เสื้อยืดตราห่านคู่ ก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนชาวจีนที่นั่งเรือย้ายถิ่นฐานมาอยู่ประเทศไทย เริ่มทำธุรกิจนำเข้าสินค้าด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือเสื้อยืดจากฮ่องกง จากนั้นพัฒนาคุณภาพและสร้างแบรนด์ในประเทศไทยจนเป็นห่านคู่อย่างวันนี้

ห่านคู่เป็นธุรกิจหุ้นส่วนที่เริ่มต้นจากหลายครอบครัวทำงานร่วมกัน โดยตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ พวกเขาอยากทำเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศเมืองร้อน ที่ใส่แล้วสบายตัว

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดตราห่านคู่ ซึ่งเกิดในยุคที่รัฐบาลรณรงค์ให้คนไทยแต่งตัวเป็นสากล จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนซึ่งใส่เสื้อกล้ามไว้ด้านในให้ช่วยซับเหงื่อทำให้รู้สึกไม่ร้อน เหมาะที่จะใส่เป็นเสื้อกึ่งทำงานกึ่งอยู่บ้าน เป็นเสื้ออเนกประสงค์ที่ใช้งานแบบนี้มาตลอด

ในมุมแฟชั่น จุดที่ทำให้เสื้อยืดห่านคู่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มาจากกระแสความนิยมของ ‘อัสนี-วสันต์’ ในชุดเสื้อยืดสีขาวมาพร้อมกางเกงยีนส์ที่เป็นเอกลักษณ์

ปัจจุบัน เสื้อยืดตราห่านคู่มีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ช่วยทำให้เสื้อระบายอากาศได้ดี โดยผู้บริหารรุ่นที่สองและรุ่นที่สามได้ร่วมกันบุกเบิก มีพื้นฐานความรู้ความสนใจด้านวิศวกรรมศาสตร์ เคมี และสิ่งทอ

ในอดีต เสื้อยืดตราห่านคู่มีปัญหาผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอต่อความต้องการ และโจทย์แรกของการสานต่อธุรกิจ คือแก้ปัญหาสินค้าขาดตลาด และขยายตลาดสู่ห้างร้านค้าปลีกร่วมสมัยหรือโมเดิร์นเทรด

แก้ปัญหาได้ไม่นาน ลูกค้าดั้งเดิม ยี่ปั๊ว และผู้ใหญ่ในบริษัทก็กังวลแผนการขยายตลาดไปขายในห้างร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งผู้บริหารจำเป็นต้องลงมือทำให้เห็นไม่ใช่แค่เปลี่ยนชุดความคิดคนรอบๆ ตัว จนเสื้อยืดตราห่านคู่ในวันนี้มีแบบทรงมากขึ้น มีสีสัน มีนวัตกรรม และหาซื้อง่ายขึ้น จากแรร์ไอเทมกลายเป็นเสื้ออเนกประสงค์หรือเสื้อฉุกเฉินที่หาได้ในร้านสะดวกซื้อ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดตราห่านคู่ ไม่หวังจะเป็นที่จดจำในฐานะแบรนด์แฟชั่น พวกเขาแค่อยากทำเสื้อยืดใส่สบาย

จุดแข็งของเสื้อยืดตราห่านคู่ คือการมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนปลายน้ำ และกล้ายืนยันว่าโรงงานเสื้อยืดตราห่านคู่มีแรงงานเป็นคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์  เพราะเรื่องฝีมือความประณีตที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ห่านคู่ออกแบบและพัฒนาหน้ากากผ้าคุณภาพดีสวมใส่สบาย ผลิตและส่งมอบหน้ากากชุดแรกให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาฯ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่สัมผัสคนไข้โรค COVID-19 เพื่อเก็บหน้ากากเขียวไว้ให้แพทย์และพยาบาลที่จำเป็นจริงๆ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดตราห่านคู่ ไม่ได้ดังเฉพาะตลาดประเทศไทย แต่ชาวอาเซียนก็ชอบเสื้อยืดตราห่านคู่ รู้จักในฐานะเสื้อยืดที่มีคุณภาพจากประเทศไทยที่ฝากซื้อและซื้อฝากกัน

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองตอนนี้ เราอยู่กับ คุณากร ธนสารสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานไทยแลนด์ นิตติ้ง จำกัด เจ้าของแบรนด์เสื้อยืดตราห่านคู่ ผู้บริหารรุ่นสามผู้ต่อยอดเสื้อยืดสีขาวคลาสสิกให้เป็นที่รักของคนไทยต่อไป กับความฝันที่อยากทำให้เสื้อยืดตราห่านคู่เป็นแบรนด์ 100 ปี

เสื้อยืดตราห่านคู่ ทำยังไงจึงเป็นเสื้อตัวเก่งของคนทุกรุ่น ทุกวัย อากงก็ชอบ พ่อใส่ วัยรุ่นก็ซื้อ มาฟังพร้อมกัน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

ธุรกิจ : เสื้อยืดตราห่านคู่ (พ.ศ. 2496)

อายุ : 67 ปี

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตและจำหน่ายเสื้อยืด

ผู้ก่อตั้ง : คุณเจือ ธนสารสมบัติและกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจ 

ผู้บริหารรุ่นสอง : ประกอบด้วยทีมบริหารจากครอบครัวหุ้นส่วนกว่า 20 ท่าน

ผู้บริหารรุ่นสาม : คุณคุณากร ธนสารสมบัติ และทีมบุคลากรรุ่นใหม่

เสื้อยืด เสื้อกล้าม และกางเกงในยืด ตราห่านคู่

ห่านคู่ เป็นธุรกิจหุ้นส่วนที่ก่อตั้งจากครอบครัวหลายกลุ่มครอบครัว เริ่มต้นด้วยการรวมตัวกันทำธุรกิจเทรดดิ้งในนาม ‘เซ่งเซียงไถ่’ โดยนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่ร่ม สบู่ น้ำมัน ดำเนินงานในรูปแบบบริษัทมาตั้งแต่วันแรกที่จัดตั้ง และบริหารงานโดยมอบหมายหน้าที่ตามความถนัด หุ้นส่วนหนึ่งดูระบบบัญชี อีกหุ้นส่วนดูแลการขายและการผลิต

