13 กรกฎาคม 2562
12 K

ฉันคุ้นหูดอยผาหมีจากเหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย ไม่คิดว่าจะได้ไปเยี่ยมเยือนดอยผาหมี พร้อมกับสัมผัสวิถีชีวิตชาวอาข่าแบบดั้งเดิมผ่านมื้ออาหาร การเต้นระบำทำเพลง ตลอดจนประเพณีประจำชนเผ่า 

  ถ้าให้ย้อนไปก็คงราว 2 สัปดาห์ก่อน ฉันเห็นสายการบินสีแดงแจ๋ประกาศรับผู้ร่วมเดินทางไปกับ Journey D เหมือนว่าเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชนจัดการและดูแลกันเอง แน่นอนว่าเน้นความยั่งยืนและชุมชนมีส่วนร่วม 

  ถ้าให้ย้อนไปก็คงราว 2 ชั่วโมงก่อนถึงสนามบินเชียงราย ฉันนั่งกระสับกระส่ายด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าไม่เคยไปเชียงรายหรอกนะ แต่ยังไม่เคยไปใช้ชีวิตกับคนแปลกหน้าตลอด 2 วัน 1 คืน ใจหนึ่งก็กังวลว่าฉันจะกินอาหารแบบอาข่ากินได้จริงเหรอ จะใช้ชีวิตประจำวันเหมือนอาข่าทำได้จริงเหรอ อีกใจก็ต้องลองสักตั้ง ไม่ลองไม่รู้ ประสบการณ์ดีต้องรีบคว้า คิดไปให้หัวใจกังวลเล่น พอขึ้นเครื่องปุ๊บฉันก็หลับปุ๋ย ตื่นอีกทีก็ถึงจังหวัดเชียงรายโดยสวัสดิภาพแล้ว 

   กายพร้อม ใจพร้อม! ฉันออกมารอหน้าประตูสนามบิน มือล้วงกระเป๋าควานหาโทรศัพท์ติดต่อพี่คนขับรถ คุยเพียงไม่ถึงนาทีพี่เขาก็ถอยรถกระบะคันโก้มารอรับถึงหน้าประตู แถมมีสมาชิกพร้อมผจญภัยกับฉันอีก 2 คน พี่คนขับเขาเป็นอาข่าเหมือนกัน รับหน้าที่ประจำเป็นคนรับ-ส่งที่สนามบินและตามจุดแลนด์มาร์กสำคัญบนดอยผาหมี เรียกว่าอาสาดูแลพวกเราตลอดการเดินทางด้วยรถกระบะคู่กายและรอยยิ้มพิมพ์ใจ พร้อมบริการด้วยความเป็นมิตร 

  เป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง กว่าจะถึงดอยผาหมี มีผ่านด่านตรวจบ้างเป็นระยะ แต่ไม่น่าตกใจ ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสพร้อมให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พอถึงดอยผาหมี ไม้ผลัดถูกส่งต่อไปยังพี่แมวและป้าต้อย สองสาวต่างวัยเชื้อสายอาข่า รับตำแหน่งผู้สื่อความหมายชุมชน คอยแปลภาษาอาข่าให้กลายเป็นภาษาไทยกลาง และเป็นไกด์ท้องถิ่นคนเก่ง แนะนำทุกอย่างได้ละเอียดยิบ ไม่ว่าจะสถานที่ท่องเที่ยว เมนูอาหาร กิจกรรม และประเพณีดั้งเดิมของชาวอาข่า 

ดอยผาหมี
ดอยผาหมี

  พี่แมวและป้าต้อยชวนพวกเรานั่งพักในร้านกาแฟดอยผาหมี พร้อมเสิร์ฟน้ำมะนาวโซดาเรียกความสดชื่น ให้ร่างกายตื่นตัวหลังจากเดินทางมาหลายชั่วโมง ก่อนจะผลัดกันแนะนำตัวและบอกเล่าแผนการเที่ยวตลอดระยะเวลา 2 วัน 1 คืน แถมแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับดอยผาหมีให้เราฟัง เช่นดอยผาหมีมีที่มาจากภูเขาลูกโต ลักษณะคล้ายหมีนอนชันเข่า อีกเสียงก็บอกว่าสมัยก่อนบนดอยผาหมีมีหมีอาศัยอยู่เยอะ แต่ปัจจุบันไม่พบแล้ว อาจเป็นเพราะมีคนอาศัยอยู่มากจนกลายเป็นชุมชน บ้างก็ว่าคนอาข่าเก่งมากเรื่องทำยา ‘ดีหมี’ เป็นอวัยวะที่ใครต่างหมายปอง เป็นสาเหตุให้หมีลดลง 

  หลังจากคุยกันพอหอมปากหอมคอ เหมือนสนิทกันมานาน แต่ความจริงเจอกันยังไม่ถึงชั่วโมงเสียด้วยซ้ำ ป้าต้อยคงสังเกตว่าท้องเราต้องแอบร้องในใจว่าหิวแล้วแน่นอน เพราะไกด์คนเก่งพาเราเดินเท้าขึ้นไปถัดจากร้านกาแฟดอยผาหมีเพื่อทานอาหารสูตรอาข่าของแท้ที่ร้านภูฟ้าซาเจ๊ะ ขายทั้งอาหารอาข่าสูตรต้นตำรับและอาหารไทยตามสั่ง แถมยังเป็นโฮมสเตย์รองรับแขกทั่วประเทศ จากการสังเกต มีคนต่างถิ่นแวะเวียนมาดอยผาหมีอย่างไม่ขาดสาย ขอเป็นพยานด้วยสองตา

เอาล่ะ ก่อนท้องจะส่งเสียงร้องทำฉันขายหน้าป้าต้อย ขอเปิดกันด้วยอาหารอาข่ามื้อแรกเลยแล้วกัน

