71 ปี คือระยะเวลาที่ประเทศไทยและกัมพูชาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านเรือนเคียงเป็นที่จับตาและถูกพูดถึงอยู่เสมอ แต่มีความร่วมมือมิติหนึ่งที่อาจไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงและรับรู้เท่าที่ควร นั่นคือ การพัฒนาระบบสาธารณสุขชายแดน ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมมือและช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด

นอกจากจะรักษาชีวิตประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพในวงกว้างแล้ว การจับมือเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาแบบนี้ยังช่วยส่งเสริมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เมื่อผู้คนเจ็บป่วยในฝั่งใดฝั่งหนึ่ง พวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางข้ามชายแดนที่ยาวต่อเนื่องกันประมาณ 800 กิโลเมตรมาหาสถานที่รักษาให้ลำบาก เพราะโรงพยาบาลในพื้นที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บ ลดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยของบุคลากรสาธารณสุข

หนึ่งในนั้นคือพยาบาลวัย 27 ปีอย่าง ทาวี-เชง ทาวี รองหัวหน้าแผนกป้องกันโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ที่ต้องวางแผนรับมือ ป้องกันโรคติดต่อต่างๆ รวมทั้งความท้าทายใหม่ที่หนักหน่วงอย่างโควิด-19 ด้วย

เชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชารุ่นใหม่ ผู้พัฒนาสาธารณสุขชายแดนให้พร้อมรับมือโรคติดต่อ

เธอใฝ่ฝันอยากเป็นพยาบาลตั้งแต่ยังเด็ก หลังจากบรรจุเป็นข้าราชการ เธอเลือกมาทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลที่ห่างไกลจากบ้าน เพราะเล็งเห็นว่าขาดแคลนบุคลากรที่ช่วยรักษาประชาชน ก่อนจะย้ายไปทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขของจังหวัดด้วยเหตุผลเดียวกัน

“เราฝันอยากทำงานสายสุขภาพมานาน อยากส่งเสริมให้คนทั่วไปมีชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น” ทาวีในชุดกาวน์เล่าความตั้งใจให้เราฟังด้วยภาษาเขมร

บันเตียเมียนเจยเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ติดจังหวัดสระแก้วของไทย เมื่อกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศของไทย ดำเนินโครงการสร้างความตระหนักและเตรียมความพร้อมสำหรับโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา-เมียนมา-สปป.ลาว ที่เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อทำงานเชิงรุกเตรียมพร้อมรับมือโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านและ 39 จังหวัดในไทยที่อยู่ติดเขตชายแดน หน้าที่ของทาวีจึงครอบคลุมถึงความร่วมมือส่วนนี้ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 และเป็นหนึ่งในบุคลากรคนสำคัญที่ช่วยให้การปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขชายแดนเป็นไปด้วยความราบรื่น เท่าที่จะเป็นไปได้ในสถานการณ์เช่นนี้

ไม่ง่ายเลย แต่เธอมุ่งมั่นบนเส้นทางที่เลือกเดินอย่างไม่ย่อท้อ

เราขอชวนเพื่อนพี่น้องชาวไทยข้ามฝั่งมารู้จักชีวิตพยาบาลและเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขชาวกัมพูชาคนนี้ไปด้วยกัน พร้อมสำรวจเบื้องหลังของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ที่ทำให้ชายแดนไม่ใช่พื้นที่ของความขัดแย้ง

แต่เป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพ งอกงามขึ้นจากเมล็ดพันธุ์ที่หว่านและดูแลรักษาด้วยความใส่ใจเสมอมา

เชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชารุ่นใหม่ ผู้พัฒนาสาธารณสุขชายแดนให้พร้อมรับมือโรคติดต่อ

พยาบาลเพื่อประเทศ

ความใฝ่ฝันของทาวีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอออกเดินทางจากจังหวัดตาแกว บ้านเกิดของเธอ เข้ามาเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยในกรุงพนมเปญ ก่อนทำงานในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง เมื่อรัฐบาลเปิดให้ประชาชนสมัครสอบเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ เธอตัดสินใจสมัครและได้รับคัดเลือกในการแข่งขันกับผู้คนนับหมื่น

ทาวีเลือกได้ว่าจะทำงานในเมืองใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า แต่เธอเลือกทำงานที่บันเตียเมียนเจย จังหวัดที่อยู่บริเวณชายแดน ห่างไกลออกไปจากสถานที่ที่เธอคุ้นเคย 