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

หนึ่งในหุ้นส่วนซึ่งเป็นชาวฮ่องกงเห็นโอกาสหลังจากที่นำเสื้อยืดแบรนด์ฮ่องกงมาทำการตลาด และได้ร่วมกันพัฒนาสินค้าและสร้างแบรนด์ของตัวเอง ที่มีเสื้อยืด เสื้อกล้าม และกางเกงชั้นใน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

“ห่านคู่เริ่มต้นผลิตและขายเสื้อเป็นหลัก เพราะคิดว่าเสื้อผ้าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญที่ทุกคนต้องมี จัดตั้งบริษัทและโรงงานภายใต้ชื่อ โรงงานไทยแลนด์ นิตติ้ง จำกัด ซึ่งผลิตเสื้อยืดคุณภาพดีให้คนไทยได้ใช้โดยไม่หยุดพัฒนา เพื่อส่งมอบสินค้าที่สวมใส่สบาย ด้วยวัตถุดิบคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่ดีที่สุด” คุณากรเล่า 

แม้ผู้ก่อตั้งจะไม่ได้เกี่ยวกันทางสายเลือด แต่ทุกคนมีหัวทางการค้าและอุดมการณ์ต่อสินค้าที่ดีในแบบเดียวกัน ส่งต่อคุณค่าผ่านเสื้อยืดยาวนานนับ 60 กว่าปี ปัจจุบันบริหารงานโดยทีมงานรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

จากวิศวกรคอมพิวเตอร์ สู่ผู้บริหารแบรนด์เสื้อยืด

“เกิดมาก็เห็นเสื้อตราห่านคู่แล้ว อากงและพ่อจะใส่เสื้อห่านคู่ตลอด เป็นความรู้สึกผูกพันที่เติบโตท่ามกลางผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่นพัฒนาให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ” คุณากรเล่าความทรงจำที่มีต่อเสื้อยืดตราห่านคู่

หลังเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ คุณากรเริ่มทำงานด้านไอทีในองค์กรโทรคมนาคมอยู่ 6 ปี และคลุกคลีกับการพัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์สื่อสารมาตั้งแต่ช่วงปี 2000 หรือยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเข้ามีบทบาทในชีวิต

คุณากรในวันนั้นไม่รู้มาก่อนว่า วันหนึ่งเขาจะได้ใช้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีมาช่วยกิจการห่านคู่

“เมื่อมองย้อนกลับไป เคยเป็นวิศวกรระบบที่การทำงานภาพรวม เป็นหัวหน้าทีมโครงการพัฒนาสินค้า จนมาถึงงานผู้จัดการประมูลระบบเครือข่าย จริงๆ ทำงานที่ใช้ทักษะการบริหารทั้งหมดเลย เพียงแต่ไม่ได้เห็นรอบสามร้อยหกสิบ องศา งานที่ห่านคู่แตกต่างออกไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า เราไม่ใช่ผู้จัดการดูแลโครงการเหมือนก่อน แต่เราจะต้องเป็นผู้นำองค์กรให้อยู่รอดต่อไปให้ได้ สร้างและสื่อสารเป้าหมายให้ชัด มีการวัดผล เปิดโอกาสให้ทุกคนลงมือทำโดยที่เราก็ทำไปพร้อมเขา” 

คุณากรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้ไปด้วยกัน มากกว่าสั่งให้ใครทำอะไร เป็นวาทยากรคุมวงดนตรี เป็นกัปตันทีมมากกว่าเป็นผู้จัดการ

นับจนถึงวันนี้ คุณากรทำงานที่ห่านคู่มา 12 ปีแล้ว 6 ปีแรกกับหน้าที่ดูแลฝ่ายขาย และ 6 ปีหลังกับการพัฒนาสินค้า ดูแลระบบขององค์กรให้มีมาตรฐานเป็นสากล

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดที่มีฟังก์ชัน

เมื่อได้รับเลือกจากคณะกรรมการบริษัทให้เข้ามารับช่วงต่อ ภารกิจแรกของคุณากรคือ ปรับเปลี่ยนเพื่อขยายตัว

น้อยคนจะรู้ว่า ที่ผ่านมาห่านคู่ประสบปัญหาเป็นสินค้าขาดตลาดอยู่ตลอด

เพราะเสื้อหน้าตาเรียบๆ อย่างห่านคู่ เป็นหนึ่งในเสื้อตัวโปรดที่ทุกคนมีติดบ้าน ไม่แปลกที่ห่านคู่จะเป็นที่ต้องการของตลาด คุณากรเล่าบรรยากาศช่วงสินค้าขาดตลาดให้ฟังว่า มีลูกค้ามาเข้าแถวรอซื้อ โทรสั่งที่โรงงานมาพร้อมวางเงินจ่าย แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขายกับการผลิตยังไม่สัมพันธ์กัน และที่ผ่านมามีช่องทางจำหน่ายน้อย สินค้ากระจายตัวไม่ทั่วถึง

คุณากรแก้โจทย์นี้ด้วยการพาเสื้อยืดตราห่านคู่เข้าร้านค้าปลีกทันสมัยหรือโมเดิร์นเทรด

“เมื่อตัดสินใจเดินเกมขายในห้างร้านค้าปลีก เราจำเป็นต้องรู้ว่าลูกค้าของร้านค้าปลีกนั้นเป็นใคร และใครคือกลุ่มเป้าหมายของเรา”

เดิมเสื้อตราห่านคู่ขายเป็นกล่องบรรจุเสื้อ 3 ตัว คุณากรพบว่าลูกค้าของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้ต้องการซื้อเสื้อมากถึง 3 ตัวในคราวเดียว จึงเริ่มคิดทำสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งาน และปรับบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม หาแบบที่มองเห็นง่ายสะดุดตา 

