แม้จะเลยเวลาห้างเปิดมาแค่เล็กน้อย แต่เมื่อเดินเข้ามาใน DROP BY DOUGH สาขาใหม่ล่าสุดที่เอ็มควอเทียร์กลับมีลูกค้านั่งอยู่หลายโต๊ะทั้งที่เป็นเช้าวันธรรมดา ทั้งแม่บ้านญี่ปุ่นที่กำลังดื่มกาแฟเคล้าบทสนทนา พนักงานออฟฟิศพร้อมคอมตรงหน้าพร้อมทานอาหารเช้าไปด้วย คู่แม่ลูกที่กำลังตื่นเต้นเมื่อโดนัทมาเสิร์ฟที่โต๊ะ 

ด้วยบรรยากาศเป็นมิตร กลิ่นกาแฟหอม ๆ พร้อมโดนัทหน้าตาดีเรียงรายเหมือนกวักมือเรียกให้เราอยากเดินเข้าไปหา ร้านไม่ทิ้งลายตกแต่งสไตล์สแกนดิเนเวียนที่ทุกสาขาเป็นไปในทางเดียวกัน มีแสงธรรมชาติสาดเข้ามาทำให้ดูสบายตา และพนักงานยิ้มแย้ม แต่งตัวด้วยยูนิฟอร์มของร้านที่น่ารัก จนอยากเอ่ยถามว่าจะทำขายเป็นของที่ระลึกบ้างไหม

ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมลูกค้าถึงเยอะขนาดนี้

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

เรามาที่นี่เพราะมีนัดสนทนากับ โอ๊ต-ณรงค์ฤทธิ์ ศรีตลานนท์ และ โอ๊ตซึ-เฉลิมพล อัครภิญโญกุล ถึงไอเดียเบื้องหลังร้านโดนัทที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ คำถามที่หลาย ๆ คนอาจสงสัยไม่ต่างกับเราว่า เพราะอะไรร้านโดนัทที่อายุไม่ถึง 2 ขวบดี ถึงเติบโตเร็วจนมี 3 สาขาและมี Kiosk ทั่วกรุงเทพฯ ได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังมากมาย แถมเร็ว ๆ นี้ยังมีแพลนขยายสาขาไปต่างประเทศอีกด้วย 

“ตอนแรกตั้งใจว่าขายได้แค่วันละห้าสิบชิ้นก็พอใจแล้ว มาจนถึงวันนี้ที่ยอดขายอยู่ประมาณเกือบพันชิ้นก็ชื่นใจครับ” ชายหนุ่มสองคนตรงหน้ากล่าวยิ้ม ๆ เมื่อบทสนทนาเริ่มขึ้น

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

การท่องเที่ยวเป็นจุดเริ่มต้น

ไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองโอ๊ตไม่มีใครเคยมีประสบการณ์ทางด้านอาหาร หรือเปิดร้านทำธุรกิจอย่างจริงจังมาก่อน 

โอ๊ตซึเรียนจบด้านโฆษณา 

โอ๊ตจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ 

ทั้งคู่รู้จักกันตอนทำงานที่ PAÑPURI ด้วยกัน ระหว่างทำงานที่นี่ นึกสนุกอยากทำอะไรขายเล่น ๆ เลยเริ่มขายเสื้อผ้าชื่อแบรนด์ Mountain Boy ขึ้นมาเมื่อ 5 – 6 ปีที่แล้ว เน้นขายตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ และทางออนไลน์เป็นหลัก หลังจากนั้นก็ทำเพจท่องเที่ยวอย่าง OATS X Somewhere ไปด้วย 

ทั้งสองคนเที่ยวด้วย ทำงานประจำด้วย แล้วก็ผลิตเสื้อผ้าขายด้วย

“ในวันนั้น เรารู้สึกว่ามันสนุกดีแล้วก็พอได้ค่าขนมเพิ่มนิดหน่อย แต่เวลาต้องไปขายของออกบูท เราต้องรีบเร่งผลิต ทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยมีเวลาไปเที่ยว ไม่มีเวลาทำคอนเทนต์ลงเพจ ทำหลายอย่างมากจนไม่มีเวลา เลยคิดอยากจะออกมาทำอะไรของตัวเอง ก็เลยออกจากงานประจำ” โอ๊ตซึเล่าที่มาที่ไป

“เราทำหลายอย่างมากจนไม่ได้โฟกัสอะไรสักอย่างจริง ๆ ในอนาคตถ้าอยากมีธุรกิจของตัวเอง คิดว่าจะต้องให้เวลากับมัน สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจออกจากงานได้จริง ๆ คือการเดินทาง พอได้ไปเที่ยว เราได้ทานอาหารใหม่ ๆ ดูมิวเซียมใหม่ ๆ ได้ไปโรงแรมดีไซน์ใหม่ ๆ ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าตัวเองชอบอะไร” โอ๊ตเสริมให้เห็นภาพ 

