“ชายแดนคือสถานที่แห่งความเป็นมิตร” นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต ผู้ปักหลักทำงานในโรงพยาบาลแนวชายแดนไทย-ลาว กล่าวถึงสิ่งที่เขาเห็นมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2534

ชีวิตการทำงานกว่า 30 ปี ในฐานะแพทย์ชนบทของหมอสมปรารถน์ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก เขาคือแพทย์ชนบทดีเด่นคนที่ 39 ของศิริราช ผู้เป็นต้นแบบของแพทย์โรงพยาบาลชุมชนที่ต้องรักษาผู้ป่วย บริหารคน พัฒนาสาธารณสุขชุมชน 

หมอได้รับคัดเลือกให้เป็นแพทย์ชนบทดีเด่น ของกองทุนนายแพทย์กนกศักดิ์ พูลเกษร ใน พ.ศ. 2545 ซึ่งรางวัลนี้จะมอบให้แพทย์ปีละคนเท่านั้น ในปีถัดมา เขาได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นของจังหวัดเชียงราย

หลังเกษียณราชการเมื่อ พ.ศ. 2561 หมอสมปรารถน์ก็ได้รับการเลือกให้เป็นแพทย์ในดวงใจของชาวเชียงรายอีกหนึ่งรางวัล

งานใหญ่งานหนึ่งที่มีคุณค่ามากของหมอสมปรารถน์ คือการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบโรงพยาบาลระหว่างพื้นที่เชียงของฝั่งไทยกับบ่อแก้วฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งแม้จะกั้นเพียงแม่น้ำโขง แต่ความเหลื่อมล้ำด้านระบบสาธารณสุขนั้นห่างไกลกันมาก

ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับความช่วยเหลือจากประเทศที่เจริญกว่า เมื่อเรามีศักยภาพมากขึ้น เราก็พร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นบ้าง เมื่อ 20 ปีก่อน กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จึงเริ่มต้น ‘การทูตเพื่อการพัฒนา’ โดยเฉพาะกับเพื่อนบ้านโดยรอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ หากเรามีสองสิ่งนี้แล้ว ก็จะทำสิ่งต่างๆ ร่วมกันได้มากขึ้น

​หนึ่งในงานการทูตเพื่อการพัฒนาก็คือ งานสาธารณสุุขชายแดน ซึ่งมีหมอสมปรารถน์เป็นผู้ดูแล

เรื่องเริ่มต้นขึ้นจากหมอสมปรารถน์ ซึ่งทำงานเป็นแพทย์ชนบทที่เชียงรายในขณะนั้น ได้รับการสนับสนุนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทย ให้ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน โดยการช่วยพัฒนาโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ให้รองรับการรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

เมื่อโรงพยาบาลฝั่ง สปป.ลาว ดีขึ้น หมอเก่งขึ้น หมอไทยก็ไม่ต้องเหนื่อยรักษาคนไข้จำนวนมากที่ข้ามฝั่งมา ชาวลาวก็ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง เพราะรับการรักษาที่ สปป.ลาว ได้ 

งานพัฒนาทางการทูตครั้งนี้จึงส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและลาวอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งไปกว่านั้น บ่อแก้วยังเป็นจุดข้ามแดนของคนและสินค้าเพื่อเข้าสู่ถนน R3A เส้นทางสายหลักที่ต่อจากไทย ผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่จีน จึงเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของการสร้างความเข้มแข็งให้หลายประเทศที่มีผู้คนใช้ชีวิตเชื่อมโยงกัน 

แม้จะเป็นการพัฒนาด้านสาธารณสุข แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ซึ่งได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

หมอสมปรารถน์

ตลอดชีวิตการเป็นแพทย์ชนบทของหมอสมปรารถน์ เขาอุทิศชีวิตเพื่อรักษาคนไข้และงานพัฒนาสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน ปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่ช่วงนี้แม้จะเป็นวันหยุด เขาก็ยังต้องตรวจคนไข้โควิด-19 อย่างไม่หยุดหย่อน

ชีวิตของหมอสมปรารถน์เดินทางไกลตลอด จากเด็กโคราช มาเรียนกรุงเทพฯ หนีไปอยู่สุราษฎร์ธานี จนตอนนี้ปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงราย

“ผมเป็นคนขามสะแกแสง โคราช เกิด พ.ศ. 2500 เรียนหนังสือชั้นประถมที่โคราช ตอนมัธยมเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วก็เอ็นทรานซ์ติดที่คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล อยู่ทั้งในเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา รอดตายมาได้เพราะหลบในห้องน้ำชั้นสี่ ตึกบัญชี แล้วก็หนีเข้าป่าทางใต้ไปแปดปี” หมอสมปรารถน์เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

