เสื้อยืดตราห่านคู่ ก่อตั้งโดยกลุ่มเพื่อนชาวจีนที่นั่งเรือย้ายถิ่นฐานมาอยู่ประเทศไทย เริ่มทำธุรกิจนำเข้าสินค้าด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือเสื้อยืดจากฮ่องกง จากนั้นพัฒนาคุณภาพและสร้างแบรนด์ในประเทศไทยจนเป็นห่านคู่อย่างวันนี้

ห่านคู่เป็นธุรกิจหุ้นส่วนที่เริ่มต้นจากหลายครอบครัวทำงานร่วมกัน โดยตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ พวกเขาอยากทำเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศเมืองร้อน ที่ใส่แล้วสบายตัว

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดตราห่านคู่ ซึ่งเกิดในยุคที่รัฐบาลรณรงค์ให้คนไทยแต่งตัวเป็นสากล จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยเชื้อสายจีนซึ่งใส่เสื้อกล้ามไว้ด้านในให้ช่วยซับเหงื่อทำให้รู้สึกไม่ร้อน เหมาะที่จะใส่เป็นเสื้อกึ่งทำงานกึ่งอยู่บ้าน เป็นเสื้ออเนกประสงค์ที่ใช้งานแบบนี้มาตลอด

ในมุมแฟชั่น จุดที่ทำให้เสื้อยืดห่านคู่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มาจากกระแสความนิยมของ ‘อัสนี-วสันต์’ ในชุดเสื้อยืดสีขาวมาพร้อมกางเกงยีนส์ที่เป็นเอกลักษณ์

ปัจจุบัน เสื้อยืดตราห่านคู่มีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ช่วยทำให้เสื้อระบายอากาศได้ดี โดยผู้บริหารรุ่นที่สองและรุ่นที่สามได้ร่วมกันบุกเบิก มีพื้นฐานความรู้ความสนใจด้านวิศวกรรมศาสตร์ เคมี และสิ่งทอ

ในอดีต เสื้อยืดตราห่านคู่มีปัญหาผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอต่อความต้องการ และโจทย์แรกของการสานต่อธุรกิจ คือแก้ปัญหาสินค้าขาดตลาด และขยายตลาดสู่ห้างร้านค้าปลีกร่วมสมัยหรือโมเดิร์นเทรด

แก้ปัญหาได้ไม่นาน ลูกค้าดั้งเดิม ยี่ปั๊ว และผู้ใหญ่ในบริษัทก็กังวลแผนการขยายตลาดไปขายในห้างร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งผู้บริหารจำเป็นต้องลงมือทำให้เห็นไม่ใช่แค่เปลี่ยนชุดความคิดคนรอบๆ ตัว จนเสื้อยืดตราห่านคู่ในวันนี้มีแบบทรงมากขึ้น มีสีสัน มีนวัตกรรม และหาซื้อง่ายขึ้น จากแรร์ไอเทมกลายเป็นเสื้ออเนกประสงค์หรือเสื้อฉุกเฉินที่หาได้ในร้านสะดวกซื้อ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดตราห่านคู่ ไม่หวังจะเป็นที่จดจำในฐานะแบรนด์แฟชั่น พวกเขาแค่อยากทำเสื้อยืดใส่สบาย

จุดแข็งของเสื้อยืดตราห่านคู่ คือการมีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนปลายน้ำ และกล้ายืนยันว่าโรงงานเสื้อยืดตราห่านคู่มีแรงงานเป็นคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์  เพราะเรื่องฝีมือความประณีตที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ห่านคู่ออกแบบและพัฒนาหน้ากากผ้าคุณภาพดีสวมใส่สบาย ผลิตและส่งมอบหน้ากากชุดแรกให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาฯ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่สัมผัสคนไข้โรค COVID-19 เพื่อเก็บหน้ากากเขียวไว้ให้แพทย์และพยาบาลที่จำเป็นจริงๆ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดตราห่านคู่ ไม่ได้ดังเฉพาะตลาดประเทศไทย แต่ชาวอาเซียนก็ชอบเสื้อยืดตราห่านคู่ รู้จักในฐานะเสื้อยืดที่มีคุณภาพจากประเทศไทยที่ฝากซื้อและซื้อฝากกัน

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองตอนนี้ เราอยู่กับ คุณากร ธนสารสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานไทยแลนด์ นิตติ้ง จำกัด เจ้าของแบรนด์เสื้อยืดตราห่านคู่ ผู้บริหารรุ่นสามผู้ต่อยอดเสื้อยืดสีขาวคลาสสิกให้เป็นที่รักของคนไทยต่อไป กับความฝันที่อยากทำให้เสื้อยืดตราห่านคู่เป็นแบรนด์ 100 ปี

เสื้อยืดตราห่านคู่ ทำยังไงจึงเป็นเสื้อตัวเก่งของคนทุกรุ่น ทุกวัย อากงก็ชอบ พ่อใส่ วัยรุ่นก็ซื้อ มาฟังพร้อมกัน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

ธุรกิจ : เสื้อยืดตราห่านคู่ (พ.ศ. 2496)

อายุ : 67 ปี

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตและจำหน่ายเสื้อยืด

ผู้ก่อตั้ง : คุณเจือ ธนสารสมบัติและกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจ 

ผู้บริหารรุ่นสอง : ประกอบด้วยทีมบริหารจากครอบครัวหุ้นส่วนกว่า 20 ท่าน

ผู้บริหารรุ่นสาม : คุณคุณากร ธนสารสมบัติ และทีมบุคลากรรุ่นใหม่

เสื้อยืด เสื้อกล้าม และกางเกงในยืด ตราห่านคู่

ห่านคู่ เป็นธุรกิจหุ้นส่วนที่ก่อตั้งจากครอบครัวหลายกลุ่มครอบครัว เริ่มต้นด้วยการรวมตัวกันทำธุรกิจเทรดดิ้งในนาม ‘เซ่งเซียงไถ่’ โดยนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่ร่ม สบู่ น้ำมัน ดำเนินงานในรูปแบบบริษัทมาตั้งแต่วันแรกที่จัดตั้ง และบริหารงานโดยมอบหมายหน้าที่ตามความถนัด หุ้นส่วนหนึ่งดูระบบบัญชี อีกหุ้นส่วนดูแลการขายและการผลิต