“เราอาจแบ่งระบบสาธารณสุขในกัมพูชาได้ง่ายๆ เป็นสองส่วนคือ ภาคส่วนที่ดูแลโดยเอกชนกับภาครัฐ เรามองเห็นว่าภาคเอกชนค่อนข้างมีทรัพยากรบุคคลที่ดีพอสมควรแล้ว อยากเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐบาลเพื่อยกระดับคุณภาพงานสาธารณสุขให้ดีขึ้นไม่แพ้กัน

“ส่วนที่เลือกมาบันเตียเมียนเจยก็เป็นเพราะเหตุผลเดียวกัน กรุงพนมเปญน่าจะพอมีทรัพยากรและบุคลากรที่มีศักยภาพอยู่แล้ว เราคิดว่าต้องพัฒนาต่างจังหวัดให้มีความเท่าเทียมเหมือนกัน” ทาวีเล่า พร้อมเสริมว่าเมื่อทำงานอยู่ที่นี่แล้ว เธอค้นพบว่าความสวยงามของบันเตียเมียนเจยค่อนข้างแตกต่างจากเมืองอื่นๆ เพราะอยู่ใกล้ชิดกับความเป็นธรรมชาติ ในขณะที่เมืองอื่นจะเด่นเรื่องวัฒนธรรม

เมื่อ พ.ศ. 2539 รัฐบาลกัมพูชาปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ และจัดตั้งกระทรวงสาธารณสุข (MOH) เมื่อเทียบกับในอีกหลายประเทศแล้ว อาจถือว่ายังเป็นเวลาที่ไม่นานเท่า ทำให้ยังคงมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ ความรู้ และบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ขาดแคลน ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนการพัฒนาต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุน

ทาวีเห็นปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้น เธอจึงเลือกรับบทบาทนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา และหาทางเชื่อมต่อกับภาคส่วนการพัฒนาต่างๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นจริง

เชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชารุ่นใหม่ ผู้พัฒนาสาธารณสุขชายแดนให้พร้อมรับมือโรคติดต่อ

สาธารณสุขชายแดนกัมพูชา-ไทย

หนึ่งในภาคส่วนการพัฒนาที่เข้ามาร่วมพัฒนาระบบสาธารณสุขของกัมพูชาตามภาพฝันของทาวีคือ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งดำเนินโครงการร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาในสาขาการพัฒนาที่สำคัญอย่างการศึกษา การเกษตร และสาธารณสุข (ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข) มาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว โดยถือเป็นการทูตเพื่อการพัฒนาที่เชื่อมสัมพันธ์ทั้งสองประเทศให้เข้มแข็งและต่างได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ในด้านสาธารณสุข การดำเนินงานมุ่งเน้นไปที่ระบบสาธารณสุขชายแดน ซึ่งเป็นบริเวณที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งสองประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนหลายจุด เนื่องจากกัมพูชามีพรมแดนทางบกร่วมกับ 7 จังหวัดของไทย ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด จึงต้องมีการวางแผนเลือกพื้นที่ให้เหมาะสม โดยมี 4 แผนงานย่อยที่ทำงานร่วมกันในห้วงระยะ 3 ปีของแผนงานสาธารณสุข ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2559 – 2561) ที่ผ่านมา

แผนงานแรก การสอบสวน ป้องกัน และเฝ้าระวังโรคติดต่อตามพื้นที่ชายแดน เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย วัณโรค

“ก่อนหน้านี้ ทางไทยเคยมีการส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้ทางโรงพยาบาลปอยเปตและ Health Center Poipet ในบันเตียเมียนเจย ทำให้เรารักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น”

คุยกับเชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

แผนงานที่ 2 การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 

เช่น เปิดโอกาสให้บุคลากรจากโรงพยาบาลปอยเปตและโรงพยาบาลมงคลบุรีในบันเตียเมียนเจย เดินทางมาฝึกงานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้วและโรงพยาบาลอรัญประเทศ มีการสร้างเครือข่ายผ่านทางแอปพลิเคชันออนไลน์ไว้ติดต่อสื่อสาร แจ้งข่าวหากัน หรือกระทั่งปรึกษาการผ่าตัดผ่านทางออนไลน์ก็เคยทำมาแล้ว

