13 กรกฎาคม 2562
12 K

ฉันคุ้นหูดอยผาหมีจากเหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย ไม่คิดว่าจะได้ไปเยี่ยมเยือนดอยผาหมี พร้อมกับสัมผัสวิถีชีวิตชาวอาข่าแบบดั้งเดิมผ่านมื้ออาหาร การเต้นระบำทำเพลง ตลอดจนประเพณีประจำชนเผ่า 

  ถ้าให้ย้อนไปก็คงราว 2 สัปดาห์ก่อน ฉันเห็นสายการบินสีแดงแจ๋ประกาศรับผู้ร่วมเดินทางไปกับ Journey D เหมือนว่าเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชนจัดการและดูแลกันเอง แน่นอนว่าเน้นความยั่งยืนและชุมชนมีส่วนร่วม 

  ถ้าให้ย้อนไปก็คงราว 2 ชั่วโมงก่อนถึงสนามบินเชียงราย ฉันนั่งกระสับกระส่ายด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าไม่เคยไปเชียงรายหรอกนะ แต่ยังไม่เคยไปใช้ชีวิตกับคนแปลกหน้าตลอด 2 วัน 1 คืน ใจหนึ่งก็กังวลว่าฉันจะกินอาหารแบบอาข่ากินได้จริงเหรอ จะใช้ชีวิตประจำวันเหมือนอาข่าทำได้จริงเหรอ อีกใจก็ต้องลองสักตั้ง ไม่ลองไม่รู้ ประสบการณ์ดีต้องรีบคว้า คิดไปให้หัวใจกังวลเล่น พอขึ้นเครื่องปุ๊บฉันก็หลับปุ๋ย ตื่นอีกทีก็ถึงจังหวัดเชียงรายโดยสวัสดิภาพแล้ว 

   กายพร้อม ใจพร้อม! ฉันออกมารอหน้าประตูสนามบิน มือล้วงกระเป๋าควานหาโทรศัพท์ติดต่อพี่คนขับรถ คุยเพียงไม่ถึงนาทีพี่เขาก็ถอยรถกระบะคันโก้มารอรับถึงหน้าประตู แถมมีสมาชิกพร้อมผจญภัยกับฉันอีก 2 คน พี่คนขับเขาเป็นอาข่าเหมือนกัน รับหน้าที่ประจำเป็นคนรับ-ส่งที่สนามบินและตามจุดแลนด์มาร์กสำคัญบนดอยผาหมี เรียกว่าอาสาดูแลพวกเราตลอดการเดินทางด้วยรถกระบะคู่กายและรอยยิ้มพิมพ์ใจ พร้อมบริการด้วยความเป็นมิตร 

  เป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง กว่าจะถึงดอยผาหมี มีผ่านด่านตรวจบ้างเป็นระยะ แต่ไม่น่าตกใจ ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสพร้อมให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พอถึงดอยผาหมี ไม้ผลัดถูกส่งต่อไปยังพี่แมวและป้าต้อย สองสาวต่างวัยเชื้อสายอาข่า รับตำแหน่งผู้สื่อความหมายชุมชน คอยแปลภาษาอาข่าให้กลายเป็นภาษาไทยกลาง และเป็นไกด์ท้องถิ่นคนเก่ง แนะนำทุกอย่างได้ละเอียดยิบ ไม่ว่าจะสถานที่ท่องเที่ยว เมนูอาหาร กิจกรรม และประเพณีดั้งเดิมของชาวอาข่า 

ดอยผาหมี
ดอยผาหมี

  พี่แมวและป้าต้อยชวนพวกเรานั่งพักในร้านกาแฟดอยผาหมี พร้อมเสิร์ฟน้ำมะนาวโซดาเรียกความสดชื่น ให้ร่างกายตื่นตัวหลังจากเดินทางมาหลายชั่วโมง ก่อนจะผลัดกันแนะนำตัวและบอกเล่าแผนการเที่ยวตลอดระยะเวลา 2 วัน 1 คืน แถมแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับดอยผาหมีให้เราฟัง เช่นดอยผาหมีมีที่มาจากภูเขาลูกโต ลักษณะคล้ายหมีนอนชันเข่า อีกเสียงก็บอกว่าสมัยก่อนบนดอยผาหมีมีหมีอาศัยอยู่เยอะ แต่ปัจจุบันไม่พบแล้ว อาจเป็นเพราะมีคนอาศัยอยู่มากจนกลายเป็นชุมชน บ้างก็ว่าคนอาข่าเก่งมากเรื่องทำยา ‘ดีหมี’ เป็นอวัยวะที่ใครต่างหมายปอง เป็นสาเหตุให้หมีลดลง 