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

หนึ่งในหุ้นส่วนซึ่งเป็นชาวฮ่องกงเห็นโอกาสหลังจากที่นำเสื้อยืดแบรนด์ฮ่องกงมาทำการตลาด และได้ร่วมกันพัฒนาสินค้าและสร้างแบรนด์ของตัวเอง ที่มีเสื้อยืด เสื้อกล้าม และกางเกงชั้นใน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

“ห่านคู่เริ่มต้นผลิตและขายเสื้อเป็นหลัก เพราะคิดว่าเสื้อผ้าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญที่ทุกคนต้องมี จัดตั้งบริษัทและโรงงานภายใต้ชื่อ โรงงานไทยแลนด์ นิตติ้ง จำกัด ซึ่งผลิตเสื้อยืดคุณภาพดีให้คนไทยได้ใช้โดยไม่หยุดพัฒนา เพื่อส่งมอบสินค้าที่สวมใส่สบาย ด้วยวัตถุดิบคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่ดีที่สุด” คุณากรเล่า 

แม้ผู้ก่อตั้งจะไม่ได้เกี่ยวกันทางสายเลือด แต่ทุกคนมีหัวทางการค้าและอุดมการณ์ต่อสินค้าที่ดีในแบบเดียวกัน ส่งต่อคุณค่าผ่านเสื้อยืดยาวนานนับ 60 กว่าปี ปัจจุบันบริหารงานโดยทีมงานรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

จากวิศวกรคอมพิวเตอร์ สู่ผู้บริหารแบรนด์เสื้อยืด

“เกิดมาก็เห็นเสื้อตราห่านคู่แล้ว อากงและพ่อจะใส่เสื้อห่านคู่ตลอด เป็นความรู้สึกผูกพันที่เติบโตท่ามกลางผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่นพัฒนาให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ” คุณากรเล่าความทรงจำที่มีต่อเสื้อยืดตราห่านคู่

หลังเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ คุณากรเริ่มทำงานด้านไอทีในองค์กรโทรคมนาคมอยู่ 6 ปี และคลุกคลีกับการพัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์สื่อสารมาตั้งแต่ช่วงปี 2000 หรือยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเข้ามีบทบาทในชีวิต

คุณากรในวันนั้นไม่รู้มาก่อนว่า วันหนึ่งเขาจะได้ใช้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีมาช่วยกิจการห่านคู่

“เมื่อมองย้อนกลับไป เคยเป็นวิศวกรระบบที่การทำงานภาพรวม เป็นหัวหน้าทีมโครงการพัฒนาสินค้า จนมาถึงงานผู้จัดการประมูลระบบเครือข่าย จริงๆ ทำงานที่ใช้ทักษะการบริหารทั้งหมดเลย เพียงแต่ไม่ได้เห็นรอบสามร้อยหกสิบ องศา งานที่ห่านคู่แตกต่างออกไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า เราไม่ใช่ผู้จัดการดูแลโครงการเหมือนก่อน แต่เราจะต้องเป็นผู้นำองค์กรให้อยู่รอดต่อไปให้ได้ สร้างและสื่อสารเป้าหมายให้ชัด มีการวัดผล เปิดโอกาสให้ทุกคนลงมือทำโดยที่เราก็ทำไปพร้อมเขา” 

คุณากรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้ไปด้วยกัน มากกว่าสั่งให้ใครทำอะไร เป็นวาทยากรคุมวงดนตรี เป็นกัปตันทีมมากกว่าเป็นผู้จัดการ

นับจนถึงวันนี้ คุณากรทำงานที่ห่านคู่มา 12 ปีแล้ว 6 ปีแรกกับหน้าที่ดูแลฝ่ายขาย และ 6 ปีหลังกับการพัฒนาสินค้า ดูแลระบบขององค์กรให้มีมาตรฐานเป็นสากล

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เสื้อยืดที่มีฟังก์ชัน

เมื่อได้รับเลือกจากคณะกรรมการบริษัทให้เข้ามารับช่วงต่อ ภารกิจแรกของคุณากรคือ ปรับเปลี่ยนเพื่อขยายตัว

น้อยคนจะรู้ว่า ที่ผ่านมาห่านคู่ประสบปัญหาเป็นสินค้าขาดตลาดอยู่ตลอด

เพราะเสื้อหน้าตาเรียบๆ อย่างห่านคู่ เป็นหนึ่งในเสื้อตัวโปรดที่ทุกคนมีติดบ้าน ไม่แปลกที่ห่านคู่จะเป็นที่ต้องการของตลาด คุณากรเล่าบรรยากาศช่วงสินค้าขาดตลาดให้ฟังว่า มีลูกค้ามาเข้าแถวรอซื้อ โทรสั่งที่โรงงานมาพร้อมวางเงินจ่าย แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขายกับการผลิตยังไม่สัมพันธ์กัน และที่ผ่านมามีช่องทางจำหน่ายน้อย สินค้ากระจายตัวไม่ทั่วถึง

คุณากรแก้โจทย์นี้ด้วยการพาเสื้อยืดตราห่านคู่เข้าร้านค้าปลีกทันสมัยหรือโมเดิร์นเทรด

“เมื่อตัดสินใจเดินเกมขายในห้างร้านค้าปลีก เราจำเป็นต้องรู้ว่าลูกค้าของร้านค้าปลีกนั้นเป็นใคร และใครคือกลุ่มเป้าหมายของเรา”

เดิมเสื้อตราห่านคู่ขายเป็นกล่องบรรจุเสื้อ 3 ตัว คุณากรพบว่าลูกค้าของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้ต้องการซื้อเสื้อมากถึง 3 ตัวในคราวเดียว จึงเริ่มคิดทำสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งาน และปรับบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม หาแบบที่มองเห็นง่ายสะดุดตา 

ยุคของเสื้อตราห่านคู่ในมือผู้บริหารรุ่นสาม จึงเป็นยุคที่ไม่มีได้แค่เสื้อกล้ามและเสื้อคอกว้างอีกต่อไป แต่มีเสื้อยืดทรงที่กระชับตัวและเข้ารูปมากขึ้น มีทรงที่ใส่ทำกิจกรรมได้หลากหลาย ไม่เชยหรือแข็งจนเกินไป และได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตทำให้ห่านคู่เป็นเสื้อยืดที่มีฟังก์ชัน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

