ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณพื้นที่ชายแดนเชื่อมระหว่างสองประเทศ มีมิตรภาพที่สัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น และช่วยรักษาชีวิตผู้คนไม่ให้เจ็บป่วยจากไปได้จำนวนมาก ตลอดระยะเวลานานกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ฟากหนึ่งของความสัมพันธ์คือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มี ดร.คำสิน พรมมะหาน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว แพทย์วัย 50 ปีที่ปักหลักรักษาประชาชนในโรงพยาบาลชายแดนนี้มาเกือบทั้งชีวิตการทำงาน พร้อมยกระดับการรักษา จับมือกับ นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แพทย์ที่อยู่ใกล้เคียงกันในอีกฟากฝั่งแม่น้ำโขง และหน่วยงานภาครัฐของไทย พัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ให้ประชาชน สปป.ลาว เข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันยิ่งขึ้น

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ผู้พัฒนารพ.ชายแดน สปป.ลาว-ไทย ให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ความร่วมมือด้านสาธารณสุขชายแดนในระดับท้องถิ่นและประเทศนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 20 ก่อน จากวิสัยทัศน์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่จับมือกับกระทรวงสาธารณสุข เพราะเล็งเห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นเรื่องไร้พรมแดน ข้ามผ่านไปหากันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถนน R3A ที่เชื่อมต่อระหว่างจีน สปป.ลาว และไทย และเกิดการข้ามแดนไปมาของคนและสินค้าอยู่เรื่อยๆ ในสภาวะปกติ

หากระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศแข็งแรง ตั้งแต่สาธารณสุขมูลฐานจนถึงการแพทย์เฉพาะทาง ก็ไม่จำเป็นต้องพะวงอะไรมาก เจ็บป่วยที่ใด รักษาที่นั่น ไม่ต้องเดินทางให้เหน็ดเหนื่อย ลดความเสี่ยงของโรคติดต่อและภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขในแต่ละฝั่ง ซึ่งนับรวมไปถึง 38 จังหวัดตามแนวชายแดนที่อยู่ติดประเทศเพื่อนบ้านทั่วไทยด้วย ถือเป็นหนึ่งภารกิจภายใต้การทูตเพื่อการพัฒนาที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย กระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เหนียวแน่นด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ผู้พัฒนารพ.ชายแดน สปป.ลาว-ไทย ให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

หมอคำสินคือหนึ่งในบุคลากรชุดขาวคนสำคัญของ สปป.ลาว ที่ยินดีช่วยเหลือ ขับเคลื่อนให้ภาพนี้เข้าใกล้ความจริงสำหรับความร่วมมือสาธารณสุขไทย-ลาว ถ้าไม่ได้มีการตระเตรียมทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน สถานการณ์โรคต่างๆ รวมถึงโควิด-19 บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศอาจรุนแรงกว่านี้

“เห็นคนสุขภาพดีก็ทำให้พวกเรามีกำไร ไม่ใช่เป็นตัวเงินนะ แต่เราได้ทำให้พวกเขากลับไปดูแลครอบครัวให้มีอยู่มีกิน สร้างสรรค์งาน ช่วยให้ประเทศของเราเข้มแข็ง” หมอคำสินเล่ารางวัลอันล้ำค่าของการทำงานให้เราฟังด้วยภาษาลาว

ในโอกาสนี้ เราขอพาคุณไปสำรวจชีวิตและวิสัยทัศน์ของท่านหมอคำสิน (แพทย์ในภาษาลาว) ผู้เคารพในวิชาชีพและความเป็นมนุษย์ ที่โฮงหมอ (โรงพยาบาล) อีกฟากฝั่งแม่น้ำเพื่อนบ้าน และเรียนรู้เบื้องหลังภารกิจสำคัญระหว่างสองประเทศไปด้วยกัน

ฝันถึงการแพทย์ที่เท่าเทียม

“เป็นความฝันตั้งแต่สมัยเรียนเลย” หมอคำสินผู้มีถิ่นกำเนิดจากเมืองหงสา แขวงไซยะบูลี เล่าว่าแพทย์คือวิชาชีพในฝันเสมอมา 

หมอคำสินบากบั่นตั้งใจเรียนจบ ม.7 จนได้ทุนไปเรียนต่อที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อจบการศึกษา เขากลับมาใช้ทุนเป็นแพทย์ที่แขวงบ่อแก้ว แต่งงานมีครอบครัว ตั้งถิ่นฐานชีวิตและการทำงานในบริเวณที่นั่งเรือข้ามฟากเพียงสัก 20 นาทีก็ถึงฝั่งไทยแล้ว

“ชอบที่นี่ ไม่ต้องปรับตัวเยอะ มันมีบรรยากาศของการอยู่แบบพี่น้อง เป็นมิตรกัน” หมอคำสินพูดถึงความรู้สึกเมื่อมาอยู่แขวงบ่อแก้ว

พ.ศ. 2540 คือปีแรกที่หมอคำสินเริ่มต้นทำงาน ในวันที่ระบบสาธารณสุขยังไม่ก้าวหน้าเพียบพร้อมเมื่อเทียบกับทุกวันนี้ เขาตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับโรงพยาบาลแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน

“จริงๆ โรงพยาบาลในเขตชายแดนก็คล้ายกับโรงพยาบาลทั่วไปนั่นแหละ แต่คิดว่าจุดพิเศษคือต้องเอาใจใส่กว่า เราอยู่ไกลจากนครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อก่อน ถ้าต้องนำส่งคนไข้ก็ต้องมีกระบวนการที่ยุ่งยาก เรามองเห็นว่าต้องมีการยกระดับ พัฒนาบุคลากร สถานที่ และเครื่องไม้เครื่องมือให้รองรับกับผู้ป่วยได้มากขึ้น” หมอคำสินกล่าวเจตนารมณ์ พร้อมเอ่ยถึง 3 สิ่งสำคัญที่ต้องปรับแก้ไข

สมัยนั้น โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเป็นเรือนแถวเก่าชั้นเดียว สภาพเริ่มทรุดโทรมหลังจากก่อสร้างมาเป็นเวลานาน ปัญหาคล้ายๆ กับโรงพยาบาลอีกหลายแห่งที่ขาดโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ไม่อาจรักษาบางโรคได้สะดวกหรือตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย เช่น โรคคอตีบ ไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงบริการยังไม่อาจเข้าถึงทุกคนได้อย่างเท่าเทียม

“พื้นที่นี้มีคนหลายชนเผ่าอาศัยร่วมกัน ต่างมีวิถีชีวิต วิธีคิด และระดับฐานะทางสังคมที่แตกต่างกัน เมื่อก่อนอาจไม่ได้ใช้บริการสุขภาพเหมือนกัน เรามองว่าต้องปรับทัศนคติใหม่ให้มีการบริหารที่เสมอภาคและไม่แบ่งแยก เพราะคนทุกข์คนจนคนอดก็ต้องการบริการที่ดีและเท่าเทียม เราคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ที่มนุษย์พึงได้รับ” หมอคำสินเล่า

หลังจากทำงานไปได้เกือบ 10 ปี เขาได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ และต่อมาเป็นผู้อำนวยการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นโอกาสบริหารและขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ที่เคยวางไว้ให้เกิดขึ้นจริง

สร้างมิตรภาพสาธารณสุขชายแดน สปป.ลาว-ไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2544 เมื่อรัฐบาล สปป.ลาว เจรจากับทางการไทยเพื่อให้เข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารโรงพยาบาลอายุกว่า 30 ปีให้กลายเป็นอาคารรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) ที่มีอุปกรณ์และบุคลากรที่เพียบพร้อมขึ้น

ความร่วมมือนี้เป็นการจับมือกันทางยุทธศาสตร์และการทูต หากระบบสาธารณสุขบริเวณชายแดนมีประสิทธิภาพ แพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยใน สปป.ลาว ให้ไม่ต้องใช้เวลานั่งเรือมารักษาที่ฝั่งไทย และเมื่อประชาชนไทยเดินทางไปทำธุระและเจ็บป่วยที่ฝั่งลาว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องข้ามกลับมารักษาที่ฝั่งไทย ถือว่าเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย และช่วยสร้างสัมพันธไมตรีที่เข้มแข็งขึ้นระหว่างกัน นอกเหนือไปจากด้านการเกษตรและการศึกษาที่ทำคู่ขนานกันมาอยู่แล้ว

หลังจากพัฒนาอาคารสำเร็จ ความร่วมมือยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายแพทย์สมปรารถน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ ทำงานร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของไทย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นแรงสนับสนุนและขับเคลื่อนสำคัญในมิตรภาพนี้

“หมอสมปรารถน์และทีมงานไทยให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด เป็นเพื่อนที่ดีและคุ้นเคยต่อกัน ตอนที่ยังไม่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) เราต่างนั่งเรือไปมาหากัน พาคนไข้ไปรักษาบ้าง มีปรึกษาเคสหรือส่งยาให้กันด้วย” 

ในช่วงเวลานี้ หมอคำสินช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดขึ้นในฐานะแพทย์ โรงพยาบาลค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนโฉม เช่น ระบบเวชระเบียนที่จัดเก็บเป็นระเบียบมากขึ้น มีอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างเครื่อง CT Scan ไว้บริการผู้ป่วย

พอเข้าสู่ระยะการร่วมมือขั้นถัดมา เกิดการขยับขยายไปสร้างอาคารผู้ป่วยในและแม่และเด็ก 2 ชั้น ขนาด 60 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วย ตามนโยบายสาธารณสุขของ สปป.ลาว ที่ต้องการป้องกันความเจ็บป่วยและเสียชีวิตของแม่และเด็ก จนกลายเป็นบริการเฉพาะทางที่โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วมีความเชี่ยวชาญ

“การร่วมมือนี้ทำให้เราสามารถบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน ผู้ป่วยที่ไม่ได้มีเงินมากก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากมาย” หมอคำสินกล่าวถึงความร่วมมือที่เกิดขึ้น และกลายเป็นรากฐานสำคัญของโรงพยาบาลจนถึงปัจจุบัน

ร่วมใจรับมือโรคอุบัติใหม่

ใน พ.ศ. 2557 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศริเริ่มโครงการสร้างความตระหนักและเตรียมความพร้อมสำหรับโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา-เมียนมา-ลาว เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันโรคอุบัติใหม่เชิงรุกให้แต่ละประเทศสามารถ ‘ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้’ ร่วมกับหลากหลายหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

การขับเคลื่อนครอบคลุมหลายประเด็น ทั้งการป้องกันและควบคุมโรค การอบรมพัฒนาบุคลากร ระบบส่งต่อผู้ป่วยระหว่างกัน และให้คำแนะนำแนวทางการรักษา โดยวางแผนร่วมกันเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง

ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอด 7 ปีนี้ กลายเป็นประโยชน์อย่างมากในการรับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่อย่างโควิด-19 ทำให้ 2 ประเทศสามารถสกัดกั้นการระบาดจากชายแดนได้ก่อนเกิดการบานปลายไปมากกว่านี้

“ตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ทางเราร่วมมือกับหน่วยงานของไทยวางแผนทำงานในสามระยะทันที ทั้งเร่งด่วน กลาง และยาว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ” หมอคำสินกล่าวถึงแผนงานเร่งด่วนระหว่างประเทศ ในช่วงมาตรการปิดการเดินทางระหว่างชายแดน พร้อมๆ กับที่กระทรวงสาธารณสุขของลาวจัดตั้งทีมเฉพาะกิจมาดูแลรักษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ร่วมกับองค์การอนามัยโลกในประเทศ

“ในระยะเร่งด่วน เราแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะเป็นโรคใหม่ ยังไม่มีใครรู้ว่าอาการหรือวิธีการรับมือต้องเป็นอย่างไร เราใช้แอปพลิเคชันติดต่อ ปรึกษาและรายงานกัน เพื่อเตือนให้อีกประเทศคาดการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์ได้ด้วย เผื่อเกิดการระบาดข้ามพื้นที่” 

การประสานงานนี้เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากนัก เพราะผู้คนเคยผูกมิตรและซักซ้อมกับโรคอื่นๆ กันมาก่อนแล้วในช่วงเวลาของโครงการที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงเสียดทานน้อย ปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว

“สิ่งสำคัญอย่างแรกสุดคือการถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน”

เมื่อบุคลากรทางการแพทย์พร้อมปฏิบัติหน้าที่และเข้าใจโรคในเบื้องต้น ความร่วมมือขั้นต่อไปในระยะกลางคือ การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือการทำงาน เช่น การส่งหน้ากาก PPE และชุดเครื่องมือตรวจสกัด โควิด-19 RT-PCR เพื่อให้ประเทศต่างๆ รับมือกับการระบาดภายในได้ดีขึ้น และลดโอกาสการระบาดข้ามประเทศ

“เรื่องนี้ท้าทายตรงที่เราเดินทางข้ามไปหากันไม่ได้ จึงต้องติดตั้งและเรียนรู้เครื่องมือบางอย่างแบบ Remote Installation แต่ก่อนหน้านี้ เราเคยปรึกษาการผ่าตัดในกรณีฉุกเฉินผ่านระบบประชุมทางไกล (Teleconference) กันมาก่อนบ้าง ตั้งแต่สมัยยังไม่มีสะพานมิตรภาพเลย ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานแบบนี้เป็นไปได้ในเวลานี้” หมอคำสินเล่า พร้อมบอกก่อนหน้านี้เคยมีเคสการผ่าตัดคลอดลูกที่ต้องใช้กระบวนการนี้เข้าช่วยมาแล้ว

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน
ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

สุดท้าย การแก้ปัญหาระยะยาวที่ดีที่สุด คือการสร้างและพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ เพราะยิ่งคัดกรองผู้ติดเชื้อ (Early Detection) ได้รวดเร็วเพียงใด ยิ่งรักษาและควบคุมโรคได้ไวเท่านั้น ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ของโรงพยาบาล 

ในเวลานั้น ห้องทุกห้องในโรงพยาบาลถูกใช้งานหมดแล้ว ครั้นจะสร้างอาคารหลังใหม่ก็ต้องใช้เวลาดำเนินงานอีกนานพอสมควร ทางทีมนักวิจัยไทยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงช่วยหาทางออกด้วยการเสนอให้สนับสนุนห้องปฏิบัติการสำเร็จรูปที่ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์และออกแบบโดยนักวิจัยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้งานในสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิของประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการปฏิบัติที่ดีทางห้องปฏิบัติการ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) 

ในห้องปฏิบัติการสำเร็จรูปนี้มีอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อที่ไม่ได้ใช้กับแค่เพียงโควิด-19 แต่ครอบคลุมถึงโรคอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล กรมความร่วมมือระหว่างประเทศยังให้การสนับสนุนตู้ตรวจเชื้อความดันอากาศบวก (Positive Pressure Room) ที่ออกแบบโดยมหาวิทยาลัยศรีปทุม สำหรับใช้งานในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกหนทางด้วย

“ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาระยะยาว เริ่มจากบุคลากรมีความรู้ก่อน แล้วตามมาด้วยการสนับสนุนอื่นๆ แต่ละอย่างต่อเนื่องกันหมดเลย ทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์เพื่อรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ได้”

แม้จะยังไม่อาจวัดผลการปฏิบัติงานช่วงโควิด-19 ที่บุคลากรทางสาธารณสุขกำลังรับมืออยู่อย่างเต็มกำลังได้ชัดเจน แต่หากพิจารณาจากการลดลงของผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่ต้องข้ามแดนมารักษาที่ประเทศไทยด้วยความจำเป็น ประชาชน สปป.ลาว สามารถรักษาในระดับพื้นฐานภายในประเทศลาวได้มากขึ้น และโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมด 45 รายในโรงพยาบาล จากจำนวนประชากรของแขวงบ่อแก้ว ปี 2564 จำนวน 197,000 คน ให้กลับบ้านได้เป็นที่เรียบร้อย คงกล่าวได้ว่าความร่วมมือที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ และมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต

“ขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ทางไทยและทุกฝ่ายร่วมกันอำนวยความสะดวก ช่วยพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้ ที่สำคัญคือการยกระดับความรู้ของบุคลากร อยากให้ความร่วมมือนี้สำเร็จรุ่งเรืองต่อไป พัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง” หมอคำสินกล่าว แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ความสัมพันธ์และความช่วยเหลือก็จะยังคงดำเนินต่อไป

และเมื่อมาตรการสาธารณสุขระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่ายดีขึ้นเมื่อไร เราคงได้พบปะและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดแบบเห็นหน้าและยืนเคียงข้างกันอีกครั้งหนึ่ง 

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

หน้าที่ของแพทย์

ปัจจุบัน โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเติบโตขึ้นจากอาคารเก่าๆ หลังหนึ่ง กลายเป็นโรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยและให้บริการทางการแพทย์ด้วยเท่าเทียม มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ระบบและอุปกรณ์ที่ทันสมัยขึ้น ภายใต้การบริหารงานของหมอคำสินที่ยังคงทำงานหนักต่อเนื่องมา 24 ปี จนปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยไม่เคยคิดย่อท้อในเส้นทางการทำงานในฐานะแพทย์ชนบทเลย

“ไม่เคยรู้สึกว่าคิดผิดเลย ตั้งใจมาตั้งแต่ตอนเรียน วิชาชีพนี้ได้ช่วยเหลือคนอื่นให้มีความสุขขึ้น เราเห็นคนเจ็บคนไข้มาเขาทรมานทั้งกายและใจ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ พอรักษาได้มันก็เป็นพลังให้เราทำหน้าที่นี้ต่อไป”

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

ด้วยความใส่ใจและเป็นกันเอง หมอคำสินจึงเป็นที่รักและใกล้ชิดกับประชาชนในแขวงบ่อแก้ว การทำงานในวิชาชีพแพทย์ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสอนเขาเป็นอย่างดี ว่าแพทย์คือผู้ที่ต้องอยู่เคียงข้างผู้คน มีคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงาน

“ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่ควรฝังอยู่ในจิตสำนึกการเป็นหมอ เราควรต้องเสียสละ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ รับใช้สังคม เชื่ออย่างนั้นเสมอมา” หมอผู้ประกอบวิชาชีพในฝันกล่าว ก่อนบอกลาไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วและรัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานและดำเนินงานหลักเพื่อให้เกิดเอกภาพ ตรวจสอบสอบได้ว่างานที่ดำเนินการไปทั้งหมดนั้นเกิดความยั่งยืน และเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง

เราขอเป็นกำลังใจให้แก่บุคลากรสาธารณสุขและผู้อยู่เบื้องหลังทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข ทั้งบริเวณชายแดนและพื้นที่ต่างๆ ในประเทศ ให้ดียิ่งขึ้นสำหรับประชาชน

หวังว่าเราจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยกัน และกลับมาพบปะอย่างพร้อมหน้าอีกครั้งหนึ่งในเร็ววัน 

ภาพ : ดร.คำสิน พรมมะหาน และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

ภาพ : ดร.คำสิน พรมมะหาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

12 พฤศจิกายน 2564
682

หนึ่งมื้ออาหาร มีค่าแค่ไหนสำหรับคุณ

รับประทานเพื่อเติมพลังงานให้ร่างกาย ลิ้มรสความอร่อยที่สดใหม่และปลอดภัยของวัตถุดิบ เสริมภูมิคุ้มกัน รักษาสุขภาพให้แข็งแรง คุณค่าเหล่านี้คือสิ่งที่ 1 ใน 3 ของประชากรเด็กไทยอายุ 6 – 14 ปี หรือราว 2.9 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงอย่างเหมาะสม จนประสบภาวะทุพโภชนาการ หรือร่างกายได้รับสารอาหารไม่พอดีกับความต้องการของตัวเอง

อาจได้รับประทานอาหารน้อยไป ไม่หลากหลาย จนหิวโซ ไร้พละกำลังและสติจะจดจ่อกับอะไร หรือมากไปจนสะสมเป็นโรคร้าย ส่งผลกระทบไปถึงพัฒนาการ และการศึกษาในระยะยาว

แม้ทุกวันนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนเงินค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษามื้อละ 20 บาทต่อคน (ปรับเป็น 21 บาทในปีการศึกษาหน้า) แต่เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายจิปาถะ ประกอบกับไม่มีการเผยแพร่ความรู้ด้านโภชนาการอย่างจริงจัง คงไม่แปลกที่อาหารซึ่งปรุงจากงบ 10 กว่าบาท จะไม่ตอบโจทย์สุขภาพและการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่ยากจนหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล

นับเป็นปัญหาใหญ่เมื่อมองภาพระยะยาว แต่อาจฟังดูไม่สำคัญหรือเร่งด่วนสักเท่าไร

ด้วยเหตุนี้ ริน-ทิพย์ชยา พงศธร นักธุรกิจผู้คลุกคลีอยู่กับแวดวงอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ลูกสาวของ วิเชียร พงศธร ที่มีหลักการบริหารธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืนและสังคม จึงลุกขึ้นมาก่อตั้งโครงการ FOOD FOR GOOD (เดิมชื่อ Food4Good) ภายใต้มูลนิธิยุวพัฒน์ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เพื่อสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของสังคม แก้ปัญหาเรื่องโภชนาการของเด็กไทยโดยเฉพาะ 