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

โดนัท

โอ๊ตซึยอมรับว่าตอนแรกร้านโดนัทไม่ใช่ไอเดียที่ผุดขึ้นมาในหัว แต่พอมองย้อนกลับไปเวลาไปเที่ยวเมืองนอก แต่ละเมืองจะมีร้านโดนัทที่ใครไปก็ต้องกิน เลยอยากให้คนที่มากรุงเทพฯ นึกถึง DROP BY DOUGH บ้าง 

“โดนัทมีจุดเด่นคือทานง่าย แต่ใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปได้เยอะ เพราะต่อให้ขนาดพอกัน รูปทรงคล้ายกัน มีไส้ มีหน้า แต่ละร้านก็สร้างรสชาติหรือสัมผัสของแป้งได้แตกต่างกัน มันน่าสนุกที่เราจะสร้างรสชาติแปลกใหม่ให้มาอยู่ในรูปแบบของโดนัท บวกกับช่วงนั้นที่เราทำรีเสิร์ช ในกรุงเทพฯ ยังไม่ค่อยมีร้านโดนัทที่เป็นสแตนด์อโลนอยู่นอกห้าง แล้วก็มีทั้งไส้ทั้งหน้า” 

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

หัวใจหลักของธุรกิจคือสินค้าต้องดีจริง

ตอนเปิดสาขาแรกที่อุดมสุข โจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้คนมาเพราะค่อนข้างไกลจากตัวเมือง

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ โดนัทต้องดีพอที่จะดึงคนมาให้ได้ ขณะเดียวกัน ทุกอย่างรวม ๆ ก็ต้องออกมาดีด้วย ทั้งบรรยากาศร้าน เครื่องดื่มหรือกาแฟ”

การที่พระเอกอย่างโดนัทจะออกมาดีที่สุดอย่างที่เห็นทุกวันนี้ ต้องผ่านการค้นคว้าและเดินทางไปชิมถึงต่างประเทศ ทั้งสองพาเชฟไปวิเคราะห์ถึงโครงสร้างของแป้ง เพื่อนำกลับมาพัฒนาเป็นสูตรของตัวเอง แป้งต้องนุ่มฟู แต่เวลาฉีกไส้ต้องไม่เปียกเป็นโพรง เวลากัดจะได้เป็นคำเดียวกันทั้งหมด

“มันเหมือนเราได้ไปเรียนหนังสือ เรารู้ว่าขนมอร่อยเป็นยังไงในฐานะผู้บริโภค แต่จากมุมมองของเชฟหรือมืออาชีพนั้นต่างกัน เขาสามารถบอกเราได้ว่าไส้เหลวหรือแข็งไป แป้งเป็นแบบไหน ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้ เก็บมาเทียบว่าที่อยู่ในใจเราเป็นแบบไหน แล้วถึงสร้างโครงสร้างของโดนัทที่เราชอบขึ้นมา” โอ๊ตเล่า

จากตอนแรกที่คิดว่าการทำโดนัทเป็นเรื่องง่าย แต่จริง ๆ แล้วไม่ง่ายเลย เพราะมีรายละเอียดมากมาย ต้องทำงานกับยีสต์ ต้องควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น รวมไปถึงการทอดที่ต้องคอยสังเกตการณ์ตลอดเวลา

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม
DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

ทำธุรกิจกับคนใกล้ตัว

โอ๊ตซึดูแลด้านการตลาดและการดีไซน์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนโอ๊ตรับผิดชอบด้าน Operation หรือการจัดการทั่วไป ทั้งคู่ตัดสินใจทุกอย่างร่วมกัน ซึ่งสิ่งสำคัญคือปลายทางทั้งสองคนต้องเห็นภาพตรงกันด้วย

โอ๊ตบอกว่า “ถ้าจะใช้งบไปกับสิ่งหนึ่ง แต่ต้องเสียอะไรบางอย่าง เราจะอธิบายให้เขาฟัง เราเห็นตรงกันอยู่แล้วว่าปลายทางจะเป็นยังไง แต่วิธีการไปอาจจะไม่เหมือนกัน ก็ต้องหาจุดสมดุล บางทีวิธีของเขาดีมาก ส่วนของเราอาจใช้เวลาเยอะ วุ่นวายกว่า เราแค่ต้องคุยกันจริง ๆ คุยกันให้เยอะ ๆ ถ้ารู้สึกว่าอะไรผิดปกติต้องพูดเลย” 

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

DROP BY DOUGH

ถ้าในแง่แบรนดิ้ง พวกเขาอยากให้ DROP BY DOUGH เป็นแบรนด์มากกว่าร้านโดนัท แต่มีไลฟ์สไตล์เข้าไปเกี่ยวข้อง 

“อย่างเพลงที่เปิดเป็นเพลย์ลิสต์ที่เราสร้างเองใน Spotify เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ก็เป็นแถบสแกนดิเนเวีย การตกแต่งภายในต่าง ๆ มาจากตัวเราสองคน อยากให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเข้ามา Drop by บ้านของเรา มาทานโดนัท ดื่มกาแฟ ฟังเพลง ต่อให้ลูกค้าที่เข้ามามีอาชีพหรือแบกกราวนด์ที่ต่างกัน แต่ความชอบเหมือน ๆ กัน ก็มาอยู่รวมกันที่นี่ได้”

