ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณพื้นที่ชายแดนเชื่อมระหว่างสองประเทศ มีมิตรภาพที่สัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น และช่วยรักษาชีวิตผู้คนไม่ให้เจ็บป่วยจากไปได้จำนวนมาก ตลอดระยะเวลานานกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ฟากหนึ่งของความสัมพันธ์คือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มี ดร.คำสิน พรมมะหาน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว แพทย์วัย 50 ปีที่ปักหลักรักษาประชาชนในโรงพยาบาลชายแดนนี้มาเกือบทั้งชีวิตการทำงาน พร้อมยกระดับการรักษา จับมือกับ นายแพทย์สมปรารถน์ หมั่นจิต อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แพทย์ที่อยู่ใกล้เคียงกันในอีกฟากฝั่งแม่น้ำโขง และหน่วยงานภาครัฐของไทย พัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ให้ประชาชน สปป.ลาว เข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันยิ่งขึ้น

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ผู้พัฒนารพ.ชายแดน สปป.ลาว-ไทย ให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ความร่วมมือด้านสาธารณสุขชายแดนในระดับท้องถิ่นและประเทศนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 20 ก่อน จากวิสัยทัศน์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่จับมือกับกระทรวงสาธารณสุข เพราะเล็งเห็นว่าความเจ็บป่วยเป็นเรื่องไร้พรมแดน ข้ามผ่านไปหากันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถนน R3A ที่เชื่อมต่อระหว่างจีน สปป.ลาว และไทย และเกิดการข้ามแดนไปมาของคนและสินค้าอยู่เรื่อยๆ ในสภาวะปกติ

หากระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศแข็งแรง ตั้งแต่สาธารณสุขมูลฐานจนถึงการแพทย์เฉพาะทาง ก็ไม่จำเป็นต้องพะวงอะไรมาก เจ็บป่วยที่ใด รักษาที่นั่น ไม่ต้องเดินทางให้เหน็ดเหนื่อย ลดความเสี่ยงของโรคติดต่อและภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขในแต่ละฝั่ง ซึ่งนับรวมไปถึง 38 จังหวัดตามแนวชายแดนที่อยู่ติดประเทศเพื่อนบ้านทั่วไทยด้วย ถือเป็นหนึ่งภารกิจภายใต้การทูตเพื่อการพัฒนาที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย กระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เหนียวแน่นด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ผู้พัฒนารพ.ชายแดน สปป.ลาว-ไทย ให้คนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

หมอคำสินคือหนึ่งในบุคลากรชุดขาวคนสำคัญของ สปป.ลาว ที่ยินดีช่วยเหลือ ขับเคลื่อนให้ภาพนี้เข้าใกล้ความจริงสำหรับความร่วมมือสาธารณสุขไทย-ลาว ถ้าไม่ได้มีการตระเตรียมทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน สถานการณ์โรคต่างๆ รวมถึงโควิด-19 บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศอาจรุนแรงกว่านี้

“เห็นคนสุขภาพดีก็ทำให้พวกเรามีกำไร ไม่ใช่เป็นตัวเงินนะ แต่เราได้ทำให้พวกเขากลับไปดูแลครอบครัวให้มีอยู่มีกิน สร้างสรรค์งาน ช่วยให้ประเทศของเราเข้มแข็ง” หมอคำสินเล่ารางวัลอันล้ำค่าของการทำงานให้เราฟังด้วยภาษาลาว

ในโอกาสนี้ เราขอพาคุณไปสำรวจชีวิตและวิสัยทัศน์ของท่านหมอคำสิน (แพทย์ในภาษาลาว) ผู้เคารพในวิชาชีพและความเป็นมนุษย์ ที่โฮงหมอ (โรงพยาบาล) อีกฟากฝั่งแม่น้ำเพื่อนบ้าน และเรียนรู้เบื้องหลังภารกิจสำคัญระหว่างสองประเทศไปด้วยกัน

ฝันถึงการแพทย์ที่เท่าเทียม

“เป็นความฝันตั้งแต่สมัยเรียนเลย” หมอคำสินผู้มีถิ่นกำเนิดจากเมืองหงสา แขวงไซยะบูลี เล่าว่าแพทย์คือวิชาชีพในฝันเสมอมา 

หมอคำสินบากบั่นตั้งใจเรียนจบ ม.7 จนได้ทุนไปเรียนต่อที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อจบการศึกษา เขากลับมาใช้ทุนเป็นแพทย์ที่แขวงบ่อแก้ว แต่งงานมีครอบครัว ตั้งถิ่นฐานชีวิตและการทำงานในบริเวณที่นั่งเรือข้ามฟากเพียงสัก 20 นาทีก็ถึงฝั่งไทยแล้ว

“ชอบที่นี่ ไม่ต้องปรับตัวเยอะ มันมีบรรยากาศของการอยู่แบบพี่น้อง เป็นมิตรกัน” หมอคำสินพูดถึงความรู้สึกเมื่อมาอยู่แขวงบ่อแก้ว

พ.ศ. 2540 คือปีแรกที่หมอคำสินเริ่มต้นทำงาน ในวันที่ระบบสาธารณสุขยังไม่ก้าวหน้าเพียบพร้อมเมื่อเทียบกับทุกวันนี้ เขาตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับโรงพยาบาลแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน

“จริงๆ โรงพยาบาลในเขตชายแดนก็คล้ายกับโรงพยาบาลทั่วไปนั่นแหละ แต่คิดว่าจุดพิเศษคือต้องเอาใจใส่กว่า เราอยู่ไกลจากนครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อก่อน ถ้าต้องนำส่งคนไข้ก็ต้องมีกระบวนการที่ยุ่งยาก เรามองเห็นว่าต้องมีการยกระดับ พัฒนาบุคลากร สถานที่ และเครื่องไม้เครื่องมือให้รองรับกับผู้ป่วยได้มากขึ้น” หมอคำสินกล่าวเจตนารมณ์ พร้อมเอ่ยถึง 3 สิ่งสำคัญที่ต้องปรับแก้ไข

