หากวันนั้นเด็กหญิงวัย 12 ขวบ ไม่ได้อยากมีกางเกงยีนส์ตัวใหม่ จนตกปากรับคำชวนของ ภิญโญ รู้ธรรม บางทีวันนี้เมืองไทยอาจไม่ได้มีพิธีกรแถวหน้าที่ชื่อ ไดอาน่า จงจินตนาการ ก็เป็นได้

เพราะจากหน้าที่เล็กๆ ในรายการ ทีนทอล์ก เมื่อ พ.ศ. 2537 เธอค่อยๆ พัฒนาตนเองจนกลายมาเป็นพิธีกรมืออาชีพที่ทุกคนยอมรับในความสามารถ ยืนยันได้จากงานอีเวนต์นับร้อยที่ต่างไว้วางใจให้เธอเป็นผู้ดำเนินรายการ ไปจนถึงเรียลลิตี้อาหารชื่อดัง อย่าง เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย (Iron Chef Thailand) และ The Next Iron Chef ศึกค้นหาเชฟกระทะเหล็ก ทางช่อง 7HD ซึ่งไดอาน่ารับหน้าที่พิธีกรหลัก ต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 การทำหน้าที่ของเธอ คือหนึ่งในส่วนผสมที่ทำให้รายการนี้ออกมาเข้มข้นโดนใจผู้ชม

แน่นอน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการสั่งสมประสบการณ์และทำงานหนัก เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีสคริปต์หรือด้นสด หรือให้เป็นพิธีกรแบบไหน ไดอาน่าจัดให้ได้หมด 

เราได้รับโอกาสดีให้เชิญชวนพิธีกรคนเก่งมาร่วมพูดคุย ถึงเรื่องราวการทำงานตลอด 27 ปี จนถึงการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนไปทั้งในวงการสื่อและโรคระบาด

เพราะสำหรับเธอแล้ว งานพิธีกรไม่ใช่แค่อาชีพ แต่คือนิสัยที่ซึมลึกเข้าสู่สายเลือดไปเรียบร้อยแล้วต่างหาก

ชีวิตทุ่มเกินร้อยของ ไดอาน่า จงจินตนาการ ผู้ที่เกิดชาติหน้าขอมีไมโครโฟนออกมาจากมือ

อะไรทำให้คุณยืนระยะในวงการพิธีกรได้นานถึง 27 ปี

จริงๆ ต้องเป็นคนอื่นพูดนะ แต่ถ้าให้มองตัวเองอาจเป็นเพราะเราตั้งใจทำงานมาก ถึงมากที่สุด จะมีคติว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ดังนั้น ทุกครั้งไม่ว่าทำอะไรก็แล้วแต่ จะต้องเกินร้อยเสมอ ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้

ถ้ามองจากวันแรกถือว่าเปลี่ยนแปลงไปเยอะไหม

เปลี่ยนเยอะมาก เหมือนกับเราอยู่มาข้ามยุค ตั้งแต่ยุคที่คนเป็นนักแสดงหรือนักร้องต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ทำตัวเป็นข่าวเยอะ ต้องไม่มีกระแสอะไรมากมาย แต่ใช้ผลงานนำเพื่อให้คนติดตามเรา แล้วพอข้ามมาอีกยุคหนึ่ง ก็จะเป็นยุคที่มีกอสซิป ดาราก็จะเริ่ม เอ๊ะ! เราต้องทำตัวยังไง ตอนนี้เหมือนจะมาอีกยุคหนึ่ง ที่ทุกคนต้องมีคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียตลอดเวลา มันเลยเหมือนกับว่า ถ้าเรายังเป็นตัวเราเองตอนอายุสิบสี่ ก็คงไม่สามารถอยู่ในวงการได้แล้ว

จุดไหนที่คุณรู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงเยอะสุด

แกนหลักของการทำงานยังเหมือนเดิม คือตั้งใจทำงาน ตรงต่อเวลา ตีโจทย์ที่ได้รับ ทำออกมาให้ดีที่สุดในทุกๆ ครั้ง แต่ช่วงหลังๆ พอเป็นยุคที่สื่อไม่ได้ซีเรียสมากเหมือนสมัยก่อน ทำให้บางครั้งต้องทอนความเป็น Perfectionism ลง จากเดิมที่งานทุกอย่างต้องเนี้ยบ แต่เดี๋ยวนี้เหมือนเราต้องไม่เนี้ยบมาก แต่ต้องอิมโพรไวซ์เยอะขึ้น เพราะสื่อทุกวันนี้ชอบความสด ความเป็นธรรมชาติ ความเรียลแบบไม่เซ็ต บางทีก็ต้องดูว่างานวันนี้เป็นอะไร ซึ่งตัวช่วยหนึ่งก็คือ Repertoire คล้ายๆ เป็นห้องสมุดของเรา อย่างตอนเด็กๆ เราทำแต่รายการวัยรุ่น พอโตขึ้น รับงานที่หลากหลายขึ้น เท่ากับว่าเรามี Repertoire ของวิธีการการทำงานที่หลากหลายตามไปด้วย เราคุยกับตัวเองก่อนทำงานว่าวันนี้จะหยิบเล่มไหนออกมาใช้ แล้วมาผสมกับเล่มไหนจึงจะออกมาดีที่สุด

