ถ้าให้ลิสต์แนวเพลงที่รู้จักในหัวเร็วๆ ก็คงมีแจ๊ส พังก์ ฟังก์ คลาสสิก ร็อก ป๊อป อิเล็กทรอนิกส์ และอีกสองสามชื่อที่ไม่ต้องเป็นโปรด้านดนตรีก็รู้จัก แต่ทันทีที่เดินเข้ามาในร้านแผ่นเสียง Zudrangma Records แนวเพลงที่เราคุ้นเคยก็กลายเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยนิดมากเมื่อเทียบกับแผ่นที่วางขายในร้าน

ณัฐพล เสียงสุคนธ์ หรือ ดีเจมาฟท์ไซ เจอกับเราช่วงบ่ายวันหนึ่งหลังฝนตก เขาเปิดประตูร้านขนาด 1 คูหาพาเราเข้าไปโลกแห่งดนตรีอีกโลก นอกจากแผ่น LP และแผ่น 7 นิ้วจำนวนมากที่วางบนชั้นและในกล่อง ยังมีพัสดุจ่าหน้าซองไปหลายประเทศตั้งเรียงๆ ไว้ รอส่งไปรษณีย์ให้ลูกค้าอีกซีกโลกหลังวิกฤต COVID-19

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

หลายคนรู้จักณัฐในฐานะผู้ริเริ่ม Paradise Bangkok วงดนตรีแนวหมอลำที่เดินทางไปเล่นเทศกาลดนตรีดังๆ ทั่วโลกมาแล้ว บางคนรู้จักเขาในฐานะดีเจที่มีชื่อบนโปสเตอร์งานปาร์ตี้ฮิปๆ ในกรุงเทพฯ เสมอ บางคนเคยสนทนากับเขาที่ร้านแผ่นเสียงแห่งนี้ พร้อมเพลงแนวใหม่กลับไปฟังที่บ้าน

เรามาเจอเขาวันนี้… ในฐานะที่เขาเป็นนักสะสม 

เขาสะสมแผ่นเสียงจากทั่วโลก จากทั่วโลกในที่นี่ไม่ใช่ซื้อมาจากหลายๆ ประเทศ แต่เป็นแนวเพลงจากทั่วโลกตั้งแต่ชื่อประเทศที่คุณนึกออกไปจนถึงเมืองที่คุณนึกไม่ถึง คอลเลกชันของเขามีตั้งแต่เพลงเอธิโอเปีย เยเมน ซูดาน บราซิล ปากีสถาน อียิปต์ ไปจนถึงไนจีเรีย ใครจะคิดว่าเขาเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของแต่ละท้องที่จากแผ่นเสียงเหล่านี้ โดยใช้้มันเป็นใบเบิกทางให้การเดินทางของเขาตื่นเต้นและสนุกยิ่งขึ้น

และนี่คือเรื่องเล่าประสบการณ์ในฐานะนักสะสมของเขา

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

ดีเจ / นักสะสม

ณัฐเริ่มเก็บแผ่นเสียงมานานแล้ว ช่วงประมาณต้นปี 2000 เขามีอาชีพเป็นดีเจ เปิดแผ่นในผับและบาร์ทั่วกรุงลอนดอน พอทำงานนี้เลยมีข้ออ้างในการซื้อแผ่นมากขึ้น ได้เงินมาแต่ละครั้งก็วางแผนเอาไปซื้อแผ่นก่อน

“ช่วงนั้นดีเจต้องเปิดแผ่นเสียงเท่านั้น CDJ ยังไม่มี MP3 ไม่ต้องพูดถึงเพลงใหม่ๆ ที่เป็นเพลงพิเศษ เพลงรีมิกซ์ จะออกแค่ซิงเกิล ไม่มีออกเป็นไฟล์ดิจิทัลหรืออัลบั้มเป็นซีดี ถ้าอยากได้ต้องซื้อแผ่นเสียงเท่านั้น

“ผมเปิดแผ่นไปจนถึงประมาณปี 2006 ที่ CDJ เริ่มเข้ามาระบาดหนัก ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจอาชีพนี้ เพราะไม่ต้องซื้อแผ่นเสียงแพงๆ ซื้อซีดีถูกกว่า พอเริ่มเป็นอย่างนี้ งานของดีเจที่เปิดแผ่นเสียงก็ลดลง สมมติปกติค่าตัวดีเจแผ่นเสียงคืนละสองถึงสามร้อยปอนด์ ดีเจรุ่นใหม่มาขอแค่เหล้าฟรี เดี๋ยวเปิดซีดีเอา ร้านที่ไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้ก็เลือกออปชันถูก แล้วพอ MP3 มาปุ๊บนี่ยิ่งง่ายเลย อย่างผมตอนแรกมีงานห้าวันในหนึ่งอาทิตย์ อยู่ดีๆ เหลือแค่หนึ่งวัน”

แผ่นเสียงมันต้องลงทุน ณัฐเล่าไว้อย่างนั้น มันคือการทำงานทั้งคืนแล้วเอาเงินที่ได้ทั้งหมดไปซื้อแผ่นเสียง รายได้จากการเป็นดีเจหนึ่งคืนซื้อแผ่นเสียงได้ประมาณ 10 – 20 แผ่น พอเงินหมดก็ต้องทำงานคืนใหม่เพื่อที่จะไปซื้อแผ่นเสียงต่อ ในยุคที่ค่าเงินปอนด์เท่ากับ 80 บาท เมื่อรายได้ที่ได้ไม่เท่าเดิม ณัฐจึงตัดสินใจกลับเมืองไทย 

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

สวัสดีหมอลำ

วงดนตรีไทยที่เขาเก็บสะสมในตอนนั้นเป็นแนว Thai Funk และเพลงไทยสตริงอย่างวง ดิอิมพอสซิเบิล, รอยัลสไปรท์ส, เพรสซิเดนท์ ซึ่งเป็นยุคที่เอาเครื่องดนตรีสากลมาผสม นอกเหนือจากนั้นก็มีตั้งแต่แนวอิเล็กทรอนิกส์ ฮิปฮอป แจ๊ส แอฟริกัน เร็กเก้ ฟังก์ โซล เขาบอกว่ามันเหมือนการเก็บของทุกอย่าง ช่วงนี้เขาอินแนวนี้ ก็เก็บแนวนี้ พอไปช่วงหนึ่งเขาได้รู้จักกับศิลปินอีกแนว ก็เริ่มพัฒนารสนิยมและคอลเลกชันไปเรื่อยๆ

“จนมาเจอแผ่นหมอลำกับลูกทุ่ง”

นั่นคือจุดเปลี่ยน

“เราพบว่ามันเป็นซาวนด์ที่ไม่คุ้น เพลงเก่าที่เราได้ยินๆ มันจะมาจากประมาณยุค 80 ยุคที่มีการทำดนตรีใหม่ มีการเอาเครื่องดนตรีสากลมาผสมแล้ว พอผมเจอเพลง ผู้ใหญ่ลี สิ่งที่จำได้ที่เคยฟังก็เป็นเวอร์ชันใหม่ๆ แต่จริงๆ ผู้ใหญ่ลี มันมีมาตั้งแต่ปลาย 60 มีตั้งแต่ ผู้ใหญ่ลีรำวง ผู้ใหญ่ลีซานตาน่า ผู้ใหญ่ลีวาทูซี่ ผู้ใหญ่ลีอะโกโก้ มันมี ผู้ใหญ่ลีประมาณยี่สิบเวอร์ชันได้ มีเยอะมาก แล้วทำไมเพลงพวกนี้เราไม่เคยฟังเลยวะ