เขาคือ ‘หมอตีนเปล่า’ ทำหน้าที่หมอดูแลเพื่อน พี่ น้อง ที่หนีไปอยู่ป่าแถวเขื่อนเชี่ยวหลานด้วยกัน ราว พ.ศ. 2525 เขาย้ายไปที่จังหวัดชุมพร ก่อนตัดสินใจออกจากป่าที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลับมาเรียนแพทย์ที่กรุงเทพฯ ต่อในวัย 28 ปี

“เราเรียนจบช้าไปสิบปี คนอื่นเรียนจบทำงานตอนอายุยี่สิบสี่ปี แต่เราเรียนจบตอนอายุสามสิบสี่ปี พอเรียนจบแพทย์ก็เลยเลือกไปทำงานอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประสบการณ์ช่วงไปอยู่ป่าทำให้เราเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ รวมถึงแง่มุมต่างๆ ของชีวิต ผมเลยอาจจะต่างจากแพทย์จบใหม่คนอื่นๆ ด้วยความที่เราเคยไปอยู่ป่ามันสร้างตัวตนหลายๆ อย่าง ทำให้ผมรู้สึกชีวิตก็ไม่เห็นต้องพึ่งเงินพึ่งทอง ออกสไตล์สมถะไปเลย อยู่ในป่าแปดปี ไม่ต้องมีเงินใช้เลยก็มีชีวิตอยู่ได้ มีความสุข ความร่ำรวยหรือเงินไม่ใช่อันดับแรกของชีวิต” หมอสมปรารถน์เล่าถึงที่มาของชีวิตแพทย์ชนบท

“ตั้งเป้าไว้ว่าเรียนจบคงอยู่ในโรงพยาบาลประจำอำเภอ อยู่ในชนบท เรื่องทำงานในเมืองหรือที่โรงพยาบาลเอกชนไม่มีอยู่ในหัวเลย ก็ตัดสินใจว่า งั้นลองมาใช้ชีวิต มาทำงานที่ภาคเหนือดูสักระยะ เลือกมาอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นที่แรก เพราะมีตำแหน่งว่าง ไม่เคยรู้เลยนะว่าเชียงของอยู่ตรงไหนของไทย” เขาว่า

ยังจำวันแรกที่มาถึงได้ไหม-เราถาม

“พอลงจากรถก็เห็นว่าที่นี่ติดริมน้ำโขงเลย ฝั่งตรงข้ามเป็นแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว มันต่างจากชีวิตที่เราเคยเห็นและเคยอยู่มาตลอด สมัยโน้นก็ถือว่าเป็นชนบทแหละ เพราะอยู่ขอบสุดประเทศ แต่เราชอบ”

แม้ว่าตอนนี้เขาจะเกษียณแล้ว แต่ก็ไม่ยอมกลับโคราชบ้านเกิด

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

“ตอนแรกกะว่าพอเกษียณคงต้องกลับโคราชแล้ว แต่พออยู่ไปก็ชอบที่นี่ คุ้นกับชุมชน งานที่เราทำมันไม่ใช่เฉพาะเรื่องตรวจรักษาคนไข้อย่างเดียว เรายังไปทำงานกับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว ไปทำงานพัฒนาระบบสาธารณสุขชายแดน ซึ่งเป็นความท้าทายในใจเรามานาน

“โรงพยาบาลคือชีวิตของผมก็ว่าได้นะ ชายแดนคือสถานที่ที่ผู้คนเชื่อมโยงกัน ยังไงระบบสาธารณสุขชายแดนก็ยังต้องทำงานร่วมกันอยู่ จำเป็นมากในการควบคุมโรค ระบบสุขภาพบ้านเรายังต้องการการพัฒนาอยู่นะ ยังอยากอยู่ทำงานในที่แห่งนี้” หมอสมปรารถน์เล่าถึงหมุดหมายในใจที่ทำให้เขาตั้งใจอยู่ที่นี่ต่อ

สาธารณสุขชายแดนที่เกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจ

หมอสมปรารถน์ได้ร่วมงานกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำงานสาธารณสุขชายแดนกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 – 2560 โดยการพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว งานที่ทำมีตั้งแต่จัดหาครุภัณฑ์สำหรับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว อบรมให้ความรู้ทีมแพทย์ลาว จนถึงการพัฒนาระบบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ครอบคลุมพื้นที่ถึงแขวงหลวงน้ำทา ซึ่งไกล 180 กิโลเมตรจากเชียงของจนติดชายแดนจีน คนป่วยบางรายที่หนักจริงๆ ก็ส่งต่อข้ามแขวงมาหาโรงพยาบาลฝั่งประเทศไทยได้เลย

