TripAdvisor เป็นเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคนเข้ามาดูกว่า 350 ล้านคนต่อเดือน TripAdvisor ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนการท่องเที่ยวให้เหมาะสมที่สุด แถมสามารถจองไฟลท์ต์บินและที่พักได้ในที่เดียว

เว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวนั้นมีเยอะมาก เพราะเป็นเว็บที่ทำง่ายและสนุก แต่จุดเด่นของ TripAdvisor คือมีคำแนะนำที่น่าเชื่อถือจากผู้ใช้ที่ไปพักจริงในสถานที่นั้น ด้วยจำนวนคำแนะนำจากผู้ใช้กว่า 300 ล้านคำแนะนำ ผู้คนจึงมาที่ TripAdvisor เมื่อต้องการหารายละเอียดเกี่ยวกับที่พักที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งรายอื่นจะพัฒนาหรือเลียนแบบได้ยากมาก

กว่าจะมีวันนี้ได้ TripAdvisor เริ่มจากการทดลองแล้วล้มเหลวของผู้ก่อตั้ง Steve Kaufer

ตอนนั้นเป็นปี 2000 บนโลกออนไลน์เริ่มมีเว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้สามารถเปรียบเทียบราคาและจองตั๋วเครื่องบินได้ เช่น Expedia, Booking.com แต่ยังทำระบบค้นหาได้ไม่ดี

สตีฟซึ่งเป็นวิศวกรมาก่อนมองเห็นโอกาส จึงทำระบบที่ให้เว็บเหล่านี้สามารถค้นหาตั๋วเครื่องบินและโรงแรมได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่เว็บแรกที่สตีฟทำนั้นไม่มีรายได้ ไม่มีบริษัทไหนสนใจเอาไปใช้ สตีฟหมดเวลาไป 18 เดือนโดยที่ยังไม่มีลูกค้า

เขาจึงเปลี่ยนวิธีจากขายให้บริษัท มาทดลองสร้าง TripAdvisor ขึ้นเพื่อใช้นำเสนอลูกค้าว่า เว็บไซต์ที่มีระบบค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ที่มีประสิทธิภาพ และใช้งานง่าย หน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อเปิดตัวแล้ว TripAdvisor ก็ได้รับความนิยมอย่างไม่คาดคิด ด้วยระบบค้นหาที่ดีกว่าคู่แข่ง

ปัญหาที่ตามมาคือ มีคนใช้มากขึ้น แต่ยังไม่มีรายได้ สตีฟจึงทดลองทำโมเดลธุรกิจแบบ Cost per Click นั่นคือโรงแรมจะจ่ายเงินให้กับ TripAdvisor เมื่อมีผู้ใช้งานคลิกบน TripAdvisor ไปยังโรงแรมนั้น

รูปแบบธุรกิจ ‘จ่ายเงินเมื่อมีผู้ใช้สนใจ’ นี้ตอบโจทย์ทุกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรงแรมเองก็รู้สึกว่าคุ้มค่า

TripAdvisor ยังพบว่าการสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ใช้มารีวิวบนเว็บนั้นเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์กับผู้ใช้คนอื่น ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ เมื่อมีคอนเทนต์ของแต่ละโรงแรมเป็นจำนวนมาก TripAdvisor เลยถูกจัดให้อยู่อันดับแรกๆ บน Google ซึ่งเป็นช่องทางหลักสำหรับคนเข้าเว็บไซต์ TripAdvisor

เรื่องราวการเริ่มต้นของ TripAdvisor ก็คงเหมือนกับการตามล่าหาความฝันของผมตอนมาเรียนต่อที่อเมริกาเพื่อให้ได้งานที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก

ผมอยากได้งานโดยที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานด้านเทคโนโลยีมาก่อน ไม่เคยทำงานเมืองนอกมาก่อน และภาษาอังกฤษก็ยังต้องฝึกอีกเยอะเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงสมัครฝึกงานไปหลายร้อยบริษัท จนเพื่อนๆได้ที่ฝึกงานไปหมดแล้ว ซึ่งหมายความว่าคู่แข่งน้อยลงไปมาก จนสุดท้ายผมก็ได้ข้อเสนอให้ไปฝึกงานจาก TripAdvisor

ผมได้ฝึกงานที่ TripAdvisor สำนักงานใหญ่ที่เมืองนิวตัน ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกับบอสตัน

วันฝึกงานวันแรกของผม ผมต้องเข้าปฐมนิเทศพนักงานใหม่ มีคำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยมากคือ Speed-Win ปลาเร็วชนะปลาช้า ถึงจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีพนักงานกว่า 3,000 คน แต่บริษัทก็ยังพยายามให้มีรูปแบบการทำงานเหมือนสตาร์ทอัพ คือตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้และตลาดอย่างรวดเร็ว

ทุกอาทิตย์ทุกทีมจะต้องมีอะไรใหม่ออกมาให้กับผู้ใช้ วิธีการคือแบ่งปัญหาหรือสิ่งที่อยากทำออกเป็นส่วนย่อยๆ แล้วทำทีละส่วน รีบนำสิ่งที่ทำเสร็จออกไปให้ผู้ใช้ได้ทดลอง เรียนรู้ว่าอะไรดี ไม่ดี  แล้วปรับปรุงแก้ไข เน้นเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของงาน ตามกฎ 80/20 ทำส่วนที่ได้ผลมากๆ ก่อน

ด้วยรูปแบบการทำงานแบบนี้ แต่ละทีมจึงมีขนาดไม่ใหญ่มากและมีอำนาจตัดสินใจ ทีมที่ผมอยู่มีหัวหน้า 1 คน ผู้จัดการ 2 คน และนักวิเคราะห์ 2 คนรวมผมด้วย ทีมนี้รับผิดชอบ SEO ให้กับธุรกิจ Vacation Rentals ซึ่งเป็นห้องพักรูปแบบใหม่ที่กำลังดังมากในขณะนี้ เป็นที่พัก เช่น บ้าน คอนโด หรือห้องในอพาร์ตเมนต์ที่เจ้าของปล่อยเช่าให้กับแขก เป็นคู่แข่งของบริษัท Airbnb ที่กำลังโด่งดังและโตเร็วมากอยู่ในเวลานี้

ในทีมนั้นจะมีการประชุมกันทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เพื่อให้แน่ใจว่าในแต่ละสัปดาห์เรามีผลงานออกมา วันจันทร์จะคุยกันว่าสัปดาห์นี้แต่ละคนจะทำอะไร วันพุธก็จะอัพเดตว่าถึงไหนแล้ว ต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ ส่วนวันศุกร์จะคุยกันว่างานไหนเสร็จแล้วและพร้อมจะลงบนเว็บไซต์ได้ ในการประชุมวันจันทร์กับศุกร์นั้นจะมีวิศวกรซอฟต์แวร์ 2 คนที่ทำงานใกล้ชิดกับทีมมาประชุมด้วย

นอกจากที่นี่จะเน้นทำงานเร็วและคนเก่งมาก TripAdvisor ยังมีอาหารเช้าและขนมให้กินฟรีทุกวันเหมือนบริษัทเทคโนโลยีทั่วไป มีอาหารกลางวันให้ 3 วันต่ออาทิตย์ มียิมให้ใช้ฟรี ให้ความสำคัญกับความสมดุลของงานและชีวิตส่วนตัวของพนักงาน มีวัฒนธรรมองค์กรที่ดีมาก

โครงการที่ผมได้ทำก็คือดูแลหน้าเว็บตรงเซกชัน Trip Ideas ซึ่งจะช่วยแนะนำเมืองท่องเที่ยวตามหมวดหมู่ความสนใจ เช่น ชอบผจญภัย ชอบช้อปปิ้ง หรืออยากไปประเทศในทวีปไหน ฯลฯ ผมได้ศึกษาวิเคราะห์ว่าควรจะเพิ่มเนื้อหาส่วนไหนและเพิ่มฟังก์ชันอะไรบนหน้า Trip Ideas เพื่อให้ผู้ใช้ได้ประสบการณ์ที่ดีและช่วยให้ได้อันดับสูงๆ เวลาผู้ใช้ค้นหาบนกูเกิล เกี่ยวกับที่พักที่ควรไปตามหมวดต่างๆ

ผมว่ามันสุดยอดมากที่ได้ทำผลงานลงบนเว็บไซต์ระดับโลกอย่าง TripAdvisor โดยเฉพาะหน้าเว็บของ Trip Ideas ที่ผมช่วยทำเนื้อหาเพิ่มนั้นมีคนเข้าดูกว่าแสนคนต่อเดือน

ผมต้องขอบคุณทางทีมจริงๆ ที่เชื่อใจให้ผมมาทำโครงการนี้ ทั้งที่ผมไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน นี่จึงสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของ TripAdvisor ที่ไม่เน้นการรวมศูนย์อำนาจ ให้อำนาจการตัดสินใจอยู่กับคนที่ทำ และเน้นให้ทุกคนเป็นเจ้าของงาน

