“กระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี” แม่มดชั่วร้าย เอ่ยปากถามกระจกวิเศษ

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2564

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย 10,082 คน

10 ใน 10,082 คนคือเพื่อนและคนรู้จักของผม ที่กำลังวิ่งวุ่นกับการหาเตียง

ยอมรับว่าช่วงเวลานี้ คือช่วงเวลาที่มืดมนเหลือเกิน ในการจะต้องเขียนบทความใดๆ ท่ามกลางวิกฤตของประเทศกับโควิด-19 ที่ทำให้ประชากรไทยล้มตายราวกับใบไม้ร่วง

ผู้เขียนเองเก็บตัวอยู่ที่บ้านและต้องรับมือกับอารมณ์ โกรธ โมโห หวาดกลัว สิ้นหวัง หดหู่ ท้อแท้ ทุกเช้าที่ตื่นมาแปรงฟัน มองภาพสะท้อนหน้ากระจก-ทุกอารมณ์เชิงลบที่พรั่งพรูออกมา คงไม่ต่างอะไรกับแม่มดชั่วร้ายตนนั้น

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
อารมณ์ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาอ่านข่าวผู้ติดเชื้อโควิด-19

ผมใช้ชีวิตอยู่กับ Netflix และ Zoom สลับกันไปมาในห้องคอนโดฯ เล็กๆ ประทังความหิวด้วยมื้ออาหารที่ทำกินเองง่ายๆ ซึ่งก็ไม่ได้อร่อยล้ำอะไร และวิธีการดีท็อกซ์ความรู้สึกลบๆ จากการอ่านข่าวสารบ้านเมือง โซเชียลเน็ตเวิร์กของผม ก่อนนอน คือการดูหนังการ์ตูนดิสนีย์ โดยเฉพาะการ์ตูนสองมิติ ในสมัยที่การ์ตูนเพลงแบบฉบับดิสนีย์ยังคงเป็นที่นิยมอยู่

“คุณคือเจ้าหญิงคนไหนในหนังดิสนีย์” คือเกมคลาสสิกที่นิยมเล่นกันในหมู่หญิงสาว หรือแม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนเก้งของผม (เพื่อนโบ้ยว่าผมคือ Raya)

คอลัมน์วัตถุปลายตาตอนนี้ ผมตัดสินใจแหกกฎ ไม่ได้เขียนถึงตัววัตถุหรือข้าวของเสียทีเดียว แต่หยิบเอากองม้วนวิดีโอ VHS หนังดิสนีย์ในคอนโดฯ ของผม เป็นจุดเริ่มต้นของการบอกเล่าเรื่องราวคู่ขนาน และวิวัฒนาการของ ‘เจ้าหญิงในโลกของดิสนีย์’ ควบคู่ไปกับสถานการณ์บ้านเมืองของเราที่แสนจะเศร้าและอดสู

ใช่ครับ ผมเชื่อว่าการเฝ้าดูและศึกษาการเดินทางเจ้าหญิงดิสนีย์ อาจจะเป็น ‘กระจกวิเศษบานใหญ่’ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ และไขข้อข้องใจหลายๆ อย่าง รวมไปถึง ‘ความงามเลิศในปฐพี’ ของเราเอง แบบที่ท่านผู้อ่านก็อาจจะคาดไม่ถึง

หดหู่กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
The Great Depression

ในยุคของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป ในช่วงปลาย ค.ศ. 1929 หรือที่เรียกว่า ‘The Great Depression’ ผู้คนต่างล้มตาย เศรษฐกิจพังพินาศ และอัตราการว่างงานสูง ไม่ต่างกับวิกฤตที่เรากำลังเผชิญ (หรือกำลังจะเผชิญในเวลาอันใกล้นี้) สักเท่าไหร่

Disney ค่ายหนังระดับตำนาน ตัดสินใจปล่อยหนังการ์ตูนสีความยาว 1 ชั่วโมงกว่า ท่ามกลางคลื่นของความหดหู่นี้เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1937 โดยมีเสียงครหามากมาย ว่าจะมีใครทนนั่งดูหนังการ์ตูนยาวเป็นชั่วโมงได้

แต่ดิสนีย์พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นคิดผิด

หนังการ์ตูนเรื่องนั้นคือ Snow White and the Seven Dwarfs หรือ สโนว์ไวท์ กับคนแคระทั้งเจ็ด ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
เจ้าหญิงที่กำเนิดมาพร้อมกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

สโนว์ไวท์ ในตอนนั้นทำหน้าที่เหมือน Escapism หรือหลุมดำหลบหนีความโหดร้ายของโลก ความเป็นจริง ของผู้คนที่ไม่ต้องการรับรู้ความเครียดและความกดดันของ The Great Depression อันแสนจะมืดมน

สิ่งที่หลายคนไม่ทราบคือ ภาพของสโนว์ไวท์ยังเปรียบเสมือน ‘กระจกวิเศษ’ ที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของการเป็น ‘ผู้หญิงที่ดี’ ในยุค 30 ที่ผู้หญิงต้องเชี่ยวชาญงานบ้าน ทำอาหาร ปัดกวาดเช็ดถู และถึงแม้จะสวยพริ้งแค่ไหน การเอาชนะอุปสรรคของเจ้าหญิงที่ผิวขาว ผมดำขลับคนนี้ กลับเกิดขึ้นไม่ได้โดยปราศจากความช่วยเหลือของ ‘เจ้าชายขี่ม้าขาว’ อยู่ดี

ค่ำของวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 1 ใน 10 ของเพื่อนของผมที่ติดโควิดไลน์กลับมาแจ้งว่าหาเตียงได้แล้ว แต่วางเงินไปหลายแสนบาท ในขณะที่อีก 9 คนยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง

เด็กสาวไร้ทางสู้
Damsel in Distress

‘Damsel in Distress’ หรือเด็กหญิงที่ตกที่นั่งลำบาก กลายเป็นพล็อตเรื่องสำคัญของวัฒนธรรมเจ้าหญิงดิสนีย์ในยุคนั้นที่ส่วนมากได้รับอิทธิพลมาจากเทพนิยาย (Snow White, Beauty and the Beast, Sleeping Beauty, Cinderella) และการมีผัวเป็นเจ้าชาย ก็ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปของ ‘ผู้หญิงที่สมบูรณ์’ ในเทพนิยายแบบดิสนีย์ในยุคโบราณ

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
เจ้าชายลงจากม้ามาร้องเพลงเกี้ยวสาว

การวาดภาพให้ ‘ผู้ชาย’ เป็นคนช่วยเหลือผู้หญิง มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าในยุคของสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หัวหน้าครอบครัวหลายๆ คนที่เป็นเพศชาย ก็สูญเสียอาชีพ รายได้ และความมั่นคงไปเช่นกัน ดังนั้น การช่วยเหลือหญิงสาวแสนสวยซึ่งกำลังตกที่นั่งลำบากในหนังดิสนีย์ กลายเป็นภาพสะท้อนความต้องคืนอำนาจให้กับผู้ชาย และการพึ่งพาตัวเองของผู้หญิงในโลกของความเป็นจริง ที่ทั้งเจ้าหญิงและเจ้าชายต่างก็เดือดร้อนจากพิษเศรษฐกิจกันทั้งสองฝ่าย

แต่เจ้าหญิงรุ่นบุกเบิกอย่างสโนว์ไวท์ ทิ้งค่านิยมอาบยาพิษบางอย่างไว้กับสังคม ไม่ต่างกับแอปเปิ้ลลูกนั้นในเทพนิยายเช่นกัน

คืนวันศุกร์คืนนั้น ผมนอนไม่หลับ ใจเต้นแรงผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีไข้ แต่ในหัวเต็มไปด้วยความกังวล กังวลชีวิตเพื่อน กังวลชีวิตตัวเอง แล้วนี่ถ้าผมติดโควิดขึ้นมาตอนนี้ ผมจะมีทางรอดได้ยังไง-คืนนั้น ผมตัดสินใจเปิดหนังการ์ตูนเรื่อง Soul ทิ้งไว้บนทีวีเป็นเพื่อน

การเปลี่ยนแปลงใดๆ นั้นแย่เสมอ?
Change is Bad?