“ตอนฟังหมอลำครั้งแรกผมก็นึกถึงเพลงแอฟริกัน พวกมาลี เขาจะมีวิธีการเล่นกีตาร์ที่ไม่ได้เล่นเป็นคอร์ด แต่เล่นเป็นเมโลดี้ คล้ายๆ กับหมอลำเวลาเล่นพิณ มันทำให้เราอยากรู้เกี่ยวกับดนตรีและวัฒนธรรมนี้มากขึ้น เราอาศัยการซื้อแผ่นเสียงหมอลำแล้วเรียนรู้ว่า หมอลำมีลำเต้ย ลำกลอน ลำพื้น ตังหวาย ภูไท อีสานแต่ละเมือง แต่ละจังหวัด ซาวนด์ก็ไม่เหมือนกัน จะมีคำร้องที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละจังหวัดเวลาเกริ่นหัวเพลง เปิดผ้าม่านกลางจะเป็นจังหวัดหนึ่ง เปิดขึ้นมาเรื่องฝนตกฟ้าร้อง ก็จะเป็นอีกจังหวัดหนึ่ง เพลงจากยุค 70 มันจะแตกต่างมาก แต่พอมา 80 90 ธุรกิจดนตรีเริ่มเข้ามา กลายเป็นว่าอัลบั้มหนึ่งเพลงดนตรีเหมือนกันหมดเลย แต่เปลี่ยนเนื้อร้อง เพราะท้ายที่สุด คนไทยติดเรื่องของเนื้อร้อง เพื่อนที่เป็นนักดนตรีเคยบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่เต้นด้วยปาก ถ้าเกิดเราร้องได้ เราจะเต้นไปกับมัน”

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์
ดีเจมาฟไซ, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

สะพานเหล็ก สู่พันธุ์ทิพย์

สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน งานของณัฐในตอนนั้น คือการออกจากบ้านไปซื้อแผ่น ณัฐออกจากบ้านไปหาแผ่นแล้วกลับมาฟังทุกวันแบบไม่มีวันหยุด เขาดูปกแผ่นไทยที่มีอยู่แล้ว มีที่อยู่เขียนไว้ว่าสะพานเหล็กบน และเริ่มจากตรงนั้น

“ผมเรียกแท็กซี่ไปถึงก็เจอร้านเฮียสี่ที่หมาดุๆ เดินข้ามสะพานเหล็กไปเจอห้างแผ่นเสียงทองคำที่ตอนนี้ปิดไปแล้ว หลุดจากนั้นไปเป็นบรอดเวย์ที่ตอนนี้ครึ่งร้านเขาเป็นร้านขายเพชรขายทอง ถัดจากนั้นไปเป็นเสียงสยาม ซึ่งทำเป็นออฟฟิศแล้ว เลยไปเป็น Crown Record ห้างแผ่นเสียงตรามงกุฎ เป็นห้างแผ่นเสียงที่ปั๊มที่ญี่ปุ่นกับอินเดียสมัยก่อน ที่จะมีแผ่นเยอะๆ แล้วพอถามว่าขายไหม… ไม่ขาย​​ (หัวเราะ) พอถัดไปอีกตรงหัวมุมเป็นร้านตั้งเสียงไทยของเฮียวิศาล เฮียวิศาลนี่จะมันมาก”

บรรยากาศการซื้อแผ่นเสียงย่านสะพานเหล็กช่วงนั้นสนุกมาก สนุกชนิดที่ณัฐเรียกว่า ‘มันมือ’ แผ่นเสียงจะอยู่ในกล่องสต๊อกตั้งเรียงๆ กัน แต่ละอัลบั้มมีจำนวนมากแบบไม่ต้องแย่งกัน ถ้าอยากได้สี่สิบก๊อปปี้ก็มีให้ซื้อ มีให้เลือกได้ตามใจชอบ แต่พอผ่านไปสักพักของเริ่มหมด บรรดานักสะสมก็ต้องหาแหล่งใหม่จนไปเจอพันธุ์ทิพย์ 2 ตรงงามวงศ์วาน

“ช่วงนั้นน่าจะปี 2008 – 2009 ทุกวันพฤหัสสิบโมงเช้าจะมีเจ้คนหนึ่งชื่อว่า พี่หนู มาพร้อมคลังแผ่นตอนห้างเปิด สิบโมงปุ๊บ ยามไขกุญแจประตู ทุกคนพุ่งไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นบนสุด แผ่น LP ทุกแผ่นร้อยบาท จะมีเฮีย ลุง คนขายแผ่นเสียง นักสะสม นั่งรุมอยู่ตรงนั้น พี่หนูเขาจะมีลูกค้าประจำที่วันหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องซื้อยี่สิบถึงสามสิบแผ่น คนเหล่านี้เลยเป็นลูกค้าเกรดเอ ติ๊ต่างว่ามีกล่องห้ากล่อง แต่คนมีสิบคน เกรดเอก็จะได้เลือกก่อน จะมีชื่ออยู่บนกล่องเลย พี่พิฑูรณ์ พี่โน่น พี่นี่ พอเลือกเสร็จปุ๊บ คนอื่นถึงจะได้เลือก

“เราจะใช้วิธีไปยืนอยู่ข้างหลังเขา เวลาเฮียเขาเลือก แผ่นไหนไม่เอาเราก็ต้องสะกิด ‘พี่ครับๆ ถ้าไม่เอาแผ่นนี้ ผมขอได้ไหม’ ซึ่งส่วนใหญ่แผ่นที่เขาไม่เอาก็คือแผ่นที่เราชอบ”

ณัฐซื้อแผ่น 7 นิ้วมากกว่าแผ่น LP เพราะสมัยก่อนตอนค่ายเพลงจะออกเพลง เขาจะออกแผ่น 7 นิ้วมาลองตลาดก่อน ถ้าดังถึงจะมาทำเป็น LP รวมต่อ ทำให้แผ่น 7 นิ้วมีความหลากหลายของเพลงเยอะกว่า และอีกข้อหนึ่งที่เราเพิ่งรู้ แผ่น 7 นิ้วตอบโจทย์เขาในฐานะที่เป็นดีเจ ขนาดเล็กกว่า เบากว่า ขนได้เยอะกว่า ที่สำคัญมันเล่นด้วยความเร็วที่เร็วกว่า ทำให้มีความลึกและเสียงดังกว่า

“วันหนึ่งพี่หนูเริ่มเอาแผ่นเจ็ดนิ้วมา LP วางด้านขวา เจ็ดนิ้ววางด้านซ้าย มีผมนั่งคนเดียวด้านซ้าย ไม่มีคนอื่นเลย รื้อไปรื้อมาสามกล่องนี้เอาทั้งกล่องเลย เดี๋ยวอีกสองกล่องผมกลับมาดู ขอไปสูบบุหรี่ก่อน ผมก็ออกไปสูบบุหรี่ สองตัวด้วย เดินกลับมาแผ่นที่กองไว้ยังไม่มีใครแตะเลย” (หัวเราะ)

ยุคพี่หนูจบลงหลังจากนั้นไม่นาน เป็นอีกยุคหนึ่งที่ณัฐให้คำนิยามว่า ‘มันมาก’ ไม่แพ้สมัยสะพานเหล็ก ยุคต่อมาเขาเริ่มนัดไปตามบ้านคน ที่พีกที่สุดที่เคยไปซื้อคือลานจอดรถเซียร์รังสิต ที่คนขายขับรถลงมาจากอีสาน เขาใช้เวลาเลือกแผ่นจน 4 ทุ่มที่ห้างปิด จำได้ว่า ล็อตนั้นได้มาประมาณ 2 – 3 หมื่นแผ่น

