71 ปี คือระยะเวลาที่ประเทศไทยและกัมพูชาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านเรือนเคียงเป็นที่จับตาและถูกพูดถึงอยู่เสมอ แต่มีความร่วมมือมิติหนึ่งที่อาจไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงและรับรู้เท่าที่ควร นั่นคือ การพัฒนาระบบสาธารณสุขชายแดน ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมมือและช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด

นอกจากจะรักษาชีวิตประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพในวงกว้างแล้ว การจับมือเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาแบบนี้ยังช่วยส่งเสริมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อผู้คนเจ็บป่วยในฝั่งใดฝั่งหนึ่ง พวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางข้ามชายแดนที่ยาวต่อเนื่องกันประมาณ 800 กิโลเมตรมาหาสถานที่รักษาให้ลำบาก เพราะโรงพยาบาลในพื้นที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บ ลดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยของบุคลากรสาธารณสุข

หนึ่งในนั้นคือพยาบาลวัย 27 ปีอย่าง ทาวี-เชง ทาวี รองหัวหน้าแผนกป้องกันโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ที่ต้องวางแผนรับมือ ป้องกันโรคติดต่อต่างๆ รวมทั้งความท้าทายใหม่ที่หนักหน่วงอย่างโควิด-19 ด้วย

เชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชารุ่นใหม่ ผู้พัฒนาสาธารณสุขชายแดนให้พร้อมรับมือโรคติดต่อ

เธอใฝ่ฝันอยากเป็นพยาบาลตั้งแต่ยังเด็ก หลังจากบรรจุเป็นข้าราชการ เธอเลือกมาทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลที่ห่างไกลจากบ้าน เพราะเล็งเห็นว่าขาดแคลนบุคลากรที่ช่วยรักษาประชาชน ก่อนจะย้ายไปทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขของจังหวัดด้วยเหตุผลเดียวกัน

“เราฝันอยากทำงานสายสุขภาพมานาน อยากส่งเสริมให้คนทั่วไปมีชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น” ทาวีในชุดกาวน์เล่าความตั้งใจให้เราฟังด้วยภาษาเขมร

บันเตียเมียนเจยเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ติดจังหวัดสระแก้วของไทย เมื่อกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศของไทย ดำเนินโครงการสร้างความตระหนักและเตรียมความพร้อมสำหรับโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา-เมียนมา-สปป.ลาว ที่เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อทำงานเชิงรุกเตรียมพร้อมรับมือโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านและ 39 จังหวัดในไทยที่อยู่ติดเขตชายแดน หน้าที่ของทาวีจึงครอบคลุมถึงความร่วมมือส่วนนี้ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 และเป็นหนึ่งในบุคลากรคนสำคัญที่ช่วยให้การปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขชายแดนเป็นไปด้วยความราบรื่น เท่าที่จะเป็นไปได้ในสถานการณ์เช่นนี้

ไม่ง่ายเลย แต่เธอมุ่งมั่นบนเส้นทางที่เลือกเดินอย่างไม่ย่อท้อ

เราขอชวนเพื่อนพี่น้องชาวไทยข้ามฝั่งมารู้จักชีวิตพยาบาลและเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขชาวกัมพูชาคนนี้ไปด้วยกัน พร้อมสำรวจเบื้องหลังของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ที่ทำให้ชายแดนไม่ใช่พื้นที่ของความขัดแย้ง

แต่เป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพ งอกงามขึ้นจากเมล็ดพันธุ์ที่หว่านและดูแลรักษาด้วยความใส่ใจเสมอมา

เชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชารุ่นใหม่ ผู้พัฒนาสาธารณสุขชายแดนให้พร้อมรับมือโรคติดต่อ

พยาบาลเพื่อประเทศ

ความใฝ่ฝันของทาวีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอออกเดินทางจากจังหวัดตาแกว บ้านเกิดของเธอ เข้ามาเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยในกรุงพนมเปญ ก่อนทำงานในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง เมื่อรัฐบาลเปิดให้ประชาชนสมัครสอบเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ เธอตัดสินใจสมัครและได้รับคัดเลือกในการแข่งขันกับผู้คนนับหมื่น

ทาวีเลือกได้ว่าจะทำงานในเมืองใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า แต่เธอเลือกทำงานที่บันเตียเมียนเจย จังหวัดที่อยู่บริเวณชายแดน ห่างไกลออกไปจากสถานที่ที่เธอคุ้นเคย 

“เราอาจแบ่งระบบสาธารณสุขในกัมพูชาได้ง่ายๆ เป็นสองส่วนคือ ภาคส่วนที่ดูแลโดยเอกชนกับภาครัฐ เรามองเห็นว่าภาคเอกชนค่อนข้างมีทรัพยากรบุคคลที่ดีพอสมควรแล้ว อยากเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐบาลเพื่อยกระดับคุณภาพงานสาธารณสุขให้ดีขึ้นไม่แพ้กัน