สมัยนั้น โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเป็นเรือนแถวเก่าชั้นเดียว สภาพเริ่มทรุดโทรมหลังจากก่อสร้างมาเป็นเวลานาน ปัญหาคล้ายๆ กับโรงพยาบาลอีกหลายแห่งที่ขาดโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ไม่อาจรักษาบางโรคได้สะดวกหรือตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย เช่น โรคคอตีบ ไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงบริการยังไม่อาจเข้าถึงทุกคนได้อย่างเท่าเทียม

“พื้นที่นี้มีคนหลายชนเผ่าอาศัยร่วมกัน ต่างมีวิถีชีวิต วิธีคิด และระดับฐานะทางสังคมที่แตกต่างกัน เมื่อก่อนอาจไม่ได้ใช้บริการสุขภาพเหมือนกัน เรามองว่าต้องปรับทัศนคติใหม่ให้มีการบริหารที่เสมอภาคและไม่แบ่งแยก เพราะคนทุกข์คนจนคนอดก็ต้องการบริการที่ดีและเท่าเทียม เราคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ที่มนุษย์พึงได้รับ” หมอคำสินเล่า

หลังจากทำงานไปได้เกือบ 10 ปี เขาได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ และต่อมาเป็นผู้อำนวยการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เป็นโอกาสบริหารและขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ที่เคยวางไว้ให้เกิดขึ้นจริง

สร้างมิตรภาพสาธารณสุขชายแดน สปป.ลาว-ไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2544 เมื่อรัฐบาล สปป.ลาว เจรจากับทางการไทยเพื่อให้เข้าไปช่วยปรับปรุงอาคารโรงพยาบาลอายุกว่า 30 ปีให้กลายเป็นอาคารรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) ที่มีอุปกรณ์และบุคลากรที่เพียบพร้อมขึ้น

ความร่วมมือนี้เป็นการจับมือกันทางยุทธศาสตร์และการทูต หากระบบสาธารณสุขบริเวณชายแดนมีประสิทธิภาพ แพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยใน สปป.ลาว ให้ไม่ต้องใช้เวลานั่งเรือมารักษาที่ฝั่งไทย และเมื่อประชาชนไทยเดินทางไปทำธุระและเจ็บป่วยที่ฝั่งลาว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องข้ามกลับมารักษาที่ฝั่งไทย ถือว่าเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย และช่วยสร้างสัมพันธไมตรีที่เข้มแข็งขึ้นระหว่างกัน นอกเหนือไปจากด้านการเกษตรและการศึกษาที่ทำคู่ขนานกันมาอยู่แล้ว

หลังจากพัฒนาอาคารสำเร็จ ความร่วมมือยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายแพทย์สมปรารถน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ ทำงานร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของไทย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นแรงสนับสนุนและขับเคลื่อนสำคัญในมิตรภาพนี้

“หมอสมปรารถน์และทีมงานไทยให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด เป็นเพื่อนที่ดีและคุ้นเคยต่อกัน ตอนที่ยังไม่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) เราต่างนั่งเรือไปมาหากัน พาคนไข้ไปรักษาบ้าง มีปรึกษาเคสหรือส่งยาให้กันด้วย” 

ในช่วงเวลานี้ หมอคำสินช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดขึ้นในฐานะแพทย์ โรงพยาบาลค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนโฉม เช่น ระบบเวชระเบียนที่จัดเก็บเป็นระเบียบมากขึ้น มีอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างเครื่อง CT Scan ไว้บริการผู้ป่วย

พอเข้าสู่ระยะการร่วมมือขั้นถัดมา เกิดการขยับขยายไปสร้างอาคารผู้ป่วยในและแม่และเด็ก 2 ชั้น ขนาด 60 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วย ตามนโยบายสาธารณสุขของ สปป.ลาว ที่ต้องการป้องกันความเจ็บป่วยและเสียชีวิตของแม่และเด็ก จนกลายเป็นบริการเฉพาะทางที่โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วมีความเชี่ยวชาญ

“การร่วมมือนี้ทำให้เราสามารถบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน ผู้ป่วยที่ไม่ได้มีเงินมากก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากมาย” หมอคำสินกล่าวถึงความร่วมมือที่เกิดขึ้น และกลายเป็นรากฐานสำคัญของโรงพยาบาลจนถึงปัจจุบัน

ร่วมใจรับมือโรคอุบัติใหม่

ใน พ.ศ. 2557 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศริเริ่มโครงการสร้างความตระหนักและเตรียมความพร้อมสำหรับโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา-เมียนมา-ลาว เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันโรคอุบัติใหม่เชิงรุกให้แต่ละประเทศสามารถ ‘ตรวจจับเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้’ ร่วมกับหลากหลายหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

การขับเคลื่อนครอบคลุมหลายประเด็น ทั้งการป้องกันและควบคุมโรค การอบรมพัฒนาบุคลากร ระบบส่งต่อผู้ป่วยระหว่างกัน และให้คำแนะนำแนวทางการรักษา โดยวางแผนร่วมกันเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง

ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอด 7 ปีนี้ กลายเป็นประโยชน์อย่างมากในการรับมือกับวิกฤตครั้งใหญ่อย่างโควิด-19 ทำให้ 2 ประเทศสามารถสกัดกั้นการระบาดจากชายแดนได้ก่อนเกิดการบานปลายไปมากกว่านี้