ปราสาทของเจ้าหญิงนิทราจะยังคงปกคลุมด้วยเถาวัลย์ หลังคำสาปถูกถอนได้หรือไม่

ซิมบ้าจะตัดสินใจไม่กลับไปปกครองฝูงสัตว์ได้หรือไม่

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเจ้าชายอสูรไม่กลายร่ายกลับไปเป็นหนุ่มหล่อรูปงาม

เช้าวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม ผมส่องกระจก แปรงฟัน พร้อมเปิดข่าวทีวีทิ้งไว้เช่นเคย จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยคือ 10,082 คน และจำนวนผู้เสียชีวิตคือ 141 ราย

ผมไลน์ไปถามเพื่อนๆ บางคนที่ยังไม่ได้เตียง ทุกคนยังวิ่งวุ่นอยู่ แต่ยังไม่มีใครอาการหนัก เสียชีวิต

หากเราสำรวจหนังการ์ตูนดิสนีย์ในยุคก่อนๆ โดยเฉพาะในยุคที่ดิสนีย์ได้รับอิทธิพลจากละคร เพลงบรอดเวย์อย่างเข้มข้นนั้น เราจะเห็นภาพของ ‘การคืนสภาพ กลับไปสู่สิ่งเดิม’ การคืนความผาสุก สงบสุขให้กับโลกใบเดิม ในแทบจะทุกเรื่อง

วิวัฒนาการของเจ้าหญิงดิสนีย์ โควิด-19 โลกที่เปลี่ยนไป และเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม
เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
การหวนสภาพของปราสาทเจ้าหญิงนิทรา

นั่นก็เพราะว่า เลนส์ของดิสนีย์ในยุคนั้น การเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องไม่ดี และในโลกที่สมบูรณ์แบบ เจ้าหญิงกับเจ้าชายควรจะต้องครองคู่ ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ไปตราบชั่วนิจนิรันดร์

โลกใบเดิมคือโลกที่ผาสุก และหนังดิสนีย์ในสมัยก่อนนั้น ฉายภาพซ้ำของการกู้คืนซึ่งความดีงามตามประเพณีและขนบอยู่มากมายนับครั้งไม่ถ้วน

ลองหลับตานึกภาพของปราสาทของเจ้าหญิงจัสมิน ที่ในตอนจบหลังจากจาฟาร์ถูกพิชิต ถอนคำสาปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับมาสวยงามทองอร่ามเหมือนเดิม

ใช่ครับ น้ำเสียงของดิสนีย์ในตอนนั้น มีค่านิยมของความเป็นอนุรักษ์นิยมแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย และนอกจากการวาดภาพของเจ้าหญิงที่ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าชาย ซึ่งต้องเก่งฉกาจในงานบ้านงานเรือนและภาพครอบครัวแสนสุขแล้ว ภาพของการ ‘คงไว้ซึ่งโลกใบเดิม’ ก็เป็นหนึ่งในสารหลักของหนังดิสนีย์ในยุคนั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

แล้วการเปลี่ยนแปลงมันผิดตรงไหนเล่า

นั่นคือคำถามที่เจ้าหญิงดิสนีย์ยุคถัดไปเริ่มตื่นรู้ ตั้งข้อสงสัย และขวนขวายหาคำตอบ

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
ขนาดดินแดนของ Lion King ก็ยังไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง

เจ้าหญิงหัวรั้น
Rebel Children

“…ที่คนเดินเหิน วิ่งเพลินกันไป สุขใจในแสงตะวันจากเบื้องบน เที่ยวเพลินเดินเล่น ขอเป็นเช่นคนอยู่บนโลกงาม”

เอเรียล หรือ เงือกน้อย ถึงแม้จะเป็นลูกของราชันใต้มหาสมุทร แต่ก็ยังอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า มันมีอะไรอยู่นอกเหนือผืนน้ำอันกว้างใหญ่หรือไม่ แล้วเนื้อร้องด้านบนนั้น ก็มาจากเพลง Part of Your World หรือ อยู่ในโลกใบนั้น หากแปลเป็นภาษาไทย

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
เอเรียลที่ใช้ชีวิตล็อกดาวน์อยู่ใต้น้ำ

ถ้าฟังเผินๆ ก็เป็นเพลงที่โรแมนติกไม่เบา จนกระทั่งเรานึกเอะใจว่า โลกของเธอกับโลกของฉัน มันไม่ใช่โลกใบเดียวกันหรอกหรือ

วันเสาร์ที่จำนวนคนติดเชื้อแตะหลักหมื่นเป็นวันแรก คือวันเดียวกับที่เพื่อนของผมคนหนึ่งได้โควต้าฉีดวัคซีนให้คุณแม่ ภาพที่เพื่อนเล่าให้ฟัง คือบนบันไดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณลุงท่านหนึ่งที่นั่งรถมาจากต่างจังหวัดกำลังขอร้องให้พนักงานรับเรื่อง ช่วยเพิ่มชื่อของคุณลุงเข้าไปในรายชื่อคนที่ได้ฉีดได้หรือไม่

พนักงานคนนั้นที่น่าจะเหน็ดเหนื่อยมากๆ จากการรับเรื่องหนักหัวมาทั้งวันบอกว่า “โควต้าเต็มแล้ว” และคุณลุงต้องกลับไปลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ถึงจะมีสิทธิ์

คุณลุงท่านนั้นไม่เข้าใจว่าแอปพลิเคชันคืออะไร และตัดสินใจกลับบ้าน โดยไม่ได้รับฉีดวัคซีน

ตั้งแต่ยุคเอเรียลเป็นต้นมา ดิสนีย์เริ่มให้กำเนิดเจ้าหญิงหัวรั้นที่มีปากเสียง ตั้งคำถามกับสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ ชนชั้น สถานะและฐานะของตัวเองมากขึ้น อย่างที่เราจะเห็นในเจ้าหญิงจัสมิน ผู้ไม่กลัวการเผชิญหน้า เถียงบิดาที่เป็นราชา และไม่กลัวที่จะปลอมตัวเป็นสามัญชน ออกไปสำรวจโลกภายนอกรั้ววังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

เจ้าหญิงผิวสี
Colored Princesses

หลังจากนั้น เราก็ได้เห็นเจ้าหญิงหรือตัวเอกหญิงที่กล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ว่ายน้ำทวนกระแส และลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบเดิมมากขึ้น เช่น สาวยิปซีเอสเมอรัลด้า ใน คนค่อมแห่งนอเทรอดาม, โพคาฮอนทัส หรือแม้กระทั่งเจ้าหญิงจัสมินเองก็ตาม ถึงแม้ว่าในกรณีของโพคาฮอนทัส จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ในแง่ของการ ‘White Wash’ ประวัติศาสตร์ในแบบดิสนีย์ที่ยังมองทุกอย่างผ่านสายตาค่านิยมแบบคนขาว