“ส่วนที่เลือกมาบันเตียเมียนเจยก็เป็นเพราะเหตุผลเดียวกัน กรุงพนมเปญน่าจะพอมีทรัพยากรและบุคลากรที่มีศักยภาพอยู่แล้ว เราคิดว่าต้องพัฒนาต่างจังหวัดให้มีความเท่าเทียมเหมือนกัน” ทาวีเล่า พร้อมเสริมว่าเมื่อทำงานอยู่ที่นี่แล้ว เธอค้นพบว่าความสวยงามของบันเตียเมียนเจยค่อนข้างแตกต่างจากเมืองอื่นๆ เพราะอยู่ใกล้ชิดกับความเป็นธรรมชาติ ในขณะที่เมืองอื่นจะเด่นเรื่องวัฒนธรรม

เมื่อ พ.ศ. 2539 รัฐบาลกัมพูชาปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ และจัดตั้งกระทรวงสาธารณสุข (MOH) เมื่อเทียบกับในอีกหลายประเทศแล้ว อาจถือว่ายังเป็นเวลาที่ไม่นานเท่า ทำให้ยังคงมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ ความรู้ และบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ขาดแคลน ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนการพัฒนาต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุน

ทาวีเห็นปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้น เธอจึงเลือกรับบทบาทนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา และหาทางเชื่อมต่อกับภาคส่วนการพัฒนาต่างๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นจริง

เชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชารุ่นใหม่ ผู้พัฒนาสาธารณสุขชายแดนให้พร้อมรับมือโรคติดต่อ

สาธารณสุขชายแดนกัมพูชา-ไทย

หนึ่งในภาคส่วนการพัฒนาที่เข้ามาร่วมพัฒนาระบบสาธารณสุขของกัมพูชาตามภาพฝันของทาวีคือ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งดำเนินโครงการร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาในสาขาการพัฒนาที่สำคัญอย่างการศึกษา การเกษตร และสาธารณสุข (ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข) มาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว โดยถือเป็นการทูตเพื่อการพัฒนาที่เชื่อมสัมพันธ์ทั้งสองประเทศให้เข้มแข็งและต่างได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ในด้านสาธารณสุข การดำเนินงานมุ่งเน้นไปที่ระบบสาธารณสุขชายแดน ซึ่งเป็นบริเวณที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งสองประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนหลายจุด เนื่องจากกัมพูชามีพรมแดนทางบกร่วมกับ 7 จังหวัดของไทย ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด จึงต้องมีการวางแผนเลือกพื้นที่ให้เหมาะสม โดยมี 4 แผนงานย่อยที่ทำงานร่วมกันในห้วงระยะ 3 ปีของแผนงานสาธารณสุข ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2559 – 2561) ที่ผ่านมา

แผนงานแรก การสอบสวน ป้องกัน และเฝ้าระวังโรคติดต่อตามพื้นที่ชายแดน เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย วัณโรค

“ก่อนหน้านี้ ทางไทยเคยมีการส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้ทางโรงพยาบาลปอยเปตและ Health Center Poipet ในบันเตียเมียนเจย ทำให้เรารักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น”

คุยกับเชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

แผนงานที่ 2 การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 

เช่น เปิดโอกาสให้บุคลากรจากโรงพยาบาลปอยเปตและโรงพยาบาลมงคลบุรีในบันเตียเมียนเจย เดินทางมาฝึกงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้วและโรงพยาบาลอรัญประเทศ มีการสร้างเครือข่ายผ่านทางแอปพลิเคชันออนไลน์ไว้ติดต่อสื่อสาร แจ้งข่าวหากัน หรือกระทั่งปรึกษาการผ่าตัดผ่านทางออนไลน์ก็เคยทำมาแล้ว

แผนงานที่ 3 การพัฒนาระบบส่งต่อระหว่างโรงพยาบาล (Referral Development System) ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ช่วยเหลือทั้งด้านอุปกรณ์ รถพยาบาล และการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล

และแผนงานที่ 4 การพัฒนาความร่วมมือโรงพยาบาลพี่-น้อง จับคู่โรงพยาบาลคู่มิตรฝั่งไทยที่จะคอยสนับสนุนโรงพยาบาลในกัมพูชา นอกเหนือจากคู่โรงพยาบาลในสระแก้วและบันเตียเมียนเจยที่กล่าวถึงในแผนงานที่ 2 แล้ว ยังมีโรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์ คู่กับโรงพยาบาลจังหวัดอุดรมีชัย โรงพยาบาลคลองใหญ่ จังหวัดตราด คู่กับโรงพยาบาลจังหวัดเกาะกง และโรงพยาบาลในจังหวัดอุบลราชธานี คู่กับโรงพยาบาลในจังหวัดพระวิหาร จังหวัดเหล่านี้ล้วนเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีคนไทย กัมพูชา และชาวต่างชาติ ไปมาหาสู่ ทำงาน ขนส่งสินค้าและลงทุนอยู่เป็นกิจวัตรในช่วงสถานการณ์ปกติ

“นอกจากเราได้แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้แล้ว การร่วมมือทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางสาธารณสุข เรากลายเป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือกันให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพทั้งคู่

“ถ้ามีคนประเทศใดประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วยอยู่อีกประเทศหนึ่ง ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีที่เราสร้างกันไว้มานาน การรักษาและส่งตัวผู้ป่วยผ่านทางชายแดนมักจะเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด” 