ดอยผาหมี

อาหารอาข่ามื้อแรก

อาหารมื้อแรกเรานั่งทานบนร้านอาหารภูฟ้าซาเจ๊ะ ปรุงด้วยรสมือสาวอาข่าแท้บนดอยผาหมี ประกอบด้วย 5 เมนู มียำผักกวางตุ้งใส่งาขาวและถั่วบด หมูผัดรากชู รากชูเป็นผักอเนกประสงค์ของคนอาข่า ใส่ได้ทั้งน้ำพริก ต้ม ผัด แกง ทอด จะคล้ายกระชายก็ไม่เชิง แต่รสร้อนแรงพอสมควร ถ้วยถัดมาเป็นน้ำพริกมะเขือเทศแนมกับผักเลื้อย ในใจเราแอบคิดว่าต้องคล้ายน้ำพริกอ่องแน่นอน ผิดคาด ไม่เหมือนโดยสิ้นเชิง แต่อร่อยไม่แพ้กัน อีกถ้วยเป็นแกงมันอาลูใส่ผักกาดดองพ่วงด้วยกระดูกอ่อน ใครชอบกินมันต้องหลงรัก รสชาติไม่จัดจ้าน ซดเพลินคล่องคอ จานสุดท้ายเป็นปลานิลตัวโตราดพริกใส่มะเขือเทศ ตามร้านอาหารที่เคยกิน ปลาราดพริกมักเผ็ดและหวานหน่อย แต่ของอาข่าจะเปรี้ยวจากมะเขือเทศ แต่เราชอบ ปลาก็สด ความเปรี้ยวเพิ่มความสดชื่นให้มื้ออาหารได้ดี ส่วนข้าวนึ่งห่อมาในใบตองขนาดพออิ่ม ไม่พอขอเบิ้ลได้เลย 

  หลังจบมื้ออาหาร ป้าต้อยชวนเราดื่มชาร้อน ทำมาจากชาป่าผสมสมุนไพรอีก 2 ชนิด แค่ชงใส่กายังไม่ทันรินลงแก้วกลิ่นก็หอมมาแต่ไกล รสชาตินุ่มนวล เป็นสูตรเฉพาะของพ่อหลวงซาเจ๊ะ ที่อดีตเคยรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และบริเวณบ้านยังเป็นที่ประทับเสวยชาของพระองค์ เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมชุมชนดอยผาหมีอีกด้วย

ดอยผาหมี

        ถ้าอยากสนทนาภาษาชาหรือชวนพ่อหลวงซาเจ๊ะรำลึกถึงความหลังสุดประทับใจจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แวะเวียนมาจิบชาป่า ชิมอาหารอาข่า และนอนพักให้เต็มอิ่มได้ที่ร้านอาหารและโฮมสเตย์ภูฟ้าซาเจ๊ะ

ดริปกาแฟดอยผาหมีด้วยกระบอกไม้ไผ่

เราเติมพลังอาหารจนเต็มท้อง พี่แมวไม่รอรีชวนเราไปดริปกาแฟดอยผาหมีด้วยกระบอกไม้ไผ่ เคยดื่มกาแฟมาก็มาก สารภาพเลยว่าดื่มอย่างเดียวไม่เคยรู้มาก่อนว่าดริปกาแฟต้องทำอย่างไร เหมือนมีคนอ่านใจออกเลยจัดกิจกรรมสนุกมาเพื่อฉัน ขั้นตอนก็ไม่ยาก พี่แมวสอนว่าต้องบดเมล็ดให้ละเอียดด้วยการตำด้วยสาก ยิ่งละเอียดยิ่งดี จากนั้นเอากระดาษกรองกาแฟใส่ไปบนเครื่องดริปกระบอกไม้ไผ่ทำมือ วนน้ำร้อนบนกระดาษกรองสักนิดเพื่อทำความสะอาด แล้วตักกาแฟลงไปสัก 3 ช้อน รินน้ำร้อนพอให้กาแฟเปียกแล้วจึงรินอีกรอบ วนรอบกระดาษกรองจนน้ำกาแฟหยดลงแก้วด้านล่างจนหมด จากนั้นก็พร้อมดื่ม! ทำเอง ดื่มเอง ภูมิใจเอง แม้จะคิดในใจว่าง่าย แต่ก็ต้องอาศัยความใจเย็นไม่น้อยเลย 

โล้ชิงช้ามองวิวสีเขียว

ประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอาข่าจัดเพียงปีละครั้ง ครั้งละประมาณ 4 วัน ในช่วงเดือนเมษายน มีความเชื่อว่าชิงช้าสำหรับโล้ในประเพณีจริงห้ามแตะต้องก่อนกำหนด ถ้าเผลอไปแตะหรือโล้เล่นจะถือเป็นการผิดผี ทางชุมชนเลยทำชิงช้าจำลองไว้สำหรับนักท่องเที่ยวให้เปิดประสบการณ์การละเล่นพื้นถิ่น โล้ทีเห็นแต่ต้นไม้สีเขียว สดชื่นฉ่ำปอดมาก

อ้อ! พี่คนขับรถเล่าให้เราฟังว่า ตำนานของประเพณีการโล้ชิงช้ามาจากหนุ่มอาข่าเข้าป่าไปเจอสาวเปลือยกายห้อยโหนเถาวัลย์เล่นอย่างเพลิดเพลิน พอเห็นกันก็ชอบพอกันเลยพาเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน แล้วก็สร้างชิงช้าไว้ให้สาวเจ้าโล้เล่นแทนการโหนเถาวัลย์เหมือนตอนอาศัยอยู่ในป่า บางความเชื่อก็บอกว่าเป็นการฉลองให้กับเทพธิดาแห่งความสมบูรณ์

อาหารอาข่ามื้อที่ 2

  อาหารอาข่ามื้อที่ 2 มื้อนี้คล้าย Chef’s Table ป้าต้อยและทีมงานปรุงอาหารให้เราดูต่อหน้า ประกอบไปด้วย ลาบหมูสูตรอาข่า ไม่มีข้าวคั่วแบบลาบหมูอีสาน อร่อยและทานง่าย ยำผักเพิ่มกำลังวังชา เชื่อแล้วว่าคนอาข่าทานผักกันเก่งมาก ขอชื่นชม นั่นอาจเป็นเคล็ดลับอายุยืนก็เป็นได้ จานถัดมาเป็นไก่ผัดสมุนไพร น้ำพริกถั่วลิสง ความนัวของถั่วเราให้ผ่าน อีกถ้วยเป็นต้มจืดผักกาดดองใส่กระดูกหมู และจานสุดท้ายเป็นมันอาลูบดผัดกับเครื่องเทศสมุนไพร จานนี้ขอให้ 10 คะแนนเต็ม ด้วยรสชาติคล้ายมันบดต่างชาติแต่เครื่องเทศและสมุนไพรทำให้จานนี้แตกต่าง ถ้าประยุกต์กับสลัดก็โก้ไม่เบา

เต้นกระทุ้งไม้ไผ่กับพี่สาวอาข่า

ระหว่างทานอาหารอาข่ามื้อที่ 2 พี่สาวอาข่าเตรียมการแสดงเต้นรำกระทุ้งไม้ไผ่มาให้เราชม เป็นเหมือนการแสดงต้อนรับแขกผู้มาเยือน แถมยังให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยการออกลวดลายลีลาไปตามจังหวะและทำนองเพลงอาข่า แอบกระซิบว่าเต้นคร่อมจังหวะไปเยอะ แต่ชอบมากตรงที่ชุดประกอบการแสดงเต็มยศ หน้าผม เสื้อผ้า เครื่องหัวจัดเต็ม!