…เป็นประสบการณ์ทำงานที่ล้ำค่าสุดๆ

ขอขอบคุณ: สุวิชา พุทซาคำ

Writer

มาโนช พฤฒิสถาพร

มาโนชสนใจด้านสตาร์ทอัพมาก เขามีประสบการณ์ทำสตาร์ทอัพทั้งที่ไทยและอเมริกา เขาจบ MBA จาก Kellogg School of Management ที่นั่นเขาสมัครงานบริษัทเทคโนโลยีในตำแหน่งด้านธุรกิจกว่า 3,000 งาน ศึกษาบริษัทเตรียมตัวสัมภาษณ์กว่า 200 บริษัท สุดท้ายได้งานที่ Credit Karma บริษัทสตาร์ทอัพมูลค่าแสนล้านที่ SF มาโนชกลับมาทำสตาร์ทอัพด้านแฟชั่นที่ไทย Fred & Francis มาโนชยังเป็นนักเขียนตัวยง เขาเป็นเจ้าของหนังสือ A DREAM TO DIE FOR ล้ม 3,000 ครั้ง เพื่อชนะฝันเดียว

ฝันให้ใหญ่ เริ่มให้เล็ก

เรื่องราวน่าจับตาในวงการสตาร์ทอัพทั่วโลก

ผมโชคดีมากที่ได้มีโอกาสทำงานที่ Credit Karma ฟินเทคสตาร์ทอัพที่มีผู้ใช้กว่า 60 ล้านคนในอเมริกา และได้ทำงานในทีมที่เป็นหัวใจสำคัญของรายได้ของบริษัท ถึงช่วงเวลาแห่งความฝันนั้นจะต้องหมดลงภายใน 1 ปี เพราะผมไม่ได้วีซ่าทำงาน

ที่ประเทศอเมริกา ทุกคนจะมี Credit Score ซึ่งคือคะแนนที่บ่งบอกว่าเรามีวินัยมีความน่าเชื่อถือมีศักยภาพด้านการเงินขนาดไหน ซึ่งคำนวณจากประวัติการมีหนี้และชำระหนี้ของเราในอดีตว่าเราจ่ายตรงเวลาหรือไม่ และมีประวัติการใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อมานานขนาดไหน ดูจากอัตราการใช้บัตรเครดิตของเราเทียบกับวงเงินที่เราได้รับอนุมัติ และดูว่าเราสมัครบัตรเครดิตและสินเชื่อมากแค่ไหนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

ที่นั่น Credit Score สำคัญมาก เวลาเราจะสมัครงานเขาก็ดู Credit Score เวลาจะเช่าบ้านก็ถูกเรียกดู Credit Score คนที่นั่นรู้ว่าถ้าปีหน้าจะกู้เงินสร้างบ้านแล้วอยากได้ดอกเบี้ยต่ำ ก็ต้องทำให้ Credit Score ตัวเองดีขนาดไหน
ปัญหาคือ ข้อมูลที่สำคัญเช่นนี้คนทั่วไปเข้าถึงได้ยากมากและต้องเสียเงิน

Ken Lin เห็นโอกาสตรงนี้ จึงสร้าง Credit Karma ขึ้นเพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูล Credit Score ตัวเองได้ฟรี และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Credit Karma ในปี 2006 ที่ปัจจุบันนี้มีผู้ใช้กว่า 60 ล้านคนในอเมริกา มูลค่าบริษัทกว่า 1 แสนล้านบาท

Credit Karma ให้ผู้ใช้ใช้งานฟรี โดยจ่ายเงินให้กับเครดิตบูโรเพื่อดึงข้อมูล Credit Score และ Credit Report มาให้กับผู้ใช้ได้เข้าถึงฟรี และแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับ Credit Report ของผู้ใช้แต่ละคน

Credit Karma นั้นช่วยคนจริงๆ เพราะเราช่วยให้เขาเข้าใจถึงสถานการณ์ Credit Score ของเขา และแนะนำว่าเขาควรทำอย่างไรให้คะแนนขึ้น ถ้าเขาทำตามและคะแนนขึ้นจริง นั่นหมายถึงเขาสามารถสมัครบัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์มากขึ้น สามารถสมัครสินเชื่อและได้ดอกเบี้ยถูกลง ช่วยให้เขามีชีวิตการเงินที่ดีขึ้น

