เพียงแค่เห็นชามไก่สีส้มตัวอ้วนคุ้นตา เราก็ได้กลิ่นข้าวสวยร้อนๆ ลอยมา

ก่อนจะเลือกหยิบใบหนึ่งใส่ตระกร้า ไว้ใส่ข้าวสวยหุงสุกร้อนกินคู่กับสารพัดแกงร้อนในชามไก่อีกใบขนาดที่ใหญ่กว่าเท่าตัว

เรากำลังอยู่ใน Dhanabadee Outlet ร้านเซรามิกของใช้และของแต่งบ้านคุณภาพส่งออก ราคาโรงงาน ระหว่างรอนัดพบกับ คุณพนาสิน ธนบดีสกุล ทายาทรุ่นสองของผู้ก่อตั้งโรงงานชามตราไก่แห่งแรกในลำปาง

จากลูกชายคนสุดท้องในพี่น้อง 5 คนของครอบครัวธนบดีสกุล ผู้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ขอเกี่ยวข้องกับงานเซรามิก แล้วเลือกเดินบนเส้นทางออกแบบที่คู่ขนาน

ก่อนจะพบจุดเปลี่ยนสำคัญหลายๆ ครั้งในชีวิต ตั้งแต่เป็นเจ้าของแบรนด์ ‘ธนบดี’ แบรนด์เซรามิกของแต่งบ้านระดับโลก ที่ส่งออกไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป อเมริกา และจีน การันตีด้วยรางวัลด้านการออกแบบและรางวัลนวัตกรรมจากองค์กรระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง

เป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ชามตราไก่ที่สนุกมาก จนที่นี่กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดในลำปาง

เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ทำให้ชามตราไก่กลับมาดังทั่วเอเชียอีกครั้ง และทำให้ลำปางกลายเป็นเมืองเซรามิกของประเทศ

รับรองว่าไม่ไก่กา เพราะนี่คือชามตราไก่

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ธุรกิจ : โรงงานธนบดีสกุล (พ.ศ. 2508)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานเซรามิก
อายุ : 53 ปี
ผู้ก่อตั้ง : อาปาอี้ (ซิมหยู แซ่ฉิน)
ทายาทรุ่นที่สอง : ยุพิน ธนบดีสกุล และ พนาสิน ธนบดีสกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท ธนบดีอาร์ตเซรามิค จำกัด (พ.ศ. 2533) และ บริษัท ธนบดีเดคอร์เซรามิค จำกัด (พ.ศ. 2546)

เซรามิกโยนาระ

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ตอนเด็กๆ เราเคยจับถ้วยขนมสองถ้วยมาประกบกันให้กลายเป็นชิ้นเดียว เจาะรูทำเป็นกระปุกออมสิน แล้วเขียนลายตามจินตนาการที่ชอบ” แม้เด็กชายพนาสินในวัย 10 ขวบเคยคิดว่าจะไม่ขอทำงานที่เกี่ยวกับเซรามิกอย่างแน่นอน แต่เมื่อเราถามถึงงานสร้างสรรค์หรือพรสวรรค์ทางศิลปะที่เห็นชัดในวัยเด็ก เขาก็เล่าอย่างสนุก

นักเรียนศิลปะ เอกนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มงานแรกของเขาที่บริษัทออกแบบลายผ้า ก่อนจับพลัดจับผลูไปทำงานออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในบริษัทไทยเยอรมันเซรามิค ผู้ผลิตกระเบื้องคัมพานา เริ่มสนุกกับกระบวนการงานออกแบบกระเบื้อง มีโอกาสเดินทางเรียนรู้งานที่อิตาลีและสเปนทุก 6 เดือน

พนาสินเล่าว่า แผนการชีวิตของเขาในเวลานั้นคือการย้ายไปทำงานออกแบบที่อิตาลีเมื่อทำงานครบ 2 ปี แต่เมื่อจดหมายจากบ้านที่เล่าถึงปัญหาการเงินเดินทางมาถึง เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจบอกเพื่อนสนิทที่จะไปอิตาลีด้วยกันว่า จะขอตามไปเมื่อทำธุระครอบครัวเสร็จ

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“เมื่อกลับมาถึงลำปาง ที่บ้านบอกว่า ‘ห้ามเข้าบ้าน’ เพราะเห็นว่าเราเป็นเด็กหัวนอกทำงานออกแบบ ไม่อยากให้เสียเวลาทำงานบ้านๆ แบบนี้ แต่เราก็ยืนยันว่าอยากจะทำ พ่อก็เลยตกลงให้เงิน 40,000 บาทเพื่อสร้างโรงงานของตัวเองและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้”

ไม่เสียดายอิตาลี? – ไม่เลย พนาสินรีบตอบกลับมาทันที

อาร์ตตัวพ่อ

“พอเริ่มลงมือทำถึงได้รู้ว่าเงิน 40,000 กับการทำโรงงานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่พอแม้แต่จะซื้อปูนมาฉาบเป็นโรงงาน” พนาสินใช้เงิน 40,000 แรกไปกับโรงงานงานเล็กๆ ที่มีเตาเล็กๆ เตรียมวัตถุดิบ ขึ้นรูป เผาเตา ขายของ ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ภายใต้ชื่อ ‘ธนบดีอาร์ตเซรามิค’

ความรู้เรื่องเซรามิกที่มีมากจากการทำงานส่วนหนึ่งและศึกษาด้วยตัวเองอีกส่วนหนึ่ง ลองผิดลองถูกจนออกมาเป็นสินค้าของแต่งบ้าน

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“เราก็คิดว่าของที่ทำสวยนะ แปลกใหม่ ถูกกว่าเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด” พนาสินแต่งตัวหล่อถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ไปเดินแถวรัชดา เพื่อเอาของไปเสนอขายตามร้านขายของแต่งบ้าน

ผลก็คือ พนาสินขายสินค้าของเขาไม่ได้เลยสักชิ้น

เมื่อคิดให้ดีจึงรู้ว่า ที่ผ่านมาตนเป็นนักออกแบบที่ไม่มีความรู้เรื่องการตลาดมาก่อน รู้ดังนั้น พนาสินก็ปรับวิธีคิดและการทำงานใหม่ทั้งหมด

แทนที่จะเสนอขายปลีกตามร้านเช่นเดิม พนาสินเริ่มแบรนด์ธนบดีด้วยการออกร้านตามงานแสดงสินค้าของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งออก จากเป็นบูทเล็กๆ ค่อยๆ เติบใหญ่

เมื่อเดินถูกทาง ก็ทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่งานแสดงสินค้าระดับประเทศครั้งแรก และใช้เวลา 3 ปีในการหาแนวทางและตลาดของตัวเอง จนเข้าสู่ปีที่ 5 แบรนด์ก็เติบโตก้าวกระโดดสมใจ

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ขายดีจนไม่สามารถผลิตเองให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ต่อมาสร้างโรงงานธนบดีเดคอร์เซรามิค”

เขามองว่าตัวเองเป็นดีไซเนอร์ อยากสร้างสรรค์งานใหม่ๆ มากกว่าจะลอกเลียนแบบใคร ประกอบกับประสบการณ์ทำงานและการได้รู้ได้เห็นงานทั้งไทยและเทศอยู่เสมอ รู้ว่าคนอื่นเขาทำอะไร ก็ยิ่งอยากสร้างสิ่งที่แตกต่าง เมื่อรู้แน่ชัดว่าเขาจะไม่ทำจานชาม ไม่ทำงานที่ต้องผลิตจำนวนมากๆ ก็ยิ่งทำให้แนวทางการสร้างสรรค์งานของพนาสินและแบรนด์ธนบดีชัดเจน เหมือนศิลปินที่ตั้งใจสร้างงานในรูปแบบของตัวเอง

“แม้จะเป็นงานเซรามิกเหมือนกันแต่ก็คนละรูปแบบกัน งานที่บ้านจะเป็นเซรามิกงานภาชนะซึ่งไม่ต้องการความเนี๊ยบเท่าของตกแต่งบ้าน ดังนั้น สิ่งที่ได้จากครอบครัวก็คือความอดทน ซึ่งเราเรียนรู้จากพ่อ พี่สาว และการช่วยงานในโรงงานเมื่อสมัยที่เป็นเด็ก”

ที่ผ่านมาเป็นการทำงานที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน ก่อนกลับมาเชื่อมกันในช่วงที่พนาสินเริ่มทำพิพิธภัณฑ์ชามตราไก่ของครอบครัว

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

The return of chicken bowl

ในช่วงแรกของการทำแบรนด์ธนบดี เขาไม่เคยบอกใครว่าครอบครัวทำโรงงานเซรามิกชามตราไก่เจ้าใหญ่ในลำปาง เพราะตระหนักเสมอว่าโรงงานของครอบครัวเป็นเพียงโรงงานเล็กๆ เช่นเดียวกับแบรนด์ของเขา และคิดอยากจะทำสินค้าออกมาให้ดีด้วยตัวเอง

จนเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ในวันที่ธนบดีเติบโตขึ้น คุณพนาสินจึงคิดเริ่มนำประวัติศาสตร์เบื้องหลังของแบรนด์เล่าสู่ลูกค้าต่างประเทศผ่านงานแสดงสินค้า

“เรื่องตลกก็คือ งานหลักของเราคือของตกแต่งบ้าน แต่ปีนั้นเราจัดพื้นที่เล็กๆ เอาชามตราไก่ เอาเตามังกรโบราณ ไปวางโชว์ว่านี่คือเบื้องหลังแบรนด์ของเรา กลายเป็นว่าปีนั้นมีแต่ยอดสั่งซื้อชามตราไก่ทั้งจากฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทุกคนมีความทรงจำ ความผูกพัน ถวิลหาอดีต ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเรากำลังขุดอารมณ์ลูกค้ารุ่น Baby Boomer รุ่นเกิดหลังสงครามโลก ซึ่งล้วนเคยผ่านชีวิตยากลำบากด้วยกันทั้งนั้น เต็มไปด้วยความทรงจำ ความสุขของครอบครัว จนวันนี้ทุกคนเติบใหญ่มีฐานะและชีวิตที่ดี

“ถามว่าชามตราไก่จากจีนมีมั้ย ก็ยังมีอยู่ แต่ผลิตง่ายๆ ต้นทุนต่ำ ไม่ได้คิดถึงคุณภาพและลวดลายที่สวยงามตามแบบต้นตำรับโบราณ” พนาสินเล่าจุดเปลี่ยนสำคัญของโรงงานเซรามิกที่บ้าน

รายการสั่งซื้อจากทั่วเอเชียทำให้ชามตราไก่กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปกว่า 30 ปี

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

เรื่อยมาถึงปี 2540 แม้ประเทศไทยเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง แต่กลับกลายเป็นว่าธนบดีรับออร์เดอร์ไม่หวาดไม่ไหว ผลิตชามตราไก่ขายไม่ทัน จุดประกายในโรงงานเซรามิกหลายสิบโรงงานในลำปางให้กลับมาผลิตชามตราไก่อีกครั้ง โดยเฉพาะหลายๆ โรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจก็กลับมาฟื้นคืนอีกครั้ง

“มีคนถามเหมือนกันว่าโกรธมั้ยที่ทุกคนกลับมาผลิตชามตราไก่แข่งกับเรา เราก็บอกว่าไม่เลย เพราะสินค้าหลักของเราคือของแต่งบ้าน เราภูมิใจมากกว่าที่มีส่วนเล็กๆ ช่วยคืนชีวิตชีวาให้จังหวัดเรา ทำให้ลำปางเป็นเมืองเซรามิกของประเทศไทย”

ชื่อเสียงเรียงชาม

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ยอดสั่งซื้อชามตราไก่และสินค้าของแต่งบ้านดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ แต่ความสุขของพนาสินกลับหายไป เขาบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงงานขยายใหญ่ขึ้น

“เราไม่ได้ตั้งใจรวยจากสิ่งที่ทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะถ้าคิดแบบนั้นเราจะต้องทำจานชาม กระเบื้อง หรือของที่ผลิตในจำนวนมากๆ ความสุขของเราคือการได้ออกแบบสร้างสรรค์งานใหม่ๆ”

เมื่อพบคำตอบของความสุข อย่างการทำงานโรงงานขนาดเล็กๆ พนาสินจึงเปลี่ยนความคิด ตั้งใจทำสินค้าให้มีคุณภาพสูงขึ้นและงานออกแบบที่สวยเป็นเอกลักษณ์ เพื่อตอบสนองกลุ่มตลาดใหม่ๆ

จนเมื่อเจอกับวิกฤตค่าแรงขั้นต่ำในปี 2555 ที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกทาง

“ยอดรายการสั่งซื้อลดลงจนแทบไปต่อไม่ไหว ตอนนั้นคิดว่าจะต้องปิดโรงงานแล้วแน่ๆ แต่อยากขอสร้างอนุสรณ์ให้พ่อ ให้บ้านเมืองของเรา เพราะตัวเราจะไปเริ่มทำธุรกิจใหม่อะไรก็ได้อยู่แล้ว จึงเป็นที่มาของพิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี แต่จะสร้างอาคารหลังใหม่ก็ไม่มีงบประมาณมากพอ จึงขอปรับปรุงพื้นที่บ้านเก่าของครอบครัว ทำพิพิธภัณฑ์แบบบ้านๆ เล่าเรื่องราวความเป็นมาของชามตราไก่และโรงงานธนบดีสกุลของครอบครัว”

และจากคลุกคลีทำพิพิธภัณฑ์ช่วงหนึ่ง พนาสินก็พบว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ นั่นคือ จานชาม งานกระเบื้อง และงานกึ่งอุตสาหกรรมผลิตจำนวนมาก Mass Production เป็นที่มาของงาน Tableware

“โจทย์คือ ทำยังไงก็ได้ให้ขายได้น้อย” ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณอาจจะอยากเข้าไปในความคิดของพนาสินเหมือนกันกับเรา

ขณะที่ทุกคนอยากขายของให้ได้มากๆ เขากลับอยากขายของให้ได้น้อยๆ

“วิธีที่จะขายหรือผลิตออกมาในจำนวนน้อยแต่ได้รายได้เท่าเดิมก็คือ สร้างนวัตกรรม และออกแบบให้พิเศษกว่าที่เคย จึงออกมาเป็น Tableware เนื้อพอร์ซเลน* (Porcelain) แฮนด์เมดซึ่งไม่มีใครทำเพราะทำยากมาก ผลปรากฏคือขายดีมาก เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะจีน” (*เนื้อพอร์ซเลน คือเซรามิกเนื้อที่มีค่าความขาวสูง มีความแกร่งสูงมาก เวลาเคาะจะให้เสียงดังกังวาน เพราะเผาในอุณหภูมิที่สูงมาก)

จากที่เคยคิดจะปิดโรงงาน ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ลูกค้าที่เคยหนีไปเพราะของเราแพงก็กลับมา เพราะคุณภาพของเรา ประกอบกับเราพัฒนาตัวเองในการลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพของสินค้า จนทุกอย่างส่งเสริมกัน สถานการณ์ก็กลับมาดีอย่างก้าวกระโดด เมื่อสถานการณ์กลับมาดีดังเดิม เราก็หยุดทำ Tableware ทันที พอแล้ว กลัวจะเลยเถิด”

“ทำไม” เราถาม ทั้งเรื่องที่คิดจะหยุดทำ และทำไมเรื่องที่เขาเป็นคนที่ทำให้เราแปลกใจได้ตลอด

“เราไม่มีความสุขกับการผลิตสิ่งใดก็ตามเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินมากๆ เรามีความสุขกับการออกแบบ กับการสอนหนังสือ กับการได้ทำงานเพื่อสังคม

“ผมสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ออกไปดูโลกกว้าง ไปให้รู้ดูให้เห็นว่าบ้านเมืองอื่นเขาเป็นยังไง เอาสิ่งดีๆ กลับมาต่อยอด อย่าคิดว่าเรารู้ดีแล้ว เพราะอีกไม่ถึง 10 ปีลูกหลานเราอาจจะต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างประเทศเพื่อนบ้านเพราะพื้นฐานเขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว เงินเดือนครูที่นั่นสูงมาก การสอนหนังสือทำให้เราเห็นปัญหาของระบบการศึกษาบ้านเรา เรียนอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำกิจกรรม พาตัวเองออกไปรู้จักสังคม ช่วยเหลือสังคม” พนาสินยิ้ม

ไม่ใช่ไก่กา แต่คือชามตราไก่

พนาสินเล่าความสนุกของการทำชามตราไก่ในยุคของเขาให้ฟังว่า

ด้วยความเป็นชามตราไก่ จึงเปลี่ยนแปลงอะไรมากไม่ค่อยได้ เพราะเป็นสินค้าที่ขายความรู้สึก ไม่ใช่สินค้าที่มีผลจากการออกแบบ เขาจึงตั้งใจเก็บรักษาในรูปแบบเดิม แต่เพื่อไม่ให้ชามตราไก่ตายไป เขาจึงต้องปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ จากที่ยุคก่อนมีแค่ชาม 2 – 3 ขนาด พนาสินก็ทำจาน ช้อน เครื่องประดับ ของที่ระลึกเล็กๆ เกี่ยวกับชามไก่เพื่อให้แฟนคลับได้ใช้ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างรูปแบบใหม่ๆ ออกมา

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ชามตราไก่ของธนบดีอาจจะดูแพงกว่าชามตราไก่ที่อื่น แต่รู้ไหมว่าเท่านี้ก็ผลิตขายแทบไม่ทันแล้ว และตอนนี้ชามตราไก่มีคอลเลกชันใหม่แล้ว ‘Hand Painted by Khun Yupin’ ตามชื่อคุณยุพิน พี่สาวคนโตและช่างวาดชามตราไก่คนแรกของครอบครัว