แสดงว่าเวลารับงานแต่ละครั้งต้องตีโจทย์ให้ชัดเจนก่อน

ไม่ค่ะ ต้องถามก่อนว่าได้เงินเท่าไหร่ (หัวเราะ) สมมติถ้าเขาให้เงินเราเยอะ ให้ปรับอะไรก็ทำได้หมด เมื่อรับมาแล้ว เราต้องเข้าไปที่แกนก่อนว่า งานนี้เพื่ออะไร เพราะแต่ละรายการธรรมชาติไม่เหมือนกัน ถ้ายังอยากจะอยู่ในวงการนี้ ต้องปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ เราต้องทำตัวเหมือนน้ำ จะเป็นบิงซูก็ได้ เป็นน้ำแข็งไสปกติก็ได้ เป็นน้ำแข็งก้อนก็ได้ เป็นไอน้ำก็ได้ เแล้วแต่ว่างานที่ได้รับมาเป็นยังไง

ชีวิตทุ่มเกินร้อยของ ไดอาน่า จงจินตนาการ ผู้ที่เกิดชาติหน้าขอมีไมโครโฟนออกมาจากมือ

เมื่อต้องปรับตัวเองตลอดเวลา เคยรู้สึกว่าอยู่ยากขึ้นบ้างไหม

ไม่รู้สึกว่าอยู่ยาก แต่รู้สึกว่ามันง่ายขึ้น แปลกไหม คือปกติเวลาได้รับมอบหมายงาน เราจะซีเรียสมาก เพราะส่วนใหญ่มักเป็นงานใหญ่ เช่น งานเลี้ยงประจำปีของบริษัทในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลูกค้ามาจากทุกประเทศทั่วโลก บางงานลูกค้าให้จำชื่อของผู้บริหารหรือผู้นำของแต่ละประเทศ เราก็ต้องเป๊ะ 

อย่างเรื่องหนึ่งที่ทำมาตลอดคือ เปิด Google ดูสามปีให้หลังว่า เขาทำอะไรมาบ้าง สมมติงานมีวันศุกร์ ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ทุกคืนก่อนนอนก็จะนั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรหรืองานนั้น แต่พอมันเปลี่ยนไป เรารับงานที่อลังการไม่ได้ตลอดเวลา บางทีก็ต้องไปแบบสมองโล่ง เพื่อจะว่ากันตามสถานการณ์ ถ้าเราคิดมาก่อน มันจะดูเซ็ต 

อย่างตอนมาทำรายการอาหาร คุณมีวิธีจัดการอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ต้องจำคือคีย์เวิร์ดและสคริปต์ที่ต้องเป๊ะ เช่น วัตถุดิบปริศนาของเราในวันนี้ เป็นปลาจากท้องทะเลลึกหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ในทะเลตะวันออก แต่พอลงไปเล่นในเกมปุ๊บ เรามีหน้าที่เป็นเหมือนวัตถุดิบให้เจ้าของรายการปรุงออกมาแล้วได้ตามรสชาติของเขา มันก็เลยเหมือนง่ายขึ้น เพราะว่าเราก็แค่เป็นตัวเอง แล้วเราก็มี Repertoire ส่วนตัวอยู่แล้ว จะเอาอะไรบอก 

อย่างครั้งแรกๆ ที่ไป เชฟกระทะเหล็กฯ คือช่วงปีแรกของรายการเลย เขาเชิญไปเป็น Commentator ซึ่งส่วนมากจะให้ไปชิมอาหารจีนหรืออาหารญี่ปุ่น คุณหนุ่ม-กิติกร เพ็ญโรจน์ (เจ้าของรายการ) อาจคิดว่าหน้าตาอย่างนี้ คงเป็นผู้เชี่ยวชาญแน่เลย ซึ่งก็ไม่พลาด เพราะถ้าเป็นอาหารจีนกวางตุ้ง มั่นใจว่าองค์ความรู้จากที่บ้านไม่แพ้ใคร เนื่องจากคุณปู่เป็นหมอแมะ อาหารทุกอย่างที่ทานกันต้องดูว่าเป็นฤดูอะไร ร้อน ร้อนชื้น ร้อนแห้ง ฝน หรือสมุนไพรที่จะมาผสมกับการนึ่งปลา ผัดผัก มีอะไรบ้าง 

ต่อมาเมื่อเขาติดต่อให้เป็นพิธีกร ซึ่งต่างจากตอนเป็นกรรมการที่รู้แค่อาหารจีนก็คอมเมนต์ได้ ถามว่าเราจะ Google อะไรก่อนดี เพราะพอเป็นอาหาร แล้วเป็น World Cuisine เท่ากับว่าเราต้องคุยเรื่องอาหารของแต่ละประเทศ จำได้ว่าแรกๆ เครียดมาก เนื่องจากเป็นคนทำงานที่ต้องเตรียมตัวเกินร้อยเสมอ หากบางทีเกิดเดธแอร์ขึ้นมา จะได้รู้ว่าควรอิมโพรไวซ์อะไร ดังนั้นสิ่งที่เราทำก็คือ เปิด YouTube ดู Iron Chef ของทุกประเทศ ทุกซีซั่นย้อนหลัง มีเพื่อนเรียน Cordon Bleu ก็ไปขอตำราเขามาเปิดอ่านว่า วิธีการหั่นมีกี่ประเภท เรียกว่าอะไรบ้าง การตุ๋นของแต่ละประเทศ เรียกว่าอะไร วัตถุดิบของแต่ละประเทศ เครื่องเทศของอินเดียกับของไทยต่างกันยังไง

