เสื้อยืดตราห่านคู่ ก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนชาวจีนที่นั่งเรือย้ายถิ่นฐานมาอยู่ประเทศไทย เริ่มทำธุรกิจนำเข้าสินค้าด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือเสื้อยืดจากฮ่องกง จากนั้นพัฒนาคุณภาพและสร้างแบรนด์ในประเทศไทยจนเป็นห่านคู่อย่างวันนี้

ห่านคู่เป็นธุรกิจหุ้นส่วนที่เริ่มต้นจากหลายครอบครัวทำงานร่วมกัน โดยตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ พวกเขาอยากทำเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศเมืองร้อน ที่ใส่แล้วสบายตัว

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดตราห่านคู่ ซึ่งเกิดในยุคที่รัฐบาลรณรงค์ให้คนไทยแต่งตัวเป็นสากล จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนซึ่งใส่เสื้อกล้ามไว้ด้านในให้ช่วยซับเหงื่อทำให้รู้สึกไม่ร้อน เหมาะที่จะใส่เป็นเสื้อกึ่งทำงานกึ่งอยู่บ้าน เป็นเสื้ออเนกประสงค์ที่ใช้งานแบบนี้มาตลอด

ในมุมแฟชั่น จุดที่ทำให้เสื้อยืดห่านคู่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มาจากกระแสความนิยมของ ‘อัสนี-วสันต์’ ในชุดเสื้อยืดสีขาวมาพร้อมกางเกงยีนส์ที่เป็นเอกลักษณ์

ปัจจุบัน เสื้อยืดตราห่านคู่มีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ช่วยทำให้เสื้อระบายอากาศได้ดี โดยผู้บริหารรุ่นที่สองและรุ่นที่สามได้ร่วมกันบุกเบิก มีพื้นฐานความรู้ความสนใจด้านวิศวกรรมศาสตร์ เคมี และสิ่งทอ

ในอดีต เสื้อยืดตราห่านคู่มีปัญหาผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอต่อความต้องการ และโจทย์แรกของการสานต่อธุรกิจ คือแก้ปัญหาสินค้าขาดตลาด และขยายตลาดสู่ห้างร้านค้าปลีกร่วมสมัยหรือโมเดิร์นเทรด

แก้ปัญหาได้ไม่นาน ลูกค้าดั้งเดิม ยี่ปั๊ว และผู้ใหญ่ในบริษัทก็กังวลแผนการขยายตลาดไปขายในห้างร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งผู้บริหารจำเป็นต้องลงมือทำให้เห็นไม่ใช่แค่เปลี่ยนชุดความคิดคนรอบๆ ตัว จนเสื้อยืดตราห่านคู่ในวันนี้มีแบบทรงมากขึ้น มีสีสัน มีนวัตกรรม และหาซื้อง่ายขึ้น จากแรร์ไอเทมกลายเป็นเสื้ออเนกประสงค์หรือเสื้อฉุกเฉินที่หาได้ในร้านสะดวกซื้อ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดตราห่านคู่ ไม่หวังจะเป็นที่จดจำในฐานะแบรนด์แฟชั่น พวกเขาแค่อยากทำเสื้อยืดใส่สบาย

จุดแข็งของเสื้อยืดตราห่านคู่ คือการมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนปลายน้ำ และกล้ายืนยันว่าโรงงานเสื้อยืดตราห่านคู่มีแรงงานเป็นคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์  เพราะเรื่องฝีมือความประณีตที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ห่านคู่ออกแบบและพัฒนาหน้ากากผ้าคุณภาพดีสวมใส่สบาย ผลิตและส่งมอบหน้ากากชุดแรกให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาฯ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่สัมผัสคนไข้โรค COVID-19 เพื่อเก็บหน้ากากเขียวไว้ให้แพทย์และพยาบาลที่จำเป็นจริงๆ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดตราห่านคู่ ไม่ได้ดังเฉพาะตลาดประเทศไทย แต่ชาวอาเซียนก็ชอบเสื้อยืดตราห่านคู่ รู้จักในฐานะเสื้อยืดที่มีคุณภาพจากประเทศไทยที่ฝากซื้อและซื้อฝากกัน

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองตอนนี้ เราอยู่กับ คุณากร ธนสารสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานไทยแลนด์ นิตติ้ง จำกัด เจ้าของแบรนด์เสื้อยืดตราห่านคู่ ผู้บริหารรุ่นสามผู้ต่อยอดเสื้อยืดสีขาวคลาสสิกให้เป็นที่รักของคนไทยต่อไป กับความฝันที่อยากทำให้เสื้อยืดตราห่านคู่เป็นแบรนด์ 100 ปี

เสื้อยืดตราห่านคู่ ทำยังไงจึงเป็นเสื้อตัวเก่งของคนทุกรุ่น ทุกวัย อากงก็ชอบ พ่อใส่ วัยรุ่นก็ซื้อ มาฟังพร้อมกัน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

ธุรกิจ : เสื้อยืดตราห่านคู่ (พ.ศ. 2496)

อายุ : 67 ปี

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตและจำหน่ายเสื้อยืด

ผู้ก่อตั้ง : คุณเจือ ธนสารสมบัติและกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจ 

ผู้บริหารรุ่นสอง : ประกอบด้วยทีมบริหารจากครอบครัวหุ้นส่วนกว่า 20 ท่าน

ผู้บริหารรุ่นสาม : คุณคุณากร ธนสารสมบัติ และทีมบุคลากรรุ่นใหม่

เสื้อยืด เสื้อกล้าม และกางเกงในยืด ตราห่านคู่

ห่านคู่ เป็นธุรกิจหุ้นส่วนที่ก่อตั้งจากครอบครัวหลายกลุ่มครอบครัว เริ่มต้นด้วยการรวมตัวกันทำธุรกิจเทรดดิ้งในนาม ‘เซ่งเซียงไถ่’ โดยนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่ร่ม สบู่ น้ำมัน ดำเนินงานในรูปแบบบริษัทมาตั้งแต่วันแรกที่จัดตั้ง และบริหารงานโดยมอบหมายหน้าที่ตามความถนัด หุ้นส่วนหนึ่งดูระบบบัญชี อีกหุ้นส่วนดูแลการขายและการผลิต

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

หนึ่งในหุ้นส่วนซึ่งเป็นชาวฮ่องกงเห็นโอกาสหลังจากที่นำเสื้อยืดแบรนด์ฮ่องกงมาทำการตลาด และได้ร่วมกันพัฒนาสินค้าและสร้างแบรนด์ของตัวเอง ที่มีเสื้อยืด เสื้อกล้าม และกางเกงชั้นใน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