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

สเกลหมื่นแผ่น

“ถ้าเกิดไม่ซื้อครั้งนี้ ครั้งหน้าเราจะได้อีกไหม เราไม่รู้”

ณัฐบอกแบบนั้นเมื่อเราและช่างภาพทำสีหน้าตกใจเมื่อรู้จำนวนแผ่นเสียงที่เขาซื้อ

“ผมก็เริ่มจากการทำงานเก็บเงินมาซื้อทีละแผ่นๆ มื้อนี้อดเพื่อไปซื้อแผ่น มันจะมีแผ่นที่เรากลับไปเสียดายที่ไม่ซื้อมา หรือบางแผ่นที่ไม่ซื้อแล้วกลับมาเรานอนไม่หลับ เราคิดถึงมัน ผมรู้สึกว่ามันไม่ Healthy กับตัวเอง มันเป็นข้ออ้าง (หัวเราะ)

“ช่วงแรกๆ ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรกับมันต่อ ยังไม่มีร้าน ผมซื้อเฉพาะแผ่นที่ชอบไว้เป็นของตัวเอง เราไปคลองเตยเห็นเด็กเขวี้ยงแผ่นลงน้ำเล่น ไปชายแดน เขาบอกมาช้าไป เพิ่งเผาฝังดินไปแสนแผ่น พอเห็นอย่างนี้รู้สึกว่าโคตรน่าเสียดายเลย เลยคิดถ้าเรามีกำลังพอซื้อไหว ก็ซื้อเก็บไว้ก่อน ผมซื้อแผ่นเยอะเพราะเราจัดปาร์ตี้ อยากให้ทุกครั้งมีเพลงใหม่ๆ ตลอด แล้วเวลาเปิดเพลงจะมีคนเดินมาบอกว่าอยากได้แผ่นนี้ๆ คุณมีแผ่นเอธิโอเปียที่ผมอยากได้ ผมมีแผ่นไทยที่คุณอยากได้ก็ใช้วิธีแลกกัน

“เมื่อก่อนผมโรคจิตกว่านี้เยอะ ส่วนตัวจะเก็บอัลบั้มที่ชอบไว้ห้าแผ่น แผ่นหนึ่งไว้เล่น แผ่นสองกันแผ่นเล่นเสีย เพราะมันจะมีพวกเมาเดินชน เฮ้ย ขอเพลงหน่อย ปั๊ก! หัวเข็มขูดแผ่นเป็นรอย หลังจากนั้นทุกครั้งที่เราฟังแผ่นนี้ก็จะเจอสะดุด แล้วหน้าไอ้นั่นก็จะลอยขึ้นมา แผ่นสามเก็บไว้เป็น Archive อีกสองแผ่นเก็บไว้แลกกับเพื่อน บางแผ่นตั้งเป้าเลยว่าต้องได้ ต้องมี พอหลังๆ เริ่มปลงคิดว่าถ้าดวงมันสมพงษ์กันเดี๋ยวก็เจอ บางแผ่นผมหามาสิบห้าปี ยังไงก็ไม่เจอ วันที่เราไม่หาไม่ตั้งใจ เดินๆ อยู่เจอเฉย

“แล้วเดี๋ยวนี้ง่ายเข้าไปอีก มีเว็บซื้อขายมี ebay.com มี disclogs.com คุณไม่ต้องรอดวงก็ได้ เงินคุณถึงคุณก็นอนหลับแล้ว เดี๋ยวนี้การเสพของก็หาง่ายขึ้น เมื่อก่อนแผ่นบางแผ่นหาแทบตายไม่มี เดี๋ยวนี้คีย์ขึ้นไปบน Google กด Disclog 73 คนขายทั่วโลก มีตัวเลือกเลยคอนดิชันไหน ราคาไหน ส่งจากประเทศอะไร มันคนละเรื่องกับสมัยก่อนเลย แต่พอมันหาง่ายมาก เรื่องราวหรือความทรงจำของเรากับแผ่นอาจไม่มี แต่เราได้” (หัวเราะ)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น
ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น
ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

สุดแรงม้า

จากนักสะสมมาเป็นเจ้าของร้านแผ่นเสียงที่ไม่ได้มีแค่เพลงไทย แต่มีเพลงจากทั่วโลก บวกกับแนวเพลงหลายแนวทั้งแจ๊ส ดิสโก้ และฟังก์ จะเรียกว่าทั้งร้านเป็นแนวเพลง World Music ก็คงไม่ผิดนัก แม้ณัฐจะบอกเองว่าคำนี้มันเชยไปตั้งแต่สมัยต้นปี 2000 แล้ว

“ความสนุกของร้านแผ่นเสียงคือแต่ละร้านมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ถ้าทุกร้านเป็น HMV ทุกร้านเป็น Tower Records สำหรับผมมันไม่สนุก สมมติคุณไปยุโรป ไปญี่ปุ่น ไปอเมริกา ร้านนี้เชี่ยวชาญแนวเร็กเก้ ก็แต่งร้านเร็กเก้ไปเลย มันทำให้เราอยากเข้า แต่การซื้อของกับร้านแบบนี้อาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกที่สุด ซึ่งถ้าคุณยอมจ่าย คุณได้ของกลับบ้านทันที คุณนอนหลับ สมมติผมอยากได้แผ่นเร็กเก้ ร้านเร็กเก้มีหมดแต่ราคาสูง ผมก็จะไปเช็กร้านอื่นก่อน อีกร้านเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์มิวสิก แปลว่าแผ่นเร็กเก้สำหรับเขาคือขยะ ขยะของคนหนึ่งอาจจะเป็นขุมทรัพย์ของอีกคนก็ได้ ราคาก็จะถูกลง ร้านแผ่นเสียงบางที่ไม่ได้มีแนวที่เจาะจงขนาดนั้น แต่มีพนักงานหรือคนเปิดแผ่นที่มีเทสต์ที่เราสนใจ

“ก่อนหน้านี้จะมียุคที่อังกฤษมีแผ่น Dubplate เป็นแผ่นซิงเกิลเร็กเก้ที่ออกใหม่ทุกวีกเอนด์ ทุกวันอาทิตย์จะมีคนมารวมตัวที่ร้านแผ่นเสียงร้านหนึ่ง รอให้เขามาส่งแผ่นที่เพิ่งปั๊มเสร็จ ร้านเป็นคอก เป็นกรง คนเต็มร้านเลยยืนอัดกันแน่นๆ เขาก็จะเปิดแผ่นแล้วถามว่า ใครอยากได้แผ่นนี้ยกมือขึ้น เขาก็จะจดๆ เอาไว้ พอเสร็จเราก็ไปรับของ มันจะเป็นแผ่นที่เพิ่งปั๊มเสร็จ พอเราไปเปิดในงานคนก็จะงงว่าแผ่นเพิ่งออกทำไมมีแล้ว” 

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

นักฟังเพลงของโลก

การฟังเพลงท้องถิ่นของแต่ละวัฒนธรรมทำให้การเดินทางสนุกขึ้น เราสรุปจาก 1 ชั่วโมงเต็มกับณัฐไว้อย่างนั้น

การซื้อแผ่นเสียงแนวเพลงที่ไม่เคยฟังก็เหมือนพาเขาไปรู้จักกับอีกโลก ได้เจอคนใหม่ๆ ได้ไปในที่แปลกๆ เข้าใจประวัติศาสตร์ในอีกมุม ได้เริ่มบทสนทนาที่คิดไม่ถึงมาก่อน ได้เรียนรู้ที่จะเปิดใจ ยอมรับในความแตกต่าง มันสอนเขาพอๆ กับที่สร้างความสนุกให้กับชีวิต