เพราะเมืองไทยอากาศร้อน เสื้อยืดห่านคู่จึงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ทำให้เนื้อผ้าซับเหงื่อแห้งไว ใส่แล้วสบายตัว ด้วยเทคโนโลยีไมโครพอร์ (Micropore) ที่ทำให้เส้นใยเรียงตัวดีจนเกิดช่องระบายอากาศเยอะขึ้น ถ่ายเทดี ช่วยซับเหงื่อแห้งไว สบายตัวไม่ร้อน และเทคโนโลยีซูเปอร์ซอฟต์ (Supersoft Kool Cotton) ที่ทำให้เนื้อผ้านุ่ม มีสัมผัสลื่นและเย็น 

ขณะที่เสื้อรุ่นคลาสสิกก็ยังมีอยู่ และเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ เพราะลูกค้ารู้และมั่นใจในคุณภาพที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

ขายให้เหมือนเดิม

แม้การพาเสื้อยืดตราห่านคู่เข้าสู่ร้านค้าปลีกทันสมัย จะเป็นทางออกของการต่อยอดให้แบรนด์และธุรกิจไปได้ต่อ แต่ก็ใช่ว่าใครจะทำสำเร็จได้ง่ายๆ 

จากที่เคยทำการค้าขายกันมา 50 ปี ในวันที่ห่านคู่มาบอกว่ายี่ปั๊วว่า 

“เรายังค้าขายกันเหมือนเดิมนะ แต่ขอไปขายคนอื่นเพิ่มด้วย” เป็นธรรมดาที่คู่ค้าจะกังวลใจ

“ถ้าการขายให้คนอื่น ทำให้เขาขายดีขึ้นมา เขาจะยังขายให้เราไหม หรือขายให้น้อยลง” ไม่ใช่คู่ค้าอย่างยี่ปั๊ว ซาปั๊วที่เป็นห่วง ผู้ใหญ่ในบริษัททุกคนก็เป็นห่วงว่าการปรับตัวเข้าร้านค้าปลีกทันสมัยนี้จะทำให้เกิดผลลัพธ์อะไรตามมา

“เราผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ด้วยการเริ่มทำ แต่ทำทีละนิด” คุณากรเล่า

จุดหมายแรกของห่านคู่ในเส้นทางร้านโมเดิร์นเทรดคือ ห้างคาร์ฟูร์ ซึ่งตอนนั้นมี 41 สาขา (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) เริ่มจากคุณากรเป็นเซลล์ไปคุยกับ Buyer ได้รับทราบข้อปฏิบัติหลายอย่าง เช่น ต้องแขวนแทนการขายเสื้อยืดใส่กล่อง รวมถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้ามากมาย ที่หากไม่ทำตามสัญญาจะต้องเสียค่าปรับ

“ถ้าเอาข้อจำกัดทุกอย่างมาวางกางบนโต๊ะ ผู้ใหญ่ทุกคนที่บริษัทคงจะบอกว่าไม่ทำดีกว่า เพราะเงื่อนไขที่ห้างค้าปลีกบอกเราในวันนั้น เป็นเรื่องที่เราเสียเปรียบทั้งหมด แต่เราเห็นโอกาสและเชื่อในห้างคาร์ฟูร์ซึ่งเป็นร้านค้าใหญ่ เราต้องทดลองดู เราจะไม่ใช้คำว่าเสี่ยง แต่เราบอกว่าขอทดลองทำไปด้วยกัน ผู้ใหญ่ถามย้ำอีกครั้งว่าเราพร้อมรับกับผลลัพธ์ด้านลบที่จะเกิดแค่ไหน ถ้ารับได้ก็ทำเลย”

ผลลัพธ์ด้านลบนั้น ก็คือความไม่สบายใจของคู่ค้า ร้านค้าส่ง

คุณากรแก้ความเข้าใจกับยี่ปั๊ว ด้วยการออกสินค้าให้แตกต่างจากที่ขายให้ยี่ปั๊วและร้านค้าส่งทั้งหลาย ทั้งยังตั้งราคาที่สูงกว่าในท้องตลาด และเมื่อคู่ค้ารู้ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ห่านคู่ในร้านค้าติดแอร์คงขายไม่ได้หรอก จะไปขายได้อย่างไรในเมื่อราคาแพงกว่าตั้งสี่สิบห้าสิบบาท”

เป็นอันว่าคุณากรทำให้คู่ค้ากลับมาสบายใจได้ระดับหนึ่ง

ผลประกอบการรวมจากห้างร้านหลายสิบสาขาค่อยๆ ไต่ขึ้นซึ่งใช้เวลาเกือบปี 

ห่านคู่ก็เริ่มเดินต่อในร้านเทสโก้โลตัส ร้านสะดวกซื้อ 7Eleven แม็คแวลู แฟมิลี่มาร์ท วิลล่า โรบินสัน เดอะมอลล์ ซึ่งทำให้ห่านคู่ได้รับชื่อเล่นจากคนรุ่นใหม่ว่า ‘เสื้อยืดฉุกเฉิน’

“เราโอเคกับการค่อยๆ ไปทีละร้าน เพื่อประเมินโอกาสว่าเราจะเติบโตได้ไหม ทำธุรกิจต่อได้ไหม ซึ่งจากที่ทำมาสามปีก็เห็นการเติบโต เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาจับจ่ายในห้างร้านขนาดใหญ่เยอะจริงๆ ทั้งที่ห่านคู่ไม่ได้ทำการตลาดใดๆ กับห้างร้านเลย แต่ตัวเลขกลับโตขึ้น เห็นคนใส่เสื้อห่านคู่รุ่นที่ขายเฉพาะในร้านโมเดิร์นเทรดเยอะขึ้น จึงตามมาด้วยการเจรจาขอปรับเงื่อนไขการค้า ทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในเวลาเดียวกันก็ไม่ละทิ้งคู่ค้า ยี่ปั๊ว โดยมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและทำการตลาดในรูปแบบที่ต่างออกไป” ห่านคู่ยังได้พัฒนาช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า

คุณากรเล่าว่า สิ่งที่ท้าทายแต่สำคัญ คือการเปลี่ยนชุดความคิดของคนที่อยู่รอบๆ ทั้งหมด และต้องทดลองทำในขนาดเล็กก่อนว่าทำได้จริงไหม ดีแค่ไหน สุดท้ายจะรอดไหม หลังจากนั้นค่อยปรับขยายสิ่งที่ทดลองให้ใหญ่ขึ้น