  หลังจากคุยกันพอหอมปากหอมคอ เหมือนสนิทกันมานาน แต่ความจริงเจอกันยังไม่ถึงชั่วโมงเสียด้วยซ้ำ ป้าต้อยคงสังเกตว่าท้องเราต้องแอบร้องในใจว่าหิวแล้วแน่นอน เพราะไกด์คนเก่งพาเราเดินเท้าขึ้นไปถัดจากร้านกาแฟดอยผาหมีเพื่อทานอาหารสูตรอาข่าของแท้ที่ร้านภูฟ้าซาเจ๊ะ ขายทั้งอาหารอาข่าสูตรต้นตำรับและอาหารไทยตามสั่ง แถมยังเป็นโฮมสเตย์รองรับแขกทั่วประเทศ จากการสังเกต มีคนต่างถิ่นแวะเวียนมาดอยผาหมีอย่างไม่ขาดสาย ขอเป็นพยานด้วยสองตา

เอาล่ะ ก่อนท้องจะส่งเสียงร้องทำฉันขายหน้าป้าต้อย ขอเปิดกันด้วยอาหารอาข่ามื้อแรกเลยแล้วกัน

ดอยผาหมี

อาหารอาข่ามื้อแรก

อาหารมื้อแรกเรานั่งทานบนร้านอาหารภูฟ้าซาเจ๊ะ ปรุงด้วยรสมือสาวอาข่าแท้บนดอยผาหมี ประกอบด้วย 5 เมนู มียำผักกวางตุ้งใส่งาขาวและถั่วบด หมูผัดรากชู รากชูเป็นผักอเนกประสงค์ของคนอาข่า ใส่ได้ทั้งน้ำพริก ต้ม ผัด แกง ทอด จะคล้ายกระชายก็ไม่เชิง แต่รสร้อนแรงพอสมควร ถ้วยถัดมาเป็นน้ำพริกมะเขือเทศแนมกับผักเลื้อย ในใจเราแอบคิดว่าต้องคล้ายน้ำพริกอ่องแน่นอน ผิดคาด ไม่เหมือนโดยสิ้นเชิง แต่อร่อยไม่แพ้กัน อีกถ้วยเป็นแกงมันอาลูใส่ผักกาดดองพ่วงด้วยกระดูกอ่อน ใครชอบกินมันต้องหลงรัก รสชาติไม่จัดจ้าน ซดเพลินคล่องคอ จานสุดท้ายเป็นปลานิลตัวโตราดพริกใส่มะเขือเทศ ตามร้านอาหารที่เคยกิน ปลาราดพริกมักเผ็ดและหวานหน่อย แต่ของอาข่าจะเปรี้ยวจากมะเขือเทศ แต่เราชอบ ปลาก็สด ความเปรี้ยวเพิ่มความสดชื่นให้มื้ออาหารได้ดี ส่วนข้าวนึ่งห่อมาในใบตองขนาดพออิ่ม ไม่พอขอเบิ้ลได้เลย 

  หลังจบมื้ออาหาร ป้าต้อยชวนเราดื่มชาร้อน ทำมาจากชาป่าผสมสมุนไพรอีก 2 ชนิด แค่ชงใส่กายังไม่ทันรินลงแก้วกลิ่นก็หอมมาแต่ไกล รสชาตินุ่มนวล เป็นสูตรเฉพาะของพ่อหลวงซาเจ๊ะ ที่อดีตเคยรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และบริเวณบ้านยังเป็นที่ประทับเสวยชาของพระองค์ เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมชุมชนดอยผาหมีอีกด้วย

ดอยผาหมี

        ถ้าอยากสนทนาภาษาชาหรือชวนพ่อหลวงซาเจ๊ะรำลึกถึงความหลังสุดประทับใจจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แวะเวียนมาจิบชาป่า ชิมอาหารอาข่า และนอนพักให้เต็มอิ่มได้ที่ร้านอาหารและโฮมสเตย์ภูฟ้าซาเจ๊ะ

ดริปกาแฟดอยผาหมีด้วยกระบอกไม้ไผ่

เราเติมพลังอาหารจนเต็มท้อง พี่แมวไม่รอรีชวนเราไปดริปกาแฟดอยผาหมีด้วยกระบอกไม้ไผ่ เคยดื่มกาแฟมาก็มาก สารภาพเลยว่าดื่มอย่างเดียวไม่เคยรู้มาก่อนว่าดริปกาแฟต้องทำอย่างไร เหมือนมีคนอ่านใจออกเลยจัดกิจกรรมสนุกมาเพื่อฉัน ขั้นตอนก็ไม่ยาก พี่แมวสอนว่าต้องบดเมล็ดให้ละเอียดด้วยการตำด้วยสาก ยิ่งละเอียดยิ่งดี จากนั้นเอากระดาษกรองกาแฟใส่ไปบนเครื่องดริปกระบอกไม้ไผ่ทำมือ วนน้ำร้อนบนกระดาษกรองสักนิดเพื่อทำความสะอาด แล้วตักกาแฟลงไปสัก 3 ช้อน รินน้ำร้อนพอให้กาแฟเปียกแล้วจึงรินอีกรอบ วนรอบกระดาษกรองจนน้ำกาแฟหยดลงแก้วด้านล่างจนหมด จากนั้นก็พร้อมดื่ม! ทำเอง ดื่มเอง ภูมิใจเอง แม้จะคิดในใจว่าง่าย แต่ก็ต้องอาศัยความใจเย็นไม่น้อยเลย 