พอศึกษาไปเรื่อยๆ มันก็ยิ่งสนุก เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละประเทศ อย่าง Ketchup หลายคนไม่ทราบว่ามาจากฮ่องกง คือเดิมทีเขาเรียกว่า แขจั๊บ แล้วด้วยความที่ฮ่องกงเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แขจั๊บก็เลยไปแพร่ต่อที่อังกฤษ กลายเป็น Ketchup มันคือองค์ความรู้เล็กๆ น้อยๆ

ที่สำคัญ รายการนี้ถ่ายโหดนะคะ ตื่นออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า แล้วกลับมาถึงบ้านก็คือตีห้าเหมือนกัน เพราะวันหนึ่งเราถ่ายสี่เทป ซึ่งถ้าคนที่ไม่มีแพสชัน ไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีความสุขเลย แต่นี่คือนั่งอยู่แล้วดูว่าเชฟทำอะไร ใส่อะไร เสร็จปุ๊บกลับบ้าน ซื้อตามแล้วไปทำ บางทีเราก็ถามพี่ๆ ว่า นี่ทำยังไง เขาก็จะบอกมา เช่น พาสตาต้อง Rest แป้งกี่นาที ทำไมพี่ทำแค่เจ็ดถึงแปดนาที แล้วเอาออกมาได้ เล่าให้หนูฟังซิ โอเค หนูกลับบ้านไปลอง เวลามีเพื่อนมาแทนที่เราจะสั่งเดลิเวอรี่ วันนี้บ้านฉันเสิร์ฟเป็นเส้นพาสตาสดนะคะ

พูดง่ายๆ คือ จาก Preparation มันกลายเป็น Passion แล้วทุกวันนี้ก็ยังสนุกอยู่ แม้วันต่อมาจะหมดแรงทุกครั้ง เพราะเราต้องตื่นตัวตลอดเวลาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ Mindset ทุกครั้งที่รู้ว่าพรุ่งนี้ ถ่ายกระทะเหล็กฯ ก็คือ ไม่ได้คิดว่านี่เป็นงาน แต่เป็นวันที่เราได้ไปเรียนรู้ ได้ไปเล่นอะไรต่างหาก

ความน่าสนใจของ เชฟกระทะเหล็กฯ คือความกดดัน คุณมีวิธีสร้างบรรยากาศอย่างไรโดยยังคงความสนุกไว้ได้

ถ้าเป็นรายการ Iron Chef ปกติก็จะเป็นไปตามกลไก ตามวิธีของเขา เขามีฟอร์แมตอยู่แล้ว เราก็แค่เข้าไปถามเพื่อให้คนดูรู้ว่ามันคืออะไร แต่ถ้าเป็น The Next Iron Chef เครียดมาก (ลากเสียง) ยิ่งซีซั่นแรกเครียดจนไม่รู้จะพูดยังไง เวลาท่องสคริปต์ไม่คุยกับใครเลย ขอโซนส่วนตัว คือต้องบอกก่อนว่า คุณกิติกร เพ็ญโรจน์ เป็นคนที่งานเป๊ะแบบเกินร้อย แล้วทุกคนมีฟังก์ชันของตัวเองในกอง ถ้าเขาจะต้องเทกเพราะเราจำสคริปต์ไม่ได้ ถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงมาก

ที่สำคัญ มันไม่ได้เหมือนรายการปกติที่จะพูดอะไรก็ได้ บางทีเปิดวัตถุดิบขึ้นมา ตับ ม้าม ไต อะไรๆ เราก็ต้องพูด แล้วมันจะมีช่วงประมูลวัตถุดิบ ช่วงนี้แหละที่ต้องเล่นกับอารมณ์ของความกดดัน เราจะต้องทำให้ทุกคนมาเล่นอยู่ในเกม เพราะฉะนั้น สายตา ท่าทาง การวรรค ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะได้รับการชี้นำจากผู้กำกับเสมอ นั่นก็คือพี่หนุ่ม ซึ่งจะบอกว่า “ได๋พี่เอาแบบนี้นะ หนึ่ง-สอง-สาม-สี่” หน้าที่ของเราคือ ทำยังไงให้คุมเกมได้ และน้ำเสียงของเราก็ต้องเหมือนสะกดจิตเขาว่า เรื่องจะเป็นยังไงต่อ มันเลยกลายเป็นว่าซีซั่นแรกเครียดมาก เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นคนชอบเตรียมตัวมาก่อน

