ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณพื้นที่ชายแดนเชื่อมระหว่างสองประเทศ มีมิตรภาพที่สัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น และช่วยรักษาชีวิตผู้คนไม่ให้เจ็บป่วยจากไปได้จำนวนมาก ตลอดระยะเวลานานกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ฟากหนึ่งของความสัมพันธ์คือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มี ดร.คำสิน พรมมะหาน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว แพทย์วัย 50 ปีที่ปักหลักรักษาประชาชนในโรงพยาบาลชายแดนนี้มาเกือบทั้งชีวิตการทำงาน พร้อมยกระดับการรักษา จับมือกับ นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แพทย์ที่อยู่ใกล้เคียงกันในอีกฟากฝั่งแม่น้ำโขง และหน่วยงานภาครัฐของไทย พัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ให้ประชาชน สปป.ลาว เข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันยิ่งขึ้น

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ผู้พัฒนารพ.ชายแดน สปป.ลาว-ไทย ให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ความร่วมมือด้านสาธารณสุขชายแดนในระดับท้องถิ่นและประเทศนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 20 ก่อน จากวิสัยทัศน์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่จับมือกับกระทรวงสาธารณสุข เพราะเล็งเห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นเรื่องไร้พรมแดน ข้ามผ่านไปหากันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถนน R3A ที่เชื่อมต่อระหว่างจีน สปป.ลาว และไทย และเกิดการข้ามแดนไปมาของคนและสินค้าอยู่เรื่อยๆ ในสภาวะปกติ

หากระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศแข็งแรง ตั้งแต่สาธารณสุขมูลฐานจนถึงการแพทย์เฉพาะทาง ก็ไม่จำเป็นต้องพะวงอะไรมาก เจ็บป่วยที่ใด รักษาที่นั่น ไม่ต้องเดินทางให้เหน็ดเหนื่อย ลดความเสี่ยงของโรคติดต่อและภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขในแต่ละฝั่ง ซึ่งนับรวมไปถึง 38 จังหวัดตามแนวชายแดนที่อยู่ติดประเทศเพื่อนบ้านทั่วไทยด้วย ถือเป็นหนึ่งภารกิจภายใต้การทูตเพื่อการพัฒนาที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย กระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เหนียวแน่นด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ผู้พัฒนารพ.ชายแดน สปป.ลาว-ไทย ให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

หมอคำสินคือหนึ่งในบุคลากรชุดขาวคนสำคัญของ สปป.ลาว ที่ยินดีช่วยเหลือ ขับเคลื่อนให้ภาพนี้เข้าใกล้ความจริงสำหรับความร่วมมือสาธารณสุขไทย-ลาว ถ้าไม่ได้มีการตระเตรียมทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน สถานการณ์โรคต่างๆ รวมถึงโควิด-19 บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศอาจรุนแรงกว่านี้

“เห็นคนสุขภาพดีก็ทำให้พวกเรามีกำไร ไม่ใช่เป็นตัวเงินนะ แต่เราได้ทำให้พวกเขากลับไปดูแลครอบครัวให้มีอยู่มีกิน สร้างสรรค์งาน ช่วยให้ประเทศของเราเข้มแข็ง” หมอคำสินเล่ารางวัลอันล้ำค่าของการทำงานให้เราฟังด้วยภาษาลาว

ในโอกาสนี้ เราขอพาคุณไปสำรวจชีวิตและวิสัยทัศน์ของท่านหมอคำสิน (แพทย์ในภาษาลาว) ผู้เคารพในวิชาชีพและความเป็นมนุษย์ ที่โฮงหมอ (โรงพยาบาล) อีกฟากฝั่งแม่น้ำเพื่อนบ้าน และเรียนรู้เบื้องหลังภารกิจสำคัญระหว่างสองประเทศไปด้วยกัน

ฝันถึงการแพทย์ที่เท่าเทียม

“เป็นความฝันตั้งแต่สมัยเรียนเลย” หมอคำสินผู้มีถิ่นกำเนิดจากเมืองหงสา แขวงไซยะบูลี เล่าว่าแพทย์คือวิชาชีพในฝันเสมอมา 

หมอคำสินบากบั่นตั้งใจเรียนจบ ม.7 จนได้ทุนไปเรียนต่อที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อจบการศึกษา เขากลับมาใช้ทุนเป็นแพทย์ที่แขวงบ่อแก้ว แต่งงานมีครอบครัว ตั้งถิ่นฐานชีวิตและการทำงานในบริเวณที่นั่งเรือข้ามฟากเพียงสัก 20 นาทีก็ถึงฝั่งไทยแล้ว

“ชอบที่นี่ ไม่ต้องปรับตัวเยอะ มันมีบรรยากาศของการอยู่แบบพี่น้อง เป็นมิตรกัน” หมอคำสินพูดถึงความรู้สึกเมื่อมาอยู่แขวงบ่อแก้ว

พ.ศ. 2540 คือปีแรกที่หมอคำสินเริ่มต้นทำงาน ในวันที่ระบบสาธารณสุขยังไม่ก้าวหน้าเพียบพร้อมเมื่อเทียบกับทุกวันนี้ เขาตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับโรงพยาบาลแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน

“จริงๆ โรงพยาบาลในเขตชายแดนก็คล้ายกับโรงพยาบาลทั่วไปนั่นแหละ แต่คิดว่าจุดพิเศษคือต้องเอาใจใส่กว่า เราอยู่ไกลจากนครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อก่อน ถ้าต้องนำส่งคนไข้ก็ต้องมีกระบวนการที่ยุ่งยาก เรามองเห็นว่าต้องมีการยกระดับ พัฒนาบุคลากร สถานที่ และเครื่องไม้เครื่องมือให้รองรับกับผู้ป่วยได้มากขึ้น” หมอคำสินกล่าวเจตนารมณ์ พร้อมเอ่ยถึง 3 สิ่งสำคัญที่ต้องปรับแก้ไข

สมัยนั้น โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเป็นเรือนแถวเก่าชั้นเดียว สภาพเริ่มทรุดโทรมหลังจากก่อสร้างมาเป็นเวลานาน ปัญหาคล้ายๆ กับโรงพยาบาลอีกหลายแห่งที่ขาดโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ไม่อาจรักษาบางโรคได้สะดวกหรือตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย เช่น โรคคอตีบ ไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงบริการยังไม่อาจเข้าถึงทุกคนได้อย่างเท่าเทียม

“พื้นที่นี้มีคนหลายชนเผ่าอาศัยร่วมกัน ต่างมีวิถีชีวิต วิธีคิด และระดับฐานะทางสังคมที่แตกต่างกัน เมื่อก่อนอาจไม่ได้ใช้บริการสุขภาพเหมือนกัน เรามองว่าต้องปรับทัศนคติใหม่ให้มีการบริหารที่เสมอภาคและไม่แบ่งแยก เพราะคนทุกข์คนจนคนอดก็ต้องการบริการที่ดีและเท่าเทียม เราคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ที่มนุษย์พึงได้รับ” หมอคำสินเล่า

หลังจากทำงานไปได้เกือบ 10 ปี เขาได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ และต่อมาเป็นผู้อำนวยการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นโอกาสบริหารและขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ที่เคยวางไว้ให้เกิดขึ้นจริง

สร้างมิตรภาพสาธารณสุขชายแดน สปป.ลาว-ไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2544 เมื่อรัฐบาล สปป.ลาว เจรจากับทางการไทยเพื่อให้เข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารโรงพยาบาลอายุกว่า 30 ปีให้กลายเป็นอาคารรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) ที่มีอุปกรณ์และบุคลากรที่เพียบพร้อมขึ้น

ความร่วมมือนี้เป็นการจับมือกันทางยุทธศาสตร์และการทูต หากระบบสาธารณสุขบริเวณชายแดนมีประสิทธิภาพ แพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยใน สปป.ลาว ให้ไม่ต้องใช้เวลานั่งเรือมารักษาที่ฝั่งไทย และเมื่อประชาชนไทยเดินทางไปทำธุระและเจ็บป่วยที่ฝั่งลาว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องข้ามกลับมารักษาที่ฝั่งไทย ถือว่าเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย และช่วยสร้างสัมพันธไมตรีที่เข้มแข็งขึ้นระหว่างกัน นอกเหนือไปจากด้านการเกษตรและการศึกษาที่ทำคู่ขนานกันมาอยู่แล้ว

หลังจากพัฒนาอาคารสำเร็จ ความร่วมมือยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายแพทย์สมปรารถน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ ทำงานร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของไทย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นแรงสนับสนุนและขับเคลื่อนสำคัญในมิตรภาพนี้

“หมอสมปรารถน์และทีมงานไทยให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด เป็นเพื่อนที่ดีและคุ้นเคยต่อกัน ตอนที่ยังไม่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) เราต่างนั่งเรือไปมาหากัน พาคนไข้ไปรักษาบ้าง มีปรึกษาเคสหรือส่งยาให้กันด้วย” 

ในช่วงเวลานี้ หมอคำสินช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดขึ้นในฐานะแพทย์ โรงพยาบาลค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนโฉม เช่น ระบบเวชระเบียนที่จัดเก็บเป็นระเบียบมากขึ้น มีอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างเครื่อง CT Scan ไว้บริการผู้ป่วย

พอเข้าสู่ระยะการร่วมมือขั้นถัดมา เกิดการขยับขยายไปสร้างอาคารผู้ป่วยในและแม่และเด็ก 2 ชั้น ขนาด 60 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วย ตามนโยบายสาธารณสุขของ สปป.ลาว ที่ต้องการป้องกันความเจ็บป่วยและเสียชีวิตของแม่และเด็ก จนกลายเป็นบริการเฉพาะทางที่โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วมีความเชี่ยวชาญ

“การร่วมมือนี้ทำให้เราสามารถบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน ผู้ป่วยที่ไม่ได้มีเงินมากก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากมาย” หมอคำสินกล่าวถึงความร่วมมือที่เกิดขึ้น และกลายเป็นรากฐานสำคัญของโรงพยาบาลจนถึงปัจจุบัน

ร่วมใจรับมือโรคอุบัติใหม่

ใน พ.ศ. 2557 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศริเริ่มโครงการสร้างความตระหนักและเตรียมความพร้อมสำหรับโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา-เมียนมา-ลาว เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันโรคอุบัติใหม่เชิงรุกให้แต่ละประเทศสามารถ ‘ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้’ ร่วมกับหลากหลายหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

การขับเคลื่อนครอบคลุมหลายประเด็น ทั้งการป้องกันและควบคุมโรค การอบรมพัฒนาบุคลากร ระบบส่งต่อผู้ป่วยระหว่างกัน และให้คำแนะนำแนวทางการรักษา โดยวางแผนร่วมกันเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง

ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอด 7 ปีนี้ กลายเป็นประโยชน์อย่างมากในการรับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่อย่างโควิด-19 ทำให้ 2 ประเทศสามารถสกัดกั้นการระบาดจากชายแดนได้ก่อนเกิดการบานปลายไปมากกว่านี้

“ตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ทางเราร่วมมือกับหน่วยงานของไทยวางแผนทำงานในสามระยะทันที ทั้งเร่งด่วน กลาง และยาว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ” หมอคำสินกล่าวถึงแผนงานเร่งด่วนระหว่างประเทศ ในช่วงมาตรการปิดการเดินทางระหว่างชายแดน พร้อมๆ กับที่กระทรวงสาธารณสุขของลาวจัดตั้งทีมเฉพาะกิจมาดูแลรักษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ร่วมกับองค์การอนามัยโลกในประเทศ

“ในระยะเร่งด่วน เราแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะเป็นโรคใหม่ ยังไม่มีใครรู้ว่าอาการหรือวิธีการรับมือต้องเป็นอย่างไร เราใช้แอปพลิเคชันติดต่อ ปรึกษาและรายงานกัน เพื่อเตือนให้อีกประเทศคาดการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์ได้ด้วย เผื่อเกิดการระบาดข้ามพื้นที่” 

การประสานงานนี้เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากนัก เพราะผู้คนเคยผูกมิตรและซักซ้อมกับโรคอื่นๆ กันมาก่อนแล้วในช่วงเวลาของโครงการที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงเสียดทานน้อย ปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว

“สิ่งสำคัญอย่างแรกสุดคือการถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน”

เมื่อบุคลากรทางการแพทย์พร้อมปฏิบัติหน้าที่และเข้าใจโรคในเบื้องต้น ความร่วมมือขั้นต่อไปในระยะกลางคือ การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือการทำงาน เช่น การส่งหน้ากาก PPE และชุดเครื่องมือตรวจสกัด โควิด-19 RT-PCR เพื่อให้ประเทศต่างๆ รับมือกับการระบาดภายในได้ดีขึ้น และลดโอกาสการระบาดข้ามประเทศ

“เรื่องนี้ท้าทายตรงที่เราเดินทางข้ามไปหากันไม่ได้ จึงต้องติดตั้งและเรียนรู้เครื่องมือบางอย่างแบบ Remote Installation แต่ก่อนหน้านี้ เราเคยปรึกษาการผ่าตัดในกรณีฉุกเฉินผ่านระบบประชุมทางไกล (Teleconference) กันมาก่อนบ้าง ตั้งแต่สมัยยังไม่มีสะพานมิตรภาพเลย ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานแบบนี้เป็นไปได้ในเวลานี้” หมอคำสินเล่า พร้อมบอกก่อนหน้านี้เคยมีเคสการผ่าตัดคลอดลูกที่ต้องใช้กระบวนการนี้เข้าช่วยมาแล้ว

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน
ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

สุดท้าย การแก้ปัญหาระยะยาวที่ดีที่สุด คือการสร้างและพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ เพราะยิ่งคัดกรองผู้ติดเชื้อ (Early Detection) ได้รวดเร็วเพียงใด ยิ่งรักษาและควบคุมโรคได้ไวเท่านั้น ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ของโรงพยาบาล 

ในเวลานั้น ห้องทุกห้องในโรงพยาบาลถูกใช้งานหมดแล้ว ครั้นจะสร้างอาคารหลังใหม่ก็ต้องใช้เวลาดำเนินงานอีกนานพอสมควร ทางทีมนักวิจัยไทยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงช่วยหาทางออกด้วยการเสนอให้สนับสนุนห้องปฏิบัติการสำเร็จรูปที่ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์และออกแบบโดยนักวิจัยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้งานในสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิของประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการปฏิบัติที่ดีทางห้องปฏิบัติการ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) 

ในห้องปฏิบัติการสำเร็จรูปนี้มีอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อที่ไม่ได้ใช้กับแค่เพียงโควิด-19 แต่ครอบคลุมถึงโรคอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล กรมความร่วมมือระหว่างประเทศยังให้การสนับสนุนตู้ตรวจเชื้อความดันอากาศบวก (Positive Pressure Room) ที่ออกแบบโดยมหาวิทยาลัยศรีปทุม สำหรับใช้งานในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกหนทางด้วย

“ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาระยะยาว เริ่มจากบุคลากรมีความรู้ก่อน แล้วตามมาด้วยการสนับสนุนอื่นๆ แต่ละอย่างต่อเนื่องกันหมดเลย ทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์เพื่อรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ได้”

แม้จะยังไม่อาจวัดผลการปฏิบัติงานช่วงโควิด-19 ที่บุคลากรทางสาธารณสุขกำลังรับมืออยู่อย่างเต็มกำลังได้ชัดเจน แต่หากพิจารณาจากการลดลงของผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่ต้องข้ามแดนมารักษาที่ประเทศไทยด้วยความจำเป็น ประชาชน สปป.ลาว สามารถรักษาในระดับพื้นฐานภายในประเทศลาวได้มากขึ้น และโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมด 45 รายในโรงพยาบาล จากจำนวนประชากรของแขวงบ่อแก้ว ปี 2564 จำนวน 197,000 คน ให้กลับบ้านได้เป็นที่เรียบร้อย คงกล่าวได้ว่าความร่วมมือที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ และมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต

“ขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ทางไทยและทุกฝ่ายร่วมกันอำนวยความสะดวก ช่วยพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้ ที่สำคัญคือการยกระดับความรู้ของบุคลากร อยากให้ความร่วมมือนี้สำเร็จรุ่งเรืองต่อไป พัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง” หมอคำสินกล่าว แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ความสัมพันธ์และความช่วยเหลือก็จะยังคงดำเนินต่อไป

และเมื่อมาตรการสาธารณสุขระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่ายดีขึ้นเมื่อไร เราคงได้พบปะและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดแบบเห็นหน้าและยืนเคียงข้างกันอีกครั้งหนึ่ง 

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

หน้าที่ของแพทย์

ปัจจุบัน โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเติบโตขึ้นจากอาคารเก่าๆ หลังหนึ่ง กลายเป็นโรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยและให้บริการทางการแพทย์ด้วยเท่าเทียม มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ระบบและอุปกรณ์ที่ทันสมัยขึ้น ภายใต้การบริหารงานของหมอคำสินที่ยังคงทำงานหนักต่อเนื่องมา 24 ปี จนปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยไม่เคยคิดย่อท้อในเส้นทางการทำงานในฐานะแพทย์ชนบทเลย

“ไม่เคยรู้สึกว่าคิดผิดเลย ตั้งใจมาตั้งแต่ตอนเรียน วิชาชีพนี้ได้ช่วยเหลือคนอื่นให้มีความสุขขึ้น เราเห็นคนเจ็บคนไข้มาเขาทรมานทั้งกายและใจ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ พอรักษาได้มันก็เป็นพลังให้เราทำหน้าที่นี้ต่อไป”

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

ด้วยความใส่ใจและเป็นกันเอง หมอคำสินจึงเป็นที่รักและใกล้ชิดกับประชาชนในแขวงบ่อแก้ว การทำงานในวิชาชีพแพทย์ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสอนเขาเป็นอย่างดี ว่าแพทย์คือผู้ที่ต้องอยู่เคียงข้างผู้คน มีคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงาน

“ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่ควรฝังอยู่ในจิตสำนึกการเป็นหมอ เราควรต้องเสียสละ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ รับใช้สังคม เชื่ออย่างนั้นเสมอมา” หมอผู้ประกอบวิชาชีพในฝันกล่าว ก่อนบอกลาไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วและรัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานและดำเนินงานหลักเพื่อให้เกิดเอกภาพ ตรวจสอบสอบได้ว่างานที่ดำเนินการไปทั้งหมดนั้นเกิดความยั่งยืน และเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง

เราขอเป็นกำลังใจให้แก่บุคลากรสาธารณสุขและผู้อยู่เบื้องหลังทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข ทั้งบริเวณชายแดนและพื้นที่ต่างๆ ในประเทศ ให้ดียิ่งขึ้นสำหรับประชาชน

หวังว่าเราจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยกัน และกลับมาพบปะอย่างพร้อมหน้าอีกครั้งหนึ่งในเร็ววัน 

ภาพ : ดร.คำสิน พรมมะหาน และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

ภาพ : ดร.คำสิน พรมมะหาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

*** เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียและอุบัติเหตุในงานกู้ภัย ***

เราติดต่อ หนู-ประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand เพื่อพูดคุยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เขาและทีมงานทำร่วมกันมากว่า 8 ปี แต่ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอน รอคอยรุ่งเช้าที่จะเดินทางไปยัง Bounce Dog Sport Center พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัข ลึกเข้าไปเป็นศูนย์ฝึกของเหล่าอาสาสมัคร หัวใจของเรากลับตกไปอยู่ตาตุ่ม! เมื่อเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่เรานัด พี่หนูส่งข้อความมาแจ้งว่า

“ได้รับการประสานขอการค้นหาผู้สูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม K-9 (ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย) เดินทางกลางคืนวันที่นัดสัมภาษณ์”

นี่คือสถานการณ์จริง! ไม่ใช่การฝึกซ้อม! เรารีบบอกพี่หนูว่า ยินดีเลื่อนการสัมภาษณ์เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติการ แต่ทางพี่หนูยืนยันให้สัมภาษณ์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้เห็นการอุ่นเครื่องสุนัข K-9 พริตตี้ และ จันหอม แห่งทีม Thai Volunteer SAR Dog ที่จะเดินทางไปช่วยค้นหาบุคคลสูญหายกันถึงที่ บอกเลยว่าศักยภาพของทีมและสุนัขทำให้คนนอกอย่างเราต้องอึ้ง

“ทุกชีวิตมีค่าครับ” 

พี่หนูพิมพ์ทิ้งท้ายก่อนปิดหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เราอยากค้นหาที่มาที่ไปของการเห็นคุณค่า และประสบการณ์อันโชกโชนบนเส้นทางกู้ภัยตลอด 20 ปีมากกว่าเดิม

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เพราะกลัวจึงกล้าและเก่ง

หัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่งอยู่ตรงหน้าเราในชุดสีดำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปกบ ซึ่งเป็นตัวแทนของ FROG Team Thailand (First Rescue Operation Generation) นอกจากรองเท้าที่ดูกะทัดรัดเหมาะจะออกวิ่งได้ทุกวินาที เข็มขัดของเขายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์มีดพก ไฟฉาย กรรไกรหัวทู่ (ป้องกันเวลาตัดไม่ให้บาดเจ็บ) ไขควง คีม ที่จุดไฟ และของจำเป็นอื่น ๆ ที่ขาดไม่ได้