“ด้วยความพิเศษชามของเราจึงมีราคาสูง แต่เราก็พบว่ายอดขายดีขึ้น แสดงว่าคนไม่ได้สนใจเรื่องราคาเท่าคุณค่า ที่สำคัญ เราไม่ได้คิดราคาตามความรู้สึก แต่เป็นราคาที่เกิดขึ้นตามคุณภาพจริง”

ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แต่พนาสินมองว่าชามตราไก่คือสินค้ามีชีวิต ที่พูดได้ เล่าเรื่องต่อได้

เร็วๆ นี้จะมีคอลเลกชันใหม่ที่ทำมาเพื่อแฟนคลับโดยเฉพาะ ได้แก่ ‘blue & white’ คอลเลกชันชามตราไก่สีน้ำเงิน-ขาว โดยทุกใบจะมีลายเซ็นของช่างวาด คอลเลกชัน ‘ไก่ครอบครัว’ มีไก่หลายๆ ตัว และสุดท้ายคอลเลกชัน ‘ไก่เป็นแพทเทิร์น’

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ไม่ต่างจากแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการฝ่าฟันอุปสรรค การหยิบตำนานมาสานต่อไม่ได้ทำเพื่อให้ขายดีที่สุด แต่เพื่อต่ออายุของแบรนด์ คืนชีวิตชีวา

“ทั้งหมดนี้เอื้อต่อกันนะ เมื่อเรากตัญญู เราไม่ลืมบุญคุณ ไม่ลืมรากเหง้า เชิดชูทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา ก็ยิ่งส่งเสริมตัวตนและความเป็นธนบดีให้เด่นชัดและเติบโตต่อไป เมื่อก่อนเราออกงานแฟร์เยอะมาก ไปทุกที่เลย แต่ทุกวันนี้เราหยุดทั้งหมด แล้วนำเงินที่อาจจะต้องใช้กับการออกงานมาทำโชว์รูมแสดงสินค้า มาเชิญลูกค้าเข้าเยี่ยมชมโดยตรง ชวนให้ชมพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของเราทั้งหมด การต่อยอด มันลงตัวไปหมด เพราะลูกค้าเราเองเขาก็ไม่ได้ขายสินค้าแต่เขาขายความรู้ ขายประสบการณ์ร่วม เขาสามารถบอกต่อได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งว่า สินค้านี้มาจากที่ไหน ผู้ผลิตเป็นใครมีที่มาที่ไปและความตั้งใจอย่างไร”

Live and learn

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่าไม่มีอะไรแน่นอน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่แน่ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันย่อมเป็นเช่นนั้นแล

“ทำทุกวันให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปคาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่วางแผนอะไรในชีวิตเลยนะเพราะเป็นนักธุรกิจ ต่อให้ไม่ได้ดั่งใจเราก็ต้องทำใจให้สบาย ณ วันนี้นี่ก็คือชีวิตตอนหนึ่งของธนบดี ถ้าวันหนึ่งลูกหลานจะไม่ทำต่อแล้ว ขายธนบดีให้คนอื่นไปก็ไม่มีใครอาจรู้ได้ วันนี้ไม่เสียดายแล้วเพราะเราเองก็เริ่มต้นมาจากเกือบศูนย์” พนาสินเล่าถึงสิ่งที่เรียนรู้ ก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับทายาทรุ่นสองที่กำลังรับช่วงต่อกิจการของครอบครัว

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ลำดับแรกคือ อย่าลืมกำพืด เรามีตัวตนมาได้แปลว่าต้องมีบางสิ่งและบางอย่างส่งเสริมเรามาถึงวันนี้ ไม่ว่าคุณจะเริ่มกลับมาทำหรือทำงานไปแล้วระยะหนึ่ง จงกลับหันมาดูสิ่งที่ครอบครัวเคยทำมา มองหาสิ่งดีงามที่ทำให้กิจการยั่งยืนมาถึงรุ่นเราได้ ถึงแม้จะไม่ใช้สิ่งที่ยิ่งใหญ่แต่มันคือกุญแจความยั่งยืนที่ส่งต่อมาถึงเรา หน้าที่ของเราก็คือต่อยอดความดีงามนั้น

“สองคือ จงเชื่อมโยงเข้าหาสิ่งที่คุณรัก แน่นอนว่าความฝันคุณอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่คุณสามารถดึงความฝันของคุณมาเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน โลกทุกวันนี้คือโลกที่เชื่อมโยงหลอมรวมกัน สิ่งเดิมๆ ไม่อาจอยู่ได้จนถึงอนาคต โลกเรากำลังต้องการสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์

“จงอย่าลืมสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้น และโปรดต่อยอดสิ่งนั้น แม้บ้านจะทำงานเหล็ก แต่คุณชอบงานผ้า คุณก็สามารถทำสิ่งใหม่ ผสมผสานต่อยอด มีอะไรสนุกๆ รอให้คุณคิดค้นมากมาย งานเดิมก็ยังคงสานต่อ งานใหม่ก็คิดโอกาสใหม่ในชีวิตของคุณ”

แค่ได้ยินและคิดตาม เราก็ตื่นเต้นกับโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตที่รออยู่แล้ว

โรงงานธนบดีสกุล (พ.ศ. 2508)

ชามไก่ มีต้นกำเนิดการผลิตในประเทศจีนมากว่าร้อยปี

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 คนจีนโพ้นทะเลที่อพยพไปยังประเทศต่างๆ นำชามตราไก่ไปด้วยจนเป็นที่นิยมไปทั่ว ก่อนจะค่อยๆ ลดความนิยม จนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นค่อยๆ ฟื้นตัวจากสงครามและส่งออกเซรามิกทั่วเอเชีย ทำให้ชามไก่ค่อยๆ หายไปจากเอเชียและประเทศไทย ราวๆ 30 ปี ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 2540 โดยคุณพนาสินและคุณยุพิน ทายาทรุ่นที่สองของโรงงานธนบดีสกุล โรงงานที่บุกเบิกทำชามตราไก่แห่งแรกในลำปาง

ย้อนกลับไปถึงก่อตั้งโรงงานในประเทศไทยในปี 2498 อาปาอี้ ช่างผู้เชี่ยวชาญการปั้นและทำเตาเผาจากเมืองจีน ระหว่างที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ วันหนึ่งบังเอิญพบคนขายหินลับมีดซึ่งทำจากแร่ดินขาว (Kaolin) สอบถามจึงรู้แหล่งที่มาในบ้านปางค่า อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งดินขาวขนาดใหญ่ อาปาอี้และเพื่อนๆ ที่มีความรู้เรื่องชามไก่จากเมืองจีนจึงร่วมกันตั้งโรงงาน โดยก่อนหน้านี้คนไทยใช้ชามไก่จากการนำเข้ามาจากจีน

ต่อมาเกิดวิกฤตปี 2500 เป็นยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศยอดขายจึงลดลงเรื่อยมา จนเวลาผ่านไป 5 ปีเป็นยุคที่คนจีนหลั่งไหลเข้าประเทศไทยและเปิดโรงงานผลิตชามไก่แข่งขันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ในที่สุดอาปาอี้และเพื่อนๆ จำต้องขายโรงงานและแยกย้ายไปเปิดโรงงานเซรามิกของตัวเอง

อาปาอี้ เปิดโรงงานธนบดีสกุล ในปี 2508 ผลิตถ้วยขนมหรือถ้วยตะไลแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งที่เมืองจีนใช้เป็นถ้วยน้ำจิ้มไม่มีลวดลาย อาปาอี้จึงออกแบบใหม่ให้มีลายที่หลังถ้วย จนคนเรียกว่าถ้วยตราลาย ก่อนเพี้ยนเสียงเป็นถ้วยตะไล ส่วนชามไก่ เป็นชามที่เหมาะสมกับการใช้ตะเกียบพุ้ยข้าว โดยมีรูปทรงแปดเหลี่ยมเกือบกลม ปากบาน ข้างชามด้านนอกมีรอยบุบเล็กน้อยให้รับกับมือขณะถือชามข้าว