ยุคของเสื้อตราห่านคู่ในมือผู้บริหารรุ่นสาม จึงเป็นยุคที่ไม่มีได้แค่เสื้อกล้ามและเสื้อคอกว้างอีกต่อไป แต่มีเสื้อยืดทรงที่กระชับตัวและเข้ารูปมากขึ้น มีทรงที่ใส่ทำกิจกรรมได้หลากหลาย ไม่เชยหรือแข็งจนเกินไป และได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตทำให้ห่านคู่เป็นเสื้อยืดที่มีฟังก์ชัน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เพราะเมืองไทยอากาศร้อน เสื้อยืดห่านคู่จึงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ทำให้เนื้อผ้าซับเหงื่อแห้งไว ใส่แล้วสบายตัว ด้วยเทคโนโลยีไมโครพอร์ (Micropore) ที่ทำให้เส้นใยเรียงตัวดีจนเกิดช่องระบายอากาศเยอะขึ้น ถ่ายเทดี ช่วยซับเหงื่อแห้งไว สบายตัวไม่ร้อน และเทคโนโลยีซูเปอร์ซอฟต์ (Supersoft Kool Cotton) ที่ทำให้เนื้อผ้านุ่ม มีสัมผัสลื่นและเย็น 

ขณะที่เสื้อรุ่นคลาสสิกก็ยังมีอยู่ และเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ เพราะลูกค้ารู้และมั่นใจในคุณภาพที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

ขายให้เหมือนเดิม

แม้การพาเสื้อยืดตราห่านคู่เข้าสู่ร้านค้าปลีกทันสมัย จะเป็นทางออกของการต่อยอดให้แบรนด์และธุรกิจไปได้ต่อ แต่ก็ใช่ว่าใครจะทำสำเร็จได้ง่ายๆ 

จากที่เคยทำการค้าขายกันมา 50 ปี ในวันที่ห่านคู่มาบอกว่ายี่ปั๊วว่า 

“เรายังค้าขายกันเหมือนเดิมนะ แต่ขอไปขายคนอื่นเพิ่มด้วย” เป็นธรรมดาที่คู่ค้าจะกังวลใจ

“ถ้าการขายให้คนอื่น ทำให้เขาขายดีขึ้นมา เขาจะยังขายให้เราไหม หรือขายให้น้อยลง” ไม่ใช่คู่ค้าอย่างยี่ปั๊ว ซาปั๊วที่เป็นห่วง ผู้ใหญ่ในบริษัททุกคนก็เป็นห่วงว่าการปรับตัวเข้าร้านค้าปลีกทันสมัยนี้จะทำให้เกิดผลลัพธ์อะไรตามมา

“เราผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ด้วยการเริ่มทำ แต่ทำทีละนิด” คุณากรเล่า

จุดหมายแรกของห่านคู่ในเส้นทางร้านโมเดิร์นเทรดคือ ห้างคาร์ฟูร์ ซึ่งตอนนั้นมี 41 สาขา (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) เริ่มจากคุณากรเป็นเซลล์ไปคุยกับ Buyer ได้รับทราบข้อปฏิบัติหลายอย่าง เช่น ต้องแขวนแทนการขายเสื้อยืดใส่กล่อง รวมถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้ามากมาย ที่หากไม่ทำตามสัญญาจะต้องเสียค่าปรับ

“ถ้าเอาข้อจำกัดทุกอย่างมาวางกางบนโต๊ะ ผู้ใหญ่ทุกคนที่บริษัทคงจะบอกว่าไม่ทำดีกว่า เพราะเงื่อนไขที่ห้างค้าปลีกบอกเราในวันนั้น เป็นเรื่องที่เราเสียเปรียบทั้งหมด แต่เราเห็นโอกาสและเชื่อในห้างคาร์ฟูร์ซึ่งเป็นร้านค้าใหญ่ เราต้องทดลองดู เราจะไม่ใช้คำว่าเสี่ยง แต่เราบอกว่าขอทดลองทำไปด้วยกัน ผู้ใหญ่ถามย้ำอีกครั้งว่าเราพร้อมรับกับผลลัพธ์ด้านลบที่จะเกิดแค่ไหน ถ้ารับได้ก็ทำเลย”

ผลลัพธ์ด้านลบนั้น ก็คือความไม่สบายใจของคู่ค้า ร้านค้าส่ง

คุณากรแก้ความเข้าใจกับยี่ปั๊ว ด้วยการออกสินค้าให้แตกต่างจากที่ขายให้ยี่ปั๊วและร้านค้าส่งทั้งหลาย ทั้งยังตั้งราคาที่สูงกว่าในท้องตลาด และเมื่อคู่ค้ารู้ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ห่านคู่ในร้านค้าติดแอร์คงขายไม่ได้หรอก จะไปขายได้อย่างไรในเมื่อราคาแพงกว่าตั้งสี่สิบห้าสิบบาท”

เป็นอันว่าคุณากรทำให้คู่ค้ากลับมาสบายใจได้ระดับหนึ่ง

ผลประกอบการรวมจากห้างร้านหลายสิบสาขาค่อยๆ ไต่ขึ้นซึ่งใช้เวลาเกือบปี 

ห่านคู่ก็เริ่มเดินต่อในร้านเทสโก้โลตัส ร้านสะดวกซื้อ 7Eleven แม็คแวลู แฟมิลี่มาร์ท วิลล่า โรบินสัน เดอะมอลล์ ซึ่งทำให้ห่านคู่ได้รับชื่อเล่นจากคนรุ่นใหม่ว่า ‘เสื้อยืดฉุกเฉิน’

