“กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี” แม่มดชั่วร้าย เอ่ยปากถามกระจกวิเศษ

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2564

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย 10,082 คน

10 ใน 10,082 คนคือเพื่อนและคนรู้จักของผม ที่กำลังวิ่งวุ่นกับการหาเตียง

ยอมรับว่าช่วงเวลานี้ คือช่วงเวลาที่มืดมนเหลือเกิน ในการจะต้องเขียนบทความใดๆ ท่ามกลางวิกฤตของประเทศกับโควิด-19 ที่ทำให้ประชากรไทยล้มตายราวกับใบไม้ร่วง

ผู้เขียนเองเก็บตัวอยู่ที่บ้านและต้องรับมือกับอารมณ์ โกรธ โมโห หวาดกลัว สิ้นหวัง หดหู่ ท้อแท้ ทุกเช้าที่ตื่นมาแปรงฟัน มองภาพสะท้อนหน้ากระจก-ทุกอารมณ์เชิงลบที่พรั่งพรูออกมา คงไม่ต่างอะไรกับแม่มดชั่วร้ายตนนั้น

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
อารมณ์ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาอ่านข่าวผู้ติดเชื้อโควิด-19

ผมใช้ชีวิตอยู่กับ Netflix และ Zoom สลับกันไปมาในห้องคอนโดฯ เล็กๆ ประทังความหิวด้วยมื้ออาหารที่ทำกินเองง่ายๆ ซึ่งก็ไม่ได้อร่อยล้ำอะไร และวิธีการดีท็อกซ์ความรู้สึกลบๆ จากการอ่านข่าวสารบ้านเมือง โซเชียลเน็ตเวิร์กของผม ก่อนนอน คือการดูหนังการ์ตูนดิสนีย์ โดยเฉพาะการ์ตูนสองมิติ ในสมัยที่การ์ตูนเพลงแบบฉบับดิสนีย์ยังคงเป็นที่นิยมอยู่

“คุณคือเจ้าหญิงคนไหนในหนังดิสนีย์” คือเกมคลาสสิกที่นิยมเล่นกันในหมู่หญิงสาว หรือแม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนเก้งของผม (เพื่อนโบ้ยว่าผมคือ Raya)

คอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้ ผมตัดสินใจแหกกฎ ไม่ได้เขียนถึงตัววัตถุหรือข้าวของเสียทีเดียว แต่หยิบเอากองม้วนวิดีโอ VHS หนังดิสนีย์ในคอนโดฯ ของผม เป็นจุดเริ่มต้นของการบอกเล่าเรื่องราวคู่ขนาน และวิวัฒนาการของ ‘เจ้าหญิงในโลกของดิสนีย์’ ควบคู่ไปกับสถานการณ์บ้านเมืองของเราที่แสนจะเศร้าและอดสู

ใช่ครับ ผมเชื่อว่าการเฝ้าดูและศึกษาการเดินทางเจ้าหญิงดิสนีย์ อาจจะเป็น ‘กระจกวิเศษบานใหญ่’ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ และไขข้อข้องใจหลายๆ อย่าง รวมไปถึง ‘ความงามเลิศในปฐพี’ ของเราเอง แบบที่ท่านผู้อ่านก็อาจจะคาดไม่ถึง

หดหู่กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
The Great Depression

ในยุคของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป ในช่วงปลาย ค.ศ. 1929 หรือที่เรียกว่า ‘The Great Depression’ ผู้คนต่างล้มตาย เศรษฐกิจพังพินาศ และอัตราการว่างงานสูง ไม่ต่างกับวิกฤตที่เรากำลังเผชิญ (หรือกำลังจะเผชิญในเวลาอันใกล้นี้) สักเท่าไหร่

Disney ค่ายหนังระดับตำนาน ตัดสินใจปล่อยหนังการ์ตูนสีความยาว 1 ชั่วโมงกว่า ท่ามกลางคลื่นของความหดหู่นี้เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1937 โดยมีเสียงครหามากมาย ว่าจะมีใครทนนั่งดูหนังการ์ตูนยาวเป็นชั่วโมงได้

แต่ดิสนีย์พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นคิดผิด

หนังการ์ตูนเรื่องนั้นคือ Snow White and the Seven Dwarfs หรือ สโนว์ไวท์ กับคนแคระทั้งเจ็ด ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
เจ้าหญิงที่กำเนิดมาพร้อมกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

สโนว์ไวท์ ในตอนนั้นทำหน้าที่เหมือน Escapism หรือหลุมดำหลบหนีความโหดร้ายของโลก ความเป็นจริง ของผู้คนที่ไม่ต้องการรับรู้ความเครียดและความกดดันของ The Great Depression อันแสนจะมืดมน

สิ่งที่หลายคนไม่ทราบคือ ภาพของสโนว์ไวท์ยังเปรียบเสมือน ‘กระจกวิเศษ’ ที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของการเป็น ‘ผู้หญิงที่ดี’ ในยุค 30 ที่ผู้หญิงต้องเชี่ยวชาญงานบ้าน ทำอาหาร ปัดกวาดเช็ดถู และถึงแม้จะสวยพริ้งแค่ไหน การเอาชนะอุปสรรคของเจ้าหญิงที่ผิวขาว ผมดำขลับคนนี้ กลับเกิดขึ้นไม่ได้โดยปราศจากความช่วยเหลือของ ‘เจ้าชายขี่ม้าขาว’ อยู่ดี

ค่ำของวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 1 ใน 10 ของเพื่อนของผมที่ติดโควิดไลน์กลับมาแจ้งว่าหาเตียงได้แล้ว แต่วางเงินไปหลายแสนบาท ในขณะที่อีก 9 คนยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง

เด็กสาวไร้ทางสู้
Damsel in Distress

‘Damsel in Distress’ หรือเด็กหญิงที่ตกที่นั่งลำบาก กลายเป็นพล็อตเรื่องสำคัญของวัฒนธรรมเจ้าหญิงดิสนีย์ในยุคนั้นที่ส่วนมากได้รับอิทธิพลมาจากเทพนิยาย (Snow White, Beauty and the Beast, Sleeping Beauty, Cinderella) และการมีผัวเป็นเจ้าชาย ก็ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปของ ‘ผู้หญิงที่สมบูรณ์’ ในเทพนิยายแบบดิสนีย์ในยุคโบราณ

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
เจ้าชายลงจากม้ามาร้องเพลงเกี้ยวสาว

การวาดภาพให้ ‘ผู้ชาย’ เป็นคนช่วยเหลือผู้หญิง มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าในยุคของสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หัวหน้าครอบครัวหลายๆ คนที่เป็นเพศชาย ก็สูญเสียอาชีพ รายได้ และความมั่นคงไปเช่นกัน ดังนั้น การช่วยเหลือหญิงสาวแสนสวยซึ่งกำลังตกที่นั่งลำบากในหนังดิสนีย์ กลายเป็นภาพสะท้อนความต้องคืนอำนาจให้กับผู้ชาย และการพึ่งพาตัวเองของผู้หญิงในโลกของความเป็นจริง ที่ทั้งเจ้าหญิงและเจ้าชายต่างก็เดือดร้อนจากพิษเศรษฐกิจกันทั้งสองฝ่าย

แต่เจ้าหญิงรุ่นบุกเบิกอย่างสโนว์ไวท์ ทิ้งค่านิยมอาบยาพิษบางอย่างไว้กับสังคม ไม่ต่างกับแอปเปิ้ลลูกนั้นในเทพนิยายเช่นกัน

คืนวันศุกร์คืนนั้น ผมนอนไม่หลับ ใจเต้นแรงผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีไข้ แต่ในหัวเต็มไปด้วยความกังวล กังวลชีวิตเพื่อน กังวลชีวิตตัวเอง แล้วนี่ถ้าผมติดโควิดขึ้นมาตอนนี้ ผมจะมีทางรอดได้ยังไง-คืนนั้น ผมตัดสินใจเปิดหนังการ์ตูนเรื่อง Soul ทิ้งไว้บนทีวีเป็นเพื่อน

การเปลี่ยนแปลงใดๆ นั้นแย่เสมอ?
Change is Bad?