“มันทำให้เราได้เห็นวัฒนธรรมของแต่ละที่ ได้คุยเรื่องใหม่ๆ กับคน อย่างตอนที่ผมเริ่มเก็บแผ่นมาเลย์ ได้ไปประเทศเขา ได้ไปเจอแนวกัมบุส (Gambus) กัมบุสโยงไปถึงเยเมน ซึ่งก็เป็นแนวกัมบุสเหมือนกันแต่สะกดต่างตัว G กับ Q ซึ่งคาดว่าอิทธิพลทางดนตรีมันจะมาจากยุคเส้นทางสายไหม Coffee Trade ของตะวันออกกลางกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับผมมันตื่นเต้น มันเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เรานำมาประกอบภาพในหัวเราได้ แล้วผมเป็นคนคิดเยอะ ผมอยากรู้คำตอบ

“ตอนไปเวียดนาม ผมก็ไปหาแผ่นเหมือนกัน ไปภาคใต้เจอกรุสมบัติ ไปภาคเหนือเจอแต่แผ่นรัสเซีย แผ่นคอมมิวนิสต์ ซึ่งมันก็เกี่ยวโยงกับสงคราม เรื่องระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ มีในครอบครองไม่ได้ เพราะถ้าคุณมีแผ่น แปลว่าคุณมีเครื่องเล่น ถ้าคุณมีเครื่องเล่น แปลว่าคุณมีระบบเสียง ทั้งหมดนี้แปลว่าคุณมีตังค์ ผมก็ถามคนต่อว่า แล้วสมัยนั้นคนเวียดนามเขาเก็บแผ่นยังไง เขาบอกว่าเก็บไม่ได้ เขาต้องไปฝังดิน ปกอัลบั้มก็เลยหาย สภาพแผ่นก็ไม่ค่อยดี ถ้าใครจะเก็บเขาต้องไปซื้อตั๋วลอตเตอรี่ที่ขึ้นเงินไว้แล้ว เผื่อทหารมาบ้านจะได้บอกว่าถูกหวย ถึงมีเงินซื้อ

“ดนตรีมันเล่าเรื่องราวท้องถิ่นที่เวลาเราไปในฐานะนักท่องเที่ยว เราจะไม่ได้เห็น แล้วอีกอย่างคือเราได้กินของโลคอลมากๆ เหมือนเวลาเราไปสะพานเหล็ก เราก็จะได้กินอาหารข้างทาง เวียดนาม อินโดฯ ก็เหมือนกัน ไม่งั้นไปเวียดนามกินแต่เฝอเบื่อตายห่า (หัวเราะ)”

 ได้ยินอย่างนี้แล้ว ถ้ากลับมาโดยไม่ให้ณัฐแนะนำแผ่นเสียงให้สักหน่อยคงจะเป็นการเสียเที่ยวอย่างมาก เราเลยขอให้เขาเลือกแผ่นเสียง 10 แผ่นสำหรับผู้ที่สนใจอยากลองฟังเพลงท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แถมยังมีเรื่องเล่าของณัฐติดมาในแต่ละแผ่นด้วย

1. GOONJ – You Are the Wrong Man (Pakistan)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“อันนี้เป็นเพลงของปากีสถาน จะคล้ายๆ กับอินเดีย อินเดียจะมีแนว Bollywood เป็นฟังก์ ดิสโก้ อินเดียทางใต้จะชื่อว่า Collywood จะเป็นเสียงดิจิทัล ส่วนเพลงปากีสถานในยุคนั้นถ้าเป็นพวก Soundtrack หนังจะเรียกว่า Lollywood เนื่องจากเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพลงเลยจะมีแนว Garage มี Psycedelic Rock เข้ามาผสม

“ตอนนั้นเพื่อนผมย้ายไปอยู่ปากีสถาน เขาไปรู้จักคนที่ทำงานกับ EMI ปากีสถาน เลยส่งมาให้ผมฟัง ผมชอบเพลงนี้มาก ใช้เวลาสิบสองปีในการตามหา ตอนเจอก็ราคาพอรับไหวเมื่อเทียบกับสิบกว่าปีที่รอมา”

2. Sono Cairo (Egypt)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว เพื่อนเปิดค่ายที่เบลเยียมทำเพลงตะวันออกกลางกับอียิปต์โดยเฉพาะ เขาเดินทางไปประเทศอียิปต์เพื่อหาแผ่น พอได้มาก็กลับมา Reissue ใหม่ แผ่นนี้เป็นเพลงอียิปต์ที่ผมได้มาจากเพื่อนอีกทีหนึ่ง ใช้วิธีการแลกมา”

3. Ngay Xanh (Vietnam)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“ผมได้แผ่นนี้มาจากทริปแรกที่ผมไปเวียดนาม เป็นยุคปลาย 60s ต้น 70s ที่ดนตรีเวียดนามใต้ยังได้รับอิทธิพลจากเพลงโซล เซิร์ฟมิวสิก ฟังก์ ก่อนจะมีระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามา 

“แผ่นนี้เป็นแผ่นที่ผมไปคุยกับนักสะสมว่าสมัยสงครามเขาเก็บกันยังไง สภาพแผ่นก็จะมีรอย ปกไม่อยู่อย่างที่เห็น หลังจากนั้นผมก็พยายามหาอีก เพราะแผ่นนี้ตอนท้ายมันมีสะดุดนิดหนึ่ง”

4. Sout Alwahdah (Yemen)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“เพื่อนผมเคยทำงาน NGO ที่ประเทศเยเมน มีอาทิตย์หนึ่งเขาว่างจากงานเลยไปหาแผ่น ไปเจอมาล็อตหนึ่งมาแบ่งๆ กัน ในความรู้สึกผม แผ่นนี้เป็นตัวท็อปของทั้งหมด เพื่อนมีสองก็อปปี้เลยบอกว่า ‘แผ่นนี้กูให้มึงก็ได้ แต่มึงต้องหาของมาให้วันเกิดกู’ เขาบินมาเจอเอาแผ่นมาให้ แล้วต้องบินกลับไปในอีกสองอาทิตย์ ปรากฏระเบิดลง สงครามเกิด การล่าแผ่นที่เยเมนเลยจบลง เพราะพวกตลาดที่เคยไปหาก็โดนระเบิดหมดเลย”

5. Muluken Mellesse (Ethiopia)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“ตอนแรกผมไม่รู้จักศิลปินชาวเอธิโอเปียคนนี้ เพื่อนได้ลิขสิทธิ์ Reissue อัลบั้มของเขา หลังจากคุยกันไม่กี่วัน ผมเจอแผ่นนี้ที่ญี่ปุ่น รู้สึกว่าต้องจัดมาอย่างด่วน เพราะเพื่อนมี Oringinal Issue แต่ไม่มีปก เลยคิดว่าซื้อมาให้ตัวเองด้วย และถือว่าช่วยเพื่อนด้วย”

6. William Onyeabor (Nigeria)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“แผ่นนี้ได้มาจากทริปเดียวกันกับแผ่นที่แล้ว เป็นศิลปินไนจีเรีย เพื่อนผมอีกคนที่อเมริกาอยากโปรโมตศิลปินคนนี้ เขาเป็นคนทำเพลงแอฟริกันที่มีกลิ่นอิเล็กทรอนิกส์ เกือบจะเป็นแนว House เขาทำเพลงออกมาในยุค 90s แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ผมได้มาในราคาประมาณร้อยกว่ายูโร หลังจากนั้นพอเริ่มดัง ราคาแผ่นตอนนี้น่าจะเจ็ดร้อยยูโรได้”