“ตั้งแต่โควิด-19 เริ่มระบาดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ทางเราร่วมมือกับหน่วยงานของไทยวางแผนทำงานในสามระยะทันที ทั้งเร่งด่วน กลาง และยาว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ” หมอคำสินกล่าวถึงแผนงานเร่งด่วนระหว่างประเทศ ในช่วงมาตรการปิดการเดินทางระหว่างชายแดน พร้อมๆ กับที่กระทรวงสาธารณสุขของลาวจัดตั้งทีมเฉพาะกิจมาดูแลรักษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ร่วมกับองค์การอนามัยโลกในประเทศ

“ในระยะเร่งด่วน เราแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะเป็นโรคใหม่ ยังไม่มีใครรู้ว่าอาการหรือวิธีการรับมือต้องเป็นอย่างไร เราใช้แอปพลิเคชันติดต่อ ปรึกษาและรายงานกัน เพื่อเตือนให้อีกประเทศคาดการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์ได้ด้วย เผื่อเกิดการระบาดข้ามพื้นที่” 

การประสานงานนี้เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากนัก เพราะผู้คนเคยผูกมิตรและซักซ้อมกับโรคอื่นๆ กันมาก่อนแล้วในช่วงเวลาของโครงการที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงเสียดทานน้อย ปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว

“สิ่งสำคัญอย่างแรกสุดคือการถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน”

เมื่อบุคลากรทางการแพทย์พร้อมปฏิบัติหน้าที่และเข้าใจโรคในเบื้องต้น ความร่วมมือขั้นต่อไปในระยะกลางคือ การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือการทำงาน เช่น การส่งหน้ากาก PPE และชุดเครื่องมือตรวจสกัด โควิด-19 RT-PCR เพื่อให้ประเทศต่างๆ รับมือกับการระบาดภายในได้ดีขึ้น และลดโอกาสการระบาดข้ามประเทศ

“เรื่องนี้ท้าทายตรงที่เราเดินทางข้ามไปหากันไม่ได้ จึงต้องติดตั้งและเรียนรู้เครื่องมือบางอย่างแบบ Remote Installation แต่ก่อนหน้านี้ เราเคยปรึกษาการผ่าตัดในกรณีฉุกเฉินผ่านระบบประชุมทางไกล (Teleconference) กันมาก่อนบ้าง ตั้งแต่สมัยยังไม่มีสะพานมิตรภาพเลย ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานแบบนี้เป็นไปได้ในเวลานี้” หมอคำสินเล่า พร้อมบอกก่อนหน้านี้เคยมีเคสการผ่าตัดคลอดลูกที่ต้องใช้กระบวนการนี้เข้าช่วยมาแล้ว

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน
ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

สุดท้าย การแก้ปัญหาระยะยาวที่ดีที่สุด คือการสร้างและพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ เพราะยิ่งคัดกรองผู้ติดเชื้อ (Early Detection) ได้รวดเร็วเพียงใด ยิ่งรักษาและควบคุมโรคได้ไวเท่านั้น ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้ว เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ของโรงพยาบาล 

ในเวลานั้น ห้องทุกห้องในโรงพยาบาลถูกใช้งานหมดแล้ว ครั้นจะสร้างอาคารหลังใหม่ก็ต้องใช้เวลาดำเนินงานอีกนานพอสมควร ทางทีมนักวิจัยไทยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงช่วยหาทางออกด้วยการเสนอให้สนับสนุนห้องปฏิบัติการสำเร็จรูปที่ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์และออกแบบโดยนักวิจัยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้งานในสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิของประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการปฏิบัติที่ดีทางห้องปฏิบัติการ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) 

ในห้องปฏิบัติการสำเร็จรูปนี้มีอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อที่ไม่ได้ใช้กับแค่เพียงโควิด-19 แต่ครอบคลุมถึงโรคอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล กรมความร่วมมือระหว่างประเทศยังให้การสนับสนุนตู้ตรวจเชื้อความดันอากาศบวก (Positive Pressure Room) ที่ออกแบบโดยมหาวิทยาลัยศรีปทุม สำหรับใช้งานในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกหนทางด้วย

“ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาระยะยาว เริ่มจากบุคลากรมีความรู้ก่อน แล้วตามมาด้วยการสนับสนุนอื่นๆ แต่ละอย่างต่อเนื่องกันหมดเลย ทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์เพื่อรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ได้”

แม้จะยังไม่อาจวัดผลการปฏิบัติงานช่วงโควิด-19 ที่บุคลากรทางสาธารณสุขกำลังรับมืออยู่อย่างเต็มกำลังได้ชัดเจน แต่หากพิจารณาจากการลดลงของผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่ต้องข้ามแดนมารักษาที่ประเทศไทยด้วยความจำเป็น ประชาชน สปป.ลาว สามารถรักษาในระดับพื้นฐานภายในประเทศลาวได้มากขึ้น และโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมด 45 รายในโรงพยาบาล จากจำนวนประชากรของแขวงบ่อแก้ว ปี 2564 จำนวน 197,000 คน ให้กลับบ้านได้เป็นที่เรียบร้อย คงกล่าวได้ว่าความร่วมมือที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ และมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต

“ขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ทางไทยและทุกฝ่ายร่วมกันอำนวยความสะดวก ช่วยพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้ ที่สำคัญคือการยกระดับความรู้ของบุคลากร อยากให้ความร่วมมือนี้สำเร็จรุ่งเรืองต่อไป พัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง” หมอคำสินกล่าว แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ความสัมพันธ์และความช่วยเหลือก็จะยังคงดำเนินต่อไป

และเมื่อมาตรการสาธารณสุขระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่ายดีขึ้นเมื่อไร เราคงได้พบปะและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดแบบเห็นหน้าและยืนเคียงข้างกันอีกครั้งหนึ่ง 