คุณภาพ-ชีวิต

สิ่งที่ทำให้เสื้อยืดตราห่านคู่อยู่ยืนยาวมา 67 ปี เป็นเพราะคุณภาพ จากการรักษามาตรฐานการผลิต และการใช้เทคโนโลยีช่วยให้ถักผ้าและตัดเย็บดีขึ้น

ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้ของคุณภาพดีเสมอ ไม่ว่าจะกลับมาซื้อซ้ำกี่ครั้ง

“ห่านคู่เติบโตมากับความเชื่อใจว่าสินค้าเราใส่กี่ครั้งก็ดีเหมือนเดิม ได้คุณภาพเท่าเดิมทุกครั้ง ทำให้ลูกค้ารู้ว่าเขาคาดหวังอะไรได้ เขาก็จะรู้สึกผูกพันและเชื่อมั่นในแบรนด์” 

ด้วยกระบวนการผลิตจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การถักผ้าที่ใช้เครื่องจักรคุณภาพสูง ฝีมือการตัดเย็บที่ประณีตของช่างเย็บคนไทย ไปจนถึงกระบวนการต่างๆ ที่ทำเองทุกขั้นตอน หากต้องการปรับเปลี่ยนอะไรก็ทดลองทำได้เลย และยังคงได้สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ

“ช่างฝีมือของเราแม่นยำและประณีตมาก เขารู้ว่าควรต้องเย็บแบบไหนสินค้าจะออกมาแข็งแรงได้คุณภาพ เขาแคร์เรื่องนี้ที่สุด งานเย็บของเขาต้องออกมาสวยได้มาตรฐานสมเป็นตราห่านคู่ ปัจจุบันห่านคู่มีพนักงานทั้งสิ้นหกร้อยคน และในจำนวนนี้ เกินหกสิบเปอร์เซ็นต์อยู่กับเรามาอย่างน้อยยี่สิบถึงสามสิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาด้วยกัน” คุณากรเล่า

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน
ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

หน้ากากผ้า

สิ่งที่ท้าทายของแบรนด์เก่าแก่คือการเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคสมัย คุณากรยอมรับว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว จากรายปี เป็นรายเดือน เขาต้องมองให้ออกว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไปทางไหน และจะปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์อย่างไร

“ตอนนี้เราปรับสายการผลิตเสื้อยืดเป็นผลิตหน้ากากผ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดแล้วก็ปรับแผนกะทันหัน

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

“เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 สถานการณ์ตอนนั้นทั้งคุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าทำงานสู้กับโรคระบาดต้องการหน้ากากเขียวเป็นหลัก เพื่อให้เพียงต่อการดูแลคนไข้ ไม่ให้เกิดการระบาดมากกว่านี้ ห่านคู่ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วน จึงได้ติดต่อไปที่มูลนิธิโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลจุฬาฯ โดยนำหน้ากากผ้าส่งมอบให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” คุณากรเล่าที่มาของการปรับแผนงานครั้งใหญ่ซึ่งทุกคนเต็มที่และร่วมใจกันทำ

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

“ตอนนี้เราก็ยังมองไม่ออกว่าธุรกิจจะออกไปในทิศทางไหน แต่เราต้องวิเคราะห์สถานการณ์ ตัดสินใจ และลงมือทำให้ตราบใดที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย เราก็จะทำ”

แผนธุรกิจร้อยปี

ความซื่อสัตย์ คือหลักปฏิบัติที่ชาวห่านคู่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

“ซื่อสัตย์กับลูกค้า กับตัวเอง กับทุกคนที่ทำงานด้วย จะยิ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันและกัน ทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงาน พัฒนาอะไรใหม่ๆ ไปด้วยกัน ลดอุปสรรคที่จะเกิด” คุณากรเล่า ก่อนบอกแผนการนำพาองค์กรไปสู่การเป็นแบรนด์ธุรกิจ 100 ปี ซึ่งประกอบด้วยสองปัจจัยสำคัญ ได้แก่

หนึ่ง คือ บุคลากร

“ห่านคู่ ต้องการนักคิดมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ต้องการคนที่กล้าลงมือทำโดยไม่กลัวว่าผิดหรือถูก ขอเพียงกล้าตัดสินใจลงมือทำและรับผิดชอบการตัดสินใจนั้น ผู้ใหญ่ในบริษัทท่านเคยพูดกับผมเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลเป็นไทยว่า ‘ทางมีก็ต้องเดิน’ แปลว่า ถ้าคิดได้ก็ต้องลงมือทำด้วย โดยไม่กลัวผิด ตราบใดที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเราต้องทำ เพื่อส่งมอบคุณค่าต่อจากนี้” 

สอง คือ ระบบบริหารจัดการ

“ไม่มีมืออาชีพคนไหนยอมทำงานกับองค์กรที่ไม่มีพื้นฐานระบบที่ดีพอซัพพอร์ตให้เขาทำงานต่อได้”

มาจนวันนี้อะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คุณสนุกกับการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เราถาม

“ส่วนตัวเชื่อว่าเวลาทำอะไรเราต้องทำให้ดีที่สุด เราไม่ได้กำลังทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนรุ่นถัดไป เราคิดเสมอถ้าวันนี้เราไม่อยู่ และมีคนสักคนมารับช่วงต่อ เขาควรจะทำงานต่อได้เลย และถ้าเราหยุดตั้งแต่วันนี้ เราล้มเลิก เราก็จะไม่มีอนาคตให้คนรุ่นถัดไปที่จะมาทำสิ่งนี้ต่อ เมื่อเจออุปสรรคเราต้องสู้ ถ้าสุดท้ายไม่สู้ เราก็พ่ายแพ้ตัวเราเอง มากกว่าพ่ายแพ้อุปสรรค ทุกอย่างมีทางออก เพียงแต่ว่าทางออกนั้นอาจจะไม่ได้ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แต่จงเชื่อเถอะว่ามันมีทางออก” คุณากรตอบ ก่อนทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับทายาทธุรกิจ

“เมื่อมาทำธุรกิจครอบครัวซึ่งอาจจะไม่มีระบบและเครื่องมือพร้อมอย่างองค์กรใหญ่ หน้าที่เราคือศึกษาว่าธุรกิจมีปัญหาอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข จากนั้นลงมือทำ โดยเข้าใจรายละเอียดพอระดับหนึ่ง ที่จะทำให้งานเดินต่อได้ นี่คือหัวใจสำคัญของการเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาบริษัทต่อ โดยที่เรื่องการตลาดเป็นกระบวนการเรียนรู้ผู้บริโภค เรียนรู้ตลาดที่เปลี่ยนไป กล้าทดลองสินค้าของเราว่าตอบโจทย์ผู้บริโภคหรือเปล่า เพราะสุดท้ายต่อให้เราคิดบรรจุภัณฑ์สวย คิดสินค้าดีเยี่ยม ใส่ฟังก์ชันได้ครบหมด แต่ถ้าไม่ได้ตอบโจทย์ใครเลยหรือไม่ได้เป็นที่ต้องการในตลาด ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดไม่มีความหมาย”

ทายาทรุ่นสามกับนวัตกรรมเสื้อคลายร้อนที่ทำให้ เสื้อยืดตราห่านคู่ เป็นเสื้อยืดตัวเก่งของทุกคน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท ​ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : ขายสินค้าปลีก-ส่ง

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2508

อายุ : 57 ปี

ผู้ก่อตั้ง : บุญชัย พุฒิพิริยะ

ทายาทรุ่นสอง : ธวัชชัย พุฒิพิริยะ

ทายาทรุ่นสาม : ธนะพงศ์ พุฒิพิริยะ, ธนภูมิ พุฒิพิริยะ

นี่ไม่ใช่แค่ครั้งแรกที่เรามาจังหวัดเชียงราย แต่เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งคุยเรื่องธุรกิจกับผู้ประกอบการของจังหวัดด้วยเช่นกัน

เรามีนัดกับ โย่-ธนะพงศ์ พุฒิพิริยะ ทายาทรุ่นสามของ ‘ธนพิริยะ’ ธุรกิจขายปลีก-ส่งประจำจังหวัด ซึ่งไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เห็นป้ายขนาดใหญ่บนอาคารที่ใช้สีน้ำเงินสลับชมพู มีทั้งสาขาเล็ก สาขาใหญ่ ร้านขายปลีก และร้านขายส่ง

ธุรกิจครอบครัวนี้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 7 ปีก่อน ขยายกิจการจนมีถึง 40 สาขาในภาคเหนือ พร้อมยอดขายโดยเฉลี่ยวันละ 170,000 บาทต่อสาขา ด้วยเหตุผลหลัก 1 ข้อ คือต้องการให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

โย่มาเจอเราที่สาขาเด่นห้า ซึ่งอยู่ห่างจากสาขาแรกในตัวเมืองไม่ถึง 10 นาที สาขานี้มีทั้งหน้าร้านที่ครบครันด้วยข้าวของเครื่องใช้ทุกชนิด พร้อมโซนบิวตี้ขนาดใหญ่และโกดังสำหรับสินค้าขายส่ง ก่อนจะเริ่มเล่าประวัติความเป็นมาของธุรกิจครอบครัวอันเป็นที่รัก การเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การไม่มองว่าร้านค้าโมเดิร์นเทรดเป็นคู่แข่ง ต่อเนื่องไปถึงการทำธุรกิจเสมือนเป็นหน้าที่ในสังคม ซึ่งไม่ได้หวังแค่ประโยชน์ส่วนตน แต่ต้องดูแลผู้คนไปพร้อมกัน

เขาคิดแบบไหนถึงพาธุรกิจครอบครัวที่เริ่มจากแผงลอยเล็ก ๆ ไปสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ 

มาอ่านไปพร้อมกันเลยเจ้า

01

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2500 อากงบุญชัย พุฒิพิริยะ อพยพมาจากประเทศจีน ตอนแรกอยู่กับพี่ชายที่จังหวัดราชบุรี และต่อมาจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่เชียงราย

จนถึง พ.ศ. 2508 อากงได้ตั้งร้านแผงลอยขนาด 2 x 2 เมตรชื่อ ‘โง้วธงชัย’ ที่ตลาดเทศบาล ขายของจำพวกกะปิ น้ำปลา และหัวไชเท้าดอง

คุณพ่อธวัชชัย พุฒิพิริยะ เกิดมาในช่วงที่ร้านเริ่มตั้งตัวได้แล้ว พออายุ 10 ขวบก็มาขายของในตลาด ตื่นตี 4 ตี 5 เพื่อเปิดร้าน ไปโรงเรียน หลังเลิกเรียนก็กลับมาปิดร้านต่อ ชีวิตวัยเด็กของคุณพ่อเป็นแบบนั้น

พอเรียนจบ จึงกลับมาเชียงรายอีกครั้งเพื่อรับช่วงต่อร้านนี้ เปลี่ยนชื่อจาก โง้วธงชัย เป็น ธนพิริยะ 

ธนพิริยะอยู่ในมือรุ่นปู่กับรุ่นพ่อควบคู่กันในช่วงแรก ตามประสาธุรกิจครอบครัวที่ลูกเข้ามาทำ ไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็มีข้อจำกัด ตัวลูกที่ไปเรียนกรุงเทพฯ ได้เห็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่เป็นตัวอย่าง ก็อยากพัฒนาร้านเดิมของที่บ้าน 

จากรายได้ต่อวันหลักหมื่น เต็มที่ก็หลักแสน คุณพ่อขยายจนเป็นหลักล้าน

การพัฒนาร้านส่วนหนึ่งอาศัยจากการไปดูงานธุรกิจของคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นแนวทางธุรกิจ การบริหารจัดการคลัง เพื่อนำกลับมาใช้กับร้านตัวเองจนได้ขยายสาขาแรก

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

02

เมื่อเลือกที่จะขยายสาขาก็ต้องพัฒนาระบบ อย่างระบบบัญชีที่สมัยนั้นยังเป็นระบบปฏิบัติการ DOS (Disk Operating System) ปรับเปลี่ยนอยู่ 2 – 3 โปรแกรม จนสุดท้ายเลือกใช้ระบบ POS (Point of Sale System) 

“การเปิดสาขาน้อย ๆ กับมาก มีความยากต่างกัน” โย่เท้าความ “ข้อจำกัดตอนมีสาขาน้อยคือ เราไม่มีอะไรเลย เราไม่รู้อะไรเลย ลองแก้ไข แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายเหมือนกันไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ คือเรื่องคน การเทรนคน การให้ความรู้คน มันยากขึ้น