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

“เป็นงานที่ผมภูมิใจ เราก็มีข้อตกลงกับทางบ่อแก้วเลยนะ เมื่อก่อนสาธารณสุขฝั่งบ่อแก้วเขาด้อยกว่าเรา จึงต้องพึ่งพาเรา ช่วงที่ฝรั่งเศสมายึดครอง ฝั่ง สปป.ลาว มีโรงพยาบาลที่เจริญกว่าเพราะหมอฝรั่งมาอยู่ เขาบอกว่าตอนนั้นคนเชียงของเจ็บป่วยทีต้องข้ามน้ำโขงไปหาหมอฝรั่งฝั่งลาว แต่พอยุคมันกลับกัน เขาเจ็บป่วยก็ต้องมาที่ฝั่งไทย 

“เราประสานข้อมูลเรื่องสุขภาพโดยเน้นไปที่โรคระบาด โรคติดต่อ บางโรคที่บ้านเราไม่ค่อยมีแล้วแต่ฝั่งโน้นยังเจออยู่ อย่างโรคคอตีบ โรคพวกนี้ถ้าไม่มีความร่วมมือกัน บางทีเขาเจ็บป่วยโดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็ต้องนั่งเรือข้ามมา พอข้ามมาก็จะติดต่อโรคกันได้ง่าย เราเลยพัฒนาระบบขึ้นมา ถ้าเป็นโรคพวกนี้อีกไม่ต้องข้ามมานะ อยู่รักษาที่โรงพยาบาลเขาได้ ถ้าโรคไหนจำเป็นต้องใช้ยาแล้วฝั่งเรามี ก็ส่งเป็นยาไป” หมอสมปรารถน์เล่าถึงสภาพความสาธารณสุขในสมัยก่อน

ถ้าต้องเล่างานพัฒนาสาธารณสุขชายแดนไทย-ลาว ฉบับเข้าใจง่าย ก็พอจะอธิบายได้ว่า ในช่วง พ.ศ. 2544 รัฐบาล สปป.ลาว ขอให้ไทยเข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารผู้ป่วยนอก (หรือตึก OPD) ของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว เนื่องจากมีลักษณะเป็นเรือนแถวเก่าชั้นเดียว ทรุดโทรม ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ดีนัก จึงต้องส่งผู้ป่วยมาฝั่งไทยบ่อยๆ

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยได้เจรจากับรัฐบาลลาวในการวางแผนการทำงานร่วมกัน เริ่มจากวางแผนการสร้างอาคารใหม่ให้โรงพยาบาลบ่อแก้ว สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ และจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ฝั่ง สปป.ลาว ให้มีความรู้ความสามารถในการรักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ผู้ป่วยจะได้หายไว และลดภาระโรงพยาบาลฝั่งไทยด้วย

“ลองนึกถึงสมัยที่ยังไม่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จะข้ามฝั่งมารักษาก็ต้องนั่งเรือหางยาวข้ามแม่น้ำโขง พอสร้างอาคารเสร็จก็ยังมีปัญหาไฟฟ้าที่ยังไม่เสถียร กรมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงสนับสนุนโรงปั่นไฟฉุกเฉินต่อ เพื่อให้โรงพยาบาลบ่อแก้วทำการรักษาผู้คนได้ ผมถามหมอของโรงพยาบาลบ่อแก้วว่ายังขาดอะไรอีกบ้างเพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ที่เหมาะสม ตอนนั้นได้งบมาแปดล้าน ก็ไปซื้อรถพยาบาลมาตรฐานคันแรกของแขวงบ่อแก้ว

“พอมีตึก มีครุภัณฑ์ มีรถพยาบาลแล้ว เราก็อบรมให้ความรู้ พัฒนาทั้งแพทย์ ทั้งพยาบาล จัดอบรมสามสิบห้าหลักสูตร ครอบคลุมเจ้าหน้าที่แทบทั้งโรงพยาบาล กรมความร่วมมือระหว่างประเทศก็ศึกษาข้อมูล แล้วก็ให้เราไปช่วยดูว่าตรงกับความต้องการจริงๆ ไหม 

“การทำงานกับฝั่งบ่อแก้วเหมือนการสร้างมิตร ตอนเย็นๆ นัดมาเจอกันเพื่อออกกำลังกาย กินข้าวเย็นด้วยกันจนได้เพื่อนจากฝั่ง สปป.ลาว เพิ่ม สาธารณสุขชายแดนเลยเข้มแข็งมาถึงทุกวันนี้ พอเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การทำงานและการพัฒนาพื้นที่ก็ทำได้ง่ายขึ้น สองประเทศก็เดินไปด้วยกัน”