ความพิเศษของชามไก่จากโรงงานธนบดีสกุล คือการคงลักษณะพิเศษชามไก่แบบต้นตำราโบราณ คุณภาพการผลิตทั้งการเผาสองรอบที่อุณหภูมิ 750 องศาเซลเซียสเพื่อความแข็งแรงสวยงาม ลวดลายไก่ขนคอลำตัวส้ม หางและขาสีดำ เดินบนหญ้าสีเขียว ประกอบดอกเบญจมาศสีชมพูอมม่วง มีดอกไม้และใบไม้เล็กๆ แต้มที่ก้นชาม ซึ่งวาดมือทุกใบ ด้วยสีสันสดใสจากผงสีคุณภาพสูง นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเตาเผาเก่าแก่ที่สุดในเมืองลำปางถึง 2 ตัว และปัจจุบันโรงงานที่นี่ยังคงทำงานเหมือนเดิมทุกอย่าง บริหารจัดการโดยคุณยุพิน ธนบดีสกุลลูกสาวคนโตของครอบครัว

dhanabadee.com
dhanabadeeshop.com
Facebook | ธนบดีเดคอร์เซรามิค

เพียงแค่เห็นชามไก่สีส้มตัวอ้วนคุ้นตา เราก็ได้กลิ่นข้าวสวยร้อนๆ ลอยมา

ก่อนจะเลือกหยิบใบหนึ่งใส่ตระกร้า ไว้ใส่ข้าวสวยหุงสุกร้อนกินคู่กับสารพัดแกงร้อนในชามไก่อีกใบขนาดที่ใหญ่กว่าเท่าตัว

เรากำลังอยู่ใน Dhanabadee Outlet ร้านเซรามิกของใช้และของแต่งบ้านคุณภาพส่งออก ราคาโรงงาน ระหว่างรอนัดพบกับ คุณพนาสิน ธนบดีสกุล ทายาทรุ่นสองของผู้ก่อตั้งโรงงานชามตราไก่แห่งแรกในลำปาง

จากลูกชายคนสุดท้องในพี่น้อง 5 คนของครอบครัวธนบดีสกุล ผู้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ขอเกี่ยวข้องกับงานเซรามิก แล้วเลือกเดินบนเส้นทางออกแบบที่คู่ขนาน

ก่อนจะพบจุดเปลี่ยนสำคัญหลายๆ ครั้งในชีวิต ตั้งแต่เป็นเจ้าของแบรนด์ ‘ธนบดี’ แบรนด์เซรามิกของแต่งบ้านระดับโลก ที่ส่งออกไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป อเมริกา และจีน การันตีด้วยรางวัลด้านการออกแบบและรางวัลนวัตกรรมจากองค์กรระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง

เป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ชามตราไก่ที่สนุกมาก จนที่นี่กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดในลำปาง

เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ทำให้ชามตราไก่กลับมาดังทั่วเอเชียอีกครั้ง และทำให้ลำปางกลายเป็นเมืองเซรามิกของประเทศ

รับรองว่าไม่ไก่กา เพราะนี่คือชามตราไก่

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ธุรกิจ : โรงงานธนบดีสกุล (พ.ศ. 2508)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานเซรามิก
อายุ : 53 ปี
ผู้ก่อตั้ง : อาปาอี้ (ซิมหยู แซ่ฉิน)
ทายาทรุ่นที่สอง : ยุพิน ธนบดีสกุล และ พนาสิน ธนบดีสกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท ธนบดีอาร์ตเซรามิค จำกัด (พ.ศ. 2533) และ บริษัท ธนบดีเดคอร์เซรามิค จำกัด (พ.ศ. 2546)

เซรามิกโยนาระ

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ตอนเด็กๆ เราเคยจับถ้วยขนมสองถ้วยมาประกบกันให้กลายเป็นชิ้นเดียว เจาะรูทำเป็นกระปุกออมสิน แล้วเขียนลายตามจินตนาการที่ชอบ” แม้เด็กชายพนาสินในวัย 10 ขวบเคยคิดว่าจะไม่ขอทำงานที่เกี่ยวกับเซรามิกอย่างแน่นอน แต่เมื่อเราถามถึงงานสร้างสรรค์หรือพรสวรรค์ทางศิลปะที่เห็นชัดในวัยเด็ก เขาก็เล่าอย่างสนุก

นักเรียนศิลปะ เอกนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มงานแรกของเขาที่บริษัทออกแบบลายผ้า ก่อนจับพลัดจับผลูไปทำงานออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในบริษัทไทยเยอรมันเซรามิค ผู้ผลิตกระเบื้องคัมพานา เริ่มสนุกกับกระบวนการงานออกแบบกระเบื้อง มีโอกาสเดินทางเรียนรู้งานที่อิตาลีและสเปนทุก 6 เดือน

พนาสินเล่าว่า แผนการชีวิตของเขาในเวลานั้นคือการย้ายไปทำงานออกแบบที่อิตาลีเมื่อทำงานครบ 2 ปี แต่เมื่อจดหมายจากบ้านที่เล่าถึงปัญหาการเงินเดินทางมาถึง เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจบอกเพื่อนสนิทที่จะไปอิตาลีด้วยกันว่า จะขอตามไปเมื่อทำธุระครอบครัวเสร็จ

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“เมื่อกลับมาถึงลำปาง ที่บ้านบอกว่า ‘ห้ามเข้าบ้าน’ เพราะเห็นว่าเราเป็นเด็กหัวนอกทำงานออกแบบ ไม่อยากให้เสียเวลาทำงานบ้านๆ แบบนี้ แต่เราก็ยืนยันว่าอยากจะทำ พ่อก็เลยตกลงให้เงิน 40,000 บาทเพื่อสร้างโรงงานของตัวเองและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้”

ไม่เสียดายอิตาลี? – ไม่เลย พนาสินรีบตอบกลับมาทันที

อาร์ตตัวพ่อ

“พอเริ่มลงมือทำถึงได้รู้ว่าเงิน 40,000 กับการทำโรงงานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่พอแม้แต่จะซื้อปูนมาฉาบเป็นโรงงาน” พนาสินใช้เงิน 40,000 แรกไปกับโรงงานงานเล็กๆ ที่มีเตาเล็กๆ เตรียมวัตถุดิบ ขึ้นรูป เผาเตา ขายของ ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ภายใต้ชื่อ ‘ธนบดีอาร์ตเซรามิค’

ความรู้เรื่องเซรามิกที่มีมากจากการทำงานส่วนหนึ่งและศึกษาด้วยตัวเองอีกส่วนหนึ่ง ลองผิดลองถูกจนออกมาเป็นสินค้าของแต่งบ้าน

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“เราก็คิดว่าของที่ทำสวยนะ แปลกใหม่ ถูกกว่าเมื่อเทียบกับเจ้าอื่นในตลาด” พนาสินแต่งตัวหล่อถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ไปเดินแถวรัชดา เพื่อเอาของไปเสนอขายตามร้านขายของแต่งบ้าน

ผลก็คือ พนาสินขายสินค้าของเขาไม่ได้เลยสักชิ้น

เมื่อคิดให้ดีจึงรู้ว่า ที่ผ่านมาตนเป็นนักออกแบบที่ไม่มีความรู้เรื่องการตลาดมาก่อน รู้ดังนั้น พนาสินก็ปรับวิธีคิดและการทำงานใหม่ทั้งหมด

แทนที่จะเสนอขายปลีกตามร้านเช่นเดิม พนาสินเริ่มแบรนด์ธนบดีด้วยการออกร้านตามงานแสดงสินค้าของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งออก จากเป็นบูทเล็กๆ ค่อยๆ เติบใหญ่

เมื่อเดินถูกทาง ก็ทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่งานแสดงสินค้าระดับประเทศครั้งแรก และใช้เวลา 3 ปีในการหาแนวทางและตลาดของตัวเอง จนเข้าสู่ปีที่ 5 แบรนด์ก็เติบโตก้าวกระโดดสมใจ

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ขายดีจนไม่สามารถผลิตเองให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ต่อมาสร้างโรงงานธนบดีเดคอร์เซรามิค”

เขามองว่าตัวเองเป็นดีไซเนอร์ อยากสร้างสรรค์งานใหม่ๆ มากกว่าจะลอกเลียนแบบใคร ประกอบกับประสบการณ์ทำงานและการได้รู้ได้เห็นงานทั้งไทยและเทศอยู่เสมอ รู้ว่าคนอื่นเขาทำอะไร ก็ยิ่งอยากสร้างสิ่งที่แตกต่าง เมื่อรู้แน่ชัดว่าเขาจะไม่ทำจานชาม ไม่ทำงานที่ต้องผลิตจำนวนมากๆ ก็ยิ่งทำให้แนวทางการสร้างสรรค์งานของพนาสินและแบรนด์ธนบดีชัดเจน เหมือนศิลปินที่ตั้งใจสร้างงานในรูปแบบของตัวเอง

“แม้จะเป็นงานเซรามิกเหมือนกันแต่ก็คนละรูปแบบกัน งานที่บ้านจะเป็นเซรามิกงานภาชนะซึ่งไม่ต้องการความเนี๊ยบเท่าของตกแต่งบ้าน ดังนั้น สิ่งที่ได้จากครอบครัวก็คือความอดทน ซึ่งเราเรียนรู้จากพ่อ พี่สาว และการช่วยงานในโรงงานเมื่อสมัยที่เป็นเด็ก”