จำได้เลยวันแรก พี่หนุ่มบอกว่า ขอยิ้มนะ แต่ยิ้มแบบ Professional แต่ปากไม่ยิ้มมาก แต่ตายิ้ม เราก็บอกพี่หนุ่ม แปลว่าอะไร หนูไม่เข้าใจ หนูขออีกที โอเค เอาใหม่ Keep เป็น Professional แต่ลูกตาเรา Conative แต่ยังคุมความเป็น Professional อยู่ พอซีซั่นสอง ก็ดีขึ้น สบายขึ้น แต่ก็มีแอบร้องไห้บ้าง บางทีเราก็อินไง

อย่างซีซั่นแรก มีเชฟคนหนึ่งออกไป แล้วเราก็ร้องไห้ แบบเสียดาย คิดว่ายังไงก็ต้องเข้ารอบ ตอนคุยกับโปรดิวเซอร์ เขาบอกว่า ภาพเมื่อกี้ใช้ไม่ได้เลยนะ เพราะหน้าเราเป็นแบบนี้ (หน้าสะอึ้น) เขาก็เลยบอกว่าเอาใหม่ คุณเป็นพิธีกร คุณต้องดึงตัวเองออกมา แล้วเป็นกลาง พอซีซั่นสองเลยกลายเป็นว่า เราเรียนรู้ในการถอดจิต “แล้วผู้ที่ต้องออกจาก Kicten Stadium ในวันนี้ก็คือ” แล้วพูด เหมือนจิตเราจะอยู่แค่ฝั่ง Professional ไม่เอาความรู้สึกข้างในเข้าไปเกี่ยว คราวนี้ใครจะออกอะไรก็เรื่องของเธอ ไม่เกี่ยวกับฉัน แล้วค่อยไปอินตอนดูทีวีอีกที

ชีวิตทุ่มเกินร้อยของ ไดอาน่า จงจินตนาการ ผู้ที่เกิดชาติหน้าขอมีไมโครโฟนออกมาจากมือ

งานพิธีกรมีเสน่ห์อะไร ที่ทำให้เรารู้สึกยังมีแพสชันตลอดเวลา

เคยมีครั้งหนึ่งที่ถามตัวเองว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันคืออะไร มีด้วยเหรอ คนในโลกนี้ที่เกิดมาแล้วถือไมค์พูด แล้วเป็นอาชีพ เป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ มันก็มีอีกโมเมนต์หนึ่งที่เราอยู่บนเวทีแล้วพูด จากนั้นคนทั้งฮอลล์เขาลุกขึ้นมา แล้วก็เฮ พอเราลงไปแล้วทุกคนก็มาเต้นกับเรา โมเมนต์แบบนั้นทำให้เรารู้สึกว่านี่คือที่ของเรา มันอธิบายไม่ถูก เหมือนเราได้พลังที่คนดูเขาส่งมาให้ ซึ่งถ้าเป็นรายการทีวีอาจไม่เท่าไหร่ แต่เวลาขึ้นบนเวที ยิ่งงานใหญ่เท่าไหร่ เรายิ่งต้องปล่อยพลังของเราให้มากเท่านั้น

ย้อนกลับมาก็คือ โมเมนต์ต่างๆ เหล่านั้น มันมักจะเกิดบ่อยๆ ยิ่งเวทีคนเยอะๆ เท่าไหร่ ยิ่งมีฟีลลิ่งแบบ I own the stage. ฟีลลิ่งแบบ This is where I belong. ถ้าถามว่าเสน่ห์อยู่ตรงไหน มันตอบไม่ได้ บางคนอาจมองว่า พิธีกรขึ้นไปแล้วก็พูดสคริปต์ แต่ของเรามันรู้สึกเหมือนถ้าชาติหน้าเกิดมาใหม่ จะต้องมีไมโครโฟนออกมาจากมือ ปิ๊ง! แล้วก็พูด มันเหมือนเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งของเรา ตรงนี้ถึงไม่มีไมโครโฟนอยู่ แต่เหมือนมันมีไมโครโฟนอยู่ในมือเราตลอดเวลา เรากลายเป็นคนที่เวลาอยู่ในห้องที่ทุกคนเงียบ เราจะ “สวัสดีค่ะ ชื่ออะไรคะ” มันเหมือนอยู่ในสายเลือดไปแล้ว บางทีช่วงหลังๆ เริ่มออกรายการเป็นแขกรับเชิญ ก็ต้องถอดจิตตัวเองออกเหมือนกันว่า แกเป็นแขกรับเชิญ เพราะถ้าเผลอเมื่อไหร่ พิธีกรก็จะโดนถามกลับเสมอ

ครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าจะปักหลักทำอาชีพนี้เกิดขึ้นตอนไหน

ตอบไม่ได้ ถ้าถามคำถามนี้กับคนที่ทำมาหลายอย่าง เขาจะตอบได้ แต่ของเราเริ่มจากการเป็นพิธีกรเลย งานแรกในชีวิตก็คือเป็นพิธีกร แล้วทุกวันนี้ก็เป็นพิธีกร เพียงแต่ว่ามันจะมี Calling บางอย่าง ตอนที่เราเริ่มโตๆ มาแล้ว เหมือนต้องเลือกว่าจะเป็นอะไร ระหว่างนักแสดงหรือพิธีกร บางคนอาจไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว เรารักการแสดงมาก สมัยเรียนก็อยู่ Drama Club ตลอด เป็นคนทำละครเวที แล้วเวลาเล่นละคร เล่นอะไรก็จะชอบ