โล้ชิงช้ามองวิวสีเขียว

ประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอาข่าจัดเพียงปีละครั้ง ครั้งละประมาณ 4 วัน ในช่วงเดือนเมษายน มีความเชื่อว่าชิงช้าสำหรับโล้ในประเพณีจริงห้ามแตะต้องก่อนกำหนด ถ้าเผลอไปแตะหรือโล้เล่นจะถือเป็นการผิดผี ทางชุมชนเลยทำชิงช้าจำลองไว้สำหรับนักท่องเที่ยวให้เปิดประสบการณ์การละเล่นพื้นถิ่น โล้ทีเห็นแต่ต้นไม้สีเขียว สดชื่นฉ่ำปอดมาก

อ้อ! พี่คนขับรถเล่าให้เราฟังว่า ตำนานของประเพณีการโล้ชิงช้ามาจากหนุ่มอาข่าเข้าป่าไปเจอสาวเปลือยกายห้อยโหนเถาวัลย์เล่นอย่างเพลิดเพลิน พอเห็นกันก็ชอบพอกันเลยพาเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน แล้วก็สร้างชิงช้าไว้ให้สาวเจ้าโล้เล่นแทนการโหนเถาวัลย์เหมือนตอนอาศัยอยู่ในป่า บางความเชื่อก็บอกว่าเป็นการฉลองให้กับเทพธิดาแห่งความสมบูรณ์

อาหารอาข่ามื้อที่ 2

  อาหารอาข่ามื้อที่ 2 มื้อนี้คล้าย Chef’s Table ป้าต้อยและทีมงานปรุงอาหารให้เราดูต่อหน้า ประกอบไปด้วย ลาบหมูสูตรอาข่า ไม่มีข้าวคั่วแบบลาบหมูอีสาน อร่อยและทานง่าย ยำผักเพิ่มกำลังวังชา เชื่อแล้วว่าคนอาข่าทานผักกันเก่งมาก ขอชื่นชม นั่นอาจเป็นเคล็ดลับอายุยืนก็เป็นได้ จานถัดมาเป็นไก่ผัดสมุนไพร น้ำพริกถั่วลิสง ความนัวของถั่วเราให้ผ่าน อีกถ้วยเป็นต้มจืดผักกาดดองใส่กระดูกหมู และจานสุดท้ายเป็นมันอาลูบดผัดกับเครื่องเทศสมุนไพร จานนี้ขอให้ 10 คะแนนเต็ม ด้วยรสชาติคล้ายมันบดต่างชาติแต่เครื่องเทศและสมุนไพรทำให้จานนี้แตกต่าง ถ้าประยุกต์กับสลัดก็โก้ไม่เบา

เต้นกระทุ้งไม้ไผ่กับพี่สาวอาข่า

ระหว่างทานอาหารอาข่ามื้อที่ 2 พี่สาวอาข่าเตรียมการแสดงเต้นรำกระทุ้งไม้ไผ่มาให้เราชม เป็นเหมือนการแสดงต้อนรับแขกผู้มาเยือน แถมยังให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยการออกลวดลายลีลาไปตามจังหวะและทำนองเพลงอาข่า แอบกระซิบว่าเต้นคร่อมจังหวะไปเยอะ แต่ชอบมากตรงที่ชุดประกอบการแสดงเต็มยศ หน้าผม เสื้อผ้า เครื่องหัวจัดเต็ม!

ชอบมากอันที่สอง เราลองไปสังเกตอุปกรณ์ให้เสียงอย่างลำโพงที่เป็นลำโพงบลูทูธ หรือแม้กระทั่งเพลงประกอบจังหวะยังเป็นเพลงที่เปิดจากแอปพลิเคชันยูทูบ ถ้าจำไม่ผิดคงเป็น ‘รวมเพลงอาข่า 2019’ เห็นแล้วเราประทับใจมาก