“สาขามากขึ้น เรื่องคนก็เริ่มชัดขึ้น เราต้องบริหารคนเยอะขึ้น ตอนสาขาน้อยเราต้องการระบบ ต้องการ Know-how พอขยายกิจการ เรามีทั้ง Know-how และระบบ แต่มีประเด็นที่คนปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้ไม่ได้เนื่องด้วยหลาย ๆ ปัจจัย”

อีกเรื่องที่โย่พูดถึงคือความสามารถในการขยายธุรกิจ ก่อนหน้านี้เติบโตปีละ 1 – 2 สาขา ก็ทำงานกับผู้รับเหมาเพียงเจ้าเดียว ถึงคราวต้องขยายถึง 5 – 6 สาขา ก็ต้องทำงานกับช่างหลาย ๆ เจ้า เรื่องกฎหมายกระบวนการก็ยังไม่แม่นยำ ต้องลองผิดลองถูกและแก้ไขให้ถูกต้อง

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

03

ความทรงจำแรกของโย่เกี่ยวกับธนพิริยะคือตอน10 ขวบเช่นเดียวกับพ่อ เริ่มจากขายของ แบกของ ทำงานวันแรกโย่บอกว่า ‘เดี้ยงไปอีก 5 วัน’

ช่วงปิดเทอม เด็กชายโย่ก็ไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่อยู่ช่วยพ่อที่หน้าร้าน ซึ่งตอนนั้นมีประมาณ 5 สาขาในเชียงรายทั้งหมด

ทายาทรุ่นสามมี 3 คน 2 คนโตทำงานที่บ้าน ส่วนคนเล็กกำลังเรียนมหาวิทยาลัย

โย่เองก่อนกลับมารับช่วงต่อ เขามีชีวิตอีกแบบหนึ่ง

“ผมเป็น Investment Banker รับผิดชอบเรื่องการนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำงานประจำที่กรุงเทพฯ อยู่ 3 ปี ซึ่งคุณแม่ขอไว้ ให้ไปทำงานข้างนอกก่อนได้ แต่วันหนึ่งต้องกลับมา”

สิ่งที่เขาทำในวันนั้นดูจะไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่บ้านโดยตรง แต่กลับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธนพิริยะเติบโตในวันนี้

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

“อาชีพนี้ทำให้เราเห็นภาพรวมกิจการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเงิน ระบบควบคุม หรือกระบวนการทำงาน เวลาเราไปคุยกับ ก.ล.ต. เราต้องรู้ทุกอย่างของบริษัท ไม่ใช่แค่รู้ทุกอย่างสิ ต้องรู้ลึกทุกอย่างด้วย” เขาหัวเราะ “เราต้องตอบคำถามให้ได้ว่าขั้นตอนนี้ต้องทำยังไง ทำเสร็จแล้วส่งไปไหน ใครอนุมัติ อนุมัติแล้วยังไงต่อ ต้องให้เขามั่นใจว่าบริษัทนี้มั่นคงพอให้นักลงทุนมาร่วมลงทุนได้”

นี่เลยเป็นข้อดีของเขาที่มองธุรกิจที่บ้านได้ทะลุปรุโปร่ง 

“เราเห็นบริษัทมาเป็นร้อย กลับมาที่บ้านเลยเห็นว่ามีอะไรที่จะพัฒนาได้หลายอย่าง เรื่องใหญ่ ๆ คือคน แม้เราจะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ยังมีความเป็นเจ้าของค่อนข้างเยอะ เราต้องลดตรงนี้ลงหน่อย แยกอำนาจดำเนินการที่คลุมเครือ 

“เรื่องการดำเนินงานทั่วไปก็ยังพัฒนาได้อีก เรามี KPI อยู่แล้วแต่อาจจะไม่เข้มข้น ถ้ามี KPI ที่ชัดเจน จะทำให้รู้ว่างานส่วนไหนเป็น Key Factor ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ และส่วนไหนปล่อยได้ 

“เรื่องคนทำงานเก่าแก่ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่น่าจะเจอกันทุกครอบครัว เวลาเราจะ Implement ระบบใหม่ก็ยากกว่า แต่โชคดีที่พนักงานเหล่านั้นซึ่งอยู่กับเรามานาน เขามีใจให้กับเราเต็มที่และพยายามปรับเปลี่ยนตาม”

04

ย้อนกลับไป พ.ศ. 2558 คือปีที่ธุรกิจเชียงรายแห่งนี้ก้าวเท้าเข้าไปในตลาดทุน ได้จดทะเบียนเป็นธุรกิจมหาชน

การเข้าตลาดหลักทรัพย์หมายถึงการแบ่งความเป็นเจ้าของให้นักลงทุน ธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลก็ไม่จำเป็นต้องเข้าตลาดฯ จึงน่าสนใจมากที่ธนพิริยะ ธุรกิจครอบครัวท้องถิ่นเลือกระดมทุนด้วยวิธีนี้ 

“สำหรับธนพิริยะ การเข้าตลาดเป็นเรื่องของความยั่งยืน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองหรือชื่อเสียง เราเห็นเคสธุรกิจจำนวนมากที่พอใหญ่ขึ้นก็แบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เกิดปัญหาแบบนั้นกับธุรกิจครอบครัวตัวเอง เลยลองศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ทุกคนจะได้มีหุ้นชัดเจน มีราคาซื้อขายชัดเจน 

“เรื่องการทำงานก็เช่นกัน ต่างคนจะได้มีหน้าที่ชัดเจน คนนี้ดูแลส่วนนี้ อีกคนดูแลอีกส่วน”

บอร์ดบริษัทที่เคยมีเฉพาะคนในครอบครัว ก็ต้องมีกรรมการอิสระจากข้างนอกเข้ามา

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

05

การที่ธุรกิจท้องถิ่นจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง – เราสงสัย

โย่หัวเราะ เขาว่าเล่า 2 – 3 วันก็ไม่น่าจบ เลยสรุปรวบรัดมาให้ดังนี้

หนึ่ง บัญชีบริษัทต้องถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ โชคดีที่ธนพิริยะทำอะไรตรงไปตรงมา ส่งผลให้บัญชีค่อนข้างครบถ้วนมาตั้งแต่แรก จึงย่นระยะการเตรียมตัวได้เหลือราว ๆ 1 – 2 ปีเท่านั้น บริษัทส่วนมากที่ใช้เวลานานเพราะระบบบัญชีไม่เรียบร้อย 

