ถ้าให้ลิสต์แนวเพลงที่รู้จักในหัวเร็วๆ ก็คงมีแจ๊ส พังก์ ฟังก์ คลาสสิก ร็อก ป๊อป อิเล็กทรอนิกส์ และอีกสองสามชื่อที่ไม่ต้องเป็นโปรด้านดนตรีก็รู้จัก แต่ทันทีที่เดินเข้ามาในร้านแผ่นเสียง Zudrangma Records แนวเพลงที่เราคุ้นเคยก็กลายเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยนิดมากเมื่อเทียบกับแผ่นที่วางขายในร้าน

ณัฐพล เสียงสุคนธ์ หรือ ดีเจมาฟท์ไซ เจอกับเราช่วงบ่ายวันหนึ่งหลังฝนตก เขาเปิดประตูร้านขนาด 1 คูหาพาเราเข้าไปโลกแห่งดนตรีอีกโลก นอกจากแผ่น LP และแผ่น 7 นิ้วจำนวนมากที่วางบนชั้นและในกล่อง ยังมีพัสดุจ่าหน้าซองไปหลายประเทศตั้งเรียงๆ ไว้ รอส่งไปรษณีย์ให้ลูกค้าอีกซีกโลกหลังวิกฤต COVID-19

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

หลายคนรู้จักณัฐในฐานะผู้ริเริ่ม Paradise Bangkok วงดนตรีแนวหมอลำที่เดินทางไปเล่นเทศกาลดนตรีดังๆ ทั่วโลกมาแล้ว บางคนรู้จักเขาในฐานะดีเจที่มีชื่อบนโปสเตอร์งานปาร์ตี้ฮิปๆ ในกรุงเทพฯ เสมอ บางคนเคยสนทนากับเขาที่ร้านแผ่นเสียงแห่งนี้ พร้อมเพลงแนวใหม่กลับไปฟังที่บ้าน

เรามาเจอเขาวันนี้… ในฐานะที่เขาเป็นนักสะสม 

เขาสะสมแผ่นเสียงจากทั่วโลก จากทั่วโลกในที่นี่ไม่ใช่ซื้อมาจากหลายๆ ประเทศ แต่เป็นแนวเพลงจากทั่วโลกตั้งแต่ชื่อประเทศที่คุณนึกออกไปจนถึงเมืองที่คุณนึกไม่ถึง คอลเลกชันของเขามีตั้งแต่เพลงเอธิโอเปีย เยเมน ซูดาน บราซิล ปากีสถาน อียิปต์ ไปจนถึงไนจีเรีย ใครจะคิดว่าเขาเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของแต่ละท้องที่จากแผ่นเสียงเหล่านี้ โดยใช้้มันเป็นใบเบิกทางให้การเดินทางของเขาตื่นเต้นและสนุกยิ่งขึ้น

และนี่คือเรื่องเล่าประสบการณ์ในฐานะนักสะสมของเขา

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

ดีเจ / นักสะสม

ณัฐเริ่มเก็บแผ่นเสียงมานานแล้ว ช่วงประมาณต้นปี 2000 เขามีอาชีพเป็นดีเจ เปิดแผ่นในผับและบาร์ทั่วกรุงลอนดอน พอทำงานนี้เลยมีข้ออ้างในการซื้อแผ่นมากขึ้น ได้เงินมาแต่ละครั้งก็วางแผนเอาไปซื้อแผ่นก่อน

“ช่วงนั้นดีเจต้องเปิดแผ่นเสียงเท่านั้น CDJ ยังไม่มี MP3 ไม่ต้องพูดถึงเพลงใหม่ๆ ที่เป็นเพลงพิเศษ เพลงรีมิกซ์ จะออกแค่ซิงเกิล ไม่มีออกเป็นไฟล์ดิจิทัลหรืออัลบั้มเป็นซีดี ถ้าอยากได้ต้องซื้อแผ่นเสียงเท่านั้น

“ผมเปิดแผ่นไปจนถึงประมาณปี 2006 ที่ CDJ เริ่มเข้ามาระบาดหนัก ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจอาชีพนี้ เพราะไม่ต้องซื้อแผ่นเสียงแพงๆ ซื้อซีดีถูกกว่า พอเริ่มเป็นอย่างนี้ งานของดีเจที่เปิดแผ่นเสียงก็ลดลง สมมติปกติค่าตัวดีเจแผ่นเสียงคืนละสองถึงสามร้อยปอนด์ ดีเจรุ่นใหม่มาขอแค่เหล้าฟรี เดี๋ยวเปิดซีดีเอา ร้านที่ไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้ก็เลือกออปชันถูก แล้วพอ MP3 มาปุ๊บนี่ยิ่งง่ายเลย อย่างผมตอนแรกมีงานห้าวันในหนึ่งอาทิตย์ อยู่ดีๆ เหลือแค่หนึ่งวัน”

