สนามหญ้ากว้างสีเขียวขจีอาบด้วยแสงแดดยามเช้า เจ้าเหมียว 3 ขาชื่อจิงโจ้นอนอาบแดดอยู่ใต้แคร่ไม้ ผู้คนสวมชุดพื้นถิ่นจับเข่าคุยกันอยู่ตรงโต๊ะริมสนามและหันมาทักทายผู้มาเยือนอย่างเป็นมิตร 

คาเฟ่ บ้านไม้ผสมปูน ซุ้มที่แอบอยู่ใต้ร่มไม้ เครื่องเล่นจากดินในสนามหญ้า สถาปัตยกรรมธรรมชาติ ล้วนมอบความรู้สึกอบอุ่นไม่ต่างกับแดดที่อาบบนพุงของเจ้าจิงโจ้ สถานที่ตรงหน้า คือ ‘Din Cafe’ ร้านกาแฟในบ้านดินของ รุ้ง-ปรางทอง เตียงเกตุ อดีตเภสัชกรที่ฝันอยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง และ มิ้น-จุลดิศ สิทธิบรรเจิด สามีผู้เป็นสถาปนิกซึ่งวันนี้รับหน้าที่ดูแลเด็กหญิงตัวเล็ก ระหว่างที่รุ้งปลีกตัวมานั่งคุยกับเราใต้ถุนบ้านของพวกเขา

Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่

“ความจริงเรามีบ้านในซอยข้างหลังที่อยู่กับพ่อแม่ ตอนนั้นกำลังหาพื้นที่แต่งงาน เลยขับจักรยานมาแถวนี้ เห็นว่าเขาเปิดให้เช่า ตอนแรกกะใช้เป็นสถานที่แต่งงานอย่างเดียว แต่คิดดูแล้วเรายังไม่มีเรือนหอเลย อีกอย่างเราไม่มีเงินเยอะขนาดจะซื้อบ้าน ก็เลยสร้างบ้านขึ้นมาเอง สามีกับคุณพ่อเราเป็นสถาปนิกอยู่แล้ว” รุ้งเล่าให้เราฟัง ก่อนชวนเราทำความรู้จักกับพ่อของเธอ นอกจากจะเป็นคุณตาของหลานสาวแล้ว เดชา เตียงเกตุ ยังเป็นสถาปนิกท้องถิ่นที่สนใจงานไม้ไผ่ ผู้บุกเบิกสถาปัตยกรรมไม้ไผ่ และมีผลงานชิ้นเอกคืออาคารเรียนไม้ไผ่ที่โรงเรียนปัญญาเด่น

Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่

“คุณพ่อเรียนจบประวัติศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ พอจบได้ไม่นาน ก็เป็นครูสอนพระอยู่แม่แจ่มสามสิบปี แล้วเขาก็ซึมซับงานสล่าของชาวบ้าน อยู่ที่นู่นเขาสร้างบ้านเองด้วย เก็บประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนตอนนี้เหมือนสถาปนิกไปแล้ว”

รุ้งเองก็เกิดและเติบโตที่แม่แจ่ม ก่อนเข้ามาเรียนในเมือง ครอบครัวของเธอย้ายตามมาอยู่ด้วยในซอยใกล้ๆ จนกระทั่งขยับขยายมายังพื้นที่ตรงนี้ ที่นี่เคยเป็นสวนลำไย ก่อนพายุจะโหมกระหน่ำแล้วพัดเอาต้นไม้ล้มราบเป็นหน้ากลอง หลังจากเป็นพื้นที่โล่งกว้างได้ไม่นาน เรือนหอหลังใหญ่ก็เข้ายึดพื้นที่ของสนามหญ้าด้านซ้ายไปทั้งแถบ 

พ่อตาและลูกเขยสถาปนิกใช้เวลาเพียง 2 เดือนเศษๆ เนรมิตรเรือนหอที่จวนเจียนจะเสร็จสมบูรณ์ ด้านบนทำจากไม้เก่าที่แม่ของเจ้าสาวให้มา ด้านล่างฉาบผนังด้วยปูน ใต้ถุนมีห้องครัวเล็กๆ และห้องนั่งเล่นรับลมธรรมชาติ 