“เราโอเคกับการค่อยๆ ไปทีละร้าน เพื่อประเมินโอกาสว่าเราจะเติบโตได้ไหม ทำธุรกิจต่อได้ไหม ซึ่งจากที่ทำมาสามปีก็เห็นการเติบโต เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาจับจ่ายในห้างร้านขนาดใหญ่เยอะจริงๆ ทั้งที่ห่านคู่ไม่ได้ทำการตลาดใดๆ กับห้างร้านเลย แต่ตัวเลขกลับโตขึ้น เห็นคนใส่เสื้อห่านคู่รุ่นที่ขายเฉพาะในร้านโมเดิร์นเทรดเยอะขึ้น จึงตามมาด้วยการเจรจาขอปรับเงื่อนไขการค้า ทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในเวลาเดียวกันก็ไม่ละทิ้งคู่ค้า ยี่ปั๊ว โดยมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและทำการตลาดในรูปแบบที่ต่างออกไป” ห่านคู่ยังได้พัฒนาช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า

คุณากรเล่าว่า สิ่งที่ท้าทายแต่สำคัญ คือการเปลี่ยนชุดความคิดของคนที่อยู่รอบๆ ทั้งหมด และต้องทดลองทำในขนาดเล็กก่อนว่าทำได้จริงไหม ดีแค่ไหน สุดท้ายจะรอดไหม หลังจากนั้นค่อยปรับขยายสิ่งที่ทดลองให้ใหญ่ขึ้น

คุณภาพ-ชีวิต

สิ่งที่ทำให้เสื้อยืดตราห่านคู่อยู่ยืนยาวมา 67 ปี เป็นเพราะคุณภาพ จากการรักษามาตรฐานการผลิต และการใช้เทคโนโลยีช่วยให้ถักผ้าและตัดเย็บดีขึ้น

ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้ของคุณภาพดีเสมอ ไม่ว่าจะกลับมาซื้อซ้ำกี่ครั้ง

“ห่านคู่เติบโตมากับความเชื่อใจว่าสินค้าเราใส่กี่ครั้งก็ดีเหมือนเดิม ได้คุณภาพเท่าเดิมทุกครั้ง ทำให้ลูกค้ารู้ว่าเขาคาดหวังอะไรได้ เขาก็จะรู้สึกผูกพันและเชื่อมั่นในแบรนด์” 

ด้วยกระบวนการผลิตจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การถักผ้าที่ใช้เครื่องจักรคุณภาพสูง ฝีมือการตัดเย็บที่ประณีตของช่างเย็บคนไทย ไปจนถึงกระบวนการต่างๆ ที่ทำเองทุกขั้นตอน หากต้องการปรับเปลี่ยนอะไรก็ทดลองทำได้เลย และยังคงได้สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ

“ช่างฝีมือของเราแม่นยำและประณีตมาก เขารู้ว่าควรต้องเย็บแบบไหนสินค้าจะออกมาแข็งแรงได้คุณภาพ เขาแคร์เรื่องนี้ที่สุด งานเย็บของเขาต้องออกมาสวยได้มาตรฐานสมเป็นตราห่านคู่ ปัจจุบันห่านคู่มีพนักงานทั้งสิ้นหกร้อยคน และในจำนวนนี้ เกินหกสิบเปอร์เซ็นต์อยู่กับเรามาอย่างน้อยยี่สิบถึงสามสิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาด้วยกัน” คุณากรเล่า

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน
ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

หน้ากากผ้า

สิ่งที่ท้าทายของแบรนด์เก่าแก่คือการเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคสมัย คุณากรยอมรับว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว จากรายปี เป็นรายเดือน เขาต้องมองให้ออกว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไปทางไหน และจะปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์อย่างไร

“ตอนนี้เราปรับสายการผลิตเสื้อยืดเป็นผลิตหน้ากากผ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดแล้วก็ปรับแผนกะทันหัน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

“เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 สถานการณ์ตอนนั้นทั้งคุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าทำงานสู้กับโรคระบาดต้องการหน้ากากเขียวเป็นหลัก เพื่อให้เพียงต่อการดูแลคนไข้ ไม่ให้เกิดการระบาดมากกว่านี้ ห่านคู่ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วน จึงได้ติดต่อไปที่มูลนิธิโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาฯ โดยนำหน้ากากผ้าส่งมอบให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” คุณากรเล่าที่มาของการปรับแผนงานครั้งใหญ่ซึ่งทุกคนเต็มที่และร่วมใจกันทำ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

“ตอนนี้เราก็ยังมองไม่ออกว่าธุรกิจจะออกไปในทิศทางไหน แต่เราต้องวิเคราะห์สถานการณ์ ตัดสินใจ และลงมือทำให้ตราบใดที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย เราก็จะทำ”

แผนธุรกิจร้อยปี

ความซื่อสัตย์ คือหลักปฏิบัติที่ชาวห่านคู่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

“ซื่อสัตย์กับลูกค้า กับตัวเอง กับทุกคนที่ทำงานด้วย จะยิ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันและกัน ทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงาน พัฒนาอะไรใหม่ๆ ไปด้วยกัน ลดอุปสรรคที่จะเกิด” คุณากรเล่า ก่อนบอกแผนการนำพาองค์กรไปสู่การเป็นแบรนด์ธุรกิจ 100 ปี ซึ่งประกอบด้วยสองปัจจัยสำคัญ ได้แก่

หนึ่ง คือ บุคลากร

“ห่านคู่ ต้องการนักคิดมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ต้องการคนที่กล้าลงมือทำโดยไม่กลัวว่าผิดหรือถูก ขอเพียงกล้าตัดสินใจลงมือทำและรับผิดชอบการตัดสินใจนั้น ผู้ใหญ่ในบริษัทท่านเคยพูดกับผมเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลเป็นไทยว่า ‘ทางมีก็ต้องเดิน’ แปลว่า ถ้าคิดได้ก็ต้องลงมือทำด้วย โดยไม่กลัวผิด ตราบใดที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเราต้องทำ เพื่อส่งมอบคุณค่าต่อจากนี้” 