7. CELIA (Brazil)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“ผมเพิ่งได้แผ่นนี้มาเมื่อปีที่แล้วโดยไม่ต้องเสียตังค์ เพราะแลกมา เป็นเพลงบราซิล ผมฟังครั้งแรกตอนเพื่อนเปิดให้ฟังที่บ้าน แล้วมันก็ติดในหัวว่าอยากได้ แต่ก็ไม่เคยเจอมันอีกเลย จนล่าสุดเพื่อนที่เก็บแผ่นบราซิลโดยเฉพาะมาเมืองไทย เขาบอกว่ามีแผ่นนี้อยู่ สนใจไหม แล้วเขาก็มาที่ร้านตามหาแผ่นแผ่นหนึ่ง ซึ่งผมมี ก็เลยแลกกัน เป็นอีกแผ่นที่ได้มาอย่างสบายใจ”

8. Owen Marshall – The Naked Truth (USA)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“ผมเจอแผ่นนี้ที่สวีเดน เป็นร้านแผ่นเสียงร้านหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ แต่เขามีความสามารถในการทำให้เราซื้อของเขาโดยที่เรารู้สึกผิด มันเป็นแนว Special Jazz ที่ต้องตัดใจซื้อ เพราะหาโอกาสเปิดในปาร์ตี้ไม่ค่อยได้ แต่ผมชอบฟังเอง เรามีแผ่น Reissue อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีออริจินัล

“แผ่นนี้เราสองจิตสองใจที่จะซื้อ เพราะราคามันอยู่ที่พันยูโร ไม่ซื้อ เดินกลับมาโรงแรมอยู่ไม่สุข ผมก็เลยเดินกลับไปที่ร้านซึ่งอยู่ห่างออกไปสองกิโลฯ อีก ตัดสินใจซื้อก่อนร้านจะปิด คนขายเขาก็ลังเล ขายดีไหมๆ จริงๆ ไม่อยากขายเลย อยากจะเก็บเอาไว้ ถ้าเอาไปก็รักษาดีๆ อีกเลย

“พอได้มาเคยเปิดอยู่ครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่กล้าเปิดอีก เพราะทุกครั้งที่เปิดกลัวเข็มจะกินแผ่น สุดท้ายก็กลับมาฟังแผ่น Reissue ที่มีอยู่แล้วอยู่ดี ล่าสุดผมโพสต์ขายแล้ว อะไรที่ไม่จำเป็นก็ยอมปล่อยไป”

9. The Viking Band – สีดา (Thailand)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“อันนี้เป็นหนึ่งในแผ่นแรกๆ ที่ผมซื้อที่เมืองไทย ผมไปร้านเฮียวิศาล ร้านเขาไม่มีเครื่องให้ลองเล่น เขาจะเป็นคนเปิดให้ วันนั้นเขาเปิดแผ่นนี้ขึ้นมาเสียงดังๆ ข้างหน้าร้านเป็นป้ายรถเมล์ ชื่อเพลงว่า เพลงยุคอวกาศ เนื้อร้องมีแค่ ‘ผมรักคุณจริงๆ ผมรักคุณจริงๆ’ ตะโกนวนไปเรื่อยๆ ทีนี้คนจากป้ายรถเมล์เขาก็นึกว่ามีคนทะเลาะกัน เลยเข้ามามุงดู ผมก็เห็นว่าเพลงนี้เวิร์ก มันเรียกคนได้ แล้วก็เป็นงานแจ๊สแบบที่เราไม่เคยเจอด้วย”

10. สวรรค์บางกอก (Thailand)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“แผ่นนี้คือแผ่นที่ผมเอามาจัดงาน Paradise Bangkok ทั้งโลโก้ ทั้งอาร์ตเวิร์ก ของงานครั้งแรกมาจากแผ่นนี้เลย ตอนประชุมกันเพื่อนผมเห็นแผ่นนี้บนกำแพงเลยบอกว่า ‘งั้นก็ใช้ชื่อ Paradise Bangkok สิ’ ตอนนั้นง่ายมาก ที่มาเหมือนไม่ตั้งใจจะทำจริงจัง แต่ก็ทำมาจนวันนี้”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ แจ้งเกิดในวงการหนังสือของไทยเมื่อ พ.ศ. 2539 หรือ 26 ปีมาแล้ว ด้วยผลงานเล่มแรกชื่อ ความรักที่มาทางไปรษณีย์ จากนั้นวินนี่ เดอะปุ๊ หรือลุงหมีปุ๊ของแฟนหนังสือและหลาน ๆ ก็สร้างผลงานเขียนเผยแพร่แก่ผู้อ่านอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยกย่องจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยให้เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับรางวัลนราธิปประจำปี 2564 ซึ่งมอบให้แก่นักเขียนอาวุโสที่อายุถึง 75 ปี

ลุงหมีปุ๊ทำงานหลักทางด้านเศรษฐกิจการเงินของประเทศ เมื่อตอนที่เปิดเผยตัวตนว่าคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติวัย 50 ปี (และปีถัดมาก็ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติ) สร้างความแปลกใจให้คนที่รับรู้กันมาก เพราะ ดร.ชัยวัฒน์ มีชื่อเสียงว่าเป็นคนทำงานจริงจังและค่อนข้างดุ แต่นักเขียนวินนี่ เดอะ ปุ๊ กลับชอบเขียนเรื่องเล่าแบบเบา ๆ อ่านง่าย สอดแทรกทั้งความรู้และอารมณ์ขัน

ลุงหมีชี้แจงว่า ใช้นามปากกา วินนี่ เดอะ ปุ๊ เพื่อเขียนหนังสือเพราะชื่นชอบหนังสือเรื่อง Winnie the Pooh เป็นพิเศษ จึงนำชื่อเจ้าหมีผู้มีจิตใจดี แต่มักทำเรื่องเปิ่น ๆ ขำขันอยู่เสมอตัวนี้มาผสมกับชื่อเล่นปุ๊ของตัวเอง ทำให้หมีปุ๊เกี่ยวดองกับหมีพูห์ไปในตัว

Winnie the Pooh จัดเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็กระดับคลาสสิก แต่งโดยนักเขียนอังกฤษชื่อ เอ. เอ. มิลน์ (A. A. Milne) เมื่อ ค.ศ. 1926 หรือ 96 ปีมาแล้ว เป็นหนังสือที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เด็ก ๆ อ่านเหตุการณ์เล่นสนุกหรือการผจญภัยของหมีพูห์กับผองเพื่อนตุ๊กตาหมีอย่างเพลิดเพลิน แต่ผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่จะพบว่าผู้เขียนได้ซ่อนนัยยะไว้ในเรื่องให้ผู้อ่านค้นพบมุมมองและความขำขันแบบลึก ๆ ไว้มากมาย จึงมีนักเขียนและนักวิชาการนำเรื่องราวของหมีพูห์มาเขียนตีความ หรือเขียนแต่งต่อให้ผู้อ่านผู้ใหญ่ได้ความสนุกสนานในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้น เรื่องของหมีพูห์จึงเป็นนิยายอมตะ ส่งต่อความชื่นชอบจากคนรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นถัดไปได้ตลอดมา

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

ในฐานะแฟนพันธุ์แท้ของหมีพูห์คนหนึ่ง ลุงหมีจึงจัดทำมุมหนังสือเล็ก ๆ สะสมหนังสือหมีพูห์ในเวอร์ชันต่าง ๆ รวมทั้งหนังสือที่นักเขียนคนอื่นแต่งหนังสือเพื่อเล่นสนุกกับหมีพูห์ด้วย อาทิ อาจารย์ด้านวรรณกรรมแต่งหนังสือเพื่อล้อเลียนนักวิจารณหนังสือ ที่มักจะตีความหนังสือให้ลึกลงไปเกินความตั้งใจของผู้เขียน คือ หนังสือชื่อ The Pooh Perplex กับ Postmodern Pooh

