“ชายแดนคือสถานที่แห่งความเป็นมิตร” นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต ผู้ปักหลักทำงานในโรงพยาบาลแนวชายแดนไทย-ลาว กล่าวถึงสิ่งที่เขาเห็นมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2534

ชีวิตการทำงานกว่า 30 ปี ในฐานะแพทย์ชนบทของหมอสมปรารถน์ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก เขาคือแพทย์ชนบทดีเด่นคนที่ 39 ของศิริราช ผู้เป็นต้นแบบของแพทย์โรงพยาบาลชุมชนที่ต้องรักษาผู้ป่วย บริหารคน พัฒนาสาธารณสุขชุมชน 

หมอได้รับคัดเลือกให้เป็นแพทย์ชนบทดีเด่น ของกองทุนนายแพทย์กนกศักดิ์ พูลเกษร ใน พ.ศ. 2545 ซึ่งรางวัลนี้จะมอบให้แพทย์ปีละคนเท่านั้น ในปีถัดมา เขาได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นของจังหวัดเชียงราย

หลังเกษียณราชการเมื่อ พ.ศ. 2561 หมอสมปรารถน์ก็ได้รับการเลือกให้เป็นแพทย์ในดวงใจของชาวเชียงรายอีกหนึ่งรางวัล

งานใหญ่งานหนึ่งที่มีคุณค่ามากของหมอสมปรารถน์ คือการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบโรงพยาบาลระหว่างพื้นที่เชียงของฝั่งไทยกับบ่อแก้วฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งแม้จะกั้นเพียงแม่น้ำโขง แต่ความเหลื่อมล้ำด้านระบบสาธารณสุขนั้นห่างไกลกันมาก

ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับความช่วยเหลือจากประเทศที่เจริญกว่า เมื่อเรามีศักยภาพมากขึ้น เราก็พร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นบ้าง เมื่อ 20 ปีก่อน กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จึงเริ่มต้น ‘การทูตเพื่อการพัฒนา’ โดยเฉพาะกับเพื่อนบ้านโดยรอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ หากเรามีสองสิ่งนี้แล้ว ก็จะทำสิ่งต่างๆ ร่วมกันได้มากขึ้น

​หนึ่งในงานการทูตเพื่อการพัฒนาก็คือ งานสาธารณสุุขชายแดน ซึ่งมีหมอสมปรารถน์เป็นผู้ดูแล

เรื่องเริ่มต้นขึ้นจากหมอสมปรารถน์ ซึ่งทำงานเป็นแพทย์ชนบทที่เชียงรายในขณะนั้น ได้รับการสนับสนุนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทย ให้ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน โดยการช่วยพัฒนาโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ให้รองรับการรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

เมื่อโรงพยาบาลฝั่ง สปป.ลาว ดีขึ้น หมอเก่งขึ้น หมอไทยก็ไม่ต้องเหนื่อยรักษาคนไข้จำนวนมากที่ข้ามฝั่งมา ชาวลาวก็ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง เพราะรับการรักษาที่ สปป.ลาว ได้ 

งานพัฒนาทางการทูตครั้งนี้จึงส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและลาวอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งไปกว่านั้น บ่อแก้วยังเป็นจุดข้ามแดนของคนและสินค้าเพื่อเข้าสู่ถนน R3A เส้นทางสายหลักที่ต่อจากไทย ผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่จีน จึงเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของการสร้างความเข้มแข็งให้หลายประเทศที่มีผู้คนใช้ชีวิตเชื่อมโยงกัน 

แม้จะเป็นการพัฒนาด้านสาธารณสุข แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ซึ่งได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

หมอสมปรารถน์

ตลอดชีวิตการเป็นแพทย์ชนบทของหมอสมปรารถน์ เขาอุทิศชีวิตเพื่อรักษาคนไข้และงานพัฒนาสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน ปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่ช่วงนี้แม้จะเป็นวันหยุด เขาก็ยังต้องตรวจคนไข้โควิด-19 อย่างไม่หยุดหย่อน

ชีวิตของหมอสมปรารถน์เดินทางไกลตลอด จากเด็กโคราช มาเรียนกรุงเทพฯ หนีไปอยู่สุราษฎร์ธานี จนตอนนี้ปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงราย

“ผมเป็นคนขามสะแกแสง โคราช เกิด พ.ศ. 2500 เรียนหนังสือชั้นประถมที่โคราช ตอนมัธยมเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วก็เอ็นทรานซ์ติดที่คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล อยู่ทั้งในเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา รอดตายมาได้เพราะหลบในห้องน้ำชั้นสี่ ตึกบัญชี แล้วก็หนีเข้าป่าทางใต้ไปแปดปี” หมอสมปรารถน์เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

