เพียงแค่เห็นชามไก่สีส้มตัวอ้วนคุ้นตา เราก็ได้กลิ่นข้าวสวยร้อนๆ ลอยมา

ก่อนจะเลือกหยิบใบหนึ่งใส่ตระกร้า ไว้ใส่ข้าวสวยหุงสุกร้อนกินคู่กับสารพัดแกงร้อนในชามไก่อีกใบขนาดที่ใหญ่กว่าเท่าตัว

เรากำลังอยู่ใน Dhanabadee Outlet ร้านเซรามิกของใช้และของแต่งบ้านคุณภาพส่งออก ราคาโรงงาน ระหว่างรอนัดพบกับ คุณพนาสิน ธนบดีสกุล ทายาทรุ่นสองของผู้ก่อตั้งโรงงานชามตราไก่แห่งแรกในลำปาง

จากลูกชายคนสุดท้องในพี่น้อง 5 คนของครอบครัวธนบดีสกุล ผู้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ขอเกี่ยวข้องกับงานเซรามิก แล้วเลือกเดินบนเส้นทางออกแบบที่คู่ขนาน

ก่อนจะพบจุดเปลี่ยนสำคัญหลายๆ ครั้งในชีวิต ตั้งแต่เป็นเจ้าของแบรนด์ ‘ธนบดี’ แบรนด์เซรามิกของแต่งบ้านระดับโลก ที่ส่งออกไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป อเมริกา และจีน การันตีด้วยรางวัลด้านการออกแบบและรางวัลนวัตกรรมจากองค์กรระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง

เป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ชามตราไก่ที่สนุกมาก จนที่นี่กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดในลำปาง

เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ทำให้ชามตราไก่กลับมาดังทั่วเอเชียอีกครั้ง และทำให้ลำปางกลายเป็นเมืองเซรามิกของประเทศ

รับรองว่าไม่ไก่กา เพราะนี่คือชามตราไก่

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ธุรกิจ : โรงงานธนบดีสกุล (พ.ศ. 2508)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานเซรามิก
อายุ : 53 ปี
ผู้ก่อตั้ง : อาปาอี้ (ซิมหยู แซ่ฉิน)
ทายาทรุ่นที่สอง : ยุพิน ธนบดีสกุล และ พนาสิน ธนบดีสกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท ธนบดีอาร์ตเซรามิค จำกัด (พ.ศ. 2533) และ บริษัท ธนบดีเดคอร์เซรามิค จำกัด (พ.ศ. 2546)

เซรามิกโยนาระ

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ตอนเด็กๆ เราเคยจับถ้วยขนมสองถ้วยมาประกบกันให้กลายเป็นชิ้นเดียว เจาะรูทำเป็นกระปุกออมสิน แล้วเขียนลายตามจินตนาการที่ชอบ” แม้เด็กชายพนาสินในวัย 10 ขวบเคยคิดว่าจะไม่ขอทำงานที่เกี่ยวกับเซรามิกอย่างแน่นอน แต่เมื่อเราถามถึงงานสร้างสรรค์หรือพรสวรรค์ทางศิลปะที่เห็นชัดในวัยเด็ก เขาก็เล่าอย่างสนุก

นักเรียนศิลปะ เอกนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มงานแรกของเขาที่บริษัทออกแบบลายผ้า ก่อนจับพลัดจับผลูไปทำงานออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในบริษัทไทยเยอรมันเซรามิค ผู้ผลิตกระเบื้องคัมพานา เริ่มสนุกกับกระบวนการงานออกแบบกระเบื้อง มีโอกาสเดินทางเรียนรู้งานที่อิตาลีและสเปนทุก 6 เดือน

พนาสินเล่าว่า แผนการชีวิตของเขาในเวลานั้นคือการย้ายไปทำงานออกแบบที่อิตาลีเมื่อทำงานครบ 2 ปี แต่เมื่อจดหมายจากบ้านที่เล่าถึงปัญหาการเงินเดินทางมาถึง เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจบอกเพื่อนสนิทที่จะไปอิตาลีด้วยกันว่า จะขอตามไปเมื่อทำธุระครอบครัวเสร็จ

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“เมื่อกลับมาถึงลำปาง ที่บ้านบอกว่า ‘ห้ามเข้าบ้าน’ เพราะเห็นว่าเราเป็นเด็กหัวนอกทำงานออกแบบ ไม่อยากให้เสียเวลาทำงานบ้านๆ แบบนี้ แต่เราก็ยืนยันว่าอยากจะทำ พ่อก็เลยตกลงให้เงิน 40,000 บาทเพื่อสร้างโรงงานของตัวเองและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้”

ไม่เสียดายอิตาลี? – ไม่เลย พนาสินรีบตอบกลับมาทันที

อาร์ตตัวพ่อ

“พอเริ่มลงมือทำถึงได้รู้ว่าเงิน 40,000 กับการทำโรงงานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่พอแม้แต่จะซื้อปูนมาฉาบเป็นโรงงาน” พนาสินใช้เงิน 40,000 แรกไปกับโรงงานงานเล็กๆ ที่มีเตาเล็กๆ เตรียมวัตถุดิบ ขึ้นรูป เผาเตา ขายของ ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ภายใต้ชื่อ ‘ธนบดีอาร์ตเซรามิค’

ความรู้เรื่องเซรามิกที่มีมากจากการทำงานส่วนหนึ่งและศึกษาด้วยตัวเองอีกส่วนหนึ่ง ลองผิดลองถูกจนออกมาเป็นสินค้าของแต่งบ้าน

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“เราก็คิดว่าของที่ทำสวยนะ แปลกใหม่ ถูกกว่าเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด” พนาสินแต่งตัวหล่อถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ไปเดินแถวรัชดา เพื่อเอาของไปเสนอขายตามร้านขายของแต่งบ้าน

ผลก็คือ พนาสินขายสินค้าของเขาไม่ได้เลยสักชิ้น

เมื่อคิดให้ดีจึงรู้ว่า ที่ผ่านมาตนเป็นนักออกแบบที่ไม่มีความรู้เรื่องการตลาดมาก่อน รู้ดังนั้น พนาสินก็ปรับวิธีคิดและการทำงานใหม่ทั้งหมด