แต่อย่างน้อย หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งเหล่านี้ไม่ได้นั่งรอ นอนรอจุมพิตจากเจ้าชาย และกล้าลุกขึ้นมาชะโงกมองออกไปยังโลกข้างนอก สำรวจทั้งโลกของเธอ โลกของฉัน และกล้าที่จะเปล่งเสียงเพื่อบางสิ่งบางอย่างมากขึ้น

เช่นเดียวกับที่ดิสนีย์เริ่มจะรู้ตัวว่า ทุกอย่างที่ตัวเองสื่อออกไปคือกระจกวิเศษ สะท้อนคุณค่าทางความคิด ค่านิยม ซึ่งใช้ขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า หรือสะกดจิตผู้คนให้คล้อยตามได้อย่างน่ามหัศจรรย์

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
ใบหน้าของผู้เขียนเมื่อส่องกระจกโซเชียลมีเดีย

ดิสนีย์จึงเริ่มทดลองให้กำเนิดหญิงสาวที่ไม่ต้องการผู้ชาย แต่กล้าทำทุกอย่างที่ผู้ชายทำ แม้กระทั่งการปกป้องประเทศหรือออกรบ อย่างมู่หลาน แน่นอนว่าหากเทียบกับ Gender Role หรือบทบาททางเพศของตัวเองดิสนีย์อื่นๆ ก่อนหน้า มู่หลานสะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่ก้าวหน้ามากกว่า ‘เจ้าหญิงดี’ หรือภาพยนตร์ใดๆ ที่เคยมีมาในค่ายระดับตำนานนี้

ถึงกระนั้นเอง วิวัฒนาการของผู้หญิงแบบมู่หลานเองก็ยังถือว่าอนุรักษ์นิยม เมื่อเราค้นพบว่า 77 เปอร์เซ็นต์ของบทพูดใน มู่หลาน (Mulan) (หนังที่ตัวเองอุตส่าห์ได้เป็นชื่อเรื่อง) เป็นของผู้ชาย และหนังอื่นๆ ก่อนหน้านั้นของดิสนีย์ มากกว่าครึ่งคือน้ำเสียง บทสนทนาที่ออกมาจากตัวละครเพศชายล้วนๆ

คืนวันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม เพื่อนของผมหาเตียงเพิ่มได้อีกหนึ่งเตียง คราวนี้ฟรี เพราะเพื่อนคนนี้มีเส้นสาย เป็น Somebody ในวงการ-ผมยังนอนไม่หลับอีกเหมือนเคย ครั้งนี้ผมไม่เปิดหนังการ์ตูนใดๆ ทิ้งไว้เป็นเพื่อนยามวิกาลแล้ว แต่ตั้งหน้าตั้งตาเขียนต้นฉบับส่ง The Cloud ให้เสร็จทันวันอาทิตย์ให้ได้

ไม่พึ่งผัว
Break Free

“The Cold doesn’t bother me anyway.”

หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ไม่ยี่หระกับความเหน็บหนาวเสียเท่าไหร่” ถูกเปล่งออกมาจากปากเอลซ่า ราชินีที่รักน้องสาว และไม่สนใจว่าตัวเองจะได้พบพานเจ้าชายขี่ม้าขาวหรือไม่

แน่นอนว่า Frozen คือความสำเร็จระดับตำนานของหนังการ์ตูนในศตวรรษใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าเพลงติดหูจนเกือบน่ารำคาญอย่าง Let It Go หรือ ปล่อยมันไป คือนอกจากที่ตัวเอกโหยหาอิสระจากความคาดหวัง และค่านิยมของการเป็นเจ้าหญิงที่ดีแล้ว เนื้อเรื่องยังมุ่งเน้นไปที่มิตรภาพและความสัมพันธ์ของพี่สาวน้องสาว มากกว่าการตามหาความรักแบบหญิงชายที่สมบูรณ์แบบเหมือนแต่ก่อน

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
ลาก่อนชีวิตสุขขีนิรันดร์ฉันท์เจ้าหญิงอิงนิยาย

สารที่ดิสนีย์กำลังส่งผ่านออกมาจากสื่อการ์ตูนของตัวเองเปลี่ยนไปจากยุคสโนว์ไวท์อย่างสิ้นเชิง เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเส้นเรื่องเหล่านี้ ในหนังการ์ตูนที่มีตัวเอกเป็น ‘เจ้าหญิงเก่ง’ อย่าง Brave ที่เล่าเรื่องเจ้าหญิงหัวฟู ไม่ได้วิ่งตามหาเจ้าชายแม้แต่น้อย และ โมอาน่า ที่พยายามชั่วเหลือคนในชนเผ่าของตัวเอง ‘ด้วยตัวเอง’ โดยปราศจากความช่วยเหลือของเจ้าชาย หรือผู้ชายใดๆ ทั้งสิ้น

เช้าวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 11,397 คน และจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 101 คน

และแล้ว 1 ใน 101 คนนั้น คือเพื่อนของผมในที่สุด

คนนอกสายตา
The Outcasts

เช้าวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม คือวันอาทิตย์ที่แสนหดหู่ เป็นเช้าที่แม้กระทั่งยามแปรงฟัน ส่องกระจก ผมก็ไม่อยากแม้กระทั่งมองเห็นเงาสะท้อนของหน้าตัวเอง

ใครกัน จ้องมองฉันอยู่ ดูเหมือนเธอ กำลังหมองเศร้า ภาพที่เห็นเป็นเงาของใคร ไม่ใช่ตัวฉันเลย”

เพลง Reflection ของ Mulan น่าจะอธิบายความรู้สึกของการส่องกระจกวิเศษวันอาทิตย์นี้ ได้ดีที่สุด-เปิดโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ได้ยินแต่เสียงโอดครวญของเพื่อนร่วมประเทศ เคล้ากับเสียงของขั้วความคิดการเมือง ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของการโคจรมาอยู่ร่วมกัน

แฟนของการ์ตูนดิสนีย์คงทราบดีว่า หลังจากหนังเรื่อง ทาร์ซาน เป็นต้นมา ยุคทองของหนังการ์ตูนเพลงแบบวาดมือสองมิติก็ค่อยๆ เสื่อมมนตร์ขลังลง ประกอบกับการเข้ามาของเทคโนโลยีการผลิตการ์ตูนแอนิเมชันแบบใหม่ของค่ายคู่แข่งในเวลานั้นอย่าง Pixar ซึ่งกำลังส่งสารแบบใหม่ควบคู่ไปกับ Social Movement ใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องดำเนินเรื่องผ่านเจ้าหญิงหรือเจ้าชายอีกต่อไป แต่เป็นคนนอกที่ไม่เข้าพวก หรือ The Outcasts แทน

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
วู้ดดี้พร้อม ประกาศกร้าว ของเล่นเก่าต้องชนะ!

