สิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองเชียงใหม่แตกต่างจากที่อื่น ๆ ก็คือ ดอย 

โดยเฉพาะดอยสุเทพที่ทำให้ลักษณะภูมิศาสตร์ของเชียงใหม่มีความพิเศษ มีป่าอยู่ใกล้ชิดกับเมือง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เข้าถึงผืนป่าได้อย่างง่ายดาย ตลอดระยะเวลามากกว่า 700 ปีที่เชียงใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา ชีวิตของผู้คนที่นี่ต่างสัมพันธ์กับดอยสุเทพในหลายด้าน ทั้งเป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งกำเนิดสายน้ำต่าง ๆ ที่ไหลลงมาหล่อเลี้ยงคูเมือง ไร่นา และประปาเมือง เป็นแหล่งอาศัยของคนและสัตว์ เป็นประเพณี เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งเป็นศูนย์รวมใจของผู้คนเชียงใหม่ จึงไม่น่าแปลกใจหากมีใครไปทำอะไรให้ดอยแห่งนี้แหว่งเว้าขึ้นมา ชาวเชียงใหม่ก็พร้อมใจกันลุกขึ้นมาต่อต้าน

ระยะเวลายาวนานทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองเชียงใหม่กับดอยสุเทพแนบชิดเป็นอันหนึ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ แม้แต่สมัยปัจจุบันคราวที่ปัญหาหมอกควัน PM 2.5 มาใหม่ ๆ ยังไม่มีใครรู้จักแอปพลิเคชัน Air Visual ชาวเมืองเชียงใหม่ก็ยังใช้ดอยสุเทพนี้เองเป็นตัวชี้วัดระดับของควัน วันไหนหนักหนาหน่อยก็มองแทบไม่เห็นดอย

ความสัมพันธ์ที่ดอยกับเมืองเป็นหนึ่งเดียวกัน แสดงออกมาให้เห็นผ่านความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ หากเมืองเปลี่ยนแปลง ดอยสุเทพก็เปลี่ยนไป สายน้ำจากดอยที่เคยหล่อเลี้ยงเมืองทุกวันนี้เริ่มเหือดแห้ง อากาศหนาวบางปีมาไวก็จากไปเร็ว ฤดูกาลที่ผิดเพี้ยนผลผลิตก็ยากจะงอกงาม สรรพเสียงจากนกป่าที่ค่อย ๆ ลดสำเนียงและชนิดลงไปทุกที เมืองที่ขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว ผู้คนที่อยู่ในเมืองมากขึ้น ทำให้วิถีของพวกเขาเริ่มออกห่างจากดอย ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและดอยเริ่มจางหายลืมเลือน คุณค่าของดอยในท้ายที่สุดอาจเหลือไว้แต่การเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ

การมองตัวเมืองเชียงใหม่แยกส่วนออกจากดอยทั้งที่เป็นพื้นที่ร่วมกัน มีแต่จะส่งผลเสียต่อไป 

หลายปัญหาในเมืองแก้ไขได้จากการฟื้นฟูดอย หลายปัญหาจากบนดอยก็แก้ไขได้จากในเมือง หากมองเห็นความสัมพันธ์เดิมที่มีอยู่ระหว่างดอยสุเทพและเมืองเชียงใหม่ เพราะเมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาสัมพันธ์กับดอยตั้งแต่เริ่มตั้ง

นี่เองจึงเป็นที่มาของการเกิดขึ้นของ ‘หลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา’ วิชาที่จะทำให้ผู้คนไม่ใช่แค่ได้รู้จักกับดอยสุเทพในทุกแง่มุม แต่จะทำให้คนเข้าใจดอยสุเทพ และสานสัมพันธ์ผู้คนในเมืองกับดอยสุเทพให้กลับมาอีกครั้ง

นี่คือความพยายามที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ระหว่างศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับภาคีจำนวนมากที่เคยทำงานเกี่ยวกับดอยสุเทพด้านต่าง ๆ มาร่วมมือกันออกแบบหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษาให้นำเสนอครบทุกมิติ 

เราชวน รศ.ดร.ประสิทธิ์​ วังภคพัฒนวงศ์ หัวหน้าศูนย์​ธรรมชาติ​วิทยา​ดอ​ยสุ​เทพ​เฉลิม​พระ​เกียรติ​ฯ​ หนึ่งในคณะจัดทำมาเป็นตัวแทนเล่าแนวคิดเบื้องหลังการทำ ‘หลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา’ ของพวกเขา

'ดอยสุเทพศึกษา' วิชาที่ทำให้ผู้คนเข้าใจดอยสุเทพ และอยู่ร่วมกับดอยสุเทพอย่างยั่งยืน

