ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณพื้นที่ชายแดนเชื่อมระหว่างสองประเทศ มีมิตรภาพที่สัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น และช่วยรักษาชีวิตผู้คนไม่ให้เจ็บป่วยจากไปได้จำนวนมาก ตลอดระยะเวลานานกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ฟากหนึ่งของความสัมพันธ์คือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มี ดร.คำสิน พรมมะหาน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว แพทย์วัย 50 ปีที่ปักหลักรักษาประชาชนในโรงพยาบาลชายแดนนี้มาเกือบทั้งชีวิตการทำงาน พร้อมยกระดับการรักษา จับมือกับ นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แพทย์ที่อยู่ใกล้เคียงกันในอีกฟากฝั่งแม่น้ำโขง และหน่วยงานภาครัฐของไทย พัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ให้ประชาชน สปป.ลาว เข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันยิ่งขึ้น

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ผู้พัฒนารพ.ชายแดน สปป.ลาว-ไทย ให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ความร่วมมือด้านสาธารณสุขชายแดนในระดับท้องถิ่นและประเทศนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 20 ก่อน จากวิสัยทัศน์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่จับมือกับกระทรวงสาธารณสุข เพราะเล็งเห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นเรื่องไร้พรมแดน ข้ามผ่านไปหากันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถนน R3A ที่เชื่อมต่อระหว่างจีน สปป.ลาว และไทย และเกิดการข้ามแดนไปมาของคนและสินค้าอยู่เรื่อยๆ ในสภาวะปกติ

หากระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศแข็งแรง ตั้งแต่สาธารณสุขมูลฐานจนถึงการแพทย์เฉพาะทาง ก็ไม่จำเป็นต้องพะวงอะไรมาก เจ็บป่วยที่ใด รักษาที่นั่น ไม่ต้องเดินทางให้เหน็ดเหนื่อย ลดความเสี่ยงของโรคติดต่อและภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขในแต่ละฝั่ง ซึ่งนับรวมไปถึง 38 จังหวัดตามแนวชายแดนที่อยู่ติดประเทศเพื่อนบ้านทั่วไทยด้วย ถือเป็นหนึ่งภารกิจภายใต้การทูตเพื่อการพัฒนาที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย กระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เหนียวแน่นด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ผู้พัฒนารพ.ชายแดน สปป.ลาว-ไทย ให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

หมอคำสินคือหนึ่งในบุคลากรชุดขาวคนสำคัญของ สปป.ลาว ที่ยินดีช่วยเหลือ ขับเคลื่อนให้ภาพนี้เข้าใกล้ความจริงสำหรับความร่วมมือสาธารณสุขไทย-ลาว ถ้าไม่ได้มีการตระเตรียมทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน สถานการณ์โรคต่างๆ รวมถึงโควิด-19 บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศอาจรุนแรงกว่านี้

“เห็นคนสุขภาพดีก็ทำให้พวกเรามีกำไร ไม่ใช่เป็นตัวเงินนะ แต่เราได้ทำให้พวกเขากลับไปดูแลครอบครัวให้มีอยู่มีกิน สร้างสรรค์งาน ช่วยให้ประเทศของเราเข้มแข็ง” หมอคำสินเล่ารางวัลอันล้ำค่าของการทำงานให้เราฟังด้วยภาษาลาว

ในโอกาสนี้ เราขอพาคุณไปสำรวจชีวิตและวิสัยทัศน์ของท่านหมอคำสิน (แพทย์ในภาษาลาว) ผู้เคารพในวิชาชีพและความเป็นมนุษย์ ที่โฮงหมอ (โรงพยาบาล) อีกฟากฝั่งแม่น้ำเพื่อนบ้าน และเรียนรู้เบื้องหลังภารกิจสำคัญระหว่างสองประเทศไปด้วยกัน