“ห่านคู่เริ่มต้นผลิตและขายเสื้อเป็นหลัก เพราะคิดว่าเสื้อผ้าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญที่ทุกคนต้องมี จัดตั้งบริษัทและโรงงานภายใต้ชื่อ โรงงานไทยแลนด์ นิตติ้ง จำกัด ซึ่งผลิตเสื้อยืดคุณภาพดีให้คนไทยได้ใช้โดยไม่หยุดพัฒนา เพื่อส่งมอบสินค้าที่สวมใส่สบาย ด้วยวัตถุดิบคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่ดีที่สุด” คุณากรเล่า 

แม้ผู้ก่อตั้งจะไม่ได้เกี่ยวกันทางสายเลือด แต่ทุกคนมีหัวทางการค้าและอุดมการณ์ต่อสินค้าที่ดีในแบบเดียวกัน ส่งต่อคุณค่าผ่านเสื้อยืดยาวนานนับ 60 กว่าปี ปัจจุบันบริหารงานโดยทีมงานรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

จากวิศวกรคอมพิวเตอร์ สู่ผู้บริหารแบรนด์เสื้อยืด

“เกิดมาก็เห็นเสื้อตราห่านคู่แล้ว อากงและพ่อจะใส่เสื้อห่านคู่ตลอด เป็นความรู้สึกผูกพันที่เติบโตท่ามกลางผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่นพัฒนาให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ” คุณากรเล่าความทรงจำที่มีต่อเสื้อยืดตราห่านคู่

หลังเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ คุณากรเริ่มทำงานด้านไอทีในองค์กรโทรคมนาคมอยู่ 6 ปี และคลุกคลีกับการพัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์สื่อสารมาตั้งแต่ช่วงปี 2000 หรือยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเข้ามีบทบาทในชีวิต

คุณากรในวันนั้นไม่รู้มาก่อนว่า วันหนึ่งเขาจะได้ใช้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีมาช่วยกิจการห่านคู่

“เมื่อมองย้อนกลับไป เคยเป็นวิศวกรระบบที่การทำงานภาพรวม เป็นหัวหน้าทีมโครงการพัฒนาสินค้า จนมาถึงงานผู้จัดการประมูลระบบเครือข่าย จริงๆ ทำงานที่ใช้ทักษะการบริหารทั้งหมดเลย เพียงแต่ไม่ได้เห็นรอบสามร้อยหกสิบ องศา งานที่ห่านคู่แตกต่างออกไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า เราไม่ใช่ผู้จัดการดูแลโครงการเหมือนก่อน แต่เราจะต้องเป็นผู้นำองค์กรให้อยู่รอดต่อไปให้ได้ สร้างและสื่อสารเป้าหมายให้ชัด มีการวัดผล เปิดโอกาสให้ทุกคนลงมือทำโดยที่เราก็ทำไปพร้อมเขา” 

คุณากรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้ไปด้วยกัน มากกว่าสั่งให้ใครทำอะไร เป็นวาทยากรคุมวงดนตรี เป็นกัปตันทีมมากกว่าเป็นผู้จัดการ

นับจนถึงวันนี้ คุณากรทำงานที่ห่านคู่มา 12 ปีแล้ว 6 ปีแรกกับหน้าที่ดูแลฝ่ายขาย และ 6 ปีหลังกับการพัฒนาสินค้า ดูแลระบบขององค์กรให้มีมาตรฐานเป็นสากล

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดที่มีฟังก์ชัน

เมื่อได้รับเลือกจากคณะกรรมการบริษัทให้เข้ามารับช่วงต่อ ภารกิจแรกของคุณากรคือ ปรับเปลี่ยนเพื่อขยายตัว

น้อยคนจะรู้ว่า ที่ผ่านมาห่านคู่ประสบปัญหาเป็นสินค้าขาดตลาดอยู่ตลอด

เพราะเสื้อหน้าตาเรียบๆ อย่างห่านคู่ เป็นหนึ่งในเสื้อตัวโปรดที่ทุกคนมีติดบ้าน ไม่แปลกที่ห่านคู่จะเป็นที่ต้องการของตลาด คุณากรเล่าบรรยากาศช่วงสินค้าขาดตลาดให้ฟังว่า มีลูกค้ามาเข้าแถวรอซื้อ โทรสั่งที่โรงงานมาพร้อมวางเงินจ่าย แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขายกับการผลิตยังไม่สัมพันธ์กัน และที่ผ่านมามีช่องทางจำหน่ายน้อย สินค้ากระจายตัวไม่ทั่วถึง

คุณากรแก้โจทย์นี้ด้วยการพาเสื้อยืดตราห่านคู่เข้าร้านค้าปลีกทันสมัยหรือโมเดิร์นเทรด

“เมื่อตัดสินใจเดินเกมขายในห้างร้านค้าปลีก เราจำเป็นต้องรู้ว่าลูกค้าของร้านค้าปลีกนั้นเป็นใคร และใครคือกลุ่มเป้าหมายของเรา”

เดิมเสื้อตราห่านคู่ขายเป็นกล่องบรรจุเสื้อ 3 ตัว คุณากรพบว่าลูกค้าของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้ต้องการซื้อเสื้อมากถึง 3 ตัวในคราวเดียว จึงเริ่มคิดทำสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งาน และปรับบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม หาแบบที่มองเห็นง่ายสะดุดตา 

ยุคของเสื้อตราห่านคู่ในมือผู้บริหารรุ่นสาม จึงเป็นยุคที่ไม่มีได้แค่เสื้อกล้ามและเสื้อคอกว้างอีกต่อไป แต่มีเสื้อยืดทรงที่กระชับตัวและเข้ารูปมากขึ้น มีทรงที่ใส่ทำกิจกรรมได้หลากหลาย ไม่เชยหรือแข็งจนเกินไป และได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตทำให้ห่านคู่เป็นเสื้อยืดที่มีฟังก์ชัน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เพราะเมืองไทยอากาศร้อน เสื้อยืดห่านคู่จึงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ทำให้เนื้อผ้าซับเหงื่อแห้งไว ใส่แล้วสบายตัว ด้วยเทคโนโลยีไมโครพอร์ (Micropore) ที่ทำให้เส้นใยเรียงตัวดีจนเกิดช่องระบายอากาศเยอะขึ้น ถ่ายเทดี ช่วยซับเหงื่อแห้งไว สบายตัวไม่ร้อน และเทคโนโลยีซูเปอร์ซอฟต์ (Supersoft Kool Cotton) ที่ทำให้เนื้อผ้านุ่ม มีสัมผัสลื่นและเย็น 