ในแง่ของสินค้าพยายามสร้างสรรค์โดนัทรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ ให้หนึ่งคำที่ลูกค้าทานมีหลายมิติ มีลูกเล่นมากกว่าโดนัททั่วไป รสสัมผัสก็มีหลากหลาย อย่าง Bacon Cheddar Cheese ที่มีไส้ชีสพร้อมหน้าเกลซหวาน โรยด้วยเบคอนกรอบ

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม
DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม
DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และเป้าหมายที่มากกว่าร้านขนม

2 ปี 3 สาขา

ขณะที่ร้านขนมลักษณะคล้าย ๆ กันมีสาขาแค่ที่เดียว แต่ทำไม DROP BY DOUGH ถึงมองว่าการขยายสาขาเป็นเรื่องที่จำเป็น – เราสงสัย 

โอ๊ตซึเล่าว่าเป็นเพราะช่วงแรกสาขาอุดมสุขกระแสตอบรับดีมาก แม้เปิดบริการเกือบครึ่งปีแล้วก็ยังมีคิวหน้าร้านทุกวัน ประกอบกับการเปิดช่องทางออนไลน์ ลูกค้าจากอีกฝั่งของเมืองอย่างรังสิตหรือลาดพร้าวก็ยินดีสั่ง แม้ค่าส่งจะแพงเท่าค่าขนมก็ตาม 

“เราดูแลไลน์แอดเอง เห็นลูกค้าสั่งจากโซนลาดพร้าวค่อนข้างเยอะ เลยคิดว่าต้องมีสาขาในโซนนั้นด้วย เพราะสภาพอากาศร้อน กว่าโดนัทจะไปถึงมือลูกค้าก็ไม่ใช่รสชาติที่ดีที่สุดเหมือนที่ร้านแล้ว 

“วันนั้นเรายังไม่มีภาพชัดเจนว่าจะมีสาขาที่สองเร็วขนาดนี้ แต่ได้มาจัดป๊อปอัปสโตร์ที่เอ็มควอเทียร์ เลยถามห้างว่าค่าเช่าเท่าไหร่ อยากมาทำร้านจัง คิดว่าถ้าจะอยู่ในห้าง ก็อยากได้สเปซตรงนี้เพราะเห็นวิวเมือง แล้วเราก็ดีไซน์ให้เหมือนไม่ได้อยู่ในห้างได้ด้วย แถมยังแก้ปัญหาที่ลูกค้าเจออย่างเรื่องที่จอดรถหรือการเดินทาง”

แต่ตอนนั้นในครัวสาขาอุดมสุขมีกันแค่ 4 คนเท่านั้น การก้าวกระโดดมาเปิดสาขาในห้างใหญ่จึงไม่ใช่คำตอบ

“การเปลี่ยนแปลงมันเยอะเกินไป เราเลยต้องมีสาขาอารีย์เพื่อเป็นทางออกขึ้นมา ค่อย ๆ ทยอยเพิ่มทั้งการผลิตและคน เพื่อทำส่งไปที่อารีย์ก่อน แล้วก็มี Kiosk ตลอด เพิ่มพลังการผลิตให้เสถียรขึ้น เพื่อรองรับสาขาที่จะเปิดที่เอ็มควอเทียร์ในอนาคต สำหรับสาขานี้มีการเตรียมการมามากกว่าหนึ่งปี ทางห้างก็ใจดีตกลงรอเรา”

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่ขยาย 3 สาขาใน 2 ปี มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และมีเป้าหมายอยากเป็นมากกว่าร้านขนม

Collaboration

ที่ผ่านมาได้ทำเทียนหอมร่วมกับ PAÑPURI โดยการเอากลิ่นของโดนัทมาผสมผสานออกมาเป็น DROP BY DOUGH x PAÑPURI Limited Edition และได้การตอบรับที่ดีมาก เราสงสัยว่าการทำงานร่วมกันกับแบรนด์อื่นส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างไร 

“มันทำให้แบรนด์เราเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยเป็นลูกค้าเรา ทำให้แบรนด์เรามีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น อย่างกับ PAÑPURI เป็นการทำงานกับความเชื่อ เราเชื่อในแบรนด์ว่าโดนัทเราดียังไง ขณะเดียวกันเราก็เชื่อใน PAÑPURI ด้วยว่าเขาจะทำให้การ Collaboration ครั้งแรกของเราออกมาดีมาก ๆ วันนั้นเราร่างคร่าว ๆ ว่าทำไมอยากทำเทียน อยากให้เป็นยังไง ส่งเมลไปหา พี่ปุ๋ย-วรวิทย์ ศิริพากย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปุริ จำกัด เขาก็ตกลงทันที ช่วยตบไอเดียให้ ช่วยดีไซน์กลิ่นและกล่องออกมาอย่างไม่มีที่ติ เป็นโดนัทของเราที่ยังมีความซับซ้อนในสไตล์ PAÑPURI”