ที่ผ่านมาเป็นการทำงานที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน ก่อนกลับมาเชื่อมกันในช่วงที่พนาสินเริ่มทำพิพิธภัณฑ์ชามตราไก่ของครอบครัว

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

The return of chicken bowl

ในช่วงแรกของการทำแบรนด์ธนบดี เขาไม่เคยบอกใครว่าครอบครัวทำโรงงานเซรามิกชามตราไก่เจ้าใหญ่ในลำปาง เพราะตระหนักเสมอว่าโรงงานของครอบครัวเป็นเพียงโรงงานเล็กๆ เช่นเดียวกับแบรนด์ของเขา และคิดอยากจะทำสินค้าออกมาให้ดีด้วยตัวเอง

จนเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ในวันที่ธนบดีเติบโตขึ้น คุณพนาสินจึงคิดเริ่มนำประวัติศาสตร์เบื้องหลังของแบรนด์เล่าสู่ลูกค้าต่างประเทศผ่านงานแสดงสินค้า

“เรื่องตลกก็คือ งานหลักของเราคือของตกแต่งบ้าน แต่ปีนั้นเราจัดพื้นที่เล็กๆ เอาชามตราไก่ เอาเตามังกรโบราณ ไปวางโชว์ว่านี่คือเบื้องหลังแบรนด์ของเรา กลายเป็นว่าปีนั้นมีแต่ยอดสั่งซื้อชามตราไก่ทั้งจากฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทุกคนมีความทรงจำ ความผูกพัน ถวิลหาอดีต ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเรากำลังขุดอารมณ์ลูกค้ารุ่น Baby Boomer รุ่นเกิดหลังสงครามโลก ซึ่งล้วนเคยผ่านชีวิตยากลำบากด้วยกันทั้งนั้น เต็มไปด้วยความทรงจำ ความสุขของครอบครัว จนวันนี้ทุกคนเติบใหญ่มีฐานะและชีวิตที่ดี

“ถามว่าชามตราไก่จากจีนมีมั้ย ก็ยังมีอยู่ แต่ผลิตง่ายๆ ต้นทุนต่ำ ไม่ได้คิดถึงคุณภาพและลวดลายที่สวยงามตามแบบต้นตำรับโบราณ” พนาสินเล่าจุดเปลี่ยนสำคัญของโรงงานเซรามิกที่บ้าน

รายการสั่งซื้อจากทั่วเอเชียทำให้ชามตราไก่กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปกว่า 30 ปี

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

เรื่อยมาถึงปี 2540 แม้ประเทศไทยเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง แต่กลับกลายเป็นว่าธนบดีรับออร์เดอร์ไม่หวาดไม่ไหว ผลิตชามตราไก่ขายไม่ทัน จุดประกายในโรงงานเซรามิกหลายสิบโรงงานในลำปางให้กลับมาผลิตชามตราไก่อีกครั้ง โดยเฉพาะหลายๆ โรงงานที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจก็กลับมาฟื้นคืนอีกครั้ง

“มีคนถามเหมือนกันว่าโกรธมั้ยที่ทุกคนกลับมาผลิตชามตราไก่แข่งกับเรา เราก็บอกว่าไม่เลย เพราะสินค้าหลักของเราคือของแต่งบ้าน เราภูมิใจมากกว่าที่มีส่วนเล็กๆ ช่วยคืนชีวิตชีวาให้จังหวัดเรา ทำให้ลำปางเป็นเมืองเซรามิกของประเทศไทย”

ชื่อเสียงเรียงชาม

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ยอดสั่งซื้อชามตราไก่และสินค้าของแต่งบ้านดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ แต่ความสุขของพนาสินกลับหายไป เขาบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงงานขยายใหญ่ขึ้น

“เราไม่ได้ตั้งใจรวยจากสิ่งที่ทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะถ้าคิดแบบนั้นเราจะต้องทำจานชาม กระเบื้อง หรือของที่ผลิตในจำนวนมากๆ ความสุขของเราคือการได้ออกแบบสร้างสรรค์งานใหม่ๆ”

เมื่อพบคำตอบของความสุข อย่างการทำงานโรงงานขนาดเล็กๆ พนาสินจึงเปลี่ยนความคิด ตั้งใจทำสินค้าให้มีคุณภาพสูงขึ้นและงานออกแบบที่สวยเป็นเอกลักษณ์ เพื่อตอบสนองกลุ่มตลาดใหม่ๆ

จนเมื่อเจอกับวิกฤตค่าแรงขั้นต่ำในปี 2555 ที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกทาง

“ยอดรายการสั่งซื้อลดลงจนแทบไปต่อไม่ไหว ตอนนั้นคิดว่าจะต้องปิดโรงงานแล้วแน่ๆ แต่อยากขอสร้างอนุสรณ์ให้พ่อ ให้บ้านเมืองของเรา เพราะตัวเราจะไปเริ่มทำธุรกิจใหม่อะไรก็ได้อยู่แล้ว จึงเป็นที่มาของพิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี แต่จะสร้างอาคารหลังใหม่ก็ไม่มีงบประมาณมากพอ จึงขอปรับปรุงพื้นที่บ้านเก่าของครอบครัว ทำพิพิธภัณฑ์แบบบ้านๆ เล่าเรื่องราวความเป็นมาของชามตราไก่และโรงงานธนบดีสกุลของครอบครัว”

และจากคลุกคลีทำพิพิธภัณฑ์ช่วงหนึ่ง พนาสินก็พบว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ นั่นคือ จานชาม งานกระเบื้อง และงานกึ่งอุตสาหกรรมผลิตจำนวนมาก Mass Production เป็นที่มาของงาน Tableware

“โจทย์คือ ทำยังไงก็ได้ให้ขายได้น้อย” ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณอาจจะอยากเข้าไปในความคิดของพนาสินเหมือนกันกับเรา

ขณะที่ทุกคนอยากขายของให้ได้มากๆ เขากลับอยากขายของให้ได้น้อยๆ

“วิธีที่จะขายหรือผลิตออกมาในจำนวนน้อยแต่ได้รายได้เท่าเดิมก็คือ สร้างนวัตกรรม และออกแบบให้พิเศษกว่าที่เคย จึงออกมาเป็น Tableware เนื้อพอร์ซเลน* (Porcelain) แฮนด์เมดซึ่งไม่มีใครทำเพราะทำยากมาก ผลปรากฏคือขายดีมาก เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะจีน” (*เนื้อพอร์ซเลน คือเซรามิกเนื้อที่มีค่าความขาวสูง มีความแกร่งสูงมาก เวลาเคาะจะให้เสียงดังกังวาน เพราะเผาในอุณหภูมิที่สูงมาก)

จากที่เคยคิดจะปิดโรงงาน ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ลูกค้าที่เคยหนีไปเพราะของเราแพงก็กลับมา เพราะคุณภาพของเรา ประกอบกับเราพัฒนาตัวเองในการลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพของสินค้า จนทุกอย่างส่งเสริมกัน สถานการณ์ก็กลับมาดีอย่างก้าวกระโดด เมื่อสถานการณ์กลับมาดีดังเดิม เราก็หยุดทำ Tableware ทันที พอแล้ว กลัวจะเลยเถิด”

“ทำไม” เราถาม ทั้งเรื่องที่คิดจะหยุดทำ และทำไมเรื่องที่เขาเป็นคนที่ทำให้เราแปลกใจได้ตลอด

“เราไม่มีความสุขกับการผลิตสิ่งใดก็ตามเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินมากๆ เรามีความสุขกับการออกแบบ กับการสอนหนังสือ กับการได้ทำงานเพื่อสังคม

“ผมสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ออกไปดูโลกกว้าง ไปให้รู้ดูให้เห็นว่าบ้านเมืองอื่นเขาเป็นยังไง เอาสิ่งดีๆ กลับมาต่อยอด อย่าคิดว่าเรารู้ดีแล้ว เพราะอีกไม่ถึง 10 ปีลูกหลานเราอาจจะต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างประเทศเพื่อนบ้านเพราะพื้นฐานเขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว เงินเดือนครูที่นั่นสูงมาก การสอนหนังสือทำให้เราเห็นปัญหาของระบบการศึกษาบ้านเรา เรียนอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำกิจกรรม พาตัวเองออกไปรู้จักสังคม ช่วยเหลือสังคม” พนาสินยิ้ม

ไม่ใช่ไก่กา แต่คือชามตราไก่

พนาสินเล่าความสนุกของการทำชามตราไก่ในยุคของเขาให้ฟังว่า

ด้วยความเป็นชามตราไก่ จึงเปลี่ยนแปลงอะไรมากไม่ค่อยได้ เพราะเป็นสินค้าที่ขายความรู้สึก ไม่ใช่สินค้าที่มีผลจากการออกแบบ เขาจึงตั้งใจเก็บรักษาในรูปแบบเดิม แต่เพื่อไม่ให้ชามตราไก่ตายไป เขาจึงต้องปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ จากที่ยุคก่อนมีแค่ชาม 2 – 3 ขนาด พนาสินก็ทำจาน ช้อน เครื่องประดับ ของที่ระลึกเล็กๆ เกี่ยวกับชามไก่เพื่อให้แฟนคลับได้ใช้ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างรูปแบบใหม่ๆ ออกมา