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงข้ามคืน แต่เกิดจากการวางแผนทางยุทธศาสตร์ เจรจา และดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วง ทำให้ทั้งสองฝ่ายยินดีสนับสนุนกันและกันอย่างจริงใจ

คุยกับเชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

รับมือโควิด-19

“ตอนแรกตกใจ ทำตัวไม่ถูก” รองหัวหน้าแผนกป้องกันโรคติดต่อของบันเตยเมียนเจยที่ทำงานตำแหน่งนี้มาประมาณปีเศษ เล่าความรู้สึกเมื่อทราบเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในกัมพูชา

การแพร่ระบาดในวงกว้างเริ่มต้นขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสาธารณสุขของแต่ละจังหวัดจึงต้องเร่งศึกษาหาหนทางการรักษา ปรับมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค 

ในช่วงนี้ ประเทศไทยจึงเร่งส่งอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ RT-PCR และชุดตรวจ SARS-CoV-2 ที่ใช้ตรวจหาสารพันธุกรรมของโควิด-19 และโรคอื่นๆ เพื่อเสริมศักยภาพการตรวจให้กับกัมพูชา ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสระแก้ว ที่คอยช่วยประสานงาน อำนวยความสะดวก และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วยตรวจสอบอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับความจำเป็นในการใช้งานของทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทย ถ่ายทอดความรู้การใช้งานผ่านช่องทางออนไลน์ ถือเป็นการประสานพลังเพื่อผลลัพธ์ที่คาดหวังร่วมกัน โดยมี TICA เป็นหน่วยงานกลางที่วางแผน ดูแลการทำงานแบบบูรณาการให้เกิดเอกภาพ จนทำสำเร็จภายในเวลาไม่กี่วัน จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาตามขั้นตอนเป็นเดือน

คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19
คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

“ปกติเชื้อที่ต้องนำไปตรวจมีวันละหลายร้อยเคส ต้องเก็บนำไปส่งตรวจที่สถาบันในกรุงพนมเปญ ทำให้ใช้เวลานาน แต่การติดตั้งเครื่อง RT-PCR นี้ ทำให้เราทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และรองรับการตรวจได้ทั้งจังหวัดเลย” ทาวีกล่าว เครื่องมือและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรถือเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ช่วยระบบสาธารณสุขรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ 

ยิ่งแต่ละฝ่ายตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้เร็วและมากเท่าไร ยิ่งควบคุมการแพร่ระบาดได้เร็ว ทั้งในและระหว่างประเทศ

หลังจากส่งมอบเครื่องมือเพื่อใช้งานในพื้นที่แล้ว ทางไทยและกัมพูชายังคงติดตามผลการใช้งานร่วมกันอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานมีประสิทธิภาพและยั่งยืน บริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง

“ขอบคุณที่ช่วยเหลือจังหวัดบันเตียเมียนเจยและกัมพูชา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือดีๆ เช่นนี้จะดำเนินต่อเนื่อง และเราจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันต่อไป” 

คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

ก้าวต่อไป

ทาวีถือเป็นคนรุ่นใหม่วัย 27 ปีที่ต้องรับบทบาทสำคัญในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ภาวะความเป็นผู้นำจึงสำคัญอย่างยิ่ง เธอดูแลทีมงาน 5 คนภายในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโดยตรง แต่สิ่งที่เธอคิดและทำจะมีผลต่อบุคลากรสาธารณสุขและผู้คนอีกจำนวนมากในพื้นที่ 

“เราต้องสร้างขวัญกำลังใจให้คนทำงาน เวลามีอุปสรรค อยู่ใกล้ๆ พวกเขา ไม่ทิ้งไปไหน ไม่ถือตัว ช่วงนี้ทุกคนเหนื่อย ต้องอยู่เคียงข้างและทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์” ทาวีอธิบายสิ่งที่เธอพยายามทำในฐานะหัวหน้า

คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

เมื่อผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่นี้ไปได้ เธอใฝ่ฝันอยากศึกษาต่อด้านสาธารณสุขและโรคติดต่อโดยตรง เพื่อให้ตัวเองเข้าใจอย่างถ่องแท้และนำมาใช้ปฏิบัติงานจริง

และก่อนหน้าเข้ารับราชการ ช่วงที่เธอยังเป็นพยาบาลในหน่วยงานเอกชน ทาวีเคยเดินทางมาเรียนด้านการฟอกเลือดที่ไทยอยู่เป็นเวลา 6 เดือน ยังไม่ได้ไปไหนต่อไหนมากนัก ถ้ามีโอกาส เธอก็อยากมาศึกษาระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเพิ่มเติม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนมากขึ้น

เมื่อเราถามว่าหากทำงานไปจนถึงวัยเกษียณอายุแล้ว อยากให้คนจดจำเธออย่างไร ทาวีตอบว่าไม่ได้มีภาพเรื่องนั้นเลย เพราะยังเป็นเรื่องที่อีกไกลกว่าจะมาถึง ตอนนี้มองสิ่งที่ต้องทำในทุกวันเป็นหลัก แต่ถ้าให้ลองจินตนาการดูแล้ว คงอยากให้ความมุมานะ ตั้งใจ อดทน และความดีที่เคยมอบไว้กับประเทศชาติ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป

หากใครอยากก้าวเท้าเข้ามาทำงานด้านสาธารณสุข เธอเน้นย้ำว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเป็นหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน สิ่งสำคัญคือการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อนำมาพัฒนาระบบสาธารณสุขในจุดที่เราปฏิบัติหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

แต่หากเผชิญความท้าทาย การตามหาหน่วยงานที่ถนัดในด้านต่างๆ เข้ามาร่วมมือและพัฒนาไปด้วยกันจะช่วยให้เรามีกำลังในการทำงานต่อไป เหมือนการร่วมมือกันด้านสาธารณสุขชายแดนร่วมกับประเทศไทยที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้ดียิ่งขึ้น และเห็นผลชัดเจนในช่วงที่ไม่คาดฝันอย่างโควิด-19

เพราะความร่วมมือไม่มีวันจบ เพียงแต่อาจเปลี่ยนรูปแบบและความสนใจไปตามสถานการณ์ แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือความเหลื่อมล้ำที่ลดลง ความเจริญก้าวหน้าของทั้งสองฝ่าย และมิตรภาพที่แน่นแฟ้นแบบไม่อาจหาอะไรมาทดแทนได้

คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19


ภาพ : เชง ทาวี และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

ขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ สำหรับการประสานงานและจัดหาล่ามแปลภาษาไทย-เขมร ในบทสนทนาครั้งนี้

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

*** เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียและอุบัติเหตุในงานกู้ภัย ***

เราติดต่อ หนู-ประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand เพื่อพูดคุยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เขาและทีมงานทำร่วมกันมากว่า 8 ปี แต่ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอน รอคอยรุ่งเช้าที่จะเดินทางไปยัง Bounce Dog Sport Center พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัข ลึกเข้าไปเป็นศูนย์ฝึกของเหล่าอาสาสมัคร หัวใจของเรากลับตกไปอยู่ตาตุ่ม! เมื่อเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่เรานัด พี่หนูส่งข้อความมาแจ้งว่า

“ได้รับการประสานขอการค้นหาผู้สูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม K-9 (ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย) เดินทางกลางคืนวันที่นัดสัมภาษณ์”

นี่คือสถานการณ์จริง! ไม่ใช่การฝึกซ้อม! เรารีบบอกพี่หนูว่า ยินดีเลื่อนการสัมภาษณ์เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติการ แต่ทางพี่หนูยืนยันให้สัมภาษณ์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้เห็นการอุ่นเครื่องสุนัข K-9 พริตตี้ และ จันหอม แห่งทีม Thai Volunteer SAR Dog ที่จะเดินทางไปช่วยค้นหาบุคคลสูญหายกันถึงที่ บอกเลยว่าศักยภาพของทีมและสุนัขทำให้คนนอกอย่างเราต้องอึ้ง

“ทุกชีวิตมีค่าครับ” 

พี่หนูพิมพ์ทิ้งท้ายก่อนปิดหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เราอยากค้นหาที่มาที่ไปของการเห็นคุณค่า และประสบการณ์อันโชกโชนบนเส้นทางกู้ภัยตลอด 20 ปีมากกว่าเดิม

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เพราะกลัวจึงกล้าและเก่ง

หัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่งอยู่ตรงหน้าเราในชุดสีดำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปกบ ซึ่งเป็นตัวแทนของ FROG Team Thailand (First Rescue Operation Generation) นอกจากรองเท้าที่ดูกะทัดรัดเหมาะจะออกวิ่งได้ทุกวินาที เข็มขัดของเขายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์มีดพก ไฟฉาย กรรไกรหัวทู่ (ป้องกันเวลาตัดไม่ให้บาดเจ็บ) ไขควง คีม ที่จุดไฟ และของจำเป็นอื่น ๆ ที่ขาดไม่ได้

“ไม่มีแล้วผมไม่มั่นใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่รองเท้านี่เป็นรองเท้าวิ่งธรรมดานะ ปกติจะใส่รองเท้ากู้ภัยกันไฟดูด หัวเหล็กกันตะปูได้” เขากำลังบอกเราว่า นี่ยังไม่ครบชุดนะ

“มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ เริ่มสนใจด้านกู้ภัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เราถาม

“เริ่มจากความชอบ ผมไปปีนหน้าผา จริง ๆ จะได้เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา แต่เราตั้งคำถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราไปปีนหน้าผา ใครจะช่วยเรา ก็เลยเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมกลัวความสูง ก็เลยคิดว่างั้นไปปีนผาเลยแล้วกัน”

เขาบอกกับเราว่า กีฬาปีนผาเป็นการเล่นกับตัวเอง แม้จะเห็นว่าเส้นทางด้านบนไปต่อไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วยังมีทางอยู่เสมอ เพราะคนที่ไปแขวนเชือกสำหรับปีนผา เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชายผู้กลัวความสูงพยายามเอาชนะตัวเองจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬาโลดโผน ชีวิตของพี่หนูเคยคลุกคลีอยู่ในวงการกู้ภัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติผู้พี่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาก่อน