‘พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย’ คือแนวคิดของแคมเปญการสื่อสารในช่วงแรก แต่เมื่อพบว่าวิธีการดังกล่าวไม่สร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง เป็นเพียงการส่งมอบปลามากกว่าจะสอนให้คนตกปลาเป็น รินและทีมงานจึงปรับโมเดลให้เป็น ‘การให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหาร’ 

ไม่เพียงแค่สนับสนุนเงินทุน แต่ส่งต่อความรู้ ความเข้าใจ ชวนหลากหลายฝ่ายในพื้นที่มาร่วมสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย และดูแลมื้ออาหารของนักเรียนอย่างใส่ใจ ดำเนินการต่อเนื่องได้ด้วยตนเอง จนปัจจุบัน FOOD FOR GOOD ตักอาหารดีมีคุณภาพให้เด็ก 11,300 คนไปแล้วมากกว่า 2,953,260 มื้อ 

ในปีที่สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อนักเรียนและครอบครัวทั่วประเทศ ปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น ภารกิจของพวกเขายิ่งทวีความสำคัญ เราจึงชวนรินและทีมงานมาร่วมพูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหา และแคมเปญ ‘เติมฝันให้เต็มถาดหลุม’ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.​ 2564 

ด้วยความหวังว่าสังคมและภาครัฐจะตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และผู้คนร่วมกันนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ต่อในระดับประเทศ เพื่อให้เด็กไทยอิ่มท้อง สุขภาพดี มีกำลังเรียน และเติบโตอย่างงดงาม แบบที่พวกเขาควรได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

จากแคมเปญ สู่โมเดลเพื่อความยั่งยืน

“เราอยากทำกิจกรรมตอบแทนสังคมเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของธุรกิจเรา และมองว่าถ้าชวนโรงแรมและร้านอาหารที่ดูเป็นคู่แข่งกัน มาร่วมทำเพื่อสังคม น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี” รินเกริ่นถึงไอเดียของโครงการ

แคมเปญในช่วงแรกเริ่มจากการร่วมมือกับบรรดาร้านอาหารและโรงแรม เลือกเมนูอาหารที่เมื่อผู้บริโภคทานแล้ว จะแบ่งเงินจำนวน 10 บาทจากรายได้เข้ากองกลาง นำไปบริจาคเพื่อเป็นค่าอาหารของมูลนิธิที่ทำงานกับเด็ก เช่น มูลนิธิบ้านนกขมิ้น สหทัยมูลนิธิ และมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ 

FOOD FOR GOOD เลือกระดมทุนผ่านอาหารโดยไม่เปิดรับบริจาคตรง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม คนและร้านอาหารตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เมื่อดำเนินการไปสักระยะ ทีมงานเรียนรู้ว่ากระบวนการแบบ ‘พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย’ เป็นการทำมากแต่ได้น้อยและไม่ยั่งยืน  

กว่าจะตามหาร้านอาหารที่เข้าใจแนวคิดและพร้อมสนับสนุนได้แต่ละแห่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลายบริษัทสับเปลี่ยนแคมเปญเมื่อเวลาผ่านไปเพื่อรองรับผู้บริโภคเป็นเรื่องปกติ หรือหันไปให้ความสนใจประเด็นสังคมอื่นแทน

ปลายทางของเงินบริจาคอาจทำให้เด็กมีอาหารรับประทานอิ่มขึ้นจริง แต่มักไม่ถูกหลักโภชนาการ สุดท้ายเด็กน้ำหนักเกินพอดี เพราะขาดการเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อให้มีเงินมากกว่านี้ ปัญหาก็คงไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด 

“คนอาจมีความสุขที่ได้ช่วยน้องในแต่ละมื้อ แต่เหมือนกับปัญหาอื่นในสังคม เราไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวด้วยเพียงการบริจาคเงิน เราเลี้ยงข้าวใครไปตลอดชีวิตไม่ได้ น่าจะต้องถ่ายทอดความรู้ สร้างเครื่องมือและโมเดลที่ทำให้เขาดูแลตัวเองได้” รินเล่าบทเรียนที่เธอได้รับ

จากความตระหนักนี้ ในช่วงปีที่ 4 โครงการเลือกทำงานร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ลงพื้นที่ไปสัมผัสและเข้าใจปัญหาจริงๆ ที่โรงเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดที่มีเด็กนักเรียนยากจนมากที่สุด เมื่อเห็นว่าจริงๆ บุคลากรมีศักยภาพและพร้อมจะแก้ไขปัญหาด้วยกัน ทีมงานจึงปรับโมเดลเพื่อทำงานร่วมกับโรงเรียนโดยตรง

“ตอนแรกเราไม่ได้ทำงานกับโรงเรียน เพราะคิดว่ามีเงินสนับสนุนค่าอาหารกลางวันอยู่แล้ว แต่พอดูจริงๆ มันถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นด้วย บางโรงเรียนเป็นแบบพักนอน ต้องดูแลอาหารทั้งสามมื้อ ไม่มีทางพอ ต้องทำอะไรสักอย่าง ทดลองทำมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นแนวคิดเรื่องการให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหาร” ชมพู่-ประภาพรรณ บรรลุศิลป์ ผู้จัดการโครงการที่อยู่เคียงคู่รินตั้งแต่เริ่มต้น เสริมถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ร่วมกับโรงเรียน