ขณะที่เสื้อรุ่นคลาสสิกก็ยังมีอยู่ และเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ เพราะลูกค้ารู้และมั่นใจในคุณภาพที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

ขายให้เหมือนเดิม

แม้การพาเสื้อยืดตราห่านคู่เข้าสู่ร้านค้าปลีกทันสมัย จะเป็นทางออกของการต่อยอดให้แบรนด์และธุรกิจไปได้ต่อ แต่ก็ใช่ว่าใครจะทำสำเร็จได้ง่ายๆ 

จากที่เคยทำการค้าขายกันมา 50 ปี ในวันที่ห่านคู่มาบอกว่ายี่ปั๊วว่า 

“เรายังค้าขายกันเหมือนเดิมนะ แต่ขอไปขายคนอื่นเพิ่มด้วย” เป็นธรรมดาที่คู่ค้าจะกังวลใจ

“ถ้าการขายให้คนอื่น ทำให้เขาขายดีขึ้นมา เขาจะยังขายให้เราไหม หรือขายให้น้อยลง” ไม่ใช่คู่ค้าอย่างยี่ปั๊ว ซาปั๊วที่เป็นห่วง ผู้ใหญ่ในบริษัททุกคนก็เป็นห่วงว่าการปรับตัวเข้าร้านค้าปลีกทันสมัยนี้จะทำให้เกิดผลลัพธ์อะไรตามมา

“เราผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ด้วยการเริ่มทำ แต่ทำทีละนิด” คุณากรเล่า

จุดหมายแรกของห่านคู่ในเส้นทางร้านโมเดิร์นเทรดคือ ห้างคาร์ฟูร์ ซึ่งตอนนั้นมี 41 สาขา (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) เริ่มจากคุณากรเป็นเซลล์ไปคุยกับ Buyer ได้รับทราบข้อปฏิบัติหลายอย่าง เช่น ต้องแขวนแทนการขายเสื้อยืดใส่กล่อง รวมถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้ามากมาย ที่หากไม่ทำตามสัญญาจะต้องเสียค่าปรับ

“ถ้าเอาข้อจำกัดทุกอย่างมาวางกางบนโต๊ะ ผู้ใหญ่ทุกคนที่บริษัทคงจะบอกว่าไม่ทำดีกว่า เพราะเงื่อนไขที่ห้างค้าปลีกบอกเราในวันนั้น เป็นเรื่องที่เราเสียเปรียบทั้งหมด แต่เราเห็นโอกาสและเชื่อในห้างคาร์ฟูร์ซึ่งเป็นร้านค้าใหญ่ เราต้องทดลองดู เราจะไม่ใช้คำว่าเสี่ยง แต่เราบอกว่าขอทดลองทำไปด้วยกัน ผู้ใหญ่ถามย้ำอีกครั้งว่าเราพร้อมรับกับผลลัพธ์ด้านลบที่จะเกิดแค่ไหน ถ้ารับได้ก็ทำเลย”

ผลลัพธ์ด้านลบนั้น ก็คือความไม่สบายใจของคู่ค้า ร้านค้าส่ง

คุณากรแก้ความเข้าใจกับยี่ปั๊ว ด้วยการออกสินค้าให้แตกต่างจากที่ขายให้ยี่ปั๊วและร้านค้าส่งทั้งหลาย ทั้งยังตั้งราคาที่สูงกว่าในท้องตลาด และเมื่อคู่ค้ารู้ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ห่านคู่ในร้านค้าติดแอร์คงขายไม่ได้หรอก จะไปขายได้อย่างไรในเมื่อราคาแพงกว่าตั้งสี่สิบห้าสิบบาท”

เป็นอันว่าคุณากรทำให้คู่ค้ากลับมาสบายใจได้ระดับหนึ่ง

ผลประกอบการรวมจากห้างร้านหลายสิบสาขาค่อยๆ ไต่ขึ้นซึ่งใช้เวลาเกือบปี 

ห่านคู่ก็เริ่มเดินต่อในร้านเทสโก้โลตัส ร้านสะดวกซื้อ 7Eleven แม็คแวลู แฟมิลี่มาร์ท วิลล่า โรบินสัน เดอะมอลล์ ซึ่งทำให้ห่านคู่ได้รับชื่อเล่นจากคนรุ่นใหม่ว่า ‘เสื้อยืดฉุกเฉิน’

“เราโอเคกับการค่อยๆ ไปทีละร้าน เพื่อประเมินโอกาสว่าเราจะเติบโตได้ไหม ทำธุรกิจต่อได้ไหม ซึ่งจากที่ทำมาสามปีก็เห็นการเติบโต เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาจับจ่ายในห้างร้านขนาดใหญ่เยอะจริงๆ ทั้งที่ห่านคู่ไม่ได้ทำการตลาดใดๆ กับห้างร้านเลย แต่ตัวเลขกลับโตขึ้น เห็นคนใส่เสื้อห่านคู่รุ่นที่ขายเฉพาะในร้านโมเดิร์นเทรดเยอะขึ้น จึงตามมาด้วยการเจรจาขอปรับเงื่อนไขการค้า ทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในเวลาเดียวกันก็ไม่ละทิ้งคู่ค้า ยี่ปั๊ว โดยมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและทำการตลาดในรูปแบบที่ต่างออกไป” ห่านคู่ยังได้พัฒนาช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า

คุณากรเล่าว่า สิ่งที่ท้าทายแต่สำคัญ คือการเปลี่ยนชุดความคิดของคนที่อยู่รอบๆ ทั้งหมด และต้องทดลองทำในขนาดเล็กก่อนว่าทำได้จริงไหม ดีแค่ไหน สุดท้ายจะรอดไหม หลังจากนั้นค่อยปรับขยายสิ่งที่ทดลองให้ใหญ่ขึ้น

คุณภาพ-ชีวิต

สิ่งที่ทำให้เสื้อยืดตราห่านคู่อยู่ยืนยาวมา 67 ปี เป็นเพราะคุณภาพ จากการรักษามาตรฐานการผลิต และการใช้เทคโนโลยีช่วยให้ถักผ้าและตัดเย็บดีขึ้น

ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้ของคุณภาพดีเสมอ ไม่ว่าจะกลับมาซื้อซ้ำกี่ครั้ง

“ห่านคู่เติบโตมากับความเชื่อใจว่าสินค้าเราใส่กี่ครั้งก็ดีเหมือนเดิม ได้คุณภาพเท่าเดิมทุกครั้ง ทำให้ลูกค้ารู้ว่าเขาคาดหวังอะไรได้ เขาก็จะรู้สึกผูกพันและเชื่อมั่นในแบรนด์” 

ด้วยกระบวนการผลิตจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การถักผ้าที่ใช้เครื่องจักรคุณภาพสูง ฝีมือการตัดเย็บที่ประณีตของช่างเย็บคนไทย ไปจนถึงกระบวนการต่างๆ ที่ทำเองทุกขั้นตอน หากต้องการปรับเปลี่ยนอะไรก็ทดลองทำได้เลย และยังคงได้สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ

“ช่างฝีมือของเราแม่นยำและประณีตมาก เขารู้ว่าควรต้องเย็บแบบไหนสินค้าจะออกมาแข็งแรงได้คุณภาพ เขาแคร์เรื่องนี้ที่สุด งานเย็บของเขาต้องออกมาสวยได้มาตรฐานสมเป็นตราห่านคู่ ปัจจุบันห่านคู่มีพนักงานทั้งสิ้นหกร้อยคน และในจำนวนนี้ เกินหกสิบเปอร์เซ็นต์อยู่กับเรามาอย่างน้อยยี่สิบถึงสามสิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาด้วยกัน” คุณากรเล่า

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน
ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

หน้ากากผ้า

สิ่งที่ท้าทายของแบรนด์เก่าแก่คือการเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคสมัย คุณากรยอมรับว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว จากรายปี เป็นรายเดือน เขาต้องมองให้ออกว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไปทางไหน และจะปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์อย่างไร

“ตอนนี้เราปรับสายการผลิตเสื้อยืดเป็นผลิตหน้ากากผ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดแล้วก็ปรับแผนกะทันหัน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

“เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 สถานการณ์ตอนนั้นทั้งคุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าทำงานสู้กับโรคระบาดต้องการหน้ากากเขียวเป็นหลัก เพื่อให้เพียงต่อการดูแลคนไข้ ไม่ให้เกิดการระบาดมากกว่านี้ ห่านคู่ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วน จึงได้ติดต่อไปที่มูลนิธิโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาฯ โดยนำหน้ากากผ้าส่งมอบให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” คุณากรเล่าที่มาของการปรับแผนงานครั้งใหญ่ซึ่งทุกคนเต็มที่และร่วมใจกันทำ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

“ตอนนี้เราก็ยังมองไม่ออกว่าธุรกิจจะออกไปในทิศทางไหน แต่เราต้องวิเคราะห์สถานการณ์ ตัดสินใจ และลงมือทำให้ตราบใดที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย เราก็จะทำ”

แผนธุรกิจร้อยปี

ความซื่อสัตย์ คือหลักปฏิบัติที่ชาวห่านคู่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

“ซื่อสัตย์กับลูกค้า กับตัวเอง กับทุกคนที่ทำงานด้วย จะยิ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันและกัน ทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงาน พัฒนาอะไรใหม่ๆ ไปด้วยกัน ลดอุปสรรคที่จะเกิด” คุณากรเล่า ก่อนบอกแผนการนำพาองค์กรไปสู่การเป็นแบรนด์ธุรกิจ 100 ปี ซึ่งประกอบด้วยสองปัจจัยสำคัญ ได้แก่

หนึ่ง คือ บุคลากร

“ห่านคู่ ต้องการนักคิดมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ต้องการคนที่กล้าลงมือทำโดยไม่กลัวว่าผิดหรือถูก ขอเพียงกล้าตัดสินใจลงมือทำและรับผิดชอบการตัดสินใจนั้น ผู้ใหญ่ในบริษัทท่านเคยพูดกับผมเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลเป็นไทยว่า ‘ทางมีก็ต้องเดิน’ แปลว่า ถ้าคิดได้ก็ต้องลงมือทำด้วย โดยไม่กลัวผิด ตราบใดที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเราต้องทำ เพื่อส่งมอบคุณค่าต่อจากนี้” 

สอง คือ ระบบบริหารจัดการ

“ไม่มีมืออาชีพคนไหนยอมทำงานกับองค์กรที่ไม่มีพื้นฐานระบบที่ดีพอซัพพอร์ตให้เขาทำงานต่อได้”

มาจนวันนี้อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คุณสนุกกับการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เราถาม

“ส่วนตัวเชื่อว่าเวลาทำอะไรเราต้องทำให้ดีที่สุด เราไม่ได้กำลังทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนรุ่นถัดไป เราคิดเสมอถ้าวันนี้เราไม่อยู่ และมีคนสักคนมารับช่วงต่อ เขาควรจะทำงานต่อได้เลย และถ้าเราหยุดตั้งแต่วันนี้ เราล้มเลิก เราก็จะไม่มีอนาคตให้คนรุ่นถัดไปที่จะมาทำสิ่งนี้ต่อ เมื่อเจออุปสรรคเราต้องสู้ ถ้าสุดท้ายไม่สู้ เราก็พ่ายแพ้ตัวเราเอง มากกว่าพ่ายแพ้อุปสรรค ทุกอย่างมีทางออก เพียงแต่ว่าทางออกนั้นอาจจะไม่ได้ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แต่จงเชื่อเถอะว่ามันมีทางออก” คุณากรตอบ ก่อนทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับทายาทธุรกิจ

“เมื่อมาทำธุรกิจครอบครัวซึ่งอาจจะไม่มีระบบและเครื่องมือพร้อมอย่างองค์กรใหญ่ หน้าที่เราคือศึกษาว่าธุรกิจมีปัญหาอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข จากนั้นลงมือทำ โดยเข้าใจรายละเอียดพอระดับหนึ่ง ที่จะทำให้งานเดินต่อได้ นี่คือหัวใจสำคัญของการเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาบริษัทต่อ โดยที่เรื่องการตลาดเป็นกระบวนการเรียนรู้ผู้บริโภค เรียนรู้ตลาดที่เปลี่ยนไป กล้าทดลองสินค้าของเราว่าตอบโจทย์ผู้บริโภคหรือเปล่า เพราะสุดท้ายต่อให้เราคิดบรรจุภัณฑ์สวย คิดสินค้าดีเยี่ยม ใส่ฟังก์ชันได้ครบหมด แต่ถ้าไม่ได้ตอบโจทย์ใครเลยหรือไม่ได้เป็นที่ต้องการในตลาด ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดไม่มีความหมาย”

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : โรงเรียนสอนขับรถยนต์ ส.สะพานมอญ

ประเภทธุรกิจ : โรงเรียน

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2490

ผู้ก่อตั้ง : สวง ยังเจริญ และ พิศพงศ์ ยังเจริญ

ทายาทรุ่นสอง : ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง และ สันติสุข ทาบทอง