ปราสาทของเจ้าหญิงนิทราจะยังคงปกคลุมด้วยเถาวัลย์ หลังคำสาปถูกถอนได้หรือไม่

ซิมบ้าจะตัดสินใจไม่กลับไปปกครองฝูงสัตว์ได้หรือไม่

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเจ้าชายอสูรไม่กลายร่ายกลับไปเป็นหนุ่มหล่อรูปงาม

เช้าวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม ผมส่องกระจก แปรงฟัน พร้อมเปิดข่าวทีวีทิ้งไว้เช่นเคย จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยคือ 10,082 คน และจำนวนผู้เสียชีวิตคือ 141 ราย

ผมไลน์ไปถามเพื่อนๆ บางคนที่ยังไม่ได้เตียง ทุกคนยังวิ่งวุ่นอยู่ แต่ยังไม่มีใครอาการหนัก เสียชีวิต

หากเราสำรวจหนังการ์ตูนดิสนีย์ในยุคก่อนๆ โดยเฉพาะในยุคที่ดิสนีย์ได้รับอิทธิพลจากละคร เพลงบรอดเวย์อย่างเข้มข้นนั้น เราจะเห็นภาพของ ‘การคืนสภาพ กลับไปสู่สิ่งเดิม’ การคืนความผาสุก สงบสุขให้กับโลกใบเดิม ในแทบจะทุกเรื่อง

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
การหวนสภาพของปราสาทเจ้าหญิงนิทรา

นั่นก็เพราะว่า เลนส์ของดิสนีย์ในยุคนั้น การเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องไม่ดี และในโลกที่สมบูรณ์แบบ เจ้าหญิงกับเจ้าชายควรจะต้องครองคู่ ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ไปตราบชั่วนิจนิรันดร์

โลกใบเดิมคือโลกที่ผาสุก และหนังดิสนีย์ในสมัยก่อนนั้น ฉายภาพซ้ำของการกู้คืนซึ่งความดีงามตามประเพณีและขนบอยู่มากมายนับครั้งไม่ถ้วน

ลองหลับตานึกภาพของปราสาทของเจ้าหญิงจัสมิน ที่ในตอนจบหลังจากจาฟาร์ถูกพิชิต ถอนคำสาปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับมาสวยงามทองอร่ามเหมือนเดิม

ใช่ครับ น้ำเสียงของดิสนีย์ในตอนนั้น มีค่านิยมของความเป็นอนุรักษ์นิยมแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย และนอกจากการวาดภาพของเจ้าหญิงที่ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าชาย ซึ่งต้องเก่งฉกาจในงานบ้านงานเรือนและภาพครอบครัวแสนสุขแล้ว ภาพของการ ‘คงไว้ซึ่งโลกใบเดิม’ ก็เป็นหนึ่งในสารหลักของหนังดิสนีย์ในยุคนั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

แล้วการเปลี่ยนแปลงมันผิดตรงไหนเล่า

นั่นคือคำถามที่เจ้าหญิงดิสนีย์ยุคถัดไปเริ่มตื่นรู้ ตั้งข้อสงสัย และขวนขวายหาคำตอบ

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
ขนาดดินแดนของ Lion King ก็ยังไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง

เจ้าหญิงหัวรั้น
Rebel Children

“…ที่คนเดินเหิน วิ่งเพลินกันไป สุขใจในแสงตะวันจากเบื้องบน เที่ยวเพลินเดินเล่น ขอเป็นเช่นคนอยู่บนโลกงาม”

เอเรียล หรือ เงือกน้อย ถึงแม้จะเป็นลูกของราชันใต้มหาสมุทร แต่ก็ยังอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า มันมีอะไรอยู่นอกเหนือผืนน้ำอันกว้างใหญ่หรือไม่ แล้วเนื้อร้องด้านบนนั้น ก็มาจากเพลง Part of Your World หรือ อยู่ในโลกใบนั้น หากแปลเป็นภาษาไทย

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
เอเรียลที่ใช้ชีวิตล็อกดาวน์อยู่ใต้น้ำ

ถ้าฟังเผินๆ ก็เป็นเพลงที่โรแมนติกไม่เบา จนกระทั่งเรานึกเอะใจว่า โลกของเธอกับโลกของฉัน มันไม่ใช่โลกใบเดียวกันหรอกหรือ

วันเสาร์ที่จำนวนคนติดเชื้อแตะหลักหมื่นเป็นวันแรก คือวันเดียวกับที่เพื่อนของผมคนหนึ่งได้โควต้าฉีดวัคซีนให้คุณแม่ ภาพที่เพื่อนเล่าให้ฟัง คือบนบันไดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณลุงท่านหนึ่งที่นั่งรถมาจากต่างจังหวัดกำลังขอร้องให้พนักงานรับเรื่อง ช่วยเพิ่มชื่อของคุณลุงเข้าไปในรายชื่อคนที่ได้ฉีดได้หรือไม่

พนักงานคนนั้นที่น่าจะเหน็ดเหนื่อยมากๆ จากการรับเรื่องหนักหัวมาทั้งวันบอกว่า “โควต้าเต็มแล้ว” และคุณลุงต้องกลับไปลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ถึงจะมีสิทธิ์

คุณลุงท่านนั้นไม่เข้าใจว่าแอปพลิเคชันคืออะไร และตัดสินใจกลับบ้าน โดยไม่ได้รับฉีดวัคซีน

ตั้งแต่ยุคเอเรียลเป็นต้นมา ดิสนีย์เริ่มให้กำเนิดเจ้าหญิงหัวรั้นที่มีปากเสียง ตั้งคำถามกับสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ ชนชั้น สถานะและฐานะของตัวเองมากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นในเจ้าหญิงจัสมิน ผู้ไม่กลัวการเผชิญหน้า เถียงบิดาที่เป็นราชา และไม่กลัวที่จะปลอมตัวเป็นสามัญชน ออกไปสำรวจโลกภายนอกรั้ววังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