แผ่นเสียงมันต้องลงทุน ณัฐเล่าไว้อย่างนั้น มันคือการทำงานทั้งคืนแล้วเอาเงินที่ได้ทั้งหมดไปซื้อแผ่นเสียง รายได้จากการเป็นดีเจหนึ่งคืนซื้อแผ่นเสียงได้ประมาณ 10 – 20 แผ่น พอเงินหมดก็ต้องทำงานคืนใหม่เพื่อที่จะไปซื้อแผ่นเสียงต่อ ในยุคที่ค่าเงินปอนด์เท่ากับ 80 บาท เมื่อรายได้ที่ได้ไม่เท่าเดิม ณัฐจึงตัดสินใจกลับเมืองไทย 

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

สวัสดีหมอลำ

วงดนตรีไทยที่เขาเก็บสะสมในตอนนั้นเป็นแนว Thai Funk และเพลงไทยสตริงอย่างวง ดิอิมพอสซิเบิล, รอยัลสไปรท์ส, เพรสซิเดนท์ ซึ่งเป็นยุคที่เอาเครื่องดนตรีสากลมาผสม นอกเหนือจากนั้นก็มีตั้งแต่แนวอิเล็กทรอนิกส์ ฮิปฮอป แจ๊ส แอฟริกัน เร็กเก้ ฟังก์ โซล เขาบอกว่ามันเหมือนการเก็บของทุกอย่าง ช่วงนี้เขาอินแนวนี้ ก็เก็บแนวนี้ พอไปช่วงหนึ่งเขาได้รู้จักกับศิลปินอีกแนว ก็เริ่มพัฒนารสนิยมและคอลเลกชันไปเรื่อยๆ

“จนมาเจอแผ่นหมอลำกับลูกทุ่ง”

นั่นคือจุดเปลี่ยน

“เราพบว่ามันเป็นซาวนด์ที่ไม่คุ้น เพลงเก่าที่เราได้ยินๆ มันจะมาจากประมาณยุค 80 ยุคที่มีการทำดนตรีใหม่ มีการเอาเครื่องดนตรีสากลมาผสมแล้ว พอผมเจอเพลง ผู้ใหญ่ลี สิ่งที่จำได้ที่เคยฟังก็เป็นเวอร์ชันใหม่ๆ แต่จริงๆ ผู้ใหญ่ลี มันมีมาตั้งแต่ปลาย 60 มีตั้งแต่ ผู้ใหญ่ลีรำวง ผู้ใหญ่ลีซานตาน่า ผู้ใหญ่ลีวาทูซี่ ผู้ใหญ่ลีอะโกโก้ มันมี ผู้ใหญ่ลีประมาณยี่สิบเวอร์ชันได้ มีเยอะมาก แล้วทำไมเพลงพวกนี้เราไม่เคยฟังเลยวะ

“ตอนฟังหมอลำครั้งแรกผมก็นึกถึงเพลงแอฟริกัน พวกมาลี เขาจะมีวิธีการเล่นกีตาร์ที่ไม่ได้เล่นเป็นคอร์ด แต่เล่นเป็นเมโลดี้ คล้ายๆ กับหมอลำเวลาเล่นพิณ มันทำให้เราอยากรู้เกี่ยวกับดนตรีและวัฒนธรรมนี้มากขึ้น เราอาศัยการซื้อแผ่นเสียงหมอลำแล้วเรียนรู้ว่า หมอลำมีลำเต้ย ลำกลอน ลำพื้น ตังหวาย ภูไท อีสานแต่ละเมือง แต่ละจังหวัด ซาวนด์ก็ไม่เหมือนกัน จะมีคำร้องที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละจังหวัดเวลาเกริ่นหัวเพลง เปิดผ้าม่านกลางจะเป็นจังหวัดหนึ่ง เปิดขึ้นมาเรื่องฝนตกฟ้าร้อง ก็จะเป็นอีกจังหวัดหนึ่ง เพลงจากยุค 70 มันจะแตกต่างมาก แต่พอมา 80 90 ธุรกิจดนตรีเริ่มเข้ามา กลายเป็นว่าอัลบั้มหนึ่งเพลงดนตรีเหมือนกันหมดเลย แต่เปลี่ยนเนื้อร้อง เพราะท้ายที่สุด คนไทยติดเรื่องของเนื้อร้อง เพื่อนที่เป็นนักดนตรีเคยบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่เต้นด้วยปาก ถ้าเกิดเราร้องได้ เราจะเต้นไปกับมัน”