โมเดลใหม่ของ FOOD FOR GOOD เป็นการทำงานร่วมกับโรงเรียนเป็นระยะเวลาราว 2 ปี​ โจทย์ที่ตั้งร่วมกันคือ เมื่อจบช่วงเวลานี้ โรงเรียนจะสามารถบริหารจัดการอาหารที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนด้วยตัวเอง

เนื่องจากจำนวนทีมงานมีราวหลักสิบชีวิตและเงินทุนสนับสนุนจำกัด โครงการจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์เพื่อคัดเลือกโรงเรียน ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในพื้นที่ใกล้เคียงกัน หนึ่งในเกณฑ์คือ ต้องมีนักเรียนในโรงเรียนมีภาวะทุพโภชนาการเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป โดยแบ่งออกเป็นโรงเรียน 3 ประเภท

หนึ่ง โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อย แม้พวกเขาจะได้รับงบประมาณค่าอาหารกลางวัน แต่รวมกันทั้งโรงเรียนแล้วก็ยังไม่ใช่เงินที่เพียงพอ ไม่สามารถซื้อวัตถุดิบหลากหลายในปริมาณมาก ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า และยังต้องนำไปจ่ายค่าแก๊ส น้ำ ไฟ แม่ครัว และค่าใช้จ่ายจิปาถะ

สอง โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลบนดอย

“โรงเรียนแบบนี้มักเข้าไม่ถึงไฟฟ้ากระแสหลัก นานๆ ทีถึงจะลงมาซื้อของจากตลาด เพราะค่าเดินทางและขนส่งแพง ซื้ออาหารสดมาแล้วก็เก็บไว้ได้ไม่นาน เคยขึ้นไปบนดอยแล้วเจอว่าโรงเรียนเต็มไปด้วยโปรตีนเกษตรและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จัดการเรื่องอาหารลำบากมาก” เอก-ไตรรงค์ บัวสุวรรณ เล่า เขาเคยทำงานที่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กอยู่ราว 6 ปีจนช่ำชองพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อนย้ายมาร่วมทีม เพราะเห็นพ้องต้องกันกับพันธกิจที่มุ่งพัฒนาอาหารเด็ก 

สาม โรงเรียนประถมขยายโอกาสที่ต้องรับเด็กระดับชั้นมัธยมศึกษาเข้าเรียนด้วย เพราะอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง อาจมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษามากถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมด แต่พวกเขาไม่ได้รับงบประมาณ 20 บาทที่อุดหนุนให้เด็กระดับชั้นประถมศึกษาด้วย โรงเรียนต้องหารเฉลี่ยจากเงินทั้งหมด ถ้าเป็นโรงเรียนแบบพักนอนด้วยก็ต้องดูแลให้ครอบคลุม 3 มื้อ ตกแล้วได้ค่าอาหารมื้อละ 9 – 15 บาทต่อคนเท่านั้น

ในปีนี้ การทำงานร่วมกันขยายเข้าไปครอบคลุมทั้งหมด 40 โรงเรียนใน 8 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง ตาก สกลนคร กาฬสินธุ์ เพชรบูรณ์ และปัตตานี โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะปัญหาไม่เหมือนกัน เช่น โรงเรียนที่ทำงานด้วยในภาคเหนือ เด็กมักอยู่ใกล้ครอบครัว แต่ยากจนมาก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ที่ไปทำงานในเมือง วิธีการแก้ไขปัญหาจึงต้องปรับตามสถานการณ์

แต่จุดร่วมที่โรงเรียนเหล่านี้มีเหมือนกัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานสำเร็จคือ ความสมัครใจและตั้งใจจริงของบุคลากร เพราะพวกเขาจะต้องร่วมทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พัฒนาสู่การเป็นผู้สร้างความยั่งยืนทางอาหารให้แก่เด็กๆ และพื้นที่ในระยะยาว

“เราไม่อยากเอาความช่วยเหลือไปให้ โดยไม่รู้ว่าเขาอยากได้หรือเปล่า หรือไม่มีพวกเขาอยู่ในกระบวนการเลย มันจะเป็นเพียงการให้แล้วจบไป แต่หัวใจสำคัญจริงๆ คือการพัฒนาร่วมกัน” รินเน้นย้ำ

Food4Good

FOOD FOR GOOD แก้ไขปัญหาโภชนาการ ผ่านการทำงาน 4 เรื่องหลักให้ Good คือ Food, Knowledge, Health และ Farm 

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนสมัครร่วมโครงการ เส้นทางที่โรงเรียนต้องผ่านคือการทำแบบประเมิน ตอบคำถามวัดทัศนคติ และคุณครูที่รับหน้าที่ 4 ส่วนคือ ครูอาหาร ครูเกษตร ครูอนามัย และผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องเข้ารับการอบรมกับทีมงานเพื่อเสริมความรู้ (Knowledge) 

“เราสอนแบบชวนเขาทำด้วยกัน โดยมีนักโภชนาการคอยให้คำแนะนำอยู่ตลอด เขาจะได้ลองวางแผน จัดการมื้ออาหารในแต่ละสัปดาห์ ให้มีสัดส่วนอาหารเหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัยและไม่จำเจ ตามวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ จับคู่เมนูอาหารถูก ลงลึกไปถึงตอนตักเสิร์ฟควรเป็นแบบไหน เพราะเด็กแต่ละคนต้องการสารอาหารต่างกัน แต่ที่ผ่านมากลับได้รับเหมือนกันหมดเลย