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยสนับสนุนให้จัดอบรมคุณหมอฝั่งลาวในโรคปฐมภูมิ สอนผ่าตัดต้อกระจก จนถึงสอนการทำเวชระเบียนและวางระบบต่างๆ ในโรงพยาบาลบ่อแก้ว จนเกิดความก้าวหน้าไปสู่การ Video Conference ระหว่างการผ่าตัด ทีมแพทย์ฝั่งลาวสามารถปรึกษาหารือกับหมอฝั่งไทยได้ทันทีผ่านทางช่องทางออนไลน์

งานพัฒนาสาธารณสุขไทย-ลาว ยังคงดำเนินมาต่อเนื่อง จนเกิดแผนงานโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในและแม่และเด็ก (เป็นอาคาร 2 ชั้น) พร้อมทั้งให้การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับโรงพยาบาล โต๊ะ เตียง เก้าอี้ สิ่งที่หมอต้องใช้ สิ่งที่คนไข้ต้องการ รวมถึงเครื่องช่วยหายใจของเด็กเล็กที่ฝั่งลาวเขายังขาด

“ผมได้คุยกับแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ่อแก้ว จึงเห็นความแตกต่างของระบบ เราช่วยเหลือกันคล้ายพี่น้อง ถ้ามีเคสคนไข้ที่ต้องการเลือด แต่ทางเขาไม่มีเลือด ก็ขอมาที่เรา ถ้าเรามีเลือดก็จะส่งให้ มีการช่วยเหลือกันบ้าง อาจยังไม่เป็นทางการนัก เป็นการช่วยเหลือกันเองแบบเพื่อนมนุษย์ที่อยู่อาศัยร่วมกัน”

 การทูตเพื่อการพัฒนา ทำงานเชิงรุกแบบให้คนรัก

การทูตเพื่อการพัฒนาให้ความสำคัญกับการเลือกพื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งทำโครงการแล้วจะเกิดผลดีต่อทุกฝ่าย 

​นักการทูตมองว่า พื้นฐานการพัฒนาประเทศมีอยู่ 3 ด้านที่ควรเร่งพัฒนาก่อนคือ เกษตร สาธารณสุข และการศึกษา เพราะมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

บริเวณชายแดน กระทรวงสาธารณสุขไทยมียุทธศาสตร์สาธารณสุขชายแดนอยู่แล้ว จังหวัดชายแดนทั้ง 39 จังหวัดตั้งแต่เหนือจรดใต้ ต่างก็มีปัญหาสาธารณสุขชายแดน ด้วยวิถีชีวิตที่ผู้คนข้ามไปมาหาสู่กันทำให้คนติดโรค เกิดโรคระบาดข้ามประเทศ อาจสร้างปัญหาให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยได้ด้วย หรือไม่ก็เป็นเราเอง ที่แพร่เชื้อโรคจากฝั่งไทยไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งที่นักการทูตและนักการแพทย์ทำ ไม่ใช่เปลี่ยนวิถีชีวิต ห้ามผู้คนเดินทางไปมาหาสู่ แต่เป็นการผนึกกำลังสร้างระบบสาธารณสุขในจุดยุทธศาสตร์ให้เข้มแข็ง ทำงานเชิงรุกแบบให้คนรัก

“งานสำนักงานสาธารณสุขชายแดนคือการเฝ้าระวังโรคต่างๆ เมื่อมีโรคใดๆ เกิดขึ้นมาทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จะมีการเตือนภัย แชร์ข้อมูลกัน จัดระบบการเฝ้าระวัง สอบสวนโรค การเข้าหาพื้นที่อย่างรวดเร็ว ถ้าคุมได้เร็วโรคก็ไม่ระบาด ทำงานเป็นเครือข่าย เพื่อไม่ให้ขาดช่วง ขาดจังหวะ

“คนประเทศเพื่อนบ้านข้ามมารักษาฝั่งไทย เนื่องจากเขาเชื่อมั่นว่าฝั่งไทยมีความพร้อมมากกว่า กระทรวงการต่างประเทศมองในเชิงการต่างประเทศ และผลประโยชน์ระหว่างประเทศ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขจะเชี่ยวชาญเชิงความรู้ทางวิชาการ เมื่อสองกระทรวงร่วมมือกัน ทำงานกับแพทย์ชนบทในพื้นที่ ช่วยกันดูแลและพัฒนาระบบสาธารณสุขชายแดน ส่วนกรมความร่วมมือระหว่างประเทศก็มีภารกิจบูรณาการทำให้ความร่วมมือจากประเทศต่างๆ มีเอกภาพและตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน” หมอสมปรารถน์อธิบายงานระหว่างประเทศแบบง่าย