ทั้งคู่เลือกแบรนด์ที่จะมาทำงานร่วมกันจากความเชี่ยวชาญในทางของเขาเอง มี Brand Identity คล้าย ๆ กัน นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ลูกค้าอย่างเนยถั่ว Skippy ที่อยากให้ออกแบบรสชาติให้ หรือชา Lipton ทำเป็นเมนูเครื่องดื่ม ถือเป็นการนำสินค้าของลูกค้ามาถ่ายทอดในแบบของตัวเองไปด้วย

เป็นมากกว่าร้านขายขนม

พวกเขาอยากให้แบรนด์อยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่าเป็นเพียงแค่ร้านขายโดนัท

“มาทานอาหารเช้าที่นี่ ซื้อกลับไปฝากเพื่อนหรือคนที่รัก อาจจะใช้ของเราที่เป็นสินค้า Collaboration ในอนาคตในชีวิตประจำวัน เราอยากเป็นส่วนหนึ่งให้ลูกค้ามีความสุข

“อย่างช่วงโควิด เราแฮปปี้มาก เพราะเห็นคนสั่งโดนัทหรือเครื่องดื่มของเราไปให้โรงพยาบาล ให้คุณหมอ ส่งความห่วงใย ส่งต่อกำลังใจให้กัน บางทีหมอถ่ายรูปแล้วแท็กกลับมาขอบคุณว่ามีคนส่งมาให้ เราก็มีความสุขไปด้วย เหมือนเรามีส่วนช่วยให้เขารู้สึกดี มันมีคุณค่าทางจิตใจกับคนที่ทำแบรนด์”

อีกเรื่องที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ คือช่วงโควิดทุกรอบ ยอดสั่งซื้อเกิน 50 เปอร์เซ็นต์คือลูกค้าส่งไปให้กำลังใจเพื่อนที่ทำงาน หรือบริษัทส่งให้พนักงานที่ Work from Home 

“ความตั้งใจที่เราทำโดนัทได้ส่งไปถึงลูกค้าจริง ๆ แต่ละชิ้นกว่าจะได้มาก็เป็นชั่วโมง ๆ กว่าจะทำแป้ง แต่งหน้า หรือแพ็กเกจจิ้งเราก็ตั้งใจในทุกขั้นตอน น้องหน้าร้านจะรู้ดีเลย เพราะลูกค้าให้เขียนการ์ดเยอะมาก เราเห็นทุกข้อความก็ดีใจที่ได้เป็นตัวแทนในการส่งต่อความสุข”

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่ขยาย 3 สาขาใน 2 ปี มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และมีเป้าหมายอยากเป็นมากกว่าร้านขนม

พฤติกรรมเปลี่ยน ธุรกิจปรับ

“สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกคือ แม้ร้านเราเข้ามาอยู่ในแอปฯ เดลิเวอรี่มากขึ้น ลูกค้าก็ยังชอบคุยในไลน์แอด อยากสอบถาม อยากเลือก ซึ่งต้องใช้เวลาและพนักงานในการตอบข้อความ แต่เราก็พยายามบริหารกันไป ยอดขายในช่วงโควิดไม่ตกลง ข้อด้อยในตอนแรกที่ร้านเราอยู่ไกลกลายมาเป็นเรื่องดี เพราะแถวอุดมสุขมีคอนโดฯ เยอะ คนทำงานอยู่บ้าน ไม่ต้องเข้าไปในเมืองก็มีกาแฟ มีขนมที่ดีให้ทาน” 

ช่วงแรกที่ร้านเปิด ทั้งสองโอ๊ตไม่เคยให้บริการเดลิเวอรี่ เพราะการขายหน้าร้านรุ่งเรืองอยู่แล้ว และกำลังการผลิตยังทำได้ไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการ แต่ทันทีที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ ลูกค้าไม่กล้าออกจากบ้าน ทางร้านจึงต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่ทั้งหมด

“เราต้องเปลี่ยนมาให้บริการเดลิเวอรี่ ต้องคิดการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียใหม่ จากที่เคยถ่ายรูปแต่ในร้าน ต้องมาคิดว่าลูกค้าจะซื้อกลับบ้านไปทำไม คำตอบคือเขาซื้อเพื่อส่งต่อให้คนอื่น 

“รวมถึงการสื่อสารว่าร้านเราสะอาด มีการถ่ายรูปตอนทำความสะอาด หรือน้องพนักงานใส่แมสก์แล้วถือกล่อง ใส่ความรู้สึกเข้าไปในรูปว่านี่คือความสุขที่เราอยากส่งให้”

ในวันนี้ธุรกิจยังไม่มีแพลนอนาคตที่ชัดเจน นอกจากการพัฒนาระบบหลังบ้านให้เป็นระเบียบมากขึ้น ดูแลพนักงานและบริหารจัดการวัตถุดิบให้ดีขึ้น

ที่ผ่านมามีคนสอบถามเรื่องการขายแฟรนไชส์ตลอด และแน่นอนว่านั่นไม่ใช่ทางเลือกที่พวกเขาสนใจในวันนี้