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

หน้าที่ของแพทย์

ปัจจุบัน โรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วเติบโตขึ้นจากอาคารเก่าๆ หลังหนึ่ง กลายเป็นโรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยและให้บริการทางการแพทย์ด้วยเท่าเทียม มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ระบบและอุปกรณ์ที่ทันสมัยขึ้น ภายใต้การบริหารงานของหมอคำสินที่ยังคงทำงานหนักต่อเนื่องมา 24 ปี จนปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยไม่เคยคิดย่อท้อในเส้นทางการทำงานในฐานะแพทย์ชนบทเลย

“ไม่เคยรู้สึกว่าคิดผิดเลย ตั้งใจมาตั้งแต่ตอนเรียน วิชาชีพนี้ได้ช่วยเหลือคนอื่นให้มีความสุขขึ้น เราเห็นคนเจ็บคนไข้มาเขาทรมานทั้งกายและใจ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ พอรักษาได้มันก็เป็นพลังให้เราทำหน้าที่นี้ต่อไป”

ดร.คำสิน พรมมะหาน แพทย์ สปป.ลาว ผู้ร่วมมือกับไทย รักษาประชาชนตะเข็บชายแดนไทย-ลาว เพื่อสาธารณสุขยั่งยืนไร้พรมแดน

ด้วยความใส่ใจและเป็นกันเอง หมอคำสินจึงเป็นที่รักและใกล้ชิดกับประชาชนในแขวงบ่อแก้ว การทำงานในวิชาชีพแพทย์ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสอนเขาเป็นอย่างดี ว่าแพทย์คือผู้ที่ต้องอยู่เคียงข้างผู้คน มีคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงาน

“ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่ควรฝังอยู่ในจิตสำนึกการเป็นหมอ เราควรต้องเสียสละ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ รับใช้สังคม เชื่ออย่างนั้นเสมอมา” หมอผู้ประกอบวิชาชีพในฝันกล่าว ก่อนบอกลาไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลแขวงบ่อแก้วและรัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานและดำเนินงานหลักเพื่อให้เกิดเอกภาพ ตรวจสอบสอบได้ว่างานที่ดำเนินการไปทั้งหมดนั้นเกิดความยั่งยืน และเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง

เราขอเป็นกำลังใจให้แก่บุคลากรสาธารณสุขและผู้อยู่เบื้องหลังทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข ทั้งบริเวณชายแดนและพื้นที่ต่างๆ ในประเทศ ให้ดียิ่งขึ้นสำหรับประชาชน

หวังว่าเราจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยกัน และกลับมาพบปะอย่างพร้อมหน้าอีกครั้งหนึ่งในเร็ววัน 

ภาพ : ดร.คำสิน พรมมะหาน และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

ภาพ : ดร.คำสิน พรมมะหาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ในช่วง 2 ปีมานี้ มีคนใจดีลุกขึ้นมาทำจิตอาสาเยอะแยะไปหมด The Cloud เองได้เล่าเรื่องราวของจิตอาสามาแล้วมากมาย ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเชี่ยวชาญ และความตั้งใจที่จะช่วยเพื่อนร่วมสังคมฝ่าฟันวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในด้านต่างๆ ด้วยวิธีการตามความถนัดและกำลังที่แต่ละคนพอจะแบ่งปันได้

วันนี้อยากพากลุ่มจิตอาสากลุ่มเล็กๆ ชื่อ ‘1+1 Homerun and Friends for Home Isolation’ หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่า ‘Homerun 1+1’ มาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ผ่านการพูดคุยกับ เปิ้ล-ชนิยา นาคะลักษณ์ หรือ เปิ้ล Homerun ผู้เป็นทั้งผู้บริหารและนักวิจัยเชิงคุณภาพที่บริษัท โฮมรัน กรุ๊ป บริษัทวิจัยการตลาดที่มีนักการตลาดต่อคิวอยากร่วมงานด้วยมากมาย และวันนี้เธอก็เพิ่มงานหัวหน้าทีมจิตอาสา Homerun 1+1 นี้เข้าไปในตารางงานประจำวันอีกหนึ่งงาน

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

Homerun 1+1 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประชาชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันเอง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ ช่วยเหลือคนได้หลักพัน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอาชีพทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนเห็นว่าไม่สนใจไม่ได้

ณ วันที่คุยกัน Homerun 1+1 มีเคสผู้ป่วยที่พวกเขาให้ความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 2,290 ครัวเรือนหรือ 9,160 คน หากเฉลี่ยว่า 1 ครัวเรือนมีสมาชิก 4 คน 

Homerun 1+1 ดูแลทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนรอบๆ ผู้ป่วยที่แม้จะยังตรวจไม่เจอไวรัส แต่ก็ใจแป้วไปถึงตาตุ่มแล้ว โดยการเพิ่มปัจจัยบวกให้พวกเขาได้มีโอกาสเยียวยาตัวเอง

Homerun 1+1 ใช้เครื่องมือของนักวิจัยการตลาด อย่าง Deep Listening หรือการฟังอย่างเข้าใจ และวิเคราะห์ความต้องการจริงๆ ของผู้พูด เพื่อมาออกแบบความช่วยเหลือแบบเฉพาะครอบครัว เฉพาะบุคคล 

เปิ้ลอธิบายว่า “มันคือการอ่านระหว่างบรรทัด ใช้ใจสัมผัสมากกว่าใช้สมอง การแจกข้าวกล่องทำให้เขาอิ่มท้องเป็นมื้อๆ แต่เจตนารมณ์ในการจะพาคนออกจากทุกข์ ในวันที่เขาอ่อนแอที่สุด มันจะช่วยเขาอย่างยั่งยืนได้”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นักอ่านระหว่างบรรทัด