ฝันถึงการแพทย์ที่เท่าเทียม

“เป็นความฝันตั้งแต่สมัยเรียนเลย” หมอคำสินผู้มีถิ่นกำเนิดจากเมืองหงสา แขวงไซยะบูลี เล่าว่าแพทย์คือวิชาชีพในฝันเสมอมา 

หมอคำสินบากบั่นตั้งใจเรียนจบ ม.7 จนได้ทุนไปเรียนต่อที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อจบการศึกษา เขากลับมาใช้ทุนเป็นแพทย์ที่แขวงบ่อแก้ว แต่งงานมีครอบครัว ตั้งถิ่นฐานชีวิตและการทำงานในบริเวณที่นั่งเรือข้ามฟากเพียงสัก 20 นาทีก็ถึงฝั่งไทยแล้ว

“ชอบที่นี่ ไม่ต้องปรับตัวเยอะ มันมีบรรยากาศของการอยู่แบบพี่น้อง เป็นมิตรกัน” หมอคำสินพูดถึงความรู้สึกเมื่อมาอยู่แขวงบ่อแก้ว

พ.ศ. 2540 คือปีแรกที่หมอคำสินเริ่มต้นทำงาน ในวันที่ระบบสาธารณสุขยังไม่ก้าวหน้าเพียบพร้อมเมื่อเทียบกับทุกวันนี้ เขาตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับโรงพยาบาลแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน

“จริงๆ โรงพยาบาลในเขตชายแดนก็คล้ายกับโรงพยาบาลทั่วไปนั่นแหละ แต่คิดว่าจุดพิเศษคือต้องเอาใจใส่กว่า เราอยู่ไกลจากนครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อก่อน ถ้าต้องนำส่งคนไข้ก็ต้องมีกระบวนการที่ยุ่งยาก เรามองเห็นว่าต้องมีการยกระดับ พัฒนาบุคลากร สถานที่ และเครื่องไม้เครื่องมือให้รองรับกับผู้ป่วยได้มากขึ้น” หมอคำสินกล่าวเจตนารมณ์ พร้อมเอ่ยถึง 3 สิ่งสำคัญที่ต้องปรับแก้ไข

สมัยนั้น โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเป็นเรือนแถวเก่าชั้นเดียว สภาพเริ่มทรุดโทรมหลังจากก่อสร้างมาเป็นเวลานาน ปัญหาคล้ายๆ กับโรงพยาบาลอีกหลายแห่งที่ขาดโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ไม่อาจรักษาบางโรคได้สะดวกหรือตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย เช่น โรคคอตีบ ไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงบริการยังไม่อาจเข้าถึงทุกคนได้อย่างเท่าเทียม

“พื้นที่นี้มีคนหลายชนเผ่าอาศัยร่วมกัน ต่างมีวิถีชีวิต วิธีคิด และระดับฐานะทางสังคมที่แตกต่างกัน เมื่อก่อนอาจไม่ได้ใช้บริการสุขภาพเหมือนกัน เรามองว่าต้องปรับทัศนคติใหม่ให้มีการบริหารที่เสมอภาคและไม่แบ่งแยก เพราะคนทุกข์คนจนคนอดก็ต้องการบริการที่ดีและเท่าเทียม เราคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ที่มนุษย์พึงได้รับ” หมอคำสินเล่า

หลังจากทำงานไปได้เกือบ 10 ปี เขาได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ และต่อมาเป็นผู้อำนวยการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นโอกาสบริหารและขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ที่เคยวางไว้ให้เกิดขึ้นจริง

สร้างมิตรภาพสาธารณสุขชายแดน สปป.ลาว-ไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2544 เมื่อรัฐบาล สปป.ลาว เจรจากับทางการไทยเพื่อให้เข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารโรงพยาบาลอายุกว่า 30 ปีให้กลายเป็นอาคารรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) ที่มีอุปกรณ์และบุคลากรที่เพียบพร้อมขึ้น