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์
ดีเจมาฟไซ, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

สะพานเหล็ก สู่พันธุ์ทิพย์

สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน งานของณัฐในตอนนั้น คือการออกจากบ้านไปซื้อแผ่น ณัฐออกจากบ้านไปหาแผ่นแล้วกลับมาฟังทุกวันแบบไม่มีวันหยุด เขาดูปกแผ่นไทยที่มีอยู่แล้ว มีที่อยู่เขียนไว้ว่าสะพานเหล็กบน และเริ่มจากตรงนั้น

“ผมเรียกแท็กซี่ไปถึงก็เจอร้านเฮียสี่ที่หมาดุๆ เดินข้ามสะพานเหล็กไปเจอห้างแผ่นเสียงทองคำที่ตอนนี้ปิดไปแล้ว หลุดจากนั้นไปเป็นบรอดเวย์ที่ตอนนี้ครึ่งร้านเขาเป็นร้านขายเพชรขายทอง ถัดจากนั้นไปเป็นเสียงสยาม ซึ่งทำเป็นออฟฟิศแล้ว เลยไปเป็น Crown Record ห้างแผ่นเสียงตรามงกุฎ เป็นห้างแผ่นเสียงที่ปั๊มที่ญี่ปุ่นกับอินเดียสมัยก่อน ที่จะมีแผ่นเยอะๆ แล้วพอถามว่าขายไหม… ไม่ขาย​​ (หัวเราะ) พอถัดไปอีกตรงหัวมุมเป็นร้านตั้งเสียงไทยของเฮียวิศาล เฮียวิศาลนี่จะมันมาก”

บรรยากาศการซื้อแผ่นเสียงย่านสะพานเหล็กช่วงนั้นสนุกมาก สนุกชนิดที่ณัฐเรียกว่า ‘มันมือ’ แผ่นเสียงจะอยู่ในกล่องสต๊อกตั้งเรียงๆ กัน แต่ละอัลบั้มมีจำนวนมากแบบไม่ต้องแย่งกัน ถ้าอยากได้สี่สิบก๊อปปี้ก็มีให้ซื้อ มีให้เลือกได้ตามใจชอบ แต่พอผ่านไปสักพักของเริ่มหมด บรรดานักสะสมก็ต้องหาแหล่งใหม่จนไปเจอพันธุ์ทิพย์ 2 ตรงงามวงศ์วาน

“ช่วงนั้นน่าจะปี 2008 – 2009 ทุกวันพฤหัสสิบโมงเช้าจะมีเจ้คนหนึ่งชื่อว่า พี่หนู มาพร้อมคลังแผ่นตอนห้างเปิด สิบโมงปุ๊บ ยามไขกุญแจประตู ทุกคนพุ่งไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นบนสุด แผ่น LP ทุกแผ่นร้อยบาท จะมีเฮีย ลุง คนขายแผ่นเสียง นักสะสม นั่งรุมอยู่ตรงนั้น พี่หนูเขาจะมีลูกค้าประจำที่วันหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องซื้อยี่สิบถึงสามสิบแผ่น คนเหล่านี้เลยเป็นลูกค้าเกรดเอ ติ๊ต่างว่ามีกล่องห้ากล่อง แต่คนมีสิบคน เกรดเอก็จะได้เลือกก่อน จะมีชื่ออยู่บนกล่องเลย พี่พิฑูรณ์ พี่โน่น พี่นี่ พอเลือกเสร็จปุ๊บ คนอื่นถึงจะได้เลือก

“เราจะใช้วิธีไปยืนอยู่ข้างหลังเขา เวลาเฮียเขาเลือก แผ่นไหนไม่เอาเราก็ต้องสะกิด ‘พี่ครับๆ ถ้าไม่เอาแผ่นนี้ ผมขอได้ไหม’ ซึ่งส่วนใหญ่แผ่นที่เขาไม่เอาก็คือแผ่นที่เราชอบ”