“เด็กที่อ้วน เราจะไม่ห้ามเขากินเยอะ เขาเติมได้ แต่ครูต้องรู้ว่าควรตักอะไรให้เขา หรือใครที่ผอม ขาดสารอาหาร ก็ต้องตักให้เขาเพิ่มขึ้นอย่างถูกต้อง” ชมพู่เล่ากระบวนการที่สอดแทรกความพิถีพิถันไปถึงแต่ละทัพพี

ระหว่างทาง ทีมงานและคุณครูจะพูดคุย ดูรายการอาหารและติดตามผลทุกเดือน วัดน้ำหนัก ส่วนสูง เก็บข้อมูลเข้าระบบ เพื่อวัดผลว่างานที่ทำส่งผลต่อสุขภาพ (Health) ของเด็กในทางที่ดีขึ้นจริงไหม

“เราพบว่าเมื่อก่อนการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ผิดพลาดเยอะมาก บางโรงเรียนมีตาชั่งไม่ได้มาตรฐาน ไม้วัดเอียง บางทีผลกลายเป็นเด็กไม่ดีขึ้น ก็ต้องสอนวิธีติดตามผลใหม่ ตอนแรกกังวลว่าจะเป็นภาระเพิ่มเติมของคุณครูหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าคุณครูต่างยินดีทำ เพราะเขาได้เห็นพัฒนาการของนักเรียนที่อาจมองตาเปล่าไม่เห็นจริงๆ”

เมื่อเปิดดูผลการดำเนินงานใน พ.ศ. 2563 ก็ถือว่าน่าชื่นใจ เพราะจำนวนเด็กในโครงการที่มีภาวะโภชนาการขาด ลดลง 58 เปอร์เซ็นต์ และภาวะโภชนาการเกินหรืออ้วน ลดลง 50 เปอร์เซ็นต์

ส่วนการระดมทุนและทรัพยากรเพื่อจัดสรรเป็นวัตถุดิบและอาหาร (Food) ก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเคย เมื่อปีที่แล้ว โครงการระดมทุนได้ทั้งหมด 1,939,670 บาท ทุกสตางค์แปรเปลี่ยนกลายเป็นมื้ออาหารของเด็กนักเรียน 2,113 คน ส่วนในปีนี้ พวกเขาเปิดรับการบริจาคเข้าโครงการโดยตรงเพื่อความสะดวกอีกช่องทางหนึ่ง 

สร้างกลไกการมีส่วนร่วม

แต่ภารกิจของพวกเขายังไม่จบเพียงเท่านี้ แทนที่จะรีรอความช่วยเหลือ ทางทีมคิดกันต่อว่าโรงเรียนจะสร้างแหล่งอาหาร (Farm) ของตัวเองไว้เป็นวัตถุดิบและสินค้าที่สร้างรายได้อย่างไร 

“หลายแห่งทำเกษตรกรรมบ้างอยู่แล้ว เราจะเข้าไปเสริมเรื่องการวางแผน ชวนผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่มาให้ความรู้เรื่องการเกษตรปลอดภัย และเชื่อมต่อกับตลาดให้เกิดการขายผลิตภัณฑ์ นำรายได้เข้ากองทุนหมุนเวียนไว้จับจ่ายใช้สอย วิธีนี้ยังได้ปลูกฝังเด็กให้ดูแลพื้นที่ของตัวเอง ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวและอัดฉีดสารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย” เจี๊ยบ-สิรินาท ต่อวิริยะเลิศชัย อดีตทีมงานของแพลตฟอร์มระดมทุนเทใจดอทคอม ที่หันมาลงมือดูแลโครงการอธิบาย

แต่เมื่องานเต็มไปด้วยรายละเอียด การขยายผลสู่วงกว้างย่อมเป็นไปได้ยากหากทำเพียงคนเดียว ทางทีมงานจึงเริ่มทำงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ส่งต่อข้อมูลและความรู้เรื่องโภชนาการสำหรับเด็ก ให้พวกเขาช่วยดูแลแต่ละโรงเรียน เข้าถึงนักเรียนมากขึ้น ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว 

ถึงจะติดขัดบ้าง จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้นักเรียนต้องเรียนที่บ้าน แต่ในวิกฤตนี้ เป็นโอกาสใหม่ให้คุณครูได้พูดคุยเชื่อมสัมพันธ์กับผู้ปกครองผ่านมื้ออาหาร ขยายความร่วมมือสู่ชุมชน 

“เราฝากให้โรงเรียนช่วยแนะนำ ติดตามว่าพ่อแม่ทำอะไรให้เด็กทานที่บ้านบ้าง และจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร โดยโรงเรียนจะส่งตัวอย่างเมนูไปให้ที่บ้านเลือกหรือเสนอเพิ่ม พอมารับใบงานที่โรงเรียนเมื่อไรก็รับวัตถุดิบตามที่ต้องการกลับไปด้วยเลย ส่วนครอบครัวไหนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ครูก็บอกเราว่าไม่เป็นปัญหา มีไปเยี่ยมบ้านเด็กอยู่แล้ว

