“กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี” แม่มดชั่วร้าย เอ่ยปากถามกระจกวิเศษ

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2564

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย 10,082 คน

10 ใน 10,082 คนคือเพื่อนและคนรู้จักของผม ที่กำลังวิ่งวุ่นกับการหาเตียง

ยอมรับว่าช่วงเวลานี้ คือช่วงเวลาที่มืดมนเหลือเกิน ในการจะต้องเขียนบทความใดๆ ท่ามกลางวิกฤตของประเทศกับโควิด-19 ที่ทำให้ประชากรไทยล้มตายราวกับใบไม้ร่วง

ผู้เขียนเองเก็บตัวอยู่ที่บ้านและต้องรับมือกับอารมณ์ โกรธ โมโห หวาดกลัว สิ้นหวัง หดหู่ ท้อแท้ ทุกเช้าที่ตื่นมาแปรงฟัน มองภาพสะท้อนหน้ากระจก-ทุกอารมณ์เชิงลบที่พรั่งพรูออกมา คงไม่ต่างอะไรกับแม่มดชั่วร้ายตนนั้น

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
อารมณ์ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาอ่านข่าวผู้ติดเชื้อโควิด-19

ผมใช้ชีวิตอยู่กับ Netflix และ Zoom สลับกันไปมาในห้องคอนโดฯ เล็กๆ ประทังความหิวด้วยมื้ออาหารที่ทำกินเองง่ายๆ ซึ่งก็ไม่ได้อร่อยล้ำอะไร และวิธีการดีท็อกซ์ความรู้สึกลบๆ จากการอ่านข่าวสารบ้านเมือง โซเชียลเน็ตเวิร์กของผม ก่อนนอน คือการดูหนังการ์ตูนดิสนีย์ โดยเฉพาะการ์ตูนสองมิติ ในสมัยที่การ์ตูนเพลงแบบฉบับดิสนีย์ยังคงเป็นที่นิยมอยู่

“คุณคือเจ้าหญิงคนไหนในหนังดิสนีย์” คือเกมคลาสสิกที่นิยมเล่นกันในหมู่หญิงสาว หรือแม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนเก้งของผม (เพื่อนโบ้ยว่าผมคือ Raya)

คอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้ ผมตัดสินใจแหกกฎ ไม่ได้เขียนถึงตัววัตถุหรือข้าวของเสียทีเดียว แต่หยิบเอากองม้วนวิดีโอ VHS หนังดิสนีย์ในคอนโดฯ ของผม เป็นจุดเริ่มต้นของการบอกเล่าเรื่องราวคู่ขนาน และวิวัฒนาการของ ‘เจ้าหญิงในโลกของดิสนีย์’ ควบคู่ไปกับสถานการณ์บ้านเมืองของเราที่แสนจะเศร้าและอดสู

ใช่ครับ ผมเชื่อว่าการเฝ้าดูและศึกษาการเดินทางเจ้าหญิงดิสนีย์ อาจจะเป็น ‘กระจกวิเศษบานใหญ่’ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ และไขข้อข้องใจหลายๆ อย่าง รวมไปถึง ‘ความงามเลิศในปฐพี’ ของเราเอง แบบที่ท่านผู้อ่านก็อาจจะคาดไม่ถึง

หดหู่กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
The Great Depression

ในยุคของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป ในช่วงปลาย ค.ศ. 1929 หรือที่เรียกว่า ‘The Great Depression’ ผู้คนต่างล้มตาย เศรษฐกิจพังพินาศ และอัตราการว่างงานสูง ไม่ต่างกับวิกฤตที่เรากำลังเผชิญ (หรือกำลังจะเผชิญในเวลาอันใกล้นี้) สักเท่าไหร่

Disney ค่ายหนังระดับตำนาน ตัดสินใจปล่อยหนังการ์ตูนสีความยาว 1 ชั่วโมงกว่า ท่ามกลางคลื่นของความหดหู่นี้เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1937 โดยมีเสียงครหามากมาย ว่าจะมีใครทนนั่งดูหนังการ์ตูนยาวเป็นชั่วโมงได้

แต่ดิสนีย์พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นคิดผิด

หนังการ์ตูนเรื่องนั้นคือ Snow White and the Seven Dwarfs หรือ สโนว์ไวท์ กับคนแคระทั้งเจ็ด ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
เจ้าหญิงที่กำเนิดมาพร้อมกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

สโนว์ไวท์ ในตอนนั้นทำหน้าที่เหมือน Escapism หรือหลุมดำหลบหนีความโหดร้ายของโลก ความเป็นจริง ของผู้คนที่ไม่ต้องการรับรู้ความเครียดและความกดดันของ The Great Depression อันแสนจะมืดมน

สิ่งที่หลายคนไม่ทราบคือ ภาพของสโนว์ไวท์ยังเปรียบเสมือน ‘กระจกวิเศษ’ ที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของการเป็น ‘ผู้หญิงที่ดี’ ในยุค 30 ที่ผู้หญิงต้องเชี่ยวชาญงานบ้าน ทำอาหาร ปัดกวาดเช็ดถู และถึงแม้จะสวยพริ้งแค่ไหน การเอาชนะอุปสรรคของเจ้าหญิงที่ผิวขาว ผมดำขลับคนนี้ กลับเกิดขึ้นไม่ได้โดยปราศจากความช่วยเหลือของ ‘เจ้าชายขี่ม้าขาว’ อยู่ดี

ค่ำของวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 1 ใน 10 ของเพื่อนของผมที่ติดโควิดไลน์กลับมาแจ้งว่าหาเตียงได้แล้ว แต่วางเงินไปหลายแสนบาท ในขณะที่อีก 9 คนยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง

เด็กสาวไร้ทางสู้
Damsel in Distress

‘Damsel in Distress’ หรือเด็กหญิงที่ตกที่นั่งลำบาก กลายเป็นพล็อตเรื่องสำคัญของวัฒนธรรมเจ้าหญิงดิสนีย์ในยุคนั้นที่ส่วนมากได้รับอิทธิพลมาจากเทพนิยาย (Snow White, Beauty and the Beast, Sleeping Beauty, Cinderella) และการมีผัวเป็นเจ้าชาย ก็ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปของ ‘ผู้หญิงที่สมบูรณ์’ ในเทพนิยายแบบดิสนีย์ในยุคโบราณ