ชอบมากอันที่สอง เราลองไปสังเกตอุปกรณ์ให้เสียงอย่างลำโพงที่เป็นลำโพงบลูทูธ หรือแม้กระทั่งเพลงประกอบจังหวะยังเป็นเพลงที่เปิดจากแอปพลิเคชันยูทูบ ถ้าจำไม่ผิดคงเป็น ‘รวมเพลงอาข่า 2019’ เห็นแล้วเราประทับใจมาก

ดีดฝ้ายทำเชือกกับคุณแม่อาข่า

ดอยผาหมี
ดอยผาหมี

การทอผ้าเป็นวิถีชีวิตและภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวอาข่า คุณแม่อาข่าสูงอายุผู้มากประสบการณ์การทอและปักผ้ามาสาธิตพร้อมกับชวนเราทำไปด้วยกัน ตั้งแต่การดีดฝ้ายให้ฝ้ายแตกตัว แล้วจับมาเป็นไจฝ้ายเพื่อใช้สำหรับการปั่นฝ้าย จะนั่งปั่นหรือยืนปั่นตามแต่จำนวนชั่วโมงบิน พอปั่นจนได้เป็นเส้นด้ายก็เอา 2 ม้วนมารวมกันเป็น 1 เส้น คุณแม่อาข่าอาสาถักเป็นเชือกให้เราดู ใช้เวลาไม่นานก็ได้เชือกเส้นยาว ประกอบด้วย 3 ลาย ทั้งแบบกลม แบบแบน และแบบเปีย 

  พอคุยกันเพลินก็สงสัยว่าคนอาข่าสมัยก่อนทำรองเท้าใส่กันอย่างไร คุณแม่พูดเป็นภาษาอาข่า พี่แมวและป้าต้อยอาสาแปลให้ได้ความว่า พื้นรองเท้าทำจากกาบของกระบอกไม้ไผ่ เพราะมีความทนทานแข็งแรง พอได้แล้วต้องเอามาต้มแล้วจับให้เป็นรูปทรงของเท้า จากนั้นตัดเย็บส่วนบนเป็นรองเท้าด้วยผ้าทอมือ สมัยนั้นใครปักเก่งเย็บเก่งแสดงว่ามีฝีมือ

เติมพลังด้วยข้าวปุกงา

  ข้าวปุกงาเป็นอาหารประกอบพิธีมงคลของชาวอาข่า ทำจากข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ เอามาใส่ครกไม้และตีด้วยสากไม้ทำเอง ตีจนข้าวเหนียวเป็นเนื้อเดียวกันเด้งเหมือนโมจิ จากนั้นใช้สากไม้ม้วนข้าวเหนียวขึ้นมา ตามความเชื่อต้องม้วนให้หมดภายใน 3 ครั้ง จากนั้นใช้ตอกรูดเนื้อข้าวเหนียวให้หลุดออกจากสาก นำมาปั้นเป็นคำๆ คลุกกับเกลือและงาขาว (งาดำจะใช้ในพิธีมงคล) เราลองชิมไป 2 – 3 ชิ้น อิ่มท้องไม่เบา พี่แมวบอกว่าคนอาข่าเวลาเข้าป่าก็จะพกข้าวปุกงาไปทานระหว่างทางด้วย เพราะอยู่ท้อง ส่วนกับข้าวก็หาเอาในป่า ปลาบ้าง พืชผักริมทางบ้าง จากการสังเกต เวลาทานอาหารทุกมื้อเขาจะใช้ใบตองแทนจานหรือถุงพลาสติกสำหรับห่อข้าวและขนม ส่วนกระบอกไม้ไผ่ท่อนพอเหมาะจะใส่แกง

ดอยผาหมี

  ลืมบอกไปว่าการตำข้าวปุกงาต้องแต่งกายด้วยชุดประจำชนเผ่าอาข่าเต็มยศ เราเห็นคุณแม่อาข่าท่านหนึ่งประดับเครื่องหัวด้วยเหรียญรูปี คุณแม่ท่านว่าเป็นเหรียญตกทอดมาจากบรรพบุรุษร่วม 100 ปี แถมมีมูลค่าจริง!

ระบายสีลูกสะบ้าที่เก็บมาจากป่า

ลูกสะบ้ามีมากในป่าใกล้ดอยผาหมี พี่แมวเลยเก็บมาให้เราและแขกผู้มาเยือนใช้ความคิดสร้างสรรค์ เหมือนเป็นการผ่อนคลายด้วยศิลปะบำบัด แม้ทักษะด้านศิลปะจะน้อยนิด แต่การได้ใช้สมาธิและหยุดอยู่กับตัวเองสักพักก็สบายใจดีเหมือนกัน เราเลยออกปากชวนคุณแม่อาข่ามาระบายสีด้วยกัน แม้ปากจะปฏิเสธ แต่มือจับพู่กันจุ่มสีโปรดพร้อมระบายลงลูกสะบ้า ระบายสีไปคุณแม่ก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่เคยระบายสีแบบนี้มาก่อน ครั้งแรกในชีวิตเลย”

  ฟังจบเราอมยิ้ม อมยิ้มด้วยความสุขและความน่ารักของผลงานศิลปะชิ้นแรกในชีวิตของคุณแม่

ดอยผาหมี
ดอยผาหมี

คุณแม่อาข่าอวยพรด้วยไข่สีแดง

  ก่อนจากกัน คุณแม่อาข่าทำพิธีเรียกขวัญให้เรา เปรียบเสมือนการอวยพรให้โชคดีและแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ นับเป็นสิริมงคลของชีวิต ด้วยการผูกข้อมือจากเชือกที่ถักเองจากฝ้าย และไข่ต้มย้อมสีแดงจากรากของแห้ว

  ระหว่างผูกข้อมือคุณแม่ก็บอกกับเราว่า “เป็นเหมือนแม่กับลูกกันแล้วนะ” 