“ตอนแรกกังวลเหมือนเดิมว่าจะเป็นภาระของผู้ปกครองไหม แต่ปรากฏว่าเขาสนใจ คุยเลือกเมนูกับลูก และถ่ายรูปกันมาอัปเดตในกลุ่มตลอดว่าวันนี้ทำอาหารอะไร” ชมพู่เล่าภาพที่เธอเห็นช่วงปีที่ผ่านมา การลงมือปฏิบัติตามโมเดลนี้ช่วยสร้างกลไกทางสังคมที่เข้มแข็งภายในเวลา 2 ปี คนในพื้นที่มีส่วนร่วมและเรียนรู้ไปด้วยกัน ถึงคุณครูจะย้ายไปทำงานที่อื่น ระบบจะยังดำเนินการต่อไปได้ไม่ยาก

“จริงๆ เราแค่เข้าไปเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่ง เราไม่มีทางรู้เรื่องในพื้นที่ดีมากกว่าไปเขาหรอก แค่แนะนำเฉยๆ สุดท้าย พวกเขาเองเป็นคนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

เติมฝันให้เต็มถาดหลุม

ในปีนี้ เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องโภชนาการให้สังคมรับรู้ว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงกับเด็กในชนบทห่างไกลเท่านั้น แต่เป็นสถานการณ์ที่เด็กทั้งประเทศกำลังเผชิญจากวิกฤตที่เกิดขึ้นช่วงปีที่ผ่านมาโครงการจึงจัดแคมเปญ ‘เติมฝันให้เต็มถาดหลุม’ 

แคมเปญนี้ พวกเจาจับมือกับร้านอาหารและอินฟลูเอนเซอร์ ชวนออกแบบหรือเลือกเมนูพิเศษที่เป็นไปตามเกณฑ์ทางโภชนาการของ FOOD FOR GOOD ซึ่งบางเมนูทำได้ง่ายๆ ภายใต้ข้อจำกัดที่โรงเรียนมักมี รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายเมนูนี้จะแบ่งปันไปเป็นมื้ออาหารที่มีคุณภาพของน้องๆ

“ปีนี้เราอยากเน้นการมีส่วนร่วมของแบรนด์กับลูกค้ามากกว่าเรื่องเงิน อยากให้ร้านอาหารกลับมาทบทวนว่า เมนูของเขาดีต่อลูกค้าจริงหรือเปล่า และคนสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้น ปัญหานี้อาจดูไม่ได้เร่งด่วน คนไม่เห็นว่าส่งผลกระทบต่อการศึกษายังไง แต่ถ้ากินไม่อิ่ม สารอาหารไม่ครบ คนจะพัฒนาไปไม่ถึงจุดที่ควรเป็นจริงๆ 

“เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น แต่เกี่ยวกับทุกคนเลย เราไปคุยกับเชฟท่านหนึ่ง เขายังสงสัยขึ้นมาว่า ทุกวันนี้ลูกได้ทานอาหารที่ดีจริงหรือเปล่านะ หลายคนก็ไม่รู้ว่าที่ตัวเองกินอยู่ทุกวันนี้ดีจริงไหม อาจเพราะไม่ค่อยมีอะไรที่สื่อสารองค์ความรู้นี้กับพวกเขาอย่างน่าสนใจ เราจึงอยากใช้แคมเปญนี้สื่อสารว่า ปัญหาเรื่องอาหารของเด็กเป็นสิ่งที่พวกเราเกี่ยวข้องและร่วมช่วยกันได้ทั้งหมด”

คุณสามารถชิมหรือลองทำเมนูอาหารถาดหลุมที่คุณค่าครบถ้วน จากร้านอาหารและอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ช่วงปลายปีนี้

แล้วอย่าลืมสำรวจมื้ออาหารของตัวเองและคนที่คุณรักด้วยนะ

การให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหาร

หลังจากล้มลุกคลุกคลาน ปรับเปลี่ยนโมเดล วันนี้โครงการดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว การขับเคลื่อนนี้ช่วยเปิดมุมมองให้นักธุรกิจอย่างรินเข้าใจความเป็นไปของชีวิตที่อาจดูห่างไกลจากตัวเองมากขึ้น

“เราชื่นชมคุณครูในพื้นที่มาก เขาไม่ได้ให้การศึกษาอย่างเดียว แต่เป็นเหมือนอีกครอบครัวหนึ่งของเด็กๆ ดูแลไปถึงความเป็นอยู่รายบุคคล หลายคนรักในสิ่งที่ทำและเป็นห่วงนักเรียนและพื้นที่จริงๆ” รินกล่าว 

ความคาดหวังของรินและทีมงานต่อจากนี้คือ โมเดลที่พวกเขาสร้างจะถูกนำไปปรับใช้ในสังคม โดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อของโครงการพวกเขาก็ได้ 

“เราคุยกันว่าอยากให้โมเดลแบบนี้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนและการอบรมครูทั่วประเทศไทย มันเป็นทักษะชีวิตหนึ่งที่ควรสอนไม่แพ้วิชาอื่น เรายินดีส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์ให้ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ต่างๆ ไม่เพียงแค่โรงเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงมูลนิธิ สถานสงเคราะห์ และศูนย์เด็กเล็กที่น่าจะได้ประโยชน์จากโมเดลการจัดการแบบนี้”

เพื่อให้ทุกมื้ออาหารมีคุณภาพ ถูกหลักโภชนาการ เพียงพอต่อความต้องการ ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้และเติบโตของเด็กไทยอีกต่อไป

ติดตามรายละเอียด ร่วมบริจาค ระดมทุน หรือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับโครงการ เพื่อการให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหารที่ FOOD FOR GOOD

โทรศัพท์ : 0 2301 1149

Facebook : FOOD FOR GOOD

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load