อาจารย์ด้านศาสนาเขียนหนังสือเปรียบเทียบพฤติกรรมของหมีพูห์และเพื่อน ๆ ว่าสอดคล้องกับลัทธิเต๋า ได้แก่ หนังสือ The Tao of Pooh และยังมีมุมมองในแง่ของความลี้ลับของจักรวาล (Pooh and the Millennium) หมีพูห์ในมุมมองการบริหารจัดการ (Winnie-The-Pooh on Management and Problem Solving) นอกจากนั้นยังมีผู้พยายามเขียนเรื่องราวของหมีพูห์ภาคต่อจากต้นฉบับด้วย (Sequel) ได้แก่เรื่อง Return to the Hundred Acre Wood

เวลาเราสะสมอะไร ควรหาความรู้เกี่ยวกับของสะสมเหล่านั้นด้วย เพราะจะทำให้ได้ทั้งความเพลิดเพลิน ความรู้ และวิธีการคิด มากกว่าเพียงสะสมเป็นของสวยงาม

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

ลุงหมีเองก็ร่วมวงเล่นสนุกกับหมีพูห์ด้วย โดยเขียนหนังสือชื่อ ‘เรื่องหมีหมี’ ออกมาใน พ.ศ. 2544 โดยทำเป็นหนังสือ Two-in-One คือมี 2 เรื่องในเล่มเดียวกัน เรื่องหนึ่งคือ เพื่อนผองของหมีพูห์ เป็นการแนะนำหนังสือเรื่องหมีพูห์ผ่านจดหมายที่หมีปุ๊เขียนไปคุยกับหมีพูห์ ส่วนเรื่องที่สอง คือ เรื่องเล่าจากคนรักหมี เป็นการแนะนำตัวละครหมีในวรรณกรรมเล่มอื่น ๆ 

เล่มนี้เป็นความภูมิใจของลุงหมี เพราะเป็นเล่มที่เขียนเอง และรูปเล่มก็ออกแบบอย่างลงตัว เป็นหนังสือที่ระลึกสำหรับคนรักหมีได้

ภาพประกอบในหนังสือเล่มนี้ใช้ตุ๊กตาหมีต่าง ๆ ที่ลุงหมีสะสมไว้มาเป็นตัวแสดง การที่ทำหนังสือให้อ่านได้ทั้งจากข้างหน้าและข้างหลัง (เพราะเป็นคนละเรื่อง) ทำให้มีเรื่องขำขันเกิดขึ้นตอนเปิดตัวหนังสือโดยลุงหมีไปนั่งแจกลายเซ็น มีแฟนคลับคนหนึ่งถือหนังสือมาขอลายเซ็น 2 เล่ม บอกว่าพลิกดูแล้วน่าอ่านทั้ง 2 เรื่อง เมื่อลุงหมีบอกว่าความจริงเป็นเล่มเดียวกันแต่มี 2 ปก เขาหัวเราะชอบใจ บอกว่ายังไงก็ขอลายเซ็นทั้ง 2 เล่ม และจะเอาไปฝากเพื่อนเล่มหนึ่ง

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

หมี Winnie the Pooh เป็นตัวละครจากหนังสือที่ชาวอังกฤษภาคภูมิใจ จึงได้ขึ้นไปอยู่บนแสตมป์ของประเทศอังกฤษมาแล้ว แต่เมื่อปีที่แล้วนี้เองเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองหมีพูห์มีอายุครบ 95 ปี ทางการอังกฤษได้จัดทำเหรียญที่ระลึกหมีพูห์ออกเผยแพร่ โดยมีแผ่น Pop-up ให้แฟน ๆ ได้เก็บรูปและเรื่องราวไว้เป็นของสะสมเพิ่มเติม อีกทั้งมีนักเขียนคนหนึ่งแต่งหนังสือเล่าประวัติหมีพูห์ย้อนหลังไปถึงช่วงเวลาก่อนที่จะมาเป็นตัวละครเอกในหนังสือคลาสสิกของ เอ. เอ. มิลน์ ตั้งชื่อเรื่องว่า Winnie-the-Pooh: Once There Was a Bear (เรื่องลักษณะนี้เรียกว่า Prequel ลุงหมีขอแอบวิจารณ์ว่า อ่านยังไงก็ไม่สนุกแบบเรื่องต้นแบบของมิลน์)

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ
รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

ในหนังสือ เรื่องหมีหมี ซึ่งลุงหมีเขียนไว้นั้น ได้แนะนำตัวละครหมีมีชื่อจากวรรณกรรมเด็กของอังกฤษอีกตัวหนึ่ง คือ หมีแพดดิงตัน (Paddington Bear แต่งโดย ไมเคิล บอนด์ เมื่อ ค.ศ. 1958 หรือ 64 ปีมาแล้ว) หมีแพดดิงตันเกิดที่ประเทศเปรู แต่อยากออกมาผจญภัยในโลกกว้าง จึงเดินทางมากับเรือเดินทะเล ขึ้นบกที่นครลอนดอน แล้วหลงทางไปไหนไม่ถูกอยู่หน้าสถานีรถใต้ดินแพดดิงตัน จนมีครอบครัวอังกฤษใจดีรับไปอุปถัมภ์ไว้ ด้วยความที่ไม่ได้เกิดในอังกฤษ หมีแพดดิงตันจึงไม่เข้าใจวิถีชีวิตและประเพณีของชาวอังกฤษ จึงทำเรื่องวุ่นวายแบบขำขันอยู่เสมอ หนังสือชุดหมีแพดดิงตันได้รับความนิยมจากชาวอังกฤษระดับน้องของหนังสือหมีพูห์

ในปีนี้เองหมีแพดดิงตันได้สร้างวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ชนิดเรียกว่าจารึกประวัติศาสตร์ทีเดียว คือได้รับเลือกให้เป็นตัวละครในคลิปพิเศษจัดทำโดยพระราชวังบักกิงแฮม ในโอกาสเฉลิมฉลอง 70 ปีการครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในคลิปที่สนุกสนานและสร้างความแปลกใจให้คนดูชิ้นนี้ หมีแพดดิงตันได้รับเชิญเป็นแขกมาร่วมดื่มน้ำชากับพระราชินีเป็นการส่วนพระองค์ แน่นอนว่าเจ้าหมีโชคดีตัวนี้ก็ทำอะไรเปิ่น ๆ ออกมาตามเคย แต่จบท้ายด้วยการใช้ช้อนเคาะจังหวะกับถ้วยน้ำชาในเพลง We Will Rock You ของวง Queen ให้เข้ากับการรัวกลองของวงดุริยางค์กองรักษาพระองค์ที่หน้าพระราชวังนี่เอง

ก่อนหน้านี้เมื่อ ค.ศ. 2012 ในโอกาสพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงลอนดอน สมเด็จพระราชินีฯ ทรงเล่นสนุกให้ชาวโลกชื่นชมด้วยการเผยแพร่คลิปทรงเดินทางไปทำพิธีเปิดงานที่สนามกีฬา โดยมี เจมส์ บอนด์ 007 มาที่วัง เพื่อรับพระองค์เสด็จขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปสนามกีฬา

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ
อุ้มหมีมหาวิทยาลัย Williams และ MIT ที่รุ่นน้องเอามาฝาก