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ชามตราไก่ของธนบดีอาจจะดูแพงกว่าชามตราไก่ที่อื่น แต่รู้ไหมว่าเท่านี้ก็ผลิตขายแทบไม่ทันแล้ว และตอนนี้ชามตราไก่มีคอลเลกชันใหม่แล้ว ‘Hand Painted by Khun Yupin’ ตามชื่อคุณยุพิน พี่สาวคนโตและช่างวาดชามตราไก่คนแรกของครอบครัว

“ด้วยความพิเศษชามของเราจึงมีราคาสูง แต่เราก็พบว่ายอดขายดีขึ้น แสดงว่าคนไม่ได้สนใจเรื่องราคาเท่าคุณค่า ที่สำคัญ เราไม่ได้คิดราคาตามความรู้สึก แต่เป็นราคาที่เกิดขึ้นตามคุณภาพจริง”

ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แต่พนาสินมองว่าชามตราไก่คือสินค้ามีชีวิต ที่พูดได้ เล่าเรื่องต่อได้

เร็วๆ นี้จะมีคอลเลกชันใหม่ที่ทำมาเพื่อแฟนคลับโดยเฉพาะ ได้แก่ ‘blue & white’ คอลเลกชันชามตราไก่สีน้ำเงิน-ขาว โดยทุกใบจะมีลายเซ็นของช่างวาด คอลเลกชัน ‘ไก่ครอบครัว’ มีไก่หลายๆ ตัว และสุดท้ายคอลเลกชัน ‘ไก่เป็นแพทเทิร์น’

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

ไม่ต่างจากแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวการฝ่าฟันอุปสรรค การหยิบตำนานมาสานต่อไม่ได้ทำเพื่อให้ขายดีที่สุด แต่เพื่อต่ออายุของแบรนด์ คืนชีวิตชีวา

“ทั้งหมดนี้เอื้อต่อกันนะ เมื่อเรากตัญญู เราไม่ลืมบุญคุณ ไม่ลืมรากเหง้า เชิดชูทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา ก็ยิ่งส่งเสริมตัวตนและความเป็นธนบดีให้เด่นชัดและเติบโตต่อไป เมื่อก่อนเราออกงานแฟร์เยอะมาก ไปทุกที่เลย แต่ทุกวันนี้เราหยุดทั้งหมด แล้วนำเงินที่อาจจะต้องใช้กับการออกงานมาทำโชว์รูมแสดงสินค้า มาเชิญลูกค้าเข้าเยี่ยมชมโดยตรง ชวนให้ชมพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของเราทั้งหมด การต่อยอด มันลงตัวไปหมด เพราะลูกค้าเราเองเขาก็ไม่ได้ขายสินค้าแต่เขาขายความรู้ ขายประสบการณ์ร่วม เขาสามารถบอกต่อได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งว่า สินค้านี้มาจากที่ไหน ผู้ผลิตเป็นใครมีที่มาที่ไปและความตั้งใจอย่างไร”

Live and learn

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่าไม่มีอะไรแน่นอน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่แน่ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันย่อมเป็นเช่นนั้นแล

“ทำทุกวันให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปคาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่วางแผนอะไรในชีวิตเลยนะเพราะเป็นนักธุรกิจ ต่อให้ไม่ได้ดั่งใจเราก็ต้องทำใจให้สบาย ณ วันนี้นี่ก็คือชีวิตตอนหนึ่งของธนบดี ถ้าวันหนึ่งลูกหลานจะไม่ทำต่อแล้ว ขายธนบดีให้คนอื่นไปก็ไม่มีใครอาจรู้ได้ วันนี้ไม่เสียดายแล้วเพราะเราเองก็เริ่มต้นมาจากเกือบศูนย์” พนาสินเล่าถึงสิ่งที่เรียนรู้ ก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับทายาทรุ่นสองที่กำลังรับช่วงต่อกิจการของครอบครัว

Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง Dhanabadee, เซรามิก, ชามตราไก่, ลำปาง

“ลำดับแรกคือ อย่าลืมกำพืด เรามีตัวตนมาได้แปลว่าต้องมีบางสิ่งและบางอย่างส่งเสริมเรามาถึงวันนี้ ไม่ว่าคุณจะเริ่มกลับมาทำหรือทำงานไปแล้วระยะหนึ่ง จงกลับหันมาดูสิ่งที่ครอบครัวเคยทำมา มองหาสิ่งดีงามที่ทำให้กิจการยั่งยืนมาถึงรุ่นเราได้ ถึงแม้จะไม่ใช้สิ่งที่ยิ่งใหญ่แต่มันคือกุญแจความยั่งยืนที่ส่งต่อมาถึงเรา หน้าที่ของเราก็คือต่อยอดความดีงามนั้น

“สองคือ จงเชื่อมโยงเข้าหาสิ่งที่คุณรัก แน่นอนว่าความฝันคุณอาจจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่คุณสามารถดึงความฝันของคุณมาเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน โลกทุกวันนี้คือโลกที่เชื่อมโยงหลอมรวมกัน สิ่งเดิมๆ ไม่อาจอยู่ได้จนถึงอนาคต โลกเรากำลังต้องการสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์

“จงอย่าลืมสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้น และโปรดต่อยอดสิ่งนั้น แม้บ้านจะทำงานเหล็ก แต่คุณชอบงานผ้า คุณก็สามารถทำสิ่งใหม่ ผสมผสานต่อยอด มีอะไรสนุกๆ รอให้คุณคิดค้นมากมาย งานเดิมก็ยังคงสานต่อ งานใหม่ก็คิดโอกาสใหม่ในชีวิตของคุณ”

แค่ได้ยินและคิดตาม เราก็ตื่นเต้นกับโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตที่รออยู่แล้ว

โรงงานธนบดีสกุล (พ.ศ. 2508)

ชามไก่ มีต้นกำเนิดการผลิตในประเทศจีนมากว่าร้อยปี

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 คนจีนโพ้นทะเลที่อพยพไปยังประเทศต่างๆ นำชามตราไก่ไปด้วยจนเป็นที่นิยมไปทั่ว ก่อนจะค่อยๆ ลดความนิยม จนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นค่อยๆ ฟื้นตัวจากสงครามและส่งออกเซรามิกทั่วเอเชีย ทำให้ชามไก่ค่อยๆ หายไปจากเอเชียและประเทศไทย ราวๆ 30 ปี ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 2540 โดยคุณพนาสินและคุณยุพิน ทายาทรุ่นที่สองของโรงงานธนบดีสกุล โรงงานที่บุกเบิกทำชามตราไก่แห่งแรกในลำปาง

ย้อนกลับไปถึงก่อตั้งโรงงานในประเทศไทยในปี 2498 อาปาอี้ ช่างผู้เชี่ยวชาญการปั้นและทำเตาเผาจากเมืองจีน ระหว่างที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ วันหนึ่งบังเอิญพบคนขายหินลับมีดซึ่งทำจากแร่ดินขาว (Kaolin) สอบถามจึงรู้แหล่งที่มาในบ้านปางค่า อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งดินขาวขนาดใหญ่ อาปาอี้และเพื่อนๆ ที่มีความรู้เรื่องชามไก่จากเมืองจีนจึงร่วมกันตั้งโรงงาน โดยก่อนหน้านี้คนไทยใช้ชามไก่จากการนำเข้ามาจากจีน

ต่อมาเกิดวิกฤตปี 2500 เป็นยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม สั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศยอดขายจึงลดลงเรื่อยมา จนเวลาผ่านไป 5 ปีเป็นยุคที่คนจีนหลั่งไหลเข้าประเทศไทยและเปิดโรงงานผลิตชามไก่แข่งขันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ในที่สุดอาปาอี้และเพื่อนๆ จำต้องขายโรงงานและแยกย้ายไปเปิดโรงงานเซรามิกของตัวเอง

อาปาอี้ เปิดโรงงานธนบดีสกุล ในปี 2508 ผลิตถ้วยขนมหรือถ้วยตะไลแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งที่เมืองจีนใช้เป็นถ้วยน้ำจิ้มไม่มีลวดลาย อาปาอี้จึงออกแบบใหม่ให้มีลายที่หลังถ้วย จนคนเรียกว่าถ้วยตราลาย ก่อนเพี้ยนเสียงเป็นถ้วยตะไล ส่วนชามไก่ เป็นชามที่เหมาะสมกับการใช้ตะเกียบพุ้ยข้าว โดยมีรูปทรงแปดเหลี่ยมเกือบกลม ปากบาน ข้างชามด้านนอกมีรอยบุบเล็กน้อยให้รับกับมือขณะถือชามข้าว