แผนงานที่ 3 การพัฒนาระบบส่งต่อระหว่างโรงพยาบาล (Referral Development System) ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ช่วยเหลือทั้งด้านอุปกรณ์ รถพยาบาล และการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล

และแผนงานที่ 4 การพัฒนาความร่วมมือโรงพยาบาลพี่-น้อง จับคู่โรงพยาบาลคู่มิตรฝั่งไทยที่จะคอยสนับสนุนโรงพยาบาลในกัมพูชา นอกเหนือจากคู่โรงพยาบาลในสระแก้วและบันเตียเมียนเจยที่กล่าวถึงในแผนงานที่ 2 แล้ว ยังมีโรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์ คู่กับโรงพยาบาลจังหวัดอุดรมีชัย โรงพยาบาลคลองใหญ่ จังหวัดตราด คู่กับโรงพยาบาลจังหวัดเกาะกง และโรงพยาบาลในจังหวัดอุบลราชธานี คู่กับโรงพยาบาลในจังหวัดพระวิหาร จังหวัดเหล่านี้ล้วนเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีคนไทย กัมพูชา และชาวต่างชาติ ไปมาหาสู่ ทำงาน ขนส่งสินค้าและลงทุนอยู่เป็นกิจวัตรในช่วงสถานการณ์ปกติ

“นอกจากเราได้แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้แล้ว การร่วมมือทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางสาธารณสุข เรากลายเป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือกันให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพทั้งคู่

“ถ้ามีคนประเทศใดประสบอุบัติเหตุ เจ็บป่วยอยู่อีกประเทศหนึ่ง ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีที่เราสร้างกันไว้มานาน การรักษาและส่งตัวผู้ป่วยผ่านทางชายแดนมักจะเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด” 

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงข้ามคืน แต่เกิดจากการวางแผนทางยุทธศาสตร์ เจรจา และดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วง ทำให้ทั้งสองฝ่ายยินดีสนับสนุนกันและกันอย่างจริงใจ

คุยกับเชง ทาวี พยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

รับมือโควิด-19

“ตอนแรกตกใจ ทำตัวไม่ถูก” รองหัวหน้าแผนกป้องกันโรคติดต่อของบันเตยเมียนเจยที่ทำงานตำแหน่งนี้มาประมาณปีเศษ เล่าความรู้สึกเมื่อทราบเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในกัมพูชา

การแพร่ระบาดในวงกว้างเริ่มต้นขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสาธารณสุขของแต่ละจังหวัดจึงต้องเร่งศึกษาหาหนทางการรักษา ปรับมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค 

ในช่วงนี้ ประเทศไทยจึงเร่งส่งอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ RT-PCR และชุดตรวจ SARS-CoV-2 ที่ใช้ตรวจหาสารพันธุกรรมของโควิด-19 และโรคอื่นๆ เพื่อเสริมศักยภาพการตรวจให้กับกัมพูชา ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสระแก้ว ที่คอยช่วยประสานงาน อำนวยความสะดวก และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วยตรวจสอบอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับความจำเป็นในการใช้งานของทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทย ถ่ายทอดความรู้การใช้งานผ่านช่องทางออนไลน์ ถือเป็นการประสานพลังเพื่อผลลัพธ์ที่คาดหวังร่วมกัน โดยมี TICA เป็นหน่วยงานกลางที่วางแผน ดูแลการทำงานแบบบูรณาการให้เกิดเอกภาพ จนทำสำเร็จภายในเวลาไม่กี่วัน จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาตามขั้นตอนเป็นเดือน

คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19
คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

“ปกติเชื้อที่ต้องนำไปตรวจมีวันละหลายร้อยเคส ต้องเก็บนำไปส่งตรวจที่สถาบันในกรุงพนมเปญ ทำให้ใช้เวลานาน แต่การติดตั้งเครื่อง RT-PCR นี้ ทำให้เราทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และรองรับการตรวจได้ทั้งจังหวัดเลย” ทาวีกล่าว เครื่องมือและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรถือเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ช่วยระบบสาธารณสุขรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ 

ยิ่งแต่ละฝ่ายตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้เร็วและมากเท่าไร ยิ่งควบคุมการแพร่ระบาดได้เร็ว ทั้งในและระหว่างประเทศ