สอง ความถูกต้องในการดำเนินธุรกิจ แบบที่โย่ใช่คำว่า ‘สีขาว ไม่เทา ๆ’ มีทีมผู้ตรวจสอบบัญชีเข้ามาตรวจสอบ ตั้งแต่ดูความสุจริตของบริษัท ความเสี่ยงและช่องว่างในการดำเนินงาน ไปจนถึงกลยุทธ์ในการทำธุรกิจและเป้าหมายในอนาคต ซึ่งตรงนี้ธุรกิจเล็ก ๆ ส่วนใหญ่อาจไม่ได้นึกถึง

“เรื่องกระบวนการทำงานก็ต้องปรับเยอะ เพราะเกี่ยวข้องกับคนเลยยาก การจะเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิธีการทำงานที่ทำติดต่อมาสิบ ๆ ปีไม่ง่าย ส่วนความเทา ๆ เราไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นที่จะทำธุรกิจบนความโปร่งใส เพราะเราเชื่อว่าการทำทุกอย่างให้ถูกต้องตั้งแต่แรกถือเป็นเรื่องที่สำคัญ”

โย่เล่ามาถึงข้อ 3 ที่ชี้เป็นชี้ตายว่าธุรกิจพร้อมจะเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือเปล่า นั่นคือ ใจของคนทำงานทุกคน 

“เตรียมใจว่าหนักแน่ ถ้ากัดฟันและอดทนทำได้ก็จบ” 

อย่างพนักงานแผนกบัญชีของธนพิริยะเลิกงาน 2 ทุ่มติดต่อกันเป็นปี เพื่อเตรียมระบบให้มีมาตรฐาน ทั้งยังต้องตื่นนอนตี 3 – 4 มานับสต็อกสินค้าก่อนร้านเปิด 1 สาขาใช้เวลานับนานถึง 4 ชั่วโมง 

ช่วงนั้นมีคนลาออกไปก็เยอะ แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยู่ร่วมสุขทุกข์ด้วยกันตลอดรอดฝั่ง

ธนพิริยะ ร้านค้าปลีกในเชียงรายที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

06

หลังจากเข้าตลาดทุน ธนพิริยะเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากที่ 1 ปีขยายได้ 1 – 2 สาขา ก็เพิ่มเป็น 5 – 6 สาขา

เป็นธรรมดาที่แม้จะเป็นบริษัทมหาชนแล้ว ธุรกิจครอบครัวจะยังมีความเป็นครอบครัวอยู่ ธนพิริยะเองก็ยังค่อย ๆ ปรับรูปแบบการบริหารในทุกวัน

“ช่วงที่เตรียมตัวถือเราว่าปรับตัวมาแล้วครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือหลังจากนี้ ก็แล้วแต่ธุรกิจว่าจะปรับตัวหรือเปล่า บางครอบครัวเขาเลือกทำเหมือนเดิม แต่เราตั้งใจหามืออาชีพเข้ามาทำงานมากขึ้น เพราะความสามารถเรามีจำกัด บางเรื่องเราก็ไม่มีไอเดีย บางอย่างต้องอาศัยคนนอกที่มีประสบการณ์จากการทำหลายบริษัทมาช่วยดู เพราะถ้าปรับกันเองอาจจะไม่ดีกว่าของเดิมก็ได้

“มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้วที่มีร้านเล็ก ๆ ร้านเดียว อยากปรับอะไรก็ปรับได้เลย ตอนนี้ต้องดูว่าถ้าปรับระบบตรงนี้จะเกี่ยวข้องกับระบบไหนอีก จะกระทบอะไรไหม ปรับแล้วจะดีขึ้นไหม ต้องมีใครไปตรวจสอบดูแลยังไง”

การบริหารของธนพิริยะเป็นแบบกระจายอำนาจไปตามสาขา บริหารจัดการโดยผู้จัดการร้านนั้น ๆ ไล่เรียงลงมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการและหัวหน้างาน นอกจากบางเรื่องที่ทุกสาขาจำเป็นต้องมีทิศทางเดียวกัน ส่วนกลางจะเป็นคนตัดสินใจ

07

นับจาก พ.ศ. 2558 วันนี้ธุรกิจของคนเชียงรายแห่งนี้มีสาขาเพิ่มมา 30 แห่ง รวมเป็น 40 สาขา ทั้งในเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงอย่างเชียงใหม่และพะเยา ทั้งยังมีแผนจะกระจายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนืออีก

การเป็นธุรกิจมหาชนทำให้สมาชิกครอบครัวพุฒิพิริยะต้องตื่นตัว ปรับตัว และพร้อมจะเติบโต เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“มันไม่ได้เกี่ยวว่าคุณใหญ่แค่ไหน แต่สำคัญว่าธุรกิจของคุณจะเดินไปทางไหนต่อ บางธุรกิจต้องหาโมเดลใหม่ บางธุรกิจหาสิ่งใหม่ทำไปเลย ธนพิริยะเคยถูกออนไลน์ Disrupt แต่วันนี้กลายเป็นหนึ่งในช่องทางใหม่ที่เรามีให้ผู้บริโภค แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องมีหน้าร้านอยู่ เพราะคนไม่ได้อยู่บ้านไปตลอดหรอก เรามีออนไลน์ให้เขาสะดวกขึ้น แต่วันหนึ่งที่เขาอยากมาเดินเลือกของ อยากเห็นของจริง เราก็มีร้านให้”

ทายาทรุ่นสาม ‘ธนพิริยะ’ ร้านค้าปลีก-ส่งในเชียงราย ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

เชื่อไหมว่าตระกูลนี้ไม่เคยคิดว่าร้านค้าโมเดิร์นเทรดเป็นคู่แข่งเหมือนที่เราปักธงมาแล้วในใจ การเข้ามาของร้านค้าสมัยใหม่ก็ไม่ได้บั่นทอนจิตใจชาวธนพิริยะเลยแม้แต่นิด แบบที่โย่พูดทีเล่นทีจริงว่า ‘ขออยู่ข้างกันเลยก็ได้ครับ’