การรู้จักผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในงานด้านการตลาด 

นักวิจัยการตลาดคือผู้เข้าใจและรับรู้สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแม้ไม่ได้พูด แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้นักการตลาดเสนอสินค้าเพื่อตอบความต้องการนั้นได้

เปิ้ลเป็นนักวิจัยการตลาดมาหลายสิบปี เชี่ยวชาญเรื่องการอ่านใจคน ผ่านการฟังทั้งสิ่งที่ถูกพูดและไม่ถูกพูด หรือแม้จะพูดแต่จริงๆ แล้วเป็นการพูดเพื่อปิดบังเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง แล้วนำมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร สิ่งที่ไม่ได้ยินคืออะไร

“เลยได้เข้าใจว่าแม้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นในทุกเรื่อง ในทุกจังหวะของชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องโควิดเป็นแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยา” เปิ้ลเล่าสิ่งที่เธอค้นพบจากการคุยกับผู้คนในยุคสมัยที่โควิด-19 เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสังคม

ด้วยสายตานักวิจัย เปิ้ลบอกว่า “เรื่องจิตใจเป็นมุมที่หลายคนหลงลืมโควิด-19 ทำให้หลายหัวใจเจ็บปวดมาก”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ต้องการความปลอดภัยทางร่างกาย ต้องการความเติมเต็มด้านปัจจัย 4 แล้วถึงจะคำนึงเรื่องความสบายใจ

แต่เปิ้ลพบว่าหลายครั้ง เวลาเกิดมีปัญหามากระทบ สิ่งแรกที่สั่นไหวคือจิตใจ และแม้ร่างกายกับปากท้องจะได้รับการดูแลแล้ว บางครั้งจิตใจก็ยังไม่หายดี

นอกจากความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแล้ว Homerun 1+1 จึงดูแลไปถึงใจด้วย 

เปลี่ยนจากเป็นผู้ดู มาเป็นผู้เล่น

เปิ้ลและทีมงานเริ่มโครงการ Homerun 1+1 ตอนยังไม่มีระบบการรับคนไข้แบบศูนย์พักคอยและการรักษาแบบ Home Isolation 

ความช่วยเหลือยังมีให้อย่างจำกัด ยังมีคนที่โรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษาเพราะว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือเทียบกับคนอื่นแล้ว มีคนที่อาการหนักกว่าอยู่เยอะมาก

“จังหวะนั้นการติดเชื้อควบคุมยากแล้ว มีคนป่วยเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้รักษาในโรงพยาบาล แต่ญาติหรือครอบครัวเขารอไม่ได้ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ทำอะไรเลย” เปิ้ลบอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนจากผู้ดูและตั้งคำถาม มาเป็นผู้เล่นที่อยากพาคนออกจากความทุกข์นั้น

แล้วก็เล่าต่อว่า “เราเริ่มจากการดูแลกายด้วยการแจกยา ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกอาหารไปกับยาด้วย ของที่เราให้คือปัจจัยบวกที่ใส่เข้าไปในชีวิตเขา และผลจากสิ่งเหล่านั้นเรากำหนดไม่ได้

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

“แต่เมื่อเขาได้รับกล่องจากเรา สิ่งที่เขาได้รับแน่ๆ คือความอุ่นใจว่าเขาไม่ได้สู้อย่างเดียวดาย ความเจ็บปวดทางใจมันดีขึ้นได้ทันที เขารู้ว่าเขามีคนรับฟัง ชีวิตมันมีความหวัง ”

“พี่คือรายแรกที่ติดต่อกลับมาเลย”

“ขอบคุณนะคะ หนูไม่มีใครเลย”

คือถ้อยคำที่จิตอาสา Homerun 1+1 ได้ยินเสมอ จิตอาสามือใหม่ไฟแรงกลุ่มนี้ จึงโดดเด่นเรื่องความไว พอได้รับเคสก็จะรีบโทรทันที และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือในชั่วข้ามคืน 

เปิ้ลบอกว่า “เขาเห็นเราเป็นที่พึ่ง เราต้องรีบไป”

Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ
Homerun 1+1 กลุ่มจิตอาสาเพื่อผู้ป่วยโควิด ที่ใช้ Deep Listening ออกแบบความช่วยเหลือ

นอกจากความไวแล้ว เปิ้ลยังเล่าความพิเศษของจิตอาสา Homerun 1+1 ให้ฟังอีกว่า “จิตอาสาของเราไม่ใช่แบบเข้ามาแล้วจากไป เพราะเราเชื่อว่าโรคมันไม่หยุดพัฒนา ยาที่ให้ไปจะต้องคอยติดตามและรักษาตามอาการ เฉลี่ยอยู่ที่สองถึงสามครั้ง คนที่อาสาเข้ามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวเจ๊าะแจ๊ะ โทรไปถามอาการ หรือไลน์คุยกับลูกเคสจนสนิทสนมกันไป”

จิตอาสากลุ่มแรกคือคนในบริษัท Homerun Group ที่เปิ้ลเป็นผู้บริหารอยู่ แต่จากที่คิดว่าจะมีวันละ 3 เคส เอาเข้าจริงมีเคสติดต่อเข้ามาวันละเฉลี่ย 60 เคส เปิ้ลจึงเปิดรับสมัครจิตอาสาเพิ่ม

 จิตอาสาที่ยกมือเข้ามาก็มีทั้งคนรู้จัก เช่นคนที่เคยร่วมงานกัน แต่ก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักกับเปิ้ลหรือ Homerun Group เลยด้วย Homerun 1+1 จึงมีจิตอาสาจากทั้งสายนักวิจัย นักการตลาด สาย Coaching บางคนเป็นคนที่เคยป่วยแล้วหายก็มาเป็นจิตอาสา เขาบอกเปิ้ลว่าอยากจะส่งต่อความช่วยเหลือที่ได้รับให้กับผู้ที่ยังต้องการ