ณัฐซื้อแผ่น 7 นิ้วมากกว่าแผ่น LP เพราะสมัยก่อนตอนค่ายเพลงจะออกเพลง เขาจะออกแผ่น 7 นิ้วมาลองตลาดก่อน ถ้าดังถึงจะมาทำเป็น LP รวมต่อ ทำให้แผ่น 7 นิ้วมีความหลากหลายของเพลงเยอะกว่า และอีกข้อหนึ่งที่เราเพิ่งรู้ แผ่น 7 นิ้วตอบโจทย์เขาในฐานะที่เป็นดีเจ ขนาดเล็กกว่า เบากว่า ขนได้เยอะกว่า ที่สำคัญมันเล่นด้วยความเร็วที่เร็วกว่า ทำให้มีความลึกและเสียงดังกว่า

“วันหนึ่งพี่หนูเริ่มเอาแผ่นเจ็ดนิ้วมา LP วางด้านขวา เจ็ดนิ้ววางด้านซ้าย มีผมนั่งคนเดียวด้านซ้าย ไม่มีคนอื่นเลย รื้อไปรื้อมาสามกล่องนี้เอาทั้งกล่องเลย เดี๋ยวอีกสองกล่องผมกลับมาดู ขอไปสูบบุหรี่ก่อน ผมก็ออกไปสูบบุหรี่ สองตัวด้วย เดินกลับมาแผ่นที่กองไว้ยังไม่มีใครแตะเลย” (หัวเราะ)

ยุคพี่หนูจบลงหลังจากนั้นไม่นาน เป็นอีกยุคหนึ่งที่ณัฐให้คำนิยามว่า ‘มันมาก’ ไม่แพ้สมัยสะพานเหล็ก ยุคต่อมาเขาเริ่มนัดไปตามบ้านคน ที่พีกที่สุดที่เคยไปซื้อคือลานจอดรถเซียร์รังสิต ที่คนขายขับรถลงมาจากอีสาน เขาใช้เวลาเลือกแผ่นจน 4 ทุ่มที่ห้างปิด จำได้ว่า ล็อตนั้นได้มาประมาณ 2 – 3 หมื่นแผ่น

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น, Zudrangma Records, ณัฐพล เสียงสุคนธ์

สเกลหมื่นแผ่น

“ถ้าเกิดไม่ซื้อครั้งนี้ ครั้งหน้าเราจะได้อีกไหม เราไม่รู้”

ณัฐบอกแบบนั้นเมื่อเราและช่างภาพทำสีหน้าตกใจเมื่อรู้จำนวนแผ่นเสียงที่เขาซื้อ

“ผมก็เริ่มจากการทำงานเก็บเงินมาซื้อทีละแผ่นๆ มื้อนี้อดเพื่อไปซื้อแผ่น มันจะมีแผ่นที่เรากลับไปเสียดายที่ไม่ซื้อมา หรือบางแผ่นที่ไม่ซื้อแล้วกลับมาเรานอนไม่หลับ เราคิดถึงมัน ผมรู้สึกว่ามันไม่ Healthy กับตัวเอง มันเป็นข้ออ้าง (หัวเราะ)

“ช่วงแรกๆ ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรกับมันต่อ ยังไม่มีร้าน ผมซื้อเฉพาะแผ่นที่ชอบไว้เป็นของตัวเอง เราไปคลองเตยเห็นเด็กเขวี้ยงแผ่นลงน้ำเล่น ไปชายแดน เขาบอกมาช้าไป เพิ่งเผาฝังดินไปแสนแผ่น พอเห็นอย่างนี้รู้สึกว่าโคตรน่าเสียดายเลย เลยคิดถ้าเรามีกำลังพอซื้อไหว ก็ซื้อเก็บไว้ก่อน ผมซื้อแผ่นเยอะเพราะเราจัดปาร์ตี้ อยากให้ทุกครั้งมีเพลงใหม่ๆ ตลอด แล้วเวลาเปิดเพลงจะมีคนเดินมาบอกว่าอยากได้แผ่นนี้ๆ คุณมีแผ่นเอธิโอเปียที่ผมอยากได้ ผมมีแผ่นไทยที่คุณอยากได้ก็ใช้วิธีแลกกัน