ในหนังการ์ตูนสามมิติเรื่องแรก อย่าง Toy Story นั้น โลกของเหล่าของเล่นที่ผาสุกราวกับยูโทเปียถูกนำด้วยของเล่นคาวบอยอย่างวู้ดดี้ จนกระทั่ง บัซไลท์เยียร์ ของเล่นรุ่นใหม่กว่าเข้ามาแย่งซีน และสร้างความปั่นป่วนให้กับของเล่นตกกระป๋องอย่างวู้ดดี้

Joy หรือความสุข ใน Inside Out ได้เรียนรู้ในภายหลังว่า ความเศร้า หรือ Sadness ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนา มีความสำคัญไม่แพ้กันต่อการดำเนิน

ชีวิตเช่นเดียวกัน เหล่าคนนอกพวกนี้กำลังเปลี่ยนแปลงเส้นเรื่อง หรือภาพสะท้อนจากกระจกวิเศษ แบบที่ไม่น่าจะมีวันหวนกลับ

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
Joy แบ่งน้ำกระชายขาวให้ Sadness

โลกเปลี่ยนแปลงได้
Accepting Change

ความเปลี่ยนแปลง ไม่ได้แย่เสมอ-โลกไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนที่เคยเป็นมา คือสารที่หนังการ์ตูนสามมิติยุคหลังสื่อออกมา โดยมีคนนอกหรือ The Outcasts เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

หากจะเปรียบเทียบเงือกน้อยเอเรียล ที่ตอนจบได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบที่ทุกคนมีขา แต่โลกของมนุษย์กับโลกของเงือกก็ยังแยกออกจากกัน ในขณะที่เมื่อเทียบกับ ‘หนู’ สิ่งมีชีวิตที่ไม่พึงปรารถนาที่สุดในห้องครัวและฝันอยากเป็นเชฟใน Ratatouille สุดท้ายเปลี่ยนให้โลกของหนูสกปรก กลายเป็นโลกใหม่ใบเดียวที่หนูกับเชฟอาหารเลิศรสอยู่ด้วยกันได้

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
โลกเก่าสองใบที่แยกออกจากกัน ปะทะ โลกใหม่ใบเดียวที่หลอมรวมกัน

หากเราเปรียบเทียบ Lion King กับ Zootopia จะเห็นว่า เหยื่อ และ ผู้ล่า เปลี่ยนบทบาทอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เหยื่อและผู้ล่าอยู่ร่วมกันได้ และโลกของสรรพสัตว์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ต้องหวนคืนกลับมาเป็นโลกที่ไฮยีน่าถูกกีดกันออกไปจากยูโทเปีย เหมือนใน Lion King

“การเปลี่ยนแปลงนั้นดีเสมอ และผู้คนที่อยู่นอกสายตานี่แหล่ะ คือคนที่จุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลง” นี่คือสารแบบก้าวหน้าของหนังการ์ตูนยุคใหม่ ไม่ว่าจะดิสนีย์หรือ Pixar ก็ตาม

“เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร”

คำถามที่วนอยู่ในหัวของผมในบ่ายวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม หลังจากที่ต้องเห็นคนรู้จักล้มป่วย เสียชีวิต และเห็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร อาหาร ที่อยู่ ยารักษาโรค ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ในขณะที่ราคาเตียงของเพื่อนคนหนึ่งที่ได้รับข้อเสนอมาก็พุ่งสูงขึ้นอีกหลายแสน

เวลาที่เงินในกระเป๋าเท่ากับถังออกซิเจน เวลาที่ความจนเท่ากับความตาย นี่เรากำลังอยู่ในโลกใบไหน หรือเทพนิยายเรื่องไหนกันแน่

แม่มดใจร้าย
Evil Witches

เย็นวันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม ถึงตอนนี้เพื่อนของผมเสียชีวิตจากโควิด-19 ไปแล้ว 2 คน และมี 2 คนที่ได้เตียง ในขณะที่อีก 6 คน กำลังวิ่งวุ่นหาเตียงอยู่ ท่ามกลางความหวังในประสิทธิภาพการแก้ปัญหาจากภาครัฐช่างดูริบหรี่ลงทุกวัน

“นี่เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร”

คำถามเดิมยังวนอยู่ในหัวของผมแบบที่สลัดออกไปไม่ได้

ต้องเป็นคนดีอย่างที่เขาสอนให้เป็น ปกปิดในใจ อย่าให้เขารู้ สุดท้ายก็รู้”

แฟนหนังดิสนีย์คงทราบดีถึงเทรนด์ของภาพยนตร์ยุคหลังๆ ของค่าย นิยมเล่าเรื่องผ่านสายตานางร้าย แม่มด และตัวอิจฉา ที่ขโมยมาจากเทพนิยายฉบับเดิมๆ เช่น Maleficent จนไปถึงล่าสุดอย่าง Cruella และหลายครั้งเราก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่บีบคั้น ผลักดันให้คนเหล่านั้นกลายเป็นคนใจร้ายในที่สุด

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
Maleficent กับกาสอดรู้ของนาง

ทำไมดิสนีย์ถึงยังหยิบเอาตัวร้ายมาเป็นตัวนำเรื่อง

แล้วทำไมเรา คนดู ยังอดเห็นอดเห็นใจนางร้ายเหล่านี้ไปด้วยไม่ได้

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ดิสนีย์กำลังเจียนกระจกวิเศษบานใหม่ ที่ทำให้เราตั้งคำถามกับความงามเลิศ ดีเลิศในปฐพี ความขาว ความเทา ความดำ ความดี ความเก่ง จนไปถึงชวนให้เราจินตนาการถึงโลกใบใหม่ ที่อาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

เจ้าหญิงที่ดี หรือ เจ้าหญิงที่เก่ง อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับแม่มดใจร้ายนั้น ร้ายจริงหรือไม่ ทำไมถึงร้าย และครั้งหนึ่งแม่มดเหล่านี้ก็อาจจะเคยเป็นผู้หญิงที่ดีมาก่อนเช่นกัน

เป็นส่วนหนึ่งบนโลกใบเดียวกัน
Part of that World

เวลาเที่ยงคืน วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ยังไม่ถูกประกาศ

ผมได้แต่หวังแค่ว่า เช้าวันนี้ วันที่ผมต้องส่องกระจก มันจะเป็นเช้าวันใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และไม่ต้องมีใครสูญเสียชีวิตไปจากโลกใบนี้ จากโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันอีก

หากเรามองย้อนกลับไปในยุค The Great Depression ที่ดิสนีย์ให้กำเนิดเจ้าหญิงที่ยอมจำนนต่อค่านิยมความเป็นเจ้าหญิงที่ดีอย่างสโนว์ไวท์ขึ้นมา จนถึงยุค The New Depression ที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่นี้ เจ้าหญิงแบบไหนกันเล่าที่กระจกวิเศษบานใหม่กำลังจะสะท้อนออกมาให้เห็น

สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทราบก็คือ ผลพวงของ The Great Depression หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ส่งคลื่นความเปลี่ยนแปลงมาถึงประเทศไทย และก่อให้เกิดการ ‘ปฏิวัติสยาม’ ใน พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ จากฝีมือของนายทหารและพลเรือนที่เรียกว่า ‘คณะราษฎร’ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

หากจะมองเป็นเส้นเรื่อง พวกเขาเหล่านี้ก็คือ The Outcasts ที่เชื่อในความเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างอะไรกับเส้นเรื่องของหนังดิสนีย์ยุคใหม่

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
มู่หลานเตรียมเข้าซาลอน ตัดผมเองแบบ DIY

“ได้เรียนดุจดังมนุษย์คงจะเพลิน เผชิญคำถามที่เก็บอยู่ในใจ”