ตุ๊กตาหมีของอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากพอควรอีกตัวหนึ่งคือ Me to You Bear ซึ่งลุงหมีชอบเรียกว่าหมีปุปะ รูปวาดของหมีตัวนี้เริ่มปรากฏให้เห็นในการ์ดอวยพรของบริษัท Carte Blanche เมื่อ ค.ศ. 1987 และปรับปรุงรูปแบบอยู่เรื่อย ๆ จนใน ค.ศ. 1995 บริษัทได้ปรับแต่งภาพลักษณ์หมีตัวนี้ให้เป็นแบบที่คนสะสมกันในปัจจุบัน คือเป็นตุ๊กตาหมีที่มีรอยปุปะหลายแห่ง ขนสีเทา จมูกสีฟ้า และสลักคำว่า Me to You ที่ฝ่าเท้า โดยมีการแต่งเรื่องเล่าที่มาของหมีตัวนี้ว่า เดิมเป็นตุ๊กตาหมีที่ถูกเจ้าของโยนทิ้งกองขยะในช่วงที่หิมะกำลังตก ต่อมามีเด็กหญิงใจดีไปพบเข้า จึงเก็บมาเลี้ยงที่บ้านโดยให้คุณแม่ช่วยเย็บซ่อมแซมจุดที่ขาดวิ่นบนลำตัว แต่ด้วยหมีตัวนี้ถูกทิ้งอยู่กับความหนาวเหน็บของหิมะ จึงทำให้ขนบนตัวเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีเทา และจมูกเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีฟ้า นับว่าน่ารักไปอีกแบบหนึ่ง ลุงหมีมีรูปหมีตัวนี้ให้ดูพร้อมทั้งหนังสือเล่มจิ๋วเล่าประวัติของหมีตัวนี้

รวมของสะสมหมีพูห์ระดับแฟนพันธุ์แท้ของ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ

หมีพูห์ หมีแพดดิงตัน และหมีปุปะ จึงเป็นหมีอังกฤษ 3 เจนเนอเรชันที่เป็นความน่าภาคภูมิใจของหมี ๆ ทั้งหลาย

เมื่อลุงหมีได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับหมีน่ารักทั้งหลายไปหลายเล่ม ก็ขยายความเอ็นดูหมีไปสู่การสะสมตุ๊กตาหมี (ทำให้ลุงหมีเรียกตัวเองว่าคนรักหมีได้) เริ่มต้นด้วยการหาซื้อตุ๊กตาหมีแบบนิ่ม ๆ น่ากอดที่เรียกว่าเทดดี้แบร์ (Teddy Bear) มาให้ลูกสาวเล่นสนุก 

ที่สะสมส่วนหนึ่งเพื่อให้ลูกเล่น แต่อีกส่วนหนึ่งตัวเองชอบเอง ลูกหลานของลุงหมีจึงเติบโตมากับตุ๊กตาหมี

พอมีมากตัวขึ้น ก็จัดเล่นเกมตั้งชื่อและช่วยกันแต่งเรื่องราวครอบครัวหมีกัน การสะสมเริ่มจริงจังขึ้นเมื่อลุงหมีชอบมองหาตุ๊กตาหมีน่ารักจากประเทศต่าง ๆ ที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนจากการทำงาน เรียกว่าหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาเชียว หลังจากมีตุ๊กตาหมีขนาดกลางและใหญ่นั่ง ๆ นอน ๆ ในมุมต่าง ๆ ของบ้านหลายสิบตัวจนเริ่มหาที่เก็บยากขึ้น ลุงหมีจึงปรับวิธีสะสมตุ๊กตาหมี คือ มองหาตุ๊กตาขนาดเล็กและจิ๋ว รวมทั้งหมีที่ทำจากวัสดุต่าง ๆ มีทั้งขนสัตว์นุ่ม แก้ว ไม้ ยาง ดินเหนียว และพลาสติก มาเก็บสะสม โดยจัดทำตู้โชว์ไว้เก็บตุ๊กตาหมีเล็กไว้ที่เดียวกัน  

การที่นักเขียน วินนี่ เดอะ ปุ๊ ชอบเขียนเล่าเรื่องราวหมีจากหนังสือต่าง ๆ และชอบสะสมตุ๊กตาหมีด้วย ทำให้คนคุ้นเคยและแฟนคลับทั้งหลายมักหาตุ๊กตาหมีมามอบให้เป็นของที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ จำนวนหมีที่สะสมไว้จึงเพิ่มเป็นหลักร้อย 

จึงขอแนะนำคนที่อยากจะสะสมว่า พยายามเล่าความชอบเกี่ยวกับของที่เราสะสมให้คนฟังเยอะ ๆ เพราะเมื่อเขาเห็นของที่เราสะสมที่ไหนก็จะนึกถึง แล้วนำมาฝากเป็นของขวัญ

แม่บ้านขอร้องว่าอย่าหาตุ๊กตาหมีมาเพิ่มให้มากนักเพราะเริ่มจะล้นบ้านแล้ว ลุงหมีจึงต้องไปเปิดมุมหมีตัวใหม่ ๆ ไว้ที่ห้องทำงาน     

ในช่วงที่ลุงหมีทำหน้าที่เป็นประธานบริหารของธนาคารกรุงไทย 6 ปี และเป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ 5 ปี จะมีน้อง ๆ เพื่อนร่วมงานแวะมาเยี่ยมเยือนที่ห้องทำงานบ่อย ๆ เหตุผลหนึ่งคือมาขอดูว่ามีตุ๊กตาหมีตัวใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นบ้างไหม (แต่ลับหลังถูกตั้งฉายาว่าเป็นประธานคิกขุ ชอบสะสมตุ๊กตาหมีทั้งที่อยู่วัยสูงอายุแล้ว)

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี
“Sometimes the smallest things take up the most room in your heart.” – วินนี่ เดอะ พูห์

เมื่อ 3 ปีก่อน ลุงหมีมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรกับบรรดาหมีที่สะสมไว้ เนื่องจากตกลงใจจะย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่ซึ่งขนาดเล็กกว่าเดิม ให้สอดคล้องกับเป็นบ้านของผู้สูงอายุซึ่งลูก ๆ แยกตัวไปมีบ้านของตัวเองกัน ดังนั้นจึงต้องตัดใจคัดเลือกข้าวของเท่าที่จำเป็นไปไว้ที่บ้านใหม่ ส่วนของที่จะไม่เอาไปแต่ยังอยู่ในสภาพดีก็ใช้วิธีบริจาคให้มูลนิธิ เช่น เสื้อผ้าของใช้ก็ให้มูลนิธิหนึ่ง หนังสือหลายร้อยเล่มก็มอบให้สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยไปช่วยแจกจ่ายให้ห้องสมุดต่างๆ (วิธีการแบบนี้ทำให้ตัวเราเบาลงในวัยชรา และเป็นการเตรียมการจากไปแบบสงบ โดยไม่ต้องทิ้งภาระให้คนที่ยังอยู่ต้องดูแลจัดการ)

สำหรับบรรดาตุ๊กตาหมีที่สะสมไว้นั้น ลุงหมีมีลูกและหลานคัดเลือกตัวที่ชื่นชอบเป็นพิเศษเก็บไว้เองบ้าง ตุ๊กตาที่มุมหมีในห้องทำงานก็แจกจ่ายให้น้อง ๆ เพื่อนร่วมงานช่วยกันรับไปอุปถัมภ์ 

เมื่อก่อนเคยมีหมีพูห์ขนาดยักษ์อยู่ 2 ตัว ตอนที่หลาน 2 คนอายุขวบครึ่งก็ยังมานั่งบนขาหมีคนละตัว เป็นภาพที่น่ารักมาก

แต่ตอนนี้ ตัวหนึ่งอยู่ที่บ้านลูกสาว ส่วนอีกตัวหนึ่งให้แฟนคลับผู้โชคดีที่เอ่ยปากขอเป็นคนแรก 