“เมื่อก่อนผมโรคจิตกว่านี้เยอะ ส่วนตัวจะเก็บอัลบั้มที่ชอบไว้ห้าแผ่น แผ่นหนึ่งไว้เล่น แผ่นสองกันแผ่นเล่นเสีย เพราะมันจะมีพวกเมาเดินชน เฮ้ย ขอเพลงหน่อย ปั๊ก! หัวเข็มขูดแผ่นเป็นรอย หลังจากนั้นทุกครั้งที่เราฟังแผ่นนี้ก็จะเจอสะดุด แล้วหน้าไอ้นั่นก็จะลอยขึ้นมา แผ่นสามเก็บไว้เป็น Archive อีกสองแผ่นเก็บไว้แลกกับเพื่อน บางแผ่นตั้งเป้าเลยว่าต้องได้ ต้องมี พอหลังๆ เริ่มปลงคิดว่าถ้าดวงมันสมพงษ์กันเดี๋ยวก็เจอ บางแผ่นผมหามาสิบห้าปี ยังไงก็ไม่เจอ วันที่เราไม่หาไม่ตั้งใจ เดินๆ อยู่เจอเฉย

“แล้วเดี๋ยวนี้ง่ายเข้าไปอีก มีเว็บซื้อขายมี ebay.com มี disclogs.com คุณไม่ต้องรอดวงก็ได้ เงินคุณถึงคุณก็นอนหลับแล้ว เดี๋ยวนี้การเสพของก็หาง่ายขึ้น เมื่อก่อนแผ่นบางแผ่นหาแทบตายไม่มี เดี๋ยวนี้คีย์ขึ้นไปบน Google กด Disclog 73 คนขายทั่วโลก มีตัวเลือกเลยคอนดิชันไหน ราคาไหน ส่งจากประเทศอะไร มันคนละเรื่องกับสมัยก่อนเลย แต่พอมันหาง่ายมาก เรื่องราวหรือความทรงจำของเรากับแผ่นอาจไม่มี แต่เราได้” (หัวเราะ)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น
ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น
ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

สุดแรงม้า

จากนักสะสมมาเป็นเจ้าของร้านแผ่นเสียงที่ไม่ได้มีแค่เพลงไทย แต่มีเพลงจากทั่วโลก บวกกับแนวเพลงหลายแนวทั้งแจ๊ส ดิสโก้ และฟังก์ จะเรียกว่าทั้งร้านเป็นแนวเพลง World Music ก็คงไม่ผิดนัก แม้ณัฐจะบอกเองว่าคำนี้มันเชยไปตั้งแต่สมัยต้นปี 2000 แล้ว

“ความสนุกของร้านแผ่นเสียงคือแต่ละร้านมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ถ้าทุกร้านเป็น HMV ทุกร้านเป็น Tower Records สำหรับผมมันไม่สนุก สมมติคุณไปยุโรป ไปญี่ปุ่น ไปอเมริกา ร้านนี้เชี่ยวชาญแนวเร็กเก้ ก็แต่งร้านเร็กเก้ไปเลย มันทำให้เราอยากเข้า แต่การซื้อของกับร้านแบบนี้อาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกที่สุด ซึ่งถ้าคุณยอมจ่าย คุณได้ของกลับบ้านทันที คุณนอนหลับ สมมติผมอยากได้แผ่นเร็กเก้ ร้านเร็กเก้มีหมดแต่ราคาสูง ผมก็จะไปเช็กร้านอื่นก่อน อีกร้านเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์มิวสิก แปลว่าแผ่นเร็กเก้สำหรับเขาคือขยะ ขยะของคนหนึ่งอาจจะเป็นขุมทรัพย์ของอีกคนก็ได้ ราคาก็จะถูกลง ร้านแผ่นเสียงบางที่ไม่ได้มีแนวที่เจาะจงขนาดนั้น แต่มีพนักงานหรือคนเปิดแผ่นที่มีเทสต์ที่เราสนใจ

“ก่อนหน้านี้จะมียุคที่อังกฤษมีแผ่น Dubplate เป็นแผ่นซิงเกิลเร็กเก้ที่ออกใหม่ทุกวีกเอนด์ ทุกวันอาทิตย์จะมีคนมารวมตัวที่ร้านแผ่นเสียงร้านหนึ่ง รอให้เขามาส่งแผ่นที่เพิ่งปั๊มเสร็จ ร้านเป็นคอก เป็นกรง คนเต็มร้านเลยยืนอัดกันแน่นๆ เขาก็จะเปิดแผ่นแล้วถามว่า ใครอยากได้แผ่นนี้ยกมือขึ้น เขาก็จะจดๆ เอาไว้ พอเสร็จเราก็ไปรับของ มันจะเป็นแผ่นที่เพิ่งปั๊มเสร็จ พอเราไปเปิดในงานคนก็จะงงว่าแผ่นเพิ่งออกทำไมมีแล้ว” 