แทนที่จะเสนอขายปลีกตามร้านเช่นเดิม พนาสินเริ่มแบรนด์ธนบดีด้วยการออกร้านตามงานแสดงสินค้าของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งออก จากเป็นบูทเล็กๆ ค่อยๆ เติบใหญ่

เมื่อเดินถูกทาง ก็ทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่งานแสดงสินค้าระดับประเทศครั้งแรก และใช้เวลา 3 ปีในการหาแนวทางและตลาดของตัวเอง จนเข้าสู่ปีที่ 5 แบรนด์ก็เติบโตก้าวกระโดดสมใจ

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ขายดีจนไม่สามารถผลิตเองให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ต่อมาสร้างโรงงานธนบดีเดคอร์เซรามิค”

เขามองว่าตัวเองเป็นดีไซเนอร์ อยากสร้างสรรค์งานใหม่ๆ มากกว่าจะลอกเลียนแบบใคร ประกอบกับประสบการณ์ทำงานและการได้รู้ได้เห็นงานทั้งไทยและเทศอยู่เสมอ รู้ว่าคนอื่นเขาทำอะไร ก็ยิ่งอยากสร้างสิ่งที่แตกต่าง เมื่อรู้แน่ชัดว่าเขาจะไม่ทำจานชาม ไม่ทำงานที่ต้องผลิตจำนวนมากๆ ก็ยิ่งทำให้แนวทางการสร้างสรรค์งานของพนาสินและแบรนด์ธนบดีชัดเจน เหมือนศิลปินที่ตั้งใจสร้างงานในรูปแบบของตัวเอง

“แม้จะเป็นงานเซรามิกเหมือนกันแต่ก็คนละรูปแบบกัน งานที่บ้านจะเป็นเซรามิกงานภาชนะซึ่งไม่ต้องการความเนี๊ยบเท่าของตกแต่งบ้าน ดังนั้น สิ่งที่ได้จากครอบครัวก็คือความอดทน ซึ่งเราเรียนรู้จากพ่อ พี่สาว และการช่วยงานในโรงงานเมื่อสมัยที่เป็นเด็ก”

ที่ผ่านมาเป็นการทำงานที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน ก่อนกลับมาเชื่อมกันในช่วงที่พนาสินเริ่มทำพิพิธภัณฑ์ชามตราไก่ของครอบครัว

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

The return of chicken bowl

ในช่วงแรกของการทำแบรนด์ธนบดี เขาไม่เคยบอกใครว่าครอบครัวทำโรงงานเซรามิกชามตราไก่เจ้าใหญ่ในลำปาง เพราะตระหนักเสมอว่าโรงงานของครอบครัวเป็นเพียงโรงงานเล็กๆ เช่นเดียวกับแบรนด์ของเขา และคิดอยากจะทำสินค้าออกมาให้ดีด้วยตัวเอง

จนเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ในวันที่ธนบดีเติบโตขึ้น คุณพนาสินจึงคิดเริ่มนำประวัติศาสตร์เบื้องหลังของแบรนด์เล่าสู่ลูกค้าต่างประเทศผ่านงานแสดงสินค้า

“เรื่องตลกก็คือ งานหลักของเราคือของตกแต่งบ้าน แต่ปีนั้นเราจัดพื้นที่เล็กๆ เอาชามตราไก่ เอาเตามังกรโบราณ ไปวางโชว์ว่านี่คือเบื้องหลังแบรนด์ของเรา กลายเป็นว่าปีนั้นมีแต่ยอดสั่งซื้อชามตราไก่ทั้งจากฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทุกคนมีความทรงจำ ความผูกพัน ถวิลหาอดีต ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเรากำลังขุดอารมณ์ลูกค้ารุ่น Baby Boomer รุ่นเกิดหลังสงครามโลก ซึ่งล้วนเคยผ่านชีวิตยากลำบากด้วยกันทั้งนั้น เต็มไปด้วยความทรงจำ ความสุขของครอบครัว จนวันนี้ทุกคนเติบใหญ่มีฐานะและชีวิตที่ดี

“ถามว่าชามตราไก่จากจีนมีมั้ย ก็ยังมีอยู่ แต่ผลิตง่ายๆ ต้นทุนต่ำ ไม่ได้คิดถึงคุณภาพและลวดลายที่สวยงามตามแบบต้นตำรับโบราณ” พนาสินเล่าจุดเปลี่ยนสำคัญของโรงงานเซรามิกที่บ้าน

รายการสั่งซื้อจากทั่วเอเชียทำให้ชามตราไก่กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปกว่า 30 ปี

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

เรื่อยมาถึงปี 2540 แม้ประเทศไทยเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง แต่กลับกลายเป็นว่าธนบดีรับออร์เดอร์ไม่หวาดไม่ไหว ผลิตชามตราไก่ขายไม่ทัน จุดประกายในโรงงานเซรามิกหลายสิบโรงงานในลำปางให้กลับมาผลิตชามตราไก่อีกครั้ง โดยเฉพาะหลายๆ โรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจก็กลับมาฟื้นคืนอีกครั้ง

“มีคนถามเหมือนกันว่าโกรธมั้ยที่ทุกคนกลับมาผลิตชามตราไก่แข่งกับเรา เราก็บอกว่าไม่เลย เพราะสินค้าหลักของเราคือของแต่งบ้าน เราภูมิใจมากกว่าที่มีส่วนเล็กๆ ช่วยคืนชีวิตชีวาให้จังหวัดเรา ทำให้ลำปางเป็นเมืองเซรามิกของประเทศไทย”

ชื่อเสียงเรียงชาม

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ยอดสั่งซื้อชามตราไก่และสินค้าของแต่งบ้านดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ แต่ความสุขของพนาสินกลับหายไป เขาบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงงานขยายใหญ่ขึ้น