ความพิเศษของชามไก่จากโรงงานธนบดีสกุล คือการคงลักษณะพิเศษชามไก่แบบต้นตำราโบราณ คุณภาพการผลิตทั้งการเผาสองรอบที่อุณหภูมิ 750 องศาเซลเซียสเพื่อความแข็งแรงสวยงาม ลวดลายไก่ขนคอลำตัวส้ม หางและขาสีดำ เดินบนหญ้าสีเขียว ประกอบดอกเบญจมาศสีชมพูอมม่วง มีดอกไม้และใบไม้เล็กๆ แต้มที่ก้นชาม ซึ่งวาดมือทุกใบ ด้วยสีสันสดใสจากผงสีคุณภาพสูง นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเตาเผาเก่าแก่ที่สุดในเมืองลำปางถึง 2 ตัว และปัจจุบันโรงงานที่นี่ยังคงทำงานเหมือนเดิมทุกอย่าง บริหารจัดการโดยคุณยุพิน ธนบดีสกุลลูกสาวคนโตของครอบครัว

dhanabadee.com
dhanabadeeshop.com
Facebook | ธนบดีเดคอร์เซรามิค

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2527

อายุ : 37 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : ดร.เจริญ รุจิราโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณจรัสภล รุจิราโสภณ และ คุณจรัญพจน์ รุจิราโสภณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรดูแล ควรใส่ใจ คืออะไร 

ทำอย่างไรให้ทายาทธุรกิจเข้ามาสืบทอดกิจการได้อย่างราบรื่น 

ทำอย่างไรให้คนเก่งๆ อยากมาทำงานกับแบรนด์ไทยที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

คำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ อยู่ในเรื่องราวของแบรนด์อาหารอันคุ้นเคย ‘ส.ขอนแก่น’ แบรนด์ไทยแท้ที่ฝันจะไปไกลในระดับโลก

ในอดีต ส.ขอนแก่น ยังเป็นร้านจำหน่ายของฝากเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สินค้ามีตั้งแต่หมูแผ่น หมูหยอง กุนเชียง จนถึงถั่วตัด เป็นกิจการที่เริ่มจากการซื้อมาขายไป 

วันหนึ่ง ดร.เจริญ รุจิราโสภณ ต้องการยกระดับของสินค้าของฝากไทยจริงๆ จึงตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อผลิตอาหารพื้นบ้านของคนไทยให้มีคุณภาพขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่น การทำแหนม เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ร้านค้าในตลาดวางท่อนแหนมใส่เขียง ใช้มีดหั่น ห่อใบตองแล้วใส่ถุงขาย แต่ ดร.เจริญ ต้องการทำแหนมที่สะอาด ไว้ใจได้ จึงนำเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์จากสเปนเข้ามา เป็นบรรจุภัณฑ์ที่หายใจได้ กล่าวคืออากาศออกมาได้ แต่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นและความฉ่ำของเนื้อหมูได้ ทำให้แหนมของ ส.ขอนแก่น รสชาติดี อร่อย และสะอาด

ในช่วงนั้น ผู้บริโภคยังเชื่อว่าแหนมที่ดีต้องเป็นสีชมพูจัดๆ แต่ ส.ขอนแก่น ก็ค่อยๆ สื่อสารให้คนเข้าใจถึงสินค้าที่มีคุณภาพ แหนมสีธรรมชาติ จนลูกค้าเริ่มไว้ใจและเชื่อมั่นใน ส.ขอนแก่น ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ส.ขอนแก่น มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าพื้นเมือง อาทิ แหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน สินค้าประเภทอาหารทะเล เช่น ลูกชิ้นปลา อาหารแช่แข็ง ตลอดจนร้านอาหารอีสาน แซ่บคลาสสิก และร้านข้าวขาหมูยูนนาน

พ่อบอกว่า “ง่ายนิดเดียว” 

จรัสภล รุจิราโสภณ หรือ คุณภล ลูกชายคนโตของตระกูล เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยทันที ในช่วงแรกคุณพ่อ (ดร.เจริญ) ได้ให้คุณภลไปลองทำงานขาย และแนะนำให้รู้จักกับ Supplier รายใหญ่ๆ ของบริษัทก่อน เพื่อให้เข้าใจและรู้จริงในสิ่งที่ทำ 

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

“ตอนแรก ไม่ได้คิดอยากจะมาทำธุรกิจครอบครัวขนาดนั้น ช่วงเด็กๆ ก็ไปช่วยเรียงสินค้าบ้าง ตามคุณพ่อคุณแม่ไปออกงานอีเวนต์บ้าง จึงคิดเพียงว่า โตมาก็คงต้องทำ”

แต่โปรเจกต์หนึ่งทำให้คุณภลเริ่มสัมผัสถึง ‘ความสนุก’ ในการทำธุรกิจของที่บ้าน 

หลังเรียนจบปริญญาโท คุณภลเข้ามาทำงานที่ ส.ขอนแก่น อย่างเต็มตัว ในช่วงนั้น คุณพ่อกำลังทำโปรเจกต์ใหม่ในยุโรป จึงให้คุณภลและทีมงานอีก 4 คน ไปประจำที่โปแลนด์เพื่อเจรจาคุยกับโรงงาน เพื่อผลิตไส้กรอกอีสานและแหนมจำหน่ายในยุโรป 

ก่อนคุณภลออกเดินทางไปโปแลนด์ คุณพ่อบอกเขาว่า พ่อจัดการคุยกับโรงงานไว้หมดแล้ว ง่ายนิดเดียว ได้นั่งรถไฟไปเที่ยวยุโรปด้วย คุณภลจึงตกปากรับคำทันที 

แต่พออยู่มาได้ 2 เดือน คุณภลก็เริ่มเห็นว่า งานไม่ได้ง่ายอย่างที่พ่อบอกเลย

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

คุณภลต้องเข้าไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมดในโรงงาน ต้องรู้ว่าแพ็กเกจจิ้งต้องใส่อย่างไร ต้องอธิบายกรรมวิธีการผลิตแหนมให้คนโปแลนด์เข้าใจ แม้แต่ทำกับข้าวให้พี่ๆ ทีมงานที่นั่นทาน เขาก็ทำมาแล้ว 

ในที่สุด โรงงานในโปแลนด์ก็สามารถผลิตแหนมและไส้กรอกอีสานออกมาในรสชาติที่ทีมคุณภลต้องการ ตัวคุณภลเองต้องเดินทางไปโปรโมตสินค้าใหม่ตามงานแฟร์ต่างๆ ที่จัดในยุโรป ทำให้เขามีโอกาสได้คุยกับลูกค้าเป็นจำนวนมาก 

“ลูกค้าบางท่านที่มาในงานแฟร์ ก็เดินมาบอกผมว่า พี่สะใจมากเลย ปกติมีแต่ฝรั่งมาจ้างเราทำ OEM นะ แต่นี่เรามาจ้างฝรั่งให้ทำแหนม ดีใจจังเลย ต่อไปนี้ไม่ต้องพกแหนมมาในกระเป๋าเดินทางแบบแอบๆ แล้ว”

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณภลสัมผัสได้ว่า ส.ขอนแก่น ได้รับความชื่นชม และเป็นความภูมิใจของคนไทยมากจริงๆ สิ่งที่ครอบครัวตนเองกำลังทำนั้นเป็นความภูมิใจของคนไทย ส.ขอนแก่น ได้พาอาหารไทยไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว 

หลังจบโปรเจกต์ 6 เดือน คุณภลกลับมาที่เมืองไทยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกับตอนไปลิบลับ เขาเข้าใจแล้วว่า 

ส.ขอนแก่น มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อวงการอาหารไทย

คุณภลเข้าไปช่วยทำแบรนด์อองเทร่ หมูแผ่นอบกรอบบรรจุซอง จากนั้นเขาเข้าไปช่วยดูธุรกิจอาหารแช่แข็ง แล้วไปบริหารร้านอาหารอีสานชื่อ ‘แซ่บคลาสสิก’ ปัจจุบัน คุณภลช่วยดูธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ ส.ขอนแก่น

จากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว สู่การบริหารงาน & ความสุขอย่างมืออาชีพ

หลังทำธุรกิจได้เพียง 11 ปี ส.ขอนแก่น ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ พ.ศ. 2537 ทำให้บริษัทต้องมีมาตรฐานในการบริหารองค์กร จากเดิมที่มีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยทำธุรกิจด้วย ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้มีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยงานมากขึ้น จากธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกช่วยกันบริหาร ปัจจุบันมีเพียง ดร.เจริญ ภรรยา กับลูกชาย 2 คน คือ คุณภล และน้องชาย คุณพจน์-จรัญพจน์ รุจิราโสภณ เท่านั้น ที่ยังบริหารกิจการ ส.ขอนแก่น