เขาคือ ‘หมอตีนเปล่า’ ทำหน้าที่หมอดูแลเพื่อน พี่ น้อง ที่หนีไปอยู่ป่าแถวเขื่อนเชี่ยวหลานด้วยกัน ราว พ.ศ. 2525 เขาย้ายไปที่จังหวัดชุมพร ก่อนตัดสินใจออกจากป่าที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลับมาเรียนแพทย์ที่กรุงเทพฯ ต่อในวัย 28 ปี

“เราเรียนจบช้าไปสิบปี คนอื่นเรียนจบทำงานตอนอายุยี่สิบสี่ปี แต่เราเรียนจบตอนอายุสามสิบสี่ปี พอเรียนจบแพทย์ก็เลยเลือกไปทำงานอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประสบการณ์ช่วงไปอยู่ป่าทำให้เราเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ รวมถึงแง่มุมต่างๆ ของชีวิต ผมเลยอาจจะต่างจากแพทย์จบใหม่คนอื่นๆ ด้วยความที่เราเคยไปอยู่ป่ามันสร้างตัวตนหลายๆ อย่าง ทำให้ผมรู้สึกชีวิตก็ไม่เห็นต้องพึ่งเงินพึ่งทอง ออกสไตล์สมถะไปเลย อยู่ในป่าแปดปี ไม่ต้องมีเงินใช้เลยก็มีชีวิตอยู่ได้ มีความสุข ความร่ำรวยหรือเงินไม่ใช่อันดับแรกของชีวิต” หมอสมปรารถน์เล่าถึงที่มาของชีวิตแพทย์ชนบท

“ตั้งเป้าไว้ว่าเรียนจบคงอยู่ในโรงพยาบาลประจำอำเภอ อยู่ในชนบท เรื่องทำงานในเมืองหรือที่โรงพยาบาลเอกชนไม่มีอยู่ในหัวเลย ก็ตัดสินใจว่า งั้นลองมาใช้ชีวิต มาทำงานที่ภาคเหนือดูสักระยะ เลือกมาอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นที่แรก เพราะมีตำแหน่งว่าง ไม่เคยรู้เลยนะว่าเชียงของอยู่ตรงไหนของไทย” เขาว่า

ยังจำวันแรกที่มาถึงได้ไหม-เราถาม

“พอลงจากรถก็เห็นว่าที่นี่ติดริมน้ำโขงเลย ฝั่งตรงข้ามเป็นแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว มันต่างจากชีวิตที่เราเคยเห็นและเคยอยู่มาตลอด สมัยโน้นก็ถือว่าเป็นชนบทแหละ เพราะอยู่ขอบสุดประเทศ แต่เราชอบ”

แม้ว่าตอนนี้เขาจะเกษียณแล้ว แต่ก็ไม่ยอมกลับโคราชบ้านเกิด

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

“ตอนแรกกะว่าพอเกษียณคงต้องกลับโคราชแล้ว แต่พออยู่ไปก็ชอบที่นี่ คุ้นกับชุมชน งานที่เราทำมันไม่ใช่เฉพาะเรื่องตรวจรักษาคนไข้อย่างเดียว เรายังไปทำงานกับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว ไปทำงานพัฒนาระบบสาธารณสุขชายแดน ซึ่งเป็นความท้าทายในใจเรามานาน

“โรงพยาบาลคือชีวิตของผมก็ว่าได้นะ ชายแดนคือสถานที่ที่ผู้คนเชื่อมโยงกัน ยังไงระบบสาธารณสุขชายแดนก็ยังต้องทำงานร่วมกันอยู่ จำเป็นมากในการควบคุมโรค ระบบสุขภาพบ้านเรายังต้องการการพัฒนาอยู่นะ ยังอยากอยู่ทำงานในที่แห่งนี้” หมอสมปรารถน์เล่าถึงหมุดหมายในใจที่ทำให้เขาตั้งใจอยู่ที่นี่ต่อ

สาธารณสุขชายแดนที่เกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจ

หมอสมปรารถน์ได้ร่วมงานกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำงานสาธารณสุขชายแดนกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 – 2560 โดยการพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว งานที่ทำมีตั้งแต่จัดหาครุภัณฑ์สำหรับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว อบรมให้ความรู้ทีมแพทย์ลาว จนถึงการพัฒนาระบบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ครอบคลุมพื้นที่ถึงแขวงหลวงน้ำทา ซึ่งไกล 180 กิโลเมตรจากเชียงของจนติดชายแดนจีน คนป่วยบางรายที่หนักจริงๆ ก็ส่งต่อข้ามแขวงมาหาโรงพยาบาลฝั่งประเทศไทยได้เลย