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

นักฟังเพลงของโลก

การฟังเพลงท้องถิ่นของแต่ละวัฒนธรรมทำให้การเดินทางสนุกขึ้น เราสรุปจาก 1 ชั่วโมงเต็มกับณัฐไว้อย่างนั้น

การซื้อแผ่นเสียงแนวเพลงที่ไม่เคยฟังก็เหมือนพาเขาไปรู้จักกับอีกโลก ได้เจอคนใหม่ๆ ได้ไปในที่แปลกๆ เข้าใจประวัติศาสตร์ในอีกมุม ได้เริ่มบทสนทนาที่คิดไม่ถึงมาก่อน ได้เรียนรู้ที่จะเปิดใจ ยอมรับในความแตกต่าง มันสอนเขาพอๆ กับที่สร้างความสนุกให้กับชีวิต

“มันทำให้เราได้เห็นวัฒนธรรมของแต่ละที่ ได้คุยเรื่องใหม่ๆ กับคน อย่างตอนที่ผมเริ่มเก็บแผ่นมาเลย์ ได้ไปประเทศเขา ได้ไปเจอแนวกัมบุส (Gambus) กัมบุสโยงไปถึงเยเมน ซึ่งก็เป็นแนวกัมบุสเหมือนกันแต่สะกดต่างตัว G กับ Q ซึ่งคาดว่าอิทธิพลทางดนตรีมันจะมาจากยุคเส้นทางสายไหม Coffee Trade ของตะวันออกกลางกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับผมมันตื่นเต้น มันเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เรานำมาประกอบภาพในหัวเราได้ แล้วผมเป็นคนคิดเยอะ ผมอยากรู้คำตอบ

“ตอนไปเวียดนาม ผมก็ไปหาแผ่นเหมือนกัน ไปภาคใต้เจอกรุสมบัติ ไปภาคเหนือเจอแต่แผ่นรัสเซีย แผ่นคอมมิวนิสต์ ซึ่งมันก็เกี่ยวโยงกับสงคราม เรื่องระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ มีในครอบครองไม่ได้ เพราะถ้าคุณมีแผ่น แปลว่าคุณมีเครื่องเล่น ถ้าคุณมีเครื่องเล่น แปลว่าคุณมีระบบเสียง ทั้งหมดนี้แปลว่าคุณมีตังค์ ผมก็ถามคนต่อว่า แล้วสมัยนั้นคนเวียดนามเขาเก็บแผ่นยังไง เขาบอกว่าเก็บไม่ได้ เขาต้องไปฝังดิน ปกอัลบั้มก็เลยหาย สภาพแผ่นก็ไม่ค่อยดี ถ้าใครจะเก็บเขาต้องไปซื้อตั๋วลอตเตอรี่ที่ขึ้นเงินไว้แล้ว เผื่อทหารมาบ้านจะได้บอกว่าถูกหวย ถึงมีเงินซื้อ

“ดนตรีมันเล่าเรื่องราวท้องถิ่นที่เวลาเราไปในฐานะนักท่องเที่ยว เราจะไม่ได้เห็น แล้วอีกอย่างคือเราได้กินของโลคอลมากๆ เหมือนเวลาเราไปสะพานเหล็ก เราก็จะได้กินอาหารข้างทาง เวียดนาม อินโดฯ ก็เหมือนกัน ไม่งั้นไปเวียดนามกินแต่เฝอเบื่อตายห่า (หัวเราะ)”

 ได้ยินอย่างนี้แล้ว ถ้ากลับมาโดยไม่ให้ณัฐแนะนำแผ่นเสียงให้สักหน่อยคงจะเป็นการเสียเที่ยวอย่างมาก เราเลยขอให้เขาเลือกแผ่นเสียง 10 แผ่นสำหรับผู้ที่สนใจอยากลองฟังเพลงท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แถมยังมีเรื่องเล่าของณัฐติดมาในแต่ละแผ่นด้วย