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
เจ้าชายลงจากม้ามาร้องเพลงเกี้ยวสาว

การวาดภาพให้ ‘ผู้ชาย’ เป็นคนช่วยเหลือผู้หญิง มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าในยุคของสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หัวหน้าครอบครัวหลายๆ คนที่เป็นเพศชาย ก็สูญเสียอาชีพ รายได้ และความมั่นคงไปเช่นกัน ดังนั้น การช่วยเหลือหญิงสาวแสนสวยซึ่งกำลังตกที่นั่งลำบากในหนังดิสนีย์ กลายเป็นภาพสะท้อนความต้องคืนอำนาจให้กับผู้ชาย และการพึ่งพาตัวเองของผู้หญิงในโลกของความเป็นจริง ที่ทั้งเจ้าหญิงและเจ้าชายต่างก็เดือดร้อนจากพิษเศรษฐกิจกันทั้งสองฝ่าย

แต่เจ้าหญิงรุ่นบุกเบิกอย่างสโนว์ไวท์ ทิ้งค่านิยมอาบยาพิษบางอย่างไว้กับสังคม ไม่ต่างกับแอปเปิ้ลลูกนั้นในเทพนิยายเช่นกัน

คืนวันศุกร์คืนนั้น ผมนอนไม่หลับ ใจเต้นแรงผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีไข้ แต่ในหัวเต็มไปด้วยความกังวล กังวลชีวิตเพื่อน กังวลชีวิตตัวเอง แล้วนี่ถ้าผมติดโควิดขึ้นมาตอนนี้ ผมจะมีทางรอดได้ยังไง-คืนนั้น ผมตัดสินใจเปิดหนังการ์ตูนเรื่อง Soul ทิ้งไว้บนทีวีเป็นเพื่อน

การเปลี่ยนแปลงใดๆ นั้นแย่เสมอ?
Change is Bad?

ปราสาทของเจ้าหญิงนิทราจะยังคงปกคลุมด้วยเถาวัลย์ หลังคำสาปถูกถอนได้หรือไม่

ซิมบ้าจะตัดสินใจไม่กลับไปปกครองฝูงสัตว์ได้หรือไม่

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเจ้าชายอสูรไม่กลายร่ายกลับไปเป็นหนุ่มหล่อรูปงาม

เช้าวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม ผมส่องกระจก แปรงฟัน พร้อมเปิดข่าวทีวีทิ้งไว้เช่นเคย จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยคือ 10,082 คน และจำนวนผู้เสียชีวิตคือ 141 ราย

ผมไลน์ไปถามเพื่อนๆ บางคนที่ยังไม่ได้เตียง ทุกคนยังวิ่งวุ่นอยู่ แต่ยังไม่มีใครอาการหนัก เสียชีวิต

หากเราสำรวจหนังการ์ตูนดิสนีย์ในยุคก่อนๆ โดยเฉพาะในยุคที่ดิสนีย์ได้รับอิทธิพลจากละคร เพลงบรอดเวย์อย่างเข้มข้นนั้น เราจะเห็นภาพของ ‘การคืนสภาพ กลับไปสู่สิ่งเดิม’ การคืนความผาสุก สงบสุขให้กับโลกใบเดิม ในแทบจะทุกเรื่อง

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
การหวนสภาพของปราสาทเจ้าหญิงนิทรา

นั่นก็เพราะว่า เลนส์ของดิสนีย์ในยุคนั้น การเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องไม่ดี และในโลกที่สมบูรณ์แบบ เจ้าหญิงกับเจ้าชายควรจะต้องครองคู่ ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ไปตราบชั่วนิจนิรันดร์

โลกใบเดิมคือโลกที่ผาสุก และหนังดิสนีย์ในสมัยก่อนนั้น ฉายภาพซ้ำของการกู้คืนซึ่งความดีงามตามประเพณีและขนบอยู่มากมายนับครั้งไม่ถ้วน

ลองหลับตานึกภาพของปราสาทของเจ้าหญิงจัสมิน ที่ในตอนจบหลังจากจาฟาร์ถูกพิชิต ถอนคำสาปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับมาสวยงามทองอร่ามเหมือนเดิม

ใช่ครับ น้ำเสียงของดิสนีย์ในตอนนั้น มีค่านิยมของความเป็นอนุรักษ์นิยมแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย และนอกจากการวาดภาพของเจ้าหญิงที่ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าชาย ซึ่งต้องเก่งฉกาจในงานบ้านงานเรือนและภาพครอบครัวแสนสุขแล้ว ภาพของการ ‘คงไว้ซึ่งโลกใบเดิม’ ก็เป็นหนึ่งในสารหลักของหนังดิสนีย์ในยุคนั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

แล้วการเปลี่ยนแปลงมันผิดตรงไหนเล่า

นั่นคือคำถามที่เจ้าหญิงดิสนีย์ยุคถัดไปเริ่มตื่นรู้ ตั้งข้อสงสัย และขวนขวายหาคำตอบ

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
ขนาดดินแดนของ Lion King ก็ยังไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง

เจ้าหญิงหัวรั้น
Rebel Children

“…ที่คนเดินเหิน วิ่งเพลินกันไป สุขใจในแสงตะวันจากเบื้องบน เที่ยวเพลินเดินเล่น ขอเป็นเช่นคนอยู่บนโลกงาม”

เอเรียล หรือ เงือกน้อย ถึงแม้จะเป็นลูกของราชันใต้มหาสมุทร แต่ก็ยังอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า มันมีอะไรอยู่นอกเหนือผืนน้ำอันกว้างใหญ่หรือไม่ แล้วเนื้อร้องด้านบนนั้น ก็มาจากเพลง Part of Your World หรือ อยู่ในโลกใบนั้น หากแปลเป็นภาษาไทย