หลังจากส่งมอบเครื่องมือเพื่อใช้งานในพื้นที่แล้ว ทางไทยและกัมพูชายังคงติดตามผลการใช้งานร่วมกันอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานมีประสิทธิภาพและยั่งยืน บริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง

“ขอบคุณที่ช่วยเหลือจังหวัดบันเตียเมียนเจยและกัมพูชา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือดีๆ เช่นนี้จะดำเนินต่อเนื่อง และเราจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันต่อไป” 

คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

ก้าวต่อไป

ทาวีถือเป็นคนรุ่นใหม่วัย 27 ปีที่ต้องรับบทบาทสำคัญในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ภาวะความเป็นผู้นำจึงสำคัญอย่างยิ่ง เธอดูแลทีมงาน 5 คนภายในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโดยตรง แต่สิ่งที่เธอคิดและทำจะมีผลต่อบุคลากรสาธารณสุขและผู้คนอีกจำนวนมากในพื้นที่ 

“เราต้องสร้างขวัญกำลังใจให้คนทำงาน เวลามีอุปสรรค อยู่ใกล้ๆ พวกเขา ไม่ทิ้งไปไหน ไม่ถือตัว ช่วงนี้ทุกคนเหนื่อย ต้องอยู่เคียงข้างและทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์” ทาวีอธิบายสิ่งที่เธอพยายามทำในฐานะหัวหน้า

คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19

เมื่อผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่นี้ไปได้ เธอใฝ่ฝันอยากศึกษาต่อด้านสาธารณสุขและโรคติดต่อโดยตรง เพื่อให้ตัวเองเข้าใจอย่างถ่องแท้และนำมาใช้ปฏิบัติงานจริง

และก่อนหน้าเข้ารับราชการ ช่วงที่เธอยังเป็นพยาบาลในหน่วยงานเอกชน ทาวีเคยเดินทางมาเรียนด้านการฟอกเลือดที่ไทยอยู่เป็นเวลา 6 เดือน ยังไม่ได้ไปไหนต่อไหนมากนัก ถ้ามีโอกาส เธอก็อยากมาศึกษาระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเพิ่มเติม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนมากขึ้น

เมื่อเราถามว่าหากทำงานไปจนถึงวัยเกษียณอายุแล้ว อยากให้คนจดจำเธออย่างไร ทาวีตอบว่าไม่ได้มีภาพเรื่องนั้นเลย เพราะยังเป็นเรื่องที่อีกไกลกว่าจะมาถึง ตอนนี้มองสิ่งที่ต้องทำในทุกวันเป็นหลัก แต่ถ้าให้ลองจินตนาการดูแล้ว คงอยากให้ความมุมานะ ตั้งใจ อดทน และความดีที่เคยมอบไว้กับประเทศชาติ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป

หากใครอยากก้าวเท้าเข้ามาทำงานด้านสาธารณสุข เธอเน้นย้ำว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเป็นหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน สิ่งสำคัญคือการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อนำมาพัฒนาระบบสาธารณสุขในจุดที่เราปฏิบัติหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

แต่หากเผชิญความท้าทาย การตามหาหน่วยงานที่ถนัดในด้านต่างๆ เข้ามาร่วมมือและพัฒนาไปด้วยกันจะช่วยให้เรามีกำลังในการทำงานต่อไป เหมือนการร่วมมือกันด้านสาธารณสุขชายแดนร่วมกับประเทศไทยที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้ดียิ่งขึ้น และเห็นผลชัดเจนในช่วงที่ไม่คาดฝันอย่างโควิด-19

เพราะความร่วมมือไม่มีวันจบ เพียงแต่อาจเปลี่ยนรูปแบบและความสนใจไปตามสถานการณ์ แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือความเหลื่อมล้ำที่ลดลง ความเจริญก้าวหน้าของทั้งสองฝ่าย และมิตรภาพที่แน่นแฟ้นแบบไม่อาจหาอะไรมาทดแทนได้

คุยกับพยาบาลชาวกัมพูชาที่ร่วมมือกับไทย ดูแลจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้พร้อมรับมือโรคติดต่อและโควิด-19


ภาพ : เชง ทาวี และ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

ขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ สำหรับการประสานงานและจัดหาล่ามแปลภาษาไทย-เขมร ในบทสนทนาครั้งนี้

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
19

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load