พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 คือทริปดำน้ำนอกประเทศครั้งล่าสุด ชีวิตก่อน COVID-19 ของเรา เต็มไปด้วยการเดินทาง ทริปดำน้ำนอกประเทศมีต่อเนื่อง การเดินทางเพื่อออกไปตามหาทะเลที่มีฉลามเยอะกว่า ทะเลที่มีฝูงปลาเยอะกว่า ทะเลที่น้ำใสกว่า ทะเลที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่า

ภาษาอังกฤษมีคำกล่าวที่ว่า สนามหญ้าข้างบ้านเขียวกว่าบ้านเราเสมอ เรามักจะมองออกไปสู่สิ่งที่ไม่ใช่ของเรา และเผลอคิดอิจฉาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เรามีอยู่เสมอ

ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา การเดินทางออกนอกประเทศถูกจำกัด หลายคนเดินทางย้อนอดีตด้วยการนั่งไล่ดูภาพเก่าจากฮาร์ดดิส เฝ้ารอวันที่จะได้กลับไปเดินทางดำน้ำต่างประเทศอีกครั้ง สำหรับเราการออกไปดำน้ำหลายๆ ที่ในไทย กลายเป็นการย้อนอดีตโดยไม่ได้ตั้งใจ การเดินทางพากลับสู่พื้นที่ละแวกบ้านเก่าที่ไม่ได้แวะเวียนไปเสียนาน

แนวปะการังแข็งที่สมบูรณ์ของเกาะราชาน้อย
แนวปะการังแข็งที่สมบูรณ์ของเกาะราชาน้อย 
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ทรายขาวละเอียดของเกาะราชาน้อย
ทรายขาวละเอียดของเกาะราชาน้อย

แสงแดดจ้า ท้องฟ้าใส พื้นทรายและกองหินใต้น้ำมองเห็นได้ชัดจากบนเรือ ทรายสีขาวที่เป็นลักษณะเด่นของเกาะราชาน้อยเป็นเหมือนแผ่นรีเฟล็กต์ขนาดใหญ่ สะท้อนแดดที่ส่องผ่านลงมาทำให้ทุกอย่างสว่างสดใส ปลาตัวเล็กสีสดกระจายตัวไปทั่ว เหมือนดอกไม้ประดับทุ่งปะการัง

20 ปีที่แล้วสมัยยังทำงานเป็นไกด์ดำน้ำดูแลลูกค้าที่ภูเก็ต ร้านดำน้ำที่ทำงานประจำด้วยจะไปดำน้ำที่เกาะราชาน้อยทุกวันพุธ ชีวิตของไกด์ดำน้ำสมัยนั้นคือต้องโทรเช็กงานทุกวันว่าพรุ่งนี้มีงานให้เราทำหรือไม่ ถ้าหากวันไหนไม่มีงานทำ ก็มีสิทธิ์ขอติดเรือไปเพื่อดำน้ำเล่นได้ ทุกสัปดาห์เราคอยลุ้นอยากให้วันพุธเป็นวันว่างงาน เพราะอยากไปดำน้ำเล่นที่เกาะราชาน้อย กอปะการังอ่อนหลายสีที่อัดตัวแน่นตามซอกหิน กัลปังหาต้นใหญ่แผ่กิ่งกว้าง ขวางทางกระแสน้ำไหล กลางน้ำมีปลาสากตัวใหญ่ว่ายเป็นฝูง ลานทรายด้านนอกมีโอกาสให้ลุ้นเจอฉลามเสือดาวนอนนิ่งอยู่ สภาพใต้น้ำของที่นี่คล้ายกับสภาพใต้น้ำของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันมากกว่าจุดดำน้ำอื่นๆ ของภูเก็ต หากจะเรียกว่านี่คือจุดดำน้ำลับที่ซ่อนอยู่ก็คงไม่ผิด

เกาะราชาน้อยเคยเป็นเกาะที่อยู่นอกเส้นทางของทริปดำน้ำแบบ Liveaboard เพราะตำแหน่งที่ตั้งซึ่งห่างไกลจากจุดดำน้ำหลักที่นิยมกันอยู่หลายชั่วโมง หลังจาก COVID-19 มาเยือน ทุกคนมองหาจุดดำน้ำใหม่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เกาะราชาน้อยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของหลายคน

พอได้กลับมาลงดำน้ำในจุดที่คุ้นเคย ความตื่นเต้นและความคิดถึงผสมปนเปกันไปหมด หินใต้น้ำหลายก้อนดูคุ้นตา คลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะจำได้ แต่พอมองอีกสักพักก็เริ่มไม่แน่ใจ ความทรงจำในอดีตคอยกระตุกให้เราแวะดูตามซอกเล็กซอกน้อย มองหาสิ่งที่เคยพบที่นี่เมื่อหลายปีก่อน

การเดินทางสู่อดีตไม่ได้สนุกสนานประทับใจไปเสียทั้งหมด ปะการังเขากวางที่เคยแผ่ตัวเป็นลานกว้างกอใหญ่ในอดีตหายไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ใจหายอย่างบอกไม่ถูก พื้นที่เดิมถูกแทนที่ด้วยปะการังอื่นๆ ที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่ ปลากัดทะเลว่ายออกมาจากโพรงกอปะการังใหม่นี้ ปลาชนิดนี้พบตัวได้ยาก ในอดีตเราก็เคยเจอพวกมันอยู่บ้างที่เกาะนี้ ภาพจากอดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ถึงแม้พื้นที่จะไม่เหมือนเดิม แต่ผู้อยู่อาศัยหน้าเดิมๆ ยังคงมีให้เห็นอยู่

 ฉลามวาฬแห่งหินแปดไมล์
 ฉลามวาฬแห่งหินแปดไมล์
บางครั้งหินแปดไมล์ก็มีสภาพน้ำขุ่น การโผล่มาใกล้ๆ ของฉลามวาฬเป็นเซอร์ไพรส์ให้นักดำน้ำ
บางครั้งหินแปดไมล์ก็มีสภาพน้ำขุ่น การโผล่มาใกล้ๆ ของฉลามวาฬเป็นเซอร์ไพรส์ให้นักดำน้ำ

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ชาวประมงในพื้นที่หลีเป๊ะนำข่าวฉลามวาฬหลายตัวเข้าพื้นที่มาบอกนักดำน้ำท้องถิ่น จากปากต่อปาก จากภาพถ่ายไม่กี่ใบ เพียงไม่กี่อาทิตย์ จุดดำน้ำที่ชื่อว่าหินแปดไมล์ซึ่งเคยถูกเมินจากเรือ Liveaboard มาหลายปีเพราะความไกลและเงียบเหงา กลายเป็นจุดดำน้ำที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ฉลามวาฬ 4 – 5 ตัวว่ายวนรอบกองหินโชว์ตัวให้นักดำน้ำเห็นพร้อมๆ กันเกือบทุกวัน บางตัวเข้ามาใกล้นักดำน้ำอย่างอยากรู้ พวกมันผลัดกันเข้าออกวนรอบกองหินตลอดทั้งชั่วโมงที่เราอยู่ใต้น้ำ

ฉลามวาฬเปรียบเหมือนเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของนักดำน้ำ เป็นเควสต์ที่ต้องผ่าน เป็นเป้าหมายในชีวิตของนักดำน้ำ ทุกคนอยากจะเห็นฉลามวาฬอย่างน้อยครั้งหนึ่ง และถ้าหากได้พบมากกว่าหนึ่งตัวพร้อมกัน มันคือสุดยอดความฝันที่เป็นจริง

แทบไม่เคยมีการพบเจอฉลามวาฬหลายตัวพร้อมๆ กันแบบนี้ในเมืองไทย บางคนถึงกับพูดว่าไม่ต้องไปถึงต่างประเทศอีกแล้วก็ได้ เพื่อจะได้สัมผัสบรรยากาศของการดำน้ำกับฉลามวาฬหลายตัว เมืองไทยคือที่สุดของแหล่งดำน้ำ

เหตุการณ์ ‘ฉลามวาฬแห่งหินแปดไมล์’ ดำเนินอยู่ประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าพวกมันมารวมตัวกันทำไม สิ่งที่ทุกคนทำได้คือแค่รอให้เดือนสิงหาคมกลับมาอีกครั้ง

ปลาไหลมอเรย์ตาขาว เป็นปลาธรรมดาๆ ที่หาดูได้ไม่ยาก แต่เราก็ชอบที่จะมองหามันตามซอกเล็กของกองหินริเชลิว
ปลาไหลมอเรย์ตาขาว เป็นปลาธรรมดาๆ ที่หาดูได้ไม่ยาก แต่เราก็ชอบที่จะมองหามันตามซอกเล็กของกองหินริเชลิว 
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน

“แหล่งดำน้ำของไทยเป็นหนึ่งในสิบสุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก” 

นักดำน้ำส่วนใหญ่ต้องเคยได้ยินประโยคนี้มาแล้วอย่างน้อยครั้งหนึ่ง ที่มาของประโยคนี้ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว นักดำน้ำรุ่นบุกเบิกซึ่งเป็นตำนานของการสำรวจโลกใต้ทะเล ฌาร์ก คูสโต (Jacques Cousteau) นำเรือคาลิปโซที่เป็นฐานในการสำรวจทะเลรอบโลก เข้ามาสำรวจทะเลไทย จากการเดินทางครั้งนั้น คูสโตยกให้กองหินริเชลิวเป็นหนึ่งในสุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก เพราะความหลากหลายอัดแน่น และความตื่นตาที่เขาพบเจอตลอดทั้งไดฟ์

ทุกวันนี้กองหินริเชลิวเป็นจุดหมายที่ไม่มีเรือลำไหนอยากพลาด รูปทรงเกือกม้าของกองหินฝังแน่นอยู่ในใจ ถ้าหากปิดตาแล้วพาเราไปหย่อนไว้ตรงไหนก็ตาม เราก็มั่นใจว่าจะหาทางกลับไปสู่จุดที่มีทุ่นผูกเรือได้ถูกแน่นอน ทุกปีเราได้กลับมาดำน้ำที่กองหินนี้อยู่เสมอ แต่ทุกไดฟ์ล้วนแตกต่างกันออกไปไม่ซ้ำเดิม

ที่นี่คือจุดที่เราได้เจอฉลามวาฬครั้งแรกในชีวิตของการดำน้ำ พอว่ายผ่านมุมหินด้านเดิม ภาพของฉลามวาฬตัวแรกที่ว่ายตรงเข้ามาหาก็ผุดขึ้นมาในใจ โพรงถ้ำเก่าที่เคยเป็นที่อยู่ของกุ้งตัวตลกตัวแรกที่เคยเจอ ยังคงอยู่ในสภาพเดิม ถึงแม้ว่าไม่ได้เจอพวกมันที่จุดนี้มาหลายปีแล้วก็ตาม แต่เราก็แอบหยุดมองหาไม่ได้ ปีนี้ที่ริเชลิวก็มีกุ้งตัวตลกอาศัยอยู่ แต่พวกมันหลบอยู่อีกฝากหนึ่งของหินทรงเกือกม้า กุ้งตัวตลกคู่ล่าสุดของริเชลิวมีขนาดตัวเล็กกว่าตัวอื่นๆ ที่เคยเห็นมา เราแวะดูพวกมันทุกครั้งที่ทำได้ ถึงแม้บางครั้งจะเป็นการแวะเพื่อทักทายเฉยๆ ไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปพวกมันเลยด้วยซ้ำ

ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลาปักเป้าสองตัวว่ายไล่กัน
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลาสากเจ้าประจำลอยตัวนิ่ง
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ฝูงปลาข้างเหลืองว่ายเกาะกลุ่มตามกันเป็นสาย

ในพื้นที่อ่าวด้านทิศใต้ ปลาปักเป้าตัวใหญ่สองตัวว่ายไล่กันโดยไม่สนใจทิศทางและนักดำน้ำที่คอยแอบมองอยู่ข้างๆ 2 – 3 ปีหลังที่มาที่นี่จะเจอปลาสากหนึ่งตัวลอยนิ่งอยู่ด้านในกองหิน เราไม่เคยแน่ใจว่ามันเป็นปลาสากตัวเดิมหรือเปล่า แต่ก็คอยมองหามันทุกรอบ ฝูงปลาข้างเหลืองที่อยู่ประจำข้างแนวหินสูงที่โผล่พ้นน้ำดูเหมือนน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เหล่าปลานักล่าที่คอยวนอยู่รอบกองก็น้อยลงไปเช่นกัน

