“ชายแดนคือสถานที่แห่งความเป็นมิตร” นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต ผู้ปักหลักทำงานในโรงพยาบาลแนวชายแดนไทย-ลาว กล่าวถึงสิ่งที่เขาเห็นมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2534

ชีวิตการทำงานกว่า 30 ปี ในฐานะแพทย์ชนบทของหมอสมปรารถน์ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก เขาคือแพทย์ชนบทดีเด่นคนที่ 39 ของศิริราช ผู้เป็นต้นแบบของแพทย์โรงพยาบาลชุมชนที่ต้องรักษาผู้ป่วย บริหารคน พัฒนาสาธารณสุขชุมชน 

หมอได้รับคัดเลือกให้เป็นแพทย์ชนบทดีเด่น ของกองทุนนายแพทย์กนกศักดิ์ พูลเกษร ใน พ.ศ. 2545 ซึ่งรางวัลนี้จะมอบให้แพทย์ปีละคนเท่านั้น ในปีถัดมา เขาได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นของจังหวัดเชียงราย

หลังเกษียณราชการเมื่อ พ.ศ. 2561 หมอสมปรารถน์ก็ได้รับการเลือกให้เป็นแพทย์ในดวงใจของชาวเชียงรายอีกหนึ่งรางวัล

งานใหญ่งานหนึ่งที่มีคุณค่ามากของหมอสมปรารถน์ คือการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบโรงพยาบาลระหว่างพื้นที่เชียงของฝั่งไทยกับบ่อแก้วฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งแม้จะกั้นเพียงแม่น้ำโขง แต่ความเหลื่อมล้ำด้านระบบสาธารณสุขนั้นห่างไกลกันมาก

ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับความช่วยเหลือจากประเทศที่เจริญกว่า เมื่อเรามีศักยภาพมากขึ้น เราก็พร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นบ้าง เมื่อ 20 ปีก่อน กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จึงเริ่มต้น ‘การทูตเพื่อการพัฒนา’ โดยเฉพาะกับเพื่อนบ้านโดยรอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ หากเรามีสองสิ่งนี้แล้ว ก็จะทำสิ่งต่างๆ ร่วมกันได้มากขึ้น

​หนึ่งในงานการทูตเพื่อการพัฒนาก็คือ งานสาธารณสุุขชายแดน ซึ่งมีหมอสมปรารถน์เป็นผู้ดูแล

เรื่องเริ่มต้นขึ้นจากหมอสมปรารถน์ ซึ่งทำงานเป็นแพทย์ชนบทที่เชียงรายในขณะนั้น ได้รับการสนับสนุนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทย ให้ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน โดยการช่วยพัฒนาโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ให้รองรับการรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

เมื่อโรงพยาบาลฝั่ง สปป.ลาว ดีขึ้น หมอเก่งขึ้น หมอไทยก็ไม่ต้องเหนื่อยรักษาคนไข้จำนวนมากที่ข้ามฝั่งมา ชาวลาวก็ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง เพราะรับการรักษาที่ สปป.ลาว ได้ 

งานพัฒนาทางการทูตครั้งนี้จึงส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและลาวอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งไปกว่านั้น บ่อแก้วยังเป็นจุดข้ามแดนของคนและสินค้าเพื่อเข้าสู่ถนน R3A เส้นทางสายหลักที่ต่อจากไทย ผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่จีน จึงเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของการสร้างความเข้มแข็งให้หลายประเทศที่มีผู้คนใช้ชีวิตเชื่อมโยงกัน 

แม้จะเป็นการพัฒนาด้านสาธารณสุข แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ซึ่งได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

หมอสมปรารถน์

ตลอดชีวิตการเป็นแพทย์ชนบทของหมอสมปรารถน์ เขาอุทิศชีวิตเพื่อรักษาคนไข้และงานพัฒนาสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน ปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่ช่วงนี้แม้จะเป็นวันหยุด เขาก็ยังต้องตรวจคนไข้โควิด-19 อย่างไม่หยุดหย่อน