“อายุประมาณ 15 ปี ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่งานตอนนั้นก็แค่ช่วยเคลื่อนย้ายศพ ช่วยมอเตอร์ไซค์ล้ม และพาคนออกจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ พอโตขึ้นค่อยได้ไปเรียนเทคนิคพิเศษ Rope Rescue (การช่วยเหลือกู้ภัยโดยใช้เชือก) จนกลายเป็นอาจารย์ ทางร่วมกตัญญูก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่ช่วงหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่ร่วมกตัญญู มีเคสหนึ่งที่ปลื้มใจที่สุด เพราะผมได้ช่วยคนในอาคารถล่ม 6 ชั้นที่คลองหก ปทุมธานี พ.ศ. 2557 เขาติดอยู่ใต้อาคารในชั้นที่ 1 ตึกมันล้มแบบแพนเค้ก เป็นแผ่นปูน 6 ชั้นทับลงมา ผมมุดลงไปข้างล่างที่ชั้นใต้ดินเพื่อคุยกับเขา วิเคราะห์ว่าจะต้องเจาะอะไรตรงไหน การเจาะใช้เวลา 2 วัน ตัวผมเองเป็นคนเอื้อมมือดึงเขาออกมาจนรอดชีวิต”

ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยหลายราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่บนซากมองเห็นได้ง่าย มีอาสาสมัครหลายกลุ่มรุมล้อมช่วยเหลือ กระนั้นบางรายก็เสียชีวิต เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะและยังขาดความรู้ที่เหมาะสม ส่วนคนที่ติดอยู่ใต้ซากนั้นไม่มีใครมองเห็น

การเจาะวันแรกผ่านไป ชายที่อยู่ใต้ดินไม่มีน้ำดื่ม พี่หนูและทีมจึงส่งน้ำผ่านสายยางลงไป แต่แล้วเรื่องที่เกือบทำให้ผู้ช่วยเหลือถอดใจก็เกิดขึ้น

“เราได้ยินแค่เสียง แต่เสียงของเขาหายไปประมาณ 4 ชั่วโมง เราคิดว่าเขาไปแล้ว ก็กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่วันนั้นผมขออีกหน่อย นอนพักอยู่ท้ายรถ จู่ ๆ ก็มีน้องวิ่งมาบอกว่า เสียงเขากลับมาแล้ว ผมก็ขุดต่อ

“ผมเป็นกู้ภัย เพราะผมอยากช่วยเหลือคนที่แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เราได้ช่วยเขาออกมา นี่คือที่สุด เขาได้กลับไปหาครอบครัว จริง ๆ ผมรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกชีวิตมีค่า และเราเองก็มีค่าที่จะช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร เขายังมีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาอีกหลายชีวิต เราช่วยได้ 1 เท่ากับช่วยได้ 10”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การฝึกกู้ภัยด้วยระบบเชือกโดย FROG Team Thailand

กว่าจะเป็นกู้ภัย

เราถามผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าว่าการเป็นกู้ภัยนั้นยากไหม เขาตอบว่าการเป็นกู้ภัยในประเทศไทยไม่ยาก เพราะมีสถาบันเปิดสอนและอบรมจำนวนมาก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจ การขวนขวายความรู้ และการลงมือปฏิบัติด้วย

“อาสากู้ภัยในประเทศไทยทำทุกอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่ต่างจากประเทศอื่น ต่างประเทศจะมีกำหนดเลยว่า อาชีพไหนรับบทบาทหน้าที่อะไร เช่น นักดับเพลิงและตำรวจรับหน้าที่ไม่เหมือนกันและไม่ซ้อนทับกัน”

เขาเล่าความแตกต่างให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักกู้ภัยคือ การมีใจ ส่วนการเรียนคือ การเสริมความรู้ที่แต่ละบุคคลสนใจ ซึ่งพี่หนูเรียนมาแล้วทุกอย่างทั้ง Road Accident Confined Space (อาคารถล่ม) หรือ K-9 แต่เขาสนใจ Rope Rescue เป็นพิเศษ

“เชือกอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมามีเงื่อนมัดสายสะดือ ตายก็มัดตราสัง เสื้อผ้าก็คือสิ่งทอจากเส้นด้าย แล้วในหมวดงานอื่นอย่างการดับเพลิงหรือกู้ภัยทางน้ำ ก็ต้องใช้เชือกทั้งหมด มันคือสาขาใหญ่ที่คนไม่ค่อยมอง แต่เราประยุกต์ได้ทุกอย่าง สมมติน็อตไขไม่ออก เอาเชือกไปม้วนแล้วไขก็ออก ลูกกรงเหล็กดัด คนพยายามจะตัด แต่เราเอาเชือกมาพันแล้วขันชะเนาะ เด็กหัวติดอยู่ก็ออกได้ ผมลองมาแล้ว”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