บ้านพ่วงเรือนหอหลังนี้เป็นบ้านที่รุ้งบอกว่า “โบราณ แต่ไม่คร่ำครึ” 

Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่
Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่

พวกเขาอาศัยอยู่ในห้องชั้นล่าง ส่วนข้างบนอาคารไม้เป็นที่ตั้งของสตูดิโอสถาปนิกของมิ้น

ประตูรั้วบ้านที่ไม่เคยปิด ทำให้มีคนแวะเวียนมาหาบ่อยๆ มีจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดคิดว่าที่นี่เป็นร้านกาแฟบ้าง เป็นที่พักบ้าง ทำให้รุ้งหวนกลับมามองพื้นที่บ้าน และนึกถึงภาพวาดร้านกาแฟในสมุดบันทึกเล่มเก่าของเธอ 

หลังจากเรียนจบคณะเภสัชศาสตร์ รุ้งทำงานดูแลคนไข้บนหอผู้ป่วยในโรงพยายาบาล เธอเปลี่ยนมาเป็นเภสัชกรจ่ายยาในร้านอย่างเต็มตัวในภายหลัง ก่อนค้นพบว่าการจ่ายยาออกไป โดยที่ยังเชื่อในการเยียวยาด้วยธรรมชาตินั้นขัดกับความรู้สึกของเธอไม่น้อย รุ้งจึงหันหลังให้กับเส้นทางนี้ แล้วกลับมาทบทวนถึงร้านกาแฟในฝันของเธอ

“ตั้งแต่เริ่มดื่มกาแฟเราก็ชอบมาตลอด หาความรู้เรื่องกาแฟไปเรื่อยๆ สมัยเรียนก็เคยฝึกงานในร้านกาแฟ เพราะคิดว่าสักวันอยากมีร้านเป็นของตัวเอง ตอนทำงานก็ฝันตลอดว่าร้านกาแฟของเราจะเป็นยังไง เวลาว่างก็จะหาสมุดมานั่งวาดว่าร้านของเราจะมีเมนูอะไรบ้าง อยากเปิดมาตลอด สุดท้ายก็เลยลาออกมาเปิดจริงๆ” เธอเล่าความจริง

Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่

ถัดจากบ้านของพวกเขาคืออาคารไม้ไผ่ยกสูงฝีมือของคุณพ่อ ด้านล่างใต้ถุนยังว่าง เมื่อเห็นอย่างนั้น มิ้นจึงลงมือออกแบบเป็นร้านกาแฟอย่างที่รุ้งฝันไว้  เขาหยิบนู่น ผสมนี่ โปะผนังด้านในด้วยดินเหนียวสีอ่อน ด้านนอกใช้ไม้เก่าสีเข้ม มีไม้ไผ่แซมอยู่ตรงนั้น ตรงนี้บ้าง รุ้งแอบกระซิบว่า ร้านกาแฟตรงหน้ามีขนาดใหญ่กว่าที่เธอเคยคิดไว้มาก

“บางคนบอกสไตล์บาหลี บางคนบอกมินิมอล แต่ไม่ใช่เลย เราว่าคงเป็นแนวธรรมชาติ เขา (มิ้น) ชอบวัสดุธรรมชาติ ทั้งดิน ทั้งไม้ไผ่ เราเลยให้ Din Cafe เป็นอาคารทดลอง เพราะเขาก็อยากลองเทคนิคนั้น เทคนิคนี้ 

“เลยออกมาเป็นผนังดิน ปูนซีเมนต์ ไม้ไผ่และไม้เก่ามาผสมกัน บางอย่างก็เพิ่งเคยทำครั้งแรก บางอย่างก็เคยทำแล้วแต่อยากลองทำอีก มีหลากหลายวัสดุที่ทำให้เขาได้ฝึก เป็นสนามให้ลองก่อนจะไปรับเหมาทำบ้านให้คนอื่น