ทายาทรุ่นสาม : พิศริยาภรณ์ ทาบทอง

พ.ศ. 2490 คือปีที่โรงเรียนก่อตั้ง

พ.ศ. 2590 คือปีที่โรงเรียนจะมีอายุครบรอบ 100 ปี

พ.ศ. 2565 คือปีที่โรงเรียนอายุครบรอบ 75 ปี และเป็นปีที่ The Cloud ได้พูดคุยถึงเรื่องราวของโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบศตวรรษซึ่งผ่านมรสุมมามากมาย จนกลายเป็นโรงเรียนสอนขับรถที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักอย่าง ‘ส.สะพานมอญ’ ในทุกวันนี้

สนามฝึกซ้อมขับรถยนต์พื้นที่ 4 ไร่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยรถจี๊ปคันเก่าและต้นไม้น้อยใหญ่ โลโก้และรูปถ่ายเก่าแก่ของอดีตลูกศิษย์ในภาพสีขาวดำ คงสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่คราคร่ำไปด้วยนักเรียนและผู้มาเยือนไม่มากก็น้อย 

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

หลังจากเลื่อนนัดกันมาหลายครั้ง เพราะสถานการณ์โรคระบาดที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ 3 เดือนถัดมาจากนัดครั้งแรก เราได้มานั่งอยู่ตรงข้าม ครูแต่ม-ฑิตยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสองและครูใหญ่ประจำโรงเรียน พร้อม อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ว่าที่ทายาทรุ่นสาม เพื่อทำความรู้จักกับ ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปีที่ใส่ใจคุณภาพของลูกศิษย์และคุณครู อีกทั้งรักษามาตรฐานการสอนมาตั้งแต่รุ่นก่อตั้ง

พันธกิจของโรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่แค่สร้างคนขับรถเก่ง แต่ต้องเป็นคนขับรถดี

มาหาคำตอบกันว่า เหตุใดโรงเรียนสอนขับรถขนาดเล็กใจกลางกรุงแห่งนี้ ถึงดำเนินธุรกิจอยู่ได้เกือบร้อยปี และเป็นที่พูดถึงจากทั้งนักเรียนวัยคุณปู่และวัยรุ่น จนมีลูกศิษย์ไปแล้วมากกว่า 86 รุ่น

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

สวง สะพานมอญ 

ขณะนั่งสนทนากับทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของ ส.สะพานมอญ ภายใต้บรรยากาศแสนร่มรื่นของโรงเรียนสอนขับรถ ซึ่งเปรียบเสมือนสวนหย่อมขนาดย่อมใจกลางกรุง ครูใหญ่เริ่มเล่าประวัติของโรงเรียนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

เรื่องราวของโรงเรียนแห่งนี้เริ่มต้นจาก คุณพ่อสวง และ คุณแม่พิศพงศ์ ยังเจริญ ตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน และเปิดปั๊มน้ำมันเชลล์บริเวณถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นปั๊มที่ขายดีที่สุดในกรุงเทพมหานคร ณ เวลานั้น เนื่องจากเป็นถนนสายหลักสายแรกของจังหวัด

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

และด้วยความที่คุณพ่อเคยช่วยคุณลุงทำโรงเรียนสอนขับรถ พอมีความรู้เรื่องรถติดตัวมา จึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ โดยการนำชื่อคุณพ่อ ‘สวง’ มาใส่กับชื่อสถานที่ของโรงเรียน และคิดค่าเล่าเรียนเพียง 15 บาทแบบไม่จำกัดครั้ง

แรกเริ่มเดิมทีมีนักเรียนแค่คนเดียว แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนแตะหลักร้อยคน จนกระทั่งมีการออกกฎหมายควบคุมความปลอดภัยของสถานีบริการเชื้อเพลิง ครอบครัวนี้จึงต้องเลิกกิจการปั๊มเชลล์ซึ่งอยู่ริมถนน คงเหลือแต่โรงเรียนสอนขับรถ

ทำเลที่ตั้งของโรงเรียนที่ดีทำให้เป็นที่นิยมของผู้เรียน เพราะอยู่ใกล้สนามหลวง พาหุรัด ถ้าเปรียบกับสมัยนี้ก็เป็นศูนย์กลางเมืองอย่าง Central World

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

ประกอบกับเพลงโฆษณาโรงเรียน ที่คุณแม่พิศพงศ์เกิดไอเดียอยากทำขึ้น หลังจากเห็นความสำเร็จของเพลง ถ่านไฟฉายตรากบ จึงไปจ้างนักแต่งเพลง คุณนคร มงคลายน ในราคา 10,000 บาท จนได้เพลงที่มีประโยคคุ้นหูอย่าง ถ้าอยากขับรถ ต้องเรียนเสียก่อน ส.สะพานมอญ สอนให้ได้ผล” ซึ่งเผยแพร่ทางวิทยุไปทั่ว ทำให้เป็นที่รู้จักของคนทั้งกรุงเทพฯ

การเรียนของ ส.สะพานมอญ สมัยก่อน เมื่อมีนักเรียนมาสมัคร จะให้ฝึกออกถนนจริงทันที โดยฝึกขับบริเวณถนนเจริญกรุงและพระราชวังสราญรมย์ 

“ออกถนนจริงกันไปเลย บางทีไปถึงเมืองนนท์ ตอนนั้นคุณแม่กะเกณฑ์ว่ารอบ 9 โมงเช้า นักเรียนมากี่คน กระจายไปตามรถจี๊ป มากสุดนั่งไป 5 คน บรรทุกกันไป น้อง ก ขับเสร็จหมดเวลาก็ไปนั่งข้างหลัง ให้น้อง ข มานั่งขับ จนกระทั่งน้อง ค น้อง ง กลับมา 11 โมงถึงเที่ยง คนที่นั่งก็รอดูเพื่อนขับ ใจหายใจคว่ำ เรียนรู้ไปด้วยว่าเพื่อนคนนี้ทำไม่ดียังไง เอามาปรับปรุงตัว สนุกดีนะ บางครั้งก็ซอกแซกในสวนเพราะคดเคี้ยวดี ส่วนเมืองนนท์เนี่ย ทำให้นักเรียนเลี้ยวไปเลี้ยวมาจนมีความชำนาญ” ครูใหญ่กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

นอกเหนือจากการสอนขับรถ โรงเรียนยังได้เปิดแผนกเครื่องยนต์ ได้แก่ หลักสูตรช่างยนต์และไฟฟ้า แต่ก็ปิดตัวลงเนื่องจากทางรัฐบาลได้จัดตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นมาทั่วประเทศ ณ เวลานั้น

สานต่อ สะพานมอญ 

แรกเริ่มเดิมที ครูใหญ่ไม่เคยคิดจะสานต่อกิจการโรงเรียนสอนขับรถ แต่มีเหตุผล 2 ประการ ทำให้เธอหันมาบริหารธุรกิจครอบครัวให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง

ครูใหญ่เล่าให้พวกเราฟังว่า ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ครูใหญ่เป็นน้องเล็กสุด ตอนเด็กเรียนอยู่โรงเรียนราชินี ต่อมาเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังเรียนจบก็ไปศึกษาต่อเนติบัณฑิตที่ศาลสนามหลวง เข้าทำงานที่สำนักงานทนายความในละแวกเดียวกับโรงเรียนสอนขับรถ พอเลิกเรียนหรือเลิกงานก็กลับมาช่วยคุณแม่ ชีวิตของท่านอยู่ใกล้ ส.สะพานมอญ ตั้งแต่ยังเด็กจนมีความผูกพัน

แม้ว่าคุณแม่จะไม่ได้บังคับให้สืบทอดธุรกิจ แต่เหตุผลสำคัญอีกประการคือ คำสั่งเสียจากคุณพ่อ ตอนที่ท่านป่วยหนัก ท่านบอกลูกสาวคนนี้ว่า ให้ทำโรงเรียนต่อไป

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

โลกเปลี่ยน รถเปลี่ยน โรงเรียนก็ต้องเปลี่ยน

การกลับมาในครั้งนั้น ทำให้พบว่าโรงเรียนเสื่อมโทรมไปมาก บางวันแทบไม่มีคนมาเรียนเลย 

“แต่คุณแม่ครูก็ยังนั่งทำงานด้วยความรัก ถึงแม้บางวันไม่มีนักเรียนมาสมัครเลย คุณแม่ก็ยังนั่งรับโทรศัพท์ ท่านรักโรงเรียนมาก และยังนั่งทำงานจนอายุเกือบ 90” 

สิ่งแรกที่ครูใหญ่ทำ คือสำรวจโรงเรียนอย่างถี่ถ้วนว่าทำไมความนิยมถึงลดลง ขณะนั้นมีโรงเรียนสอนขับรถคู่แข่งเปิดมากมาย หลายโรงเรียนราคาถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง บางโรงเรียนมีข้อตกลงกับกรมการขนส่งทางบก เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการสอบใบขับขี่ จึงตอบโจทย์ผู้เรียนมากกว่า

โจทย์ใหญ่ของทายาทคนนี้คือ ต้องพื้นฟูโรงเรียนสอนขับรถอายุเกือบ 100 ปี ให้กลับมามีชีวิตสดใสอีกครั้งหนึ่ง

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กรมการขนส่งทางบกกำลังมองหาโรงเรียนสอนขับรถที่มีมาตรฐานและศักยภาพเพียงพอเข้าสู่ระบบ สามารถสอบใบขับขี่แทนกรมการขนส่งทางบกได้ และยังมีเป้าหมายลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งประเทศไทยมีตัวเลขสถิติเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ส.สะพานมอญ ซึ่งตั้งใจสร้างคนขับรถที่ดี จึงไม่รอช้าที่จะเข้าร่วม

“หลังจากที่กรมการขนส่งทางบกมอบอำนาจให้เราสอบใบขับขี่ได้ ครูพอใจและมีความสุขที่สุดเลย เพราะสิ่งที่ทุกคนมุ่งหมายในการมาเรียนขับรถ คือได้ใบขับขี่ ในเมื่อเราทำหน้าที่นี้แทนได้ มันจะมีอะไรดีไปกว่านี้” 

พื้นที่เดิมแถวเจริญกรุงคับแคบเกินไป คุณแม่จึงมาซื้อที่ดินใหม่ขนาด 4 ไร่ ใกล้วัดบุปผารามวรวิหาร โดยมีครูใหญ่เป็นคนออกแบบเองทั้งหมด จนเกิดเป็นสนามซ้อมขับรถที่มีคุณภาพ ออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อช่วยให้การฝึกมีประสิทธิภาพและเป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน

“ถ้าหัดตรงนี้ไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่ สะพานอยู่ตรงไหนดี อยู่รอบนอกไม่ดี เพราะนักเรียนหัดทุกรอบต้องใช้ความเร็ว คนขับไม่เป็นทำยังไง ถ้าต้องวนเลี้ยวแล้วชนกันก็ไม่เอา” ครูใหญ่กล่าว

ทั้งการนำโรงเรียนเข้าสู่ระบบและการสร้างสนามใหม่ ช่วยดึงดูดให้ผู้เรียนจำนวนมากกลับมาเรียนกับ ส.สะพานมอญ อีกครั้ง จากที่เคยเงียบเหงาก็กลับมามีชีวิตชีวา มีนักเรียนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาเสมอ 

“มันเหมือนกับบอกว่า เฮ้ย ส.สะพานมอญ ยังอยู่นะ” ครูใหญ่ยิ้มกว้าง

ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี
ทายาท ส.สะพานมอญ โรงเรียนสอนขับรถอายุ 75 ปี ไม่สร้างแค่คนขับรถเก่ง แต่สร้างคนขับรถดี

เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป

ครูใหญ่เปลี่ยนแปลงโรงเรียนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการสอนที่ได้ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และการย้ายที่ตั้งเพื่อให้ทันต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ และให้อยู่รอดในช่วงเวลาที่มีโรงเรียนสอนขับรถหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก

แต่ยังมีบางสิ่งที่คงไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

ประการแรกคือ การให้ฝึกขับรถจี๊ป ถึงแม้ปัจจุบัน ส.สะพานมอญ จะนำรถเก๋งรุ่นใหม่มาให้นักเรียนฝึก แต่ทางโรงเรียนยังคงเอกลักษณ์รถวัยคุณปู่เอาไว้ โดยนักเรียนใหม่ต้องฝึกขับรถชนิดนี้ เพื่อเรียนรู้การใช้เกียร์และคลัตช์เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เนื่องจากรถจี๊ปขับง่าย ทนทาน มองเห็นทัศนะรอบข้างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของ ส.สะพานมอญ 

ประการที่สอง คือความซื่อสัตย์และจริงใจ ครูใหญ่มักพูดเสมอว่าต้องจริงใจและซื่อสัตย์กับลูกค้า ความดีเหล่านี้จะทำให้โรงเรียนอยู่ได้ เหมือนการมาเรียน 10 ชั่วโมงเพื่อได้ใบขับขี่ ไม่ได้ทำให้ขับชำนาญ ทางโรงเรียนต้องพูดกับผู้เรียนตรง ๆ ต้องมีการฝึกฝนเพิ่มเติมอีก ทั้งครูใหญ่ยังคอยชี้แนะนักเรียนเสมอว่ายังบกพร่องในจุดใด ความดีเหล่านี้ทำให้โรงเรียนเป็นที่พูดถึงกันปากต่อปากจากอดีตนักเรียนสู่นักเรียนใหม่ ๆ