“ไม่มีแล้วผมไม่มั่นใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่รองเท้านี่เป็นรองเท้าวิ่งธรรมดานะ ปกติจะใส่รองเท้ากู้ภัยกันไฟดูด หัวเหล็กกันตะปูได้” เขากำลังบอกเราว่า นี่ยังไม่ครบชุดนะ

“มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ เริ่มสนใจด้านกู้ภัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เราถาม

“เริ่มจากความชอบ ผมไปปีนหน้าผา จริง ๆ จะได้เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา แต่เราตั้งคำถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราไปปีนหน้าผา ใครจะช่วยเรา ก็เลยเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมกลัวความสูง ก็เลยคิดว่างั้นไปปีนผาเลยแล้วกัน”

เขาบอกกับเราว่า กีฬาปีนผาเป็นการเล่นกับตัวเอง แม้จะเห็นว่าเส้นทางด้านบนไปต่อไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วยังมีทางอยู่เสมอ เพราะคนที่ไปแขวนเชือกสำหรับปีนผา เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชายผู้กลัวความสูงพยายามเอาชนะตัวเองจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬาโลดโผน ชีวิตของพี่หนูเคยคลุกคลีอยู่ในวงการกู้ภัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติผู้พี่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาก่อน

“อายุประมาณ 15 ปี ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่งานตอนนั้นก็แค่ช่วยเคลื่อนย้ายศพ ช่วยมอเตอร์ไซค์ล้ม และพาคนออกจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ พอโตขึ้นค่อยได้ไปเรียนเทคนิคพิเศษ Rope Rescue (การช่วยเหลือกู้ภัยโดยใช้เชือก) จนกลายเป็นอาจารย์ ทางร่วมกตัญญูก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่ช่วงหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่ร่วมกตัญญู มีเคสหนึ่งที่ปลื้มใจที่สุด เพราะผมได้ช่วยคนในอาคารถล่ม 6 ชั้นที่คลองหก ปทุมธานี พ.ศ. 2557 เขาติดอยู่ใต้อาคารในชั้นที่ 1 ตึกมันล้มแบบแพนเค้ก เป็นแผ่นปูน 6 ชั้นทับลงมา ผมมุดลงไปข้างล่างที่ชั้นใต้ดินเพื่อคุยกับเขา วิเคราะห์ว่าจะต้องเจาะอะไรตรงไหน การเจาะใช้เวลา 2 วัน ตัวผมเองเป็นคนเอื้อมมือดึงเขาออกมาจนรอดชีวิต”

ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยหลายราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่บนซากมองเห็นได้ง่าย มีอาสาสมัครหลายกลุ่มรุมล้อมช่วยเหลือ กระนั้นบางรายก็เสียชีวิต เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะและยังขาดความรู้ที่เหมาะสม ส่วนคนที่ติดอยู่ใต้ซากนั้นไม่มีใครมองเห็น

การเจาะวันแรกผ่านไป ชายที่อยู่ใต้ดินไม่มีน้ำดื่ม พี่หนูและทีมจึงส่งน้ำผ่านสายยางลงไป แต่แล้วเรื่องที่เกือบทำให้ผู้ช่วยเหลือถอดใจก็เกิดขึ้น

“เราได้ยินแค่เสียง แต่เสียงของเขาหายไปประมาณ 4 ชั่วโมง เราคิดว่าเขาไปแล้ว ก็กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่วันนั้นผมขออีกหน่อย นอนพักอยู่ท้ายรถ จู่ ๆ ก็มีน้องวิ่งมาบอกว่า เสียงเขากลับมาแล้ว ผมก็ขุดต่อ

“ผมเป็นกู้ภัย เพราะผมอยากช่วยเหลือคนที่แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เราได้ช่วยเขาออกมา นี่คือที่สุด เขาได้กลับไปหาครอบครัว จริง ๆ ผมรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกชีวิตมีค่า และเราเองก็มีค่าที่จะช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร เขายังมีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาอีกหลายชีวิต เราช่วยได้ 1 เท่ากับช่วยได้ 10”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การฝึกกู้ภัยด้วยระบบเชือกโดย FROG Team Thailand

กว่าจะเป็นกู้ภัย

เราถามผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าว่าการเป็นกู้ภัยนั้นยากไหม เขาตอบว่าการเป็นกู้ภัยในประเทศไทยไม่ยาก เพราะมีสถาบันเปิดสอนและอบรมจำนวนมาก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจ การขวนขวายความรู้ และการลงมือปฏิบัติด้วย

“อาสากู้ภัยในประเทศไทยทำทุกอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่ต่างจากประเทศอื่น ต่างประเทศจะมีกำหนดเลยว่า อาชีพไหนรับบทบาทหน้าที่อะไร เช่น นักดับเพลิงและตำรวจรับหน้าที่ไม่เหมือนกันและไม่ซ้อนทับกัน”

เขาเล่าความแตกต่างให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักกู้ภัยคือ การมีใจ ส่วนการเรียนคือ การเสริมความรู้ที่แต่ละบุคคลสนใจ ซึ่งพี่หนูเรียนมาแล้วทุกอย่างทั้ง Road Accident Confined Space (อาคารถล่ม) หรือ K-9 แต่เขาสนใจ Rope Rescue เป็นพิเศษ

“เชือกอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมามีเงื่อนมัดสายสะดือ ตายก็มัดตราสัง เสื้อผ้าก็คือสิ่งทอจากเส้นด้าย แล้วในหมวดงานอื่นอย่างการดับเพลิงหรือกู้ภัยทางน้ำ ก็ต้องใช้เชือกทั้งหมด มันคือสาขาใหญ่ที่คนไม่ค่อยมอง แต่เราประยุกต์ได้ทุกอย่าง สมมติน็อตไขไม่ออก เอาเชือกไปม้วนแล้วไขก็ออก ลูกกรงเหล็กดัด คนพยายามจะตัด แต่เราเอาเชือกมาพันแล้วขันชะเนาะ เด็กหัวติดอยู่ก็ออกได้ ผมลองมาแล้ว”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

นอกจากความรู้พื้นฐานและเฉพาะทางที่ต้องมี การคิดวิเคราะห์ของอาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงฝึกและลงมือปฏิบัติอยู่เสมอ พี่หนูมักไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาทดลองทำเอง เพราะเขาเชื่อว่า กว่าใครสักคนจะเขียนคู่มือสักเล่มให้คนอ่าน ย่อมเกิดจากการทดลองจนเห็นประสิทธิภาพแล้วจึงนำมาบอกต่อ

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การลงพื้นที่ของ FROG Team Thailand และมูลนิธิอื่น ๆ

จากที่ฟังเรื่องราวของเขามาสักพัก เรารับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย คือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

“หน้าที่สำคัญของกู้ภัยคือการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ต้องรีบ เมื่อรีบอาจเกิดเหตุซ้ำเติม”

“กรณีไฟฟ้ารั่ว หากวิ่งเข้าไปช่วยทันทีอาจเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านกฤษดานคร เมื่อ พ.ศ. 2564 ในตอนนั้นผมได้รับการร้องขอให้นำสุนัข K-9 ขึ้นไปค้นหา แต่พื้นที่มีความร้อนสูง ไม่ต่างจากเดินบนเตาย่าง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สุนัขรับความร้อนได้เร็วกว่ามนุษย์ ตรงจุดนี้เราต้องประเมินความปลอดภัยของสุนัขด้วย ผมยังไม่เคยประเมินอะไรผิดพลาด เพราะคิดซับซ้อนมาก ๆ เรามองผลกระทบแล้วว่าอะไรน่าจะเกิด บางทีนั่งกินข้าว ผมยังคิดเลยว่า ถ้าหน้าจมลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจะตายไหม ต้องตะแคงซ้ายหรือขวา” 

หลายคนอาจมองว่าเขาพูดติดตลก แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนหน้าที่ในการบรรเทาสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นเบา คือหน้าที่ของอาสากู้ภัยทุกคน รวมถึง FROG Team Thailand ที่ก่อตั้งมาได้ 8 ปีแล้ว

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

กบสู้กู้ชีวิต

“ก็นั่นแหละ เพราะว่าผมไม่ชอบกบ” เขาเอ่ย เมื่อเราถามถึงเบื้องหลังชื่อและสัญลักษณ์รูป ‘กบ’ ของ FROG Team Thailand สมแล้วที่เป็นคนชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกลัวความสูงยันความไม่ชอบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“กบมีความหมายในตัวของมัน เกิดมามีแต่หัวกับหาง ต่อมาเปลี่ยนสภาพมีขา หางก็หดกลับไป พอโตอีกก็เปลี่ยนสีได้ ความสามารถมันหลากหลายมาก ก็เลยเลือกกบ ไม่ชอบก็ต้องเอาชนะ จับกินเลย แต่ถ้ามันมาเกาะขา ผมไม่ไหวนะ”

FROG Team ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนูรวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ไม่ต่างกัน โดยนอกเหนือจากงานกู้ภัย พวกเขาก็ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ด้วย

FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ทีมของเรามีวิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก คนเลี้ยงสุนัข K-9 นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม ตำรวจ ทหาร และหน่วยเฉพาะกิจ เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม กระจาย FROG Team ไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด” ซึ่งเราคิดว่าการไปไม่ครบก็เป็นเรื่องดี เพราะในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

ปกติแล้วทาง FROG Team มักจะเลือกเคสที่ออกไปช่วยเหลือ เพราะออกปฏิบัติการไม่ได้ทุกครั้ง หากเป็นงานตึกถล่ม หรืองานในที่สูงก็จะใช้วิชาเชือกที่ถนัดได้ โดยหลัก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในเมืองไทยคืออุบัติเหตุรถชน และผู้สูงอายุเสียชีวิตโดยไม่มีใครทราบ

“เคสคนหายก็เกิดบ่อย ส่วนมากมักเป็นอัลไซเมอร์ มีอย่างน้อย 1 – 2 ครั้งต่อเดือนที่แจ้งเข้ามา ซึ่งคนหายส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิกระจกเงาเป็นแม่งานหลัก การฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นบ่อยแม้ไม่ได้ออกข่าว เช่น ที่สะพานพระราม 8 หรือท่าน้ำนนท์ เพราะเราเองก็มีสมาชิกที่ทำหน้าที่อยู่”

อีกกรณีคือ คนหลงป่า อย่างเคสที่พี่หนูกำลังจะเดินทางพร้อมทีมและสุนัข K-9 ในคืนนี้

“การหลงเข้าไปในป่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนตึกในเมืองที่ไม่มีทางเติบโต อาจมีจำนวนถึง 100 เคสต่อปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงกับป่า”