“ช่วงนั้นเขาชอบงานดินและงาน Rammed Earth คุณพ่อก็เริ่มทำงานก่อสร้างจากกำแพงดิน เราคิดว่าถ้าอยากเริ่มอะไรที่เป็นของเราสักอย่าง ก็อยากเริ่มจากดินเหมือนกัน เลยออกมาเป็น Din Cafe” เธอบอกกับเรา

Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่
Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่

รุ้งพาเมล็ดกาแฟจากแม่แจ่มบ้านเกิดมาคั่วเอง เพราะอยากอุดหนุนคนปลูกกาแฟที่บ้านเกิด 

แถมมีชื่อเมนูน่ารักๆ เข้ากับคาเฟ่บ้านดิน อย่าง

โคลน-เดอร์ตีที่รุ้งบอกกับเราว่าสีเหมือนกับโคลน

ดินจี่-กาแฟโคลด์บรูกับน้ำลิ้นจี่ ในแก้ว ‘ดินจี่’ ที่หมายถึงอิฐ

เทอราคอตตา (เครื่องดินเผา)-เอสเปรสโซช็อตที่มีน้ำส้มสดชื่น 

ปูน-พายเลมอนครีมนุ่มๆ 

นอกจากกาแฟที่เธอชื่นชอบ รุ้งยังทำเบเกอรี่ในครัวเล็กๆ ใต้ถุนบ้าน และชวนน้องชายที่เพิ่งเรียนจบด้านอาหารหมาดๆ มาเป็นพ่อครัว เธอว่าน้องเป็นคนชอบสังสรรค์ เลยถือโอกาสเปิดร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ชื่อ ‘The Groundhog’ ในสวนหลังบ้าน แม้จะเป็นเวลาราวๆ 10 โมงเช้า แต่ก็พอจินตนาการได้ว่าบรรยากาศยามค่ำจะคึกคักขนาดไหน

Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่

เราลัดเลาะริมสนาม ผ่านเจ้าจิงโจ้ที่ยังคงนอนแอ้งแม้งอยู่บนแคร่ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน จนมาหยุดอยู่หน้าซุ้มไม้ที่เต็มไปด้วยงานคราฟต์และผ้าทอแบบล้านนาฝีมือแม่ ภายหลังเราถึงรู้ว่ารุ้งกำลังพูดถึง นุสรา เตียงเกตุ ปราชญ์ด้านผ้าผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าทอแห่งบ้านไร่ใจสุข ซึ่งชวนให้คนแม่แจ่มกลับมาทอผ้าเลี้ยงชีพอีกครั้ง

“คุณแม่จบสังคมสงเคราะห์ มาทำเรื่องผ้าที่แม่แจ่ม มันเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเหลือชาวบ้าน เพราะผู้หญิงเมื่อก่อนอยู่บ้านโดยไม่มีรายได้ เมื่อก่อนทอผ้าทุกบ้านเลย แต่เขาทอผ้าแค่ใส่ไปวัด หลังจากแม่เข้าไปฟื้นฟูก็กลับมาทอกันเยอะเลย ทอหนึ่งผืนใช้เวลา ใช้ฝีมือเยอะ แต่เขาได้อยู่บ้าน ทำงานที่บ้าน ทำเมื่อไหร่ก็ทำได้” ลูกสาวเล่าถึงคุณแม่

ผ้าทอพื้นเมืองผืนสวยๆ แขวนอยู่บนราวไม้ และชุดของรุ้งวันนี้ก็เป็นผ้าทอแบบพื้นเมืองเชียงใหม่

Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่
Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่

รุ้งเดินไปนั่งที่กี่ทอผ้าและสาธิตให้เราดู หลังจากทำบ้านเป็นคาเฟ่ ที่นี่ก็เป็นห้องรับแขกของคุณแม่อยู่บ่อยๆ Din Cafe จึงไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นหนึ่งในสถานที่พบปะ และผู้มาเยือนก็สบายใจที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกัน

“บางครั้งบ้านไร่ใจสุขรองรับคนไม่พอ แม่ก็มาใช้สถานที่นี้บ้าง บางทีมีเพื่อนๆ อยากจัดเวิร์กช็อป เราก็เปิดพื้นที่ให้ทำ มีคนเคยมาสอนทำ Eco printing​ ผ้ามัดย้อม ปลูกผัก ปลูกต้นไม้” เธอพูดถึงพื้นที่สารพัดประโยชน์

แม้รุ้งเอ่ยปากกับเราว่า เธอไม่อยากสร้างอะไรในพื้นที่ตรงนี้อีกแล้ว เพราะกลัวแออัดเกินไป แต่ระหว่างที่เรากำลังนั่งคุยอยู่นี้ ก็มีเสียงตอกไม้ เสียงเจียเหล็ก ดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะ เธอพูดติดตลกพร้อมรอยยิ้มว่า

“ที่นี่สร้างไม่เคยเสร็จ” และคงเป็นพื้นที่ให้มิ้น พ่อ และเหล่าเพื่อนสถาปนิกทดลองสร้างนู่น สร้างนี่ ไปเรื่อยๆ

เราเดินกลับมานั่งตรงที่เจ้าจิงโจ้เคยนอนอยู่ ตอนนี้มันลุกขึ้นมาเลียขนอย่างสบายใจ ข้างหน้าเป็นสนามเด็กเล่นที่มีทั้งกระดานลื่น ชิงช้าไม้ และสิ่งก่อสร้างจากดินเหนียวโค้งมน เดาว่าคงถูกตาต้องใจเด็กตัวจิ๋วเป็นแน่

Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่

“เราเห็นว่าเด็กมาเยอะ ก็เลยค่อยๆ สร้างชิงช้า สร้างสนามเด็กเล่น เด็กๆ ก็ชอบ ทั้งที่มันดูธรรมดามากเลย เราคุยกับพ่อว่าเด็กๆ ต้องออกมาเจอแดด ได้วิ่งเล่น ได้เสียเหงื่อบ้างถึงจะดี แล้วผู้ปกครองก็ชอบที่นี่ สมมติเขานั่งดื่มกาแฟตรงนี้ ก็จะมองเห็นลูกวิ่งเล่นหรือจะเดินไปหาก็ได้ ไม่อันตราย” เธอพูดถึงส่วนสุดท้ายที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของที่ดินผืนนี้

รุ้งบอกกับเราว่าเธอชอบความรู้สึกตอนที่ตื่นมาแล้วได้กลิ่นกาแฟจากดินคาเฟ่ที่อยู่ในบริเวณบ้าน ส่วนมิ้นก็ยังสนุกกับการทดลองใช้วัสดุก่อสร้างใหม่ๆ น้องชายกำลังสนุกกับการทำบาร์เล็กๆ ในสวนหลังบ้าน คุณยายมีพื้นที่ให้คุยเรื่องผ้ากับเพื่อนๆ ส่วนคุณตาก็มีพื้นที่ให้ได้หยิบจับไม้ไผ่มาทำนั่น ทำนี่ ส่วนเจ้าจิงโจ้ยึดแคร่ไม้หน้าบ้าน 

คาเฟ่เป็นมุมที่รุ้งชอบ สมาชิกในครอบครัวต่างพากันจับจองพื้นที่ของตัวเอง อีกไม่นานนัก เด็กหญิงในอ้อมอกของคุณตาคงวิ่งเตาะแตะ และเลือกมุมโปรดเป็นสนามเด็กเล่นจากดินเหนียวที่คุณพ่อทำไว้ให้เช่นเดียวกัน

Din Cafe คาเฟ่บ้านดินกึ่งไม้แสนอบอุ่น ในเรือนหอสถาปนิก-เภสัชกรเชียงใหม่

Din Cafe (ดิน คาเฟ่)

ที่อยู่ : 1269 ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ 50230 (แผนที่)

เปิดวันจันทร์-วันอาทิตย์ (ปิดทุกวันพุธ) เวลา 8.30 – 17.30 น.