ดีดฝ้ายทำเชือกกับคุณแม่อาข่า

ดอยผาหมี
ดอยผาหมี

การทอผ้าเป็นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวอาข่า คุณแม่อาข่าสูงอายุผู้มากประสบการณ์การทอและปักผ้ามาสาธิตพร้อมกับชวนเราทำไปด้วยกัน ตั้งแต่การดีดฝ้ายให้ฝ้ายแตกตัว แล้วจับมาเป็นไจฝ้ายเพื่อใช้สำหรับการปั่นฝ้าย จะนั่งปั่นหรือยืนปั่นตามแต่จำนวนชั่วโมงบิน พอปั่นจนได้เป็นเส้นด้ายก็เอา 2 ม้วนมารวมกันเป็น 1 เส้น คุณแม่อาข่าอาสาถักเป็นเชือกให้เราดู ใช้เวลาไม่นานก็ได้เชือกเส้นยาว ประกอบด้วย 3 ลาย ทั้งแบบกลม แบบแบน และแบบเปีย 

  พอคุยกันเพลินก็สงสัยว่าคนอาข่าสมัยก่อนทำรองเท้าใส่กันอย่างไร คุณแม่พูดเป็นภาษาอาข่า พี่แมวและป้าต้อยอาสาแปลให้ได้ความว่า พื้นรองเท้าทำจากกาบของกระบอกไม้ไผ่ เพราะมีความทนทานแข็งแรง พอได้แล้วต้องเอามาต้มแล้วจับให้เป็นรูปทรงของเท้า จากนั้นตัดเย็บส่วนบนเป็นรองเท้าด้วยผ้าทอมือ สมัยนั้นใครปักเก่งเย็บเก่งแสดงว่ามีฝีมือ

เติมพลังด้วยข้าวปุกงา

  ข้าวปุกงาเป็นอาหารประกอบพิธีมงคลของชาวอาข่า ทำจากข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ เอามาใส่ครกไม้และตีด้วยสากไม้ทำเอง ตีจนข้าวเหนียวเป็นเนื้อเดียวกันเด้งเหมือนโมจิ จากนั้นใช้สากไม้ม้วนข้าวเหนียวขึ้นมา ตามความเชื่อต้องม้วนให้หมดภายใน 3 ครั้ง จากนั้นใช้ตอกรูดเนื้อข้าวเหนียวให้หลุดออกจากสาก นำมาปั้นเป็นคำๆ คลุกกับเกลือและงาขาว (งาดำจะใช้ในพิธีมงคล) เราลองชิมไป 2 – 3 ชิ้น อิ่มท้องไม่เบา พี่แมวบอกว่าคนอาข่าเวลาเข้าป่าก็จะพกข้าวปุกงาไปทานระหว่างทางด้วย เพราะอยู่ท้อง ส่วนกับข้าวก็หาเอาในป่า ปลาบ้าง พืชผักริมทางบ้าง จากการสังเกต เวลาทานอาหารทุกมื้อเขาจะใช้ใบตองแทนจานหรือถุงพลาสติกสำหรับห่อข้าวและขนม ส่วนกระบอกไม้ไผ่ท่อนพอเหมาะจะใส่แกง

ดอยผาหมี

  ลืมบอกไปว่าการตำข้าวปุกงาต้องแต่งกายด้วยชุดประจำชนเผ่าอาข่าเต็มยศ เราเห็นคุณแม่อาข่าท่านหนึ่งประดับเครื่องหัวด้วยเหรียญรูปี คุณแม่ท่านว่าเป็นเหรียญตกทอดมาจากบรรพบุรุษร่วม 100 ปี แถมมีมูลค่าจริง!

ระบายสีลูกสะบ้าที่เก็บมาจากป่า

ลูกสะบ้ามีมากในป่าใกล้ดอยผาหมี พี่แมวเลยเก็บมาให้เราและแขกผู้มาเยือนใช้ความคิดสร้างสรรค์ เหมือนเป็นการผ่อนคลายด้วยศิลปะบำบัด แม้ทักษะด้านศิลปะจะน้อยนิด แต่การได้ใช้สมาธิและหยุดอยู่กับตัวเองสักพักก็สบายใจดีเหมือนกัน เราเลยออกปากชวนคุณแม่อาข่ามาระบายสีด้วยกัน แม้ปากจะปฏิเสธ แต่มือจับพู่กันจุ่มสีโปรดพร้อมระบายลงลูกสะบ้า ระบายสีไปคุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่เคยระบายสีแบบนี้มาก่อน ครั้งแรกในชีวิตเลย”

  ฟังจบเราอมยิ้ม อมยิ้มด้วยความสุขและความน่ารักของผลงานศิลปะชิ้นแรกในชีวิตของคุณแม่

ดอยผาหมี
ดอยผาหมี

คุณแม่อาข่าอวยพรด้วยไข่สีแดง

  ก่อนจากกัน คุณแม่อาข่าทำพิธีเรียกขวัญให้เรา เปรียบเสมือนการอวยพรให้โชคดีและแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ นับเป็นสิริมงคลของชีวิต ด้วยการผูกข้อมือจากเชือกที่ถักเองจากฝ้าย และไข่ต้มย้อมสีแดงจากรากของแห้ว