“เวลาพูดถึงดอยสุเทพ รายละเอียดของดอยมันเยอะมาก ถ้าพูดจากมุมของผมที่เป็นนักชีววิทยา ผมจะพูดถึงดอยสุเทพในมุมของต้นไม้ ผมทำงานอยู่ในแง่ของกายภาพเยอะ เพราะฉะนั้นผมเลยไม่ได้ทันนึกถึงประเด็นอื่น การที่มีผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับดอยสุเทพหลายแง่มุมมารวมกันจึงสำคัญ เช่น อาจารย์ทางด้านมานุษยวิทยาหรือสังคมมาพูดถึงดอยสุเทพในแง่มุมของวิถีชีวิตของผู้คน ของวัฒนธรรม ของประเพณีที่ผูกโยงกับดอยสุเทพ ตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษา อาจารย์สตีฟ (Stephen D. Elliott) พูดเสมอว่า ‘ดอยสุเทพดอยเดียว มีความหลากหลายทางชีวภาพไม่ด้อยไปกว่าเกาะอังกฤษทั้งเกาะ’ แค่ในมุมของชีววิทยานะครับ ถ้ารวมแง่มุมอื่น ๆ เกี่ยวกับดอยสุเทพเข้าไปอีกจะขนาดไหน

“ผมอยากให้คนทั่วไป คนที่สนใจดอยสุเทพ ได้รู้จักดอยสุเทพในทุกแง่มุม ทุก ๆ มิติ แต่ผมทำเองคนเดียวไม่ได้ ผมไม่ได้รู้ทุกเรื่อง งั้นเรามาร่วมมือกันดีกว่า ซึ่งผมคิดตรงกันว่า ปัจจุบันมันยังไม่มีหลัก คนนั้นก็พูดถึงดอยสุเทพ คนนี้ก็พูด แต่ไม่มีการนำความรู้นำมารวมกัน และมันมีความสำคัญจริง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องของความสวยงาม เรื่องเชิงกายภาพ เชิงชีววิทยา เชิงสังคม เชิงประวัติศาสตร์ และเชิงวัฒนธรรม ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับคนเชียงใหม่หมด”

ปัจจุบันคณะทำงานที่มาร่วมกันออกแบบหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษามีทั้งหมด 8 หน่วยงาน ได้แก่ 

  • ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชี่ยวชาญเรื่องชีววิทยา ธรณีวิทยา และระบบนิเวศป่าของดอยสุเทพ
  • คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยดูในมุมมองเชิงสถาปัตย์ ความสัมพันธ์ทางพื้นที่ระหว่างดอยสุเทพกับเมืองเชียงใหม่
  • สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรม
  • คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ เชี่ยวชาญเรื่องของชุมชนต่าง ๆ ซึ่งดอยสุเทพมีพื้นที่คลุมถึง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอหางดง อำเภอแม่ริม และอำเภอแม่แตง
  • อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ให้ความรู้ด้านการทำงานของอุทยานแห่งชาติ
  • สภาลมหายใจเชียงใหม่ กลุ่มภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหมอกควันเชียงใหม่
  • เขียวสวยหอม กลุ่มภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในเมือง
  • เครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้งดอยสุเทพ-ปุย กลุ่มชาติพันธุ์บนดอยสุเทพและดอยปุย มาให้องค์ความรู้ของกลุ่มชาติพันธ์ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ทั้ง 8 หน่วยงาน คือกลุ่มคนที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับดอยสุเทพ และในอนาคต กลุ่มผู้ออกแบบวิชาจะเพิ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับดอยสุเทพมาช่วยเสริมหลักสูตร เพื่อทำให้วิชานี้นำเสนอเรื่องราวได้ครบทุกแง่มุมที่สุด

“เหตุผลที่วิชาดอยสุเทพศึกษาต้องนำเสนอได้ทุกแง่มุมที่สุด เกิดจากมุมมองของตัวผม พอเป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็มีแว่นของนักวิทยาศาสตร์อยู่ ผมสนใจแต่สิ่งที่วิจัย ส่วนงาน NGO หรือชุมชน เขาจะมีแว่นของเขา เรามองดอยสุเทพขนานกันมาโดยตลอด สถานการณ์บางอย่างใช้แว่นอันเดียวมองไม่ได้ เพราะโจทย์หลายอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้ ไม่ว่าจะท้องถิ่นหรือระดับจังหวัด ตอบด้วยเครื่องมือเดียวไม่ได้ ต้องใช้หลายเครื่องมือจากแต่ละศาสตร์มาช่วยกัน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนร่วมมือกัน จะให้นักวิทยาศาสตร์แก้โจทย์สังคมวัฒนธรรมก็ไม่ใช่ เราเลยต้องร่วมมือกัน