และต่อมาก็ตกลงใจมอบตุ๊กตาหมีขนาดเล็กและกลางร้อยกว่าตัวให้เด็กนักเรียนชาวเขาที่จังหวัดเชียงใหม่ 

เพื่อนร่วมงานที่ช่วยลำเลียงตุ๊กตาหมีไปส่งนักเรียนเล่าว่า เด็ก ๆ ตื่นเต้นและมีความสุขกันมากที่ได้ตุ๊กตาหมีไปกอดเป็นของตัวเอง 

ในรูปที่ถ่ายกลับมา ทุกคนยิ้มแย้มเจ่มใส อุ้มตุ๊กตาหมีกันคนละตัว รู้ข่าวแบบนี้ลุงหมีก็ชื่นใจเป็นที่สุดแล้ว     

อย่างไรก็ตาม ลุงหมียังมีตุ๊กตาหมีตัวเล็กบางตัวที่ชอบมากเป็นพิเศษ เก็บไว้เองบ้างเพื่อเป็นที่ระลึกของการสะสมตุ๊กตาหมีมายาวนาน 20 กว่าปี จึงขอฝากรูปมาให้ผู้อ่านได้เห็นความน่ารักของตุ๊กตาหมีเหล่านี้

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

มุมหนังสือสะสม

01 Winnie the Pooh : The Complete Collection of Stories and Poems 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

หนังสือ Winnie the Pooh ที่ชอบมากที่สุดคือหนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่อ่านจุใจ เพราะรวมทั้งภาคหนึ่ง คือ Winnie the Pooh ภาคสอง The House at Pooh’s Corner และบทกวีที่ เอ. เอ. มิลน์ แต่งก่อนมีหมีพูห์ไว้ในเล่มใหญ่เล่มนี้ 

อีกอย่างหนึ่งคือ รูปสวยมาก มีภาพวาดสีของหมีพูห์ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อว่าพูห์ประกอบอยู่ด้วย ที่จริงแล้วเล่มโตเล่มนี้มี 2 เล่ม แต่ให้ลูกสาวที่อยู่เมืองนอกไปเล่มหนึ่ง เพราะเขาก็ชอบเหมือนกัน

02 The Brilliant Career of Winnie-the-Pooh

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

เป็นอีกเล่มที่ชอบมาก เพราะเป็นการศึกษาประวัติของหมีพูห์อย่างลึกซึ้ง เล่าที่มาในเชิงประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ที่มาของการเขียนเรื่องคืออะไร ต้นแบบหมีพูห์คือหมีชนิดไหน ป่าร้อยเอเคอร์เป็นอย่างไร พร้อมรูปประกอบเรื่องราวที่หาดูได้ยาก

เล่มนี้จึงขึ้นชื่อว่าเป็น ‘Definitive History’ ของ วินนี่ เดอะ พูห์ คือไม่มีเล่มไหนสรุปประวัติของหมีพูห์ได้สมบูรณ์เท่านี้แล้ว

03 The Pooh Perplex 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

เล่มนี้เจอตอนเรียนปริญญาตรีที่ร้านหนังสือมหาวิทยาลัย เป็นการตีความหมีพูห์​เชิงวิชาการ ผ่านมุมมองทางประวัติศาสตร์​ วรรณคดี จิตวิทยา และลัทธิ Marxist พออ่านแล้วก็ติดใจว่า ทำไมนักวิจารณ์เขามองหมีพูห์​ลึกขนาดนี้ 

ตอนหลังไปอ่านคำนำ จึงได้รู้ว่าเป็นการล้อเลียนนักวิจารณ์ ที่ชอบวิจารณ์ลึกกว่าความตั้งใจของนักเขียน เขียนได้ตลกมาก อ่านเท่าไหร่ก็หัวเราะ 

04 Postmodern Pooh 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ประมาณ 20 ปีหลังจากที่อ่าน The Pooh Perplex ได้ไปที่ Harvard Bookstore แล้วเจอเล่มนี้ ซึ่งเขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกัน เป็นภาคสองซึ่งนำทฤษฎีวิจารณ์วรรณกรรมใหม่ ๆ มาใช้วิจารณ์หมีพูห์อีกรอบหนึ่ง

มุมสะสมหมีที่ตัดใจให้ใครไม่ได้

05 คลาสสิกพูห์ ตุ๊กตาหมีตัวโปรด

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ตัวนี้เป็นหมีตัวโปรด เคยถ่ายรูปด้วยกันหลายครั้ง รวมทั้งตอนจัดงานวันเกิด 60 ปีด้วย เป็นหมีพูห์แบบคลาสสิกที่กอดกำลังสบาย  

06 กล่องเพลงหมีพูห์

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ชิ้นนี้เป็นของขวัญที่น้อง ๆ แบงก์ชาติทำให้ก่อนออกจากการเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ ความชอบจึงเกิดจากความผูกพันกับคนที่ทำให้ ข้างในมีแสตมป์หมีพูห์ด้วย

07 เซ็ตหมีแพดดิงตัน

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี
คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ตอนที่หมีแพดดิงตันออกมาใหม่ ๆ มีคนให้มาประมาณสิบตัว แต่ก็แจกคนไปเยอะ 

ตอนนี้ที่เก็บไว้มีหมีแพดดิงตันตัวเล็กในถุงกระดาษ ปฏิทินหมีแพดดิงตัน และหมีแพดดิงตันหมวกดำ 

เดิมทีเคยมีหมีแพดดิงตันหมวกแดงอยู่ที่ออฟฟิศ แต่ตัดสินใจให้เลขาเป็นที่ระลึก เพราะที่บ้านไม่มีที่แล้ว

08 พูห์วิริยะ 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ตามเนื้อเรื่อง หมีพูห์เป็นหมีที่ไม่ค่อยฉลาดนัก ตัวละครที่ได้เรียนหนังสือ คือ คริสโตเฟอร์ โรบิน เจ้าของหมี ก็จะมาอวดว่าเขียนหนังสือเป็น หมีพูห์เลยพยายามเขียนบ้าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองก็มีความรู้เหมือนกัน

09 หมีเหงา 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

ตัวนี้ไปเจอที่เมืองนอกในร้านขายของที่ระลึกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เจ้าตัวนี้มีความน่ารักของมันอยู่ รูปทรงสวย ขนาดก็พอดิบพอดีสำหรับการนำมาตั้ง แล้วหน้าตาก็เศร้าเชียว

10 พูห์คริสตัล Swarovski 

คอลเลกชันหมีพูห์ของนักเขียน ‘วินนี่ เดอะ ปุ๊’ ที่ตัวจริงคือ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติวัย 75 ปี

เป็นชุดที่พิเศษ เพราะทำจากคริสตัล ราคาแพง และทำหมีพูห์ในท่าทางต่าง ๆ ออกมาได้อย่างสวยงาม ตัวที่เป็นหมีพูห์ถือลูกโป่งมีเรื่องราว คือในตอนหนึ่งของหนังสือ หมีพูห์พยายามลอยตัวขึ้นไปกับลูกโป่งเพื่อกินน้ำผึ้งบนต้นไม้ หลอกผึ้งว่าตนเองเป็นเมฆฝนเพื่อจะกินน้ำผึ้ง สุดท้ายผึ้งไม่เชื่อ ทำท่าจะต่อย หมีพูห์เลยปล่อยมือจากลูกโป่ง ตกลงมาเจ็บตัว

Writer

ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์

อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เขียนงานวรรณกรรมโดยใช้นามปากกาว่า วินนี่ เดอะ ปุ๊

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load