“ถ้ามีแค่ร้านเดียวในพื้นที่หนึ่ง ผมว่าก็คงไปไม่ค่อยรอด กลายเป็นรวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย” เขาหัวเราะดัง “ลองนึกภาพเราเป็นลูกค้า ถ้าตรงนั้นมีร้านเดียวตั้งเหงา ๆ เราก็ไม่อยากไปใช่ไหม แต่ถ้าแถวนั้นมีชุมชน มีร้านค้าหลาย ๆ ร้านให้เลือกก็ดีกว่า”

เหมือนเวลาซื้อมือถือ ต้องไปมาบุญครอง

“การมีแค่เราคนเดียวจะไม่ทำให้ย่านนั้นเติบโต ย่านหนึ่งย่านจะโตเป็นเขตธุรกิจได้ก็ต้องการคนหลายคน”

เราถามต่อว่า ถ้าธนพิริยะอยู่กับร้านค้าโมเดิร์นเทรด คนเชียงรายจะเข้าร้านไหน

“ก็ซื้อทั้งสองร้านแหละครับ” โย่ตอบทันทีแบบไม่ลังเล “สินค้าในร้านเราต่างกัน คนจะไปซื้อของก็มีในใจอยู่แล้วว่าไปร้านนี้จะซื้ออะไร โมเดิร์นเทรดบางร้านเน้นของกิน ส่วนเราเน้นของใช้ ก็ไม่เหมือนกันแล้ว”

ธนพิริยะมีตั้งแต่สินค้าทั่วไปที่เราเห็นตามห้างร้าน ไปจนถึงสินค้าโอท็อปจากชุมชนข้างเคียงที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการวางขาย มีแค่ค่าแรงพนักงานบางส่วน ประเภทสินค้าแต่ละร้านก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะใช้ดาต้าในการเลือกของที่เหมาะกับโลเคชันและความนิยม อะไรขายดี สั่งเพิ่ม อะไรขายไม่ดี สั่งน้อยลง ถ้าขายไม่ดีมาก ๆ ก็พิจารณาเพื่อยกเลิก แต่ก่อนจะยกเลิกต้องมีกระบวนการตรวจสอบและวิเคราะห์ก่อนว่าทำไมถึงขายไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น ธนพิริยะสาขาหน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเข้าใจเด็กหอ จึงมีน้ำเปล่าขวดใหญ่ให้เลือกเยอะ บวกกับเด็กมหาวิทยาลัยเป็นวัยรักสวยรักงาม สาขานี้จึงมี Beauty Zone ขนาดใหญ่กว่าสาขาอื่น ส่วนวัตถุดิบเครื่องปรุงอย่างกะปิหรือน้ำปลาจะมีน้อยหน่อย แต่ต้องมีให้ครบสำหรับกลุ่มลูกค้าอื่น ๆ รอบ ๆ เพราะพวกเขาจะไม่ยอมทิ้งลูกค้ากลุ่มไหนไว้ข้างหลัง

ทายาทรุ่นสาม ‘ธนพิริยะ’ ร้านค้าปลีก-ส่งในเชียงราย ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

08

การทำงานระหว่างรุ่นพ่อกับรุ่นลูกไม่ได้ราบเรียบอยู่เสมอ หลายเรื่องก็ความคิดไม่ตรงกัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องการลงทุนสินทรัพย์ 

รุ่นพ่อบอกว่า รถเก่าอายุ 20 ปีก็ยังใช้ได้ดีอยู่

รุ่นลูกต้องคำนวณตัวเลขค่าซ่อมรถใน 1 ปีมาชี้ให้เห็นว่า รวม ๆ ก็ราคาเทียบเท่ารถใหม่แล้ว

คุณพ่อจะระมัดระวังมากกว่า ขณะที่คุณลูกมีความใจถึง คุณสมบัติทั้งสองถ้าสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งก็อาจเป็นผลเสียต่อบริษัท แต่ครอบครัวพุฒิพิริยะ เลือกจับเข่านั่งคุยแลกเปลี่ยนความเห็นให้เข้าใจถึงเหตุผลของแต่ละฝ่าย แล้วปรับเข้าหากันให้ได้มากที่สุด

แผนระยะสั้น คือการขยายสาขาไปสู่จังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือ ส่วนแผนระยะยาวที่แน่นอนตอนนี้ คือการรักษามาตรฐานและพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ธนพิริยะ’ ร้านค้าปลีก-ส่งในเชียงราย ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

ทายาทคนนี้สรุปสิ่งที่ทำให้ธนพิริยะยืนระยะมาได้เกือบ 60 ปีไว้สั้น ๆ ว่า

“เรามีสาขาใกล้ผู้คน มี Service Mind ของพนักงานที่คอยช่วยเหลือลูกค้า

“เราต้องซื่อสัตย์ ผมซีเรียสเรื่อง Shelf Life มาก ๆ เราจะไม่ให้สินค้าหมดอายุไปถึงมือลูกค้า ของทุกชิ้นต้องเป็นของแท้

“เราต้องขยัน ขยันไว้ก่อน จริง ๆ ทำงานอะไรก็ต้องขยัน

“เราต้องปรับตัว ปรับยังไง ปรับแล้วดีหรือไม่ดีก็ต้องประเมินผล

“เราต้องอดทน อดทนอย่างมีเหตุผล มีข้อมูลรองรับ บางอย่างไม่ได้มาในข้ามคืน มันต้องใช้เวลา แต่ต้องไม่หลอกตัวเอง อะไรที่ไม่เวิร์กจริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่าไม่เวิร์ก

“สุดท้ายคือการดูแลคนให้ดี ถ้าเขาไม่มีเรื่องกังวลในชีวิตมากนัก เขาจะทำงานได้ดี แต่ไม่ใช่แค่พนักงาน เราดูแลไปถึงคู่ค้าและคนในชุมชนตามแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) เพราะเขาก็คือลูกค้าเรานั่นแหละ”

“สำหรับผม ธุรกิจนี้คือการดูแลคน เรามีหน้าที่ในการหาสินค้าดี ๆ มาให้กับลูกค้าในราคาที่เหมาะสม ทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี การทำธุรกิจจึงเป็นหน้าที่ในสังคมที่เราต้องทำ”

ทายาทรุ่นสาม ‘ธนพิริยะ’ ร้านค้าปลีก-ส่งในเชียงราย ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะอยากให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load