รูปแบบธุรกิจของ Credit Karma นั้นตอบโจทย์ทุกฝ่ายอย่างยิ่ง Credit Karma มีรายได้เมื่อผู้ใช้สมัครแล้วสถาบันการเงินอนุมัติ เราจึงเป็นเหมือนช่องทางในการหาลูกค้าของสถาบันการเงินและบริษัทฟินเทค ขณะที่เราก็ต้องแนะนำผลิตภัณฑ์การเงินที่น่าสนใจต่อผู้ใช้แต่ละคนและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถ้าพวกเขาสมัครแล้วมีโอกาสได้รับอนุมัติสูง

แนวคิดรูปแบบธุรกิจนี้ก็ไม่ต่างอะไรจาก Facebook ที่ให้ข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้และให้ใช้ฟรี แล้วเรียนรู้ข้อมูลบางอย่างของผู้ใช้ที่ช่วยให้เราแสดงผลิตภัณฑ์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและหารายได้จากทางนี้ ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่ทรงพลังมาก

ทีมที่ผมทำงานอยู่คือทีม Revenue Analytics นั้นมีบทบาทอย่างมากกับรายได้ของบริษัท เพราะทีมเราคือผู้กำหนดว่าเราควรจะแสดงผลิตภัณฑ์ทางการเงินอะไรให้กับผู้ใช้แต่ละคนเมื่อเขาเข้ามาที่เว็บหรือแอพในวันนี้ เราทำงานกับทีม Data Scientist ที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโมเดล เอาข้อมูลผู้ใช้หลายพันอย่างที่เรารู้และเก็บจากพฤติกรรมผู้ใช้ มาใช้ทำนายว่าผลิตภัณฑ์การเงินอันไหนที่ผู้ใช้คนนี้น่าจะคลิกสมัครมากที่สุดในตอนนี้ และทีม Product ที่คอยพัฒนาเว็บและแอพให้น่าใช้และตอบโจทย์อยู่เสมอ

วัฒธรรมของ Credit Karma คือ No Jerk ที่นี่จะรับแต่คนที่พร้อมจะทำงานเป็นทีม ไม่มีการเมือง เราให้ความสำคัญกับการรับคนเข้าทำงานมาก อย่างที่สอง เราเป็น Mission Driven Company ซีอีโอจะย้ำกับพนักงานในการประชุมใหญ่ประจำเดือนเสมอเกี่ยวกับ Mission ที่ต้องการช่วยให้ผู้ใช้มีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น ผมรู้สึกว่าทุกๆ คนในองค์กรสามารถเข้าถึงในจุดนี้ได้ เพื่อนร่วมงานของผมทุกคนเชื่อใน Mission บริษัท อีกอย่างก็คือเราเชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาในองค์กรเป็นคนที่เก่ง เราอยากให้ทุกคนริเริ่มสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ไม่มีระบบ Hierarchy ทุกๆ คนสามารถใกล้ชิดกับซีอีโอ

ช่วงเวลาที่ Credit Karma เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตผม ผมได้มาทำงานในที่ที่ผมใฝ่ฝัน ผมได้ทำงานกับคนที่เก่งมากๆ ในองค์กรที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ดีมาก ผมได้สร้างสรรค์งานที่มีผลกระทบกับผู้ใช้ 60 ล้านคน และผมได้เรียนรู้เยอะมาก ผมจะจดจำเรื่องราวนี้ไว้ตลอดไป

Writer

มาโนช พฤฒิสถาพร

มาโนชสนใจด้านสตาร์ทอัพมาก เขามีประสบการณ์ทำสตาร์ทอัพทั้งที่ไทยและอเมริกา เขาจบ MBA จาก Kellogg School of Management ที่นั่นเขาสมัครงานบริษัทเทคโนโลยีในตำแหน่งด้านธุรกิจกว่า 3,000 งาน ศึกษาบริษัทเตรียมตัวสัมภาษณ์กว่า 200 บริษัท สุดท้ายได้งานที่ Credit Karma บริษัทสตาร์ทอัพมูลค่าแสนล้านที่ SF มาโนชกลับมาทำสตาร์ทอัพด้านแฟชั่นที่ไทย Fred & Francis มาโนชยังเป็นนักเขียนตัวยง เขาเป็นเจ้าของหนังสือ A DREAM TO DIE FOR ล้ม 3,000 ครั้ง เพื่อชนะฝันเดียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load