อาสาดูแลใจ

“เราบอกจิตอาสาให้ดูแลลูกเคสดั่งลูก” เปิ้ลพูดถึงนโยบายหลักของกลุ่ม 

“เพราะเวลาที่คนรู้ตัวว่าติดโควิด เขาต้องการคนแคร์ เวลาโทรหาเขาก็อย่าถามแค่เรื่องอาการ แต่ให้ถามไปถึง อาหารการกิน และสภาพจิตใจด้วย”

เปิ้ลเล่าว่าจิตอาสาแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสร้างสัมพันธ์กันแบบเพื่อน ไม่ใช่แบบหมอกับคนไข้ ซึ่งเท่าที่เห็นผู้ป่วยจะกล้าถาม กล้าซักมากกว่า 

ดูได้จากคำถาม เช่น ‘หนูเอาหมาออกไปอึนอกบ้านไม่ได้ หมาหนูฝึกมาให้อึนอกบ้านเท่านั้น พอหนูเป็นโควิด หมาก็เลยไม่ได้อึมาสองวัน หนูจะทำยังไงดี’ 

เปิ้ลสวมหมวกนักวิจัยแล้ววิเคราะห์ว่า “ถ้าเป็นชีวิตปกติ เราก็คงหาทางออกได้ แต่นี่เขาต้องมาถามเรา ความมั่นใจมันหายไป สูญเสียตัวตนไปชั่วคราว หน้าที่เราก็คือต้องกอบความมั่นใจขึ้นมาก่อน จะไปบอกให้เขาฮึบๆ อย่างเดียวมันไม่ได้ ”

เคสนี้จิตอาสาจึงแนะนำไปว่า ‘เอาแบบนี้ไหม เราออกไปตอนที่คนอื่นยังไม่ออกจากบ้าน สักตีสี่ ตื่นมาเอาหมาออกไปก่อน หมาจะได้อึ’

เปิ้ลเชื่อว่าบทสนทนาที่มอบความเห็นอกเห็นใจ และเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันแบบนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเขาก็จะค่อยๆ เผยออกมาว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ทำให้ทีมจิตอาสาช่วยเหลือเขาได้มากขึ้น

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด
คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

เหมือนกับงานวิจัยที่การจะทำความเข้าใจสิ่งที่เขาขาดต้องอาศัยข้อมูลแวดล้อมเยอะมาก 

การสอบสวนโรคทางใจคือการต้องเปิดใจและรับฟัง สิ่งที่สำคัญกว่าลิสต์คำถาม คือการฟังระหว่างบรรทัดว่าเขาต้องการอะไร

นอกจากคำถามหลักเช่นอายุเท่าไหร่ ฉีดวัคซีนหรือยัง มีโรคประจำตัวหรือเปล่า ที่บ้านอยู่กันกี่คน เปิ้ลบอกว่าเมื่อคุ้นเคยกันแล้วอาจจะได้ข้อมูลเพิ่ม 

เปิ้ลเล่าว่า ถ้าคุยแล้วพบว่าที่บ้านนั้นมีเด็ก Homerun 1+1 ก็จะแจกของเล่น ขนม สีวาดเขียน เกมอะไรต่างๆ แถมไปด้วย 

“ฟีดแบ็กที่เราได้คือพ่อแม่ถ่ายรูปมาเป็นรูปที่ลูกเขายิ้มตอนเปิดกล่องแล้วเจอของเล่น เขามีความสุขกว่าเรื่องที่ตัวเองได้รับความช่วยเหลืออีก” เปิ้ลเล่าเสียเราเห็นภาพรอยยิ้มน้อยๆนั้นไปด้วย

“หรือถ้าเขาเล่าว่าเขาอยู่บ้านเช่า ประโยคนี้คือประโยคที่มีมูลค่า เราก็จะได้รู้ว่าเขาอาจจะขาดแคลนอาหารหรือมีพื้นที่จำกัด ห้องน้ำอาจจะห้องน้ำเดียว” เปิ้ลอ่านบริบทนี้อย่างตั้งใจไม่แพ้เวลาทำวิจัยให้สินค้าอุปโภคบริโภค

แถมยังแบ่งปันเคล็ดลับให้เอาไปใช้กันได้ด้วย เปิ้ลบอกว่า “อย่างรูปที่เขาใช้ใน LINE ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง บางคนโพสท่าแบบเปรี้ยวจี๊ดเลย เราก็จะเดาว่าเขาเป็นสายโซเชียล ก็น่าจะมีศักยภาพในการคุยตอบโต้ทางไลน์ได้ เข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ไวๆ ได้” 

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

ให้ยาหัวใจ

มาถึงระลอกที่ 4 กันแล้ว หลายๆ คนคงนึกภาพออกว่า เวลาใครรู้ตัวว่าเป็นโควิดมักจะช็อก เปิ้ลให้นิยามว่าอาการใกล้เคียงกับตอนรู้ว่าเป็นมะเร็ง หรือเวลาที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเหมือนเป็นโควิด-19 ทุกอย่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ หรือบางคนตรวจแต่ละครั้งผลไม่เหมือนกัน

ในระบบสาธารณสุขแบบเป็นทางการที่ต้องอาศัยตัวชี้วัด จะถือว่าคนเหล่านี้ไม่เป็นคนไข้โควิด-19 แต่สำหรับที่ Homerun 1+1 จะชวนให้ดูร่างกาย เช่น เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก เริ่มไอ แม้จะตรวจแล้วได้ผลว่าไม่ติดเชื้อก็ขอความช่วยเหลือเพื่อเริ่มรักษาได้ 