ความร่วมมือนี้เป็นการจับมือกันทางยุทธศาสตร์และการทูต หากระบบสาธารณสุขบริเวณชายแดนมีประสิทธิภาพ แพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยใน สปป.ลาว ให้ไม่ต้องใช้เวลานั่งเรือมารักษาที่ฝั่งไทย และเมื่อประชาชนไทยเดินทางไปทำธุระและเจ็บป่วยที่ฝั่งลาว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องข้ามกลับมารักษาที่ฝั่งไทย ถือว่าเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย และช่วยสร้างสัมพันธไมตรีที่เข้มแข็งขึ้นระหว่างกัน นอกเหนือไปจากด้านการเกษตรและการศึกษาที่ทำคู่ขนานกันมาอยู่แล้ว

หลังจากพัฒนาอาคารสำเร็จ ความร่วมมือยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายแพทย์สมปรารถน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ ทำงานร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของไทย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นแรงสนับสนุนและขับเคลื่อนสำคัญในมิตรภาพนี้

“หมอสมปรารถน์และทีมงานไทยให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด เป็นเพื่อนที่ดีและคุ้นเคยต่อกัน ตอนที่ยังไม่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) เราต่างนั่งเรือไปมาหากัน พาคนไข้ไปรักษาบ้าง มีปรึกษาเคสหรือส่งยาให้กันด้วย” 

ในช่วงเวลานี้ หมอคำสินช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดขึ้นในฐานะแพทย์ โรงพยาบาลค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนโฉม เช่น ระบบเวชระเบียนที่จัดเก็บเป็นระเบียบมากขึ้น มีอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างเครื่อง CT Scan ไว้บริการผู้ป่วย

พอเข้าสู่ระยะการร่วมมือขั้นถัดมา เกิดการขยับขยายไปสร้างอาคารผู้ป่วยในและแม่และเด็ก 2 ชั้น ขนาด 60 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วย ตามนโยบายสาธารณสุขของ สปป.ลาว ที่ต้องการป้องกันความเจ็บป่วยและเสียชีวิตของแม่และเด็ก จนกลายเป็นบริการเฉพาะทางที่โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วมีความเชี่ยวชาญ

“การร่วมมือนี้ทำให้เราสามารถบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน ผู้ป่วยที่ไม่ได้มีเงินมากก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากมาย” หมอคำสินกล่าวถึงความร่วมมือที่เกิดขึ้น และกลายเป็นรากฐานสำคัญของโรงพยาบาลจนถึงปัจจุบัน

ร่วมใจรับมือโรคอุบัติใหม่

ใน พ.ศ. 2557 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศริเริ่มโครงการสร้างความตระหนักและเตรียมความพร้อมสำหรับโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา-เมียนมา-ลาว เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันโรคอุบัติใหม่เชิงรุกให้แต่ละประเทศสามารถ ‘ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้’ ร่วมกับหลากหลายหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

การขับเคลื่อนครอบคลุมหลายประเด็น ทั้งการป้องกันและควบคุมโรค การอบรมพัฒนาบุคลากร ระบบส่งต่อผู้ป่วยระหว่างกัน และให้คำแนะนำแนวทางการรักษา โดยวางแผนร่วมกันเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง

ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอด 7 ปีนี้ กลายเป็นประโยชน์อย่างมากในการรับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่อย่างโควิด-19 ทำให้ 2 ประเทศสามารถสกัดกั้นการระบาดจากชายแดนได้ก่อนเกิดการบานปลายไปมากกว่านี้

“ตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ทางเราร่วมมือกับหน่วยงานของไทยวางแผนทำงานในสามระยะทันที ทั้งเร่งด่วน กลาง และยาว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ” หมอคำสินกล่าวถึงแผนงานเร่งด่วนระหว่างประเทศ ในช่วงมาตรการปิดการเดินทางระหว่างชายแดน พร้อมๆ กับที่กระทรวงสาธารณสุขของลาวจัดตั้งทีมเฉพาะกิจมาดูแลรักษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ร่วมกับองค์การอนามัยโลกในประเทศ