ประชาธิปไตย คอนเซปต์จากยุคเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ที่วันนี้ตัวผมเองไม่แน่ใจว่ามันเบ่งบานแค่ไหนในประเทศไทย ประเทศแห่งปิตาธิปไตยที่ดูเหมือนว่าจะเชื่อในนางร้ายที่สมบูรณ์ ความงามเลิศในปฐพีที่ดีล้วน และเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยกอบกู้เด็กสาวไร้ทางสู้อยู่นับครั้งไม่ถ้วน

‘เสียงที่เท่ากัน’ ดูเหมือนจะเป็นเส้นเรื่องที่รอ เจ้าหญิงยุคใหม่ หรือแม้กระทั่งแม่มดใจร้ายเข้าไปสำรวจ และเชื่อมโลกแต่ละใบให้กลายเป็นโลกใบเดียว

“เมื่อเธอลองมองของพวกนี้ สิ่งที่ดีๆ มีทุกอย่างเลยจริง ๆ

อาจดูเหมือนชั้นมีทุกสิ่ง มีจึงพร้อมพร้อมเกินใคร

สิ่งอัศจรรย์เก็บไว้มากมายเพียงใด

แต่ใครสนเรื่องแค่นี้ไม่เพียงพอ~”

โลกที่เสียงของทุกคนเท่ากัน โลกที่ยารักษาโรคหรือแม้กระทั่งชีวิต ไม่ควรจะขึ้นอยู่กับเส้นสายหรือเงินในกระเป๋าสตางค์

“คุณคือเจ้าหญิงคนไหนในหนังดิสนีย์”

เจ้าหญิงที่ยอมจำนนกับค่านิยมของความดี และเฝ้ารอการช่วยเหลือของเจ้าชายขี่ม้าขาว หรือเจ้าหญิงที่กล้าเปล่งเสียง กล้าตั้งคำถาม และกล้าเผชิญกับความหนาวเหน็บ บนเส้นทางอันโดดเดี่ยวที่อาจจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ทั้งใบ

เวลาของการเจียนกระจกวิเศษใบใหม่คือเวลานี้ และผมกำลังยืนยันกับผู้อ่านไว้ตรงนี้ ว่ามันคือหน้าที่ของเราทุกคน

เรื่องราวคู่ขนานระหว่างการ์ตูนเจ้าหญิงและสังคม จากสโนไวท์ยุค The Great Depression ถึงกระจกวิเศษบานใหม่ในยุคโควิด-19
วู้ดดี้กับบัซไลท์เยียร์ สุดท้ายก็รู้ว่าตัวเองอยู่ในโลกใบเดียวกัน

ข้อมูลอ้างอิง

ew.com/movies/disney-princesses-evolution/

geekgals.co/2020/07/29/evolution-of-disney-princesses/

www.vox.com/culture/22453479/disney-villains-cruella-ursula-maleficent-scar-fans-jung-archetypes

yumeka36.tumblr.com/post/79328399017/frozen-and-the-evolution-of-disney-storytelling

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“แต่ลูกมีหนวดนะ” คือประโยคที่ออกมาจากปากคุณแม่ของผม หลังจากที่ผมสารภาพกับท่าน ว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน

ในฐานะที่เดือนมิถุนายนเป็น Pride Month จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะเห็นการรณรงค์ความเท่าเทียมกันของเพศทางเลือก รวมถึงการรณรงค์เรื่องความหลายหลากทางเพศเต็มไปหมดในพื้นที่สื่อต่างๆ มากมาย

ผู้เขียนคอลัมน์ ‘วัตถุปลายตา’ เอง ได้ใช้ชีวิตในฐานะเกย์ ซึ่งหากจะพูดให้ถูกต้องก็คือการเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรม L.G.B.T.Q.I.A+ มานานกว่า 35 ปี

ธงสีรุ้ง จากสัญลักษณ์ในนิยาย เพลงพ่อมดแห่งออซ สู่สัญลักษณ์ความภูมิใจของ LGBTQIA+
Lego แบบ Pride

หากจะย้อนไปเพียง 10 กว่าปี หนึ่งในประสบการณ์ Come Out ส่วนตัวที่ผมยังจำได้ไม่ลืม 

ประโยคแรกของแม่ หลังจากที่ผมสารภาพว่าเป็นเกย์ คือ “แต่ลูกมีหนวดนะ?” ซึ่งทำให้เข้าใจภาพรวมของความเข้าใจเรื่อง เพศ เพศสภาพ รสนิยมทางเพศ ของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยในสมัย Baby Boomer และ Gen ก่อนหน้านั้นได้เป็นอย่างดี

คอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้ ผมจึงขออนุญาตหยิบยกเรื่องราวที่มาของ ‘ธงสีรุ้ง’ ที่ปัจจุบัน ไม่เพียงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความหลายหลายทางเพศและความเท่าเทียมกันของเพศทางเลือก แต่ยังถูกหยิบมา Commercialize ผ่านสินค้าต่างๆ มากมาย ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจงใจผสมเพิ่มเข้าไปในบทความครั้งนี้ คือการเดินทางส่วนตัวในฐานะเพศทางเลือก ; เกย์วัยกลางคน ที่ดิ้นรนหาที่ทางของตัวเองในสังคมไทยมาหลายครั้งหลายครา ใช่ครับ คอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ของวัตถุที่คนมองข้าม อย่างที่เคยเป็นมาแต่เพียงอย่างเดียว

แต่ผมกราบขออนุญาตผู้อ่าน The Cloud ทุกท่าน ผนวกเรื่องส่วนตัวควบคู่เข้าไปด้วย หากท่านสงสัยว่า ‘ทำไม’ ผมหวังว่า หากท่านอดทนอ่านจนจบบทความ ท่านจะเข้าใจมากขึ้น ทั้ง ‘ที่มา’ ของธง และ ‘ที่ทาง’ ของคนอย่างผม ในประเทศที่มีสาวประเภทสองสวยมากความสามารถมากมาย แต่พวกเขาเหล่านั้นยังเลือกประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เปิดเผย และเท่าเทียมไม่ได้ 

Pride ที่แปลว่า ความภาคภูมิ มีความหมายและเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่ใต้แถบสีรุ้งเจ็ดสีนั้น ผมขอเชิญท่านตามเข้าไปสำรวจพร้อมๆ กันได้เลย

ภาพจำที่ติดมากับธงเจ็ดสี 

ในการแสดงตลก Stand Up Comedy ของ ฮันนาห์ แกดสบี้ (Hannah Gadsby) ชื่อ Nanette (ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัว เป็นหนึ่งในการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนที่ดีที่สุดที่เคยมีมาเลยทีเดียว) 

Hannah ที่เป็นเลสเบี้ยน นางพูดถึงดีไซน์ของ ‘ธงสีรุ้ง’ ว่า “It’s a little bit busy.” หรือแปลไทยได้ว่า “มันยุ่งเหยิงเกินไป ทำไมต้องมีแถบสีเจ็ดสี ซ้อนกันแน่นขนาดนั้น ไม่มีที่พักสายตาเลย” ซึ่งนั่นก็หนึ่งในมุกตลกของนางที่แซะภาพวัฒนธรรม LGBTQIA+ ที่เราคุ้นเคยกัน

ธงสีรุ้ง จากสัญลักษณ์ในนิยาย เพลงพ่อมดแห่งออซ สู่สัญลักษณ์ความภูมิใจของ LGBTQIA+
มันก็ยุ่งเหยิงจริงๆ นั่นแหละ