โทรศัพท์ : 08 8269 2580

Facebook : Din Cafe

Writer

Avatar

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ครั้งสุดท้ายที่เราบรรจงเขียนตัวอักษรอย่างประณีตลงบนกระดาษด้วยปากกาหมึกซึมคือเมื่อไหร่

เป็นคำถามที่เราตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะนานมากแล้วจนจำไม่ได้ และดูเหมือนจะไม่ค่อยมีร้านที่ขายปากกาหมึกซึมโดยเฉพาะให้เราเลือกซื้อเท่าไหร่แล้ว ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

แต่บางครั้ง ยุคสมัยก็เปลี่ยนความหลงใหลและความรักต่อบางสิ่งไม่ได้

ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่หน้าร้านขายเครื่องเขียนขนาดกะทัดรัดชวนอบอุ่นหัวใจ ที่รวบรวมปากกาหมึกซึม ปากกาคอแร้ง หมึก กระดาษ และเครื่องเขียน ที่มีคุณภาพจากหลากหลายประเทศทั่วโลกไว้ในย่านใจกลางกรุงอย่างสีลม เปิดบริการเพื่อต้อนรับพลพรรคที่รักการขีดเขียนให้ได้มาเยี่ยมชมกันในห้องสีน้ำเงินสบายตา

เราพร้อมจะค้นหาเสน่ห์ปลายตวัดของปากกาหมึกซึมและอุปกรณ์ต่างๆ และย้อนความทรงจำวันวานไปกับร้าน The PIPS Cafe’ แห่งนี้แล้ว

ร้าน The PIPS Cafe’ ร้าน The PIPS Cafe’

จุดเริ่มต้นของร้าน The PIPS Cafe’ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ในยุคสมัยที่ร้านขายปากกาหมึกซึมเลือนหายไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป เอ็ม ชายหนุ่มผู้หลงใหลในการขีดเขียนตัวอักษร ตัดสินใจนำเข้าปากกาหมึกซึม หมึก และกระดาษ จากต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา และยุโรป เพื่อมาขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหวังที่จะแบ่งปันความรู้สึกสุดพิเศษที่ตัวเองได้รับจากการเขียนนี้ให้แก่ผู้คน

“ในสมัยนี้ความจำเป็นในการใช้ปากกามันน้อยลงมาก สมัยก่อนเราจะจำลายมือของเพื่อนเราได้ แต่เดี๋ยวนี้เราจำลายมือและตัวอักษรของกันและกันไม่ได้แล้วนะ เพราะเราใช้การพิมพ์มากกว่าการเขียน ถ้าเราหันมาใช้ปากกาหมึกซึม มันจะทำให้เราได้ประสบการณ์อีกแบบหนึ่งที่การพิมพ์ไม่มีทางให้ได้ และมันทำให้เราระลึกถึงวันเก่าๆ ที่ถูกครูบังคับให้เขียนด้วย (หัวเราะ) พอมาใช้เราก็จำความรู้สึกนั้นได้ดี”

แต่ช่องทางออนไลน์จำกัดการถ่ายทอดความรู้สึกนี้ได้ผ่านการพิมพ์ตัวอักษรกับลูกค้าเท่านั้น ประสบการณ์ที่ได้รับจะไม่มีวันเทียบเท่ากับการได้ลองจุ่มหมึกเขียนหนังสือ และสนทนากันเพื่อเฟ้นหาสินค้าที่ถูกใจลูกค้าที่สุด เอ็มจึงตัดสินใจขยับขยายมาเปิดหน้าร้านเล็กๆ ที่ตึกธนิยะ สีลม เมื่อเดินเข้ามาจะเห็นหมึกหลายร้อยสีจากสารพัดยี่ห้อถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ปากกาหมึกซึมหลากทรงหลายสิบด้าม สมุดกระดาษเนื้อดีที่คัดสรรคุณภาพ และสินค้าน่าหยิบจับอื่นๆ เช่น ปากกาขนนกสารพัดสี สีน้ำ และของเล่นน่าตื่นตาสำหรับคนรักเครื่องเขียน