“เคยไปหาคนหายที่เขาใหญ่ หากันอยู่ 3 วัน จุดที่เราไปหาคือจุดที่คาดว่าเขาจะไป แต่จุดที่เจอศพคือใกล้ ๆ เขาโดนสัตว์ทำร้าย”

สิ่งแรกที่ต้องทำหากหลงป่า คือ การหาน้ำ เป็นหนึ่งในกฎที่อาจารย์หนูคิดขึ้นมาเพื่อสอนอาสาสมัคร รวมถึงเด็ก ๆ 

“กฎหมายเลข 3 ครับ ขาดน้ำ 3 วัน เสียชีวิต ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ เสียชีวิต ขาดอากาศ 3 นาที เสียชีวิต เสียเลือดเกิน 3 นาทีไม่ไปเลี้ยงสมอง เสียชีวิต เพราะฉะนั้นต้องหาน้ำก่อน ในฐานะที่เป็นวิทยากร ผมพยายามคิดวิธีที่ทำให้คนจำได้ง่ายที่สุด”

ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทความเป็นอาจารย์เพิ่มเติม ตอนนี้ทีมสุนัขค้นหาของไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย (Thai volunteer Search and Rescue Dog) นำโดย เม๋-นุชนภางค์​ เกวลี ผู้ก่อตั้ง และ ภา-วิภาอร เศรษฐศิรินนท์ ผู้ควบคุมสุนัข รวมถึงพริตตี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล และจันหอม สุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด พร้อมอุ่นเครื่องการฝึกดมกลิ่นให้เราได้ชมแล้ว

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

เราพาตัวเองไปหลบใต้เงาไม้ที่มีอยู่น้อยนิด ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน ใต้ซากปรักหักพังจำลองสถานการณ์ตึกถล่ม มีอาสาสมัครที่เป็น ‘เป้า’ ในการค้นหาของสุนัขทั้งสองอยู่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเป้าเหล่านั้นหลบอยู่ที่ไหน แต่ในครั้งแรกพริตตี้ใช้เวลา 10 กว่านาทีในการค้นหาจนเจอ

“สุนัขสามารถรับรู้จำนวนคนได้จากกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าสุนัขรับกลิ่นได้ 7 คน แต่มองเห็นแค่ 6 คน สุนัขจะพยายามหาว่าอีกกลิ่นอยู่ที่ไหน คนเรามีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอยออกมาในอากาศอยู่ตลอดเวลา เซลล์ผิวหนังนี้จะผสมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล พอพริตตี้จับกลิ่นที่ 7 ได้เลยเห่าแจ้งตำแหน่งกับพวกเราในทันที”

เผื่อว่าจะไม่เชื่อ การฝึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีจันหอมเป็นผู้ตามหาเป้า ครั้งนี้เพิ่มความยาก เพราะเป้าหมายอย่าง นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูง ปีนขึ้นไปหลบบนหลังคารถประจำทางกันเลยทีเดียว

การเห่าส่งสัญญาณครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจันหอมปีนขึ้นไปบนกองยาง เพราะลมพัดกลิ่นของเป้าหมายไปตกกระทบยังพื้นที่ที่สูงรองลงมา หลังจากที่จันหอมเห่าเพียงไม่กี่วินาที ลมได้เปลี่ยนทิศ จันหอมจึงวิ่งลงจากกองยาง แล้ววิ่งกลับไปมาบริเวณท้ายรถ เพื่อหาจุดที่กลิ่นตกเข้มข้นที่สุด พอจับกลิ่นได้ จันหอมก็นั่งเห่าและมองขึ้นไปบนหลังคาที่คุณหมอซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

สุนัขจะเห่าแจ้งว่าพบผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีกลิ่นเข้มข้นมากที่สุด ซึ่งในบริเวณที่มีกลิ่นตกเข้มข้นมากที่สุดมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ หรือโครงสร้างของอาคารที่ถล่มลงมา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรในการกระจายกลิ่นทั้งสิ้น เมื่อสุนัขแจ้งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมสุนัขและทีมกู้ภัยผู้มีประสบการณ์ในการอ่านข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย

“สุนัขไม่ใช่เครื่องตรวจจับกลิ่น ไม่ใช่ตัวระบุตำแหน่ง สำหรับเคสคนหายที่เชียงใหม่ที่เรากำลังจะพาสุนัขไป เขาใช้คนค้นหาก่อนและเก็บข้อมูล ตอนนี้ก็ใช้สุนัขในการช่วยค้นหา”

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

พี่หนูเล่าเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2560 เขาประทับใจการเรียนรู้พฤติกรรมสุนัขของหน่วย K-9 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ภัยค้นหา โดยความยากอยู่ที่สุนัขสื่อสารกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ การเรียนรู้พฤติกรรมตั้งแต่หัวถึงหางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ผมอยากช่วยคนเป็น ถ้าเห็นแล้วว่าเขาเสียชีวิต เราจะให้เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่น บางครั้งการพาคนเป็นไปช่วยคนตายในสภาพที่ยากลำบาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียเพิ่ม เช่น ดำน้ำในคลองแสนแสบ น้ำสกปรกมาก กู้ภัยเสียชีวิตหลายรายแต่ไม่มีใครรู้ น้ำเข้าซอกเล็บ ติดเชื้อในกระแสเลือด เราจึงพยายามนำ K-9 เข้ามาช่วยในการค้นหาผู้จมน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่ผู้จมน้ำติดอยู่ใต้น้ำ อย่างน้อยก็กำหนดพื้นที่ให้แคบลงได้ ดีกว่าการพาคนเข้าไปเยอะ ๆ มันเสี่ยง”