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

“เป็นงานที่ผมภูมิใจ เราก็มีข้อตกลงกับทางบ่อแก้วเลยนะ เมื่อก่อนสาธารณสุขฝั่งบ่อแก้วเขาด้อยกว่าเรา จึงต้องพึ่งพาเรา ช่วงที่ฝรั่งเศสมายึดครอง ฝั่ง สปป.ลาว มีโรงพยาบาลที่เจริญกว่าเพราะหมอฝรั่งมาอยู่ เขาบอกว่าตอนนั้นคนเชียงของเจ็บป่วยทีต้องข้ามน้ำโขงไปหาหมอฝรั่งฝั่งลาว แต่พอยุคมันกลับกัน เขาเจ็บป่วยก็ต้องมาที่ฝั่งไทย 

“เราประสานข้อมูลเรื่องสุขภาพโดยเน้นไปที่โรคระบาด โรคติดต่อ บางโรคที่บ้านเราไม่ค่อยมีแล้วแต่ฝั่งโน้นยังเจออยู่ อย่างโรคคอตีบ โรคพวกนี้ถ้าไม่มีความร่วมมือกัน บางทีเขาเจ็บป่วยโดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็ต้องนั่งเรือข้ามมา พอข้ามมาก็จะติดต่อโรคกันได้ง่าย เราเลยพัฒนาระบบขึ้นมา ถ้าเป็นโรคพวกนี้อีกไม่ต้องข้ามมานะ อยู่รักษาที่โรงพยาบาลเขาได้ ถ้าโรคไหนจำเป็นต้องใช้ยาแล้วฝั่งเรามี ก็ส่งเป็นยาไป” หมอสมปรารถน์เล่าถึงสภาพความสาธารณสุขในสมัยก่อน

ถ้าต้องเล่างานพัฒนาสาธารณสุขชายแดนไทย-ลาว ฉบับเข้าใจง่าย ก็พอจะอธิบายได้ว่า ในช่วง พ.ศ. 2544 รัฐบาล สปป.ลาว ขอให้ไทยเข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารผู้ป่วยนอก (หรือตึก OPD) ของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว เนื่องจากมีลักษณะเป็นเรือนแถวเก่าชั้นเดียว ทรุดโทรม ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ดีนัก จึงต้องส่งผู้ป่วยมาฝั่งไทยบ่อยๆ

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยได้เจรจากับรัฐบาลลาวในการวางแผนการทำงานร่วมกัน เริ่มจากวางแผนการสร้างอาคารใหม่ให้โรงพยาบาลบ่อแก้ว สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ และจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ฝั่ง สปป.ลาว ให้มีความรู้ความสามารถในการรักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ผู้ป่วยจะได้หายไว และลดภาระโรงพยาบาลฝั่งไทยด้วย

“ลองนึกถึงสมัยที่ยังไม่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จะข้ามฝั่งมารักษาก็ต้องนั่งเรือหางยาวข้ามแม่น้ำโขง พอสร้างอาคารเสร็จก็ยังมีปัญหาไฟฟ้าที่ยังไม่เสถียร กรมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงสนับสนุนโรงปั่นไฟฉุกเฉินต่อ เพื่อให้โรงพยาบาลบ่อแก้วทำการรักษาผู้คนได้ ผมถามหมอของโรงพยาบาลบ่อแก้วว่ายังขาดอะไรอีกบ้างเพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ที่เหมาะสม ตอนนั้นได้งบมาแปดล้าน ก็ไปซื้อรถพยาบาลมาตรฐานคันแรกของแขวงบ่อแก้ว

“พอมีตึก มีครุภัณฑ์ มีรถพยาบาลแล้ว เราก็อบรมให้ความรู้ พัฒนาทั้งแพทย์ ทั้งพยาบาล จัดอบรมสามสิบห้าหลักสูตร ครอบคลุมเจ้าหน้าที่แทบทั้งโรงพยาบาล กรมความร่วมมือระหว่างประเทศก็ศึกษาข้อมูล แล้วก็ให้เราไปช่วยดูว่าตรงกับความต้องการจริงๆ ไหม 

“การทำงานกับฝั่งบ่อแก้วเหมือนการสร้างมิตร ตอนเย็นๆ นัดมาเจอกันเพื่อออกกำลังกาย กินข้าวเย็นด้วยกันจนได้เพื่อนจากฝั่ง สปป.ลาว เพิ่ม สาธารณสุขชายแดนเลยเข้มแข็งมาถึงทุกวันนี้ พอเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การทำงานและการพัฒนาพื้นที่ก็ทำได้ง่ายขึ้น สองประเทศก็เดินไปด้วยกัน”