เจ้าหญิงผิวสี
Colored Princesses

หลังจากนั้น เราก็ได้เห็นเจ้าหญิงหรือตัวเอกหญิงที่กล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ว่ายน้ำทวนกระแส และลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบเดิมมากขึ้น เช่น สาวยิปซีเอสเมอรัลด้า ใน คนค่อมแห่งนอเทรอดาม, โพคาฮอนทัส หรือแม้กระทั่งเจ้าหญิงจัสมินเองก็ตาม ถึงแม้ว่าในกรณีของโพคาฮอนทัส จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ในแง่ของการ ‘White Wash’ ประวัติศาสตร์ในแบบดิสนีย์ที่ยังมองทุกอย่างผ่านสายตาค่านิยมแบบคนขาว

แต่อย่างน้อย หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งเหล่านี้ไม่ได้นั่งรอ นอนรอจุมพิตจากเจ้าชาย และกล้าลุกขึ้นมาชะโงกมองออกไปยังโลกข้างนอก สำรวจทั้งโลกของเธอ โลกของฉัน และกล้าที่จะเปล่งเสียงเพื่อบางสิ่งบางอย่างมากขึ้น

เช่นเดียวกับที่ดิสนีย์เริ่มจะรู้ตัวว่า ทุกอย่างที่ตัวเองสื่อออกไปคือกระจกวิเศษ สะท้อนคุณค่าทางความคิด ค่านิยม ซึ่งใช้ขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า หรือสะกดจิตผู้คนให้คล้อยตามได้อย่างน่ามหัศจรรย์

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
ใบหน้าของผู้เขียนเมื่อส่องกระจกโซเชียลมีเดีย

ดิสนีย์จึงเริ่มทดลองให้กำเนิดหญิงสาวที่ไม่ต้องการผู้ชาย แต่กล้าทำทุกอย่างที่ผู้ชายทำ แม้กระทั่งการปกป้องประเทศหรือออกรบ อย่างมู่หลาน แน่นอนว่าหากเทียบกับ Gender Role หรือบทบาททางเพศของตัวเองดิสนีย์อื่นๆ ก่อนหน้า มู่หลานสะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่ก้าวหน้ามากกว่า ‘เจ้าหญิงดี’ หรือภาพยนตร์ใดๆ ที่เคยมีมาในค่ายระดับตำนานนี้

ถึงกระนั้นเอง วิวัฒนาการของผู้หญิงแบบมู่หลานเองก็ยังถือว่าอนุรักษ์นิยม เมื่อเราค้นพบว่า 77 เปอร์เซ็นต์ของบทพูดใน มู่หลาน (Mulan) (หนังที่ตัวเองอุตส่าห์ได้เป็นชื่อเรื่อง) เป็นของผู้ชาย และหนังอื่นๆ ก่อนหน้านั้นของดิสนีย์ มากกว่าครึ่งคือน้ำเสียง บทสนทนาที่ออกมาจากตัวละครเพศชายล้วนๆ

คืนวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม เพื่อนของผมหาเตียงเพิ่มได้อีกหนึ่งเตียง คราวนี้ฟรี เพราะเพื่อนคนนี้มีเส้นสาย เป็น Somebody ในวงการ-ผมยังนอนไม่หลับอีกเหมือนเคย ครั้งนี้ผมไม่เปิดหนังการ์ตูนใดๆ ทิ้งไว้เป็นเพื่อนยามวิกาลแล้ว แต่ตั้งหน้าตั้งตาเขียนต้นฉบับส่ง The Cloud ให้เสร็จทันวันอาทิตย์ให้ได้

ไม่พึ่งผัว
Break Free

“The Cold doesn’t bother me anyway.”

หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ไม่ยี่หระกับความเหน็บหนาวเสียเท่าไหร่” ถูกเปล่งออกมาจากปากเอลซ่า ราชินีที่รักน้องสาว และไม่สนใจว่าตัวเองจะได้พบพานเจ้าชายขี่ม้าขาวหรือไม่

แน่นอนว่า Frozen คือความสำเร็จระดับตำนานของหนังการ์ตูนในศตวรรษใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าเพลงติดหูจนเกือบน่ารำคาญอย่าง Let It Go หรือ ปล่อยมันไป คือนอกจากที่ตัวเอกโหยหาอิสระจากความคาดหวัง และค่านิยมของการเป็นเจ้าหญิงที่ดีแล้ว เนื้อเรื่องยังมุ่งเน้นไปที่มิตรภาพและความสัมพันธ์ของพี่สาวน้องสาว มากกว่าการตามหาความรักแบบหญิงชายที่สมบูรณ์แบบเหมือนแต่ก่อน

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
ลาก่อนชีวิตสุขขีนิรันดร์ฉันท์เจ้าหญิงอิงนิยาย

สารที่ดิสนีย์กำลังส่งผ่านออกมาจากสื่อการ์ตูนของตัวเองเปลี่ยนไปจากยุคสโนว์ไวท์อย่างสิ้นเชิง เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเส้นเรื่องเหล่านี้ ในหนังการ์ตูนที่มีตัวเอกเป็น ‘เจ้าหญิงเก่ง’ อย่าง Brave ที่เล่าเรื่องเจ้าหญิงหัวฟู ไม่ได้วิ่งตามหาเจ้าชายแม้แต่น้อย และ โมอาน่า ที่พยายามชั่วเหลือคนในชนเผ่าของตัวเอง ‘ด้วยตัวเอง’ โดยปราศจากความช่วยเหลือของเจ้าชาย หรือผู้ชายใดๆ ทั้งสิ้น

เช้าวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 11,397 คน และจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 101 คน

และแล้ว 1 ใน 101 คนนั้น คือเพื่อนของผมในที่สุด

คนนอกสายตา
The Outcasts

เช้าวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม คือวันอาทิตย์ที่แสนหดหู่ เป็นเช้าที่แม้กระทั่งยามแปรงฟัน ส่องกระจก ผมก็ไม่อยากแม้กระทั่งมองเห็นเงาสะท้อนของหน้าตัวเอง

ใครกัน จ้องมองฉันอยู่ ดูเหมือนเธอ กำลังหมองเศร้า ภาพที่เห็นเป็นเงาของใคร ไม่ใช่ตัวฉันเลย”

เพลง Reflection ของ Mulan น่าจะอธิบายความรู้สึกของการส่องกระจกวิเศษวันอาทิตย์นี้ ได้ดีที่สุด-เปิดโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ได้ยินแต่เสียงโอดครวญของเพื่อนร่วมประเทศ เคล้ากับเสียงของขั้วความคิดการเมือง ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของการโคจรมาอยู่ร่วมกัน

แฟนของการ์ตูนดิสนีย์คงทราบดีว่า หลังจากหนังเรื่อง ทาร์ซาน เป็นต้นมา ยุคทองของหนังการ์ตูนเพลงแบบวาดมือสองมิติก็ค่อยๆ เสื่อมมนตร์ขลังลง ประกอบกับการเข้ามาของเทคโนโลยีการผลิตการ์ตูนแอนิเมชันแบบใหม่ของค่ายคู่แข่งในเวลานั้นอย่าง Pixar ซึ่งกำลังส่งสารแบบใหม่ควบคู่ไปกับ Social Movement ใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องดำเนินเรื่องผ่านเจ้าหญิงหรือเจ้าชายอีกต่อไป แต่เป็นคนนอกที่ไม่เข้าพวก หรือ The Outcasts แทน

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
วู้ดดี้พร้อม ประกาศกร้าว ของเล่นเก่าต้องชนะ!