ร้านเครื่องเขียน สี ร้านเครื่องเขียน

แม้ร้านนี้จะไม่ได้สมเหตุสมผลทางธุรกิจในมุมมองเสียเท่าไหร่นัก แต่เขามองว่ามันเติมเต็มความรู้สึกและสามารถสร้างพื้นที่ที่เป็นศูนย์รวมของคนรักปากกาหมึกซึม ให้สามารถเข้ามานั่งเล่น พูดคุย แลกเปลี่ยน และทดลองอุปกรณ์คู่ใจของกันและกันได้ เหมือนในต่างประเทศเช่นญี่ปุ่นหรืออังกฤษที่มีร้านเครื่องเขียนเฉพาะทางแบบนี้มากมาย การปรากฏตัวของร้าน The PIPS Cafe’ ถูกบอกเล่าปากต่อปากผ่านลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และกลุ่มลูกค้าของเขามีตั้งแต่วัยประถมที่หาเครื่องเขียนไปโรงเรียน จนถึงวัยเกษียณที่คิดถึงอุปกรณ์สไตล์วินเทจเมื่อตนเองยังเป็นหนุ่มสาว

“เวลาคนรักปากกาเจอกัน บทสนทนาด้วยคำพูดจะน้อยมาก ส่วนมากเราจะคุยกันผ่านการเขียน ต่างคนต่างลองปากกาของอีกคนแล้วแชร์ความรู้สึกกัน และนี่แหละคือเสน่ห์ ต่อให้ใช้ปากกาด้ามเดียวกัน หมึกสีเดียวกัน แต่ละคนเขียนก็จะได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน เพราะกระดาษที่ไม่เหมือน ขนาดหัวปากกาที่ไม่เท่ากัน น้ำหมึกที่ไม่เท่ากัน มันเป็นเสน่ห์ ของแบบนี้ต้องเป็นคนหลงใหลในปากกาหมึกซึมด้วยกันเท่านั้นถึงจะเข้าใจ”

ปากกา ปากกา

แม้จะมีหน้าร้านให้ลูกค้าได้เข้ามาพบปะพูดคุยและทดลองแล้ว ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือความหลากหลายของตัวปากกาที่ต่างกันในด้านระบบการทำงานและการเติมหมึก มีตั้งแต่แบบสูบ แบบสุญญากาศ แบบเติมในตัวปากกา และสีหมึกที่มีมากมายหลายเฉดสีเสียเหลือเกิน หากมีใครสักคนเดินเข้ามาบอกเพียงให้ช่วยเลือกหมึกสีน้ำเงินให้ นั่นถือเป็นโจทย์สุดหินทันที เพราะการค้นหาสีที่ใช่ที่สุดในบรรดาเฉดสีกว่าร้อยๆ สีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แน่นอนว่าวิธีแก้ที่น่าสนใจนั้นมีอยู่เสมอ

“ผมอยากแนะนำให้ลูกค้าได้มาลองเลือกดูด้วยตัวเอง ใช้เวลาได้เต็มที่เลย สิ่งที่ผมทำได้คือพยายามเอาหมึกหลากหลายรูปแบบมาเขียนให้ลูกค้าดูจริงๆ ว่าเวลาเขียนแล้วจะออกมาเป็นยังไง ความต่างของสีอาจจะมีแค่ 5% แต่ว่าลูกค้า 2 คนก็จะชอบไม่เหมือนกัน ก็ลองไปได้เรื่อยๆ ผมไม่ได้มองว่าเราเป็นคนซื้อคนขาย แต่มองว่าเป็นเพื่อนเล่นปากกาด้วยกัน ต่อให้ร้านเราปิดทุ่มครึ่ง หลายๆ ครั้งเราก็นั่งเล่นกันถึง 4 ทุ่มเป็นเรื่องปกติ” เจ้าของร้านฝากถึงเพื่อนเล่นปากกาทุกท่านด้วยความต้อนรับ