จริงๆ แล้ว Hannah เองยังได้วิพากษ์ถึงภาพที่ติดมากับธงสีรุ้งว่า ทำไมเกย์ (หรือ Gay ในภาษาอังกฤษ ที่ยังมีความหมายถึงความสดใส ซาบซ่า) จะต้องใช้ชีวิต ปาร์ตี้ เปรี้ยวซ่า สนุกสนานสุดติ่ง อยู่บนขบวนพาเรด ที่เต็มไปด้วยการอวดเนื้อหนังมังสาขนาดนั้น Hannah เองไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นมันผิด แต่ ‘ภาพจำ’ ที่ติดมากับธงสีรุ้ง อาจไม่ใช่ภาพที่ใช้อธิบายความหลากหลายของเพศทางเลือกได้ครอบคลุมและเท่าเทียมเสมอไป

“แกแค่แต่งตัว ให้เป็นตัวเองน้อยๆ ที่สุดอะ เอาเสื้อยืดเรียบๆ รัดๆ อย่าลายเยอะ ฉวัดเฉวียน เดี๋ยวคนน่าจะกล้าเข้ามาหาเอง” นั่นคือคำแนะนำของเพื่อนสนิทของผม เมื่อปรึกษาว่าทำไมทุกครั้งที่ไปสีลม ถึงไม่เห็นมีใครเข้ามาแอ๊วผม ที่แต่งตัวไม่ค่อยจะเหมือนคนอื่นบ้างเลย

ผมเองไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์อะไรเลยกับเกย์บาร์ แต่ถ้าเลือกได้ จะขอนอนอยู่บ้านฟังเพลงดีกว่า เพราะไม่ชอบที่ที่มีคนเยอะๆ หรือเสียงดัง ซึ่งทำให้ตลอดชีวิตของการ Come Out นั้น ไปบาร์เกย์สีลมแทบจะนับครั้งได้

Hannah Gadsby เองก็น่าจะเป็นเพศทางเลือกที่ชอบวิถีชีวิตที่ต่างจากภาพจำสีฉูดฉาดเช่นเดียวกันกับผม ผู้เขียนเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นธงแบบไหนล่ะ ที่จะเป็นตัวแทนของความหลายหลายทางเพศและความเท่าเทียมได้ หากไม่ใช่ธงที่มีแทบจะทุกสีทุกสเปกตรัมอยู่ในนั้น

ต้นกำเนิดของตำนาน

ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดส่งมา 2 วันแล้วนั้น ทีวีที่ถูกเปิดทิ้งไว้เป็นเพื่อนกำลังฉายซีรีส์วายที่พระเอกหรือตัวแสดงแทบจะทุกคนในเรื่องนั้น ผมแทบจะแยกหน้าไม่ออก เพราะทุกคนขาวจิ้มลิ้ม จมูกโด่ง หน้าตาคล้ายกันไปเสียหมด ซึ่งมีผลต่อการปะติดปะต่อเรื่องราวของคนดูอย่างข้าพเจ้าด้วย เพราะไม่รู้จะแยกตัวละครไหนเป็นตัวละครไหน

อันที่จริงทุกครั้งที่ผมปรายตาไปที่ละครไทย ผมแทบจะไม่เห็นหนุ่มในสเปกของผม ที่ผิวเข้ม คล้ำ หน้าไทย จมูกไม่ต้องโด่งเป็นสัน แสดงเป็นบทนำใดๆ ในซีรีส์วัยรุ่นเลย ราวกับว่าโรงเรียนและวัยรุ่นในทีวี มีแค่อาตี๋ อาหมวย โอปป้า หรือถ้ามีหนุ่มสาวผิวเข้มโผล่มา เขาเหล่านั้นก็จะถูกยัดให้เป็น อีปริก คุณตำรวจ ชาวบ้านบางระจัน หรือนายช้อย ในหนังย้อนยุคเสมอๆ

เป็นความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ระหว่างการค้นคว้าเรื่องธงสีรุ้งนี้ เอาล่ะ ผมขออนุญาตกลับเข้าเรื่องธงกันดีกว่า

ย้อนไปในสมัยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ นาซีใช้สีชมพูและสามเหลี่ยมสีดำ เป็นสัญลักษณ์ในการบ่งบอก ทำเครื่องหมายว่า มนุษย์คนไหนเป็นเพศที่สาม รวมถึงสัญลักษณ์ขวานสองหัว ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แรกๆ ที่ถูกหยิบมาใช้ในการพูดเรื่องเพศทางเลือก 

ธงสีรุ้ง จากสัญลักษณ์ในนิยาย เพลงพ่อมดแห่งออซ สู่สัญลักษณ์ความภูมิใจของ LGBTQIA+
ตัวอย่างภาพจำลองการจำแนกเกย์ในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี

ในอดีตเคยมีความเชื่อว่าศิลปินชื่อ กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker) แห่งซานฟรานซิสโก เป็นผู้คิดค้นธงสีรุ้งแปดแถบสี เป็นคนแรกๆ ในพาเรด Pride ยุค ค.ศ. 1978 ร่วมกันกับศิลปินอีก 2 ท่าน ซึ่งภายหลังค้นพบว่าสีรุ้งกับธงและความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเพศซับซ้อนมากไปกว่านัั้น

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Gilbert Baker

ตำนานบทเดิม

จริงๆ แล้ว หากจะกล่าวว่าธงสีรุ้งเพิ่งถูกคิดค้นมาเพียงแค่ 40 กว่าปีนั้นก็คงไม่ถูกนัก จริงๆ แล้วสเปกตรัมที่เราคุ้นตานี้ต้องย้อนไปไกลถึง ค.ศ.​ 1915 ในนวนิยายของยุคนั้น ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ค้นพบว่า นิยายของ D.H Lawrence ชื่อ The Rainbow พูดถึงความสัมพันธ์เชิงเลสเบี้ยนระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ไว้ เรื่องแรกๆ เช่นเดียวกับหนังสือชื่อ The Rainbow has Seven Colors ซึ่งพูดถึงความรักฉันท์ชู้สาวแบบเลสเบี้ยนที่ไม่สมหวังเช่นกันใน ค.ศ. 1958

สีรุ้งและสายรุ้งในทั้งสองเรื่องถูกใช้เป็นตัวแทนของการเริ่มต้นใหม่ ชีวิตในแต่ละช่วง รวมถึงการเปลี่ยนผ่านของบางสิ่งบางอย่างเสมอ

หลังจากนั้นรุ้งก็ค่อยๆ ปรากฏตัวในเรื่องสั้นที่มีเพศที่สามมาเกี่ยวข้องบ่อยขึ้น ใน ค.ศ. 1961 และ 1962 โดยถือเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงว่าใครเป็นคนส่งอิทธิพลให้กับใครกันแน่ แต่รุ้งก็ยังคงใช้เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาส่วนตัว ทั้งความรัก ชีวิต เพศ ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังก็ตาม

ในบทประพันธ์เรื่อง The Christmas Rainbow โดย L.A.L มีเขียนบทสรุปไว้ว่า

“…to those of you who have found your Christmas rainbow, we extend a sincere hope that it will remain yours for always. To those of you who still may search, we extend the hope that you may be very close to attainment.”