สอง คือ ระบบบริหารจัดการ

“ไม่มีมืออาชีพคนไหนยอมทำงานกับองค์กรที่ไม่มีพื้นฐานระบบที่ดีพอซัพพอร์ตให้เขาทำงานต่อได้”

มาจนวันนี้อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คุณสนุกกับการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เราถาม

“ส่วนตัวเชื่อว่าเวลาทำอะไรเราต้องทำให้ดีที่สุด เราไม่ได้กำลังทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนรุ่นถัดไป เราคิดเสมอถ้าวันนี้เราไม่อยู่ และมีคนสักคนมารับช่วงต่อ เขาควรจะทำงานต่อได้เลย และถ้าเราหยุดตั้งแต่วันนี้ เราล้มเลิก เราก็จะไม่มีอนาคตให้คนรุ่นถัดไปที่จะมาทำสิ่งนี้ต่อ เมื่อเจออุปสรรคเราต้องสู้ ถ้าสุดท้ายไม่สู้ เราก็พ่ายแพ้ตัวเราเอง มากกว่าพ่ายแพ้อุปสรรค ทุกอย่างมีทางออก เพียงแต่ว่าทางออกนั้นอาจจะไม่ได้ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แต่จงเชื่อเถอะว่ามันมีทางออก” คุณากรตอบ ก่อนทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับทายาทธุรกิจ

“เมื่อมาทำธุรกิจครอบครัวซึ่งอาจจะไม่มีระบบและเครื่องมือพร้อมอย่างองค์กรใหญ่ หน้าที่เราคือศึกษาว่าธุรกิจมีปัญหาอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข จากนั้นลงมือทำ โดยเข้าใจรายละเอียดพอระดับหนึ่ง ที่จะทำให้งานเดินต่อได้ นี่คือหัวใจสำคัญของการเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาบริษัทต่อ โดยที่เรื่องการตลาดเป็นกระบวนการเรียนรู้ผู้บริโภค เรียนรู้ตลาดที่เปลี่ยนไป กล้าทดลองสินค้าของเราว่าตอบโจทย์ผู้บริโภคหรือเปล่า เพราะสุดท้ายต่อให้เราคิดบรรจุภัณฑ์สวย คิดสินค้าดีเยี่ยม ใส่ฟังก์ชันได้ครบหมด แต่ถ้าไม่ได้ตอบโจทย์ใครเลยหรือไม่ได้เป็นที่ต้องการในตลาด ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดไม่มีความหมาย”

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

เคยได้ยินมาว่าธุรกิจครอบครัวที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 จะเหลืออยู่รอดเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น บวกกับการได้เห็นทางเลือกและทางรอดของคนรุ่นใหม่ที่หลากหลายกว่าการกลับไปสานต่อธุรกิจที่บ้าน ก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วยตามนั้น

ในวันที่กรุงเทพฯ เพิ่งผ่านพ้นพายุฝนกระหน่ำ เรามีนัดกับ กานต์-อาจฤทธิ์ ประดิษฐบาทุกา ทายาทรุ่นที่ 4 ผู้เป็นหนึ่งในสิบเปอร์เซ็นต์นั้น

ทันทีที่เราเปิดประตูและเดินเข้าไปในร้านเซ่งชง บนถนนนครสวรรค์ ตำแหน่งที่ตั้งร้านแห่งใหม่ หลังจากเปิดทำการมาอย่างยาวนานกว่า 119 ปี บนถนนเจริญกรุง กลิ่นของหนังที่อบอวลไปทั่วร้าน เข้มข้นราวกับรวมเอาความตั้งใจของหลวงประดิษฐบาทุกา ช่างทำรองเท้าหลวงเมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 คุณทวดผู้ก่อตั้งและทายาทที่ร่วมกันรักษา

รอหน่อยนะคะ” คุณแม่ของกานต์พูดพลางจัดแจงพื้นที่ที่ละลานตาไปด้วยวัสดุจากหนังนานาชนิดให้เรานั่งคอยคุณกานต์ซึ่งกำลังเดินทางมาจากการปฏิบัติหน้าที่ดูแลเครื่องทรงม้าทั้งหมดที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9

ยังไม่ทันที่เราจะหายตื่นเต้นจากการได้เห็นเครื่องหนัง ทั้งรองเท้าเงาวับสุดคลาสสิก กระเป๋าทรงเก๋ เข็มขัดหลากสไตล์ และอุปกรณ์สำหรับขี่ม้า ที่กระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ของร้าน คุณกานต์ก็เดินเข้ามา

เราสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ว่าที่วิศวกรหนุ่มในวัย 20 ต้นๆ ที่กำลังจะได้ทำงานในสายงานที่เขาเรียนจบ ตัดสินใจรับช่วงกิจการซึ่งมีอายุกว่า 100 ปีต่อจากคุณปู่ แม้เขาจะย้ำว่าเป็นเพราะโชคชะตาและความบังเอิญ แต่บทสนทนาเคล้ากลิ่นหนังข้างล่างนี้ทำให้เราไม่อาจเทใจเชื่อทั้งหมด

ธุรกิจ: ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเซ่งชง พ.ศ. 2439
ประเภทธุรกิจ: ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องหนัง
อายุ: 121 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: หลวงประดิษฐบาทุกา
ทายาทรุ่นที่สี่: นายอาจฤทธิ์ ประดิษฐบาทุกา, นายชยาศิส ประดิษฐบาทุกา

หนังภาคที่หนึ่ง : ลมหายใจของเครื่องหนังของคุณทวด

“ก่อนหน้านี้เราก็ไม่คิดว่าจะต้องมาทำ แม้ว่าคุณปู่จะพยายามปลูกฝังมาตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ จำได้ว่าได้รับมอบหมายให้ตรวจนับแผ่นหนังหนาๆ ที่ใช้ทำเข็มขัดเมื่อมีคนมาส่งที่บ้าน คอยนับว่าหนังมาทั้งหมดกี่มัด ครบตามจำนวนที่สั่งไหม พอนับเสร็จ ปู่ก็จะให้เงินช่วยทำงานครั้งละ 100 บาท” กานต์ย้อนความทรงจำวัยเด็กของเขาเกี่ยวกับร้านเซ่งชงในอดีต