ชีวิตของหมอสมปรารถน์เดินทางไกลตลอด จากเด็กโคราช มาเรียนกรุงเทพฯ หนีไปอยู่สุราษฎร์ธานี จนตอนนี้ปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงราย

“ผมเป็นคนขามสะแกแสง โคราช เกิด พ.ศ. 2500 เรียนหนังสือชั้นประถมที่โคราช ตอนมัธยมเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วก็เอ็นทรานซ์ติดที่คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล อยู่ทั้งในเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา รอดตายมาได้เพราะหลบในห้องน้ำชั้นสี่ ตึกบัญชี แล้วก็หนีเข้าป่าทางใต้ไปแปดปี” หมอสมปรารถน์เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

เขาคือ ‘หมอตีนเปล่า’ ทำหน้าที่หมอดูแลเพื่อน พี่ น้อง ที่หนีไปอยู่ป่าแถวเขื่อนเชี่ยวหลานด้วยกัน ราว พ.ศ. 2525 เขาย้ายไปที่จังหวัดชุมพร ก่อนตัดสินใจออกจากป่าที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลับมาเรียนแพทย์ที่กรุงเทพฯ ต่อในวัย 28 ปี

“เราเรียนจบช้าไปสิบปี คนอื่นเรียนจบทำงานตอนอายุยี่สิบสี่ปี แต่เราเรียนจบตอนอายุสามสิบสี่ปี พอเรียนจบแพทย์ก็เลยเลือกไปทำงานอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประสบการณ์ช่วงไปอยู่ป่าทำให้เราเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ รวมถึงแง่มุมต่างๆ ของชีวิต ผมเลยอาจจะต่างจากแพทย์จบใหม่คนอื่นๆ ด้วยความที่เราเคยไปอยู่ป่ามันสร้างตัวตนหลายๆ อย่าง ทำให้ผมรู้สึกชีวิตก็ไม่เห็นต้องพึ่งเงินพึ่งทอง ออกสไตล์สมถะไปเลย อยู่ในป่าแปดปี ไม่ต้องมีเงินใช้เลยก็มีชีวิตอยู่ได้ มีความสุข ความร่ำรวยหรือเงินไม่ใช่อันดับแรกของชีวิต” หมอสมปรารถน์เล่าถึงที่มาของชีวิตแพทย์ชนบท

“ตั้งเป้าไว้ว่าเรียนจบคงอยู่ในโรงพยาบาลประจำอำเภอ อยู่ในชนบท เรื่องทำงานในเมืองหรือที่โรงพยาบาลเอกชนไม่มีอยู่ในหัวเลย ก็ตัดสินใจว่า งั้นลองมาใช้ชีวิต มาทำงานที่ภาคเหนือดูสักระยะ เลือกมาอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นที่แรก เพราะมีตำแหน่งว่าง ไม่เคยรู้เลยนะว่าเชียงของอยู่ตรงไหนของไทย” เขาว่า

ยังจำวันแรกที่มาถึงได้ไหม-เราถาม

“พอลงจากรถก็เห็นว่าที่นี่ติดริมน้ำโขงเลย ฝั่งตรงข้ามเป็นแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว มันต่างจากชีวิตที่เราเคยเห็นและเคยอยู่มาตลอด สมัยโน้นก็ถือว่าเป็นชนบทแหละ เพราะอยู่ขอบสุดประเทศ แต่เราชอบ”

แม้ว่าตอนนี้เขาจะเกษียณแล้ว แต่ก็ไม่ยอมกลับโคราชบ้านเกิด

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

“ตอนแรกกะว่าพอเกษียณคงต้องกลับโคราชแล้ว แต่พออยู่ไปก็ชอบที่นี่ คุ้นกับชุมชน งานที่เราทำมันไม่ใช่เฉพาะเรื่องตรวจรักษาคนไข้อย่างเดียว เรายังไปทำงานกับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว ไปทำงานพัฒนาระบบสาธารณสุขชายแดน ซึ่งเป็นความท้าทายในใจเรามานาน