แต่บางคนก็เชื่อเครื่องมากกว่าอาการ

เปิ้ลเล่าว่า “บางคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอาการทุกอย่าง แต่ก็ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นเพราะเครื่องบอกว่าไม่เป็น เลยยังไม่ยอมกินยา อาสาของเราต้องไปถามหมอว่า ถ้าเป็นแบบนี้ หมอคิดว่าติดไหม ให้หมอตอบแล้วเราก็สแนปหน้าจอส่งไปให้ ถ้าเป็นหมอพูดเขาก็พอจะเชื่อ” 

และบางคนที่ไม่มีอาการแล้ว แต่ใจมันยังไม่หาย เปิ้ลก็ยินดีให้ยาต่อเป็นยาใจ

“บางครั้งจิตอาสาก็โดนเหวี่ยงว่ากินยาแล้วไม่ได้ดีขึ้น คนไข้เริ่มอารมณ์เสียเพราะคนอื่นดีขึ้นแต่เขาไม่ดีขึ้น เราค้นพบว่าทางออกที่จะทำให้สบายใจกันมากขึ้นคือเราจะส่งยาไปให้เพิ่ม แล้วก็ส่งวิตามินซีไป เขาก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าได้รับการรักษาเพิ่มเติม ไม่นานก็บอกว่าหายแล้ว” 

ตามที่รู้กัน ภูมิต้านทานของคนเราแข็งแรงจากสภาวะร่างกาย การพักผ่อน และจิตใจ 

ใครก็รู้ว่าเวลาจิตตก อะไรๆ มันก็พร่อง 

เปิ้ลเลยเชื่อว่าถ้าเข้าใจธรรมชาติของจิตใจ เราให้ยาเขาไปมันก็จบ แต่ถ้าเราไม่ให้ยาเขา เขาจะไม่มีวันบอกว่าเขาหาย

เปิ้ลบอกว่า “อย่าไปต่อต้าน เพราะนาทีนี้มันเป็นเวลาที่เขาอ่อนแอและกังวล ถ้าเป็นบริบทการทำงาน ลูกน้องมาบอกว่าหนูเป็นอย่างนี้ๆ เราอาจจะยืนยันกลับไปว่าไม่เธอไม่เป็น พี่ไม่ให้ยา พี่ไม่ช่วย แต่ในวันที่เขาอ่อนแอมากๆ มันจำเป็นที่จะต้องดูแลใจ เพราะท้ายที่สุดโรคนี้มันเป็นโรคที่ต้องมีภูมิต้านทาน

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

“คนเรามีศักยภาพในการทนความทุกข์ได้ไม่เท่ากัน” เปิ้ลบอกจากประสบการณ์

“สิ่งที่เราทำได้คือ เพิ่มพลังบวกเข้าไปผ่านทางจิตอาสา ถ้าจิตอาสามีกระแสบวกในตัว เขาก็จะไปส่งต่อให้ผู้ป่วยและผู้ป่วยก็จะส่งต่อให้กับคนรอบข้างได้ 

“และสุดท้าย เชื่อไหมว่าจิตอาสาหลายคนบอกว่าได้รับพลังบวกจากลูกเคสกลับมา มากกว่าที่ให้เขาไปเสียอีก” เปิ้ลเล่าอย่างผู้รวยพลังบวก

ใช้ใจเป็นยา

ด้วยธรรมชาติของไวรัสทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ต้องโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่กายก็ป่วย ทำให้ใจก็อ่อนแอ

การดูแลแบบที่เราเห็นๆ กันชวนให้เปิ้ลคิดว่า มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปไหม 

เปิ้ลยกตัวอย่างว่าเวลาใครตรวจแล้วเจอว่าเป็นโควิด-19 คนรอบข้างจะหวาดกลัว ใครๆ ก็ถอยห่าง และอาจโดนรับตัวให้อยู่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นผู้ป่วยก็จะไม่เจอใครไปสักพัก นอกจากมนุษย์ที่แต่งตัวเหมือนนักบินอวกาศ 

ในขณะที่ถ้าผู้ป่วยอยู่บ้านและเข้าระบบ Home Isolation ได้ ก็จะได้อยู่ในโลกปกติ

เปิ้ลเล่าว่า “มีเคสคุณยายที่ป่วยติดเตียงเป็นโควิด ลูกสาวที่ดูแลใกล้ชิดมาตลอดมาขอชุด PPE จากเรา เราก็ทักว่าคุณดูแลคุณแม่มาใกล้ชิดขนาดนี้ เราคิดว่ายากมากที่จะไม่ติด ใส่ชุด PPE ไปก็ไม่น่าจะช่วย จะทำให้คุณแม่จะนึกว่ามีนักบินอวกาศมาดูแลเสียเปล่าๆ ให้แม่เห็นว่าลูกสาวมาดูแลน่าจะดีกว่า

“คนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้มีโรคที่มีความเสี่ยง อย่างเบาหวาน ความดัน เราก็สามารถเพิ่มภูมิ ลดโอกาสจะติดเชื้อไวรัส และอยู่บ้านร่วมกับผู้ป่วยอย่างระมัดระวังได้” เปิ้ลชวนคิด 

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ใจไม่สั่นไหวจนเกินควร เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวติดโควิดคือการเตรียมใจ วางแผนซ้อมใหญ่ว่าถ้าหากติดโควิดแล้วเราจะเตรียมอะไรบ้าง จะให้ผู้ป่วยอยู่ห้องไหน แยกใครไว้ที่ไหนบ้าง จะต้องโทรเบอร์อะไรบ้าง ต้องกินยาอะไรบ้าง 