ในหนังการ์ตูนสามมิติเรื่องแรก อย่าง Toy Story นั้น โลกของเหล่าของเล่นที่ผาสุกราวกับยูโทเปียถูกนำด้วยของเล่นคาวบอยอย่างวู้ดดี้ จนกระทั่ง บัซไลท์เยียร์ ของเล่นรุ่นใหม่กว่าเข้ามาแย่งซีน และสร้างความปั่นป่วนให้กับของเล่นตกกระป๋องอย่างวู้ดดี้

Joy หรือความสุข ใน Inside Out ได้เรียนรู้ในภายหลังว่า ความเศร้า หรือ Sadness ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนา มีความสำคัญไม่แพ้กันต่อการดำเนิน

ชีวิตเช่นเดียวกัน เหล่าคนนอกพวกนี้กำลังเปลี่ยนแปลงเส้นเรื่อง หรือภาพสะท้อนจากกระจกวิเศษ แบบที่ไม่น่าจะมีวันหวนกลับ

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
Joy แบ่งน้ำกระชายขาวให้ Sadness

โลกเปลี่ยนแปลงได้
Accepting Change

ความเปลี่ยนแปลง ไม่ได้แย่เสมอ-โลกไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนที่เคยเป็นมา คือสารที่หนังการ์ตูนสามมิติยุคหลังสื่อออกมา โดยมีคนนอกหรือ The Outcasts เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

หากจะเปรียบเทียบเงือกน้อยเอเรียล ที่ตอนจบได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบที่ทุกคนมีขา แต่โลกของมนุษย์กับโลกของเงือกก็ยังแยกออกจากกัน ในขณะที่เมื่อเทียบกับ ‘หนู’ สิ่งมีชีวิตที่ไม่พึงปรารถนาที่สุดในห้องครัวและฝันอยากเป็นเชฟใน Ratatouille สุดท้ายเปลี่ยนให้โลกของหนูสกปรก กลายเป็นโลกใหม่ใบเดียวที่หนูกับเชฟอาหารเลิศรสอยู่ด้วยกันได้

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
โลกเก่าสองใบที่แยกออกจากกัน ปะทะ โลกใหม่ใบเดียวที่หลอมรวมกัน

หากเราเปรียบเทียบ Lion King กับ Zootopia จะเห็นว่า เหยื่อ และ ผู้ล่า เปลี่ยนบทบาทอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เหยื่อและผู้ล่าอยู่ร่วมกันได้ และโลกของสรรพสัตว์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ต้องหวนคืนกลับมาเป็นโลกที่ไฮยีน่าถูกกีดกันออกไปจากยูโทเปีย เหมือนใน Lion King

“การเปลี่ยนแปลงนั้นดีเสมอ และผู้คนที่อยู่นอกสายตานี่แหล่ะ คือคนที่จุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลง” นี่คือสารแบบก้าวหน้าของหนังการ์ตูนยุคใหม่ ไม่ว่าจะดิสนีย์หรือ Pixar ก็ตาม

“เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร”

คำถามที่วนอยู่ในหัวของผมในบ่ายวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม หลังจากที่ต้องเห็นคนรู้จักล้มป่วย เสียชีวิต และเห็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร อาหาร ที่อยู่ ยารักษาโรค ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ในขณะที่ราคาเตียงของเพื่อนคนหนึ่งที่ได้รับข้อเสนอมาก็พุ่งสูงขึ้นอีกหลายแสน

เวลาที่เงินในกระเป๋าเท่ากับถังออกซิเจน เวลาที่ความจนเท่ากับความตาย นี่เรากำลังอยู่ในโลกใบไหน หรือเทพนิยายเรื่องไหนกันแน่

แม่มดใจร้าย
Evil Witches

เย็นวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม ถึงตอนนี้เพื่อนของผมเสียชีวิตจากโควิด-19 ไปแล้ว 2 คน และมี 2 คนที่ได้เตียง ในขณะที่อีก 6 คน กำลังวิ่งวุ่นหาเตียงอยู่ ท่ามกลางความหวังในประสิทธิภาพการแก้ปัญหาจากภาครัฐช่างดูริบหรี่ลงทุกวัน

“นี่เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร”

คำถามเดิมยังวนอยู่ในหัวของผมแบบที่สลัดออกไปไม่ได้

ต้องเป็นคนดีอย่างที่เขาสอนให้เป็น ปกปิดในใจ อย่าให้เขารู้ สุดท้ายก็รู้”

แฟนหนังดิสนีย์คงทราบดีถึงเทรนด์ของภาพยนตร์ยุคหลังๆ ของค่าย นิยมเล่าเรื่องผ่านสายตานางร้าย แม่มด และตัวอิจฉา ที่ขโมยมาจากเทพนิยายฉบับเดิมๆ เช่น Maleficent จนไปถึงล่าสุดอย่าง Cruella และหลายครั้งเราก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่บีบคั้น ผลักดันให้คนเหล่านั้นกลายเป็นคนใจร้ายในที่สุด

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
Maleficent กับกาสอดรู้ของนาง

ทำไมดิสนีย์ถึงยังหยิบเอาตัวร้ายมาเป็นตัวนำเรื่อง

แล้วทำไมเรา คนดู ยังอดเห็นอดเห็นใจนางร้ายเหล่านี้ไปด้วยไม่ได้

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ดิสนีย์กำลังเจียนกระจกวิเศษบานใหม่ ที่ทำให้เราตั้งคำถามกับความงามเลิศ ดีเลิศในปฐพี ความขาว ความเทา ความดำ ความดี ความเก่ง จนไปถึงชวนให้เราจินตนาการถึงโลกใบใหม่ ที่อาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

เจ้าหญิงที่ดี หรือ เจ้าหญิงที่เก่ง อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับแม่มดใจร้ายนั้น ร้ายจริงหรือไม่ ทำไมถึงร้าย และครั้งหนึ่งแม่มดเหล่านี้ก็อาจจะเคยเป็นผู้หญิงที่ดีมาก่อนเช่นกัน

เป็นส่วนหนึ่งบนโลกใบเดียวกัน
Part of that World

เวลาเที่ยงคืน วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ยังไม่ถูกประกาศ

ผมได้แต่หวังแค่ว่า เช้าวันนี้ วันที่ผมต้องส่องกระจก มันจะเป็นเช้าวันใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และไม่ต้องมีใครสูญเสียชีวิตไปจากโลกใบนี้ จากโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันอีก

หากเรามองย้อนกลับไปในยุค The Great Depression ที่ดิสนีย์ให้กำเนิดเจ้าหญิงที่ยอมจำนนต่อค่านิยมความเป็นเจ้าหญิงที่ดีอย่างสโนว์ไวท์ขึ้นมา จนถึงยุค The New Depression ที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่นี้ เจ้าหญิงแบบไหนกันเล่าที่กระจกวิเศษบานใหม่กำลังจะสะท้อนออกมาให้เห็น

สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทราบก็คือ ผลพวงของ The Great Depression หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ส่งคลื่นความเปลี่ยนแปลงมาถึงประเทศไทย และก่อให้เกิดการ ‘ปฏิวัติสยาม’ ใน พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ จากฝีมือของนายทหารและพลเรือนที่เรียกว่า ‘คณะราษฎร’ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

หากจะมองเป็นเส้นเรื่อง พวกเขาเหล่านี้ก็คือ The Outcasts ที่เชื่อในความเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างอะไรกับเส้นเรื่องของหนังดิสนีย์ยุคใหม่

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
มู่หลานเตรียมเข้าซาลอน ตัดผมเองแบบ DIY

“ได้เรียนดุจดังมนุษย์คงจะเพลิน เผชิญคำถามที่เก็บอยู่ในใจ”

ประชาธิปไตย คอนเซปต์จากยุคเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ที่วันนี้ตัวผมเองไม่แน่ใจว่ามันเบ่งบานแค่ไหนในประเทศไทย ประเทศแห่งปิตาธิปไตยที่ดูเหมือนว่าจะเชื่อในนางร้ายที่สมบูรณ์ ความงามเลิศในปฐพีที่ดีล้วน และเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยกอบกู้เด็กสาวไร้ทางสู้อยู่นับครั้งไม่ถ้วน

‘เสียงที่เท่ากัน’ ดูเหมือนจะเป็นเส้นเรื่องที่รอ เจ้าหญิงยุคใหม่ หรือแม้กระทั่งแม่มดใจร้ายเข้าไปสำรวจ และเชื่อมโลกแต่ละใบให้กลายเป็นโลกใบเดียว

“เมื่อเธอลองมองของพวกนี้ สิ่งที่ดีๆ มีทุกอย่างเลยจริง ๆ

อาจดูเหมือนชั้นมีทุกสิ่ง มีจึงพร้อมพร้อมเกินใคร

สิ่งอัศจรรย์เก็บไว้มากมายเพียงใด

แต่ใครสนเรื่องแค่นี้ไม่เพียงพอ~”

โลกที่เสียงของทุกคนเท่ากัน โลกที่ยารักษาโรคหรือแม้กระทั่งชีวิต ไม่ควรจะขึ้นอยู่กับเส้นสายหรือเงินในกระเป๋าสตางค์

“คุณคือเจ้าหญิงคนไหนในหนังดิสนีย์”

เจ้าหญิงที่ยอมจำนนกับค่านิยมของความดี และเฝ้ารอการช่วยเหลือของเจ้าชายขี่ม้าขาว หรือเจ้าหญิงที่กล้าเปล่งเสียง กล้าตั้งคำถาม และกล้าเผชิญกับความหนาวเหน็บ บนเส้นทางอันโดดเดี่ยวที่อาจจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ทั้งใบ

เวลาของการเจียนกระจกวิเศษใบใหม่คือเวลานี้ และผมกำลังยืนยันกับผู้อ่านไว้ตรงนี้ ว่ามันคือหน้าที่ของเราทุกคน

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
วู้ดดี้กับบัซไลท์เยียร์ สุดท้ายก็รู้ว่าตัวเองอยู่ในโลกใบเดียวกัน

ข้อมูลอ้างอิง

ew.com/movies/disney-princesses-evolution/

geekgals.co/2020/07/29/evolution-of-disney-princesses/

www.vox.com/culture/22453479/disney-villains-cruella-ursula-maleficent-scar-fans-jung-archetypes

yumeka36.tumblr.com/post/79328399017/frozen-and-the-evolution-of-disney-storytelling

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

การปลดล็อกดาวน์ครั้งที่ 4 ผมเริ่มเห็นร้านอาหารแถวบ้านกลับมามีลูกค้าอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ครึกครื้นเหมือนก่อนโควิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นบรรยากาศที่ทำให้สัตว์สังคมอย่างพวกเรานั้น รู้สึกอบอุ่นหัวใจได้ไม่มากก็น้อย

ผมต่อคิวร้านหมูกระทะ จิ้มจุ่ม มื้อเย็นแห่งหนึ่งอยู่นาน จนสุดท้ายพนักงานก็บอกว่า “ไม่ทันรอบสุดท้าย ก่อนปิดเคอร์ฟิวแล้วค่ะ” ซึ่งการอดทานมื้อล้อมหม้อ อาหารแห่งการสร้างปฏิสัมพันธ์เช่นนี้ เป็นหลักฐานที่ดี ที่ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ยังคงโหยหาการเชื่อมโยง ไออุ่นจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันเสมอ 

รวมถึง ‘เซ็กส์’ หรือเพศสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ดิลโด้ดึกดำบรรพ์ ไซส์ไม่สำคัญเท่าวัสดุที่ใช้สร้าง

เป็นเวลาแรมปีที่มนุษย์ทั้งโลกต้องคอยระวังเรื่องการนัดยิ้มมากกว่าปกติ ด้วยสถานการณ์โรคระบาด แน่นอนว่าพื้นที่ความงุ่นง่านหงุดหงิดหัวใจนั้น มีที่ให้ระบายอยู่ในโลกออนไลน์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ถึงกระนั้น เมืองไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธเอง ก็ยังไม่อนุญาตให้การสร้างสื่อทางเพศออนไลน์ ถูกกฎหมายอย่างเป็นทางการเสียที จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ล่าสุด OnlyFans หรือแพลตฟอร์มที่อนุญาตให้ทุกคนกลายเป็นค่ายหนังโป๊เล็กๆ ผลิตสื่อเสียงสำหรับแฟนๆ ของตัวเองโดยเฉพาะ ก็ยังไม่ถูกกฎหมายเสียทีเดียว 

ครั้งนี้ ‘วัตถุปลายตา’ จึงตัดสินใจค้นคว้าทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งจะช่วยปลดปล่อยความขุ่นข้องหมองใจ ในช่วงเวลาที่ต้องคงระยะห่างจากมนุษย์ถึงมนุษย์ด้วยกันไว้อย่างน้อย 1 เมตร และเลือกหยิบเอา ‘เซ็กส์ทอย’ หรือ ‘ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่’ จากใต้เตียง (คนรู้จัก) มาบอกเล่าการเดินทางของมันแทน

และนี่น่าจะเป็นบทความที่มีความหมายตรงตัว ตามชื่อคอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ ที่สุดแล้ว

แฟนจ๋า

วันก่อนเพื่อนที่รู้จักกันส่งข้อความมาหาผมว่า รู้รึยัง ‘แฟนเก่า’ ของผมกลายเป็นดาวโป๊ไปแล้วนะ คนติดตามเขาใน OnlyFans และ Twitter รวมกันนั้นเป็นแสนคนเลยทีเดียว พร้อมกับส่งรูปประกอบสุดโจ๋งครึ่มแนบมาให้ด้วยเป็นหลักฐาน

เพื่อนคนนี้น่าจะทราบดีว่า ตัวผมเองนั้นเรียกตัวเองว่า ‘ลิเบอร่าน’ มานานนม และตั้งแต่ก่อนเลิกกับแฟนคนนั้น ผมเองก็ยังเคยยุยงเขาให้เปิดช่องทางนี้เลยหากตัวเขาต้องการ ด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า เราไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายของเขา (Their Body Their Choice) ดังนั้น การที่มีรูปหรือคลิปวาบหวามของเขาโผล่มาให้เห็นนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับผมเสียเท่าไหร่