ปากกา สีน้ำ ร้าน The PIPS Cafe’

เมื่อเราสนทนากันไปสักพักหนึ่ง ก็ถึงเวลาที่เราจะได้เป็นผู้เข้าร่วมการทดลองการใช้ปากกา ปากกาหมึกซึมหลากหลายรูปแบบถูกนำมาจัดวางบนโต๊ะให้เราเลือกสรร พร้อมใบคอลเลกชันสีนับร้อยที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและความพิเศษของแต่ละสีที่มาพร้อมกับชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ชองตัวเองอย่างเช่น Spearmint Diva, Autumn Oak หรือ Fire Engine Red

และเราเห็นด้วยที่ว่าบทสนทนาจะน้อยลง เพราะตอนนี้สมาธิของเราจดจ่ออยู่ที่ปลายปากกาและกระดาษที่แต่งแต้มไปด้วยสีสัน

เขียน

ระหว่างที่เราขีดเขียนและค้นพบว่าลายมือเราแม้มีอุปกรณ์ชั้นดี แต่ก็ไม่ได้สวยงามน่าชื่นตามากนัก ต่างจากภาพวาดและลายมืองดงามเขียนสดที่ติดทั่วผนังร้าน ซึ่งชวนให้เราจ้องมองและนึกคิดว่าเป็นผลงานของใคร ทำไมถึงบรรจงเขียนออกมาได้สวยงามถึงขั้นนั้น เอ็มเลยเฉลยว่าเป็นของศิลปินมากหน้าหลายตาที่เวียนมาที่ร้านและจารึกรอยน้ำหมึกไว้ลงบนกระดาษที่นี่ ทุกคนดูผ่านการฝึกปรือ คัดลายมือมาอย่างหนักหน่วง ซึ่งเอ็มก็บอกว่าต้องเป็นอย่างนั้น

“การใช้ปากกาหมึกซึมก็เหมือนการเล่นกีฬาหรือดนตรี ต้องซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งซ้อมลายมือเราก็จะสวยขึ้น ของแบบนี้ไม่สามารถเร่งรัดได้ ต้องใช้สมาธิ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป มันจะมีเลอะเทอะบ้างเป็นธรรมดาของคนใช้ปากกาหมึกซึม แต่มือเลอะนี่คือความความสุขของคนเล่นปากกาหมึกซึมเลยแหละ วันไหนมือไม่เลอะจะรู้สึกเหมือนวันนี้ไม่ได้มาทำงาน แล้วถ้าเราห่างมันนานๆ ทิ้งไว้ไม่หัดเขียน กลับมาเขียนใหม่ก็จะมือแข็ง ลายมือไม่เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม ต้องเริ่มกลับมาวอร์มใหม่ตั้งแต่ต้น”

ความเป็นกันเองของเอ็มในการแนะนำสินค้าและให้เวลากับเรา ทำให้เราลืมไปชั่วคราวว่าที่นี่คือร้านปากกา และเข้าใจแล้วว่าใครต่อใครถึงกลับมาบรรจงเลือกสินค้าและคัดลายมือที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความจริงใจของนักเล่นปากกาคนนี้ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งรวมตัวเพื่อแลกเปลี่ยนบทสนทนาและประลองลายมือของคนรักปากกาหมึกซึม มีหลายคนที่ได้พบปะเพื่อนคู่เขียนคนใหม่ในสถานที่แห่งนี้ และกำลังรอพลพรรคนักเขียนทุกท่านก้าวเท้าเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์กัน

ประสบการณ์ที่ต้องเข้ามาลองด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ

ร้าน The PIPS Cafe’ ร้าน The PIPS Cafe’

The PIPS Cafe’

Location: ชั้นล่าง ตึกธนิยะ BTS Wing สีลม บางรัก กรุงเทพมหานคร, 13.728522, 100.533934
Nearby: สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง (ทางออกหมายเลข 1), สถานีรถไฟฟ้า MRT สีลม
เปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 11.00-19.30 น.
Facebook: The PIPS Cafe’

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load