“โรงพยาบาลคือชีวิตของผมก็ว่าได้นะ ชายแดนคือสถานที่ที่ผู้คนเชื่อมโยงกัน ยังไงระบบสาธารณสุขชายแดนก็ยังต้องทำงานร่วมกันอยู่ จำเป็นมากในการควบคุมโรค ระบบสุขภาพบ้านเรายังต้องการการพัฒนาอยู่นะ ยังอยากอยู่ทำงานในที่แห่งนี้” หมอสมปรารถน์เล่าถึงหมุดหมายในใจที่ทำให้เขาตั้งใจอยู่ที่นี่ต่อ

สาธารณสุขชายแดนที่เกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจ

หมอสมปรารถน์ได้ร่วมงานกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำงานสาธารณสุขชายแดนกับแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 – 2560 โดยการพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว งานที่ทำมีตั้งแต่จัดหาครุภัณฑ์สำหรับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว อบรมให้ความรู้ทีมแพทย์ลาว จนถึงการพัฒนาระบบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ครอบคลุมพื้นที่ถึงแขวงหลวงน้ำทา ซึ่งไกล 180 กิโลเมตรจากเชียงของจนติดชายแดนจีน คนป่วยบางรายที่หนักจริงๆ ก็ส่งต่อข้ามแขวงมาหาโรงพยาบาลฝั่งประเทศไทยได้เลย

สมปรารถน์ หมั่นจิต แพทย์ชนบทดีเด่นผู้แก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งฝั่งไทย-ลาว มากว่า 30 ปี

“เป็นงานที่ผมภูมิใจ เราก็มีข้อตกลงกับทางบ่อแก้วเลยนะ เมื่อก่อนสาธารณสุขฝั่งบ่อแก้วเขาด้อยกว่าเรา จึงต้องพึ่งพาเรา ช่วงที่ฝรั่งเศสมายึดครอง ฝั่ง สปป.ลาว มีโรงพยาบาลที่เจริญกว่าเพราะหมอฝรั่งมาอยู่ เขาบอกว่าตอนนั้นคนเชียงของเจ็บป่วยทีต้องข้ามน้ำโขงไปหาหมอฝรั่งฝั่งลาว แต่พอยุคมันกลับกัน เขาเจ็บป่วยก็ต้องมาที่ฝั่งไทย 

“เราประสานข้อมูลเรื่องสุขภาพโดยเน้นไปที่โรคระบาด โรคติดต่อ บางโรคที่บ้านเราไม่ค่อยมีแล้วแต่ฝั่งโน้นยังเจออยู่ อย่างโรคคอตีบ โรคพวกนี้ถ้าไม่มีความร่วมมือกัน บางทีเขาเจ็บป่วยโดยไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็ต้องนั่งเรือข้ามมา พอข้ามมาก็จะติดต่อโรคกันได้ง่าย เราเลยพัฒนาระบบขึ้นมา ถ้าเป็นโรคพวกนี้อีกไม่ต้องข้ามมานะ อยู่รักษาที่โรงพยาบาลเขาได้ ถ้าโรคไหนจำเป็นต้องใช้ยาแล้วฝั่งเรามี ก็ส่งเป็นยาไป” หมอสมปรารถน์เล่าถึงสภาพความสาธารณสุขในสมัยก่อน

ถ้าต้องเล่างานพัฒนาสาธารณสุขชายแดนไทย-ลาว ฉบับเข้าใจง่าย ก็พอจะอธิบายได้ว่า ในช่วง พ.ศ. 2544 รัฐบาล สปป.ลาว ขอให้ไทยเข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารผู้ป่วยนอก (หรือตึก OPD) ของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว เนื่องจากมีลักษณะเป็นเรือนแถวเก่าชั้นเดียว ทรุดโทรม ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ดีนัก จึงต้องส่งผู้ป่วยมาฝั่งไทยบ่อยๆ