“ในระยะเร่งด่วน เราแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะเป็นโรคใหม่ ยังไม่มีใครรู้ว่าอาการหรือวิธีการรับมือต้องเป็นอย่างไร เราใช้แอปพลิเคชันติดต่อ ปรึกษาและรายงานกัน เพื่อเตือนให้อีกประเทศคาดการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์ได้ด้วย เผื่อเกิดการระบาดข้ามพื้นที่” 

การประสานงานนี้เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากนัก เพราะผู้คนเคยผูกมิตรและซักซ้อมกับโรคอื่นๆ กันมาก่อนแล้วในช่วงเวลาของโครงการที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงเสียดทานน้อย ปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว

“สิ่งสำคัญอย่างแรกสุดคือการถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน”

เมื่อบุคลากรทางการแพทย์พร้อมปฏิบัติหน้าที่และเข้าใจโรคในเบื้องต้น ความร่วมมือขั้นต่อไปในระยะกลางคือ การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือการทำงาน เช่น การส่งหน้ากาก PPE และชุดเครื่องมือตรวจสกัด โควิด-19 RT-PCR เพื่อให้ประเทศต่างๆ รับมือกับการระบาดภายในได้ดีขึ้น และลดโอกาสการระบาดข้ามประเทศ

“เรื่องนี้ท้าทายตรงที่เราเดินทางข้ามไปหากันไม่ได้ จึงต้องติดตั้งและเรียนรู้เครื่องมือบางอย่างแบบ Remote Installation แต่ก่อนหน้านี้ เราเคยปรึกษาการผ่าตัดในกรณีฉุกเฉินผ่านระบบประชุมทางไกล (Teleconference) กันมาก่อนบ้าง ตั้งแต่สมัยยังไม่มีสะพานมิตรภาพเลย ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานแบบนี้เป็นไปได้ในเวลานี้” หมอคำสินเล่า พร้อมบอกก่อนหน้านี้เคยมีเคสการผ่าตัดคลอดลูกที่ต้องใช้กระบวนการนี้เข้าช่วยมาแล้ว

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน
ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

สุดท้าย การแก้ปัญหาระยะยาวที่ดีที่สุด คือการสร้างและพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ เพราะยิ่งคัดกรองผู้ติดเชื้อ (Early Detection) ได้รวดเร็วเพียงใด ยิ่งรักษาและควบคุมโรคได้ไวเท่านั้น ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ของโรงพยาบาล 

ในเวลานั้น ห้องทุกห้องในโรงพยาบาลถูกใช้งานหมดแล้ว ครั้นจะสร้างอาคารหลังใหม่ก็ต้องใช้เวลาดำเนินงานอีกนานพอสมควร ทางทีมนักวิจัยไทยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงช่วยหาทางออกด้วยการเสนอให้สนับสนุนห้องปฏิบัติการสำเร็จรูปที่ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์และออกแบบโดยนักวิจัยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้งานในสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิของประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการปฏิบัติที่ดีทางห้องปฏิบัติการ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) 

ในห้องปฏิบัติการสำเร็จรูปนี้มีอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อที่ไม่ได้ใช้กับแค่เพียงโควิด-19 แต่ครอบคลุมถึงโรคอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล กรมความร่วมมือระหว่างประเทศยังให้การสนับสนุนตู้ตรวจเชื้อความดันอากาศบวก (Positive Pressure Room) ที่ออกแบบโดยมหาวิทยาลัยศรีปทุม สำหรับใช้งานในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกหนทางด้วย

“ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาระยะยาว เริ่มจากบุคลากรมีความรู้ก่อน แล้วตามมาด้วยการสนับสนุนอื่นๆ แต่ละอย่างต่อเนื่องกันหมดเลย ทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์เพื่อรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ได้”