'ดอยสุเทพศึกษา' วิชาที่ทำให้ผู้คนเข้าใจดอยสุเทพ และอยู่ร่วมกับดอยสุเทพอย่างยั่งยืน
'ดอยสุเทพศึกษา' วิชาที่ทำให้ผู้คนเข้าใจดอยสุเทพ และอยู่ร่วมกับดอยสุเทพอย่างยั่งยืน

“ในฐานะคนที่ออกแบบวิชา ทุกครั้งที่ประชุมร่วมกัน พอได้ฟังอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ผมเองก็ได้ความรู้ ได้แง่มุมใหม่ ๆ เกี่ยวกับดอยสุเทพจากแต่ละศาสตร์ ตอนที่ผมจะเรียนจบ ผมทำงานวิจัยที่อำเภอแม่แจ่ม เรื่องนิเวศวิทยาไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอ ผมต้องขึ้นลงแม่แจ่มอยู่ 20 เดือน ไปเอาตัวอย่างใบไม้มาวิจัย ประเด็นคือ ตอนที่ผมไปทำวิจัย ผมมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์มาก ๆ ไม่สนใคร ไม่คุยกับใครเลย ผมไม่ได้ถูกฝึกมาให้เข้าใจบริบทสังคม 

“พอมองย้อนกลับไป ผมเสียดายนะครับ ทำไมถึงไม่พยายามเรียนรู้บริบทต่าง ๆ ที่เป็นผลให้เขาทำไร่หมุนเวียน บางทีเหตุผลไม่ได้เป็นเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเดียว มันมีเหตุผลอื่น เชิงสังคม เชิงวัฒนธรรม เขาอยู่ตรงนั้นมานาน เขาก็ต้องมีเหตุผลของเขา แต่สนใจเฉพาะผลวิจัยของผม ทั้งที่ในโลกนี้ยังมีคำว่า การทำงานที่ชุมชนมีส่วนร่วมอยู่ ผมเพิ่งมารู้จักคำนี้ในภายหลัง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หากมีโจทย์ใดขึ้นมา เราควรจะต้องใช้แว่นตาของหลาย ๆ ศาสตร์มามอง

“ในที่ประชุม บางคนไม่ได้มองว่าดอยสุเทพเป็นแค่ภูเขา เขามองว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งก็ตรงกับหลักหนึ่งของนิเวศวิทยา เขาเรียกกันว่าเป็น Super Organism เขามองโลกทั้งโลกเป็น Super Organism มีพลวัตร ถ้ามองดอยสุเทพไม่เป็นแค่ก้อนหิน ดิน ต้นไม้ มันมีอย่างอื่นอีกมากที่อยู่ร่วมกันในภูเขาลูกนั้น มีความสัมพันธ์ต่าง ๆ มากมาย และเกี่ยวโยงมาถึงในเมืองเชียงใหม่ ในหลักสูตรวิชาดอยสุเทพ เราแบ่งย่อยรายวิชาต่าง ๆ ตามแต่ละแง่มุมของดอยสุเทพ

“หลักสูตรนี้เลยมีวัตถุประสงค์หลักที่วางไว้ว่า คนที่สนใจดอยสุเทพที่มาเรียน ไม่ใช่แค่คำว่า ‘รู้จัก’ แต่เราอยากให้เขา ‘เข้าใจ’ ดอยสุเทพมากขึ้นในทุกมิติ ที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะในหลักการออกแบบวิชา คนทางด้านการศึกษาจะมีหลักการมองวัตถุประสงค์ของวิชาอยู่ว่าจะให้ผู้เรียนได้รับระดับไหน จำได้ เข้าใจ วิเคราะห์ ประยุกต์ และขั้นสุดท้ายคือ สังเคราะห์ ซึ่งจุดสูงสุดของการศึกษาก็คือการให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ไปสังเคราะห์ใช้ในชีวิตของเขา

การร่วมมือกันของ 8 หน่วยงานที่สร้างหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา ให้ครอบคลุมทุกมิติการเรียนรู้ภูเขาแห่งเชียงใหม่

“คำว่า สังเคราะห์ ในความหมายของผม คือ สมมติมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น จะเอาความรู้ทั้งหมดที่ได้สังเคราะห์มาจัดการสถานการณ์นั้นได้ไหม ถ้าเกิดตอนนั้นเครื่องมือที่เคยมีมาก่อนใช้ไม่ได้อีกแล้ว เช่น มีเครื่องมืออยู่ A B และ C คุณหยิบเอาเครื่องมือนี้ไปใช้แก้ปัญหาได้ แต่ในอนาคตข้างหน้า เครื่องมือ A B C อาจใช้การไม่ได้ คุณจะสังเคราะห์ความรู้ที่ได้รับ สร้างเครื่องมือ D ขึ้นมาใหม่เพื่อจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ไหม นี่คือจุดสูงที่สุดของการศึกษา มันเกิดขึ้นค่อนข้างยาก นี่เป็นผลลัพธ์สูงสุดที่ผมมองไว้ เลยเป็นโจทย์สำคัญที่ทีมออกแบบหลักสูตรต้องหารือกันต่อ