“เราอยากทำให้แบรนด์อยู่ได้ด้วยตัวเองก่อน อยากทำให้มันแข็งแรงมาก ๆ เพื่อเติบโตและออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ในวันหนึ่ง”

DROP BY DOUGH ร้านโดนัทที่ขยาย 3 สาขาใน 2 ปี มียอดขายวันละเกือบพันชิ้น และมีเป้าหมายอยากเป็นมากกว่าร้านขนม

Lessons Learned 

  • ศึกษาตลาดก่อนเริ่มทำธุรกิจ หากเราไม่ใช่คนแรกในธุรกิจนี้ เราจะทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นได้บ้าง
  • คนใกล้ตัวที่ทำธุรกิจด้วยกันได้สำเร็จ ต้องเห็นเป้าหมายเดียวกัน แม้วิธีการจะไม่เหมือนกันก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องพูดคุยให้มาก ถ้ามีอะไรผิดปกติต้องบอกกันทันที
  • อย่าเพิ่งรีบเติบโตถ้ายังไม่พร้อม เมื่อขยายธุรกิจ ต้องมั่นใจว่าระบบหลังบ้านจะรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นได้
  • หมั่นสังเกตและฟังลูกค้าให้มาก เพื่อจะได้ปรับตัวให้ทัน

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Ericeira เมืองเซิร์ฟของประเทศโปรตุเกส-เขาหลัก ใน 20 ปี?’

นี่คือชื่อบทความออนไลน์ที่เราอ่านระหว่างทำความรู้จัก ‘Better Surf Thailand’ โรงเรียนสอนเล่นเซิร์ฟที่เกิดจากการรวมตัวของเซิร์ฟเฟอร์ในเขาหลัก ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์พวกเขา

บทความฉายภาพให้เห็นถึงเมืองประมงเล็ก ๆ เงียบ ๆ แห่งหนึ่งในโปรตุเกส ที่เติบโตจนพลิกฟื้นให้เมืองกลับมาคึกคักด้วยการโต้คลื่น และกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมากมายจากทั่วโลก

พวกเขามองว่าเขาหลักเองก็ไม่ต่างกัน และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้

Better Surf วางพิมพ์เขียวของความฝันของตัวเองไว้อย่างไร ไปดูกัน 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

First Sight

ที่นี่เริ่มมาจากคำชวนง่าย ๆ ของ ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช เจ้าของเพจ Surfer’s Holiday ที่ชวน แมน-ชาติชาย สมพร นักกีฬาโต้คลื่นทีมชาติที่ประจำอยู่ภูเก็ต ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาโต้คลื่นที่เขาหลักบ้านเขา 

แมนไม่รอช้า คว้าบอร์ดขึ้นมอเตอร์ไซค์มาสองคนกับเพื่อน เขาบอกว่ามาถึงตกดึกยังไม่ทันเห็นอะไร รุ่งเช้าวันถัดไปเขาถึงได้รู้จักคลื่นที่เขาหลักเป็นครั้งแรก โดยไม่ทันเอะใจว่าที่นี่จะกลายมาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในที่สุด

การโต้คลื่นครั้งนั้นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ Better Surf เสียทีเดียว ทั้งคู่เคยทำโปรเจกต์ Monkey Dive Hostel ด้วยกันมาก่อน โดยนำสปาเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พักนักเดินทาง ค่อย ๆ เริ่มไปทีละขั้นทีละตอน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงต้อนรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้เจอกับ Co-founder คนที่ 3 เรมี-อาทิต์ยา จันทร์ประเสริฐ 

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Better Surf, Better City

2 ปีแรกที่ Monkey Dive Hotel พวกเขาใช้เวลาช่วงหน้ามรสุมปิดโฮสเทลไปทำอย่างอื่น เพราะเป็นช่วงที่เกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาปิดชั่วคราว ธุรกิจอื่นก็ซบเซาเสียจนเมืองเงียบเหงา 

พวกเขาเริ่มเห็นลู่ทางใหม่ แม้คลื่นลมในหน้ามรสุมทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเป็น Low Season แต่ก็เป็นคลื่นลมนี้เช่นกันที่ทำให้การโต้คลื่นสนุกขึ้น ช่วงพฤษภาคมจนถึงตุลาคมที่เคยเงียบเหงา จึงกลายมาเป็น High Season สำหรับการเล่นเซิร์ฟ ความคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นเพื่อทำให้มาเที่ยวพังงาได้ทั้งปีจึงเกิดขึ้น

ย้อนไปวันแรก แมนบอกว่ากังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ได้มีพื้นฐานทำธุรกิจมาก่อน แต่โชคดีที่ Co-founder ทั้งสามคนมีความรู้ในด้านที่ต่างกันลงตัวพอดิบพอดี เขาใช้ประสบการณ์ที่มีสอนทฤษฎีและการโต้คลื่น ขณะที่ต๊ะกับเรมีช่วยดูเรื่องแผนการตลาด และยังได้แรงสนับสนุนจาก คุณฉิ่ง-มนตรี ณ ตะกั่วทุ่ง เจ้าของสถานที่ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันกีฬาโต้คลื่นในพังงาให้เติบโตอย่างทุกวันนี้