  จบพิธีเรียกขวัญอย่างเรียบง่าย แต่กลับอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าให้ย้อนก็คงราว 2 สัปดาห์ก่อน ฉันต้องขอบคุณตัวเองที่กล้าตัดสินใจมาผจญภัย 2 วัน 1 คืน กับคนแปลกหน้าที่สุดท้ายกลายเป็นเหมือนคุณยายหรือคุณน้าครอบครัวเดียวกันจนฉันรู้สึกผูกพันด้วย แปลก แต่จริง 

นอกจากดอยผาหมี ฉันเชื่อว่าทุกเส้นทางยังมีประสบการณ์และวิถีชีวิตของผู้คนให้ฉันรวมถึงคุณได้เรียนรู้ และรอคอยการเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกันอีกมากมาย เข้าไปเลือกเส้นทางที่เหมาะกับตัวคุณเองได้ที่ journey-d.com

ดอยผาหมี

ชุมชนผาหมี จ.เชียงราย ติดต่อผู้นำท่องเที่ยวโดยชุมชน

นางสาวผกากานต์ รุ่งประชารัตน์ (พี่แมว) 089-449-7942

นางสาวรวิมล มงคลธนภูมิ (พี่แก้ว) 085-678-8508

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 กันยายน 2565
3 K

เมื่อนานมาแล้วในสมัยที่เส้นทางสายไหมโบราณยังรุ่งเรือง มีเส้นทางแห่งหนึ่งเชื่อมโยงดินแดนที่มีนามว่า ‘คันธาระ’ ศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในชมพูทวีปเข้ากับจักรวรรดิจีนโบราณ เหล่านักเดินทางที่เดินเท้าผ่านเส้นทางนี้ ล้วนจดจําความยากลําบากของสภาพภูมิประเทศ ความงดงามของธรรมชาติ ตื่นตากับการเดินทางไปสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติโดยสิ้นเชิง

การติดต่อกันระหว่างสองดินแดนถูกทําให้ห่างไกลกันโดยธรรมชาติ จําเป็นต้องอาศัยเส้นทางตัดผ่านกลุ่มเทือกเขาที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายช่วงอายุคนผ่านไป กาลเวลาล้วนเปลี่ยนแปลงสถานะของดินแดนต่าง ๆ ลักษณะผู้คน รวมถึงบริบทการเมืองโลกที่เข้าสู่ยุคของการเกิดรัฐชาติและพัฒนาในรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เส้นทางแห่งนี้ยังคงธํารงสถานะพื้นฐานเดิมของตนในการเป็นประตูเชื่อมสองดินแดน มีการพัฒนาไปสู่การเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันระหว่างปากีสถานและจีน ภายใต้ ‘คาราโครัม ไฮเวย์ (Karakoram Highway)’

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

สัมผัสแรกของปากีสถาน ประวัติศาสตร์และอารยธรรม จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

การเดินทางของผมเริ่มต้นในเวลาเช้าตรู่ ท่ามกลางความวุ่นวายของกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) เมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันปากีสถานเป็นประเทศขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียใต้ เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 200 ล้านคน เป็นดินแดนที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภายใต้ความเจริญของอิสลามาบัดซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น มีประวัติศาสตร์ที่เลือนหายไปตามกาลเวลาซ่อนอยู่ 

กว่า 1,000 ปีก่อนหน้า พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถานรวมถึงกรุงอิสลามาบัด เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นโบราณที่ได้รับการขนานนามว่า ‘คันธาระ (Gandhara)’ ดินแดนที่เปรียบเหมือนจุดตัดของอารยธรรมอินเดีย เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา

แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป ศาสนาอิสลามได้กําเนิดขึ้นและแผ่ขยายเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันนําไปสู่วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประเทศปากีสถานที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบัน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
มัสยิดไฟซอล (Faisal Mosque) หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงอิสลามาบัด
สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ร่องรอยพุทธศาสนาที่หลงเหลือในปากีสถาน พบระหว่างเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

แม้กาลเวลาผ่านไป แต่มรดกที่คงเหลือจากตําแหน่งที่ตั้งของคันธาระยังคงประจักษ์ในรูปแบบของเส้นทางที่มีความสําคัญต่อการค้าขาย ปัจจุบันเส้นทางต่าง ๆ สร้างขึ้นในรูปแบบทางหลวง เช่นเดียวกับเส้นทางที่ผมจะเดินทางในครั้งนี้ การเดินทางตามเส้นทางคาราโครัมวันแรกของผม มีเป้าหมายสิ้นสุดที่เมือง ชีลาส (Chilas) ประตูสู่แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน (Gilgit-Baltistan) เป็นเขตการปกครองทางตอนเหนือ และเป็นทางผ่านหลักของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศปากีสถาน

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
หุบเขาเขียวขจีของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa และแม่นํ้าสินธุ

หลายชั่วโมงหลังจากออกเดินทางจากอิสลามาบัด รถขับเข้าสู่เขตหุบเขาของจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่หุบเขาสีเขียว เริ่มพบเห็นภูเขาหิมะมาทักทายเป็นครั้งแรก รถขับโค้งไปตามภูเขาหิมาลัย ทางหลวงที่ขนานนามว่าไฮเวย์นั้นเริ่มแคบลง เหลือเพียงแค่ความกว้างของรถสองคันและคดเคี้ยวตามลักษณะภูมิประเทศ เบื้องล่างหุบเขาสูงปรากฏแม่นํ้าสายหนึ่งซึ่งคดเคี้ยวควบคู่ไปกับเส้นทางคาราโครัมไฮเวย์ นามว่า ‘สินธุ’ สายนํ้าแห่งนี้เปรียบเหมือนสายนํ้าที่หล่อเลี้ยงชาวปากีสถาน เป็นบ่อเกิดของอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียใต้ และแม่นํ้าสายนี้เองก็มีต้นกําเนิดจากเหล่าเทือกเขาสูงที่ผมจะเดินทางผ่านในอีกหลายวันหลังจากนี้ 