ทุกจุดที่ว่ายผ่าน เราอดเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นกับภาพในอดีตไม่ได้ ภาพจากความทรงจำมักจะหอมหวานกว่าปัจจุบันเสมอ ปลาเยอะกว่า ปะการังแน่นกว่า แต่เมื่อตั้งใจมองภาพปัจจุบันอย่างเป็นกลาง สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ไม่ได้แย่กว่าอดีตไปเสียทั้งหมด

ปีนี้ปลากบสีดำตัวใหญ่ใช้กองหินด้านนอกเป็นที่อยู่อาศัยตลอดทั้งซีซั่น ปลากบตัวใหญ่ถือเป็นของหายากในน่านน้ำไทย สีตัวของมันค่อยๆ เปลี่ยนจากดำล้วนตอนช่วงต้นฤดูกาล กลายเป็นโทนสีเหลืองเปรอะแซมมากขึ้นเรื่อยๆ ที่หินก้อนเดียวกัน 2 – 3 เดือนล่าสุด มีปลาหมอทะเลตัวใหญ่ ลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงลูกปลา ทำหน้าที่เป็นแบบให้นักดำน้ำช่างภาพอย่างดี ผิดกับปลาหมอทะเลทั่วไปที่พบเจอ เจ้าตัวนี้ยอมให้นักดำน้ำเข้าใกล้มันได้มากโดยที่ไม่ว่ายหนีไป

ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลากบยักษ์ที่เป็นสีดำสนิทตอนช่วงต้นฤดูกาล เริ่มมีสีเหลืองเปรอะมากขึ้นทุกที 
ภาพ : พลพิชญ์ คมสัน
ท่องอดีตแหล่งดำน้ำเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า 1 ใน 10 สุดยอดแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดของโลก
ปลาหมอทะเลตัวใหญ่ลอยนิ่งเป็นแบบให้ช่างภาพโดยไม่ว่ายหนี

การระบาดรอบที่ 3 ทำให้ปีนี้เราต้องบอกลาหินเกือกม้าและจุดดำน้ำอื่นทางฝั่งอันดามันเร็วกว่าปกติ หลังจากเดือนพฤษภาคม ลมมรสุมก็จะเริ่มเข้ามา ฤดูกาลตามธรรมชาติก็จะหมุนไปอีกปีหนึ่ง

เมื่อวันที่ทางเลือกในการเดินทางเปิดกว้างอย่างอิสระกลับมา การเลือกมองหาร่องรอยที่เปลี่ยนไปของอดีต หรือมองออกไปหาความตื่นเต้นที่มากกว่าข้างหน้า ล้วนแล้วแต่เป็นทางเลือกของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหน สิ่งที่ทำให้สุขใจอย่างแท้จริงไม่ได้อยู่ที่สถานที่ที่ล้อมเราอยู่ แต่อยู่ภายในใจของเราเอง

สารคดีสัญชาติไทย

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay และเป็นหนึ่งในทีม #สารคดีสัญชาติไทย

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay และเป็นหนึ่งในทีม #สารคดีสัญชาติไทย

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay และหนึ่งในทีมสารคดีสัญชาติไทย

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

15 มิถุนายน 2564
782

‘ไอ้’ ในที่นี้ผมหมายถึง ไอ้ด้วน ซึ่งเป็นช้างตัวผู้โตเต็มวัย ค่อนไปทางอาวุโสแล้วตัวหนึ่ง

มันเป็นช้างที่มีชื่อเสียง คนทำงานในป่าด้านตะวันตกรู้จักดี แม้ว่าจะไม่เคยพบตัว แต่ก็จะรู้ถึงกิตติศัพท์เสียงเล่าลือ 

ชื่อเสียงของมันได้มาเพราะเคยทำร้ายคนกระทั่งเสียชีวิตมาแล้ว 3 ราย อีกทั้งเข้าจู่โจมคนที่พบกับมันอีกนับครั้งไม่ถ้วน

ผู้เสียชีวิตคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้ามาทำงาน ระหว่างทางพบกับไอ้ด้วนอย่างกะทันหันตรงทางโค้ง หยุดรถไม่ทัน ชนมัน รถล้ม เขาลุกขึ้นวิ่ง แต่ไม่พ้น ไอ้ด้วนเข้าถึงตัว