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยสนับสนุนให้จัดอบรมคุณหมอฝั่งลาวในโรคปฐมภูมิ สอนผ่าตัดต้อกระจก จนถึงสอนการทำเวชระเบียนและวางระบบต่างๆ ในโรงพยาบาลบ่อแก้ว จนเกิดความก้าวหน้าไปสู่การ Video Conference ระหว่างการผ่าตัด ทีมแพทย์ฝั่งลาวสามารถปรึกษาหารือกับหมอฝั่งไทยได้ทันทีผ่านทางช่องทางออนไลน์

งานพัฒนาสาธารณสุขไทย-ลาว ยังคงดำเนินมาต่อเนื่อง จนเกิดแผนงานโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในและแม่และเด็ก (เป็นอาคาร 2 ชั้น) พร้อมทั้งให้การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับโรงพยาบาล โต๊ะ เตียง เก้าอี้ สิ่งที่หมอต้องใช้ สิ่งที่คนไข้ต้องการ รวมถึงเครื่องช่วยหายใจของเด็กเล็กที่ฝั่งลาวเขายังขาด

“ผมได้คุยกับแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ่อแก้ว จึงเห็นความแตกต่างของระบบ เราช่วยเหลือกันคล้ายพี่น้อง ถ้ามีเคสคนไข้ที่ต้องการเลือด แต่ทางเขาไม่มีเลือด ก็ขอมาที่เรา ถ้าเรามีเลือดก็จะส่งให้ มีการช่วยเหลือกันบ้าง อาจยังไม่เป็นทางการนัก เป็นการช่วยเหลือกันเองแบบเพื่อนมนุษย์ที่อยู่อาศัยร่วมกัน”

 การทูตเพื่อการพัฒนา ทำงานเชิงรุกแบบให้คนรัก

การทูตเพื่อการพัฒนาให้ความสำคัญกับการเลือกพื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งทำโครงการแล้วจะเกิดผลดีต่อทุกฝ่าย 

​นักการทูตมองว่า พื้นฐานการพัฒนาประเทศมีอยู่ 3 ด้านที่ควรเร่งพัฒนาก่อนคือ เกษตร สาธารณสุข และการศึกษา เพราะมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

บริเวณชายแดน กระทรวงสาธารณสุขไทยมียุทธศาสตร์สาธารณสุขชายแดนอยู่แล้ว จังหวัดชายแดนทั้ง 39 จังหวัดตั้งแต่เหนือจรดใต้ ต่างก็มีปัญหาสาธารณสุขชายแดน ด้วยวิถีชีวิตที่ผู้คนข้ามไปมาหาสู่กันทำให้คนติดโรค เกิดโรคระบาดข้ามประเทศ อาจสร้างปัญหาให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยได้ด้วย หรือไม่ก็เป็นเราเอง ที่แพร่เชื้อโรคจากฝั่งไทยไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งที่นักการทูตและนักการแพทย์ทำ ไม่ใช่เปลี่ยนวิถีชีวิต ห้ามผู้คนเดินทางไปมาหาสู่ แต่เป็นการผนึกกำลังสร้างระบบสาธารณสุขในจุดยุทธศาสตร์ให้เข้มแข็ง ทำงานเชิงรุกแบบให้คนรัก

“งานสำนักงานสาธารณสุขชายแดนคือการเฝ้าระวังโรคต่างๆ เมื่อมีโรคใดๆ เกิดขึ้นมาทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จะมีการเตือนภัย แชร์ข้อมูลกัน จัดระบบการเฝ้าระวัง สอบสวนโรค การเข้าหาพื้นที่อย่างรวดเร็ว ถ้าคุมได้เร็วโรคก็ไม่ระบาด ทำงานเป็นเครือข่าย เพื่อไม่ให้ขาดช่วง ขาดจังหวะ

“คนประเทศเพื่อนบ้านข้ามมารักษาฝั่งไทย เนื่องจากเขาเชื่อมั่นว่าฝั่งไทยมีความพร้อมมากกว่า กระทรวงการต่างประเทศมองในเชิงการต่างประเทศ และผลประโยชน์ระหว่างประเทศ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขจะเชี่ยวชาญเชิงความรู้ทางวิชาการ เมื่อสองกระทรวงร่วมมือกัน ทำงานกับแพทย์ชนบทในพื้นที่ ช่วยกันดูแลและพัฒนาระบบสาธารณสุขชายแดน ส่วนกรมความร่วมมือระหว่างประเทศก็มีภารกิจบูรณาการทำให้ความร่วมมือจากประเทศต่างๆ มีเอกภาพและตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน” หมอสมปรารถน์อธิบายงานระหว่างประเทศแบบง่าย