“เราไม่ได้ตั้งใจรวยจากสิ่งที่ทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะถ้าคิดแบบนั้นเราจะต้องทำจานชาม กระเบื้อง หรือของที่ผลิตในจำนวนมากๆ ความสุขของเราคือการได้ออกแบบสร้างสรรค์งานใหม่ๆ”

เมื่อพบคำตอบของความสุข อย่างการทำงานโรงงานขนาดเล็กๆ พนาสินจึงเปลี่ยนความคิด ตั้งใจทำสินค้าให้มีคุณภาพสูงขึ้นและงานออกแบบที่สวยเป็นเอกลักษณ์ เพื่อตอบสนองกลุ่มตลาดใหม่ๆ

จนเมื่อเจอกับวิกฤตค่าแรงขั้นต่ำในปี 2555 ที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกทาง

“ยอดรายการสั่งซื้อลดลงจนแทบไปต่อไม่ไหว ตอนนั้นคิดว่าจะต้องปิดโรงงานแล้วแน่ๆ แต่อยากขอสร้างอนุสรณ์ให้พ่อ ให้บ้านเมืองของเรา เพราะตัวเราจะไปเริ่มทำธุรกิจใหม่อะไรก็ได้อยู่แล้ว จึงเป็นที่มาของพิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี แต่จะสร้างอาคารหลังใหม่ก็ไม่มีงบประมาณมากพอ จึงขอปรับปรุงพื้นที่บ้านเก่าของครอบครัว ทำพิพิธภัณฑ์แบบบ้านๆ เล่าเรื่องราวความเป็นมาของชามตราไก่และโรงงานธนบดีสกุลของครอบครัว”

และจากคลุกคลีทำพิพิธภัณฑ์ช่วงหนึ่ง พนาสินก็พบว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ นั่นคือ จานชาม งานกระเบื้อง และงานกึ่งอุตสาหกรรมผลิตจำนวนมาก Mass Production เป็นที่มาของงาน Tableware

“โจทย์คือ ทำยังไงก็ได้ให้ขายได้น้อย” ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณอาจจะอยากเข้าไปในความคิดของพนาสินเหมือนกันกับเรา

ขณะที่ทุกคนอยากขายของให้ได้มากๆ เขากลับอยากขายของให้ได้น้อยๆ

“วิธีที่จะขายหรือผลิตออกมาในจำนวนน้อยแต่ได้รายได้เท่าเดิมก็คือ สร้างนวัตกรรม และออกแบบให้พิเศษกว่าที่เคย จึงออกมาเป็น Tableware เนื้อพอร์ซเลน* (Porcelain) แฮนด์เมดซึ่งไม่มีใครทำเพราะทำยากมาก ผลปรากฏคือขายดีมาก เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะจีน” (*เนื้อพอร์ซเลน คือเซรามิกเนื้อที่มีค่าความขาวสูง มีความแกร่งสูงมาก เวลาเคาะจะให้เสียงดังกังวาน เพราะเผาในอุณหภูมิที่สูงมาก)

จากที่เคยคิดจะปิดโรงงาน ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ลูกค้าที่เคยหนีไปเพราะของเราแพงก็กลับมา เพราะคุณภาพของเรา ประกอบกับเราพัฒนาตัวเองในการลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพของสินค้า จนทุกอย่างส่งเสริมกัน สถานการณ์ก็กลับมาดีอย่างก้าวกระโดด เมื่อสถานการณ์กลับมาดีดังเดิม เราก็หยุดทำ Tableware ทันที พอแล้ว กลัวจะเลยเถิด”

“ทำไม” เราถาม ทั้งเรื่องที่คิดจะหยุดทำ และทำไมเรื่องที่เขาเป็นคนที่ทำให้เราแปลกใจได้ตลอด

“เราไม่มีความสุขกับการผลิตสิ่งใดก็ตามเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินมากๆ เรามีความสุขกับการออกแบบ กับการสอนหนังสือ กับการได้ทำงานเพื่อสังคม

“ผมสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ออกไปดูโลกกว้าง ไปให้รู้ดูให้เห็นว่าบ้านเมืองอื่นเขาเป็นยังไง เอาสิ่งดีๆ กลับมาต่อยอด อย่าคิดว่าเรารู้ดีแล้ว เพราะอีกไม่ถึง 10 ปีลูกหลานเราอาจจะต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างประเทศเพื่อนบ้านเพราะพื้นฐานเขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว เงินเดือนครูที่นั่นสูงมาก การสอนหนังสือทำให้เราเห็นปัญหาของระบบการศึกษาบ้านเรา เรียนอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำกิจกรรม พาตัวเองออกไปรู้จักสังคม ช่วยเหลือสังคม” พนาสินยิ้ม

ไม่ใช่ไก่กา แต่คือชามตราไก่

พนาสินเล่าความสนุกของการทำชามตราไก่ในยุคของเขาให้ฟังว่า

ด้วยความเป็นชามตราไก่ จึงเปลี่ยนแปลงอะไรมากไม่ค่อยได้ เพราะเป็นสินค้าที่ขายความรู้สึก ไม่ใช่สินค้าที่มีผลจากการออกแบบ เขาจึงตั้งใจเก็บรักษาในรูปแบบเดิม แต่เพื่อไม่ให้ชามตราไก่ตายไป เขาจึงต้องปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ จากที่ยุคก่อนมีแค่ชาม 2 – 3 ขนาด พนาสินก็ทำจาน ช้อน เครื่องประดับ ของที่ระลึกเล็กๆ เกี่ยวกับชามไก่เพื่อให้แฟนคลับได้ใช้ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างรูปแบบใหม่ๆ ออกมา

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ชามตราไก่ของธนบดีอาจจะดูแพงกว่าชามตราไก่ที่อื่น แต่รู้ไหมว่าเท่านี้ก็ผลิตขายแทบไม่ทันแล้ว และตอนนี้ชามตราไก่มีคอลเลกชันใหม่แล้ว ‘Hand Painted by Khun Yupin’ ตามชื่อคุณยุพิน พี่สาวคนโตและช่างวาดชามตราไก่คนแรกของครอบครัว

