นกำไรมากกว่า แต่ขายดีก็ดีนะ ถ้าโปรโมตได้ก็มาช่วยซื้อหน่อย (หัวเราะ)

ทวิภพ
Facebook l Tawipob window design
 

The Rules

  1. ตั้งคำถามกับเทรนด์ต่างๆ  แล้วสร้างสรรค์เทรนด์ของตัวเองขึ้นมาและส่งกลับไปสู่สังคม
  2. เอาความเป็นท้องถิ่นที่อยู่รอบตัวมาใช้
  3. ถ้าคิดอะไรไม่ออกให้ลงมือทำ เดี๋ยวงานจะตอบเราเอง แต่สำหรับงานออกแบบ ต้องรักษาสมดุลเรื่องนี้ให้ดีกว่างานศิลปะ เนื่องจากเราไม่ได้ทำงานคนเดียว จึงต้องคิดให้ชัดเจนในหัวมากกว่า 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ก่อนลงมือ อย่าแก้ไปเรื่อยๆ หลายรอบเหมือนเวลาทำงานศิลปะ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load