ตั้งไหนแต่ไรมา การพบปะและการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำประเทศหรือผู้บริหารระดับสูง จะมีการร้องขอให้ไทยช่วยพัฒนาในเรื่องต่างๆ ว่า เขามีปัญหาอย่างไรบ้างที่อยากให้ ไทยช่วย ซึ่งเราจะช่วยเมื่อมีหลักการและเหตุผลรับรอง จนกระทั่งออกมาเป็นความร่วมมือที่เป็น รูปธรรม หรือเรียกกันเป็นสากลที่อาจจะฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูว่า ODA*

* ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance : ODA) ของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) ความช่วยเหลือแบบเงินให้เปล่า / ความร่วมมือทางวิชาการ 2) ความช่วยเหลือทางการเงินหรือเงินกู้ ผ่อนปรน และ 3) เงินบริจาค / เงินสนับสนุนแก่องค์กรพหุภาคีและองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกาไร

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เราเห็นทีมแพทย์ไทยตามจังหวัดต่างๆ ขะมักเขม้นกับการรักษาและคุมโรค ทางแนวชายแดนก็เช่นกัน สาธารณสุขชายแดนก็กำลังขะมักเขม้นตั้งใจกับการช่วยคุมโรคโควิด-19 ไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยเพิ่ม

“ระบบสาธารณสุขชายแดนคือการร่วมมือกันและประสานงานกันในการดูแลโรค รักษาผู้ป่วย ควบคุมโรคระบาด ช่วยสกัดกั้นไม่ให้โรคมาแพร่ระบาดในไทย ตั้งแต่มีโรคโควิด-19 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศทำโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนา สนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรับมือกับโรคโควิด-19 เพราะประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทางรวมกันหลายพันกิโลเมตร

“กรมความร่วมมือระหว่างประเทศส่งอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ เครื่องตรวจโรคแบบ RT-PCR ให้ทางบ่อแก้วเพิ่ม เราวางระบบการป้องกัน ติดตาม สอบสวนโรคร่วมกันด้วย ฝั่งเชียงรายเรามีการดูแลอีกแรง เป็นระบบเรียกว่า One Hospital One Province ใช้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ที่เดียวเป็นศูนย์ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19

“มีการฝึกอบรมให้ความรู้เจ้าหน้าที่ฝั่ง สปป.ลาว เพื่อรับมือโควิด-19 ด้วยหลักสูตร Field Epidemiology Training Program (FETP) คือเราไปพัฒนานักระบาดวิทยาให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน พอเขามีความรู้ที่เป็นมาตรฐาน ก็จะไปสอน ไปถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อสร้างนักระบาดวิทยาต่อไปในประเทศของตัวเอง

“ในระยะยาวกว่านั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของไทยได้ออกแบบอุปกรณ์และห้องแล็บปฏิบัติการที่ใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพสูง ส่งไปให้โรงพยาบาลในแขวงบ่อแก้ว แขวงไซยะบุรี และแขวงคำม่วนของฝั่งลาวด้วย เพราะเป็นพื้นที่ชายแดน มีการเคลื่อนย้ายของประชาชนและแรงงานจำนวนมาก อีกทั้งช่วยควบคุมโรคอุบัติใหม่ต่างๆ ในอนาคตได้ด้วย” หมอสมปรารถน์อธิบายภาพการทำงานในช่วงเวลานี้ 

คุณหมอสมปรารถน์ทิ้งท้ายถึงเหตุผลที่ทำหมอต้องทำงานหนักทัั้งรักษาโรค ทั้งทำระบบดูแลสุขภาพกับเพื่อนบ้านด้วยน้ำเสียงที่ชื่นใจ “ชายแดนไม่ใช่สถานที่แบ่งแยก แต่ชายแดนคือสถานที่แห่งความเป็นมิตร ผู้คนอยู่อาศัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เรามีโอกาสได้ช่วยเพื่อนบ้านทั้งรักษาโรคและให้ความรู้ ตัวเราก็ภูมิใจนะ โรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของประชาชนในมิติสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วย รักษา ป้องกัน งานโรงพยาบาลสะท้อนชุมชน เพราะโรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของชุมชนในอีกหลายๆ เรื่องได้เหมือนกัน กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาสนับสนุนงบประมาณ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุขไทย ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของผู้คนในพื้นที่ตรงนี้จริงๆ”

ภาพ : นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load