“ตอนทีมออกแบบวิชาประชุมกัน มีคนเสนอว่า อยากให้ข้าราชการเรียนวิชาดอยสุเทพศึกษาเช่นกัน เพราะระบบราชการที่ย้ายมารับตำแหน่งจากที่อื่น ทำให้ไม่รู้บริบทของเชียงใหม่ วิชานี้จะช่วยให้เขามองเห็นความสัมพันธ์ของดอยและเมือง มีประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาเมืองหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ผมมองว่านี่เป็นแนวคิดที่ดีและน่าสนใจ”

การร่วมมือกันของ 8 หน่วยงานที่สร้างหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา ให้ครอบคลุมทุกมิติการเรียนรู้ภูเขาแห่งเชียงใหม่

เพื่อให้คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักศึกษาก็เข้าเรียนวิชาดอยสุเทพศึกษาได้มากที่สุด ผู้ออกแบบวิชาจึงเลือกให้วิชาดอยสุเทพศึกษาอยู่ในโครงการ ‘วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต’ (School of Lifelong Education) เรียกสั้น ๆ ว่า LE ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสมัครเข้ามาเรียนในรายวิชาที่สนใจผ่านเว็บไซต์ 

“หลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา ผมตั้งใจไว้ว่าจะให้มีส่วนของการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ ซึ่งผู้เรียนกดเข้ามาเรียนได้ตามเวลาที่เขาสะดวกผ่านระบบการสอนของ LE เมื่อเรียนภาคบรรยายจนครบชั่วโมงที่กำหนดไว้ ก็จะมาสู่ภาคปฏิบัติที่จะพาผู้เรียนขึ้นดอยไปศึกษาและลงมือในพื้นที่จริง ใครสนใจด้านชุมชนบนดอยก็จะได้ไปลงทำงานในชุมชนจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าทุกคนจำเป็นต้องเรียนให้จบหลักสูตร เราเปิดกว้างให้ตามที่แต่ละคนสนใจ

“ท้ายที่สุด ผมหวังว่าการเกิดขึ้นของวิชาดอยสุเทพศึกษา จะทำให้ผู้คนเข้าใจดอยสุเทพมากขึ้นไม่มากก็น้อย เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอะไรเกิดขึ้นกับดอยสุเทพ เขาจะรู้แล้วว่ามีที่พื้นที่ตรงนี้ที่เขาเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับดอยสุเทพได้”

การร่วมมือกันของ 8 หน่วยงานที่สร้างหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษา ให้ครอบคลุมทุกมิติการเรียนรู้ภูเขาแห่งเชียงใหม่

ปัจจุบันหลักสูตรวิชาดอยสุเทพศึกษายังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสสุดท้ายของ พ.ศ. 2565 

ผู้ที่สนใจ ติดตามความเคลื่อนไหวของวิชาดอยสุเทพศึกษาได้ทาง Facebook : ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ คณะวิทยาศาสตร์ มช

Writer

Avatar

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

Avatar

ธิรารัตน์ พุทธวงศ์

มีเชียงใหม่เป็นบ้านเกิด หลงใหลธรรมชาติ รักสีบลู แมวดำ และชอบกินผลไม้สีเหลือง Facebook | Out of Tune

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เมื่อคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เรามักนึกถึงพระองค์ในฐานะ ‘พ่อ’ ผู้ยิ่งใหญ่ อบอุ่น ภาพที่เราคุ้นตาคือภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปในท้องถิ่นทุรกันดาร ทรงงานหนักเพื่อประชาชน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทุกๆ เรื่อง

เราไม่ค่อยได้นึกถึงพระองค์เมื่อครั้งยังเป็นยุวกษัตริย์ เมื่อกว่า 70 ปีก่อน ครั้งพระราชหฤทัยของพระองค์โถมทับด้วยความเศร้าจากการสูญเสีย ‘พี่ชาย’ ผู้เป็นที่รัก-พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และต้องทรงสืบราชสมบัติ รับภาระแห่งแผ่นดินพร้อมทั้งความหวังของประชาชน เป็นภาระอันแสนยิ่งใหญ่และหน่วงหนักที่มาถึงพระองค์อย่างไม่เคยคิดฝันในพระชนมพรรษาเพียง 18 ย่าง 19 พรรษา

แต่ก็ทรงผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้อย่างองอาจกล้าหาญด้วยขัตติยมานะ และด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ ทั้งความรักลึกซึ้งที่ทรงมีแด่ ‘พี่ชาย’ ผู้เป็นยิ่งกว่าพี่น้อง ยิ่งกว่าเพื่อนสนิท ประดุจดังเงาของกันและกัน