“ด้วยความพิเศษชามของเราจึงมีราคาสูง แต่เราก็พบว่ายอดขายดีขึ้น แสดงว่าคนไม่ได้สนใจเรื่องราคาเท่าคุณค่า ที่สำคัญ เราไม่ได้คิดราคาตามความรู้สึก แต่เป็นราคาที่เกิดขึ้นตามคุณภาพจริง”

ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แต่พนาสินมองว่าชามตราไก่คือสินค้ามีชีวิต ที่พูดได้ เล่าเรื่องต่อได้

เร็วๆ นี้จะมีคอลเลกชันใหม่ที่ทำมาเพื่อแฟนคลับโดยเฉพาะ ได้แก่ ‘blue & white’ คอลเลกชันชามตราไก่สีน้ำเงิน-ขาว โดยทุกใบจะมีลายเซ็นของช่างวาด คอลเลกชัน ‘ไก่ครอบครัว’ มีไก่หลายๆ ตัว และสุดท้ายคอลเลกชัน ‘ไก่เป็นแพทเทิร์น’

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ไม่ต่างจากแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการฝ่าฟันอุปสรรค การหยิบตำนานมาสานต่อไม่ได้ทำเพื่อให้ขายดีที่สุด แต่เพื่อต่ออายุของแบรนด์ คืนชีวิตชีวา

“ทั้งหมดนี้เอื้อต่อกันนะ เมื่อเรากตัญญู เราไม่ลืมบุญคุณ ไม่ลืมรากเหง้า เชิดชูทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา ก็ยิ่งส่งเสริมตัวตนและความเป็นธนบดีให้เด่นชัดและเติบโตต่อไป เมื่อก่อนเราออกงานแฟร์เยอะมาก ไปทุกที่เลย แต่ทุกวันนี้เราหยุดทั้งหมด แล้วนำเงินที่อาจจะต้องใช้กับการออกงานมาทำโชว์รูมแสดงสินค้า มาเชิญลูกค้าเข้าเยี่ยมชมโดยตรง ชวนให้ชมพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของเราทั้งหมด การต่อยอด มันลงตัวไปหมด เพราะลูกค้าเราเองเขาก็ไม่ได้ขายสินค้าแต่เขาขายความรู้ ขายประสบการณ์ร่วม เขาสามารถบอกต่อได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งว่า สินค้านี้มาจากที่ไหน ผู้ผลิตเป็นใครมีที่มาที่ไปและความตั้งใจอย่างไร”

Live and learn

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่าไม่มีอะไรแน่นอน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่แน่ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันย่อมเป็นเช่นนั้นแล

“ทำทุกวันให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปคาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่วางแผนอะไรในชีวิตเลยนะเพราะเป็นนักธุรกิจ ต่อให้ไม่ได้ดั่งใจเราก็ต้องทำใจให้สบาย ณ วันนี้นี่ก็คือชีวิตตอนหนึ่งของธนบดี ถ้าวันหนึ่งลูกหลานจะไม่ทำต่อแล้ว ขายธนบดีให้คนอื่นไปก็ไม่มีใครอาจรู้ได้ วันนี้ไม่เสียดายแล้วเพราะเราเองก็เริ่มต้นมาจากเกือบศูนย์” พนาสินเล่าถึงสิ่งที่เรียนรู้ ก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับทายาทรุ่นสองที่กำลังรับช่วงต่อกิจการของครอบครัว

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ลำดับแรกคือ อย่าลืมกำพืด เรามีตัวตนมาได้แปลว่าต้องมีบางสิ่งและบางอย่างส่งเสริมเรามาถึงวันนี้ ไม่ว่าคุณจะเริ่มกลับมาทำหรือทำงานไปแล้วระยะหนึ่ง จงกลับหันมาดูสิ่งที่ครอบครัวเคยทำมา มองหาสิ่งดีงามที่ทำให้กิจการยั่งยืนมาถึงรุ่นเราได้ ถึงแม้จะไม่ใช้สิ่งที่ยิ่งใหญ่แต่มันคือกุญแจความยั่งยืนที่ส่งต่อมาถึงเรา หน้าที่ของเราก็คือต่อยอดความดีงามนั้น

“สองคือ จงเชื่อมโยงเข้าหาสิ่งที่คุณรัก แน่นอนว่าความฝันคุณอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่คุณสามารถดึงความฝันของคุณมาเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน โลกทุกวันนี้คือโลกที่เชื่อมโยงหลอมรวมกัน สิ่งเดิมๆ ไม่อาจอยู่ได้จนถึงอนาคต โลกเรากำลังต้องการสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์

“จงอย่าลืมสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้น และโปรดต่อยอดสิ่งนั้น แม้บ้านจะทำงานเหล็ก แต่คุณชอบงานผ้า คุณก็สามารถทำสิ่งใหม่ ผสมผสานต่อยอด มีอะไรสนุกๆ รอให้คุณคิดค้นมากมาย งานเดิมก็ยังคงสานต่อ งานใหม่ก็คิดโอกาสใหม่ในชีวิตของคุณ”

แค่ได้ยินและคิดตาม เราก็ตื่นเต้นกับโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตที่รออยู่แล้ว

โรงงานธนบดีสกุล (พ.ศ. 2508)

ชามไก่ มีต้นกำเนิดการผลิตในประเทศจีนมากว่าร้อยปี

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 คนจีนโพ้นทะเลที่อพยพไปยังประเทศต่างๆ นำชามตราไก่ไปด้วยจนเป็นที่นิยมไปทั่ว ก่อนจะค่อยๆ ลดความนิยม จนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นค่อยๆ ฟื้นตัวจากสงครามและส่งออกเซรามิกทั่วเอเชีย ทำให้ชามไก่ค่อยๆ หายไปจากเอเชียและประเทศไทย ราวๆ 30 ปี ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 2540 โดยคุณพนาสินและคุณยุพิน ทายาทรุ่นที่สองของโรงงานธนบดีสกุล โรงงานที่บุกเบิกทำชามตราไก่แห่งแรกในลำปาง