นอกจากความรู้พื้นฐานและเฉพาะทางที่ต้องมี การคิดวิเคราะห์ของอาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงฝึกและลงมือปฏิบัติอยู่เสมอ พี่หนูมักไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาทดลองทำเอง เพราะเขาเชื่อว่า กว่าใครสักคนจะเขียนคู่มือสักเล่มให้คนอ่าน ย่อมเกิดจากการทดลองจนเห็นประสิทธิภาพแล้วจึงนำมาบอกต่อ

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การลงพื้นที่ของ FROG Team Thailand และมูลนิธิอื่น ๆ

จากที่ฟังเรื่องราวของเขามาสักพัก เรารับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย คือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

“หน้าที่สำคัญของกู้ภัยคือการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ต้องรีบ เมื่อรีบอาจเกิดเหตุซ้ำเติม”

“กรณีไฟฟ้ารั่ว หากวิ่งเข้าไปช่วยทันทีอาจเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านกฤษดานคร เมื่อ พ.ศ. 2564 ในตอนนั้นผมได้รับการร้องขอให้นำสุนัข K-9 ขึ้นไปค้นหา แต่พื้นที่มีความร้อนสูง ไม่ต่างจากเดินบนเตาย่าง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สุนัขรับความร้อนได้เร็วกว่ามนุษย์ ตรงจุดนี้เราต้องประเมินความปลอดภัยของสุนัขด้วย ผมยังไม่เคยประเมินอะไรผิดพลาด เพราะคิดซับซ้อนมาก ๆ เรามองผลกระทบแล้วว่าอะไรน่าจะเกิด บางทีนั่งกินข้าว ผมยังคิดเลยว่า ถ้าหน้าจมลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจะตายไหม ต้องตะแคงซ้ายหรือขวา” 

หลายคนอาจมองว่าเขาพูดติดตลก แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนหน้าที่ในการบรรเทาสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นเบา คือหน้าที่ของอาสากู้ภัยทุกคน รวมถึง FROG Team Thailand ที่ก่อตั้งมาได้ 8 ปีแล้ว

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

กบสู้กู้ชีวิต

“ก็นั่นแหละ เพราะว่าผมไม่ชอบกบ” เขาเอ่ย เมื่อเราถามถึงเบื้องหลังชื่อและสัญลักษณ์รูป ‘กบ’ ของ FROG Team Thailand สมแล้วที่เป็นคนชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกลัวความสูงยันความไม่ชอบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“กบมีความหมายในตัวของมัน เกิดมามีแต่หัวกับหาง ต่อมาเปลี่ยนสภาพมีขา หางก็หดกลับไป พอโตอีกก็เปลี่ยนสีได้ ความสามารถมันหลากหลายมาก ก็เลยเลือกกบ ไม่ชอบก็ต้องเอาชนะ จับกินเลย แต่ถ้ามันมาเกาะขา ผมไม่ไหวนะ”

FROG Team ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนูรวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ไม่ต่างกัน โดยนอกเหนือจากงานกู้ภัย พวกเขาก็ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ด้วย

FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ทีมของเรามีวิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก คนเลี้ยงสุนัข K-9 นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม ตำรวจ ทหาร และหน่วยเฉพาะกิจ เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม กระจาย FROG Team ไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด” ซึ่งเราคิดว่าการไปไม่ครบก็เป็นเรื่องดี เพราะในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

ปกติแล้วทาง FROG Team มักจะเลือกเคสที่ออกไปช่วยเหลือ เพราะออกปฏิบัติการไม่ได้ทุกครั้ง หากเป็นงานตึกถล่ม หรืองานในที่สูงก็จะใช้วิชาเชือกที่ถนัดได้ โดยหลัก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในเมืองไทยคืออุบัติเหตุรถชน และผู้สูงอายุเสียชีวิตโดยไม่มีใครทราบ

“เคสคนหายก็เกิดบ่อย ส่วนมากมักเป็นอัลไซเมอร์ มีอย่างน้อย 1 – 2 ครั้งต่อเดือนที่แจ้งเข้ามา ซึ่งคนหายส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิกระจกเงาเป็นแม่งานหลัก การฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นบ่อยแม้ไม่ได้ออกข่าว เช่น ที่สะพานพระราม 8 หรือท่าน้ำนนท์ เพราะเราเองก็มีสมาชิกที่ทำหน้าที่อยู่”

อีกกรณีคือ คนหลงป่า อย่างเคสที่พี่หนูกำลังจะเดินทางพร้อมทีมและสุนัข K-9 ในคืนนี้

“การหลงเข้าไปในป่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนตึกในเมืองที่ไม่มีทางเติบโต อาจมีจำนวนถึง 100 เคสต่อปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงกับป่า”

“เคยไปหาคนหายที่เขาใหญ่ หากันอยู่ 3 วัน จุดที่เราไปหาคือจุดที่คาดว่าเขาจะไป แต่จุดที่เจอศพคือใกล้ ๆ เขาโดนสัตว์ทำร้าย”

สิ่งแรกที่ต้องทำหากหลงป่า คือ การหาน้ำ เป็นหนึ่งในกฎที่อาจารย์หนูคิดขึ้นมาเพื่อสอนอาสาสมัคร รวมถึงเด็ก ๆ 