กิจการเริ่มขึ้นในปี 2018 กับการสอนนักเรียน 150 คนแรก พวกเขาทำเองเกือบทุกขั้นตอน ทั้งตอบอินบ็อกซ์ รับจองคลาสเรียน รวมถึงลงน้ำสอนโต้คลื่นด้วยตัวเอง จนมั่นใจว่าโรงเรียนจะไปต่อได้เลยเริ่มตั้งชื่อ 

พวกเขาอยากให้เป็นชื่อที่ดี เลยคิดจะใช้ Surf Thailand ทว่าคิดอีกที Better Surf Thailand น่าจะดีกว่า

เพราะสิ่งที่คิดจะทำ ไม่ใช่แค่โรงเรียนสอนโต้คลื่นในไทย แต่ต้องเป็นโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ให้ประการณ์ที่ดียิ่งกว่า เพื่อทำให้เขาหลักเป็นมากกว่า Surf Town และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองให้เป็น Tourist Spot ให้ได้ ทั้งทีมเลยตั้งใจพัฒนา 2 ส่วนสำคัญ คือ โรงเรียน และ คอมมูนิตี้

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา
Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Surf School’s System

“ผมมองว่าการสอนเซิร์ฟ มันมากกว่าลงไปเล่นแล้วยืนได้” แมนเล่าแบบนั้น “แต่เขาต้องแฮปปี้และปลอดภัย นั่นเป็นเป้าหมายที่เราหวังไว้”

เหตุผลที่เขาเลือกเป็นคนสอนพื้นฐานและทฤษฎีบนบกเอง เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติ เอาตัวรอดในน้ำได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง จากนั้นถึงจะส่งไม้ต่อให้ครูท่านอื่นสอนนักเรียนกับคลื่นจริงตัวต่อตัว

จากการซาวเสียงคนรอบตัว ส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสโต้คลื่นครั้งแรก มักได้คำตอบรับกลับมาว่าสนุก ประทับใจ เพราะเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัส ทำให้อยากกลับไปเรียนอีก 

แต่พอเราถามถึงการเล่นครั้งที่ 2 3 หรือ 4 ก็มีบางเสียงบอกว่ายากเกินไป เพราะหลาย ๆ โรงเรียนเน้นสอนแต่คอร์ส Try Surf และไม่มีบันไดขั้นอื่นให้เดินต่อ แต่ไม่ใช่กับ Better Surf

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

ระบบของที่นี่ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนมากขึ้น โดยนำความรู้จากเนื้อหาของ ISA (International Surfing Association) มาย่อยเป็นทักษะต่าง ๆ ที่นักโต้คลื่นแต่ละระดับควรมี เขียนออกมาเป็นเอกสารสำหรับทั้งครูและนักเรียน ตั้งแต่ระดับ Beginner, Intermediate ไปจนถึง Advance ซึ่งเราไม่เคยได้เห็นจากโรงเรียนอื่น 

“เรามีเอกสารให้กรอกเลยว่า ใน 1 ชั่วโมงที่เรียน นักเรียนคาดหวังอยากเรียนรู้อะไร พอจบ 1 ชั่วโมงปุ๊บ ครูผู้สอนมีหน้าที่อธิบายและแนะนำว่า อะไรคือส่วนที่ทำได้ดีแล้ว และจะปรับปรุงส่วนไหนเพื่อให้ครั้งหน้าเล่นได้ดีขึ้น นักเรียนจะได้รู้ว่า แต่ละขั้นควรเรียนรู้อะไรเพื่อก้าวไปสู่ขั้นถัดไป และทำให้รู้ว่าที่มาเรียนนี่ผมไม่ได้เลี้ยงไข้คุณนะ” เขาหัวเราะ

แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะช่วง High Season ที่คิวสอนของครูแต่ละคนยาวต่อเนื่องชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็เกิดการฟีดแบ็กไม่ทันเช่นกัน เขาไม่นิ่งนอนใจและแก้ปัญหานี้ด้วยการทำกล่องคอมเมนต์ไว้ที่โต๊ะลงทะเบียนของโรงเรียน ซึ่งหย่อนได้ทั้งนักเรียนและคุณครู 

“ไม่มีคอมเมนต์ไหนที่ไม่ดีนะ เพราะการที่เขามาคอมเมนต์ แปลว่าเขาเห็นจุดอ่อน เห็นอะไรที่คิดว่ามันพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Soft Skill

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วง High Season ความต้องการเล่นเซิร์ฟตื่นตัวมากเป็นประวัติการณ์ ที่นี่จึงจำเป็นต้องรับสมัครครูสอนเซิร์ฟเพิ่มเป็นครั้งแรก สิ่งที่น่าสนใจในการมองหาผู้ร่วมทีมคนใหม่ คือ Better Surf ไม่ได้มองหาผู้สมัครที่เล่นได้เก่งที่สุด แต่เลือกคนที่มีไฟในการพัฒนาตัวเองและการสอน 