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
เอเรียลที่ใช้ชีวิตล็อกดาวน์อยู่ใต้น้ำ

ถ้าฟังเผินๆ ก็เป็นเพลงที่โรแมนติกไม่เบา จนกระทั่งเรานึกเอะใจว่า โลกของเธอกับโลกของฉัน มันไม่ใช่โลกใบเดียวกันหรอกหรือ

วันเสาร์ที่จำนวนคนติดเชื้อแตะหลักหมื่นเป็นวันแรก คือวันเดียวกับที่เพื่อนของผมคนหนึ่งได้โควต้าฉีดวัคซีนให้คุณแม่ ภาพที่เพื่อนเล่าให้ฟัง คือบนบันไดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณลุงท่านหนึ่งที่นั่งรถมาจากต่างจังหวัดกำลังขอร้องให้พนักงานรับเรื่อง ช่วยเพิ่มชื่อของคุณลุงเข้าไปในรายชื่อคนที่ได้ฉีดได้หรือไม่

พนักงานคนนั้นที่น่าจะเหน็ดเหนื่อยมากๆ จากการรับเรื่องหนักหัวมาทั้งวันบอกว่า “โควต้าเต็มแล้ว” และคุณลุงต้องกลับไปลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ถึงจะมีสิทธิ์

คุณลุงท่านนั้นไม่เข้าใจว่าแอปพลิเคชันคืออะไร และตัดสินใจกลับบ้าน โดยไม่ได้รับฉีดวัคซีน

ตั้งแต่ยุคเอเรียลเป็นต้นมา ดิสนีย์เริ่มให้กำเนิดเจ้าหญิงหัวรั้นที่มีปากเสียง ตั้งคำถามกับสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ ชนชั้น สถานะและฐานะของตัวเองมากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นในเจ้าหญิงจัสมิน ผู้ไม่กลัวการเผชิญหน้า เถียงบิดาที่เป็นราชา และไม่กลัวที่จะปลอมตัวเป็นสามัญชน ออกไปสำรวจโลกภายนอกรั้ววังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

เจ้าหญิงผิวสี
Colored Princesses

หลังจากนั้น เราก็ได้เห็นเจ้าหญิงหรือตัวเอกหญิงที่กล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ว่ายน้ำทวนกระแส และลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบเดิมมากขึ้น เช่น สาวยิปซีเอสเมอรัลด้า ใน คนค่อมแห่งนอเทรอดาม, โพคาฮอนทัส หรือแม้กระทั่งเจ้าหญิงจัสมินเองก็ตาม ถึงแม้ว่าในกรณีของโพคาฮอนทัส จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ในแง่ของการ ‘White Wash’ ประวัติศาสตร์ในแบบดิสนีย์ที่ยังมองทุกอย่างผ่านสายตาค่านิยมแบบคนขาว

แต่อย่างน้อย หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งเหล่านี้ไม่ได้นั่งรอ นอนรอจุมพิตจากเจ้าชาย และกล้าลุกขึ้นมาชะโงกมองออกไปยังโลกข้างนอก สำรวจทั้งโลกของเธอ โลกของฉัน และกล้าที่จะเปล่งเสียงเพื่อบางสิ่งบางอย่างมากขึ้น

เช่นเดียวกับที่ดิสนีย์เริ่มจะรู้ตัวว่า ทุกอย่างที่ตัวเองสื่อออกไปคือกระจกวิเศษ สะท้อนคุณค่าทางความคิด ค่านิยม ซึ่งใช้ขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า หรือสะกดจิตผู้คนให้คล้อยตามได้อย่างน่ามหัศจรรย์

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
ใบหน้าของผู้เขียนเมื่อส่องกระจกโซเชียลมีเดีย

ดิสนีย์จึงเริ่มทดลองให้กำเนิดหญิงสาวที่ไม่ต้องการผู้ชาย แต่กล้าทำทุกอย่างที่ผู้ชายทำ แม้กระทั่งการปกป้องประเทศหรือออกรบ อย่างมู่หลาน แน่นอนว่าหากเทียบกับ Gender Role หรือบทบาททางเพศของตัวเองดิสนีย์อื่นๆ ก่อนหน้า มู่หลานสะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่ก้าวหน้ามากกว่า ‘เจ้าหญิงดี’ หรือภาพยนตร์ใดๆ ที่เคยมีมาในค่ายระดับตำนานนี้

ถึงกระนั้นเอง วิวัฒนาการของผู้หญิงแบบมู่หลานเองก็ยังถือว่าอนุรักษ์นิยม เมื่อเราค้นพบว่า 77 เปอร์เซ็นต์ของบทพูดใน มู่หลาน (Mulan) (หนังที่ตัวเองอุตส่าห์ได้เป็นชื่อเรื่อง) เป็นของผู้ชาย และหนังอื่นๆ ก่อนหน้านั้นของดิสนีย์ มากกว่าครึ่งคือน้ำเสียง บทสนทนาที่ออกมาจากตัวละครเพศชายล้วนๆ

คืนวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม เพื่อนของผมหาเตียงเพิ่มได้อีกหนึ่งเตียง คราวนี้ฟรี เพราะเพื่อนคนนี้มีเส้นสาย เป็น Somebody ในวงการ-ผมยังนอนไม่หลับอีกเหมือนเคย ครั้งนี้ผมไม่เปิดหนังการ์ตูนใดๆ ทิ้งไว้เป็นเพื่อนยามวิกาลแล้ว แต่ตั้งหน้าตั้งตาเขียนต้นฉบับส่ง The Cloud ให้เสร็จทันวันอาทิตย์ให้ได้

ไม่พึ่งผัว
Break Free

“The Cold doesn’t bother me anyway.”

หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ไม่ยี่หระกับความเหน็บหนาวเสียเท่าไหร่” ถูกเปล่งออกมาจากปากเอลซ่า ราชินีที่รักน้องสาว และไม่สนใจว่าตัวเองจะได้พบพานเจ้าชายขี่ม้าขาวหรือไม่

แน่นอนว่า Frozen คือความสำเร็จระดับตำนานของหนังการ์ตูนในศตวรรษใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าเพลงติดหูจนเกือบน่ารำคาญอย่าง Let It Go หรือ ปล่อยมันไป คือนอกจากที่ตัวเอกโหยหาอิสระจากความคาดหวัง และค่านิยมของการเป็นเจ้าหญิงที่ดีแล้ว เนื้อเรื่องยังมุ่งเน้นไปที่มิตรภาพและความสัมพันธ์ของพี่สาวน้องสาว มากกว่าการตามหาความรักแบบหญิงชายที่สมบูรณ์แบบเหมือนแต่ก่อน

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
ลาก่อนชีวิตสุขขีนิรันดร์ฉันท์เจ้าหญิงอิงนิยาย

สารที่ดิสนีย์กำลังส่งผ่านออกมาจากสื่อการ์ตูนของตัวเองเปลี่ยนไปจากยุคสโนว์ไวท์อย่างสิ้นเชิง เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเส้นเรื่องเหล่านี้ ในหนังการ์ตูนที่มีตัวเอกเป็น ‘เจ้าหญิงเก่ง’ อย่าง Brave ที่เล่าเรื่องเจ้าหญิงหัวฟู ไม่ได้วิ่งตามหาเจ้าชายแม้แต่น้อย และ โมอาน่า ที่พยายามชั่วเหลือคนในชนเผ่าของตัวเอง ‘ด้วยตัวเอง’ โดยปราศจากความช่วยเหลือของเจ้าชาย หรือผู้ชายใดๆ ทั้งสิ้น

เช้าวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 11,397 คน และจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 101 คน

และแล้ว 1 ใน 101 คนนั้น คือเพื่อนของผมในที่สุด

คนนอกสายตา
The Outcasts

เช้าวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม คือวันอาทิตย์ที่แสนหดหู่ เป็นเช้าที่แม้กระทั่งยามแปรงฟัน ส่องกระจก ผมก็ไม่อยากแม้กระทั่งมองเห็นเงาสะท้อนของหน้าตัวเอง

ใครกัน จ้องมองฉันอยู่ ดูเหมือนเธอ กำลังหมองเศร้า ภาพที่เห็นเป็นเงาของใคร ไม่ใช่ตัวฉันเลย”

เพลง Reflection ของ Mulan น่าจะอธิบายความรู้สึกของการส่องกระจกวิเศษวันอาทิตย์นี้ ได้ดีที่สุด-เปิดโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ได้ยินแต่เสียงโอดครวญของเพื่อนร่วมประเทศ เคล้ากับเสียงของขั้วความคิดการเมือง ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของการโคจรมาอยู่ร่วมกัน

แฟนของการ์ตูนดิสนีย์คงทราบดีว่า หลังจากหนังเรื่อง ทาร์ซาน เป็นต้นมา ยุคทองของหนังการ์ตูนเพลงแบบวาดมือสองมิติก็ค่อยๆ เสื่อมมนตร์ขลังลง ประกอบกับการเข้ามาของเทคโนโลยีการผลิตการ์ตูนแอนิเมชันแบบใหม่ของค่ายคู่แข่งในเวลานั้นอย่าง Pixar ซึ่งกำลังส่งสารแบบใหม่ควบคู่ไปกับ Social Movement ใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องดำเนินเรื่องผ่านเจ้าหญิงหรือเจ้าชายอีกต่อไป แต่เป็นคนนอกที่ไม่เข้าพวก หรือ The Outcasts แทน

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
วู้ดดี้พร้อม ประกาศกร้าว ของเล่นเก่าต้องชนะ!

ในหนังการ์ตูนสามมิติเรื่องแรก อย่าง Toy Story นั้น โลกของเหล่าของเล่นที่ผาสุกราวกับยูโทเปียถูกนำด้วยของเล่นคาวบอยอย่างวู้ดดี้ จนกระทั่ง บัซไลท์เยียร์ ของเล่นรุ่นใหม่กว่าเข้ามาแย่งซีน และสร้างความปั่นป่วนให้กับของเล่นตกกระป๋องอย่างวู้ดดี้

Joy หรือความสุข ใน Inside Out ได้เรียนรู้ในภายหลังว่า ความเศร้า หรือ Sadness ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนา มีความสำคัญไม่แพ้กันต่อการดำเนิน

ชีวิตเช่นเดียวกัน เหล่าคนนอกพวกนี้กำลังเปลี่ยนแปลงเส้นเรื่อง หรือภาพสะท้อนจากกระจกวิเศษ แบบที่ไม่น่าจะมีวันหวนกลับ

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
Joy แบ่งน้ำกระชายขาวให้ Sadness

โลกเปลี่ยนแปลงได้
Accepting Change

ความเปลี่ยนแปลง ไม่ได้แย่เสมอ-โลกไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนที่เคยเป็นมา คือสารที่หนังการ์ตูนสามมิติยุคหลังสื่อออกมา โดยมีคนนอกหรือ The Outcasts เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

หากจะเปรียบเทียบเงือกน้อยเอเรียล ที่ตอนจบได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบที่ทุกคนมีขา แต่โลกของมนุษย์กับโลกของเงือกก็ยังแยกออกจากกัน ในขณะที่เมื่อเทียบกับ ‘หนู’ สิ่งมีชีวิตที่ไม่พึงปรารถนาที่สุดในห้องครัวและฝันอยากเป็นเชฟใน Ratatouille สุดท้ายเปลี่ยนให้โลกของหนูสกปรก กลายเป็นโลกใหม่ใบเดียวที่หนูกับเชฟอาหารเลิศรสอยู่ด้วยกันได้

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
โลกเก่าสองใบที่แยกออกจากกัน ปะทะ โลกใหม่ใบเดียวที่หลอมรวมกัน