รถจอดแวะพักในเมืองเบชาม (Besham) อยู่ในเขตจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa ภายในเมืองมีชุมชนและตลาด มีผู้คนออกมาค้าขายและซื้อของอย่างคึกคักถึงแม้จะเป็นช่วงถือศีลอด ด้วยวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาของคนในพื้นที่แห่งนี้ ผู้หญิงจะไม่ออกมาภายนอกบ้าน จึงเป็นสาเหตุให้ผมไม่พบเห็นผู้หญิงมาจับจ่ายซื้อของในตลาด และผมทราบจากไกด์ท้องถิ่นว่า ในบางพื้นที่ของปากีสถาน หน้าที่ทุกอย่างในการออกมาข้างนอกเป็นของเพศชาย 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความคึกคักของตลาดที่ใจกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเบชาม

ณ เมืองแห่งนี้ ผมพบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางแวะมาเที่ยวชมตลาดในเมือง พวกเขาถูกประกบด้วยเจ้าหน้าที่ตํารวจตลอดการเดินเที่ยวชมเมืองเพื่อความปลอดภัย 

ทั่วโลกรู้จักและจดจําประเทศปากีสถานเรื่องความรุนแรงผ่านข่าว ซึ่งนําเสนอเหตุการณ์ความไม่สงบและการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นในปากีสถานสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผลพวงของภาวะสงครามในประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างอัฟกานิสถาน ก่อให้เกิดการขยายวงกว้างของความรุนแรง รวมถึงการมีอยู่ของกลุ่มผู้แบ่งแยกดินแดนและกลุ่มที่มีความคิดสุดโต่งทางศาสนาภายในประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นที่นี่ ล้วนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการจัดการและควบคุม ส่งผลให้สถิติการก่อการร้ายในประเทศลดลงอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยในบางบริเวณ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ด้วย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
รอยยิ้มที่เป็นมิตรของชาวปากีสถาน ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัด Khyber Pakhtunkhwa

เมื่อออกจากเบชาม เราต้องเดินทางไกลอีกราว 8 ชั่วโมงเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ลักษณะภูมิประเทศรอบข้างเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง จากหุบเขาเขียวขจีเริ่มกลายเป็นภูเขาหินสีนํ้าตาล แม่นํ้าสินธุยังคงตีคู่ขนานไปด้วยกัน เส้นทางคุณภาพแย่ลง ในส่วนของคาราโครัมไฮเวย์ ผมพบกับถนนที่เสียหายจากดินถล่มหลายจุด ถ้าโชคร้ายเจอดินถล่ม (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง) จะทําให้การเดินทางล่าช้าไปหลายชั่วโมง แถมถนนยังขรุขระ คดเคี้ยว คับแคบมากขึ้น ทําให้การเดินทางนั้นยาวนานจนเหมือนไร้การสิ้นสุด

ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ร่างกายที่อดนอนของผมเหนื่อยล้าเต็มทีจากการเดินทางไกล รถกระเด็นไปมาตามสภาพถนน การหักโค้งซํ้าแล้วซํ้าเล่า ประกอบเสียงเพลงท้องถิ่นที่บรรเลงเป็นจังหวะเดียวกัน ทําให้ผมรู้สึกราวกับถูกมนตราของเส้นทางแห่งนี้สะกดใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาเยือน แต่แล้วในที่สุดผมก็เดินทางเข้าสู่ชีลาส ในแคว้นกิลกิต-บัลติสถาน หลังจากเดินทางอย่างยาวนานกว่า 15 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนและเดินทางต่อในวันถัดไป

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway

มุ่งสู่ดินแดนในฝัน มองขุนเขาเคล้าการเมืองผ่านเส้นทาง 

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้ผมเดินทางต่อตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เข้าไปในใจกลางเทือกเขาคาราโครัม มีจุดหมายที่หุบเขาฮุนซา (Hunza Valley) รถเคลื่อนลัดเลาะตามแนวภูเขาทรายควบคู่กับแม่นํ้าสินธุ 

“นั่นคือเส้นทางสายไหม” คนขับรถชี้ให้ผมดูเส้นทางเดินเท้า ณ ฝั่งตรงข้ามของแม่นํ้า ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ยุคโบราณก่อนจะมีไฮเวย์สําหรับรถยนต์ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ขบวนรถบรรทุกสีฉูดฉาด สัญจรไปมาบนคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันคาราโครัมไฮเวย์ เป็นทางหลวงที่เชื่อมระหว่างเมืองแอบบอตาบาด (Abbotabad) ประเทศปากีสถาน กับเมืองคัชการ์ (Kashgar) ประเทศจีน ทั้งสองชาติร่วมมือกันสร้างทางหลวงแห่งนี้ขึ้น 

นอกเหนือจากการเป็นเส้นทางค้าขายซึ่งเจริญรอยตามเหล่าเส้นทางเดินเท้ามีมาก่อนหน้านับพันปี คาราโครัม ไฮเวย์ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปากีสถานกับจีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นอย่างมาก ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้เป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เพราะหากมองในแผนที่โลก จะพบว่าทั้งสองชาติมีพรมแดนติดต่อกันเพียงเล็กน้อย เป็นพรมแดนบริเวณเทือกเขาสูงที่แทบไม่มีมนุษย์อาศัย มีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง 

แต่เมื่อมองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์รวมถึงประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันของภูมิภาคเอเชียใต้ ทําให้เกิดการอธิบายหนึ่งในปัจจัยสําคัญของความสัมพันธ์นี้ โดยทั้งประเทศปากีสถานและจีนต่างมีพรมแดนติดต่อกับประเทศอินเดีย ทั้งสองชาติล้วนมีกรณีพิพาทกับประเทศอินเดียในเรื่องดินแดนมายาวนาน 

การพยายามก่อสร้างทางหลวงแห่งนี้เพื่อเชื่อมโยงปากีสถานและจีนขึ้นท่ามกลางความยากลําบากที่ธรรมชาติขวางไว้ จึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการให้ความสําคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เช่นเดียวกับการมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้น ทั้งปากีสถานและจีนต่างมองเห็นประโยชน์ของการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกันในฐานะพันธมิตร

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ป้ายสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างประเทศปากีสถานและจีน พบได้ตลอดเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์

ปัจจุบันจีนมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงโลกผ่านเส้นทางสายไหมใหม่ หรือโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt-Road Initiative) ซึ่งในปากีสถานนั้นเกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือ China–Pakistan Economic Corridor (CPEC) ส่งผลให้ในอนาคต นอกเหนือจากเส้นทางแห่งนี้ ปากีสถานจะได้รับโครงการหลายโครงการที่สร้างขึ้นโดยทุนจีน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือนํ้าลึก เขื่อน โรงไฟฟ้า จนถึงทางรถไฟ ซึ่งที่สุดแล้วอภิมหาโครงการเหล่านี้จะประสบความสําเร็จและนําพาความเจริญรุ่งเรืองสู่ประเทศ อีกทั้งประชาชนชาวปากีสถานจะได้รับประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ความยิ่งใหญ่ของยอดเขา Nanga Parbat (8,126 เมตร) ปรากฏขึ้น

ภายใต้ฉากการเมืองระหว่างประเทศ ทางหลวงแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวมากมาย

ทันใดนั้น ยอดเขา Nanga Parbat ยอดเขาที่สูงอันดับ 9 ของโลกก็เผยโฉมความยิ่งใหญ่ออกมา นับเป็นภูเขาสูงลูกแรกที่ต้อนรับผู้เดินทางมาเยือนเส้นทางแห่งนี้ หลังจากทักทายยอดขุนเขาลูกแรก รถหยุดตรงจุดชมวิวแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่แนวเทือกเขาที่สูงที่สุดของโลกสามแห่งมาบรรจบกัน ‘ฮินดูกุช’ ‘คาราโครัม’ และ ‘หิมาลัย’ ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นที่รู้จักของเหล่าผู้หลงใหลภูเขา และปากีสถานก็เป็นเหมือนบ้านของยอดขุนเขาเหล่านี้ 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
จุดเชื่อมต่อของสามเทือกเขา ฮินดูกุช คาราโครัม และหิมาลัย (จากซ้ายไปขวา) 

เดินทางต่อไปตามคาราโครัม ไฮเวย์ ระดับความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปสู่เขตเทือกเขาสูง ทิวทัศน์สองข้างทางนั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าคําบรรยาย เป็นเทือกเขาสูงเหล่านี้เองเป็นที่มาของชื่อทางหลวงแห่งนี้ คําว่าคาราโครัม ตั้งมาจาก ‘เทือกเขาคาราโครัม’ แนวเทือกเขาที่เป็นที่ตั้งของเทือกเขาที่สูงที่สุดอันดับสองของโลกอย่าง K2 ในการเดินทางตามเส้นทางวันนี้ ยอดเขามีความสูงไม่ตํ่ากว่า 7,000 เมตร เผยความงดงามให้ผมเห็นตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Rakaposhi Peak, Diran Peak, Ultar Sar และยอดเขาสูงอื่น ๆ ลูกแล้วลูกเล่า บ้างก็มีชื่อเสียง บ้างก็เป็นภูเขาไร้นาม 

“มันช่างเป็นความทรงจําที่มีค่าเหลือเกิน” ผมบอกกับตัวเองในขณะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป หลังจากตื่นตากับความตระการตาของเทือกเขาคาราโครัมตลอดทางราวกับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมก็เดินทางมาถึงฮุนซา (Hunza Valley) หุบเขาใจกลางเทือกเขาสูงที่งดงามราวกับเทพนิยาย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
ยอดเขา Rakaposhi (7,788 เมตร) ที่สูงตระหง่านขึ้นเหนือคาราโครัม ไฮเวย์

ฮุนซา – เทือกเขา รอยยิ้ม และสัญญาณเตือน

ยามเช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ แสงตะวันทอดลงมาบนยอดเขาหิมะขาวจนเปลี่ยนเป็นสีทอง หุบเขาอันน่าเกรงขามที่เคยมืดมิดค่อย ๆ เผยโฉมให้เห็นถึงความงดงาม ‘ฮุนซา’ หุบเขาแห่งนี้หลายคนเปรียบราวกับเป็นสวรรค์บนพื้นโลก ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนภายใต้แสงอาทิตย์แรกของวัน 

กว่าพันปีมาแล้วที่มนุษย์มาตั้งรกรากอาศัยยังหุบเขาที่ตั้งอยู่บนตีนยอดเขาสูงอันดับต้น ๆ ของโลก และเกิดเป็นแคว้นเล็ก ๆ ตั้งอยู่ระหว่างจีน ชมพูทวีป และเอเชียกลาง ด้วยตําแหน่งที่ตั้งนี้เอง ทําให้ฮุนซามีการติดต่อและเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมกับดินแดนต่าง ๆ รอบข้างจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตน 

สัมผัสวิถีชีวิตชาวปากีสถาน ชมวิวเทือกเขาสูงระดับโลกบนเส้นทางสายไหมที่ Karakoram Highway
แสงอาทิตย์แรกของวันที่ฮุนซา

ป้อมปราการ Altit Fort และ Baltit Fort ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์บอกเล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผสมผสาน ที่ Baltit fort ป้อมปราการและพระราชวังของผู้ปกครองเมืองในอดีตมีอายุราว 700 ปี ภายนอกเห็นสถาปัตกรรมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่เล่าความเป็นฮุนซาได้อย่างดี ป้อมปราการสีขาวสร้างขึ้นจากดิน ไม่มีหลังคา ทําให้ผู้มาเยือนนึกถึงสถาปัตกรรมของทิเบตอย่างพระราชวังโปตาลา ภายในมีห้องต่าง ๆ แสดงถึงความเรียบง่ายแบบชาวฮุนซา ธนบัตรและชุดผ้าไหมจากจีน กระจกหลากสีสันซึ่งเป็นมรดกจากจักรวรรดิอังกฤษ สิ่งเหล่านี้เล่าถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของฮุนซา

ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราคอรัม
ด้านหลัง
ป้อม Baltit Fort (อาคารสีขาวด้านขวา) มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาคาราโครัม
ด้านหลัง

ฮุนซาเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรและยิ้มแย้ม เมื่อกล่าวถึงชาวฮุนซา ต้องกล่าวถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่โดดเด่นของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของชาวฮุนซาแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน หลายคนมีจมูกโด่ง บางคนมีดวงตากลมโต บางคนมีนัยน์ตาสีฟ้าสด บางคนมีผมสีทอง บางคนผมสีดํา หลายคนมีใบหน้าคล้ายชาวยุโรป มีสมมติฐานกล่าวไว้ว่า พวกเขามีพันธุกรรมของกองทัพชาวกรีกโบราณที่เคยยึดครองดินแดนนี้เมื่อหลายพันปีก่อน

ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก วัฒนธรรมของชาวฮุนซาก็มีความแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของปากีสถานเช่นกัน วัฒนธรรมของพวกเขาเกี่ยวโยงใกล้ชิดกับธรรมชาติที่อยู่อาศัย โดยแสดงออกผ่านหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นรํา ลักษณะเครื่องดนตรี รวมถึงความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณของขุนเขา นอกจากการมีความเชื่อท้องถิ่นที่แตกต่าง ปัจจุบันชาวฮุนซานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ อิสมาอีลียะฮ์ แตกต่างจากส่วนอื่นของประเทศ พวกเขานับถือ อากา ข่าน (Aga Khan) เป็นผู้นําทางศาสนา ซึ่งอากา ข่าน เป็นผู้ที่ให้ความสําคัญกับการศึกษา จึงอุปถัมภ์ก่อสร้างสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ฮุนซา ส่งผลให้ชาวฮุนซามีอัตราการศึกษาที่สูงกว่าส่วนอื่น ๆ ของปากีสถาน

ชาวฮุนซามีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ อาศัยการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก (สําหรับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม) มีผลไม้หลายชนิด เช่น แอพริคอต แอปเปิล และอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นเหมือนชีวิตของพวกเขา ผลแอพริคอตหนึ่งลูกนํามาใช้ประโยชน์ได้มากมายสําหรับชาวฮุนซา ในฤดูร้อนก็นำผลไม้สดมาบริโภคและส่งขายทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งนํามาตากแห้งไว้สําหรับรับประทานในช่วงฤดูอื่น ส่วนที่เหลือจะนํามาแปรรูปเป็นแยม

ชาวฮุนซามีชื่อเสียงที่เป็นที่เล่าขานเรื่องอายุยืน หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะวิถีชีวิตของพวกเขาที่บริโภคผักผลไม้ อาศัยในที่ที่มีสภาพอากาศดี หรืออาจเป็นเพราะได้รับพรให้อยู่ในที่ที่มีทิวทัศน์งดงามราวกับสรวงสวรรค์ก็เป็นได้ เคล็ดลับที่ทําให้พวกเขาอายุยืนยังคงเป็นความลับของชาวฮุนซาที่มนุษย์ทั่วโลกยังคงค้นหา

สวนแอพริคอตภายในบ้านของชาวฮุนซา

วันต่อมา ผมเดินทางต่อไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ เพื่อเข้าสู่เขต Gojal เป็นเขตที่อยู่ตอนเหนือสุดของฮุนซา เป็นพรมแดนติดกับประเทศจีน เมื่อออกมาจากฮุนซา ยอดเขาแหลม รูปทรงคล้ายนิ้วมือ ปรากฏตัวให้เห็นอย่างชัดเจน Lady Finger Peak มีความสูงกว่า 6,000 เมตร เป็นยอดเขาที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจําที่สุดของฮุนซา มีตํานานโบราณกล่าวถึงเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายอันเป็นที่รักบนยอดเขา แต่วันแล้ววันเล่าเขาก็ยังไม่กลับมา เมื่อเวลาผ่านไป ยอดเขา Lady Finger Peak ที่งดงามแห่งนี้เองคือเจ้าหญิงที่ยังคงเฝ้ารอการกลับมาของเจ้าชาย

ยอดเขา Lady Finger Peak (6,000 เมตร)

เมื่อรถเดินทางเข้าสู่เขต Gojal ผมพบอีกหนึ่งสถานที่แห่งความงาม ทะเลสาบอัตตาบาด (Attabad Lake) ทะเลสาบสีฟ้าสดตัดกับยอดเขาสีเทาที่ดูดุดันปรากฏอยู่เบื้องหน้าผม ตรงข้ามกับความงดงาม ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติที่ร้ายแรง เมื่อ ค.ศ. 2010 เกิดแผ่นดินไหวขึ้น ทําให้หินถล่มลงมาทับเส้นทางของแม่นํ้าฮุนซา ส่งผลให้นํ้าท่วมหมู่บ้านที่มีชื่อว่า Attabad ทั้งหมู่บ้านต้องจมอยู่ใต้นํ้า ชาวบ้านจํานวนไม่น้อยต่างได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ หลายคนอพยพหาที่อยู่ใหม่ หลายคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน หินที่ถล่มลงมาทําให้ทางหลวงแห่งนี้ขาดออกจากกัน เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ผู้สัญจรบนคาราโครัม ไฮเวย์ ต้องขึ้นเรือเพื่อเชื่อมกับเส้นทางอีกส่วนอย่างยากลําบาก 

ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด
ความงดงามของทะเลสาบอัตตาบาด

ณ คาราโครัม ไฮเวย์ ได้แสดงอย่างประจักษ์ว่า “หลายครั้งที่ธรรมชาติยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเอาชนะได้ และหลายครั้งที่มนุษย์เองก็ท้าทายธรรมชาติด้วยการทําลาย”

แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน เป็นบ้านของเครือข่ายธารนําแข็งที่ใหญ่ที่สุดของโลก เขต Gojal เองก็เป็นที่ตั้งของธารนํ้าแข็งขนาดมหึมาหลายแห่ง ปัจจุบันในฤดูใบไม้ผลิ ต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 ความรุนแรงของคลื่นความร้อน (Heat Wave) จากภาวะโลกร้อนแสดงผลชัดเจนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดอกแอพริคอตสีชมพูสดใสที่เคยบานสะพรั่งตลอดฤดูกาลกลับร่วงโรยอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้นราวกับช่วงฤดูร้อน ธารนํ้าแข็งที่เสี่ยงต่อการละลายกําลังอยู่ในขั้นวิกฤตและอาจนําไปสู่ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่อาจจินตนาการได้ ธรรมชาติกําลังส่งสัญญาณเตือนแก่มนุษย์อย่างชัดเจนที่สุดแบบไม่เคยมีมาก่อนที่ปากีสถาน 

สํานักข่าว Aljazeera นําเสนอเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวว่า ในช่วงต้น ค.ศ. 2022 ปากีสถานได้เผชิญเหตุการณ์นํ้าท่วมเฉียบพลัน มีสาเหตุมาจากการละลายของธารนํ้าแข็งมาแล้วกว่า 16 ครั้ง และในปีนี้ปากีสถานจะได้รับกับผลกระทบของคลื่นความร้อนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ฤดูร้อนมาถึงเร็วขึ้น และอาจมีอุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียสในหลายส่วนของประเทศ สัญญาณเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณวิกฤตที่ไม่เพียงอันตรายต่อชีวิตของชาวปากีสถาน แต่เป็นอันตรายต่อทุกชีวิตบนโลก

Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
Passu Cones (6,106 เมตร) ยอดเขาฟันเลื่อยแห่งหมู่บ้าน Passu
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง
ธารนํ้าแข็ง Passu Glacier ที่น่าเกรงขามแต่เปราะบาง

มุ่งหน้าสู่จุดหมายสุดท้าย ผมแวะที่หมู่บ้าน พาสสุ (Passu) หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องความงามจากความอลังการของยอดเขาฟันเลื่อย Passu Cones และธารน้ำแข็ง Passu Glacier ที่ยิ่งใหญ่ ธารนํ้าแข็งแห่งนี้มีความยาวกว่า 21 กิโลเมตร ความยิ่งใหญ่ของกลุ่มก้อนนํ้าแข็งสีขาวอมเทาขนาดมหึมาที่ซ้อนตัวกันเป็นชั้นภายใต้หุบเขาที่ผมยืนอยู่นั้นทําให้ไม่อาจจินตนาการได้ว่า ถ้าหากธารนํ้าแข็งเพียงแค่บางส่วนในบริเวณนี้เกิดการละลายขึ้นจะส่งผลให้เกิดนํ้าท่วมมหาศาลเพียงใด และคงเป็นสถานที่ที่งดงามเหล่านี้ รวมถึงชาวฮุนซาที่จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างแรก

บทสุดท้ายของการเดินทางตามคาราโครัม ไฮเวย์ ทิ้งข้อตระหนักข้อนี้ไว้กับผม จากนี้ไปตามเส้นทางคาราโครัม ไฮเวย์ราว 65 กิโลเมตร จะถึงพรมแดนประเทศจีนหรือช่องเขาคุนจีราบ (Khunjerab Pass) ซึ่งบรรจบกับการเดินทางของผมที่เคยเดินทางใน คาราโครัม ไฮเวย์ ฝั่งประเทศจีนเมื่อ 2 ปีก่อน น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ทําให้รถฝ่ากองหิมะไปยัง Khunjerab Pass ไม่ได้

การเดินทางของผมจึงสิ้นสุดที่หมู่บ้าน Passu แห่งนี้

รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นที่วิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“ถนนทุกสายถูกสร้างขึ้นเพื่อนําผู้คนไปยังสถานที่ต่าง ๆ และมักพาผู้เดินทางไปพบกับหลายสิ่งระหว่างทาง”

เช่นเดียวกับ ‘คาราคอรัม ไฮเวย์’ เส้นทางที่มีคุณค่ามากกว่าการเป็นถนนที่ถูกรายล้อมด้วยความงดงามอลังการของธรรมชาติ เส้นทางที่เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของการเมืองระหว่างประเทศ เส้นทางมหัศจรรย์เส้นนี้มอบประสบการณ์และนําผมไปพบเจอกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย

ระหว่างรอเวลาเช็กอินเที่ยวบินกลับบ้านที่ด้านหน้าสนามบิน ผมนั่งคิดถึงความทรงจําของตัวเองบนคาราโครัม ไฮเวย์ ตลอดการเดินทางตามเส้นทางแห่งนี้ ที่นี่นําผมไปพบกับ ‘อดีต’ ของดินแดนแห่งความเจริญรุ่งเรืองและประวัติศาสตร์ของเส้นทางการค้าที่เชื่อมวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันเส้นทางแห่งนี้ก็พาผมไปรู้จัก ‘ปัจจุบัน’ ของประเทศปากีสถานผ่านสถานที่และผู้คนที่ได้สัมผัส และภาพผลกระทบอย่างรุนแรงของภาวะโลกร้อนใน ‘อนาคต’ ที่อาจเกิดขึ้น สะท้อนออกมาผ่านคาราโครัม ไฮเวย์ ก็ได้ทิ้งข้อตระหนักไว้กับผมเช่นเดียวกัน 

เสียงอาซานซึ่งเป็นสัญญาณของการละหมาดเย็นของชาวมุสลิมดังก้องกังวานทั่วโถงสนามบินทําให้ผมตื่นขึ้น ผมลากกระเป๋าเข้าอาคารสนามบิน ที่ปากีสถานทุกคนที่เข้าไปในอาคารสนามบินจะกลับออกมาข้างนอกไม่ได้ คงเป็นเวลาที่จะบอกลาประเทศนี้และสิ้นสุดการเดินทางครั้งนี้จริง ๆ

การเดินทางบทที่สามของการตามรอยเส้นทางสายไหมให้อะไรกับผมไม่มากก็น้อย ผมยิ้มพร้อมบอกกับตัวเองว่าคงมีหลายสิ่งที่คาราโครัม ไฮเวย์ ทําให้ผมเติบโตขึ้นกว่าการเดินทางครั้งก่อนโดยไม่รู้ตัว 

หวังว่าเมื่อมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง ฮุนซาในฤดูใบไม้ผลิจะยังคงแต่งแต้มด้วยสีชมพูสดใสของดอกแอพริคอตเช่นเดิม

หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน
หุบเขานาการ์ ฮุนซา หนึ่งสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงมี
กลุ่มดอกไม้สีชมพูบานสะพรั่งหลงเหลือให้ได้ชมในตอนที่ไปเยือน

ขอบคุณ คุณฟาติมะ อะตีค ไกด์นําเที่ยวที่คอยดูแลให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

ข้อมูลอ้างอิง

www.worldhistory.org/Gandhara_Civilization

www.cambridge.org/core/books/abs/cambridge-history-of-terrorism/history-of-terrorism-in-pakistan/C91EC2FD3A183B8D0BA7B561DC34F8E2

www.cfr.org/backgrounder/china-pakistan-relations

www.isas.nus.edu.sg/papers/pakistan-china-relations-in-a-changing-geopolitical-environment

www.bbc.com/news/world-asia-32400091

thediplomat.com/2018/10/gwadar-emerging-port-city-or-chinese-colony

historypak.com/hunza/

tribune.com.pk/story/58900/shamanism-spirits-in-the-valley

www.aljazeera.com/gallery/2022/7/14/photos-concerns-as-pakistan-glaciers-melt

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปฏิภาณ จินดาประเสริฐ

นักศึกษาทันตแพทย์ ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเดินทาง ได้พยายามแบ่งเวลาจากการเรียนเพื่อเดินทางตามความฝัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load