Soft Skills คือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นทักษะสำคัญที่ครูแต่ละคนควรมี ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เป็นสิ่งที่ต้องใช้เยอะมากในการสอน เพื่อสร้างความประทับใจและสร้างประสบการณ์การเรียนที่ดีให้กับนักเรียน เพราะครูผู้สอนเหมือนเป็นประตูด่านแรกในการเล่นกีฬาโต้คลื่น ถ้าได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ก็อาจปิดประตูกีฬาชนิดนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นกีฬาที่สนุก เปิดโอกาสให้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับผู้คน โดยไม่ต้องพะวงกับมือถือหรือโลกภายนอก 

“ผมบอกครูทุกคนว่า บทบาทของคุณสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรนะ เพราะถ้าไม่มีคุณ Better Surf ก็ไปต่อไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ไม่มีทีมเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้คุณพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพราะในอนาคต คุณมีฐานนักเรียนที่เขาแฮปปี้กับคุณ มันต่อยอดได้อีกเยอะ ไปที่อื่นก็มีคนตามคุณอยู่ เพราะเขารู้ว่าคุณเป็นครูแบบไหน”

Better Surf Thailand โรงเรียนสอนโต้คลื่นที่พลิกหน้ามรสุมเป็น High Season ณ เขาหลัก พังงา

Empower People

นอกจากความสนุกในการเล่น เราพบว่าอีกส่วนที่กีฬาโต้คลื่นทำได้ดีคือการสร้างเสริมความมั่นใจ แมนบอกเราว่า จริง ๆ แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนเป็นผู้หญิง เพราะสื่อโซเชียลที่ทันสมัยทำให้ทุกคนมีโอกาสได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เปลี่ยนภาพจำจากเซิร์ฟที่ดูเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมของผู้ชาย ให้กลายเป็นกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้

“พี่เรมีน่าจะเป็นอีกคนที่ Empower ให้ผู้หญิงไทยมาเล่นเซิร์ฟ”

แมนเล่าถึง Co-founder คนที่ 3 ที่ใช้เวลา 2 ปี เปลี่ยนการโต้คลื่นจากงานอดิเรกให้เป็นเรื่องจริงจังขนาดติดทีมชาติ และคว้าเหรียญทองแดงกลับมาจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 

Better Surf เองก็เคยทำแพ็กเกจ Solo Traveller ส่งสารถึงผู้หญิงทุกคนว่า การมาโต้คลื่นเป็นกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะแข็งแรงดีหรืออกหักอยากพักใจ ก็จองคลาสเรียนมาได้เลย เพราะถึงแม้จะเดินทางมาคนเดียว ก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนร่วมเดินทางด้วยกัน กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ขึ้น

การเล่นเซิร์ฟทำหน้าที่เป็นเพื่อนใหม่ให้กับใครหลาย ๆ คน อย่างใน Barcadi Camp แคมป์เซิร์ฟแรกที่โรงเรียนจัด มีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนแชร์ประสบการณ์เรื่องภาวะซึมเศร้ากับการโต้คลื่น ว่าการได้มาลองโต้คลื่นในแคมป์เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ได้เจอเพื่อน เจอคลื่น พบกีฬาที่ชอบ และได้รับพลังกลับไป 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Ride the Right Wave

ช่วงปี 2019 เป็นปีสำคัญของโรงเรียน Better Surf เพราะเป็นปีที่มีทั้งจังหวะเติบโตและจังหวะหยุดอยู่กับที่ โควิด-19 ระลอกแรกทำให้ธุรกิจแทบทุกอย่างที่กำลังไปได้สวยหยุดชะงัก ในจังหวะนั้น ต๊ะเสนอทางรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันโรคระบาดที่ผันผวนไปมา โดยวางแผนร่วมกับธุรกิจภาคโรงแรม เตรียมความพร้อมไว้รอวันที่การท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เมืองเปิด คนจะกลับมา 

และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หลังคลายล็อกดาวน์ จำนวนนักเรียนจากเดิมที่สอนแค่วันละ 5 – 7 คน ทะลุไปสู่หลักร้อย โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของซีซั่นปลายเดือนตุลาคม พอคำนวณรวบยอดทั้งซีซั่น พวกเขาสอนนักเรียนร่วมหนึ่งหมื่นคน นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีต่อธุรกิจ แต่เมื่อทบทวนดี ๆ กลับพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

“เราไม่ต้องการให้คนมาเรียนวันละ 100 คน เพราะไม่ได้มองว่าธุรกิจที่เราทำต้องได้ผลกำไรสูงสุด แต่อยากให้มันยั่งยืนมากกว่า เพราะถ้าเราโตเร็ว ก็อาจจะไปเร็วเหมือนกัน”