ก่อนจะเล่าบรรยากาศของร้านเครื่องหนังร้านแรกๆ ในประเทศไทยที่มีคุณปู่ (ทายาทรุ่นที่ 2) ผู้สืบทอดการทำเครื่องหนังมาจากคุณทวดเป็นหัวเรือใหญ่ให้ฟังว่า คุณปู่เป็นคนรุ่นเก่าที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม สังเกตได้จากรองเท้าทรงโบราณที่มีอยู่เต็มร้าน และแนวคิดที่สืบทอดเจตนารมณ์ของคุณทวดเรื่องคุณภาพของสินค้าในร้าน

“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนังเทียมหรือ PVC เข้ามาตีตลาดหนังแท้ และธุรกิจหนังส่วนใหญ่ก็พยายามปรับตัวด้วยเปลี่ยนไปใช้หนังเทียมแทน แต่คุณปู่ไม่ทำ ท่านยังยืนยันที่จะใช้แต่หนังแท้เท่านั้น เพราะคิดถึงความทนทานทำให้ทุกครั้งที่ลูกค้าคิดจะซื้อเครื่องหนัง เขาจะตรงมาที่นี่ ปู่จะสอนเสมอว่ากำไรไม่สำคัญเท่าชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้า เราเองก็ซึมซับจากสิ่งนี้”

ธุรกิจเครื่องหนังในยุคของคุณปู่ ดำเนินการอย่างราบรื่นผ่านกาลเวลา จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงวันที่ความชรามาเยือนจนทำต่อไม่ไหว จึงปล่อยเซ่งชงให้กับพนักงานและช่างทำหนังดูแลกิจการ แม้จะเผชิญกับภาวะขาดทุนเรื่อยมา แต่จะไม่ยอมให้กิจการถูกปิดไปต่อหน้าต่อตาในขณะที่คุณปู่ยังมีชีวิตอยู่

ในเวลานั้น กานต์ว่าที่บัณฑิตวัย 20 ต้นๆ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ผูกพันกับร้านเครื่องหนังมาทั้งชีวิตจึงตัดสินใจเอ่ยปากต่อลมหายใจให้กับร้านเครื่องหนังสุดที่รักของคุณปู่ หลังจากที่เขาเห็นร้านมีภาวะสุญญากาศมานานถึง 10 ปี

หนังภาคที่สอง : อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน

หลังจากการตัดสินใจรับภาระอันยิ่งใหญ่ บัณฑิตวิศวกรรมอุตสาหการก็จัดการเปลี่ยนแปลงร้าน โดยเริ่มจากการขายเครื่องหนังค้างสต็อกทั้งหมดเพื่อนำเงินจำนวนนั้นมานับหนึ่งใหม่

ตอนนั้นผมไปดูหนังเรื่อง มหา’ลัยเหมืองแร่ ชีวิตพระเอกในเรื่องที่มีเงินติดตัววันแรกและวันสุดท้ายเท่าเดิม คือไม่มีเงินเก็บสักบาท แต่เสียเวลาไปถึง 4 ปี ผมก็คิดว่าถ้าเกิดเราทำ 4 ปีแล้วเจ๊ง เราจะเป็นยังไง ผมคิดอย่างงั้นเลย แม้จะกลัวๆ กล้าๆ แต่ผมก็ขอลอง” กานต์เล่าย้อนไปถึงช่วงที่เป็นเด็กจบใหม่ที่ทำให้เขากล้าได้กล้าเสีย

ความยากคือเราไม่รู้อะไรเลย มีแต่ความคาดหวังที่ผู้ใหญ่ส่งมาว่าเราจะทำแล้วรอดไหม ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะรอดหรือเปล่าด้วย แต่ก็พยายามเรียนรู้กับคนยุคเก่าให้มากที่สุด ทั้งจากช่างของร้าน จากพนักงานที่เห็นเรามาตั้งแต่เด็กๆ จากการสืบค้นข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง เรียนรู้ว่าหนังมีกี่ประเภท มีวิธีการคัดเลือกยังไง หนังที่ดีเป็นยังไง ก่อนหน้านี้เย็บด้วยมือไม่เป็นก็ต้องหัดเย็บให้ได้” กานต์เล่าถึงหลักสูตรเรียนรู้กระบวนการสืบทอดร้านตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จากผู้รู้ในวงการและการปรึกษาครอบครัว ซึ่งภายหลังพี่ชายก็ตัดสินใจมาช่วยกันด้วย กานต์เล่าว่าทั้งหมดนี้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านการทำผิดๆ ถูกๆ เยอะมากกว่าที่คิดไว้

นอกจากพนักงานและช่างเครื่องหนังมากประสบการณ์จะทำหน้าที่เป็นครูให้กับเขาในช่วงที่ธุรกิจเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันเขาเองก็ต้องดูแลและบริหารกิจการ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ท้าทายผู้ประกอบการรุ่นใหม่เสมอมา เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนรุ่นใหม่อย่างเขาต้องบริหารคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

ตอนแรกเขาจะไม่ฟังเราเลย เพราะเขาเชื่อว่าทำอย่างนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เราต้องสื่อสาร ทำให้เขาเห็นว่ามันต้องเปลี่ยนแล้วนะ เราก็พยายามอธิบายกับช่างว่า ขอปรับตรงนี้นิดหน่อย เพราะมันไม่ได้จริงๆ รวมกับความเห็นจากลูกค้าด้วย ช่างเก่าๆ เขาก็จะเริ่มฟัง” กานต์ไม่เพียงการหาเหตุผลเพื่อมาเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในร้าน แต่เขายังต้องหาเหตุผลมาเพื่อหักล้างความเชื่อเดิมๆ ที่มีอยู่ในตัวเองด้วย