และประการที่สาม คือพันธกิจที่ส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นแรกว่า จะไม่สร้างแค่คนขับรถเป็น แต่ต้องสร้างพลเมืองที่ดีและมีความรับผิดชอบบนท้องถนน

เคล็ดลับครองใจมือใหม่หัดขับ

“ส.สะพานมอญ เป็นที่ที่ค่าเรียนแพงที่สุด”

ครูใหญ่เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันค่าเรียนขับรถมีหลายระดับราคา โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาท บางโรงเรียนลดราคาต่ำกว่านั้นเพื่อการแข่งขันที่มีมากขึ้นในท้องตลาด แต่ ส.สะพานมอญ มีค่าเรียนแพงที่สุดที่ 6,500 บาท และไม่เคยคิดจะลดราคา

ครูใหญ่ให้เหตุผลว่า ค่าดูแลสถานที่ ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าจ้างครูฝึก เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี การลดราคาจะทำให้มาตรฐานและคุณภาพการเรียนการสอนที่พยายามรักษามาตั้งแต่อดีตลดลงได้

การเอาใจใส่ผู้เรียนเป็นหลักการบริหารโรงเรียนข้อแรก เป็นเหตุผลที่โรงเรียนได้รับความไว้วางใจเสมอมา โดยไม่เกี่ยงเรื่องราคา

“เราเลือกครูฝึกที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน เพื่อให้นักเรียนได้ประโยชน์สูงสุดจากการเรียน ถ้าเป็นครูมีอายุมากนิดหนึ่ง เขาก็จะชอบนักเรียนหัวอ่อน ไม่ชอบนักเรียนดื้อ ถ้าครูที่วัยรุ่น ก็จะรับนักเรียนที่วัยรุ่นเหมือนกัน เคมีจะเข้ากัน

“ในกรณีที่นักเรียนเข้ากับครูฝึกไม่ได้ เราจะให้เปลี่ยนครู เพราะอยากให้ทั้งผู้เรียนและครูสบายใจกับการเรียนการสอน หรือกรณีที่ต้องฝึกถึงตอนเย็น เราจะอยู่ด้วยตลอด ไม่ปล่อยให้นักเรียนอยู่ลำพังกับครูฝึก จะเย็นแค่ไหนก็ต้องอยู่ จะกลับก็กลับพร้อมกัน”

นั่นคือภาคปฏิบัติ 

ส่วนภาคทฤษฎี ด้วยความที่ครูใหญ่เรียนจบด้านกฎหมาย จึงเป็นคนสอนหลักการ วิธีการสอนก็ไม่ใช่แค่เพียงท่องจำ แต่ต้องยกกรณีศึกษามาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้ขับขี่ที่ดี

“เรามองนักเรียนเป็นผ้าขาวสะอาด เขาไม่รู้หรอกว่าความทุกข์ยากในการต่อสู้คดีบนชั้นศาลเป็นยังไง ดังนั้น เราต้องพูดให้เขาฟัง ให้เขาเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎจราจร”

ในทุกการเรียน ครูใหญ่จะติดตามผลว่านักเรียนแต่ละคนยังไม่แข็งแรงในเรื่องใด ควรไปฝึกเพิ่มในจุดไหน พร้อมทั้งแนะนำช่องทางการเรียนรู้เพิ่มเติม 

“การทำข้อสอบในคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกับการขับรถ ข้อสอบถามมาว่า ถ้าระหว่างขับรถเกิดยางระเบิดต้องทำยังไง เวลานั้นเราไม่มีเวลามาคิดนะ ต้องคิดในเครื่องก่อนนี่แหละ” 

นอกจากนี้ ที่นี่ยังสอนความรู้อื่น ๆ อย่างเรื่องเครื่องยนต์กลไกพื้นฐาน การดูแลเบื้องต้น เช่น ระบบหม้อน้ำ แบตเตอรี่ และยางรถยนต์ เป็นต้น เป็นการย้ำเตือนว่านักเรียนทุกคนต้องรู้กฎหมายและการดูแลความปลอดภัยขั้นแรก เพราะในสถานการณ์จริงจะทำให้นักเรียนเป็นนักขับขี่ที่ดี มีทัศนคติที่ดีบนท้องถนน เพื่อสร้างสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัยต่อไป

“เราคือโรงเรียนที่ให้มากกว่าใบขับขี่ แต่คุณจะได้อย่างอื่นกลับไป เช่น การเป็นผู้ขับขี่ที่ดี”

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

สาม สะพานมอญ

ส.สะพานมอญ ดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งเกิดการระบาดโควิด-19 และทายาทรุ่นสามได้เข้ามาช่วยสานต่อ

อาร์ททิส-พิศริยาภรณ์ ทาบทอง ทายาทรุ่นสาม สำเร็จการศึกษาจากอังกฤษและไปค้นหาตัวเองจากการทำงานอาชีพอื่น กระทั่งช่วงโรคระบาด เธอได้หันกลับมามองว่า ส.สะพานมอญ พัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ โรงเรียนสอนขับรถแห่งนี้จึงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

  ในช่วงโควิด-19 อาร์ททิสได้ทดลองสอนนักเรียนผ่าน Zoom และรับสมัครนักเรียนทางออนไลน์ ทำให้นักเรียนสมัครและเรียนได้ทันที

“แต่ออนไซต์จะดีกว่าค่ะ มาตรการอบรมคือครูจะเรียกถาม ถ้าใครหลับนะ ครูจะเรียกเลย” ครูใหญ่ซึ่งเป็นผู้สอน เสริมขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะ

ขณะเดียวกันทางโรงเรียนได้เพิ่มหลักสูตรภาษาอังกฤษขึ้นมา เพราะพบว่ามีชาวต่างชาติในประเทศไทยจำนวนมากต้องการสอบใบขับขี่ ทางโรงเรียนนำครูฝึกที่มีศักยภาพไปอบรมภาษาอังกฤษเพื่อฝึกสอนภาคปฏิบัติ ส่วนการสอนภาคทฤษฎีจะมีคำบรรยายภาษาอังกฤษจากกรมการขนส่งทางบกมาให้ 

เรื่องหมู ๆ ที่ไม่หมู

การบริหารโรงเรียนที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งยังคงดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอุปสรรค แต่ทั้งครูใหญ่และอาร์ททิสกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การบริหารที่ยากที่สุดคือ การสอนภาคปฏิบัติและตัวครูผู้สอน 