แต่ถ้าจะพูดตรงๆ เลยก็คือ งานพิธีกรสามารถบริหารเวลาและรายได้ได้ดีกว่า เล่นละครคือ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่อีเวนต์คือสิบโมงถึงเที่ยง บ่ายโมงถึงบ่ายสาม หรือหกโมงเย็นถึงสี่ทุ่ม เราจัดแจงตารางได้มากกว่า มันเลยกลายเป็นว่า ช่วงแรกเราเหมือนเด็กไม่รู้เรื่องที่ถูกโยนลงน้ำ แล้วดันว่ายได้ เราก็ไปต่อ แต่พอเราเริ่มโต เริ่มถามตัวเองว่าทำอะไรอยู่ เอนจอยกับมันไหม ซึ่งทุกครั้งที่มีคำถามแบบนี้ขึ้นมา มันจะรู้สึกเองว่ายังสนุกอยู่ โดยที่ไม่ได้มีโมเมนต์ให้เลือกว่า ตกลงเธอชอบอะไรมากกว่า คือทำมาแล้ว ใจก็รักเองจนถึงทุกวันนี้

แสดงว่าตอนทำรายการ ทีนทอล์ก ความรู้สึกแบบนี้ยังไม่เกิดขึ้น

ไม่ค่ะ แค่อยากได้ตังค์เฉยๆ คิดว่ามันเป็นงาน คือให้เลือกระหว่าง A B C งานไหนให้เงินเยอะสุด ก็รับงานนั้น ตรรกะง่ายๆ แต่พอโตขึ้น ทำมาเรื่อยๆ ถึงรู้สึกว่าตกลงเราชอบนี่หว่า สนุกนี่หว่า แล้วยิ่งถ้าทำคอนเทนต์ที่เราอิน เราก็จะยิ่งพูดได้เรื่อยๆ

พิธีกรรายการทีวีกับอีเวนต์แตกต่างกันอย่างไร

พิธีกรรายการทีวี เราเป็นเพียงวัตถุดิบ เป็นเพียง Ingredient ให้เขาไปปรุงตามแบบของลูกค้า ตามแบบของเจ้าของรายการ แต่พิธีกรอีเวนต์ เราเป็น Master of Ceremonies ต้องเป็นแกนของพิธีการทั้งหมด เพราะฉะนั้น เวทีกับทีวีไม่เหมือนกัน เราต้องกลับมาที่ Repertoire ว่าเราต้องดึงอะไรออกมาผสมเป็นมิกซ์ที่มันเหมาะกับรายการทีวีแบบนี้ เหมาะกับเวทีระดับใหญ่ กลาง เล็ก หรือแบบซูเปอร์ใหญ่ 

เวลาอยู่บนสเตจเรารู้ว่าคุณตรึงคนได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นงานเล็กๆ หน้ากล้องทีวี คุณมีวิธีดึงพลังออกมาได้ยังไง

เราโชคดีมาก เพราะตั้งแต่เข้าวงการ ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ตลอด อาจารย์คนแรกในชีวิต คือ พี่โญ (ภิญโญ รู้ธรรม) พี่โญสอนตั้งแต่วันแรกว่า การเป็นพิธีกรแปลว่าคุณเป็นเจ้าบ้าน เมื่อมีคนมาเยี่ยมบ้านคุณ คือรายการของคุณ คุณต้องทำยังไงก็ได้ ให้เขารู้สึก Welcome ที่สุด แล้วอีกอย่างคือห้ามลืมกล้อง กล้องเป็นเหมือนเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงนี้กับเรา เพราะฉะนั้น เวลาทำงานอะไรก็แล้วแต่ มันเหมือนถูกสอนมาดีตั้งแต่เด็กว่า ต้องอย่าลืมตรงนี้นะ

สิ่งหนึ่งที่มักจะได้ยินบ่อยๆ กับเพื่อนๆ นักแสดง คือ “เวลาทำงาน มีพี่ได๋อยู่ด้วย หนูสบายใจแล้ว” ซึ่งเราก็ถามกลับว่าทำไมล่ะ เขาก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกเหมือนว่าเราอ้าแขนต้อนรับทุกคน พอเขาสบายใจ เวลาทำงานด้วยกัน ออกไปในกล้อง มันจะดูออกว่า เออ เขาสนิทกันนะ มันดีกว่าคนนี้แต่งหน้าห้องนี้ คนนั้นแต่งหน้าห้องนั้น คือวิธีการสื่อสารมันกลมกว่า