หากเราเปรียบเทียบ Lion King กับ Zootopia จะเห็นว่า เหยื่อ และ ผู้ล่า เปลี่ยนบทบาทอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เหยื่อและผู้ล่าอยู่ร่วมกันได้ และโลกของสรรพสัตว์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ต้องหวนคืนกลับมาเป็นโลกที่ไฮยีน่าถูกกีดกันออกไปจากยูโทเปีย เหมือนใน Lion King

“การเปลี่ยนแปลงนั้นดีเสมอ และผู้คนที่อยู่นอกสายตานี่แหล่ะ คือคนที่จุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลง” นี่คือสารแบบก้าวหน้าของหนังการ์ตูนยุคใหม่ ไม่ว่าจะดิสนีย์หรือ Pixar ก็ตาม

“เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร”

คำถามที่วนอยู่ในหัวของผมในบ่ายวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม หลังจากที่ต้องเห็นคนรู้จักล้มป่วย เสียชีวิต และเห็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร อาหาร ที่อยู่ ยารักษาโรค ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ในขณะที่ราคาเตียงของเพื่อนคนหนึ่งที่ได้รับข้อเสนอมาก็พุ่งสูงขึ้นอีกหลายแสน

เวลาที่เงินในกระเป๋าเท่ากับถังออกซิเจน เวลาที่ความจนเท่ากับความตาย นี่เรากำลังอยู่ในโลกใบไหน หรือเทพนิยายเรื่องไหนกันแน่

แม่มดใจร้าย
Evil Witches

เย็นวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม ถึงตอนนี้เพื่อนของผมเสียชีวิตจากโควิด-19 ไปแล้ว 2 คน และมี 2 คนที่ได้เตียง ในขณะที่อีก 6 คน กำลังวิ่งวุ่นหาเตียงอยู่ ท่ามกลางความหวังในประสิทธิภาพการแก้ปัญหาจากภาครัฐช่างดูริบหรี่ลงทุกวัน

“นี่เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร”

คำถามเดิมยังวนอยู่ในหัวของผมแบบที่สลัดออกไปไม่ได้

ต้องเป็นคนดีอย่างที่เขาสอนให้เป็น ปกปิดในใจ อย่าให้เขารู้ สุดท้ายก็รู้”

แฟนหนังดิสนีย์คงทราบดีถึงเทรนด์ของภาพยนตร์ยุคหลังๆ ของค่าย นิยมเล่าเรื่องผ่านสายตานางร้าย แม่มด และตัวอิจฉา ที่ขโมยมาจากเทพนิยายฉบับเดิมๆ เช่น Maleficent จนไปถึงล่าสุดอย่าง Cruella และหลายครั้งเราก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่บีบคั้น ผลักดันให้คนเหล่านั้นกลายเป็นคนใจร้ายในที่สุด

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
Maleficent กับกาสอดรู้ของนาง

ทำไมดิสนีย์ถึงยังหยิบเอาตัวร้ายมาเป็นตัวนำเรื่อง

แล้วทำไมเรา คนดู ยังอดเห็นอดเห็นใจนางร้ายเหล่านี้ไปด้วยไม่ได้

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ดิสนีย์กำลังเจียนกระจกวิเศษบานใหม่ ที่ทำให้เราตั้งคำถามกับความงามเลิศ ดีเลิศในปฐพี ความขาว ความเทา ความดำ ความดี ความเก่ง จนไปถึงชวนให้เราจินตนาการถึงโลกใบใหม่ ที่อาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

เจ้าหญิงที่ดี หรือ เจ้าหญิงที่เก่ง อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับแม่มดใจร้ายนั้น ร้ายจริงหรือไม่ ทำไมถึงร้าย และครั้งหนึ่งแม่มดเหล่านี้ก็อาจจะเคยเป็นผู้หญิงที่ดีมาก่อนเช่นกัน

เป็นส่วนหนึ่งบนโลกใบเดียวกัน
Part of that World

เวลาเที่ยงคืน วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ยังไม่ถูกประกาศ

ผมได้แต่หวังแค่ว่า เช้าวันนี้ วันที่ผมต้องส่องกระจก มันจะเป็นเช้าวันใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และไม่ต้องมีใครสูญเสียชีวิตไปจากโลกใบนี้ จากโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันอีก

หากเรามองย้อนกลับไปในยุค The Great Depression ที่ดิสนีย์ให้กำเนิดเจ้าหญิงที่ยอมจำนนต่อค่านิยมความเป็นเจ้าหญิงที่ดีอย่างสโนว์ไวท์ขึ้นมา จนถึงยุค The New Depression ที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่นี้ เจ้าหญิงแบบไหนกันเล่าที่กระจกวิเศษบานใหม่กำลังจะสะท้อนออกมาให้เห็น

สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทราบก็คือ ผลพวงของ The Great Depression หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ส่งคลื่นความเปลี่ยนแปลงมาถึงประเทศไทย และก่อให้เกิดการ ‘ปฏิวัติสยาม’ ใน พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ จากฝีมือของนายทหารและพลเรือนที่เรียกว่า ‘คณะราษฎร’ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

หากจะมองเป็นเส้นเรื่อง พวกเขาเหล่านี้ก็คือ The Outcasts ที่เชื่อในความเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างอะไรกับเส้นเรื่องของหนังดิสนีย์ยุคใหม่

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
มู่หลานเตรียมเข้าซาลอน ตัดผมเองแบบ DIY

“ได้เรียนดุจดังมนุษย์คงจะเพลิน เผชิญคำถามที่เก็บอยู่ในใจ”

ประชาธิปไตย คอนเซปต์จากยุคเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ที่วันนี้ตัวผมเองไม่แน่ใจว่ามันเบ่งบานแค่ไหนในประเทศไทย ประเทศแห่งปิตาธิปไตยที่ดูเหมือนว่าจะเชื่อในนางร้ายที่สมบูรณ์ ความงามเลิศในปฐพีที่ดีล้วน และเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยกอบกู้เด็กสาวไร้ทางสู้อยู่นับครั้งไม่ถ้วน