อีกรายเป็นเจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่า ค่ำวันนั้นเขาขี่มอเตอร์ไซด์จากบ้านกลับสถานี อีก 3 กิโลเมตรจะถึงสถานี ตรงนั้นเป็นทางขึ้นเนินชัน ไอ้ด้วนอยู่บนทาง เขาทิ้งรถ พยายามปีนขึ้นไหล่ทาง ไอ้ด้วนใช้งวงลากตัวเขา เตะที่ลำตัว ก่อน เดินหลบไป ซี่โครงและอวัยวะภายในเสียหายรุนแรง เขามาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ระหว่างทางเขาพูดเพียงว่าหายใจไม่ออก

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
 ในโป่งแหล่งอาหารเสริมในระหว่างสมาชิกในฝูงกำลังกิน ช้างตัวหนึ่งจะเดินดูบริเวณรอบๆ

คนหลายคนเข้ามาหาเห็ดบริเวณแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เผชิญหน้ากับไอ้ด้วน พวกเขาส่งเสียงเอะอะ โยนประทัดไล่ ไอ้ด้วนไม่หนี ตรงเข้าต่อกรกับชายคนหนึ่งที่ถือมีดในมือ

คนเสียชีวิต ไอ้ด้วนกลายเป็นช้างมีชื่อเสียงขจรไกลที่ไม่มีใครอยากพบ

ฉายาไอ้ด้วนได้มา เพราะบริเวณปลายหางของมันไม่มีพู่อย่างตัวอื่น ปลายหางถูกตัดไป 

พื้นที่มันอยู่แถวๆ สำนักงานเขตและแนวเขต ในฤดูเห็ด จะมีคนมากมายเข้ามาเก็บเห็ดโคนซึ่งมีมูลค่าสูง เสียงปะทัด เสียงเอะอะ เล่ากันว่าไอ้ด้วนปะทะกับคน ถูกตัดปลายหางขาด อีกหลายครั้ง มันบาดเจ็บเพราะกระสุนปืน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นอันทำให้มันจู่โจมทันทีที่พบคน บาดแผลไม่ฉกรรจ์ จนถึงตาย

ไม่ตาย แต่มันจำ

ช้างที่อยู่ในถิ่นเดียวกับไอ้ด้วนและคนพบกับมันบ่อย คนเรียกมันว่า ‘ไอ้เตี้ย’ เพราะรูปร่างอ้วนใหญ่ ไม่สูงนัก ดูจะเตี้ยๆ

ไอ้เตี้ยไม่ขี้หงุดหงิด คล้ายเป็นช้างใจเย็นอารมณ์ดี พบเจอคนก็ไม่สนใจ หากินตามปกติ ถ้าพบเจอบนเส้นทาง จะหลบให้รถผ่านไปก่อน

นิสัยดีๆ ของไอ้เตี้ยดูเหมือนทำให้ไอ้ด้วนดูน่าเกรงขามมากขึ้น

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
ช้างเด็กจะถูกประกบด้วยแม่หรือช้างพี่เลี้ยงเสมอ

พายุฝนต้นเดือนพฤษภาคม ทำให้ทั้งผืนป่าชุ่มฉ่ำ ใบไม้เขียวทึบ เส้นทางในป่าหลายช่วงเป็นหล่มโคลน ร่องลึก เนินลื่นไถลทั้งๆ ที่เดือนที่ผ่านมาได้รับการเกรดกระทั่งราบเรียบ

18.00 น. ผมขับรถกลับจากซื้อเสบียงในเมือง มุ่งหน้ากลับเข้าป่า

ผ่านหน่วยพิทักษ์ป่าที่อยู่ระหว่างทาง แวะส่งเสบียง ยาเส้น และเหล้าขาว ที่คนในหน่วยฝากซื้อ คุยกับพวกเขาสักพักก็เดินทางต่อ 

มาได้ราว 4 กิโลเมตรก่อนไต่ขึ้นทางชันๆ พ้นสะพาน ซึ่งเป็นไม้ท่อนวางพอดีล้อข้างละท่อน เส้นทางโค้งไปทางซ้าย สองข้างทางเป็นป่าไผ่ใบเขียวทึบ

พ้นจากโค้งมีร่างทะมึนขวางผมชะลอรถ หันไปหยิบกล้อง

เสียง “แปร๋น” ดังสนั่น  ผมหันกลับมามองร่างทะมึนนั้นอีกครั้ง หัวใหญ่โต ใบหูโบกสบัด มันคือไอ้ด้วน