แม้จะยังไม่อาจวัดผลการปฏิบัติงานช่วงโควิด-19 ที่บุคลากรทางสาธารณสุขกำลังรับมืออยู่อย่างเต็มกำลังได้ชัดเจน แต่หากพิจารณาจากการลดลงของผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่ต้องข้ามแดนมารักษาที่ประเทศไทยด้วยความจำเป็น ประชาชน สปป.ลาว สามารถรักษาในระดับพื้นฐานภายในประเทศลาวได้มากขึ้น และโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมด 45 รายในโรงพยาบาล จากจำนวนประชากรของแขวงบ่อแก้ว ปี 2564 จำนวน 197,000 คน ให้กลับบ้านได้เป็นที่เรียบร้อย คงกล่าวได้ว่าความร่วมมือที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ และมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต

“ขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ทางไทยและทุกฝ่ายร่วมกันอำนวยความสะดวก ช่วยพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้ ที่สำคัญคือการยกระดับความรู้ของบุคลากร อยากให้ความร่วมมือนี้สำเร็จรุ่งเรืองต่อไป พัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง” หมอคำสินกล่าว แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ความสัมพันธ์และความช่วยเหลือก็จะยังคงดำเนินต่อไป

และเมื่อมาตรการสาธารณสุขระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่ายดีขึ้นเมื่อไร เราคงได้พบปะและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดแบบเห็นหน้าและยืนเคียงข้างกันอีกครั้งหนึ่ง 

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

หน้าที่ของแพทย์

ปัจจุบัน โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเติบโตขึ้นจากอาคารเก่าๆ หลังหนึ่ง กลายเป็นโรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยและให้บริการทางการแพทย์ด้วยเท่าเทียม มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ระบบและอุปกรณ์ที่ทันสมัยขึ้น ภายใต้การบริหารงานของหมอคำสินที่ยังคงทำงานหนักต่อเนื่องมา 24 ปี จนปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยไม่เคยคิดย่อท้อในเส้นทางการทำงานในฐานะแพทย์ชนบทเลย

“ไม่เคยรู้สึกว่าคิดผิดเลย ตั้งใจมาตั้งแต่ตอนเรียน วิชาชีพนี้ได้ช่วยเหลือคนอื่นให้มีความสุขขึ้น เราเห็นคนเจ็บคนไข้มาเขาทรมานทั้งกายและใจ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ พอรักษาได้มันก็เป็นพลังให้เราทำหน้าที่นี้ต่อไป”

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

ด้วยความใส่ใจและเป็นกันเอง หมอคำสินจึงเป็นที่รักและใกล้ชิดกับประชาชนในแขวงบ่อแก้ว การทำงานในวิชาชีพแพทย์ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสอนเขาเป็นอย่างดี ว่าแพทย์คือผู้ที่ต้องอยู่เคียงข้างผู้คน มีคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงาน

“ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่ควรฝังอยู่ในจิตสำนึกการเป็นหมอ เราควรต้องเสียสละ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ รับใช้สังคม เชื่ออย่างนั้นเสมอมา” หมอผู้ประกอบวิชาชีพในฝันกล่าว ก่อนบอกลาไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วและรัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานและดำเนินงานหลักเพื่อให้เกิดเอกภาพ ตรวจสอบสอบได้ว่างานที่ดำเนินการไปทั้งหมดนั้นเกิดความยั่งยืน และเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง

เราขอเป็นกำลังใจให้แก่บุคลากรสาธารณสุขและผู้อยู่เบื้องหลังทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข ทั้งบริเวณชายแดนและพื้นที่ต่างๆ ในประเทศ ให้ดียิ่งขึ้นสำหรับประชาชน

หวังว่าเราจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยกัน และกลับมาพบปะอย่างพร้อมหน้าอีกครั้งหนึ่งในเร็ววัน 

ภาพ : ดร.คำสิน พรมมะหาน และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

ภาพ : ดร.คำสิน พรมมะหาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load