และความรักที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยของพระองค์

นี่เป็นสิ่งที่เราจะได้รับจากการอ่านพระราชนิพนธ์ 2 เรื่องแรกที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ได้แก่ พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 และ เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์

พระราชนิพนธ์ทั้งสองเรื่องจึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘พระราชนิพนธ์แห่งความรัก เมื่อต้นรัชกาลที่ 9’

ที่ว่าเป็นพระราชนิพนธ์เมื่อต้นรัชกาลที่ 9 ก็เพราะว่าทั้งสองเรื่องนี้ทรงพระราชนิพนธ์ในเวลาไล่เลี่ยกันภายในช่วงเวลา 100 วันหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เรื่อง พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อรวบรวมพิมพ์ในหนังสือ พระราชานุกิจกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชทานในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วันถวายพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล วันที่ 20 กันยายน 2489

ส่วน เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ เป็นบันทึกประจำวันส่วนพระองค์ ซึ่งทรงบันทึกไว้ระหว่างวันที่ 16 – 22 สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนและระหว่างวันที่เดินทางเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาได้พระราชทานให้นำบันทึกนี้ลงพิมพ์ใน วงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม 2490

ความหมายของคำว่า ‘พระราชานุกิจ’ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่าหมายถึง “กิจส่วนน้อยอันพระเจ้าแผ่นดินพึงทรงประพฤติเป็นการส่วนพระองค์ ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน เช่น เสด็จเข้าที่บรรทมเวลานั้น บรรทมตื่นเวลานั้น เสวยเวลานั้น เสด็จประพาสเวลานั้น เป็นต้น” พูดง่ายๆ ก็คือ กิจวัตรประจำวันนั่นเอง ต่างจากคำว่า ‘พระราชกิจ’ หรือ ‘พระราชกรณียกิจ’ ที่หมายถึง “กิจส่วนสำคัญอันพระเจ้าแผ่นดินพึงทรงประพฤติเพื่อประโยชน์แก่แผ่นดิน เช่นเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน ทรงปรึกษาราชการแผ่นดิน ทรงดำเนินพระบรมราโชบายในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นต้น” อย่างไรก็ตาม พระราชานุกิจกับพระราชกิจหรือพระราชกรณียกิจ แท้จริงแล้วก็แยกกันไม่ออก ต่างมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงถึงกันอยู่

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังทรงสันนิษฐานอีกว่า พระราชานุกิจที่กำหนดเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประพฤติหรือปฏิบัติกิจต่างๆ นี้มีต้นเค้ามาจากคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์ของอินเดีย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลซึ่งตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ประมาณ พ.ศ. 2001 แสดงให้เห็นถึงพระราชานุกิจว่า “พระเจ้าแผ่นดินย่อมทรงประพฤติพระราชกิจต่างๆ เป็นระเบียบและตามกำหนดเวลาแน่นอน เช่น เสด็จออกขุนนางวันละ 3 ครั้ง คือ เวลาเช้า 10 นาฬิกาเสด็จออกพิพากษาคดี เวลาบ่าย 14 นาฬิกาเสด็จออกที่เฝ้ารโหฐาน เวลาค่ำ 20 นาฬิกาเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน เป็นต้น พระราชกิจอย่างอื่นก็จัดเข้าระเบียบประพฤติโดยมีกำหนดเวลาเป็นทำนองเดียวกัน ข้าราชการผู้มีหน้าที่ในราชกิจอย่างใดก็เข้าเฝ้าแหนตามกำหนดเวลาทรงปฏิบัติราชกิจนั้นเสมอไม่ต้องนัดหมาย…”

การบันทึกพระราชานุกิจของพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ในแต่ละรัชกาลไม่ได้มีการทำอย่างเป็นระบบ มักจะเป็นการเรียบเรียงขึ้นหลังจากสิ้นรัชกาลแล้ว โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียบเรียงพระราชานุกิจของรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ส่วนของรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียบเรียง ทรงใช้วิธีสกัดเอาจากเอกสารหรือบันทึกต่างๆ รวมทั้งพระราชพงศาวดาร หรือมิฉะนั้นก็ทรงสอบถามจากผู้ถวายรับใช้ใกล้ชิด เช่น พระราชานุกิจในรัชกาลที่ 4 กรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ์ ผู้เป็นพระราชธิดาทรงเล่าประทาน