อาร์ททิสพูดให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า “การปฏิบัติยากที่สุด เพราะครูฝึกต้องมีศักยภาพ ต้องมีวุฒิที่จะสอนนักเรียนได้ ไม่ใช่ว่าใครก็สอนได้ เพราะฉะนั้น ทรัพยากรบุคคลจึงหายากที่สุด ไม่ใช่แค่เฉพาะโรงเรียนเรา แต่เป็นทุกโรงเรียน เพราะถ้าไม่มีครูฝึก ก็ไม่มีทางทำโรงเรียนได้”

ครูฝึกสอนขับรถต้องเชี่ยวชาญในการขับรถ เพราะนักเรียนที่มาเรียนคือมือใหม่ที่ขับรถไม่เป็น ครูจึงต้องชำนาญและช่วยนักเรียนได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ 

ครูฝึกต้องผ่านการอบรมใบอนุญาตและต่ออายุอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการสอบที่ยากมาก มีทั้งข้อเขียนและภาคปฏิบัติ ครูฝึกสอนขับรถดี ๆ หาไม่ได้ง่าย ๆ โรงเรียนจึงต้องดูแลครูฝึกให้ดีที่สุด

“เรามีครูฝึกก็ต้องรักษาเขาไว้ ต้องดูแลเขาดี ๆ ให้พอใจที่จะทำงานกับเรา” ครูใหญ่กล่าวให้พวกเราฟัง

“เราให้ครูฝึกทำงาน 8 โมงถึงบ่ายโมง 3 ครึ่ง หากใครขยันจะปล่อยให้ถึง 5 โมงครึ่ง ซึ่งถือเป็นโรงเรียนที่ให้ครูฝึกทำงานน้อยมาก เพราะทางโรงเรียนจ่ายเงินเดือนเป็นรายเดือน ขณะที่โรงเรียนอื่น ๆ ให้เงินวัดจากชั่วโมงทำงาน บางคนทำ 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม 

“มีครูคนหนึ่งเคยปั่นชั่วโมงจนร่างกายพังพินาศ ไม่ไหว พอมาอยู่กับเราแม้ได้เงินน้อยกว่า แต่ชั่วโมงการทำงานเหมาะสมขึ้น เขาก็มีความสุขขึ้น” ครูใหญ่เล่าให้ฟัง

ครูใหญ่ อาร์ททิส และ ส.สะพานมอญ ตั้งใจดูแลครูฝึกอย่างดี มีสวัสดิการอาหารกลางวัน ครูฝึกจะได้ไม่ต้องออกไปซื้อข้างนอก ที่สำคัญ เป็นโรงเรียนที่ให้เกียรติครู เพราะอาชีพนี้มีความเสี่ยงสูง

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน
โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

เดินช้า แต่เดินไปข้างหน้าเสมอ

ถึงแม้ตอนนี้ทายาทรุ่นสองยังคงสนุกกับการทำงาน แต่ทายาทรุ่นสามก็เริ่มวางอนาคตในแบบของตัวเองเอาไว้แล้ว

อาร์ททิสตั้งใจจะเพิ่มหลักสูตรการขับขี่รถจักรยานยนต์และรถบรรทุก แต่ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องสถานที่ เนื่องจากสนามฝึกขับรถบริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 มีขนาดคับแคบไป และหาซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงไม่ได้ เนื่องจากเป็นที่พักอาศัย 

“ก่อนหน้านี้เราเปิดสอนขับขี่จักรยานยนต์ที่นี่ เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เคร่งครัดเรื่องเนื้อที่ใหญ่อะไรมาก” ครูใหญ่เอ่ย พร้อมเล่าว่าจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ก่อนหน้านี้จึงไม่อยากสอน แต่ภายหลังกลายเป็นความจำเป็นของทักษะอาชีพ เพราะความนิยมของเดลิเวอรี่ ทำให้อาชีพไรเดอร์เป็นที่นิยม มีผู้สนใจสมัครเรียนมาก เนื่องจากใบขับขี่รถจักรยานยนต์ทำได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี เด็กวัยนั้นยังไม่รู้กฎจราจรดีนัก ความคิดของครูใหญ่จึงเริ่มเปลี่ยนไป ถ้าโรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนแล้วช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ก็คงดีไม่น้อย

Business Lesson

ครูใหญ่นิยามบทเรียนที่ได้รับจากการเข้ามาบริหาร ส.สะพานมอญ ไว้ว่า

“ส.สะพานมอญทำให้ครูมีกินมีใช้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พ่อแม่ได้มาก็ส่งเสียลูกเรียนต่างประเทศ มีความเป็นอยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้กระเบียดกระเสียรอะไร ก็หล่อหลอมให้ครูเป็นคนที่มีความใจกว้าง”

“บางทีเรามองในเชิงธุรกิจเกินไป คุณภาพจะลดลง เพราะฉะนั้น ต้องมองว่าธุรกิจไม่ได้มีแต่เรื่องเงิน คุณภาพของบริการต้องควบคู่ไปด้วย มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องไปด้วยกัน” ทายาทรุ่นสามตอบอย่างภาคภูมิใจ

ส.สะพานมอญ 

ทายาทรุ่นสองเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างนับตั้งแต่วันแรก

จากเด็กผู้หญิงที่อยู่ใกล้ชิดกับ ส.สะพานมอญ ตลอดช่วงชีวิต และได้ออกไปเดินทางตามเส้นทางตัวเอง สู่การกลับมาสานต่อกิจการครอบครัวอีกครั้งในวัย 50 ปี

นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของโรงเรียนอายุเกือบ 100 ปี

โรงเรียนแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโต แม้จะผ่านมา 75 ปี จากยุคที่ใช้รถจี๊ปจนถึงยุครถเก๋ง ส.สะพานมอญ พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษามาตรฐานให้กับนักเรียนเสมอ

ในอนาคต รถที่ใช้ในโรงเรียนอาจเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทุกวัน แต่การรักษาไว้ซึ่งความดี ความซื่อสัตย์ การบริหารอย่างจริงใจ เป็นสิ่งที่ทายาททั้งสองจะไม่ยอมเปลี่ยน

ธุรกิจที่ดีไม่ควรนึกถึงผลกำไรมากเกินไป 

นี่คือบทเรียนสำคัญของครูใหญ่ เพราะการได้เห็นนักเรียนอยากมาสมัครเรียน มีความสุขกับการเรียน และจบออกไปเป็นผู้ขับขี่ที่ดี คือความภาคภูมิใจที่สุดในฐานะทายาทธุรกิจนี้

โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ ในมือของทายาท ผู้เข้ามาพัฒนาให้เท่าทันยุคสมัย และยังคงไว้ซึ่งคุณความดีของรุ่นก่อน

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load