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยได้เจรจากับรัฐบาลลาวในการวางแผนการทำงานร่วมกัน เริ่มจากวางแผนการสร้างอาคารใหม่ให้โรงพยาบาลบ่อแก้ว สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ และจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ฝั่ง สปป.ลาว ให้มีความรู้ความสามารถในการรักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ผู้ป่วยจะได้หายไว และลดภาระโรงพยาบาลฝั่งไทยด้วย

“ลองนึกถึงสมัยที่ยังไม่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จะข้ามฝั่งมารักษาก็ต้องนั่งเรือหางยาวข้ามแม่น้ำโขง พอสร้างอาคารเสร็จก็ยังมีปัญหาไฟฟ้าที่ยังไม่เสถียร กรมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงสนับสนุนโรงปั่นไฟฉุกเฉินต่อ เพื่อให้โรงพยาบาลบ่อแก้วทำการรักษาผู้คนได้ ผมถามหมอของโรงพยาบาลบ่อแก้วว่ายังขาดอะไรอีกบ้างเพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ที่เหมาะสม ตอนนั้นได้งบมาแปดล้าน ก็ไปซื้อรถพยาบาลมาตรฐานคันแรกของแขวงบ่อแก้ว

“พอมีตึก มีครุภัณฑ์ มีรถพยาบาลแล้ว เราก็อบรมให้ความรู้ พัฒนาทั้งแพทย์ ทั้งพยาบาล จัดอบรมสามสิบห้าหลักสูตร ครอบคลุมเจ้าหน้าที่แทบทั้งโรงพยาบาล กรมความร่วมมือระหว่างประเทศก็ศึกษาข้อมูล แล้วก็ให้เราไปช่วยดูว่าตรงกับความต้องการจริงๆ ไหม 

“การทำงานกับฝั่งบ่อแก้วเหมือนการสร้างมิตร ตอนเย็นๆ นัดมาเจอกันเพื่อออกกำลังกาย กินข้าวเย็นด้วยกันจนได้เพื่อนจากฝั่ง สปป.ลาว เพิ่ม สาธารณสุขชายแดนเลยเข้มแข็งมาถึงทุกวันนี้ พอเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การทำงานและการพัฒนาพื้นที่ก็ทำได้ง่ายขึ้น สองประเทศก็เดินไปด้วยกัน”

กรมความร่วมมือระหว่างประเทศของไทยสนับสนุนให้จัดอบรมคุณหมอฝั่งลาวในโรคปฐมภูมิ สอนผ่าตัดต้อกระจก จนถึงสอนการทำเวชระเบียนและวางระบบต่างๆ ในโรงพยาบาลบ่อแก้ว จนเกิดความก้าวหน้าไปสู่การ Video Conference ระหว่างการผ่าตัด ทีมแพทย์ฝั่งลาวสามารถปรึกษาหารือกับหมอฝั่งไทยได้ทันทีผ่านทางช่องทางออนไลน์

งานพัฒนาสาธารณสุขไทย-ลาว ยังคงดำเนินมาต่อเนื่อง จนเกิดแผนงานโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในและแม่และเด็ก (เป็นอาคาร 2 ชั้น) พร้อมทั้งให้การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับโรงพยาบาล โต๊ะ เตียง เก้าอี้ สิ่งที่หมอต้องใช้ สิ่งที่คนไข้ต้องการ รวมถึงเครื่องช่วยหายใจของเด็กเล็กที่ฝั่งลาวเขายังขาด