พวกเขาเลยกลับมาที่ Core Value คือการค่อย ๆ ขยายธุรกิจไปแบบไม่เร่งร้อน รับครูและพนักงานเพิ่มปีละ 1 – 2 คน ตามขนาดธุรกิจที่เติบโตขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้เซิร์ฟให้เติบโตไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ซึ่งเขาวางแผนเอาไว้ว่า มีสิ่งที่ต้องพัฒนาทั้งหมด 5 อย่าง 

หนึ่ง การพัฒนาบุคลากร อบรมและสร้างมาตรฐานการสอนให้ครู เพื่อทำให้การมาเรียนโต้คลื่นสนุก ปลอดภัย นักเรียนอยากกลับมาอีก พร้อมกับสร้างความเข้าใจกับคนท้องที่เรื่องการเป็นเจ้าบ้านว่า Service Mind เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเราเป็นเจ้าบ้านที่ดี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับนักท่องเที่ยวได้เท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นยิ่งโตไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวติดใจจนอยากกลับมาซ้ำ คนท้องถิ่นเองก็จะมีรายได้มั่นคงขึ้น ไม่ต้องไปย้ายถิ่นฐานไปไกลบ้าน

สอง จำกัดจำนวนผู้เรียนให้น้อยลงและไม่รับนักเรียน Walk-in เพื่อที่โรงเรียนจะได้จัดการบุคลากรอย่างพอดี ให้ครูแต่ละคนมีเวลาเตรียมตัว ทำความรู้จักพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมาถึง เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้กับนักเรียน และอีกด้านหนึ่ง Better Surf Thailand ต้องการทำหน้าที่การตลาดและเลือกที่จะกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนโต้คลื่นอื่น ๆ ที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน อย่างเช่น Pakarang Surf School และ Seapiens Camp Khaolak ที่คอยทำงานและพัฒนาไปด้วยกัน

สาม สร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ด้วยการจัดสรรทั้งทุนและอุปกรณ์ ผ่านชมรมกระดานโต้คลื่นของจังหวัดพังงาที่มีต๊ะเป็นประธาน เพราะปัจจุบันมีนักกีฬารุ่นใหม่ทักษะดีที่รอการเจียระไนอยู่อีกมาก และพวกเขามองว่าจะประสบความสำเร็จในเวทีใหญ่ได้ไม่ยาก ถ้าหากได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ

สี่ สนับสนุนให้นักเรียนลองขยับขยายไปเล่นที่อื่นอีกหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นทะเลตะวันออก อย่างเขาแหลมหญ้าที่ระยอง หาดเจ้าหลาวที่จันทบุรี หรือฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่หัวหิน ปราณบุรี ถึงสงขลา ที่หน้า High Season ไม่ตรงกับฝั่งอันดามัน เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเล่นเซิร์ฟทั้งปี ไม่ใช่แค่ที่เขาหลัก เป็นการผลักดันให้ทุกที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เติบโตเป็นเครือข่ายกีฬาโต้คลื่นที่แข็งแรงด้วยกันทั้งประเทศ

ห้า รณรงค์เก็บขยะ ไม่ใช่แค่ที่ Memories Beach ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน แต่กระจายออกไปให้ทั่วทุกหาด ทุกพื้นที่ เพื่อทำให้ธรรมชาติสวยสะอาด ดึงดูดใจให้คนมาท่องเที่ยว 

เราเชื่อว่า 5 อย่างที่ทาง Better Surf กำลังตั้งใจทำอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับธรรมชาติที่ดีของเขาหลัก จะพาให้พวกเขาไปถึงฝัน ในการใช้กีฬาโต้คลื่นพลิกฟื้นเมืองและธุรกิจท้องถิ่นให้กลับมาคึกคัก เป็น Tourist Destination แบบ Ericeira ได้ไม่ยาก และอาจจะไม่ต้องใช้เวลามากถึง 20 ปี 

“แมนคิดว่า 5 ปีก็น่าจะเริ่มเห็นผลแล้วนะ” คุณครูทิ้งท้ายไว้พร้อมรอยยิ้ม 

โรงเรียนสอนโต้คลื่นในเขาหลัก จ.พังงา ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Lessons Learned

  • การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ต้องอ่านเนื้องานให้ขาด ถึงจะได้คนที่มีคุณสมบัติที่ถูกเหมาะสมแบบที่ Better Surf เลือกให้คุณสมบัติของครูผู้สอนมีไฟ เข้าใจ Soft Skills มาเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเรียน
  • การจับจังหวะเป็นอีกทักษะสำคัญของการทำธุรกิจ ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออกว่าจังหวะไหนต้องหยุดรอ จังหวะไหนทำต่อได้ เพราะการฝืนทำในจังหวะที่ยังไม่ใช่ อาจจะทำให้ธุรกิจไม่ได้ไปต่อ
  • การจับคู่กับพาร์ตเนอร์ซึ่งทำธุรกิจที่ส่งเสริมกัน จะช่วยยกระดับให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต พัฒนาไปได้ไกลกว่าการทำเพียงเจ้าเดียวโดด ๆ
  • พัฒนาธุรกิจไปพร้อม ๆ กับพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของทุกฝ่าย

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load