เคยรู้สึกเฟลกับการทำงานบ้างไหม

ไม่ค่อยเฟลนะ หรือถ้าเฟลมากๆ ก็จะลุกขึ้นมาจากความเฟลได้เร็วมาก หากพูดเป็นงานๆ เวลาเราทำงานอีเวนต์ สิ่งที่สำคัญมากที่สุด คือทุกอย่างต้องเป๊ะ แต่บางทีเราถูกส่งขึ้นเวทีไป ด้วยข้อมูลที่ยังไม่เป๊ะ ยังไม่สรุป แล้วข้างล่างเขาก็สื่อสารกันไม่ถูกต้อง พอเขาส่งมาให้เรา แล้วเราพูดข้อมูลที่ผิด เช่น อ่านชื่อผิด ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดของเรา แบบนั้นจะเฟลมาก เพราะเราตั้งใจทำงาน เต็มที่ในส่วนของเรา แต่มาพลาดในจุดที่คนข้างนอกมองแล้ว มันคือความผิดพลาดของเรา แล้วเราไม่มีโอกาสอธิบายบอกทุกคนว่า เราไม่ผิดนะ เขาส่งมาให้แบบนี้จริงๆ แต่พอกลับมาถึงบ้าน ต้องรีบลบออกให้เร็ว ไม่อย่างนั้น พอเราไปทำงานต่อไป มันกลายเป็นว่าเราไป Strict กับออแกไนเซอร์เจ้าใหม่ จนเขาไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องขนาดนั้น คือเราต้องการให้งานออกมาเกิดข้อผิดพลาดให้น้อยที่สุด

ชีวิตทุ่มเกินร้อยของ ไดอาน่า จงจินตนาการ ผู้ที่เกิดชาติหน้าขอมีไมโครโฟนออกมาจากมือ

ที่ผ่านมาเคยรับงานมากสุดวันละเท่าไหร่

ประมาณห้างาน เป็นงานอีเวนต์หมดเลย แต่อันนั้นไม่เครียดนะ เพราะเราเป็นคนชอบเตรียมตัว ยิ่งถ้ารู้ว่าวันนั้นจะวิ่งงาน ก็จะขอให้ลูกค้าส่งสคริปต์มาก่อน แล้วคืนก่อนงานก็จะอ่านจนแบบหกสิบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ต้องอยู่ในหัวแล้ว หน้างานค่อยไปจำอีกสามสิบสี่สิบเปอร์เซ็นต์ มันจึงไม่ได้เป็นอะไรที่ยากหรือท้าทาย ก็เหมือนทำการบ้าน แล้วออกไปพรีเซ็นต์งานหน้าห้องเท่านั้นเอง

มันเยอะไปสำหรับชีวิตหรือเปล่า เพราะเหมือนคุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าบางครั้งก็ไม่มีเวลาว่างเลย

ไม่เยอะหรอก เพราะเงินก็เยอะตาม (หัวเราะ) งานอีเวนต์ไม่ได้ส่งผลเท่าไหร่นะ ถ้าไม่ได้ข้ามจังหวัดเยอะ มีอยู่ช่วงหนึ่ง จำได้เลย ตอนเช้าจัดวิทยุแล้วขึ้นเครื่องไปทำงานที่เชียงใหม่ กลับมานั่งรถต่อไปหัวหิน แล้ววันรุ่งขึ้นก็มาจัดรายการต่อ พอมันรันแบบนี้ยาวๆ แบตจะหมด

ช่วงก่อนหน้านี้ ถ้าวันไหนได้พัก ได้นอนเยอะกว่าปกติ จะรู้สึกเมื่อยล้า รู้สึกเจ็บคอ รู้สึกไปหมด แล้วก็จะด่าตัวเอง สมมติป่วยเกินสองวัน ก็จะเริ่มบอกตัวเองแล้วว่า ใครให้ป่วย มีครั้งหนึ่งเคยขึ้นเวทีแล้วจะเป็นลม เพราะไม่สบาย ทำงานเยอะ ก็จะด่าตัวเองจนหาย พอลงมาจากเวที ก็บอกตัวเองว่า สำออยแล้ว เมื่อกี้ขึ้นเวทียังไม่เป็นเลยนะ อย่ามาเป็นตอนนี้ เหมือนสะกดจิตตัวเองว่า ห้ามป่วย ห้ามตาย งานและเงินรออยู่

มองว่าตัวเอง Perfectionist เกินไปหรือเปล่า

ก่อน COVID-19 ยังคงเป็น Perfectionist อยู่ แต่พอมาเจอกับ COVID-19 ปีที่แล้ว รู้เลยว่า บางทีชีวิตเราไม่ต้อง เพอร์เฟกต์มาก แล้วกับงานที่ได้รับ ก่อนหน้านี้จะรับแต่อีเวนต์ ออกทีวีน้อยมากแล้ว เนื่องจากเราไม่สามารถจัดสรรเวลาได้ จึงรับอยู่แค่รายการเดียวคือ เชฟกระทะเหล็กฯ ซึ่งถ่ายแค่เดือนละครั้ง หนึ่งวัน ยี่สิบสี่ชั่วโมง ยกให้เขาไปเลย ส่วนยี่สิบเก้าวันที่เหลือ เราก็ไปทำอย่างอื่น แต่พอเกิดสถานการณ์ที่นักท่องเที่ยวไม่มา การลงทุนของต่างชาติลดลง แน่นอนว่าอีเวนต์ระดับใหญ่ๆ ก็น้อยลง แล้วเราจะอยู่ต่อยังไง ก็ต้องดิ้นรนหาทางออก จะอยู่เฉยๆ รออีเวนต์ต่อไป หรือจะกลับมาสู่รายการทีวีที่เขาติดต่อเรามาตลอด เลยเริ่มกลับมารับทีวี