ย้อนกลับไปถึงก่อตั้งโรงงานในประเทศไทยในปี 2498 อาปาอี้ ช่างผู้เชี่ยวชาญการปั้นและทำเตาเผาจากเมืองจีน ระหว่างที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ วันหนึ่งบังเอิญพบคนขายหินลับมีดซึ่งทำจากแร่ดินขาว (Kaolin) สอบถามจึงรู้แหล่งที่มาในบ้านปางค่า อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งดินขาวขนาดใหญ่ อาปาอี้และเพื่อนๆ ที่มีความรู้เรื่องชามไก่จากเมืองจีนจึงร่วมกันตั้งโรงงาน โดยก่อนหน้านี้คนไทยใช้ชามไก่จากการนำเข้ามาจากจีน

ต่อมาเกิดวิกฤตปี 2500 เป็นยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศยอดขายจึงลดลงเรื่อยมา จนเวลาผ่านไป 5 ปีเป็นยุคที่คนจีนหลั่งไหลเข้าประเทศไทยและเปิดโรงงานผลิตชามไก่แข่งขันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ในที่สุดอาปาอี้และเพื่อนๆ จำต้องขายโรงงานและแยกย้ายไปเปิดโรงงานเซรามิกของตัวเอง

อาปาอี้ เปิดโรงงานธนบดีสกุล ในปี 2508 ผลิตถ้วยขนมหรือถ้วยตะไลแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งที่เมืองจีนใช้เป็นถ้วยน้ำจิ้มไม่มีลวดลาย อาปาอี้จึงออกแบบใหม่ให้มีลายที่หลังถ้วย จนคนเรียกว่าถ้วยตราลาย ก่อนเพี้ยนเสียงเป็นถ้วยตะไล ส่วนชามไก่ เป็นชามที่เหมาะสมกับการใช้ตะเกียบพุ้ยข้าว โดยมีรูปทรงแปดเหลี่ยมเกือบกลม ปากบาน ข้างชามด้านนอกมีรอยบุบเล็กน้อยให้รับกับมือขณะถือชามข้าว

ความพิเศษของชามไก่จากโรงงานธนบดีสกุล คือการคงลักษณะพิเศษชามไก่แบบต้นตำราโบราณ คุณภาพการผลิตทั้งการเผาสองรอบที่อุณหภูมิ 750 องศาเซลเซียสเพื่อความแข็งแรงสวยงาม ลวดลายไก่ขนคอลำตัวส้ม หางและขาสีดำ เดินบนหญ้าสีเขียว ประกอบดอกเบญจมาศสีชมพูอมม่วง มีดอกไม้และใบไม้เล็กๆ แต้มที่ก้นชาม ซึ่งวาดมือทุกใบ ด้วยสีสันสดใสจากผงสีคุณภาพสูง นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเตาเผาเก่าแก่ที่สุดในเมืองลำปางถึง 2 ตัว และปัจจุบันโรงงานที่นี่ยังคงทำงานเหมือนเดิมทุกอย่าง บริหารจัดการโดยคุณยุพิน ธนบดีสกุลลูกสาวคนโตของครอบครัว

dhanabadee.com
dhanabadeeshop.com
Facebook | ธนบดีเดคอร์เซรามิค

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : พรพรรณเบเกอรี่

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตขนมปัง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต

ทายาทรุ่นสอง : ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต Chapter 9

ณ ถนนเอกชัย เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนเก่าแก่ ย่านการค้า และเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ‘พรพรรณเบเกอรี่’ โรงงานขนมปังที่มีอายุกว่า 62 ปี

ก่อตั้งโดย คุณพ่อชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต จากความคิดที่ว่า ธุรกิจโรงงานขนมในยุคนั้นมีคู่แข่งน้อยและเป็นที่ต้องการสูง จึงเก็บหอมรอมริบและนำเงินทั้งหมดมาเปิดโรงงานผลิตขนมปัง เริ่มต้นครั้งแรกที่ตลาดพลูเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนจะย้ายมาที่ซอยเอกชัย 48 เมื่อ พ.ศ. 2510

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

ลูกค้าของพรพรรณเบเกอรี่โดยมากเป็นธุรกิจที่ใช้ขนมปังเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านขายไอศกรีม ร้านขายขนมปังปิ้ง สืบเนื่องธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เอ๋-ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต ลูกสาวคนสุดท้อง เข้ามาต่อยอดพรพรรณเบเกอรี่ จากที่ส่งออกขายแค่ตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด จากชื่อของพรพรรณเบเกอรี่ที่อาจจะไม่ค่อยถึงหูผู้บริโภค มาเป็น ‘Chapter 9’ ธุรกิจคาเฟ่ขนมปังของคนรุ่นใหม่ พัฒนาสูตรหลากหลาย และตั้งใจสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

ปัจจุบัน ด้านหน้าซอยเอกชัย 48 จะเห็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ของพรพรรณและโรงงานอยู่ด้านหลัง ถัดมาอีกหน่อยจะเจอร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาล ด้านหลังมีอาคารสีขาวเป็นแบกกราวนด์ ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังสดใหม่ในถุงกระดาษ เช่นเดียวกับ Winning Product ของร้านคือ ‘โชกุปัง’

ฉันมีโอกาสได้มานั่งคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังถึงความสำเร็จของ Chapter 9 ซึ่งเธอบอกว่า 

“การเป็นทายาทรุ่นสองของเอ๋มันไม่ง่ายเลย”

ทุกอย่างมีจังหวะของมัน 

เอ๋มีพี่น้องทั้งหมดรวมตัวเองด้วยเป็น 9 คน เธอเป็นคนสุดท้อง แน่นอนว่าการเป็นทายาทรุ่นสอง ทั้งที่เป็นน้องเล็กสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ก่อนหน้านี้เอ๋ทำงานเอเจนซี่โฆษณา แต่ด้วยอายุงานที่มากขึ้นจึงอิ่มตัว เธอจึงหาความท้าทายโดยเริ่มเรียนทำขนมในช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้จริง ๆ ก็อยากจะลองดูสักตั้ง