“หากท่านได้พบพานกับสายรุ้งแล้ว เราก็ขอให้สายรุ้งนั้นเป็นของท่านตลอดไป ส่วนท่านที่ยังคอยตามค้นหา เราก็หวังว่า ท่านกำลังจะได้มันมาในไม่ช้า”

เพื่อนของโดโรธี

“แต่ลูกมีหนวดนะ” คือประโยคที่ออกมาจากปากคุณแม่ของผม หลังจากที่ผมสารภาพกับท่านว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน

“เป็นเกย์ก็ได้ แต่ต้องเป็นเกย์รุกนะ” คือประโยคที่ออกมาจากปากคุณพ่อของผม หลังจากที่ผมสารภาพกับท่านว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน ราวกับว่าความเป็นชายของผมมันยังไม่สูญเสียไป ตราบที่หน้าที่ของการเป็นผู้บุกรุก ยังเป็นของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนดีคนนี้

ผมจำได้เลาๆ ว่าวันนั้น บทสนทนาจบด้วยการทะเลาะกันครั้งใหญ่ และผมก็เก็บเสื้อผ้าสองสามชุดออกจากบ้าน โดยไม่รู้ว่าจะไปอยู่ไหนด้วยซ้ำ

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
The Wizard of Oz

บางคน เมื่อกล่าวถึงสายรุ้งและเพศทางเลือก ก็จะนึกถึงเพลง Somewhere over the Rainbow เพลงประกอบจากหนังคลาสสิกที่เป็นที่ชื่อชอบของ LGBTQ+ มากมาย ได้แก่เรื่อง ‘The wizard of Oz’ หรือพ่อมดออซ

เพื่อนของโดโรธี หรือ A friend of Dorothy ถูกใช้เป็นโค้ดลับในการบอกว่าผู้ชายคนนี้นั้นเป็นเกย์ บ้างก็ว่าเป็นเพราะคาแรกเตอร์ที่มีความหลากหลายในบทประพันธ์ สื่อถึงความหลากหลายในการใช้ชีวิต บ้างก็ว่าในเวอร์ชันภาพยนตร์ที่แสดงนำโดยเกย์ไอคอน จูดี้ การ์แลนด์ (Judy Garland) นั้น สายรุ้งใช้สื่อถึงความฝัน ความหวัง มาตลอดช่วงเวลา 80 ปี หลังจากที่หนังแรกออกฉาย

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Friend of Dorothy โค้ดลับโบราณของการบอกว่าเป็นเกย์

“Somewhere over the rainbow way up high
There’s a land that I heard of once in a lullaby.
Somewhere over the rainbow skies are blue
And the dreams that you dare to dream really do come true.”

บางแห่งที่ปลายสายรุ้ง

เหนือสูงขึ้นไปด้านบน

ที่นั่นมีดินแดนแห่งหนึ่งที่ฉันเคยได้ฟัง

ครั้งหนึ่งในเพลงกล่อมเด็ก

บางแห่งเหนือบนสายรุ้ง

ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าคราม

และความฝันที่เธอกล้าที่จะฝัน

มันจะกลายเป็นความจริง

ออกจากตู้

ต้นฉบับที่เขียนมาได้หลายหน้า ถูกคั่นเวลาด้วยการดูซีรีส์เบาสมอง เพื่อพักสายตาจากการจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ และซีรีส์ที่ผมลองเลือกเปลี่ยนดู ก็ยังมีตัวละครที่เป็นเกย์แสดงนำอยู่ แต่ดูไปได้ไม่กี่นาทีผมก็ต้องเปลี่ยน เพราะภาพของเพศที่สามที่ผมเห็นในทีวี มันไม่ได้ต่างอะไรกันเลยกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่ตุ๊ด กะเทย เกย์ มีหน้าที่เดียวคือสีสัน ความตลก จัดจ้าน บันเทิง หรือไม่ก็เซ็กส์แบบวาบหวาม จนผมแทบจะเข้าใจไปเองว่าตัวเองต้องตลก ต้องเซ็กซี่ ถ้าไม่เช่นนั้นสมาคมเกย์ในทีวี เขาอาจจะส่งหนังสือมาเพิกถอนความเป็นเกย์ของผมได้

กว่าที่ผมจะเลิกเสพหรือเลิกเชื่อใน ‘ภาพซ้ำ’ ที่อุตสาหกรรมบันเทิงไทยส่งสารมาว่า เพศที่สามมีหน้าที่ บทบาท ที่ยืน อย่างไร ความมั่นใจในเพศสภาพ รสนิยมทางเพศ และทางเลือกในการชีวิตของผม ก็ถูกกัดกร่อนไปแล้วครึ่งหนึ่ง

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
อีกหนึ่งตัวอย่างของอิทธิพลที่ Wizard of Oz มีต่อวัฒนธรรมเกย์

ใน ค.ศ. 1977 นักเคลื่อนไหวชื่อ อาร์นี แคนโทรวิตซ์ (Arnie Kantrowitz) ได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองชื่อ Under the Rainbow : Growing up Gay หยิบเอาสัญลักษณ์จากนิยายพ่อมดออซมาใช้เปรียบเปรย ทั้งในแง่อุปสรรคขวากหนาม และความสุข โดย Arnie เปรียบเทียบการเดินขบวนพาเรดว่าเหมือนการออกเดินทางไปหาพ่อมดออซ และดินแดนมหัศจรรย์ที่สุดปลายรุ้ง เราทุกคนกำลัง ‘ออกมา’ ซึ่งหมายความถึงการ Coming Out (of the closet) หรือการเปิดเผยว่าเป็นเกย์ด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้น ตั้งแต่กลางยุค 70 เป็นต้นมา ‘ธงสีรุ้ง’ ก็ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง ความต่าง ความเท่าเทียม ความฝัน ความหวัง และการเดินทางค้นหา รวมถึงการต่อสู้ที่ยังไม่จบสิ้น ของกลุ่มคนที่ถูกสังคมกดทับ ด้วยความเชื่อ และค่านิยมบางอย่าง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
มันคือหนึ่งในสัญลักษณ์ของการประท้วงเรียกร้อง

ธงสีรุ้งโบกสะบัดในพาเรดครั้งแรกในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1978 ที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งในเวอร์ชันแรก ธงนั้นมีแปดแถบสี รวมถึงสีชมพูและฟ้าเทอร์ควอยซ์รวมอยู่ด้วย แต่เนื่องจาก กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker)ศิลปินผู้ออกแบบธง ต้องการให้ธงนี้ผลิตในระบบ Mass Production ได้ด้วย จึงได้เอาสองสีนั้นออกไป และแทนสีฟ้าด้วยสีน้ำเงินธรรมดา ซึ่งสีเจ็ดแถบหรือหกแถบนี้ ก็กลายมาเป็นสแตนดาร์ดของธงสีรุ้ง ที่เราเห็นกันชินตาในทุกๆ วันนี้

Gilbert Baker ผู้ซึ่งเป็นเกย์และแดร็กควีนอย่างเปิดเผย และยังเป็นนักรณรงค์ตัวเป้ง ได้รับแรงยุจาก ฮาร์วีย์ มิลก์ (Harvey Milk) นักการเมืองเกย์ในตำนาน ให้ออกแบบสัญลักษณ์ของ Pride สำหรับชุมชนชาวเกย์ ซึ่งสีรุ้งนี่เองที่ Baker หยิบเลือกเอามาใช้ ไม่ว่าตัวเขาเองจะได้อิทธิพลของพ่อมดออซหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เขาได้กล่าวไว้เกี่ยวกับที่ทางของความเป็นเพศทางเลือกนั้น จับใจมาก

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Gilbert Baker ศิลปินผู้ให้กำเนิดธงสีรุ้งอย่างเป็นทางการ

 “Our job as gay people was to come out, to be visible, to live in the truth, as I say, to get out of the lie. A flag really fits that mission, because that’s a way of proclaiming your visibility or saying, ‘This is who I am!’