  ระหว่างผูกข้อมือคุณแม่ก็บอกกับเราว่า “เป็นเหมือนแม่กับลูกกันแล้วนะ” 

  จบพิธีเรียกขวัญอย่างเรียบง่าย แต่กลับอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าให้ย้อนก็คงราว 2 สัปดาห์ก่อน ฉันต้องขอบคุณตัวเองที่กล้าตัดสินใจมาผจญภัย 2 วัน 1 คืน กับคนแปลกหน้าที่สุดท้ายกลายเป็นเหมือนคุณยายหรือคุณน้าครอบครัวเดียวกันจนฉันรู้สึกผูกพันด้วย แปลก แต่จริง 

นอกจากดอยผาหมี ฉันเชื่อว่าทุกเส้นทางยังมีประสบการณ์และวิถีชีวิตของผู้คนให้ฉันรวมถึงคุณได้เรียนรู้ และรอคอยการเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกันอีกมากมาย เข้าไปเลือกเส้นทางที่เหมาะกับตัวคุณเองได้ที่ journey-d.com

ดอยผาหมี

ชุมชนผาหมี จ.เชียงราย ติดต่อผู้นำท่องเที่ยวโดยชุมชน

นางสาวผกากานต์ รุ่งประชารัตน์ (พี่แมว) 089-449-7942

นางสาวรวิมล มงคลธนภูมิ (พี่แก้ว) 085-678-8508

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 ธันวาคม 2565
879

“เห็นดาวทองส่องสีรุจีแจ้ง

บอกเหตุสำแดงถึงพระบุตรา

ว่าพระองค์ทรงธรรมอันล้ำเลิศ

ลงมาบังเกิด ณ พื้นพสุธา”

ท่วงทำนองและเนื้อร้องของบทเพลง เห็นดาวทอง’ที่แปลจากต้นฉบับ Les anges dans nos campagnes ในภาษาฝรั่งเศส บรรเลงในความรู้สึกทุกคราที่โลกโคจรใกล้ครบรอบอีกคำรบ 

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

นานกว่า 2,000 ปีแล้ว ที่พระบุตรของพระเจ้าเสด็จลงมาบังเกิดยังคอกสัตว์ในเมืองเบธเลเฮม

ยามเที่ยงคืนของราตรีดึกสงัด บรรดาทูตสวรรค์ต่างขับร้องบทเพลงสดุดีต่อพระเป็นเจ้าที่ประสูติใหม่ในร่างทารกน้อยนามว่า ‘เยซู’ พลันอัศจรรย์ทั้งหลายก็ทยอยเกิดตามลำดับ

หนึ่งในนั้นคือการปรากฏขึ้นของดาวประจำพระองค์ที่ส่องแสงโชติช่วงกว่าดาวดวงใดบนแผ่นฟ้า

แสงสว่างของดาวดวงนั้นส่องไกลไปถึงทิศตะวันออก อันเป็นถิ่นฐานของโหราจารย์ 3 ท่าน ทั้งหมดมองเห็นดาวที่น่าอัศจรรย์ใจขึ้นทางตะวันตก จึงพากันติดตามแสงดาวมาถึงบ้านที่ประทับของพระกุมารเยซู ซึ่งที่นั่น ทั้งสามก็ได้ถวายของขวัญล้ำค่าประกอบด้วยทองคำ กำยาน และมดยอบแด่พระองค์

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

เพราะเหตุนี้ ‘ดาว’ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการประสูติของพระเยซูเจ้าที่เราพบเห็นได้หนาตาช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในรูปแบบของสิ่งประดับตกแต่งทั้งหลาย ทั้งบนยอดต้นสน ฝาผนัง ชายคา หรือเป็นลวดลายบนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งในประเทศไทยยังมีสถานที่หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับดาวคริสต์มาสมากถึงขั้นจัดงานแห่ดาวจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกด้วย

ที่แห่งนี้มีนามว่า ‘ท่าแร่’ ซึ่งคนท้องที่ภาคอีสานออกสำเนียงว่า ‘ท่าแฮ่’

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร แบ่งการปกครองออกเป็น 8 หมู่บ้าน มีถึง 7 หมู่บ้านที่ลูกบ้านนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ด้วยจำนวนประชากรชาวคริสต์กว่า 12,000 คน คิดเป็นร้อยละ 90 ของประชากรทั้งตำบลนี้ ท่าแร่จึงขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทยอย่างไร้ข้อสงสัย