เอ๋ตัดสินใจลางาน 3 เดือน เพื่อไปทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่ Le Cordon Bleu ก่อนจะกลับมาทบทวนและตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่าจะออกมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจกงสีของที่บ้านทีละนิด เพราะรู้ดีว่าธุรกิจโรงงานขนมปังนี้ยังไม่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ จึงได้ไอเดียทำร้านคาเฟ่ Chapter 9 ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ควบคู่กับงานวงการโฆษณา เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภค ใกล้ชิดลูกค้า และเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่มากกว่าเดิม

ช่วงแรก Chapter 9 ไม่มีเรื่องขนมปังเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะเน้นขายเค้กเป็นส่วนใหญ่ตามที่เอ๋ได้ไปเรียนมา

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“ตอนนั้นเราแทบไม่ได้สนใจเรื่องขนมปังเลย พอใกล้ตัวมาก ๆ เราเลยมองข้าม” แต่เชฟ จัสติน ตัน สามีชาวสิงคโปร์ เห็นข้อได้เปรียบจากธุรกิจโรงงานขนมปังของที่บ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เอ๋เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับงานประจำ ซึ่งทำให้ทุ่มเทกับ Chapter 9 ได้ไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ต้นทุนของสิ่งที่ได้จากพรพรรณเบเกอรี่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง

ทีแรกเอ๋และจัสตินตั้งใจจะเข้าไปทำโดยใช้ฐานการผลิตเดิมของพรพรรณ และแตกสายผลิตภัณฑ์ สินค้าออกไปเพื่อจัด Mass Market แบบกว้าง เพิ่มมาตรฐานสินค้าเพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ใส่ใจและให้คุณค่าในรายละเอียดของสินค้า เช่น กลุ่มที่ให้มูลค่ากับสินค้าโฮมเมด เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

สำหรับพรพรรณ เอ๋และจัสตินเป็นเหมือนน้องใหม่ในธุรกิจกงสี ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จึงทำให้เสียงของพวกเขาเบากว่า

การเปลี่ยนแปลงระบบในธุรกิจกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้อง ต่างกันกับการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“มันมีแรงต้านบางอย่างระหว่างเรา ครอบครัว และพนักงาน”

เธอเคยโดนพนักงานนินทาลับหลังจนเสียกำลังใจไปก้อนใหญ่

“ให้สัมภาษณ์แบบไม่โลกสวย ตอนแรกเราไม่อยากเข้ามา เพราะกลัวจะมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่เป็นครอบครัวเดียวกัน การพูดจาบางครั้งอาจทำร้ายความรู้สึกส่วนตัวกันได้ การปรับเปลี่ยนจึงกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่มีในการทำงานระบบออฟฟิศ เราไม่มีพันธะอะไรกัน ต่างคนต่างทำงาน มีปัญหาก็มาเคลียร์กันให้จบ แล้วทำงานต่อ”

น้องคนสุดท้องจึงตัดสินใจแยกฐานการผลิตทั้งหมดออกมาจากพรพรรณ เพื่อทำร้าน Chapter 9 เต็มตัว และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่บ้านแทน

โอกาสครั้งใหม่

จนกระทั่งโรงงานผลิตแป้งของพรพรรณ ที่ผลิตแป้งส่งตั้งแต่สมัยคุณพ่อติดต่อมาว่า มีแป้งสูตรใหม่มาให้ลองทำ เป็นแป้งที่ทางโรงงานโม่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการส่งออก ทำให้เนื้อสัมผัสของตัวขนมปัง Chapter 9 แตกต่างจากขนมปังของที่อื่น จึงเกิดเป็นไอเดียกลยุทธ์ ‘Winning Product’ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเห็นตัวขนมปังของร้านแล้วเชื่อมโยงกับ Chapter 9 ได้ทันที

เอ๋บอกว่า “ทุกอย่างเป็นจังหวะ แป้งสูตรพิเศษนี้ จากที่เขาตั้งใจจะโม่เพื่อส่งออก ก็ส่งออกไม่ได้เพราะโควิด-19 ต่อมาพอประเทศเปิด สามีที่เป็นเชฟมิชลินที่สิงคโปร์ก็เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรขนมปัง มันเป็นจังหวะ ๆ ไปหมด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคอนเนกชันในการพูดคุยติดต่อกับโรงงานผลิตแป้ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้ตึ๋ง-สุวรรณี ตรีเสน่ห์จิต พี่สาวคนโตที่พนักงานในพรพรรณต่างเรียกกันว่า ‘เจ้ใหญ่’ ปัจจุบันเจ้ตึ๋งดูแลพรพรรณเบเกอรี่และยังให้คำแนะนำเรื่องการผลิตขนมปังในรูปแบบ Production Scale

ด้วยความที่เอ๋เคยทำบริษัทเอเจนซี่มาก่อน จึงมีทักษะในการโฆษณาสินค้าและสื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชันกับสื่อและคนรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาช่วยและสนับสนุน Chapter 9 กันอย่างเต็มที่

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

Action Speaks Louder than Words

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ Chapter 9 นอกจากหา Winning Product แล้ว ยังมีการคิดสูตรขนมปังให้หลากหลาย ทำให้ขนมปังมีรสชาติที่น่าสนใจเกือบ 20 รสชาติ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังที่ Co-campaign กับ Hoegaarden ไอเดียนี้ได้มาตอนช่วงโควิด-19 ร้านนั่งดื่มหลาย ๆ แห่งเปิดทำการไม่ได้ จึงทดลองกับทีมทำรสเบียร์ถั่วพริกเกลือ ทาง Hoegaarden มาเห็น จึงมีการคอลแลบกันเกิดขึ้น

ยังมีการนำเอาระบบ KPI เข้ามาช่วยจัดระเบียบในการทำงานมากขึ้น แต่ด้วยความเป็นธุรกิจกงสี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก “คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยเข้าใจกับ KPI ที่ไม่ใช่ตัวเลข” เอ๋กล่าว