1. GOONJ – You Are the Wrong Man (Pakistan)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“อันนี้เป็นเพลงของปากีสถาน จะคล้ายๆ กับอินเดีย อินเดียจะมีแนว Bollywood เป็นฟังก์ ดิสโก้ อินเดียทางใต้จะชื่อว่า Collywood จะเป็นเสียงดิจิทัล ส่วนเพลงปากีสถานในยุคนั้นถ้าเป็นพวก Soundtrack หนังจะเรียกว่า Lollywood เนื่องจากเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพลงเลยจะมีแนว Garage มี Psycedelic Rock เข้ามาผสม

“ตอนนั้นเพื่อนผมย้ายไปอยู่ปากีสถาน เขาไปรู้จักคนที่ทำงานกับ EMI ปากีสถาน เลยส่งมาให้ผมฟัง ผมชอบเพลงนี้มาก ใช้เวลาสิบสองปีในการตามหา ตอนเจอก็ราคาพอรับไหวเมื่อเทียบกับสิบกว่าปีที่รอมา”

2. Sono Cairo (Egypt)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว เพื่อนเปิดค่ายที่เบลเยียมทำเพลงตะวันออกกลางกับอียิปต์โดยเฉพาะ เขาเดินทางไปประเทศอียิปต์เพื่อหาแผ่น พอได้มาก็กลับมา Reissue ใหม่ แผ่นนี้เป็นเพลงอียิปต์ที่ผมได้มาจากเพื่อนอีกทีหนึ่ง ใช้วิธีการแลกมา”

3. Ngay Xanh (Vietnam)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“ผมได้แผ่นนี้มาจากทริปแรกที่ผมไปเวียดนาม เป็นยุคปลาย 60s ต้น 70s ที่ดนตรีเวียดนามใต้ยังได้รับอิทธิพลจากเพลงโซล เซิร์ฟมิวสิก ฟังก์ ก่อนจะมีระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามา 

“แผ่นนี้เป็นแผ่นที่ผมไปคุยกับนักสะสมว่าสมัยสงครามเขาเก็บกันยังไง สภาพแผ่นก็จะมีรอย ปกไม่อยู่อย่างที่เห็น หลังจากนั้นผมก็พยายามหาอีก เพราะแผ่นนี้ตอนท้ายมันมีสะดุดนิดหนึ่ง”

4. Sout Alwahdah (Yemen)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“เพื่อนผมเคยทำงาน NGO ที่ประเทศเยเมน มีอาทิตย์หนึ่งเขาว่างจากงานเลยไปหาแผ่น ไปเจอมาล็อตหนึ่งมาแบ่งๆ กัน ในความรู้สึกผม แผ่นนี้เป็นตัวท็อปของทั้งหมด เพื่อนมีสองก็อปปี้เลยบอกว่า ‘แผ่นนี้กูให้มึงก็ได้ แต่มึงต้องหาของมาให้วันเกิดกู’ เขาบินมาเจอเอาแผ่นมาให้ แล้วต้องบินกลับไปในอีกสองอาทิตย์ ปรากฏระเบิดลง สงครามเกิด การล่าแผ่นที่เยเมนเลยจบลง เพราะพวกตลาดที่เคยไปหาก็โดนระเบิดหมดเลย”

5. Muluken Mellesse (Ethiopia)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“ตอนแรกผมไม่รู้จักศิลปินชาวเอธิโอเปียคนนี้ เพื่อนได้ลิขสิทธิ์ Reissue อัลบั้มของเขา หลังจากคุยกันไม่กี่วัน ผมเจอแผ่นนี้ที่ญี่ปุ่น รู้สึกว่าต้องจัดมาอย่างด่วน เพราะเพื่อนมี Oringinal Issue แต่ไม่มีปก เลยคิดว่าซื้อมาให้ตัวเองด้วย และถือว่าช่วยเพื่อนด้วย”

6. William Onyeabor (Nigeria)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“แผ่นนี้ได้มาจากทริปเดียวกันกับแผ่นที่แล้ว เป็นศิลปินไนจีเรีย เพื่อนผมอีกคนที่อเมริกาอยากโปรโมตศิลปินคนนี้ เขาเป็นคนทำเพลงแอฟริกันที่มีกลิ่นอิเล็กทรอนิกส์ เกือบจะเป็นแนว House เขาทำเพลงออกมาในยุค 90s แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ผมได้มาในราคาประมาณร้อยกว่ายูโร หลังจากนั้นพอเริ่มดัง ราคาแผ่นตอนนี้น่าจะเจ็ดร้อยยูโรได้”