เราเป็นวิศวกรที่มาอยู่ในวงการแฟชั่น เราก็จะมีชุดความคิดบางอย่างจากวิศวกรรมอุตสาหการ เช่น การลดต้นทุน ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าทำไมรองเท้าต้องสต็อกเยอะขนาดนี้ เราต้องลดสต็อกสิ เพราะเราเรียนมาว่าสต็อกคือความสูญเสีย พอมาใช้ชีวิตจริงมันไม่ใช่ บางทีเราจำเป็นต้องมีสต็อกเพื่อให้มีของขายตลอด จะได้ไม่เสียโอกาส

เรื่องความสวยงาม เมื่อก่อนเราก็คิดว่าเลือกหนังถูกๆ ก็ได้ แต่บางทีทำออกมาแล้วมันไม่สวยเลย คือหนังมันจะมีการคัดเลือก แบ่งเป็นเกรดเอ บี ซี แล้วก็พ่นสี หนังที่ดีคือหนังที่ไม่มีแผล ผิวจะเนียน หนังเกรดไม่ดีคือมันจะมีรอย มีแผล ซึ่งเขาก็จะหาวิธีมาทำให้มันดี คือพ่นสีหนาๆ ทับให้มองไม่เห็น คนซื้ออาจดูไม่รู้หรอก แต่เรารู้ เราก็ไม่ทำ”

ความไฟแรงของกานต์ผลักดันให้เขากล้าฝ่าฟันกับปัญหาที่เข้ามา ในขณะเดียวกันก็เป็นอัตตาชั้นดีที่เขาค้นพบจากการได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องหนัง หรือกลุ่มผู้ประกอบการเครื่องหนังตั้งแต่ต้นน้ำอย่างกลุ่มธุรกิจฟอกหนัง ไปจนถึงปลายน้ำอย่างผู้จัดจำหน่ายเครื่องหนังทุกประเภท

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราเป็นผู้ประกอบการที่เด็กที่สุดในกลุ่ม เราก็คิดว่าเราแน่ที่สุด เรานี่มันเก่งที่สุด ซึ่งในความจริงแล้วจริงๆ เราไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น ความคิดเราเด็กมาก เด็กก็คือจะลุยอย่างเดียว ถึงขนาดที่คิดว่าเราเก่งกว่าผู้ใหญ่ เวลาผ่านไปเราพบว่าผู้ใหญ่ทุกคนในกลุ่มประสบการณ์เขาสูงกว่าเรามาก เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเราไม่รู้เท่าไหร่ จากนั้นเราก็ได้เรียนรู้อะไรจากเขามามากมาย ช่วงที่ทำรองเท้าแบบใหม่ ถ้าใส่ไม่สบาย ผมก็จะหิ้วไปถามเขา เขาก็ยินดีสอน”

หนังภาคที่สาม : อดทนเก็บความในใจ

ระหว่างที่กานต์พาเราเดินชมเครื่องหนังในร้าน ไล่เรียงตั้งแต่รองเท้าหนังราคาย่อมเยาที่ไม่มีวัสดุ PVC ซึ่งไม่ระบายความร้อนและไม่ซับเหงื่อเจือปน เราแอบสังเกตเห็นว่ารองเท้าหนังผู้ชายในร้านนั้นมีตั้งแต่ขนาดจิ๋วไปจนถึงขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานทั่วไป ทั้งยังเห็นทรงรองเท้าหนังคลาสสิกมากมายวางตั้งอยู่

เรื่องแบบทรงของรองเท้าเราปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้น เช่น มีแบบทรงที่หัวแหลมขึ้นมาหน่อย มีดีไซน์ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อทดลองตลาดจริงแล้วปรากฏว่าไม่ได้ผลตอบรับที่ดี จึงต้องยังคงรักษาแบบทรงหัวตัดเอาไว้ เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริงๆ มาตลอด” กานต์เล่าเสริมเรื่องแบบทรงและความนิยมของทรงเก่าๆ อย่างรองเท้าทรงหน้ากากและทรงโลตัส ที่ใครเห็นเป็นต้องคุ้นเคย เพราะพวกเราล้วนจดจำได้ว่าเป็นคู่โปรดของคุณปู่ในสมัยหนุ่ม

เราถามกานต์ถึงความพิเศษเล็กๆ ของรองเท้าเซ่งชงที่เขาภูมิใจ ซึ่งนอกจากวัสดุชั้นดีที่สืบทอดและรักษาความตั้งใจของบรรพบุรุษ หัวใจของการบริการที่คิดถึงลูกค้าเป็นสำคัญก็ทำให้เราอดยิ้มตามไม่ได้

เป็นความตั้งใจของร้านเราว่า ทุกคนที่มาตามหารองเท้าที่นี้ต้องมีรองเท้าใส่กลับไป” ถ้าเป็นร้านทั่วไปรองเท้าเบอร์ใหญ่สุดอาจจะอยู่ที่เบอร์ 45 แต่ที่ร้านเซ่งชงกานต์บอกว่ามีถึงเบอร์ 51 หรือแม้กระทั้งเบอร์เล็กที่สุดอย่างเบอร์ 36 ก็หาได้ที่ร้านเซ่งชง

อีกหนึ่งความพิเศษของรองเท้าเซ่งชงคือ พื้นรองเท้า โดยกานต์ตัดสินใจไม่เลือกใช้แบบทรงสำเร็จรูปยอดนิยม แต่จะเลือกใช้ของโรงงานที่เทพื้นร้องเท้าแยกต่างหาก ซึ่งมีข้อดีคือทำให้พื้นรองเท้าแข็งแรงและทนทาน แม้จะทำให้ต้นทุนต่อคู่มีราคาสูงขึ้น

เรื่องงานออกแบบ เราให้อิสระกับช่างทุกคนในการทำงาน แต่ทรงไหนที่ไปลอกเลียนแบบเขา แม้จะนิดๆ หน่อยๆ เราจะไม่ยอม” ร้านเซ่งชงในยุคสมัยของกานต์อาจจะให้อิสระกับช่างออกแบบเต็มที่ แต่ก็มีข้อจำกัดและมีกฎที่เขาตั้งไว้เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของร้านตามที่คุณปู่สอน