เพราะสิ่งที่คนยุคเก่ามองเห็นหลัก ๆ คือกำไร ขาดทุน ทำให้ทุกคนที่บ้านตั้งคำถามมากมายระหว่างที่เธอกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบที่มีมานานของธุรกิจกงสี

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

แต่คงเป็นเพราะทายาทรุ่นสองคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร เธอมองเห็นว่าสักวันธุรกิจจะถึงทางตัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ฉะนั้น จึงต้องสร้างบรรยากาศภายในร้าน ระบบการทำงานที่มีระเบียบมากขึ้น และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีต่อคนกินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น “เพราะเรารู้สึกว่าของกินดี ๆ หาซื้อที่ไหนก็ได้ แต่การบริการที่ดี ๆ ต้องฝึกฝน”

เอ๋เป็นคนที่เชื่อว่า Action Speaks Louder than Words เธอพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้น แล้วส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พรพรรณต่อไป ทำให้ทุกวันนี้พรพรรณเบเกอรี่เองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบบางอย่างมากขึ้นเช่นเดียวกัน เอ๋เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องเธอด้วยความสงสัยในสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ในวันนี้มันกลับกัน สายตาของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน Chapter 9 ต่อไป

“ถึงแม้ว่า Chapter 9 จะไม่ได้ทำทุกอย่างจากพรพรรณ แต่ทุกครั้งที่มีคนสนใจ เราจะพูดถึงพรพรรณเสมอว่า นี่คือรากฐานของเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สืบทอดธุรกิจพรพรรณโดยตรง แต่เรารับช่วงต่อมรดกของครอบครัว โดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากครอบครัวมาต่อยอด”

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

จรรยาบรรณของคนทำธุรกิจ Food and Beverage

เอ๋ คือ เจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังคนนี้เป็นคนที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยความชอบ

เธอเล่าว่า “โดยธรรมชาติ ปลายทางของการทำธุรกิจคือเงิน เพราะไม่มีใครอิ่มท้องจากความภูมิใจหรอก ไม่มีใครสามารถซื้อบ้านซื้อรถได้จากความชื่นใจ ในระหว่างทาง นอกจากสถานการณ์รอบตัวที่เราต้องต่อสู้แล้ว เราเองต้องคุยกับตัวเองตลอดเวลา ให้ลดทอนบางอย่าง ตัดอีโก้ออกไป แล้วบาลานซ์ความเป็นมนุษย์กับธุรกิจให้ได้”

ในความหมายของเธอคือ การมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของตัวเองและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“การทำธุรกิจจากความชอบของตัวเอง ต้องคำนึงเสมอว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ชอบเหมือนเราเสมอไป คุณจะต้องไม่หิวโหยจนถึงขั้นหยิบยื่นอะไรก็ได้ให้คนกิน”

ทุกวันนี้พิษจากเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าลดคุณภาพสินค้าลง เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในราคาเดิม

“อย่าให้เศรษฐกิจบีบเราไปจนถึงขั้นนั้นเลย เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวงจรที่ผู้ประกอบการหวังกำไรฟู่ฟ่า ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการบริโภคของกินดี ๆ แต่กลับหาไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ากลัวนะ”

ปัจจุบัน การทำธุรกิจ Food and Beverage ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงินหรือความอดทนอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราไม่มีความกลัว ความกลัวเราเป็นศูนย์ ถ้าในเชิงธุรกิจบอกว่าเดือนหน้า Chapter 9 ต้องปิดตัว เราก็พร้อมปิด อย่างไรก็ตาม เรามีแบ็กอัปในใจไว้ตลอดเวลา”

นี่คือสิ่งที่เอ๋ ทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ พูดออกมาด้วยความหนักแน่น เธอคิดและวางแผนไว้เสมอ เพราะเชื่อว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ทำได้คือการหาหนทางแก้ไขสำรองไว้ เผื่อวันที่เจอกับวิกฤตจะได้ปรับตัวทัน

‘การโตแนวข้าง’ คือสิ่งที่เอ๋ตั้งใจจะทำ เธอไม่ได้คาดหวังว่า Chapter 9 จะต้องเป็นธุรกิจที่กราฟพุ่งขึ้นไปด้านบน แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน ดังนั้น การเติบโตในแนวข้าง เช่น การแตกแบรนด์ หรือออกสินค้าตัวใหม่ไปเรื่อย ๆ น่าจะเป็นทางออกของธุรกิจ SMEs หรือพวกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Chapter 9 จะครบรอบ 1 ปีเดือนกรกฎาคมนี้ ถ้านับช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ ‘โชกุปัง’ ด้วยก็ประมาณ 3 – 4 ปี ในช่วงนั้นเอ๋ยังคงทำงานเอเจนซี่ควบคู่ไปกับร้านอยู่ เธอใช้ชีวิตตลอด 7 วันโดยไม่ได้พัก

“ช่วง 3 – 4 ปีนั้น เราใช้ชีวิตแบบนี้จนเหมือนกึ่ง ๆ ทรมานตัวเอง กึ่ง ๆ พิสูจน์ตัวเอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องลองใช้ชีวิตอยู่กับมันดูว่าทำได้หรือเปล่า จนกระทั่งเราตัดสินใจออกจากงานมารีโนเวตร้านใหม่จนจะครบรอบ 1 ปีแล้ว เรารู้สึกว่า 3 ปีของร้านเก่ากับ 1 ปีของร้านใหม่ จังหวะของธุรกิจมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”

Chapter 9 เปิดตัวในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังดุเดือด ในขณะที่พวกเรากำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้า ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ จนทำให้เกิดเป็น Chapter 9 มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นวิกฤตโควิด-19 อีกเช่นกันที่ทำให้เธอรู้ว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นธุรกิจรุ่นสองที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรม F&B แทบจะเอามรดกตกทอดมาทำต่อไม่ได้เลย”