ตั้งไหนแต่ไรมา การพบปะและการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำประเทศหรือผู้บริหารระดับสูง จะมีการร้องขอให้ไทยช่วยพัฒนาในเรื่องต่างๆ ว่า เขามีปัญหาอย่างไรบ้างที่อยากให้ ไทยช่วย ซึ่งเราจะช่วยเมื่อมีหลักการและเหตุผลรับรอง จนกระทั่งออกมาเป็นความร่วมมือที่เป็น รูปธรรม หรือเรียกกันเป็นสากลที่อาจจะฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูว่า ODA*

* ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance : ODA) ของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) ความช่วยเหลือแบบเงินให้เปล่า / ความร่วมมือทางวิชาการ 2) ความช่วยเหลือทางการเงินหรือเงินกู้ ผ่อนปรน และ 3) เงินบริจาค / เงินสนับสนุนแก่องค์กรพหุภาคีและองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกาไร

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เราเห็นทีมแพทย์ไทยตามจังหวัดต่างๆ ขะมักเขม้นกับการรักษาและคุมโรค ทางแนวชายแดนก็เช่นกัน สาธารณสุขชายแดนก็กำลังขะมักเขม้นตั้งใจกับการช่วยคุมโรคโควิด-19 ไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยเพิ่ม

“ระบบสาธารณสุขชายแดนคือการร่วมมือกันและประสานงานกันในการดูแลโรค รักษาผู้ป่วย ควบคุมโรคระบาด ช่วยสกัดกั้นไม่ให้โรคมาแพร่ระบาดในไทย ตั้งแต่มีโรคโควิด-19 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศทำโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนา สนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรับมือกับโรคโควิด-19 เพราะประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทางรวมกันหลายพันกิโลเมตร

“กรมความร่วมมือระหว่างประเทศส่งอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ เครื่องตรวจโรคแบบ RT-PCR ให้ทางบ่อแก้วเพิ่ม เราวางระบบการป้องกัน ติดตาม สอบสวนโรคร่วมกันด้วย ฝั่งเชียงรายเรามีการดูแลอีกแรง เป็นระบบเรียกว่า One Hospital One Province ใช้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ที่เดียวเป็นศูนย์ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19

“มีการฝึกอบรมให้ความรู้เจ้าหน้าที่ฝั่ง สปป.ลาว เพื่อรับมือโควิด-19 ด้วยหลักสูตร Field Epidemiology Training Program (FETP) คือเราไปพัฒนานักระบาดวิทยาให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน พอเขามีความรู้ที่เป็นมาตรฐาน ก็จะไปสอน ไปถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อสร้างนักระบาดวิทยาต่อไปในประเทศของตัวเอง

“ในระยะยาวกว่านั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของไทยได้ออกแบบอุปกรณ์และห้องแล็บปฏิบัติการที่ใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพสูง ส่งไปให้โรงพยาบาลในแขวงบ่อแก้ว แขวงไซยะบุรี และแขวงคำม่วนของฝั่งลาวด้วย เพราะเป็นพื้นที่ชายแดน มีการเคลื่อนย้ายของประชาชนและแรงงานจำนวนมาก อีกทั้งช่วยควบคุมโรคอุบัติใหม่ต่างๆ ในอนาคตได้ด้วย” หมอสมปรารถน์อธิบายภาพการทำงานในช่วงเวลานี้ 

คุณหมอสมปรารถน์ทิ้งท้ายถึงเหตุผลที่ทำหมอต้องทำงานหนักทัั้งรักษาโรค ทั้งทำระบบดูแลสุขภาพกับเพื่อนบ้านด้วยน้ำเสียงที่ชื่นใจ “ชายแดนไม่ใช่สถานที่แบ่งแยก แต่ชายแดนคือสถานที่แห่งความเป็นมิตร ผู้คนอยู่อาศัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เรามีโอกาสได้ช่วยเพื่อนบ้านทั้งรักษาโรคและให้ความรู้ ตัวเราก็ภูมิใจนะ โรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของประชาชนในมิติสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วย รักษา ป้องกัน งานโรงพยาบาลสะท้อนชุมชน เพราะโรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของชุมชนในอีกหลายๆ เรื่องได้เหมือนกัน กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาสนับสนุนงบประมาณ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุขไทย ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของผู้คนในพื้นที่ตรงนี้จริงๆ”

ภาพ : นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จากการพูดคุยกันสั้น ๆ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษผ่านช่องทางออนไลน์ เราเรียนรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ กุล-กุลชาติ เค้นา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้การท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