ที่บนชั้นสองของร้านเต็มไปด้วยอุปกรณ์ขี่ม้าเรียงรายและอัดแน่นจนพวกเราตื่นเต้นไปหมด ของไม่คุ้นตาอย่างอานหนังที่นั่งขี่ม้า อุปกรณ์ขี่ม้า ไปจนถึงรองเท้าบู๊ทคุณภาพดี เป็นอีกกลุ่มสินค้าที่ฟื้นชีวิตชีวาให้กับเซ่งชงในยุคสมัยนี้ไม่แพ้รองเท้า กระเป๋า และเข็มขัดหนัง คุณภาพดีข้ามยุคสมัย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการเลือกสรรและผลิตสินค้าของเซ่งชงที่มีมาอย่างยาวนานก็คือ ความต้องการของลูกค้า

ร้านเราเป็นร้านทำเครื่องหนังที่รับทำทุกอย่างที่ทำจากหนัง ส่วนใหญ่จะเริ่มจากมีคนมาหาถามว่ามีสิ่งนี้ มีสิ่งนั้นขายหรือเปล่า ซึ่งเมื่อมีคำถามนี้หลายๆ ครั้งเข้า เราก็จะหามาให้ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ขี่ม้าทุกชิ้นในร้านที่เริ่มจากคำถามและความต้องการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก”

ก่อนบทสนทนาจะจบลง เราถามถึงสิ่งที่กานต์ภาคภูมิใจที่สุดของการรับช่วงต่อดูแลกิจการที่สืบต่อกันมาถึง 5 แผ่นดิน ไม่ใช่เพราะแสงสะท้อนของบรรยากาศช่วงหลังฝนตกแน่ๆ ที่ทำให้เขาตาเป็นประกายเมื่อได้ยินคำถามนี้ กานต์รีบผายมือไปยังเครื่องทรงม้าพระที่นั่งที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พร้อมพูดเสียงเบาๆ แต่หนักแน่นว่า

อันนี้เลย ที่สุดในชีวิตแล้ว”

น้อยคนนักที่จะรู้ว่ากานต์และทีมงานของร้านเซ่งชงคือผู้อยู่เบื้องหลังการประยุกต์เครื่องทรงม้าโบราณทั้งหมด เราเองก็เพิ่งรู้ในวันที่ติดต่อขอสัมภาษณ์เขาครั้งแรก เขาจึงปฏิเสธเราในตอนนั้น เพราะกำลังยุ่งกับการจัดเตรียม จนกระทั่งในวันที่ได้พบและพูดคุยกับเขา เขาก็ยังไม่ขอเล่ารายละเอียดมาก เพราะเชื่อและบอกตัวเองเสมอว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในงานสำคัญ สิ่งที่เขาทำได้ไม่ใช่การบอกเล่าเรื่องนี้ แต่เป็นการตั้งใจทำเครื่องหนังของเขา คุณปู่ และคุณทวด ให้ดีที่สุดเท่านั้น

ก็เหมือนกับตอนที่เราย้อนถามเขาถึงบรรยากาศของร้านเครื่องหนังร้านแรกของประเทศ เพียงเพราะหวังว่าจะได้ยินเรื่องราวยิ่งใหญ่ นั่นยิ่งที่ให้เราได้เห็นว่า หนึ่งในภูมิปัญญาที่ล้ำค่าอย่างศาสตร์ความรู้เรื่องเครื่องหนังที่มีกว่า 120 ปี นั้นมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและการรักษาความเชื่อในสิ่งที่ทำเป็นสำคัญ

Facebook l เซ่งชง เครื่องหนัง

ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเซ่งชง พ.ศ. 2439

เพราะเห็นว่าคุณแม่ของกานต์แอบมาร่วมฟังระหว่างการพูดคุยอยู่เป็นระยะ เราจึงถือโอกาสนี้พูดคุยกับคุณแม่ด้วย คุณแม่เล่าว่า ก่อนที่กานต์จะเข้ามาทำ เซ่งชงเป็นร้านเรื่องหนังเก่าๆ ไม่มีสินค้าใหม่ในร้านและปล่อยให้ลูกจ้างดูแลกันเองในทุกส่วน เพราะคุณแม่มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ

เราเป็นมนุษย์เงินเดือน แม่เป็นครู พ่อเป็นทหาร เราก็ไม่อยากให้ลูกทำ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะทำได้ยังไง เราไม่แน่ใจในศักยภาพของเขา แต่พอเขาทำแล้วมันดีขึ้น เราก็ยินดีและภูมิใจกับเขา ดีใจที่บรรพบุรุษได้ให้อาชีพกับลูกโดยที่เราไม่คาดฝันว่าเขาจะมาทำตรงนี้ และแม้เราจะไม่ได้ชื่อว่าเข้ามาทำงานที่นี่เต็มตัว แต่เราก็เป็นเหมือนแม่คนอื่นๆ นั่นคือไม่ว่าลูกจะทำอะไร เราก็จะช่วยสนับสนุนเขา” คุณแม่กล่าวทิ้งทาย ก่อนจะชี้ชวนให้ดูภาพถ่ายเครื่องทรงม้าพระที่นั่งสำหรับพระราชพิธีสำคัญ พร้อมอธิบายแบบทรงตามรูปแบบประเพณีโบราณ

Writer

Avatar

นันท์นภัส พลเศรษฐเลิศ

เด็กฝึกงานที่กำลังรอรับปริญญา ใช้ชีวิตไปมาๆระหว่างกรุงเทพฯ-ศรีสะเกษ รักการอยู่บ้าน พอๆกับการอยู่นอกบ้าน ยังไม่ชัดว่าจะได้ประกอบอาชีพอะไร แต่ตั้งใจจะหัดขีดเขียนให้ดี

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load