‘เสียงที่เท่ากัน’ ดูเหมือนจะเป็นเส้นเรื่องที่รอ เจ้าหญิงยุคใหม่ หรือแม้กระทั่งแม่มดใจร้ายเข้าไปสำรวจ และเชื่อมโลกแต่ละใบให้กลายเป็นโลกใบเดียว

“เมื่อเธอลองมองของพวกนี้ สิ่งที่ดีๆ มีทุกอย่างเลยจริง ๆ

อาจดูเหมือนชั้นมีทุกสิ่ง มีจึงพร้อมพร้อมเกินใคร

สิ่งอัศจรรย์เก็บไว้มากมายเพียงใด

แต่ใครสนเรื่องแค่นี้ไม่เพียงพอ~”

โลกที่เสียงของทุกคนเท่ากัน โลกที่ยารักษาโรคหรือแม้กระทั่งชีวิต ไม่ควรจะขึ้นอยู่กับเส้นสายหรือเงินในกระเป๋าสตางค์

“คุณคือเจ้าหญิงคนไหนในหนังดิสนีย์”

เจ้าหญิงที่ยอมจำนนกับค่านิยมของความดี และเฝ้ารอการช่วยเหลือของเจ้าชายขี่ม้าขาว หรือเจ้าหญิงที่กล้าเปล่งเสียง กล้าตั้งคำถาม และกล้าเผชิญกับความหนาวเหน็บ บนเส้นทางอันโดดเดี่ยวที่อาจจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ทั้งใบ

เวลาของการเจียนกระจกวิเศษใบใหม่คือเวลานี้ และผมกำลังยืนยันกับผู้อ่านไว้ตรงนี้ ว่ามันคือหน้าที่ของเราทุกคน

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
วู้ดดี้กับบัซไลท์เยียร์ สุดท้ายก็รู้ว่าตัวเองอยู่ในโลกใบเดียวกัน

ข้อมูลอ้างอิง

ew.com/movies/disney-princesses-evolution/

geekgals.co/2020/07/29/evolution-of-disney-princesses/

www.vox.com/culture/22453479/disney-villains-cruella-ursula-maleficent-scar-fans-jung-archetypes

yumeka36.tumblr.com/post/79328399017/frozen-and-the-evolution-of-disney-storytelling

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

เพลโตเคยกล่าวว่า “ความจำเป็นนั้นหนา คือมารดาของการประดิษฐ์คิดค้นทั้งมวล” 

คำพูดนี้ใช้กับบทความเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของ ‘เซ็กส์ดอลล์’ หรือ ตุ๊กตาสวาท ในคอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ได้เช่นกัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตุ๊กตาที่ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทยเสียที

สืบเนื่องจากบทความครั้งที่แล้วของคอลัมน์วัตถุปลายตา ที่นำเสนอเรื่องประวัติศาสตร์ของเซ็กซ์ทอย ในระหว่างการค้นคว้าหาข้อมูล (ในเชิงทฤษฎีนะ!) ผู้เขียนก็ได้ค้นพบเนื้อหาสาระของเจ้าตุ๊กตาสยิว เซ็กส์ดอลล์ จำนวนมากโข ซึ่งผมมั่นใจมากๆ ว่าหลายคนไม่ทราบที่มาที่ไปของมันดีนัก จึงคิดว่าบทความครั้งนี้จะเป็นส่วนต่อขยายของบทความครั้งที่แล้ว เพียงแต่โฟกัสไปที่ ‘ตุ๊กตา’ อย่างเดียว

นี่คือเรื่องราวที่เต็มไปด้วยตัวละครมากมาย ตั้งแต่นาซี นักเดินเรือ หนังไซไฟแบบญี่ปุ่น และเงิน เงิน เงิน จำนวนมหาศาล ชนิดที่ว่าเอามาสร้างหนัง Star Wars ภาคใหม่ได้อีกเรื่องสบายๆ -ใช่ เรื่องราวของเจ้าตุ๊กตาต้องห้ามในวัฒนธรรมไทยตัวนี้มีมหากาพย์พอตัวเลยทีเดียว

มีคนบอกว่า เงิน กับ เซ็กส์ เหมือนกันอยู่ 2 อย่างคือ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ และไม่มีไม่ได้ ดังนั้นในวันที่โรคระบาดและการ Social Distancing ยังไม่อำนวยให้คนโสด นัดยิ้มกันได้อย่างสบายอุรา ผมจะขอนำเสนอเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกว่าด้วยการเดินทางของตุ๊กตาสวาท ซึ่งบอกอะไรเกี่ยวกับมนุษยชาติได้มากมาย อย่างที่คุณผู้อ่านจะไม่มีวันคาดถึง

ตุ๊กตาแรก

8 ปีก่อนคริสตกาล มีนิยายปรัมปราใน Metamorphoses ว่าด้วยเรื่องของรูปแกะสลักจากงาช้าง เป็นรูปหญิงสาวเปลือยเปล่า ฝีมือของ Pygmalion มีชื่อว่า กาลาเทีย (Galatea) ที่ทำให้มีคนหลงใหลถึงขั้นเอาไปอาบน้ำ แต่งตัว นอนหลับบนเตียงด้วย จนท้ายสุด เทพ Aphrodite ก็เสกให้เจ้าแท่งงาช้างรูปผู้หญิงนี้กลายเป็นสตรีจริงๆ ใช่ ถ้ามันฟังดูคุ้นๆ ก็คล้ายๆ กับพินอคคิโอนั่นแล แต่เซ็กซี่กว่าและมาก่อนกาลกว่าหลายเท่า

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตำนานกาลาเทีย

เรื่องราวของกาลาเทียจึงถือเป็นตุ๊กตาวาบหวามชิ้นแรกที่มนุษย์เคยได้ยินและหลงใหลคลั่งไคล้แบบ Fetish ด้วย