7. CELIA (Brazil)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“ผมเพิ่งได้แผ่นนี้มาเมื่อปีที่แล้วโดยไม่ต้องเสียตังค์ เพราะแลกมา เป็นเพลงบราซิล ผมฟังครั้งแรกตอนเพื่อนเปิดให้ฟังที่บ้าน แล้วมันก็ติดในหัวว่าอยากได้ แต่ก็ไม่เคยเจอมันอีกเลย จนล่าสุดเพื่อนที่เก็บแผ่นบราซิลโดยเฉพาะมาเมืองไทย เขาบอกว่ามีแผ่นนี้อยู่ สนใจไหม แล้วเขาก็มาที่ร้านตามหาแผ่นแผ่นหนึ่ง ซึ่งผมมี ก็เลยแลกกัน เป็นอีกแผ่นที่ได้มาอย่างสบายใจ”

8. Owen Marshall – The Naked Truth (USA)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“ผมเจอแผ่นนี้ที่สวีเดน เป็นร้านแผ่นเสียงร้านหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ แต่เขามีความสามารถในการทำให้เราซื้อของเขาโดยที่เรารู้สึกผิด มันเป็นแนว Special Jazz ที่ต้องตัดใจซื้อ เพราะหาโอกาสเปิดในปาร์ตี้ไม่ค่อยได้ แต่ผมชอบฟังเอง เรามีแผ่น Reissue อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีออริจินัล

“แผ่นนี้เราสองจิตสองใจที่จะซื้อ เพราะราคามันอยู่ที่พันยูโร ไม่ซื้อ เดินกลับมาโรงแรมอยู่ไม่สุข ผมก็เลยเดินกลับไปที่ร้านซึ่งอยู่ห่างออกไปสองกิโลฯ อีก ตัดสินใจซื้อก่อนร้านจะปิด คนขายเขาก็ลังเล ขายดีไหมๆ จริงๆ ไม่อยากขายเลย อยากจะเก็บเอาไว้ ถ้าเอาไปก็รักษาดีๆ อีกเลย

“พอได้มาเคยเปิดอยู่ครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่กล้าเปิดอีก เพราะทุกครั้งที่เปิดกลัวเข็มจะกินแผ่น สุดท้ายก็กลับมาฟังแผ่น Reissue ที่มีอยู่แล้วอยู่ดี ล่าสุดผมโพสต์ขายแล้ว อะไรที่ไม่จำเป็นก็ยอมปล่อยไป”

9. The Viking Band – สีดา (Thailand)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“อันนี้เป็นหนึ่งในแผ่นแรกๆ ที่ผมซื้อที่เมืองไทย ผมไปร้านเฮียวิศาล ร้านเขาไม่มีเครื่องให้ลองเล่น เขาจะเป็นคนเปิดให้ วันนั้นเขาเปิดแผ่นนี้ขึ้นมาเสียงดังๆ ข้างหน้าร้านเป็นป้ายรถเมล์ ชื่อเพลงว่า เพลงยุคอวกาศ เนื้อร้องมีแค่ ‘ผมรักคุณจริงๆ ผมรักคุณจริงๆ’ ตะโกนวนไปเรื่อยๆ ทีนี้คนจากป้ายรถเมล์เขาก็นึกว่ามีคนทะเลาะกัน เลยเข้ามามุงดู ผมก็เห็นว่าเพลงนี้เวิร์ก มันเรียกคนได้ แล้วก็เป็นงานแจ๊สแบบที่เราไม่เคยเจอด้วย”

10. สวรรค์บางกอก (Thailand)

ดีเจมาฟท์ไซ เจ้าของคอลเลกชันแผ่นเสียงจากทั่วโลกผู้ศึกษาวัฒนธรรมในเพลงทุกท้องถิ่น

“แผ่นนี้คือแผ่นที่ผมเอามาจัดงาน Paradise Bangkok ทั้งโลโก้ ทั้งอาร์ตเวิร์ก ของงานครั้งแรกมาจากแผ่นนี้เลย ตอนประชุมกันเพื่อนผมเห็นแผ่นนี้บนกำแพงเลยบอกว่า ‘งั้นก็ใช้ชื่อ Paradise Bangkok สิ’ ตอนนั้นง่ายมาก ที่มาเหมือนไม่ตั้งใจจะทำจริงจัง แต่ก็ทำมาจนวันนี้”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load