เช่นเดียวกับการต้องถกเถียงกันเรื่อง ‘เซ็กส์’ ในสังคมไทยเช่นเดียวกัน

ถึงกระนั้น วันของการรักสนุกของผู้เขียนเองนั้น เบาบางลงเยอะ เยอะ เยอะมากๆ เมื่อเทียบกับสมัยหนุ่มๆ ‘ของเล่น’ จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ไม่เสียเวลาเยอะ ล้างน้ำให้สะอาด เรากับร่างกายของเราก็เกี้ยวพาราสีกันได้ แบบไม่ต้องพึ่งพาบุคคลที่สองเสียด้วยซ้ำ

จะกี่ล็อกดาวน์ก็ไม่ใช่ปัญหา หากเรามีวัตถุที่เป็นเพื่อนเล่นช่วยบริหารระดับฮอร์โมนของเราให้อยู่ในระดับสุขภาพดี ไม่ต้องเบียดเบียนใคร แต่ถึงจะเกริ่นมาขนาดนี้ เซ็กส์ทอยในสังคมไทยก็ยังเป็นวัตถุที่ต้องแอบซ่อน ซุกไว้ใต้เตียง หลบจากการมีตัวตนอยู่อย่างน่าประหลาดใจ

ทำไม ? ครั้งนี้เราอาจจะได้คำตอบที่น่าประหลาดใจกันถ้วนหน้า และคำเตือนเดียวก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเลื่อนลงไปอ่านย่อหน้าอื่นๆ ข้างล่างนี้คือ จงเปิด (ใจ) ไว้

ดิลโด้ดึกดำบรรพ์

ประวัติศาสตร์การมีอยู่ของเซ็กส์ทอยย้อนไปยาวไกล ไกลถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น และท่านผู้อ่านเองก็อาจจะแปลกใจที่ได้รู้ว่าชาวเอเชียนั้น คุ้นเคยกับของเล่นสำหรับผู้ใหญ่มานานนม ยิ่งกว่าชาวตะวันตกเสียอีก

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ของเล่นขุนนางในสมัยราชวงศ์ฮั่น

ขุนนางในสมัยราชวงศ์ฮั่นใช้หยกแกะสลักเป็นรูปแท่ง ยึดติดกับสายรัดที่ทำด้วยบรอนซ์ หรือที่สมัยนี้อาจจะเรียกว่า Strap On แล้วนิยมใช้หยกนี้สอดเข้าไปในทวาร เพื่อกักเก็บพลังงานฉี (Chi) ไว้ในตัวเอง ซึ่งถือเป็น Butt Plug หรือที่เสียบก้นยุคโบราณที่สุด ในเชิงประวัติศาสตร์ ไอ้เจ้าวัตถุชิ้นนี้นิยมใช้กันทั้งชายและหญิงเสียด้วยซ้ำ!

แต่หากจะเรียกไอ้เจ้าหยกชิ้นนี้ว่าเป็นเซ็กส์ทอยชิ้นแรกในประวัติศาสตร์โลก ก็คงไม่ถูกทีเดียว เพราะดิลโด้หรือแท่งหฤหรรษ์แท่งแรกกำเนิดขึ้นราว 28,000 ปีที่แล้ว และมีความยาว 8 นิ้ว เหนาะๆ ด้วยกัน

28,000 ปีคือระยะเวลาที่ยาวนานกว่าการเกิดขึ้นของวัฒนธรรม จารีต ประเพณี และศาสนา ของชาติใดๆ ทั้งสิ้นบนโลก รวมถึงชาติไทยเราเองด้วย

ดิลโด้คืองานคราฟต์ยุคดึกดำบรรพ์ของมนุษยชาติ ก่อนที่จะมีชาติเสียอีก และวัตถุนี้ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุใกล้ตัวที่หลากหลาย ตั้งแต่หิน หินอ่อน กระดูกสัตว์ เขาสัตว์ หรือแม้กระทั่งขนมปัง! และน้ำมันมะกอกแทนสารหล่อลื่น

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ชาวโรมันก็ไม่ยอมแพ้ สร้างสรรค์ไม่แพ้ขุนนางจีน

การขยายตัว

ถ้าแรงบันดาลใจคือบ่อเกิดของความสร้างสรรค์ ไอ้เจ้าความสร้างสรรค์ของมนุษย์นี่แหละ คือบ่อเกิดของการคิดค้นเซ็กส์ทอยที่สนุกสนาน สวยงาม และสยิวกิ้วมากขึ้น

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าชนเผ่าในแอฟริกา นิยมใช้ขนม้ามัดเป็นกระจุกเพื่อกระตุ้นจุดคลิตอริสของสตรีในขณะมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่ผู้ชายก็นิยมเจาะร่างกายและอวัยวะด้วยงาช้างหรือไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มผิวสัมผัสให้การมีเซ็กส์

หลังจากนั้นอีกพันปีให้หลัง ชาวพม่ารวมถึงชาวจีนก็คิดค้นเจ้าลูกกลมๆ แกะสลัก ลักษณะคล้ายอัณฑะ สำหรับใช้สอดเข้าไปทั้งในร่างกายของทั้งชายและหญิงเพื่อเพิ่มความหฤหรรษ์ และเจ้าบอลนี้ก็มีชื่อเรียกว่า Ben Wa / Orgasm Ball หรือแปลเป็นไทยว่า ลูกบอลจุดสุดยอด

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ลูกบอลจุดสุดยอดของพม่า

ใน ค.ศ. 1700 ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ก็เริ่มขยายขอบเขตความสร้างสรรค์ไปถึง Sex Doll หรือตุ๊กตาเซ็กส์ ที่มีรูปร่างราวกับมนุษย์ โดยประวัติศาสตร์ของมันนั้นยืดยาว สนุก และน่าสนใจมากๆ ไม่แพ้กัน-ผู้เขียนจึงขออนุญาตติดไว้เล่าต่อในโอกาสหน้า

หลังจากนั้นใน ค.ศ. 1904 นักเคมีในปารีสก็เริ่มคิดค้นตุ๊กตายางสำหรับท่านชาย และหลังจากนั้นเป็นเวลา 4 ปี ตุ๊กตายางตัวแรกก็ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับจิ๊มิสังเคราะห์ที่ติดตัวตุ๊กตา นั่นคืออีกหนึ่งเส้นทางการเกิดขึ้นของวัตถุมหัศจรรย์ของทั้งท่านชายและหญิง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
ชีวิตที่มีมากกว่าทางเลือกเดียว

โลกใหม่ที่สั่นไหว

ผลจากวิวัฒนาการทำให้แท่งหฤหรรษ์ที่เคยเป็นงานคราฟต์ งานหัตถกรรมแกะสลัก ก็กลายเป็นวัตถุที่แฝงเทคโนโลยีการผลิตแบบร่วมสมัยไว้ เริ่มต้นในยุควิกตอเรียน ที่ดิลโด้ต้องใช้การไขลาน หรือใช้ลักษณะกลไกบางอย่างเพื่อทำให้ขยับและเคลื่อนไหว