“หน้าที่ของเราในฐานะเกย์ คือการใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย คือการถูกมองเห็น คือการใช้ชิวิตอยู่บนความจริง และหลีกหนีการลวงโลกทั้งหลาย ธงคือสิ่งที่เหมาะยิ่งในการสื่อถึงสิ่งนั้น เพราะมันคือไม่ยอมจำนวนต่อ การถูกเพิกเฉย และร้องออกมาว่า นี่แหละคือตัวฉัน!”

ธงสีรุ้งก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของ LGBTQ+ ตั้งแต่ ค.ศ. 1994 เป็นต้นมา มิหนำซ้ำ ในช่วงเวลานั้น ศิลปินผู้ให้กำเนิดธงอย่าง Baker ยังได้เย็บธงสีรุ้งความยาวถึงหนึ่งไมล์ เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 25 ปีของ Stonewall Riot การประท้วงที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของสังคม LGBTQ+ ที่เราหลายคนทราบดี

ความทรงจำในการหนีออกจากบ้านครั้งนั้น คือผมได้รับการเสนอให้พักคืนชั่วคราวจากเพื่อนเลสเบี้ยน ที่ก็อุตส่าห์โทรหาเพื่อนเกย์อีกสองคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน เปิดหอพักของพวกเขาให้ผมไปค้างคืนสงบสติอารมณ์ จากการ Come Out กับที่บ้าน ซึ่งผมก็ถือว่าเพื่อนสองสามคนนั้นเป็นเพื่อนของโดโรธีอย่างแท้จริง และไม่เคยลืมประสบการณ์ครั้งแรกของความรู้สึก ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ ของอะไรบางอย่าง และได้พบเจอ ‘ที่ทาง’ ของตัวเองอีกเลย

ปลายสายรุ้ง

วันก่อนหุ้นส่วนธุรกิจของผม (ที่เป็นชายแท้ทั้งแท่ง ตามนิยามเพศสภาพแบบ Binary) ยื่นตัวอย่างสินค้าที่กำลังจะ Launch ในเดือน Pride Month นี้ให้ดู ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นอกจากเฉดสีรุ้งหลากสีที่พาดผ่าน ซึมลึก ฝังแน่น เคลือบลงไปในทุกอณูของโปรดักต์

แถบสีรุ้งเป็นตัวแทนของความหลากหลายและความเท่าเทียมได้จริงหรือ โดยปราศจากความเข้าอกเข้าใจในที่มา ที่เกิดขึ้นจากความต้องการความเท่าเทียม และไม่ถูกกดทับของมันอย่างชัดเจน

เอาล่ะ เสียงค่อย เสียงดัง เสียงกระซิบ อย่างไรมันก็คือเสียง ผมบอกตัวเองแบบนั้น

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Stonewall Riot จุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นมาจากการประท้วงการถูกกดทับ

แต่อีกหนึ่งความคิดที่ผุดขึ้นมา หากร่มใหญ่ของการต่อสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม ความเสมอภาค และความหลากหลาย มาจากปัญหาของการกดทับ และการแบ่งประเภท แบ่งแยกคนออกจากคน อย่างที่เราเห็นในการประท้วงที่ Stonewall ทุกวันนี้ ‘การกดทับ’ ในสังคมไทยมันหายไปแล้วหรือ เราถึงได้เห็นสินค้าสีรุ้งออกมาอวดโฉมเต็มท้องตลาดไปหมด

รากของการกดทับในสังคมไทยสำหรับผม มันยังไม่ได้ถูกถอนขึ้นมา พรวนดิน เปลี่ยนกระถางใดๆ 

ตราบใดที่ผมยังเห็นวัยรุ่นไทยอยากผิวขาว จมูกโด่งเหมือนหนุ่มสาวเกาหลี และความงามที่ ‘ถูกเห็น’ เพียงแค่แบบเดียว

ถ้าผมยังเห็นบทเกย์เพื่อนนางเอกที่สะบัดสะบิ้ง ตลกโปกฮา มีแค่มิติเดียวเหมือนที่ผ่านมาหลายสิบปี

ถ้าคนรุ่นพ่อผมยังเข้าใจโลกที่มีแค่ ปลั๊กกับเต้าเสียบ รุกกับรับ

ถ้าเกย์ กะเทย สาวประเภทสอง ยังไม่มีทางเลือกในการประกอบสัมมาอาชีพเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม

ถ้าสาวประเภทสองยังต้องมีบ้าน มีรถ มีมงกุฎ ถึงจะได้เป็นกะเทยเหมือนกัน 

ถ้าเรายังมัว ‘แปะป้าย’ หรือจัดคนลงกล่อง ตามภาพซ้ำที่ถูกผลิตและส่งต่อ ปีแล้วปีเล่า 

จะอีกกี่สายรุ้งและอีกกี่เฉด ก็คงยังไม่ช่วยทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้

Pride สำหรับผมคือความภาคภูมิใจในตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ที่มันอาจจะเหมือน คล้าย หรือแตกต่างจากคนอื่น และความกล้าที่จะเปิดรับ ทั้งความเหมือน คล้าย และแตกต่าง ของคนอื่นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าสเปกตรัมของความเหมือนนั้น มันจะสูง ต่ำ ดำ ขาว สีม่วง ชมพู เทอร์ควอยซ์ น้อยหรือมากแค่ไหนก็ตาม

การโบกสะบัดที่ยังไม่จบสิ้นของธงสีรุ้ง เส้นทางของ ‘เพื่อนของโดโรธี’ และประสบการณ์ Come Out ของผู้เขียน
Gilbert Baker อีกนั่นแหละ

ทุกวันนี้พ่อกับแม่ผมเข้าใจในวิถีชีวิตของผมมากขึ้น และก็ยังสนับสนุนในทุกๆ ย่างก้าวของลูกชายคนนี้เสมอมา ในขณะเดียวกัน ผมเองก็เข้าใจความไม่เข้าใจของคนรุ่นพ่อกับแม่มากขึ้น

แน่นอนทุกครั้งที่แม่กับพ่อแวะมาคอนโดฯ ตอนที่ผมไม่อยู่ นอกจากน้ำเปล่าขวดใหญ่ที่จะถูกเติมไว้เต็มตู้เย็น เซ็กส์ทอยใต้เตียง เจลหล่อลื่น และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ก็ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยเช่นกัน

ผมจำคำแนะนำของเพื่อนโดโรธีของผมในวันที่หนีออกจากบ้าน เพราะ Come Out กับที่บ้านได้ไม่ชัดเจน แต่ถ้าหากจะให้ผมขุดคุ้ยจากความทรงจำ ผมคิดว่ามันคงจะประมาณนี้แหล่ะครับ 

“หากท่านได้พบพานกับสายรุ้งแล้ว เราก็ขอให้สายรุ้งนั้นเป็นของท่านตลอดไป ส่วนท่านที่ยังคอยตามค้นหา เราก็หวังว่า ท่านกำลังจะได้มันมาในไม่ช้า”

ข้อมูลอ้างอิง

www.sfchronicle.com

www.smithsonianmag.com

www.britannica.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load