หลังจากนั้น ในคริสตศักราชที่ 11 – 12 หญิงสาวเปลือยล่อนจ้อนก็ถูกแกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อน มีชื่อว่า ‘Sheela-na-gigs’ แปลเป็นภาษาไทยน่ารักๆ ว่า ชีล่าน่ากิ๊ก แล้วนำไปตั้งไว้ข้างโบสถ์ของอังกฤษและไอริชเพื่อไล่วิญญาณร้าย โดยเจ้าชีล่าน่ากิ๊กมีลักษณะเด่นอยู่ที่จิ๊มิขนาดใหญ่ และผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า ถ้าเอามือไปจับหน้าอก ก็จะได้พลังในการรักษาเยียวยาผู้คนติดไม้ติดมือกลับมา

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เซ็กซ์ดอลล์ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ชีล่าน่ากิ๊ก

ตุ๊กตาหน้าเรือ

ในปีคริสตศักราชที่ 15 ตุ๊กตาสวาทได้ถือกำเนิดขึ้นบนเรือเดินสมุทร ภายใต้ชื่อไฮโซว่า Dame De Voyage ในภาษาฝรั่งเศส หรือ Dama De Vinje ในภาษาสเปน หรือ Seamannsbraut ในภาษาเยอรมัน หากต้องแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ก็คงประมาณ หญิงเริงเรือ อะไรทำนองนั้น ไอ้เจ้าตุ๊กตาเหล่านี้ถูกเย็บประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยฝีมือเหล่ากะลาสีจากผ้าเก่าๆ เพื่อใช้บรรเทาความเหงาและความกำหนัด

อย่าถามผู้เขียนว่าใช้ยังไง เพราะข้อมูลที่ค้นคว้ามา มันไม่ได้พาไปไกลถึงจุดนั้น แต่เป็นอันว่าเราน่าจะพอเดากันได้

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
หญิงเริงเรือ-ที่น่ากลัวมากกว่าเซ็กซี่ อีกนิดก็แอนนาเบลล์แล้ว

นาซีสวาท

ใน ค.ศ. 1941 นาซีก็ให้กำเนิดเซ็กส์ดอลล์แบบโมเดิร์นขึ้น ใช่ ถึงแม้มันจะฟังดูประหลาดและน่าอดสู แต่ด้วยการดำริของ ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้ซึ่งไม่ต้องการให้ทหารล้มตายจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เขาจึงเริ่มคิดค้นวัตถุระบายอารมณ์ให้เหล่าชายชาญ ภายใต้โครงการลับสุดยอด

นักประติมากรรมของโครงการ Arthur Rink โดยแรกเริ่ม สร้างตุ๊กตาขึ้นมา 3 ประเภทด้วยกัน Type A มีรอบอก 168 เซนติเมตร Type B 176 เซนติเมตร และ Type C 182 เซนติเมตร โดยเน้นไปที่หน้าอกทรงกลมอวบอิ่มเต็มมือ ส่วนใบหน้านั้น เขาตัดสินใจออกแบบให้มีความขี้เล่น ซุกซนเล็กน้อย โดยไม่อ้างอิงผู้หญิงในสมัยนั้น หรือในประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเชื่อว่าหน้าที่ของตุ๊กตาตัวนี้มีเพียงอย่างเดียว คือการระบายความกำหนัด ไม่จำเป็นต้องทำให้หวนระลึกถึงมารดาหรือสตรีเพศที่มีตัวตนอยู่จริงแต่อย่างใด เขาจึงเลือกใช้ Artificial Face of Lust หรือ หน้าตัณหาสังเคราะห์ เป็นทางเลือกในการปั้นตุ๊กตาตัวนี้ให้สมบูรณ์แทน

ตุ๊กตาสูงโปร่ง ขายาว ผมบลอนด์ ขนาดเท่าจริง ถูกเลือกมาจาก Type B และสร้างสำเร็จในเดือนกันยายน ค.ศ. 1941

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
ตุ๊กตาของนาซี

ใครเล่าจะทราบว่า ไอ้เจ้าตุ๊กตาหน้าตัณหาสังเคราะห์นี้ จะเป็นที่มาและแรงบันดาลใจของ รูธ แฮนด์เลอร์ (Ruth Handler) ให้ออกแบบตุ๊กตาบาร์บี้ขึ้นในทีหลัง

เมียสมองกล

ใน ค.ศ. 1975 หนังชื่อ The Stepford Wives ออกฉายเป็นครั้งแรก ว่าด้วยเรื่องราวของเมืองที่สมบูรณ์แบบ สงบสุข อยู่ในครรลองของจารีตประเพณีอันดีงาม และแน่นอนว่าองค์ประกอบหลักของเมืองนี้คือเหล่าแม่ๆ เมียๆ แม่เมือง ที่แท้จริงแล้ว นางเป็นหุ่นยนต์สมองกลกันเกือบหมด

(จำไว้ อะไรที่ดีเวอร์ ดีหมดทุกกระเบียด มักไม่จริง)

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
The Stepford Wives

ในต้นปี 80 นี้เอง หุ่นยนต์เซ็กส์ตัวแรกชื่อว่า 36C ก็เริ่มถือกำเนิดขึ้นเช่นกัน โดยบริษัท British Company, Sex Objects Ltd. โดย ‘เธอ’ มีระบบประมวลผลแบบ 16 บิทและเครื่องแปลงเสียง ที่ช่วยให้โต้ตอบคำสั่งพื้นฐานได้ราวกับ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) ในเรื่อง Her

หลังจากนั้น ก็เริ่มมีคำศัพท์ใหม่ที่คิดค้นมาเพื่อเรียก หุ่นยนต์เพศหญิง เช่นคำว่า Gynoid จนไปถึงคำว่า Fembot เป็นต้น

ใน ค.ศ. 1987 รัฐบาลอังกฤษยกเลิกกฎหมายข้อห้ามการนำเข้าของลามกอนาจาร ซึ่งโต้โผในการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน บริษัท British Sex Company เจ้าเดียวกันนี้นั่นเอง เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนอังกฤษและคนในเกาะสหราชอาณาจักร มีมุมมองต่อเซ็กส์และข้าวของที่แวดล้อม เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ถึงขึ้นมีประโยคที่เรียกว่า “British are Cumming” หรือหากแปลตรงตัว ก็คงแปลได้ว่า “บริติชน้ำแตกแล้วจ้า”