บรรพบุรุษของชาวท่าแร่ส่วนใหญ่เป็นชาวญวนคาทอลิกที่อพยพมาจากตัวเมืองสกลนครเมื่อราว ค.ศ. 1884 (ตรงกับ พ.ศ. 2427) โดยอาศัยแพลำใหญ่ที่ คุณพ่อซาเวียร์ เกโก บาทหลวงชาวฝรั่งเศส กับครูเณรชาวญวนชื่อ ครูทัน ร่วมกันต่อขึ้นมา พวกเขาล่องแพลำนั้นข้ามทะเลสาบหนองหารขึ้นมาทางเหนือเพื่อหลบหนีการเบียดเบียนทางศาสนา ในกาลนั้นเหล่าคริสตชนได้รวมตัวกันตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ ซึ่งภายหลังได้พัฒนาเป็นตำบลท่าแร่แห่งนี้

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ความสำคัญของชุมชนชาวคริสต์ที่นี่เห็นจะวัดได้จากการจัดเขตการปกครองของคริสตจักรโรมันคาทอลิกในประเทศไทย ซึ่งได้ยกท่าแร่ขึ้นมาในระดับสูงสุดของประเทศ

ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มเติมสักนิด ว่าคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแต่ละชาติจะนิยมแบ่งการปกครองทางศาสนาออกเป็น Diocese ที่ภาษาไทยนิยมแปลว่า ‘สังฆมณฑล’ หรือ ‘มุขมณฑล’ ทว่าคนทั่วไปมักเรียกตามคำเก่าที่เพี้ยนมาจากภาษาโปรตุเกสว่า เขตมิสซัง (Missão) ปกครองโดยประมุขซึ่งเรียกว่า มุขนายก หรือ บิชอป (Bishop)

ทุกเขตมิสซังจะมีอาสนวิหารหรือโบสถ์ใหญ่ประจำตำแหน่งบิชอปเสมอ โดยอาสนวิหารมักตั้งอยู่ในจังหวัดที่มีจำนวนประชากรชาวคริสต์สูงสุดในแถบนั้น เช่น เขตมิสซังจันทบุรี อาสนวิหารของเขตมิสซังนี้คืออาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ริมคลองจันทบุรี โบสถ์คาทอลิกแห่งอื่น ๆ ในจังหวัดจันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว รวมทั้งบางส่วนของฉะเชิงเทราและนครนายก ก็ขึ้นกับเขตมิสซังนี้

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล โบสถ์ใหญ่ประจำเขตมิสซังท่าแร่-หนองแสง

ทำนองเดียวกับ “หลายอำเภอรวมกันเป็นจังหวัด” เมื่อเขตมิสซังหลาย ๆ เขตมารวมกัน ก็จะได้หน่วยการปกครองที่ใหญ่ขึ้นไปอีก เรียกว่า ‘ภาคคริสตจักร’ หรือ แขวงฝ่ายพระศาสนจักร (Ecclesiastical Province)

ในระดับภาคคริสตจักร เขตมิสซังที่มีประวัติความเป็นมาและจำนวนประชากรมากกว่าเขตมิสซังอื่น ๆ จะถูกยกเป็น ‘อัครสังฆมณฑล’ หรือ ‘เขตมิสซังใหญ่’ (Archdiocese) เป็นเสมือนผู้นำประจำภาค เขตมิสซังอื่น ๆ เป็นแค่บริวาร หรือ ‘ปริมุขมณฑล’ ประมุขของเขตมิสซังใหญ่จะไม่เรียกแค่ ‘บิชอป’ เฉย ๆ แต่จะเป็นอัครมุขนายก ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า อาร์ชบิชอป (Archbishop)

ประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ภาคคริสตจักร ได้แก่ ภาคกรุงเทพฯ และ ภาคท่าแร่-หนองแสง

ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทุกเขตมิสซังขึ้นตรงต่อภาคกรุงเทพฯ ศูนย์กลางอยู่ที่โบสถ์อัสสัมชัญ

ส่วนภาคอีสานทั้งหมดขึ้นกับภาคท่าแร่-หนองแสง มีศูนย์กลางอยู่ที่ท่าแร่ จังหวัดสกลนครนี่เอง

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ทันทีที่ตัวเราย่างเข้าเขตท่าแร่ สิ่งแรก ๆ ที่จะได้เห็นก็คือสิ่งปลูกสร้างพร้อมป้ายชื่อที่บ่งบอกถึงคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ บ้านเณร คอนแวนต์ ฯลฯ ขนาดบ้านช่องของคนธรรมดาก็ยังมีร่องรอยการนับถือคริสต์อยู่ทุกหลัง เป็นต้นว่า ไม้กางเขน ภาพวาดพระเยซู แม่พระ ตลอดจนนักบุญที่เจ้าของบ้านหลังนั้นเคารพบูชา

หากมาท่าแร่ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนแห่งการสมโภชพระคริสตสมภพ สิ่งที่จะมีเพิ่มมาก็คือของตกแต่งในเทศกาลคริสต์มาส โดยเฉพาะดวงดาวที่ประดับประดาอยู่บนอาคารบ้านเรือนทุกแห่ง