ผมใส่เกียร์และถอยรถอย่างเร็ว ไอ้ด้วนวิ่งตรงเข้าหา

ชะลอรถเมื่อเห็น ไอ้ด้วนหยุดวิ่ง เดินช้าๆ เข้ามาหยุดห่างผม ราว 3 เมตร ส่ายหัวไป-มามอง สายตาของเราพบกัน

มันหันหน้า เดินหลบเข้าข้างทาง ผมขยับรถผ่านมา

วันนี้ไอ้ด้วนคงอารมณ์ดี

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
หลังไฟไหม้ทุ่งหญ้าระบัดเขียวๆ หญ้าอ่อนๆ เริ่มขึ้น เป็นอาหารที่ดีของช้าง

ในป่าคือโรงเรียน เราต่างรู้ดี และรู้กันดีด้วยว่า ในโรงเรียนนี้มีสาขาวิชาให้เลือกเรียนมากมาย

สิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์เป็น ‘ครู’ ผู้สอน

‘สอน’ ให้ผู้สนใจเลือกเรียนได้ทั้งเรื่องกายภายนอก และเรื่องการเติบโตภายใน 

ผมเลือกเรียนวิชาเติบโตภายใน ใช้เวลาเรียนอยู่ในโรงเรียนนี้มานานพอสมควร ผมพบกับครูที่ใจดี ครูหงุดหงิด  ครูที่พบกับปัญหา 

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
การชูงวงสูดกลิ่น คือสิ่งที่ทำเมื่อได้กลิ่นสัตว์ผู้ล่าบริเวณนั้น

‘โลก’ ระหว่างผมกับครูไม่สวยงามนักหรอก การอยู่ร่วมกันไม่ใช่เรื่องง่าย

ว่าตามจริง มีการสั่งสอนเกิดขึ้นเสมอ มีหลายครั้ง ผมจ่ายค่าบทเรียนด้วยเลือดและบาดแผล

ป่าเป็นสังคมที่ชีวิตอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน ผมเป็นสิ่งแปลกปลอม เหล่าครูๆ ไม่วางใจผมหรอก จากสายตาของครูจำนวนไม่น้อย เชื่อว่าผมคือสัตว์อันตราย

แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลอันจะทำให้ผมเลิกเคารพนับถือครู

ที่บ้านพักคืนนั้น

เทียนบนโต๊ะไม้เก่าๆ วับแวม เหล้าขาวดองม้ากระทืบโรงหมดไปครึ่งขวด 

เสียงหัวเราะเฮฮา ผมเล่านาทีการพบเจอไอ้ด้วนให้เพื่อนๆ ฟัง

เรื่องตื่นเต้น คับขัน กลายเป็นเรื่องสนุกทุกครั้งเมื่อผ่านพ้นไปแล้ว

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
พลบค่ำ คือช่วงเวลาที่ช้างจะมาที่แหล่งน้ำ

ฝนไม่มาเยี่ยมแล้ว 2 วัน คืนแรม 15 ค่ำ ท้องฟ้ามืด ดาวส่องประกายระยิบ อากาศยามดึกเย็นยะเยือก 

ผมนั่งบนบันไดขั้นที่ 3 ที่ตรงนี้ หลายครั้งเสือดาวมาใช้เป็นที่นั่งสังเกตการณ์ บ้านพักถูกห้อมล้อมด้วยป่า ผม มองรอบๆ กวางส่งเสียง 

ผมนึกถึงไอ้ด้วน ไม่รู้ว่าเราจะพบกันอีกกี่ครั้ง มันจะทำร้ายใครอีกหรือไม่

ที่เห็นในระยะใกล้คือช้างตัวโตขี้หงุดหงิดตัวหนึ่ง

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์

ผมนำหน้าชื่อด้วนว่า ‘ไอ้’ ด้วยความคุ้นเคย

ระหว่างผมกับไอ้ด้วนสถานะของเราเหมือนกัน คือยังเป็นนักเรียนที่ทำผิดพลาดอยู่เสมอๆ เราคงต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกนาน

ไอ้ด้วนนั้น ผมไม่นับถือมันในฐานะที่เป็นครูหรอก

แต่นับถือมันในฐานะเพื่อน 

เพื่อนที่ใช้วิธีตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง

‘ไอ้’ ที่ไม่ได้หมายถึงสัตว์อันตรายและต้องเกลียดชัง 

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load