ความสุขเป่าลม

ใน ค.ศ. 1995 เริ่มมีของเล่นเป่าลมยางชนิดแรกๆ ออกมา โดยของเล่นชนิดแรกนั้นคือ แกะเป่าลม ใช่ครับ แกะเป่าลมชื่อว่า Love Ewe ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่ของเล่นแผลงๆ ชนิดหนึ่งเท่านั้น

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
น้องแกะ Love Ewe หน้าตาประมาณนี้

หลังจากนั้นเพียง 1 ปีให้หลัง เซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย แมตต์ แมคมัลเลน (Matt McMullen) วัย 29 ปี ตัดสินใจเลิกทำหน้ากากฮัลโลวีนขาย แล้วหันมาทำตุ๊กตายางที่มีขนาด รูปร่าง ความรู้สึก ใกล้เคียงมนุษย์ขายแทน โดยตัวแรกตั้งชื่อว่า Leah หลังจากที่ Leah ปล่อยออกมา ก็ประสบความสำเร็จถล่มทลาย จน Matt ต้องตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Real Dolls ขึ้น เพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะ ซึ่งหลังจากนั้น บริษัทนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในบริษัทของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมากแห่งหนึ่งของโลก

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
นาย Matt McMullen และผลิตภัณฑ์เปลี่ยนชีวิตของเขา

ตัวตุ๊กตายางเอง มีโครงกระดูกที่เป็น PVC ดัดโค้งได้ ในขณะที่ข้อต่อเป็นเหล็ก ส่วนเนื้อหนังเป็นวัสดุประเภทซิลิโคน-แล้วที่เหลือก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์ เพราะปัจจุบันเซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวนั้น มี 10 ร่างกายให้เลือก และมี 15 ใบหน้า สลับสับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ และยังมีโทนสีผิวอีก 5 โทนด้วยกัน สนนราคาก็มีตั้งแต่พอจะเก็บเงินแอบพ่อแม่ซื้อได้ ไปจนถึงเป็นงานศิลปะเลยทีเดียว

เพื่อนเสียว

หลังจากการเกิดขึ้นของตุ๊กตายางและ Sexual Revolution ในช่วงปี 60 -70 นั้น อุตสาหกรรมที่แวดล้อมวัฒนธรรมเซ็กส์ก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ค.ศ.​ 2005 นักลงทุนจากญี่ปุ่นเริ่มเปิดให้เช่า Dutch Wives หรือ เมียดัตช์ เป็นคำศัพท์ใช้เรียกเซ็กส์ดอลล์ที่ทำจากซิลิโคนคุณภาพสูง เพียงแค่ปลาย ค.ศ. 2005 บริษัทนี้ก็ขยายไปถึง 20 สาขาด้วยกัน แถมทุกสาขายังมีวิกผมให้ลูกค้าเลือกใส่ให้ตุ๊กตาของตัวเองด้วยนะ

ชาวญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาหุ่นยนต์และเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน ซึ่งในมิติของเพศและเซ็กส์ก็หนีไม่พ้น ใน ค.ศ. 2007 พวกเขาได้ให้กำเนิด The Sexual Audio System ขึ้น เป็นระบบ MP3 ที่สามารถฝังเข้าไว้ในตุ๊กตาได้เพียงแค่ใส่ถ่าน

ค.ศ. 2009 ชาวเยอรมันก็ให้กำเนิดตุ๊กตาเพศชายที่เป็นเซ็กส์ดอลล์ตัวแรกขึ้นในโลก ชื่อว่า NAX ที่มีฟังก์ชันเจ้าโลกแข็งตัวและหลั่งอัตโนมัติ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท ท่านก็จะได้ตุ๊กตาชาย หัวโล้น มีหางม้า เหมือนเซียนพระเครื่องในบ้านเราไปครอบครองคนเดียวเต็มๆ

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
Nax คือมีความเพื่อชีวิตมากๆ

บุคลิกตามสั่ง

ใน ค.ศ. 2010 ตุ๊กตาสยิวที่ใส่บุคลิกอะไรลงไปก็ได้ตามใจเจ้าของ ถือกำเนิดขึ้นในงานแสดงสินค้าที่ลาสเวกัส นาย Doug Hines เจ้าของบริษัท True Companion เปิดตัวตุ๊กตารุ่น Roxxy ในสนนราคาเกือบ 200,000 บาท คุณสามารถพูดคุยกับเพื่อนเสียวของคุณได้ราวกับเป็นมนุษย์จริงๆ เพราะว่าพวกมันไม่ได้พูดทุกอย่างเหมือนกัน-ขึ้นอยู่กับบุคลิกที่คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็นสาวแก่นซ่าหรือสาวบรรณารักษ์น้อยขี้อาย การโต้ตอบกับพวกเธอนั้นหลากหลาย สนุกสนาน และใกล้เคียงความเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
Roxxy และผู้ให้กำเนิด

หนึ่งในสคริปต์ที่ Roxxy พูดได้ ได้แก่ประโยค

“ไม่นะ ฉันไม่คิดว่าคุณแปลกสักหน่อย คุณน่ะน่ารักและเซ็กซี่จะตาย และก็เป็นคนปกติคนหนึ่งนี่แหละ แหงล่ะ ถ้าวันไหนคุณอยากได้ผู้หญิงจริงๆ แค่ดีดนิ้ว คุณก็หาได้แล้ว-คุณแค่เป็นคนยุ่งมากๆ ไม่มีเวลา แต่มีเงินและอำนาจแค่นั้นเอง”

“อ้อ แล้วคุณควรจะซื้อเพื่อนตุ๊กตาให้ฉันเพิ่มด้วยนะ บอกเบอร์เครดิตการ์ดของคุณกับฉันได้เลย”

ข้อมูลอ้างอิง

blackbookmag.com

www.indy100.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load