ดาวเหล่านี้คือเสน่ห์ประจำตำบลท่าแร่ที่ชักนำผู้คนมากมายให้หลั่งไหลมาสู่ตำบลนี้ในวันคริสต์มาส เฉกเช่นเดียวกับโหราจารย์ที่ติดตามดาวประจำพระองค์เมื่อสองพันกว่าปีก่อนก็ปานกัน

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ในยุคแรกก่อตั้งชุมชนชาวคริสต์ ธรรมเนียมการแห่ดาวยังไม่ถือกำเนิด เมื่อเทศกาลคริสต์มาสวนมาถึง บรรดาพระสงฆ์และชาวบ้านเพียงแต่จุดเทียนเวียนรอบ ‘อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล’ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคริสต์ศาสนิกชนตำบลนี้ ก่อนเข้าไปประกอบศาสนพิธีในวัดเท่านั้น

แต่แล้วในยุคต่อมา คนในชุมชนก็ได้มีการประดิษฐ์ดาวขนาดเล็ก เรียกว่า ‘ดาวมือถือ’ ทำจากไม้ไผ่ห้าแฉกเป็นโครงรูปดาว ใส่เทียนเอาไว้ตรงกลางเพื่อให้แสงสว่าง เดินแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ควบคู่กับการขับคลอเพลงคริสต์มาสและบทสวดภาวนาของผู้เข้าร่วมพิธีทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีการนำดาวบางส่วนไปตกแต่งตามอาคารสถานที่จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของท่าแร่

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ล่วงเลยถึง ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) พระอัครมุขนายกลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงในเวลานั้น มีความประสงค์ยกระดับการจัดงานแห่ดาวให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก จึงคิดประดิษฐ์ ‘ดาวใหญ่’ ที่ใช้วัสดุหลากหลายขึ้น เช่น ไฟนีออน โฟม กระดาษสี และนำขึ้นยานพาหนะเช่นรถแห่ ออกแห่แหนไปรอบหมู่บ้าน แทนที่จะเวียนอยู่แค่รอบวัดเช่นการแห่ดาวมือถือแบบเดิม

ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
ชมขบวนแห่ดาวที่ท่าแร่ จ.สกลนคร การฉลองคริสต์มาสของชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

คริสต์มาสปีนั้น ประเพณีแห่ดาวไม่ได้มีเฉพาะที่บ้านท่าแร่ที่เดียว แต่ยังขยายไปที่ตัวเมืองสกลนครที่พระคุณเจ้าคายน์ได้ย้ายไปสร้างสำนักแห่งใหม่ด้วย โดยวันที่ 24 ธันวาคมเป็นคิวแห่ของตำบลท่าแร่ ในขณะที่เมืองสกลนครแห่ทีหลังในวันที่ 25 ธันวาคม

อย่างไรก็ดี การแห่ดาวใหญ่ในปีแรก ๆ กลับไม่ประสบผลสำเร็จสักเท่าไร ด้วยผู้คนยังไม่คุ้นเคยกับรูปแบบประเพณีที่เปลี่ยนแปลงใหม่ รถที่เข้าร่วมขบวนแห่ยังมีน้อยคัน ดูไม่ดึงดูดสายตาเท่าที่ควร ทว่าพระคุณเจ้าคายน์ก็ยังยืนหยัดจะจัดงานแห่ดาวทั้งที่ท่าแร่และเมืองสกลนครเรื่อยมา โดยปรับปรุงรถและขบวนแห่ให้วิจิตรอลังการยิ่งขึ้น รวมถึงจัดให้มีการประกวดดาว เมื่อนั้นหมู่บ้าน ห้างร้าน และองค์กรต่าง ๆ จึงส่งรถแห่และดาวใหญ่มาร่วมขบวนมากขึ้น จนเป็นงานประเพณีที่คุ้นเคยของชาวจังหวัดสกลนคร

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

และใน ค.ศ. 2003 (พ.ศ.2546) ประเพณีแห่ดาวคริสต์มาสก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภาครัฐเข้ามามีบทบาทในงานนี้ คุณปานชัย บวรรัตนปราณ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครขณะนั้นได้บรรจุงานแห่ดาวให้เป็นประเพณีประจำจังหวัด เป็นเหตุให้งานนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ เริ่มดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมาเยี่ยมชมงานคริสต์มาสที่จังหวัดสกลนครนับตั้งแต่นั้น

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

ยามนี้ประเพณีแห่ดาวของสกลนครถือได้ว่าพัฒนาต่อยอดมาถึงยุคโลกาภิวัตน์แล้ว จากที่มีงานเฉลิมฉลองแค่วันที่ 24 – 25 ธันวาคม ผู้มีส่วนร่วมในการจัดงานก็ได้ขยายเป็นวันที่ 21 – 25 ธันวาคม มีการออกร้านขายของที่ถนนคนเดินท่าแร่ต่อเนื่องทุกวัน แม้บางวันจะไม่มีขบวนแห่ก็ตาม