ต่อมาเมื่อถึงรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ก็ไม่ได้มีการบันทึกพระราชานุกิจเอาไว้ จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสวรรคตลง จึงได้ไปขอต้นฉบับพระราชานุกิจที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียบเรียงไว้แล้วจากหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล เพื่อจะนำมาจัดพิมพ์ หม่อมเจ้าพูนพิศมัยทรงแนะนำว่า ควรจะเรียบเรียงพระราชานุกิจให้ครบทั้ง 8 รัชกาล เพื่อรักษาเรื่องราวอันเป็นส่วนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของชาติไว้ ถ้าช้าไปคนที่รู้เรื่องล่วงลับไปหมดแล้ว เรื่องก็จะศูนย์ไปเสีย” ดังนั้น การเรียบเรียงพระราชานุกิจในรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 นั้น จึงได้ขอให้ผู้ที่ถวายการรับใช้ใกล้ชิด ได้แก่ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 6 และหม่อมเจ้าอมรทัต กฤดากร สมุหราชองครักษ์และราชเลขานุการในพระองค์รัชกาลที่ 7 เป็นผู้เรียบเรียงตามลำดับ

ส่วนของรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระราชอนุชาที่สนิทคู่พระทัยทรงเป็นผู้เรียบเรียง

ตรงนี้เองที่เป็นที่มาของคำว่า ‘พระราชนิพนธ์แห่งความรัก’ เพราะถ้าใครเคยได้อ่านหนังสือ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ก็จะเห็นว่า ในหลวงรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 นั้นทรงเป็นพี่น้องที่รักและสนิทสนมกันมาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงนิพนธ์ไว้ว่า “ทรงเป็นมากกว่าพี่น้อง ทรงเป็นเหมือนแฝดกันเลย และทรงเป็นเพื่อนที่รักกันมากว่าเพื่อนอื่นๆ จะพอพระทัยในการเล่นด้วยกันมากกว่าเล่นกับผู้อื่น”

เพราะฉะนั้น ในการเรียบเรียง พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 จึงไม่มีผู้ใดอื่นที่จะเหมาะสมยิ่งไปกว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็น ‘น้องชาย’ ที่ติดตาม ‘พี่ชาย’ ไปทุกหนทุกแห่ง ในภาพเก่าๆ จะเห็นว่าทั้งสองพระองค์แทบจะไม่เคยแยกจากกันเลย จึงทรงทราบพระกิจวัตรประจำวันและรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชกิจต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 อย่างดีที่สุด

ใน พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 เป็นพระกิจวัตรประจำวันระหว่างที่ประทับอยู่ในประเทศไทยระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2488 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ตั้งแต่เวลาที่บรรทมตื่น คือเวลาประมาณ 08.30 – 09.00 น. เรื่องการเสวย ซึ่งได้บันทึกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ เช่นว่าไม่โปรดให้ห้องเครื่องจัดพระกระยาหารให้มากเกินไป โปรดให้จัดแต่พอดีๆ มีเวลาที่เสด็จลง ‘ปิกนิก’ ในสวนศิวาลัย ภายในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาไทยและพระพุทธศาสนาในเวลา 11.00 น. และ 15.00 น. ทั้งนี้เพราะประทับอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานานจึงต้องทรงศึกษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ก็มีเวลาว่างที่ทรงพักผ่อน เช่น ทรงขับรถเล่น ทรงดนตรีกับพระราชอนุชาและแขกรับเชิญ ทอดพระเนตรภาพยนตร์ ทอดพระเนตรการชกมวย ฯลฯ

ส่วนการประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ มีทั้งในพระนครและนอกพระนคร ที่สำคัญ คือการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรตามจังหวัดต่างๆ เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา โดยมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็น “ช่างภาพที่ติดตามทุกหนทุกแห่งและฝึกอาชีพการเป็นกษัตริย์ไปโดยไม่รู้ตัว” ไม่ว่าจะเสด็จฯ ไปที่ใด ราษฎรก็จะพากันมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ในหลวงรัชกาลที่ 8 จะโปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และทรงปราศรัยกับราษฎรด้วย

นี่เองอาจเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการดำเนินตามรอยพระบาท ‘พี่ชาย’ ในการเยี่ยมเยียนราษฎรเพื่อทำความรู้จักและรับรู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน

แม้ว่าจะทรงครองราชย์ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี และเสด็จกลับประทับในประเทศไทยเพียงชั่วเวลาสั้นๆ เพียง 2 ครั้ง คือในปี 2481 ครั้งหนึ่ง และ 2488 – 2489 อีกครั้งหนึ่ง แต่ในหลวงรัชกาลที่ 8 ก็ทรงเป็นที่รักของประชาชนอย่างมาก ทรงพระเมตตาและมีพระราชจริยวัตรที่งดงามโดยการอบรมของสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงสามารถผูกใจคนทั้งหลายไว้ได้ไม่ว่าจะเป็นชนชาติ ศาสนา หรือชั้นวรรณะใด ดังเช่นเมื่อครั้งที่เสด็จประพาสสำเพ็งให้ราษฎรชาวไทยเชื้อสายจีนได้เฝ้าฯ ชมพระบารมี ทำให้ความบาดหมางระหว่างไทย-จีนที่เคยมีมาก็หมดไป

พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 จึงถือเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาก เพราะอนุชนรุ่นหลังเช่นพวกเรามักไม่ค่อยทราบเรื่องราวเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 8 เท่าใดนัก ทั้งที่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็น ‘ศูนย์รวมใจ’ ที่นำประเทศไทยผ่านช่วงเวลาสำคัญในรอยต่อของประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงช่วงสมัยรัชกาลที่ 9 และที่สำคัญคือ พระราชานุกิจนี้บันทึกโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระราชอนุชาที่รักพี่ชายดั่งดวงใจ ดังที่ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขียนไว้ในหนังสือ ทำเป็นธรรม ว่า ทรงเป็นเสมือนอีกครึ่งหนึ่งของกันและกัน

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงในหลวงรัชกาลที่ 8 ไม่ว่าจะเป็นการถวายพระเกียรติยศต่างๆ รวมถึงการก่อตั้งทุนมูลนิธิอานันทมหิดลที่ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่เรียนดีให้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศชาติ การสร้างสะพานพระราม 8 และพระบรมราชานุสรณ์อื่นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ใครลืมเลือน ‘พี่ชาย’ ของพระองค์

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสวรรคตประมาณ 2 เดือน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็เสด็จฯ กลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 19 สิงหาคม 2489

พระราชนิพนธ์เรื่อง เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ เป็นบันทึกประจำวันส่วนพระองค์ในช่วงเวลานั้น คือบันทึกระหว่างวันที่ 16 – 22 สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเสด็จฯ ออกจากประเทศไทยและช่วงเวลาที่เสด็จฯ โดยเครื่องบินพระที่นั่งตามเส้นทางผ่านเมืองและประเทศต่างๆ ได้แก่ ประเทศศรีลังกา นครการาจี กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ จนไปถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี 2490 วารสารวงวรรณคดี จึงได้เชิญบันทึกส่วนพระองค์ที่นี้มาตีพิมพ์

ที่ว่าพระราชนิพนธ์นี้เป็น ‘พระราชนิพนธ์แห่งความรัก’ อีกเรื่องหนึ่งก็เพราะว่า เมื่ออ่านดูแล้ว เราจะเห็นว่าทรงแสดงความรักความห่วงใย คำนึงถึงประชาชนชาวไทยอยู่ตลอดเวลา ทรงบันทึกภาพว่า ในตอนนั้นเวลาที่เสด็จฯ ไปในงานพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 8 ราษฎรทั้งหลายต่างก็พากันมาเฝ้าฯ บางคนมาเป็นประจำจนทรงจำหน้าได้

ในวันที่ 19 สิงหาคม ทรงบันทึกว่า “เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาถามว่า จะอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาหรือไม่ในขณะที่ไปถวายบังคมพระบรมศพ ตอบเขาว่า ‘ให้เข้ามาสิ’ เพราะเหตุว่า วันอาทิตย์เป็นวันสำหรับประชาชน เป็นวันของเขา จะไปห้ามเสียกระไรได้ และยิ่งกว่านั้นยังเป็นวันสุดท้ายก่อนที่เราจะจากบ้านเมืองไปด้วย ข้าพเจ้าก็อยากจะแลเห็นราษฎร เพราะกว่าจะได้กลับมาเห็นเช่นนี้ก็คงอีกนานมาก”

พระราชนิพนธ์ตอนที่น่าจะเป็นที่รู้จักและประทับใจพวกเราคนไทยเป็นอย่างดีก็คือ ในบันทึกวันที่ 19 สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นวันที่เสด็จฯ ออกจากประเทศไทย ทรงบันทึกว่า ผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลไปรอส่งเสด็จตั้งแต่ที่พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว เนืองแน่นไปจนถึงบริเวณวัดเบญจมบพิตร ในขณะที่รถแล่นไปตามทาง ทรงบันทึกว่า “…ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่าอย่าละทิ้งประชาชน’ อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ ‘ทิ้ง’ ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ ‘ละทิ้ง’ อย่างไรได้…”