กุลมีอาชีพหลักเป็น UX/UI Designer ทำงานแบบ Digital Nomad (กลุ่มคนที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เดินทางไปด้วย ทำงานไปด้วยจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก) เป็นผู้ปลุกปั้น ฟาร์มคิด ร้านอาหาร-กาแฟที่ขายความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวกินอร่อย เป็นหนึ่งในสามผู้สร้าง วิวผาม่าน ผู้ให้บริการพานักท่องเที่ยวไปดริปกาแฟหลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน ร่วมผลักดันการสร้าง มหา’ลัยไทบ้าน ร่วมกับกลุ่มมหาลัยเถื่อนและนักขับเคลื่อนในอำเภออื่น ๆ เพื่อเสริมพลังคนพื้นที่ที่ทำงานพัฒนาบ้านเกิด จนแตกหน่อออกมาเป็นโปรเจกต์เทคไทบ้าน’ ที่จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมกัน

ถ้าเล่าแค่ความดีงามของโปรเจกต์ที่เขาทำมันจะไปสนุกอะไร 

เมื่อความน่าสนใจของผู้ชายไทบ้านคนนี้มีซ่อนอยู่อีกหลากหลายมุม 

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Prototype ถึง MVP

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นักออกแบบหนุ่มชื่อกุลได้เริ่มนำไอเดียในการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่คุกรุ่นอยู่ในใจออกมา 

“โปรเจกต์แรกที่เริ่มคือ ฟาร์มคิด เป็นชื่อในอุดมคติของผมก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมไม่มี Business Model แค่อยากทำชุดปลูกผักคนเมือง เพื่อให้คนได้กินผักปลอดภัย ผมก็ให้พ่อตายิงไม้พาเลต ทำ Prototype ขึ้นมา ปรากฏว่าแค่กล่องก็หนัก 10 กก. เราไม่ได้คำนวณต้นทุนก่อน ก็เลยไม่เวิร์ก เลิกทำ” กุลเล่าจุดเริ่มต้นของฟาร์มคิดอย่างติดตลก

เมื่อโมเดลแรกไม่สำเร็จ เขาลองกลับไปทบทวนเป้าหมายจริง ๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ และพบว่าหนทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการสร้างงานให้ชุมชน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย จนถึงการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คุ้นชินกับเทคโนโลยี ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว 

เมื่อเวลาผ่านไป ไอเดียถูกตกผลึกเป็นร้านอาหารพื้นถิ่น ‘ฟาร์มคิด’ เปิดในอำเภอภูผาม่าน บ้านเกิดของเขา

“ร้านฟาร์มคิดตอนแรกเป็นร้านขายสเต๊ก ตอนนั้นก็ห้าว คิดว่าตัวเองชอบทำสเต๊กก็เลยทำขาย จริง ๆ ขายได้โอเคนะ แต่ชีวิตพังเพราะเราต้องเลี้ยงลูก ทำงาน ประชุม เตรียมของขาย ธาตุไฟเข้าแทรกเหมือนกัน” กุลเล่าถึงช่วงเวลาที่ยังหาสมดุลระหว่างงานประจำกับความฝัน แต่นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเดียวที่เขาต้องเจอ “เปิดร้านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน โควิด-19 ก็มา ซึ่งปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่เราเจอ คือการหมุนเวียนของเงินมันน้อย เพราะอำเภอภูผาม่านไม่มีคนมาท่องเที่ยวเลย เป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก” 

ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และปิดร้านอาหารไปแล้วใช่ไหม

แต่กุลไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เขากลับเลือกชวนเพื่อน ๆ สายเทคที่ทำงานด้วยกันมาจัดอีเวนต์ด้านเทคโนโลยีกลางทุ่งนา พร้อมไลฟ์สดอวดคนในเมืองด้วยว่าบ้านฉันมีวิวสวยขนาดนี้ จนใคร ๆ ก็อิจฉา เป็นที่มาของอีกหลายกิจกรรมที่เลือกภูผาม่านเป็นฉากหลัง

เมื่อภูผาม่านบ้านนาถูกค้นพบในฐานะ Hidden Gem สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เริ่มมีองค์กรรัฐและเอกชนให้ความสนใจ ดึงดูดให้ผู้คนใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงไอเดียในการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาถึงกุลด้วย

“หลังจาก ททท. และ TCDC เข้ามาร่วมทำทริปโปรโมตการท่องเที่ยวให้ภูผาม่าน เราก็ได้รับไอเดียจากช่างภาพของ TCDC ท่านหนึ่ง เขาบอกให้ผมเฝ้ามองหนองสมอให้เขา หากในหนองจะมีน้ำเอ่อ ให้รีบบอกเขาเลย เขาจะมาถ่ายภาพภูเขาสะท้อนน้ำพร้อมแสงเช้า ซึ่งมันสวยมาก” ชายหนุ่มเล่าพลางอวดภาพวิวที่หนองสมอที่เป็นแบกกราวนด์ในโปรแกรม Zoom ของเขา