ค.ศ. 2021 นับเป็นวาระสุดพิเศษ เมื่อตำบลท่าแร่ได้เพิ่มงาน ‘สีสันแห่งหนองหาร’ โดยแห่ดาวทางน้ำ จัดแสดงแสง สี เสียง ในหนองหารเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในวันที่ 22 ธันวาคม

และทำท่าจะเพิ่มสีสันขึ้นอีกทุกปี ๆ เพราะในปี 2022 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมในวันที่ 20 ธันวาคมเลยทีเดียว

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

งานแห่ดาวใหญ่ของตำบลท่าแร่ได้เลื่อนมาเป็นคืนวันที่ 23 ธันวาคม ถึงแม้ในช่วงปีนี้ประเทศไทยและทั่วโลกจะยังต้องเผชิญกับสภาวะการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 แต่ด้วยความยิ่งใหญ่ตระการตาของขบวนรถบุษบกที่ตกแต่งดาวดวงใหญ่ด้วยไฟหลากสี สร้างท้ายรถเป็นถ้ำพระกุมาร มีนักแสดงแต่งกายเป็นซานต้า ซานตี้ หรือเทวดานางฟ้าคอยโปรยขนมแจกคนที่อยู่รายทอง เหล่านี้ก็ยังมีแรงดึงดูดมากพอให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมาชื่นชมขบวนแห่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

แม้ว่าประเพณีแห่ดาวในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปมากเพื่อตอบสนองด้านการท่องเที่ยว หากแต่ชาวบ้านท่าแร่ก็ยังไม่ละทิ้งจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่บรรพกาล

ค่ำคืนวันที่ 24 ธันวาคม ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเวลาประสูติของพระคริสต์ แสงสีและความคึกคักในรูปแบบสมัยใหม่ของคืนก่อนหน้า ก็จะถูกกลบกลืนไปด้วยบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของขบวนแห่ดาวมือถือแบบดั้งเดิม ซึ่งชาวบ้านตลอดจนคริสตชนจากต่างถิ่นจะพร้อมใจกันตั้งแถวตอนยาว ถือดาวประดิษฐ์เสียบไม้หรือผูกเชือกห้อย เวียนรอบโบสถ์ตามหลังคณะพระสงฆ์ พลางประสานสำเนียงขับขานบทเพลงสรรเสริญพระเยซูเจ้าด้วยจิตศรัทธาเต็มเปี่ยม ก่อนที่ทั้งขบวนจะยาตราเข้าไปประกอบพิธีมิสซาภายในวัด

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

เพราะรูปแบบการเฉลิมฉลองคริสต์มาสของอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ มากด้วยเอกลักษณ์ ทั้งการประดับดาวกระดาษตามสถานที่ การแห่ดาวใหญ่ขึ้นรถ รวมถึงการแห่ดาวมือถือเดินเท้า ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก หากประเพณีแห่ดาวจะส่งอิทธิพลต่อโบสถ์อื่นและจังหวัดข้างเคียงอย่างมุกดาหารและนครพนมด้วย

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

คริสต์มาสที่นี่อาจจะไม่มีปอยหิมะ สโนว์แมน ตุ๊กตาขนมปังขิง หรือแม้แต่ปล่องไฟให้ซานตาคลอสโรยตัวลงมาแจกของขวัญแก่เด็กดี เหมือนในภาพจำที่เราทั้งหลายได้รับมาจากโลกตะวันตก

แต่ที่นี่ก็ยังอบอุ่นด้วยลมเย็นจากทะเลสาบหนองหาร การแสดงแสงสีในขบวนแห่ พิธีกรรมแสนขลัง รอยยิ้มและเสียงหัวร่อต่อกระซิกของเด็ก ๆ ตลอดจนคำอวยพรสำเนียงอีสานที่คนในชุมชนมอบแก่กัน อันประกอบกันเป็นบรรยากาศคริสต์มาสแบบคริสตชนคนเมืองสกล

เหนืออื่นใด คือดารานับร้อยนับพันดวงที่สว่างไสวด้วยแรงศรัทธาต่อพระคริสตเจ้าผู้สถิตอยู่ในใจชาวบ้านท่าแร่ตราบนานเท่านาน

อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร
อาบไอหนาว ชมแสงสี ร่วมขบวนแห่ในประเพณีพื้นบ้านของชาวคาทอลิกเชื้อสายญวนที่ท่าแร่ กลายเป็นเทศกาลสร้างชื่อให้จังหวัดสกลนคร

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load