แล้วเราก็รู้ว่าการเป๊ะเกินไปนั้นสร้างความเครียดให้กับทุกคน จะมาแบบว่า พี่ไม่มีสคริปต์เหรอ แล้วนี่นัดกี่โมง ทำไมยังไม่เริ่ม มันใช้ไม่ได้กับบางที่ ถ้าเป็นอีเวนต์ มันเป๊ะแบบเกินร้อยได้ แต่ถ้าเราจะมาทำอย่างนั้นกับทีมงานรายการทีวี เขาคงไม่อยากทำงานด้วย เราก็สบายๆ ถึงกลับบ้านไปก็นอนดูทีวีอยู่ดี

ปัจจุบันมีคลื่นลูกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ มีผลกับคุณบ้างไหม

ไม่รู้สึกว่ามีผลอะไร อาจด้วยความที่เราเข้ากับทุกคนได้หมด อย่างบางทีลูกค้าถามว่า ทำงานกับคนนี้ได้ไหม เราก็บอกได้ บางทีลูกค้าไม่เชื่อ แต่ถ้าเห็นจริงๆ ก็จะรู้ เพราะเวลาทำงานกับใครก็แล้วแต่ ประมาณสองนาทีแรกจะให้เขาออกสเต็ปก่อน เพื่อฟังลมหายใจว่า เขาเป็นคนหายใจแบบไหน จังหวะการพูดเป็นยังไง ถ้าเป็นรายการถามคำถาม เราจะปล่อยไปประมาณแปดถึงสิบนาที เพื่อดูว่าเขาเป็นคนถามคำถามยังไง เป็นคนสื่อสารแบบไหน แล้วเราจะเข้าตรงไหน มันก็เหมือนเราเต้นรำ ก็ต้องดูการออกสเตปของแต่ละคน เพื่อจะได้อิมโพรไวซ์ให้เข้ากับสเต็ปของเขาได้

ทุกวันนี้กระแสดราม่าเกิดขึ้นง่ายมาก มีผลต่อการทำงานของคุณบ้างไหม 

ยอมรับว่าแรกๆ ก็มีนะ แต่ช่วงหลังๆ มา พอมีคนดราม่ากับเรา เราก็ดราม่ากลับ มันก็เป็นกระแสดี สนุกดี คือรู้สึกว่า บางครั้งก็ต้องเล่นให้เป็นว่าสิ่งที่สังคมต้องการคืออะไร ณ ตอนนั้น คือเมื่อก่อนนี้ เคยมีคนมาว่าในอินสตาแกรมว่าไม่ชอบเลย เป็นพิธีกรที่ไม่ให้เกียรติผู้เข้าแข่งขัน แต่ต้องย้อนกลับมาดูด้วยว่า คอนเซ็ปต์ของรายการ เชฟกระทะเหล็กฯ มันคือการเล่นเกม เพื่อให้ตัวผู้เข้าแข่งขันแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้ดีที่สุด

การที่เขาคิดแบบนั้นกับเรา แสดงว่าเราปฏิบัติหน้าที่ได้ดี จนทำให้ผู้เข้าแข่งขันรู้สึกกดดัน และคนดูก็รู้สึกกดดันไปด้วย แสดงว่ามาถูกทางแล้ว เพราะฉะนั้น พอเขียนมาว่า “เกลียดมากเลย” เราก็ตอบกลับไปว่า “รอดูเลยนะคะ เดี๋ยวเกลียดยิ่งกว่าเดิมอีก รับรองเลย ร้ายกว่าเดิม” คนดูก็จะสนุกและยิ่งอิน หรือคนที่ไม่เก็ตเขาก็บอกว่า “กูเกลียดอีนี่มากเลย” เราก็ยิ่งสนุก พี่ หนูอยากให้คนเขาเกลียดหนูมากกว่านี้อีก

ชีวิตทุ่มเกินร้อยของ ไดอาน่า จงจินตนาการ ผู้ที่เกิดชาติหน้าขอมีไมโครโฟนออกมาจากมือ

อยู่ในวงการมานานขนาดนี้เคยคิดจะเลิกทำบ้างไหม

เคยค่ะ แล้วก็คิดว่าน่าจะไม่รอด สุดท้ายคงต้องสร้างเวทีเล็กๆ อยู่บ้านเอาไว้ขึ้นเอง ก็อย่างที่บอกว่า ถ้าชาติหน้ามีจริงคงต้องกดปุ่มแล้วมีไมโครโฟนออกจากมือได้ คือก่อนหน้านี้ แม่อยากให้หยุด เพราะเราทำงานตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิง จนตอนนี้อีกนิดหนึ่งจะวัยทองแล้ว เขาเลยอยากให้เพลาๆ ลงบ้าง แต่ด้วยความที่เราทำจนชิน เหมือนมันไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นนิสัยพิธีกร บางทีนั่งคุยกันอย่างนี้ “แกสัมภาษณ์ฉันออกรายการอยู่เหรอ” คือมันเป็นธรรมชาติของตัวเองไปแล้ว