“แถมเขายังให้ไอเดียด้วยว่า เราน่าจะลองเอากาแฟมาดริปกันที่นี่ ผมกับน้องอีก 2 คน คือ พิมพ์กับต๋อง เลยสั่งชุดดริปกาแฟมาลองไลฟ์ลง Facebook ปรากฏว่าคนสนใจ หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็เปิดเพจรับจองคิวให้คนมาดริปกาแฟพร้อมชมวิวกับเราที่นี่เลย เป็นการทำ MVP (บริการตัวอย่าง) เหมือนที่ทำกันในวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละครับ เป็นที่มาของ วิวผาม่าน ที่เราพาคนมาชมวิวและดริปกาแฟด้วยกันที่หนองสมอ ทุกวันนี้คิวยังเต็มอยู่ตลอดเลย” กุลเล่าอย่างภาคภูมิใจ 

จาก Prototype เล็ก ๆ ที่ไม่เวิร์กในวันนั้น มาถึง MVP ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อการพัฒนาชุมชนในวันนี้ 

เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Network ถึง Infrastructure

แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้นของการผลักดันภูผาม่านเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย

กุลบอกกับเราว่าเขาผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบ้านพี่เมืองน้อง

“นอกจากอำเภอภูผาม่านแล้ว บ้านพี่เมืองน้องอย่างอำเภอสีชมพูเขาก็ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ด้วย เราเป็นเมล็ดพันธ์ุที่เติบโตมาด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยากโชว์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง จนมีโครงการหนึ่งที่รัฐสนับสนุน จัดให้คนรุ่นใหม่มาเจอกัน เราร่วมกับ ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์, คุณนุ-อนุวัตร บับพาวะตา แก๊งอำเภอสีชมพู ประชุมกับ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร จากมหาลัยเถื่อน ระดมความคิดกันกลายเป็นชื่อ มหา’ลัยไทบ้าน ขึ้นมา” กุลโยงใยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโปรเจกต์การท่องเที่ยวกับโปรเจกต์การศึกษาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม

“มหา’ลัยไทบ้านเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ คนไทบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาทอล์ก มาแชร์ มาเสริมพลังให้กัน ทำไมนักพูดต้องอยู่บนเวที TED เท่านั้น จะอยู่บนรถแต๊ก ๆ แบบไทบ้านเราได้มั้ย เพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนรู้ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็น Contributor” ชายหนุ่มอธิบายหน้าที่ของมหาลัยไทบ้าน

กุลชัดเจนแต่แรกว่าเขาต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในชุมชน เขาจึงสร้างสาขาย่อยของตัวเองขึ้นมาภายใต้ร่มของมหา’ลัยไทบ้าน ชื่อว่า เทคไทบ้าน มีฟังก์ชันในการค้นหาบทบาทและจุดยืนที่เหมาะสมของเทคโนโลยีต่อชุมชนแห่งนี้

“ช่วงนี้มีคำฮิตคำหนึ่ง คือคำว่า ชนบทดิจิทัล ซึ่งผมตั้งคำถามว่าเราพร้อมจริงหรือเปล่า” กุลเปรย “จริง ๆ พวกของหรืออุปกรณ์มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณ ไวไฟ แต่คนในชนบทเป็นเพียงผู้ใช้งาน ยังไม่ได้เป็นผู้สร้าง ผู้แบ่งปัน หรือผู้แก้ปัญหา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น
เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

“กรณีที่เจอล่าสุดคือหลานของผมเอง ผมสังเกตว่าเขาเรียนออนไลน์ติดปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เปิดไลน์ เข้าห้องเรียนไม่ทัน กรอกโค้ดไม่ได้ ต้องโหลด Google Classroom แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขนาดหลานอยู่กับผมที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีระดับหนึ่งยังเจอปัญหาขนาดนี้ แล้วเด็กในชุมชน ในหมู่บ้านที่อยู่กับตายาย ใครจะแก้ปัญหาให้เขา

“ผมเลยคิดได้ว่าเทคไทบ้านน่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เชื่อมได้ โดยเอาเด็ก ๆ มาฝึกให้เป็นไอทีซัพพอร์ต”

เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพาเด็ก ๆ ไปร่วมสำรวจและเก็บข้อมูลร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้ Google Document ที่มีฟังก์ชันแปลงเสียงเป็นภาพ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยี ข้อมูลที่เด็ก ๆ เก็บมาเหล่านั้น กุลไม่ได้ปล่อยให้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่นำมาเป็นต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นำเที่ยวชุมชนที่ชื่อ phuphaman.org เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้ รวมถึงได้สร้างแท่นแสกน QR Code ติดไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน เอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่

“นี่คือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนครับ” กุลสรุปรวบความ 

“นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ ชาวบ้านไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ ซึ่งเราตั้งใจจะเปิดให้เว็บไซต์นี้เป็น Open Source ทุกอำเภอเอาโค้ดของเว็บนี้ไปทำเว็บของตัวเองได้เลย มีวิธีการทั้งหมดตั้งแต่การเก็บข้อมูลจนถึงเอาข้อมูลเข้าระบบ”

หากมองในภาพรวมแล้ว การทำงานของกุลเริ่มจากความไม่มี ความไม่พร้อม ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนเครือข่ายของผู้คน จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนชุมชนบ้านเกิดของเขา ทั้งการสร้างเด็ก ๆ ให้มีความพร้อม จนถึงสร้างช่องทางให้ข้อมูล

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Zero ถึง Hero

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ชายชื่อกุลปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเขาทำไม่ได้

“ผมมองว่าก่อนหน้านี้ภูผาม่านเองก็ไม่พร้อม แล้วใครเป็นคนทำให้มันพร้อม” เขาตอบสั้น ๆ เมื่อเราถามว่า ไอเดียลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้อย่างไร “ผมมีโควตหนึ่งประจำใจว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดในทัศนคติของคุณคืออะไร… มันควรจะเป็นคุณนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น ผมพูดกับทุกคนว่า ถ้าคุณอยากเห็น คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

คำตอบของกุลไม่ได้ออกมาแบบคนโลกสวย เขาเข้าใจอย่างดีถึงความยากและข้อจำกัดของคนทำงานขับเคลื่อนชุมชน

“ปากท้องเป็นข้อจำกัดสำคัญ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระโดยที่ตัวเองไม่ปลอดภัย” กุลเสริมอย่างเรียบง่าย “คุณภาพชีวิตเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อสังคมสำหรับผม ถ้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ มีหน้าที่การงานหรือ Ecosystem ที่ทำให้เราทำงานที่บ้านและเติบโตได้ ผมว่าคนทำงานเพื่อสังคมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมถึงจริงจังเรื่องการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องรอด

“ช่วงแรกก็หมดไฟเหมือนกันนะ เคยคิดว่าเลิกทำดีกว่าไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราเลิกทำไม่ได้ เพราะบริบทสังคมที่อยากเห็นมันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่น่ารอดแน่ ต่อให้เราเลี้ยงลูกดี ส่งลูกไปเรียนดี ๆ แต่บริบททางสังคมไม่เอื้อให้ลูกเรามีความสุขในพื้นที่ที่เขาอยู่หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เขามีความสุข มีอิสระในการคิด ถ้าตัวผมคนเดียวอาจจะทำงานไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ สื่อสารไปก็ได้ แต่เด็ก ๆ ทั้งลูกหลานของเราเขารอไม่ได้”

นั่นคือแรงผลักดันในใจที่พาให้ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอุดมคติให้เกิดขึ้นได้จริงในบ้านเกิดของเขาเอง

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Local ถึง Global

เราอดถามกุลไม่ได้ว่า ทำงานขับเคลื่อนมาแล้วหลายปี เห็นพื้นที่ภูผาม่านเข้าใกล้อุดมคติที่เคยมีมากขนาดไหน

“หลังจากทำงานมา 6 ปี ภูผาม่านเข้าใกล้พื้นที่ในอุดมคติของผมมาก จนผมเริ่มคิดว่าต่อให้ไม่มีตัวเรามันก็น่าจะไปต่อได้ ผมไม่ชอบทำอะไรที่ยึดโยงกับตัวเองเยอะ ๆ เพราะมันกดดัน ผมเลยทำเทคไทบ้านเป็น Open Source เป็นชุมชน เป็นต้นไอเดีย แต่แก่นของมันคือการนำเทคโนโลยีมาทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเก็บภารกิจนี้ไว้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมกับเขา

“อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Digital Nomad จากทั่วโลกที่จะเข้ามาในภูผาม่าน เป็นเมืองที่รองรับพลเมืองโลกแล้ว หลัง ๆ มีฝรั่งมาฟาร์มคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเขาเสิร์ช Google และดูรีวิวใน Google Maps

“อีกอย่าง ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่อินเทอร์เน็ตดีมากจากการโหวตของ Digital Nomad ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีหลายคนที่กำลังพยายามทำเพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในหลายพื้นที่ ต้องลองติดตามกันต่อไปครับ” กุลกล่าวปิดท้าย

คำตอบที่ไม่ลังเลใจของกุลเป็นสิ่งที่เสริมแรงใจให้เราเป็นอย่างดี และสะกิดให้เราคิดได้ว่า 

‘ถ้าพนักงานประจำที่ควบตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งอย่างเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เกิดขึ้นได้ เราก็ทำได้เช่นกัน’

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load