“กฎหมายเลข 3 ครับ ขาดน้ำ 3 วัน เสียชีวิต ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ เสียชีวิต ขาดอากาศ 3 นาที เสียชีวิต เสียเลือดเกิน 3 นาทีไม่ไปเลี้ยงสมอง เสียชีวิต เพราะฉะนั้นต้องหาน้ำก่อน ในฐานะที่เป็นวิทยากร ผมพยายามคิดวิธีที่ทำให้คนจำได้ง่ายที่สุด”

ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทความเป็นอาจารย์เพิ่มเติม ตอนนี้ทีมสุนัขค้นหาของไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย (Thai volunteer Search and Rescue Dog) นำโดย เม๋-นุชนภางค์​ เกวลี ผู้ก่อตั้ง และ ภา-วิภาอร เศรษฐศิรินนท์ ผู้ควบคุมสุนัข รวมถึงพริตตี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล และจันหอม สุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด พร้อมอุ่นเครื่องการฝึกดมกลิ่นให้เราได้ชมแล้ว

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

เราพาตัวเองไปหลบใต้เงาไม้ที่มีอยู่น้อยนิด ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน ใต้ซากปรักหักพังจำลองสถานการณ์ตึกถล่ม มีอาสาสมัครที่เป็น ‘เป้า’ ในการค้นหาของสุนัขทั้งสองอยู่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเป้าเหล่านั้นหลบอยู่ที่ไหน แต่ในครั้งแรกพริตตี้ใช้เวลา 10 กว่านาทีในการค้นหาจนเจอ

“สุนัขสามารถรับรู้จำนวนคนได้จากกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าสุนัขรับกลิ่นได้ 7 คน แต่มองเห็นแค่ 6 คน สุนัขจะพยายามหาว่าอีกกลิ่นอยู่ที่ไหน คนเรามีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอยออกมาในอากาศอยู่ตลอดเวลา เซลล์ผิวหนังนี้จะผสมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล พอพริตตี้จับกลิ่นที่ 7 ได้เลยเห่าแจ้งตำแหน่งกับพวกเราในทันที”

เผื่อว่าจะไม่เชื่อ การฝึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีจันหอมเป็นผู้ตามหาเป้า ครั้งนี้เพิ่มความยาก เพราะเป้าหมายอย่าง นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูง ปีนขึ้นไปหลบบนหลังคารถประจำทางกันเลยทีเดียว

การเห่าส่งสัญญาณครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจันหอมปีนขึ้นไปบนกองยาง เพราะลมพัดกลิ่นของเป้าหมายไปตกกระทบยังพื้นที่ที่สูงรองลงมา หลังจากที่จันหอมเห่าเพียงไม่กี่วินาที ลมได้เปลี่ยนทิศ จันหอมจึงวิ่งลงจากกองยาง แล้ววิ่งกลับไปมาบริเวณท้ายรถ เพื่อหาจุดที่กลิ่นตกเข้มข้นที่สุด พอจับกลิ่นได้ จันหอมก็นั่งเห่าและมองขึ้นไปบนหลังคาที่คุณหมอซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

สุนัขจะเห่าแจ้งว่าพบผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีกลิ่นเข้มข้นมากที่สุด ซึ่งในบริเวณที่มีกลิ่นตกเข้มข้นมากที่สุดมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ หรือโครงสร้างของอาคารที่ถล่มลงมา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรในการกระจายกลิ่นทั้งสิ้น เมื่อสุนัขแจ้งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมสุนัขและทีมกู้ภัยผู้มีประสบการณ์ในการอ่านข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย

“สุนัขไม่ใช่เครื่องตรวจจับกลิ่น ไม่ใช่ตัวระบุตำแหน่ง สำหรับเคสคนหายที่เชียงใหม่ที่เรากำลังจะพาสุนัขไป เขาใช้คนค้นหาก่อนและเก็บข้อมูล ตอนนี้ก็ใช้สุนัขในการช่วยค้นหา”

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

พี่หนูเล่าเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2560 เขาประทับใจการเรียนรู้พฤติกรรมสุนัขของหน่วย K-9 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ภัยค้นหา โดยความยากอยู่ที่สุนัขสื่อสารกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ การเรียนรู้พฤติกรรมตั้งแต่หัวถึงหางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ผมอยากช่วยคนเป็น ถ้าเห็นแล้วว่าเขาเสียชีวิต เราจะให้เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่น บางครั้งการพาคนเป็นไปช่วยคนตายในสภาพที่ยากลำบาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียเพิ่ม เช่น ดำน้ำในคลองแสนแสบ น้ำสกปรกมาก กู้ภัยเสียชีวิตหลายรายแต่ไม่มีใครรู้ น้ำเข้าซอกเล็บ ติดเชื้อในกระแสเลือด เราจึงพยายามนำ K-9 เข้ามาช่วยในการค้นหาผู้จมน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่ผู้จมน้ำติดอยู่ใต้น้ำ อย่างน้อยก็กำหนดพื้นที่ให้แคบลงได้ ดีกว่าการพาคนเข้าไปเยอะ ๆ มันเสี่ยง”