ที่ผ่านมาเคยพยายามหยุดบ้างไหม

มีช่วงก่อนไปเรียนต่อเมืองนอก รับละครติดๆ กันสามเรื่อง แล้วก็เป็นพิธีกรรายการทีวีห้ารายการ บวกกับอีเวนต์ ซึ่งหมายความว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีคำว่าพัก แล้วเรายังเป็นนักศึกษาอยู่ด้วย มันก็เลยยิ่งเหนื่อย เหนื่อยจนพูดเป็นคำพูดไม่ได้ เหมือนกับเราเป็น Autopilot พอตื่นมาไม่รู้หรอกว่าทำอะไร รู้แค่ว่าแม่ ซึ่งเป็นผู้จัดการส่วนตัวจะบอกคนขับรถให้พาเราไป พอไปถึงก็เอาสคริปต์มาอ่านๆ พูดๆ ถ่ายเสร็จ เปลี่ยนชุด ทำงานต่อ ขึ้นเวที กลับบ้านทำรายงานส่งอาจารย์ เป็นแบบนี้อยู่ประมาณปีครึ่งสองปี ก็เลยถอดปลั๊ก ไปเรียนต่อปริญญาโท

ช่วงนั้นมีความสุขมาก เราไม่ต้องสวยตลอดเวลา ไม่ต้องทำงานตลอดเวลา ได้มีชีวิตแบบว่า ใส่ชุดนอนไปเรียนก็ไม่มีใครสนใจ เพราะไม่มีคนรู้จักเรา ใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นประมาณสองปีกว่า แต่สุดท้ายพอเรียนจบก็ยังกลับมาเป็นพิธีกรเหมือนเดิม สรุปมันเป็นอาชีพบวกนิสัยนี่หว่า หยุดไม่ได้หรอก

สุดท้ายว่าคุณแม่เข้าใจไหมว่าเราหยุดทำงานไม่ได้

แม่ไม่เข้าใจ (หัวเราะ) ทุกวันนี้ก็ยังเป็น Conflict ระหว่างชีวิตอยู่ ทุกเช้า ถ้าเผลอๆ แม่ก็จะบอกว่ามีลูกได้แล้วนะ คือถามอะไรตอบได้หมด แต่ถามเรื่องนี้ไม่รู้จะตอบยังไง 

ถึงวันนี้คุณตั้งความหวังกับอาชีพพิธีกรอย่างไรบ้าง

สมัยก่อนอยากทำรายการของตัวเอง อยากนู่นนี่นั่น แต่ทุกวันนี้เหมือนว่า เราเจออะไรมาเยอะ ก็รู้สึกว่า แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดกับสิ่งที่ได้รับมอบหมายมา คือบางคนอาจมองว่า อายุเท่านี้ เธอจะต้องออกจากวงการแล้ว สำหรับเราถ้าเป็นดารา มันมีวันหมดอายุ แต่พิธีกรยิ่งอยู่นาน ค่าประสบการณ์ของเรายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คนชอบถามว่า มีรุ่นใหม่มาแล้วเป็นยังไง รุ่นใหม่มาก็ดี มาช่วยเป็นทางเลือกให้กับวงการ แต่ขณะเดียวกัน คนที่พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดก็ต้องมีตลาดของตัวเองไปเรื่อยๆ เช่น วันนี้เราเป็นพิธีกรแนวนี้ วันหน้าก็อาจเป็นพิธีกรแนวแม่และเด็ก ต่อไปเราอาจเป็นพิธีกรแนวไขข้อเสื่อม มันจะต้องมีทางของตัวเอง และถ้าวันหนึ่งไม่ได้ออกทีวี ก็ยังมีสื่อออนไลน์ เลี้ยงลูกอยู่บ้านก็คงต้องไลฟ์สด แก่ไปแล้วอยู่บ้านพักคนชรา ก็คงเปิดไลฟ์ อ้าวเพื่อนๆ เป็นยังไงบ้าง 

ดังนั้น ถ้าถามว่าทุกวันนี้มีความใฝ่ฝันอะไรก็ว่าไปตามสถานการณ์ ไม่คาดหวังอะไรเยอะ เพราถ้าเราสเปกอะไรมากๆ แล้วไม่เป็นไปตามที่คิด ก็จะเกิดความผิดหวังขึ้นมา

ถ้าวันนี้ไม่ได้เป็นพิธีกร คุณคิดว่าชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างไร

ถ้าตอนอายุสิบสอง ไม่ได้มีคนมาเจออยู่ที่โรงเรียน แล้วมาเป็นพิธีกร ทุกวันนี้ต้องอุ้มลูกหลายคน พูดเลยจริงๆ ต้องเป็นซิ้ม เป็นเจ๊ เป็นซ้อ แล้วก็มีลูกเยอะมาก เพราะวันๆ ไม่ทำอะไร เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกอยู่บ้าน (หัวเราะ)

ชีวิตทุ่มเกินร้อยของ ไดอาน่า จงจินตนาการ ผู้ที่เกิดชาติหน้าขอมีไมโครโฟนออกมาจากมือ

Writers

Avatar

สุทธิโชค จรรยาอังกูร

นักค้นคว้า ผู้มีบ้านหลังที่สองอยู่ในห้องสมุด เจ้าของเพจยอดมนุษย์..คนธรรมดา

Avatar

ปณัสย์ พุ่มริ้ว

นักสำรวจซอกซอย ย่านเก่า ป่าเขา และห้องสมุด เจ้าของเพจ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load