ปัจจุบัน K-9 นำโดยพี่เม๋ถือเป็นส่วนหนึ่งของ FROG Team โดยทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน หากเคสไหนต้องการการค้นหา พี่หนูและพี่เม๋ก็จะแท็กทีมออกไปช่วยเหลือ

“INSARAG (คณะที่ปรึกษาด้านการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ) บอกว่า ในการตั้งทีมกู้ภัยแบ่งเป็น Heavy, Medium, Light ระดับกลางต้องมีสุนัขในทีม 2 ตัว ของอเมริกาคือทีมใหญ่ (Heavy) มีเครื่องบิน มีเรือ มีเงินทุน มีสุนัข 6 ตัว มันเป็นข้อกำหนดว่าจำเป็นต้องมี ของไทยตอนนี้กำลังสอบเป็น Medium ต้องมี 2 ตัว”

ก่อนจะเดินกลับไปยัง Bounce Dog Sport Center และปล่อยให้สุนัขพักผ่อนรอคอยภารกิจใหญ่ที่เชียงใหม่ พี่หนูบอกว่า “คนยังไม่ค่อยเห็นว่า K-9 มีความสามารถอย่างไร ถ้าได้รู้จะทึ่งกับมัน”

เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากการช่วยคนเป็น อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

“มันเป็นหลักสูตรที่สมควรจะมีแล้ว” เขาบอกเพื่ออนาคตอันปลอดภัยของทุกคน

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

วิชาที่ควรมีติดตัว

คอร์สเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตร และแนะนำทางโรงเรียนว่า ต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ

“เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่า ถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป”

สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล!

“มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล”

พี่หนูคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

“นอกจากเรื่องทางน้ำ ยังมีเรื่องการพัน ห้าม ดาม หรือพันแผล ห้ามเลือด ดามแขน-ขา ถ้าเลือดไหลเยอะต้องกดให้หยุดก่อน แผลเล็กค่อยล้างแล้วหยุดเลือด เราเข้าใจผิดว่าเจอแผลใหญ่ต้องล้าง ไม่ต้องครับ เอาให้มันหยุดก่อน แล้วต่อไปจะมีสอนการ CPR เอาตัวรอดตอนอาหารติดคอ ไปจนถึงสีป้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่รู้ หรืออาจไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ”

“ป้ายที่เห็นบนท้องถนน แต่ละสีมีความหมายเป็นสากล สีเขียวคือปลอดภัย สีแดง ทราบอยู่แล้วว่าห้าม หยุดการกระทำ สีเหลือง ต้องระมัดระวังสารเคมี แต่อย่างสีฟ้า คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ คือบังคับใช้ ต้องทำตาม ป้ายห้ามจอด ลองสังเกตว่าเป็นสีแดง พื้นหลังเป็นสีฟ้า แปลว่าหยุดแล้วบังคับใช้ ต้องทำตาม มันสากลมากครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ความหมาย”

พี่หนูยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงวิชาสุขศึกษาของไทยที่เด็กรู้ทฤษฎี CPR แต่ไม่เคยปฏิบัติ

“เขารู้ว่าต้องกดลึก 3 – 5 นิ้ว แต่ถ้าหุ่นผอมบางจะกด 3 – 5 นิ้วไม่ได้ กดลง 1 ใน 3 ของร่างกาย ต้องบอกแบบนี้มากกว่า” 

ได้แต่หวังว่าการปรับหลักสูตรจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกให้เด็กคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือ รู้ว่าอาหารติดคอจะทำอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จากนั้นค่อยเรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่น

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน
อบรมกู้ภัย Mountain Rescue Training Camp

“อีกเรื่องใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม คือเรื่องฮีทสโตรกและอาการวูบ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร การต่อปลั๊กพ่วงจำนวนหลายอันก็มีโอกาสเกิดความร้อนจนช็อตได้ คนไทยชอบวัวหายล้อมคอก ไปนำเสนอแล้วไม่ค่อยฟัง พอใกล้ตัวก็เพิ่งนึกถึง เดี๋ยวนี้โรงเรียนนานาชาติเริ่มเชิญวิทยากรหรือผู้มีความรู้จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปสอนเด็ก มันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมานานแล้ว”

ในยุคหนึ่งพี่หนูเคยคิดว่า หากตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา จะมีคนที่มีความรู้ด้านการกู้ภัยและเอาตัวรอดมาช่วยเหลือเขาไหม แต่ในปัจจุบัน โลกพัฒนาและคนพัฒนา เขาเชื่อว่าตนเองได้พบคนเหล่านั้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรการเผยแพร่ความรู้ให้ทั่วถึงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่เขาอยากทำต่อไป

“การเป็นกู้ภัยมา 20 กว่าปี ทำให้เราได้คิดมากขึ้น วิเคราะห์เยอะขึ้น รอบคอบ เพราะเราไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ถ้าพลาดก็ไม่เหลืออะไรเลย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตทุกคนมีคุณค่า จากนี้ผมก็ยังทำงานกู้ภัยต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว”

หากใครสนใจงานด้านกู้ภัย ต้องการความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือฝึกอบรมขั้นพื้นฐานตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ตึกถล่ม ฝึก Rope Rescue หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก FROG Team Thailand 

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load