“ผมได้คุยกับแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ่อแก้ว จึงเห็นความแตกต่างของระบบ เราช่วยเหลือกันคล้ายพี่น้อง ถ้ามีเคสคนไข้ที่ต้องการเลือด แต่ทางเขาไม่มีเลือด ก็ขอมาที่เรา ถ้าเรามีเลือดก็จะส่งให้ มีการช่วยเหลือกันบ้าง อาจยังไม่เป็นทางการนัก เป็นการช่วยเหลือกันเองแบบเพื่อนมนุษย์ที่อยู่อาศัยร่วมกัน”

 การทูตเพื่อการพัฒนา ทำงานเชิงรุกแบบให้คนรัก

การทูตเพื่อการพัฒนาให้ความสำคัญกับการเลือกพื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งทำโครงการแล้วจะเกิดผลดีต่อทุกฝ่าย 

​นักการทูตมองว่า พื้นฐานการพัฒนาประเทศมีอยู่ 3 ด้านที่ควรเร่งพัฒนาก่อนคือ เกษตร สาธารณสุข และการศึกษา เพราะมีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

บริเวณชายแดน กระทรวงสาธารณสุขไทยมียุทธศาสตร์สาธารณสุขชายแดนอยู่แล้ว จังหวัดชายแดนทั้ง 39 จังหวัดตั้งแต่เหนือจรดใต้ ต่างก็มีปัญหาสาธารณสุขชายแดน ด้วยวิถีชีวิตที่ผู้คนข้ามไปมาหาสู่กันทำให้คนติดโรค เกิดโรคระบาดข้ามประเทศ อาจสร้างปัญหาให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยได้ด้วย หรือไม่ก็เป็นเราเอง ที่แพร่เชื้อโรคจากฝั่งไทยไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งที่นักการทูตและนักการแพทย์ทำ ไม่ใช่เปลี่ยนวิถีชีวิต ห้ามผู้คนเดินทางไปมาหาสู่ แต่เป็นการผนึกกำลังสร้างระบบสาธารณสุขในจุดยุทธศาสตร์ให้เข้มแข็ง ทำงานเชิงรุกแบบให้คนรัก

“งานสำนักงานสาธารณสุขชายแดนคือการเฝ้าระวังโรคต่างๆ เมื่อมีโรคใดๆ เกิดขึ้นมาทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จะมีการเตือนภัย แชร์ข้อมูลกัน จัดระบบการเฝ้าระวัง สอบสวนโรค การเข้าหาพื้นที่อย่างรวดเร็ว ถ้าคุมได้เร็วโรคก็ไม่ระบาด ทำงานเป็นเครือข่าย เพื่อไม่ให้ขาดช่วง ขาดจังหวะ

“คนประเทศเพื่อนบ้านข้ามมารักษาฝั่งไทย เนื่องจากเขาเชื่อมั่นว่าฝั่งไทยมีความพร้อมมากกว่า กระทรวงการต่างประเทศมองในเชิงการต่างประเทศ และผลประโยชน์ระหว่างประเทศ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขจะเชี่ยวชาญเชิงความรู้ทางวิชาการ เมื่อสองกระทรวงร่วมมือกัน ทำงานกับแพทย์ชนบทในพื้นที่ ช่วยกันดูแลและพัฒนาระบบสาธารณสุขชายแดน ส่วนกรมความร่วมมือระหว่างประเทศก็มีภารกิจบูรณาการทำให้ความร่วมมือจากประเทศต่างๆ มีเอกภาพและตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน” หมอสมปรารถน์อธิบายงานระหว่างประเทศแบบง่าย

ตั้งไหนแต่ไรมา การพบปะและการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำประเทศหรือผู้บริหารระดับสูง จะมีการร้องขอให้ไทยช่วยพัฒนาในเรื่องต่างๆ ว่า เขามีปัญหาอย่างไรบ้างที่อยากให้ ไทยช่วย ซึ่งเราจะช่วยเมื่อมีหลักการและเหตุผลรับรอง จนกระทั่งออกมาเป็นความร่วมมือที่เป็น รูปธรรม หรือเรียกกันเป็นสากลที่อาจจะฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูว่า ODA*

* ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance : ODA) ของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) ความช่วยเหลือแบบเงินให้เปล่า / ความร่วมมือทางวิชาการ 2) ความช่วยเหลือทางการเงินหรือเงินกู้ ผ่อนปรน และ 3) เงินบริจาค / เงินสนับสนุนแก่องค์กรพหุภาคีและองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกาไร

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เราเห็นทีมแพทย์ไทยตามจังหวัดต่างๆ ขะมักเขม้นกับการรักษาและคุมโรค ทางแนวชายแดนก็เช่นกัน สาธารณสุขชายแดนก็กำลังขะมักเขม้นตั้งใจกับการช่วยคุมโรคโควิด-19 ไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยเพิ่ม

“ระบบสาธารณสุขชายแดนคือการร่วมมือกันและประสานงานกันในการดูแลโรค รักษาผู้ป่วย ควบคุมโรคระบาด ช่วยสกัดกั้นไม่ให้โรคมาแพร่ระบาดในไทย ตั้งแต่มีโรคโควิด-19 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศทำโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนา สนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรับมือกับโรคโควิด-19 เพราะประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะทางรวมกันหลายพันกิโลเมตร

“กรมความร่วมมือระหว่างประเทศส่งอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ เครื่องตรวจโรคแบบ RT-PCR ให้ทางบ่อแก้วเพิ่ม เราวางระบบการป้องกัน ติดตาม สอบสวนโรคร่วมกันด้วย ฝั่งเชียงรายเรามีการดูแลอีกแรง เป็นระบบเรียกว่า One Hospital One Province ใช้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ที่เดียวเป็นศูนย์ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19

“มีการฝึกอบรมให้ความรู้เจ้าหน้าที่ฝั่ง สปป.ลาว เพื่อรับมือโควิด-19 ด้วยหลักสูตร Field Epidemiology Training Program (FETP) คือเราไปพัฒนานักระบาดวิทยาให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน พอเขามีความรู้ที่เป็นมาตรฐาน ก็จะไปสอน ไปถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อสร้างนักระบาดวิทยาต่อไปในประเทศของตัวเอง

“ในระยะยาวกว่านั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของไทยได้ออกแบบอุปกรณ์และห้องแล็บปฏิบัติการที่ใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพสูง ส่งไปให้โรงพยาบาลในแขวงบ่อแก้ว แขวงไซยะบุรี และแขวงคำม่วนของฝั่งลาวด้วย เพราะเป็นพื้นที่ชายแดน มีการเคลื่อนย้ายของประชาชนและแรงงานจำนวนมาก อีกทั้งช่วยควบคุมโรคอุบัติใหม่ต่างๆ ในอนาคตได้ด้วย” หมอสมปรารถน์อธิบายภาพการทำงานในช่วงเวลานี้ 

คุณหมอสมปรารถน์ทิ้งท้ายถึงเหตุผลที่ทำหมอต้องทำงานหนักทัั้งรักษาโรค ทั้งทำระบบดูแลสุขภาพกับเพื่อนบ้านด้วยน้ำเสียงที่ชื่นใจ “ชายแดนไม่ใช่สถานที่แบ่งแยก แต่ชายแดนคือสถานที่แห่งความเป็นมิตร ผู้คนอยู่อาศัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เรามีโอกาสได้ช่วยเพื่อนบ้านทั้งรักษาโรคและให้ความรู้ ตัวเราก็ภูมิใจนะ โรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของประชาชนในมิติสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วย รักษา ป้องกัน งานโรงพยาบาลสะท้อนชุมชน เพราะโรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของชุมชนในอีกหลายๆ เรื่องได้เหมือนกัน กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาสนับสนุนงบประมาณ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุขไทย ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของผู้คนในพื้นที่ตรงนี้จริงๆ”

ภาพ : นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

Avatar

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load