ดิลโด้ที่เคลื่อนไหวได้ชิ้นแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นโดยนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันใน ค.ศ. 1869 โดยตั้งใจสร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือใช้รักษาโรค Hysteria ของสตรี ใช้การขับเคลื่อนจากพลังงานไอน้ำ! ใช่ ไอน้ำ มันมีชื่อตั้งไว้อย่างชวนหัวว่า ‘The Manipulator’ หรือแปลเป็นไทยให้สอดคล้องว่า ‘เครื่องปลุกปั่น’

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
เริ่มต้นมนุษย์ก็อ้างว่าสิ่งเหล่านี้คือเครื่องนวดหน้า นวดคอ

อันที่จริงแล้ว เครื่องสั่นในลักษณะเดียวกันกับไอ้เจ้าเครื่องปลุกปั่นในยุคนั้น ถือกำเนิดมาเพื่อแก้ปัญหาการปวดเมื่อยในร่างกายส่วนต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งภายหลังความเมื่อยนี้ก็เริ่มลงต่ำและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จนสุดท้ายนักประดิษฐ์ก็ต้องหลับหูหลับตา ปิดตาหนึ่งข้าง ผลิตและจัดจำหน่ายสิ่งนี้ต่อไปอย่างไม่ต้องรู้ว่าเราเมื่อยกันที่ตรงไหนแน่

การประยุกต์ใช้งานเครื่องสั่นในลักษณะนี้ถูกใช้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 20 โดยมีสินค้าระดับตำนานอย่าง ‘Magic Wand’ หรือคฑามหัศจรรย์ของฮิตาชิที่ปฏิวัติวงการแท่งหรรษา หรือเรียกง่ายๆ ว่า เขย่าวงการเซ็กส์ทอย แบบที่ตัวแบรนด์เองก็ไม่ได้ตั้งใจไว้ ตลอดยุค 60 จนถึงปลายยุค 70

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว

ศาลในอเมริกาเองนั้นเพิ่งจะตัดสินให้ร้านเซ็กส์ช็อปเป็นสิ่งถูกกฎหมายในช่วงยุค 60 ซึ่งนั่นหมายความว่า ผู้ชายในยุคก่อนหน้านั้น หากประสงค์จะจิ้มอะไรเพื่อความสยิวกิ้ว ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากพอตัวเลยทีเดียว

ให้มันแตกเลยดีกว่า

หลังจากยุค Sexual Revolution ในยุค 60 และ 70 เป็นต้นมา ผู้ที่เชื่อว่าเรื่องเพศสัมพันธ์หรือเซ็กส์ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลามกอนาจารเสมอไป ก็เริ่มออกมาทุบๆๆ กรอบและความเชื่อตามจารีตแบบประเพณีนิยมให้แตกๆๆ แขนงออกไปหลากหลายมิติมากขึ้น รวมถึงไอ้เจ้าเซ็กส์ทอย ก็ไม่ต้องแอ๊บขายว่าเป็นที่นวดหลังอีกต่อไป

ซึ่งจุดเปลี่ยนนี้แหละที่ทำให้การออกแบบดิลโด้หรือแท่งหฤหรรษ์ มีดีไซน์ล้ำสมัยมากขึ้น นักประดิษฐ์และนักสร้างสรรค์หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า มันยังจำเป็นต้องหน้าตาเหมือนเครื่องเพศชายอยู่หรือไม่ สีเนื้อคือสีอะไรกันแน่ แล้วมันเนื้อใคร แล้วมันต้องสีเนื้อหรือไม่ ที่สำคัญที่สุด ผู้ชายเองล่ะ ต้องการของเล่นเหล่านี้เพื่อปลดปล่อยความงุ่นง่านของตัวเองด้วยหรือเปล่า

ประวัติศาสตร์ยืดยาวแห่งเซ็กส์ทอย 30,000 ปีแห่งความสยิวกิ้ว
กระต่ายที่ไม่ได้อยู่ในพระจันทร์

หลังจากนั้น กรอบของเล่นเพื่อผู้ใหญ่ก็ถูกขยาย ยืด ให้กว้าง สนุกสนาน ไร้กฎ ไร้ขั้วแบบ Non-binary มากขึ้น เราจึงได้เริ่มเห็นดิลโด้ที่หน้าตาไม่เหมือนจู๋ แต่เป็นรูปร่างนามธรรม สอดคล้องกับสิ่งที่มันจะต้องเข้าไปอยู่มากขึ้น ในขณะที่สีม่วง สีชมพู สีเงิน ที่ไม่ได้มีอยู่จริงในเครื่องเพศตามธรรมชาติ ก็ถูกนำเข้ามาใช้ในการออกแบบเซ็กส์ทอยมากขึ้น หรือถ้ามันยังจำเป็นต้องดูเหมือนเจ้าโลกของผู้ชายอยู่ เฉดสีหรือรูปร่างรูปทรงก็หลากหลายขึ้นมากมาย ทั้งสีเนื้อแบบ Caucasian สีเข้มแบบชาวผิวสี งุ้มขึ้น งุ้มลง เอียงซ้าย เอียงขวา เพราะผู้ผลิตและออกแบบรู้แล้วว่า ผู้ใช้นั้นมีรสนิยมและความต้องการไม่เหมือนกันจริงๆ

กระแสที่เป็นที่ครึกโครมในยุค ค.ศ. 2000 ครั้งหนึ่งนั้น ก็ต้องยกเครดิตให้ซีรีส์เรื่อง Sex and the City ที่ 1 ใน 4 สาวมีสคริปต์ที่พูดว่า “ฉันขออยู่บ้านกับกระต่ายดีกว่า” ซึ่งกระต่ายตัวนั้นหมายถึง Vibrator ชื่อ Rabbit ที่มีเจ้ากระต่ายน้อยน่ารักเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของเจ้าแท่งมหัศจรรย์นี้อย่างน่าเอ็นดู

ส่วนหนึ่งที่ผู้คนมีทัศนคติที่เปิดกว้างขึ้นนั้น เกิดมาจากผลจากการเคลื่อนไหวของทั้งนักต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมของสตรี และกลุ่ม LGBTQ+ ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการถกเถียงประเด็นทางเพศมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติที่ผู้คนมีต่อวัตถุประจำบ้านจำพวกนี้ด้วย

ความสุขบรรจุกระป๋อง

แน่นอนว่าถ้าบทความนี้จะพูดถึงแต่ดิลโด้อย่างเดียวก็อาจจะไม่ยุติธรรม เพราะจริงๆ แล้ว ทุกวันนี้ของเล่นสำหรับผู้ใหญ่หรือเซ็กส์ทอยไม่ได้มีสำหรับผู้หญิงอย่างเดียว ท่านชายและท่านอื่นๆ ไม่ว่าท่านจะระบุรสนิยมหรือตัวตนทางเพศของตัวเองว่าอย่างไร ก็มีทางเลือกการมอบความสุขให้กับร่างกายตัวเองอย่างเท่าเทียมเช่นกัน

จากการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตในยุค 90 ซึ่งเป็นที่มาของเว็บโป๊หรือแพลตฟอร์มของสื่อวาบหวิวจำนวนมากๆๆ แบบที่ไม่มีวันดูหมด กลุ่มเว็บบอร์ดของผู้ชายกลัดมันก็เริ่มแลกเปลี่ยนวิธีการจิ้มและการประดิษฐ์เต้ารับ เต้าเสียบ จากอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือใกล้ตัว

ใช่ ฉากจิ้มพายอุ่นๆ ในตำนานของหนัง American Pie ก็เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายวัฒนธรรมและนวัตกรรมเขย่าโลกนี้ด้วย ซึ่งคำแนะนำบนเว็บบอร์ดนั้นมีตั้งแต่ซอกโซฟา หมอน ยันลูกโป่ง และถุงยางต่างๆ ที่เสกจิ๊มิปลอมขึ้นมาได้

เซ็กส์ทอย สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีตัวตนทางการในสังคมไทยเสียที มีการเดินทางยาวกว่าที่ทุกท่านคิด ความยาวนั้นสำคัญไฉน
ไฟฉายที่ไม่ได้มีไว้ส่องแสง

นักธุรกิจหัวใสอย่าง Steve Shubin สังเกตเห็นความต้องการของผู้ชายในโลกออนไลน์ เขาจึงเริ่มระดมทุน เพื่อคิดค้นสิ่งที่จะเป็นของเล่นของท่านชายขึ้นมาใน ค.ศ. 1995 และท้ายที่สุด ผลจากการค้นคว้าของเขาก็ทำให้มนุษยชาติได้ยลโฉม Fleshlight หรือไฟฉายที่ปลายไม่ได้เอาไว้ส่องแสง แต่เอาไว้สอดใส่แทน โดยตัวเขามีปณิธานว่า จะทำให้ความรู้สึกรวมถึงผิวสัมผัสสมจริงที่สุด

หลังจากนั้น Fleshlight ก็แตกลูกแตกหลาน ออกมาเป็น Fleshjack ที่ออกแบบให้คล้ายกับก้น สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกย์แทน นับตั้งแต่การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย รวมถึงความไวในการเชื่อมต่อโลกของของเล่นผู้ใหญ่ก็ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้เรามีแว่น VR หรือ แว่น Virtual Reality ที่เชื่อมต่อเรื่องราวหนังโป๊เข้ากับทุกการเคลื่อนไหวของของเล่น ราวกับเราอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ 

แฟนเท่านั้น

ผมเปิดภาพช่อง OnlyFans ของแฟนเก่าที่เพื่อนแนบมาให้ โอ้โห ในขณะที่เราคิดว่าเคยเห็นเขาทุกแง่มุมแล้ว มันก็ยังต้องมีบางแง่มุมจริงๆ สิน่า ที่เราคาดไม่ถึง

OnlyFans เปรียบเสมือนช่องทางให้ผู้ผลิตเนื้อหาสร้างเนื้อหาอะไรก็ได้สำหรับแฟนๆ หรือคนดูที่ต้องการติดตามและสนับสนุนผู้ผลิตเนื้อหาโดยตรง โดยมีราคาค่างวดในการสนับสนุนแล้วแต่ผู้ผลิตจะตั้งไว้ ซึ่งการเติบโตของแพลตฟอร์มลักษณะนี้ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 นั้น ผมเคยเขียนไว้แล้วในคอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ ตอน พอร์นวิทยา หรือ ประวัติศาสตร์แห่งหนังโป๊ ซึ่งสรุปง่ายๆ สั้นๆ ว่า คนทั่วโลกก็หงุดหงิดงุ่นง่านกันมากขึ้น ไม่มีใครน้อยหน้าใคร

ถึงกระนั้น OnlyFans ก็ยังถูกตัดสินให้ไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทยอยู่ดี ใช่ครับ ประเทศเดียวกันกับที่มีอุตสาหกรรม Red Light District ที่มีชื่อเสียงระดับโลกนี่แหละครับ

เราคนไทยทุกคนคุ้นเคย ชินชา กับความย้อนแย้งแบบไทยๆ นี้ดี จนมันแทบจะเป็นเรื่องตลกไปแล้ว

ผมไม่แน่ใจว่าหากนิยามตัวเองว่าเป็นอนุรักษ์นิยม สิ่งที่ผมอนุรักษ์จะต้องย้อนไปไกลแค่ไหน ไกลถึงต้นกำเนิดของจารีต ประเพณี ชาติ ศาสนา หรือดิลโด้ที่เกิดก่อนราว 28,000 ปี แล้วนี่เราในฐานะมนุษย์กำลังปกป้องคอนเซ็ปต์ของอะไรกันอยู่แน่

ถึงกระนั้น ผมลบภาพ OnlyFans ของแฟนเก่าในมือถือไป ไม่ใช่เพราะว่ารับสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่ภาพที่ผมเลือกจะจำไว้ก็คือคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีความฝัน ความทะเยอทะยาน มีทักษะทางภาษา รักการท่องเที่ยว รักอิสระ สุภาพ เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งมันคือภาพที่ออกมาจากคนเดียวกัน กับคนที่กำลังเสนอภาพวาบหวามและความเป็นดาราหนังโป๊สมัครเล่น ให้กับแฟนๆ เป็นหมื่นเป็นแสนดูนี่แหล่ะ ซึ่งนี่กลับเป็นความย้อนแย้งอีกชนิดที่สังคมไทยรับไม่ได้

ผมไม่ได้คุยกับเขามานานมาก หลังจากเลิกรากันไป จะด้วยดีหรือไม่ก็ตาม แต่วันที่เขาตัดสินใจส่งข้อความมาทัก หลังจากที่ตัวเขาประสบความสำเร็จในการเพิ่มยอดคนดูเป็นแสนๆ แล้ว คำตอบที่ผมส่งกลับไปก็คือ

“อ้อ เราจะบอกว่า เห็นด้วยนะที่หาที่ยืนและพื้นที่ของตัวเองได้ ในประเทศที่คนตัวเล็กๆ แทบจะไม่มีที่ยืนแบบนี้”

และสิ่งที่เขาส่งกลับมาคือ ส่วนลดประจำเดือนเกิดของค่า Subscribe รายเดือน ซึ่งผมขอยืนยันกับผู้อ่าน แฟนใหม่ของผม และเซ็กส์ทอยใต้เตียงไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ผมไม่ได้รับข้อเสนอของเขา จริง จริ๊ง 

สาบานต่อหยกแกะสลักราชวงศ์ฮั่นเลยสิ ให้ตายเถอะ!

เซ็กส์ทอย สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีตัวตนทางการในสังคมไทยเสียที มีการเดินทางยาวกว่าที่ทุกท่านคิด ความยาวนั้นสำคัญไฉน
ฉันจะบิน บินไป ไกลแสนไกลไม่หวั่น – เสียงที่ดังในหัวเมื่อเห็นหยกแกะสลักจากสมัยราชวงศ์ฮั่น

ข้อมูลอ้างอิง

allthatsinteresting.com

www.thecut.com

in.askmen.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load