ผู้ประกอบการหลายเจ้าน่าจะรู้กันดีว่าเทรนด์หมุนเร็วแค่ไหน

“เราอยากเป็นตัวกำหนดเทรนด์ ไม่ใช่ให้เทรนด์กำหนดเรา แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการกำหนดมันนั่นแหละ”

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับ ยึดติดให้น้อยลง และพร้อมที่จะทิ้งแบรนด์ได้ทุกเมื่อ

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดแผนสำรองไว้ในหัวเสมอ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรในเชิงธุรกิจกับการผลิตสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภคให้ได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

ทีมที่ดี

ลูกสาวคนสุดท้องของธุรกิจโรงงานขนมปังพรพรรณเบเกอรี่ ให้คำนิยามของธุรกิจนี้ว่าเป็น ‘โรงเรียนปฏิบัติจริง’ เพราะเป็นที่ที่ทำให้เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า โลกของการทำธุรกิจไม่ได้สวยงามตามฝันเสมอไป ต้องมีล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง ไหนจะเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจกงสีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยังคงทำต่อ คือทีมของเธอ

“เราโชคดีที่มีทีมที่ดี” เธอกล่าวอย่างภูมิใจเมื่อเอ่ยถึงพนักงานทุกคนใน Chapter 9 การรับคนเข้ามาหมายถึงการรับสมาชิกที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เอ๋เชื่อมั่นในคนมาก และแอบภูมิใจทุกครั้งที่เห็นน้อง ๆ หรือคนในทีมก้าวหน้าไปอีกขั้น

พรพรรณเน้นที่ Mass Market คือ การผลิตต้องรวดเร็วและทำได้ในปริมาณมาก ต่างกับ Chapter 9 ที่ให้ความสำคัญกับความประณีตในแต่ละขั้นตอน รวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่ช่วยยืดอายุขนมปังโดยไม่ใช้สารเสริมหรือสารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยดึงรสชาติของตัวขนมปังออกมาให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ทั้งสองมีกระบวนการผลิตพื้นฐานที่เหมือนกัน แต่เทคนิคพิเศษและวัตถุดิบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้กระนั้น พนักงานจากพรพรรณก็เรียนรู้และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

จึงเกิดเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเอ๋และจัสติน ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความรู้ให้กับพนักงานได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราทำให้คนคนหนึ่งที่เขาอยู่ในอาชีพนี้มาเป็นหลัก 20 – 30 ปี ได้เข้าใจในงานที่เขาทำอยู่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่าดูยังไง กลูเตน ไขมันคืออะไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว พอเข้าใจ เขาก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มทำโน่นทำนี่เองได้ และต่อยอดได้”

ในช่วงแรก เธอไปขอพนักงานจากพรพรรณเข้ามาช่วยที่ร้าน

“เราคุยกันว่า ถ้าจะรับพนักงานใหม่ ทำไมถึงไม่ใช้คนที่ Know How อยู่แล้วล่ะ”

แต่เพราะเป็นน้องใหม่ขององค์กร จึงยังไม่มีใครเชื่อใจที่จะมาทำงานกับ Chapter 9 ยกเว้นแต่พนักงานจากประเทศลาวคนหนึ่งชื่อ น้อย

น้อยทำงานที่พรพรรณเบเกอรี่มาตั้งแต่สมัยที่เอ๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังแห่งนี้

เพราะมีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี การทำขนมปังของน้อยจึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญที่จัสตินและเอ๋สอนน้อยคือความเข้าใจในวัตถุดิบ เหตุและผลของกระบวนการ รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ จนทุกวันนี้ น้อยสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ ทั้งในส่วนของ Chapter 9 เองและพรพรรณเบเกอรี่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียนเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จากเอ๋และจัสตินสู่น้อย น้องพนักงาน Chapter 9 ส่งต่อไปถึงพนักงานจากพรพรรณเบเกอรี่ ทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกันมากขึ้น และสร้างสรรค์งานกันได้สนุกยิ่งขึ้น

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

บทเรียนของลูกคนที่ 9

“ถ้าในอนาคต Chapter 9 ต้องปิดตัวลง เราก็เชื่อว่าคนของเราที่มีสกิลล์ขนาดนี้ จะช่วยให้เราไปต่อในธุรกิจอื่น ๆ ได้”

นอกจากเป็นทีมที่มีคุณภาพแล้ว เอ๋และจัสตินก็มักถามคนในทีมเสมอถึงเรื่องความฝัน เพื่อช่วยผลักดันให้แต่ละคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดึงเด็กคนหนึ่งให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะเขาเก่ง เราอยากให้เขาเก่งขึ้น เหมือนกับตัวเรา เราเองยังไม่อยากจะอยู่ร้านทุกวันเลย” เธอหัวเราะ “พอเซ็ตทุกอย่างในร้านให้พร้อม เรากับจัสตินก็แยกย้ายไปทำตามความฝัน เรายังคงคิดถึงงานเอเจนซี่อยู่ ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนเปิดเป็นเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อ ‘Second Nature’ ที่มีทั้งเรื่องขนมและงานโฆษณา เราชอบการสื่อสาร เพียงแต่อันหนึ่งเป็นการสื่อสารผ่านขนม และอีกอันคือการสื่อสารผ่านชิ้นงาน”

สุดท้ายแล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน “เราไม่เชื่อในอิฐ หิน ปูน ทราย ฉะนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเอา Chapter 9 ลงออนไลน์ให้หมด การโตในแนวข้างของ Chapter 9 จะหลากหลายขึ้น คุณภาพจะดียิ่งขึ้น และคนจะหาเราเจอได้ทุกที่ทุกเวลา”

ความกล้าหาญและพลังบวกที่ได้รับจากเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ทำให้ฉันมองภาพของธุรกิจนี้กว้างขึ้นไปอีกขั้น วิสัยทัศน์ของเอ๋เป็นเหมือนลูกศรที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไล่ตามความฝันของตนเอง และนำทางให้ทีมไปพร้อม ๆ กัน รอยยิ้มที่มีให้กับพนักงานและลูกค้าที่แวะเวียนไปมา ยังคงอบอุ่นและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load