ข้อความนี้ ใครที่ได้อ่านหรือได้ยินได้ฟังแล้ว ก็คงจะรู้สึกจับใจอย่างมาก เพราะเมื่อลองคิดดูว่าพระองค์ในเวลานั้นเป็นเพียงยุวกษัตริย์ พระชนมพรรษาเพียง 18 ย่าง 19 พรรษาเท่านั้น ซ้ำยังเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหันโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ท่ามกลางความเศร้าเสียพระทัยที่สูญเสีย ‘พี่ชาย’ และต้องเป็นกำลังพระราชหฤทัยที่เข้มแข็งแก่แม่ที่กำลังทุกข์โทมนัสอย่างแสนสาหัส โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ พระองค์ทรงเห็นความรักของประชาชนที่ส่งเป็นกระแสจิตมา ผ่านแววตาแห่งความหวังและปรารถนาจะยึดพระองค์เป็นที่พึ่ง และพระองค์ก็ทรงกล้าหาญเหลือเกินที่จะตอบว่า พระองค์จะไม่ทอดทิ้งประชาชน หากประชาชนไม่ทอดทิ้งพระองค์

ในหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ และเจ้านายไทยในโลซานน์ บันทึกความทรงจำของครูส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ ๙ รวบรวมโดย ลีซองดร์ เซ. เซไรดารีส ระบุว่า “พระองค์ทรงระลึกถึงคำของราษฎรผู้หนึ่งที่กราบบังคมทูลหลังจากขึ้นครองราชย์เมื่อปีที่ผ่านมาขณะกำลังจะเสด็จฯ กลับสวิตเซอร์แลนด์ว่า ‘ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน’ ถ้อยคำนี้ติดอยู่ในพระราชหฤทัยมาก และถึงเวลาแล้วที่จะต้องทรงปฏิบัติพระองค์ตามที่ดวงพระชะตาลิขิตไว้”

เสียงร้องของชายคนหนึ่ง และความคิดที่อยู่ในพระราชหฤทัยในเวลานั้น เราคนไทยก็ได้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่คำพูดหรือความคิดที่เลื่อนลอย ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ เราแจ้งประจักษ์ใจว่า ทรงไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ทรงทำทุกอย่างเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทย และพระองค์เองก็ได้เปลี่ยนจากยุวกษัตริย์หนุ่มน้อย กลายเป็น ‘พ่อ’ หรือ ‘พ่อของแผ่นดิน’ ที่ประชาชนชาวไทยรักและเทิดทูนบูชา ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และเศร้าอาลัยอย่างที่ไม่มีอะไรจะเปรียบได้เมื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย

ท่ามกลางหมู่เมฆที่ดูราวกับสวรรค์ ซึ่งทรงมองผ่านจากหน้าต่างเครื่องบินที่มุ่งหน้าตรงไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะประทับอยู่พระองค์เดียวลำพังกับสมเด็จพระบรมราชชนนีโดยไร้พี่ชายที่รัก ทรงบันทึกไว้ว่า “หวนกลับไปนึกดูเมื่อ ๙ เดือนที่แล้วมา เรากำลังบินไปในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อจะเยี่ยมเยียนประเทศหนึ่ง เยี่ยมอาณาประชาชนที่เราต้องพลัดพรากจากมาถึง ๗ ปีเต็มๆ โดยที่เราเกือบไม่รู้เรื่องและข่าวคราวของบ้านเมืองและประชาชนของเราเลยแม้แต่น้อย… เดี๋ยวนี้เรากำลังบินจากประเทศนั้น จากประชาชนพลเมืองเหล่านั้นไปแล้ว การจากครั้งนี้มิได้เพียงแต่จากมาอย่างเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าได้จากเรื่องที่แล้วมาด้วย…”

ในวันนี้ที่พระองค์ทรง ‘จากสยาม’ ไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่ทรงใช้เวลา 70 ปีเพื่อที่จะ ‘รู้เรื่องและข่าวคราวของบ้านเมืองและประชาชน’ ของพระองค์ในทุกหนทุกแห่ง ทุกตารางนิ้วบนแผนที่ ทุกขุนเขา ที่ราบ เกาะแก่ง ผืนดิน อากาศ และผืนน้ำ ด้วยสองพระบาท ด้วยพระเมตตา และด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ เวลานี้พระองค์คงประทับอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ ณ สรวงสวรรค์

แม้ทอดพระเนตรลงมา พระองค์ก็คงจะทรงได้ยินเสียงร้องและคำพูดเดิมจากหัวใจของอาณาประชาราษฎร์ที่ว่า “อย่าละทิ้งประชาชน”

แต่ก็อย่างที่พระองค์ได้ทรงตอบแล้วเมื่อ 71 ปีก่อนว่า “ถ้าประชาชนไม่ ทิ้ง ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ ละทิ้ง อย่างไรได้”

คงอยู่ที่ความคิดและการกระทำของประชาชนชาวไทยนั้นเอง ว่าจะมี ‘ความรัก’ ของพระองค์ประทับอยู่ในดวงใจตลอดไปจนนิรันดร์หรือไม่

ภาพ : หอสมุดแห่งชาติ

Save

Writer

Avatar

ดร.อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล

เรียนจบและทำงานที่ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีไทย รวมถึงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 9

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load