เปิ้ลบอกว่า “อยากเปรียบเทียบเหมือนตอนที่จะคลอดลูก หมอจะบอกให้จัดกระเป๋าที่มีของจำเป็นเตรียมไว้ มีเบอร์หมอเตรียมไว้ เมื่อมันเกิดขึ้นจริงเราจะได้เห็นภาพเป็นขั้นตอน”

จิตอาสาที่ Homerun 1+1 เคยสำรวจว่า อะไรคือสิ่งที่คนไข้อยากทำมากที่สุดหลังจากหายป่วย ผลการสำรวจออกมาว่า ‘การกินหมูกระทะ’ คือสิ่งที่คนอยากทำมากที่สุด

มองอย่างนักการตลาดอาจจะทำแคมเปญโปรโมชันลด แลก แจก แถมหมูกระทะ แบบส่งทั้งหมูและกระทะฟรีถึงบ้าน 

แต่มองอย่างนักวิจัยเชิงลึก เปิ้ลบอกว่า “มันสื่อถึงการได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว 

“เขามองว่ามันเป็นการฉลองชีวิต”

1+1 

1+1 เท่ากับเท่าไหร่ ?

“1 คือคนที่มีเจตนารมณ์จะเพิ่มปัจจัยบวกเข้าไปในสถานการณ์นี้ และเจตนารมณ์ที่ว่ามันมีพลังมากจนทำให้มีอีก 1 คนหรือมากกว่ายกมือขึ้นมาร่วมกับเรา

“แต่ถ้าเราไปควบคุมหรือคาดหวังผลลัพธ์เมื่อไหร่เราจะแพ้”

เปิ้ลบอกเราด้วยเชื่อว่า เวลาตั้งใจจะทำอะไรเราทำได้แค่บวก แต่จงอย่าไปกะเกณฑ์กับผลลัพธ์ที่จะได้

หรือจะมองว่า 1+1 เป็นมิติจิตอาสากับผู้ป่วยก็ได้ แต่ผลลัพธ์คือเท่าไหร่อันนี้ก็ป่วยการจะไปตั้งความหวังด้วยเหมือนกัน

เปิ้ลบอกว่า “เราทำได้แค่เติมปัจจัยบวกให้กับผู้ป่วยแต่เขาจะตอบสนองแค่ไหน หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เกินอำนาจที่เราจะไปควบคุม”

“ทีมจิตอาสาของเราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า มันไม่ใช่งานที่เราต้องไปบีบบังคับให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราคาดหวัง เราจะเอาภาพที่ต้องการแล้วไปบังคับให้เขากินยาแบบที่เราบอกมันไม่ได้ 

“คนป่วยแต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานร่างกาย ความเชื่อ และจังหวะชีวิตแบบของเขา เราอาสาเข้ามาช่วย จงให้ใจที่จะเดินไปพร้อมกับเขา” 

อะไรคือเรื่องที่ยากที่สุดในการทำจิตอาสา ?

นักกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอย่างเปิ้ลตอบว่า “การทำจิตอาสาทำให้เราได้เตือนตัวเองให้ทำตัวเล็กลง ต้องเคารพคนที่เข้ามาอาสาร่วมทาง แล้วก็ต้องยอมที่จะไม่ได้ดั่งใจทุกเรื่อง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าเขาอาสาเข้ามา เขามีจังหวะชีวิตของเขา และเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้”

เปิ้ลชวนให้คิดว่าในสังคมที่เรามีคนใจดีเยอะมากพอๆ กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานหรือตัววัดผลในการทำความดี แต่อยู่ที่ความปรารถนาดีที่เราจะหยิบยื่นให้กัน

แม้ภารกิจยังไม่จบ แต่เปิ้ลก็บอกว่ารู้สึกอิ่มใจกับภารกิจจิตอาสาขนาดเล็กนี้แบบเต็มหัวใจ 

“ขอบคุณสองพันกว่าครอบครัวที่อนุญาตให้เราได้เข้าไปในบ้านเขาผ่านรูปผ่านบทสนทนา ได้เห็นเรื่องราวของเขา จากที่เป็นคนแปลกหน้า ก็มาเปิดใจเล่าเรื่องความรู้สึกที่ลึกๆ ให้เราฟัง” 

เปิ้ลบอกว่า “วันนี้เรามีลูกเคสประมาณสี่สิบครัวเรือนต่อวัน เทียบกับสิบเจ็ดล้านครัวเรือนทั่วประเทศมันเล็กน้อยมาก ถ้าวันหนึ่งเงินบริจาคหมด หรือคนไข้หมดเราก็ต้องเลิก เราคงไม่ไปต่อสู้เพื่อจะทำต่อไปเรื่อยๆ”

Homerun 1+1 ไม่ได้ตั้งใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก แต่มีเจตนารมณ์ตั้งใจให้คนพ้นจากทุกข์ แม้จะรู้ว่าการเห็นคนอื่นทุกข์แล้วเก็บมาทุกข์จนอยากจะลุกขึ้นมาจัดการมัน นั่นก็เป็นการพยายามจะควบคุมผลลัพธ์ในรูปแบบหนึ่ง 

“แต่มันเป็นธรรมชาติ เราปล่อยมันไป เดี๋ยวเราก็เรียนรู้ เราไม่ต้องไปตั้งเป้าว่าจะให้ใครมาบอกว่าเราเป็นคนดี แต่เจตนารมณ์ที่เรามี มันจะเปลี่ยนเรา” เปิ้ลกล่าวอย่างนักวิจัยที่รู้จักใจด้วยเอง

คุยกับกลุ่มจิตอาสาที่ใช้เทคนิควิเคราะห์การตลาดและการรับฟังอย่างเข้าใจ Deep Listening ออกแบบการเยียวยาผู้ป่วยโควิด

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load