ปัจจุบัน K-9 นำโดยพี่เม๋ถือเป็นส่วนหนึ่งของ FROG Team โดยทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน หากเคสไหนต้องการการค้นหา พี่หนูและพี่เม๋ก็จะแท็กทีมออกไปช่วยเหลือ

“INSARAG (คณะที่ปรึกษาด้านการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ) บอกว่า ในการตั้งทีมกู้ภัยแบ่งเป็น Heavy, Medium, Light ระดับกลางต้องมีสุนัขในทีม 2 ตัว ของอเมริกาคือทีมใหญ่ (Heavy) มีเครื่องบิน มีเรือ มีเงินทุน มีสุนัข 6 ตัว มันเป็นข้อกำหนดว่าจำเป็นต้องมี ของไทยตอนนี้กำลังสอบเป็น Medium ต้องมี 2 ตัว”

ก่อนจะเดินกลับไปยัง Bounce Dog Sport Center และปล่อยให้สุนัขพักผ่อนรอคอยภารกิจใหญ่ที่เชียงใหม่ พี่หนูบอกว่า “คนยังไม่ค่อยเห็นว่า K-9 มีความสามารถอย่างไร ถ้าได้รู้จะทึ่งกับมัน”

เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากการช่วยคนเป็น อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

“มันเป็นหลักสูตรที่สมควรจะมีแล้ว” เขาบอกเพื่ออนาคตอันปลอดภัยของทุกคน

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

วิชาที่ควรมีติดตัว

คอร์สเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตร และแนะนำทางโรงเรียนว่า ต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ

“เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่า ถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป”

สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล!

“มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล”

พี่หนูคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

“นอกจากเรื่องทางน้ำ ยังมีเรื่องการพัน ห้าม ดาม หรือพันแผล ห้ามเลือด ดามแขน-ขา ถ้าเลือดไหลเยอะต้องกดให้หยุดก่อน แผลเล็กค่อยล้างแล้วหยุดเลือด เราเข้าใจผิดว่าเจอแผลใหญ่ต้องล้าง ไม่ต้องครับ เอาให้มันหยุดก่อน แล้วต่อไปจะมีสอนการ CPR เอาตัวรอดตอนอาหารติดคอ ไปจนถึงสีป้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่รู้ หรืออาจไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ”

“ป้ายที่เห็นบนท้องถนน แต่ละสีมีความหมายเป็นสากล สีเขียวคือปลอดภัย สีแดง ทราบอยู่แล้วว่าห้าม หยุดการกระทำ สีเหลือง ต้องระมัดระวังสารเคมี แต่อย่างสีฟ้า คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ คือบังคับใช้ ต้องทำตาม ป้ายห้ามจอด ลองสังเกตว่าเป็นสีแดง พื้นหลังเป็นสีฟ้า แปลว่าหยุดแล้วบังคับใช้ ต้องทำตาม มันสากลมากครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ความหมาย”

พี่หนูยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงวิชาสุขศึกษาของไทยที่เด็กรู้ทฤษฎี CPR แต่ไม่เคยปฏิบัติ

“เขารู้ว่าต้องกดลึก 3 – 5 นิ้ว แต่ถ้าหุ่นผอมบางจะกด 3 – 5 นิ้วไม่ได้ กดลง 1 ใน 3 ของร่างกาย ต้องบอกแบบนี้มากกว่า” 

ได้แต่หวังว่าการปรับหลักสูตรจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกให้เด็กคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือ รู้ว่าอาหารติดคอจะทำอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จากนั้นค่อยเรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่น

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน
อบรมกู้ภัย Mountain Rescue Training Camp

“อีกเรื่องใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม คือเรื่องฮีทสโตรกและอาการวูบ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร การต่อปลั๊กพ่วงจำนวนหลายอันก็มีโอกาสเกิดความร้อนจนช็อตได้ คนไทยชอบวัวหายล้อมคอก ไปนำเสนอแล้วไม่ค่อยฟัง พอใกล้ตัวก็เพิ่งนึกถึง เดี๋ยวนี้โรงเรียนนานาชาติเริ่มเชิญวิทยากรหรือผู้มีความรู้จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปสอนเด็ก มันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมานานแล้ว”

ในยุคหนึ่งพี่หนูเคยคิดว่า หากตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา จะมีคนที่มีความรู้ด้านการกู้ภัยและเอาตัวรอดมาช่วยเหลือเขาไหม แต่ในปัจจุบัน โลกพัฒนาและคนพัฒนา เขาเชื่อว่าตนเองได้พบคนเหล่านั้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรการเผยแพร่ความรู้ให้ทั่วถึงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่เขาอยากทำต่อไป

“การเป็นกู้ภัยมา 20 กว่าปี ทำให้เราได้คิดมากขึ้น วิเคราะห์เยอะขึ้น รอบคอบ เพราะเราไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ถ้าพลาดก็ไม่เหลืออะไรเลย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตทุกคนมีคุณค่า จากนี้ผมก็ยังทำงานกู้ภัยต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว”

หากใครสนใจงานด้านกู้ภัย ต้องการความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือฝึกอบรมขั้นพื้นฐานตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ตึกถล่ม ฝึก Rope Rescue หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก FROG Team Thailand 

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load