ในช่วงแรกนั้น ดร.เจริญ มักเป็นผู้วางแผนหลักในการคิดกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่า ส่วนพนักงานมืออาชีพก็จะเป็นกำลังหลักในการทำแผนนั้นให้กลายเป็นจริง 

จนเมื่อสองพี่น้องเข้ามาสืบทอดธุรกิจต่อ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป 

คุณภลรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ทั้งหมดในเครือ ส่วนคุณพจน์ น้องชาย เข้ามาช่วยดูเรื่อง Infrastructure กระบวนการทำงาน การดูแลพนักงาน 

สิ่งที่คุณภลและคุณพจน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เรื่อง ‘คน’ 

ถ้าถามว่า ส.ขอนแก่น ดูแลคนอย่างไรนั้น คุณภลตอบว่าด้านสวัสดิการ สิทธิ์ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนการตกแต่งออฟฟิศ ส.ขอนแก่น อาจจะไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุดในวงการ แต่สิ่งที่บริษัททุ่มเททำ และกลายเป็นหัวใจในการดูแลพนักงาน คือการหาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานดีๆ ให้พนักงาน

หากเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี พนักงานก็อยากจะมาทำงาน อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี 

คำว่า ‘ดี’ คืออะไร

สำหรับชาว ส.ขอนแก่น แล้ว พนักงานที่ดีคือคนที่ทำงานเก่ง และทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้

“หลายคนที่มาทำงานที่นี่ เขาเป็นตำนานในที่เก่าเลยนะ” คุณภลเล่าด้วยความภาคภูมิใจ 

ผู้บริหารบางท่านเคยเป็นเบอร์หนึ่งในแผนกที่มีพนักงานเป็นร้อยๆ คน หลายคนมาจากบริษัทใหญ่ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ หลายคนยอมรับเงินเดือนลดลงเพื่อมาทำงานที่นี่

อะไรที่ทำให้ ส.ขอนแก่น สามารถดึงคนเก่งๆ จากองค์กรชื่อดังเข้ามาทำงานที่นี่ และยังกระตือรือร้นในการนำเสนอไอเดียและสร้างผลงานได้ 

 “ผมไม่มีตำแหน่งว่างครับ” คุณภลกล่าวขึ้นมา

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

ส.ขอนแก่น ไม่มีการหาผู้บริหารเก่งๆ มาใส่ตำแหน่งที่ว่างลง แต่ทางบริษัทจะไปติดต่อผู้บริหารมืออาชีพเก่งๆ จากนั้น ถามพวกเขาว่า “คุณอยากทำอะไร” แล้วจึงค่อยสร้างตำแหน่งให้ 

ระหว่างสัมภาษณ์งาน คุณภลและคุณพจน์เล่าจุดท้าทายของบริษัทให้ผู้บริหารท่านนั้นๆ ฟังอย่างจริงใจ ไม่มีการปูภาพอย่างสวยหรู สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเก่งๆ เหล่านั้นยิ่งฟังสิ่งท้าทายก็ยิ่งตื่นเต้น และมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลง ส.ขอนแก่น 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการรับพนักงานใหม่คือ ‘การหาคนที่มี Vision ตรงกัน’

“เวลาสัมภาษณ์ เรารู้เลยว่าใครมี Core เดียวกัน ผมมักเล่าเรื่องความฝันของผมตอนไปอยู่โปแลนด์ ผมอยากทำให้อาหารไทยไปทั่วโลกได้ เป็นอาหารไทยในวันพรุ่งนี้ ถ้าคนที่อยากทำ แววตาเขาจะอยากทำเลย เขาอยากมาทำสิ่งนี้กับเราจริงๆ” 

คนคอ (Core) เดียวกัน 

ส.ขอนแก่น กำลังรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน เข้ามาอยู่ในทีม

ปณิธานของบริษัทเขียนไว้ในใจของพนักงานและผู้บริหารทุกคนว่า

“ส.ขอนแก่น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารไทย ที่ออกแบบสินค้าและบริการจากความเข้าใจความต้องการของผู้คน ตามวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อทำให้ทุกชีวิตดีขึ้นในทุกๆ แง่มุม” 

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว
เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

วิสัยทัศน์ของบริษัท คือการมุ่งมั่นจะเป็นผู้นำอาหารไทยในตลาดโลกที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรฐานกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ

คุณภลเล่าถึงความสำคัญของ Core Value องค์กรไว้ดังนี้

“สิ่งที่ทำให้คนเราพยายามได้มากกว่าปกติคืออะไร ก็เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เมื่อก่อนเวลาทหารไปรบ เขาก็สู้เพื่อประเทศ เพื่อให้คนในประเทศไม่อดอยากอาหาร เช่นกัน ปัจจุบันเราต้องมีสิ่งที่เราอยากทำ และต้องเป็นสิ่งที่ดีกับคนหมู่มากจริงๆ ด้วย สิ่งนี้แหละ จะทำให้เราหาพนักงานที่ตรงกันกับเราเข้ามาหาเราได้

“คนดีๆ ส่วนใหญ่ที่เราเจอ เขามาด้วยความคิดที่ดี และเขาอยากจะทำอะไรร่วมกันกับเรา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำ เราต้องทำสิ่งดีๆ เพื่อคนหมู่มาก เราส่งมอบคุณค่าอะไรที่ดีในปัจจุบัน เราจะส่งมอบคุณค่าที่ดีมากกว่านี้อีกก็ได้ในอนาคต ถ้าเรามีสิ่งนั้น เราจะคุยกับคนที่จะมาช่วยเราได้ง่าย” 

  ส.ขอนแก่น มักหยิบสินค้าที่คนไทยชอบทานอยู่แล้ว มานำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทางแบรนด์ฝันอยากเห็นหมูแผ่นแบบไทยๆ ไปวางข้างแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบจากต่างประเทศเจ้าดัง จึงเริ่มทำหมูแผ่นอบกรอบใส่ซองทันสมัย ให้วัยรุ่นเลือกทานได้ง่าย 

ส.ขอนแก่น ปรารถนาจะเห็นร้านอาหารไทยมีมาตรฐานที่ดี รสชาติสม่ำเสมอ พวกเขามุ่งมั่นถอดสูตรที่บอกได้เลยว่า ส้มตำหนึ่งจานใช้วัตถุดิบอะไร เท่าไร และมีคู่มือเล่มหนา คอยกำกับดูแลระดับมาตรฐานรสชาติ สิ่งนี้มาจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการอาหารไทย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติความเป็นไทยไว้ได้ 

แก่นที่ชาว ส.ขอนแก่น มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นในการสร้างอาหารไทยให้มีมาตรฐาน และทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ

จริงๆ แล้ว หลักคิดนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ตัว ดร.เจริญ เองมีความฝันที่อยากจะเห็นอาหารไทยดีขึ้น มีมาตรฐานยิ่งขึ้น เมื่อคุณภลมาบริหารต่อ เขาก็มีความฝันเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น แม้บางครั้งสองพ่อลูกจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เห็นต่างเพียงแค่วิธีการ เป้าหมายและความฝันยังคงเหมือนเดิม

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก และการมีซีอีโอสองท่าน

คุณภลและคุณพจน์ได้เข้ามาช่วยคุณพ่อบริหาร ส.ขอนแก่น เป็นระยะเวลา 10 กว่าปี ตัวคุณพจน์ ผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น เป็นผู้เสนอคุณพ่อเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจ 

ทาง ส.ขอนแก่น ใช้เวลาเตรียมตัวการสืบทอดและเปลี่ยนผู้บริหารเป็นระยะเวลาหลายปี ระหว่างที่ ดร.เจริญ บริหารบริษัทนั้น คุณภลและคุณพจน์ค่อยๆ สร้างทีมงานมืออาชีพที่ดี มีเป้าหมายเดียวกัน

ผู้บริหารรุ่นหลังๆ ที่เข้ามา มักเป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอผู้บริหารสูงสุดสั่ง พวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล บางสิ่งที่คุณพ่อใช้เวลากว่า 20 ปีจนกว่าจะเห็นผล แต่ผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น คุณพ่อจึงเริ่มไว้วางใจในการให้ผู้บริหารเหล่านี้เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ตัดสินใจมากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 37 ปีหลังจากสร้างธุรกิจ ส.ขอนแก่น ดร.เจริญ ก็ให้ลูกชายสองคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ร่วมกัน โดยคุณภลดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน ส่วนคุณพจน์ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทั่วไป

สาเหตุในการตั้งตำแหน่งซีอีโอร่วม เนื่องจากสองพี่น้องมีความถนัดที่แตกต่าง คุณภลสนุกกับการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และถนัดด้านการสื่อสาร ส่วนคุณพจน์ถนัดด้านการวางกลยุทธ์และการบริหารคน การบริหารร่วมกัน จะทำให้ดึงจุดเด่นของทั้งสองคนมาใช้ได้ดีที่สุด

ในช่วงแรกนั้น คุณภลและคุณพจน์เองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เวลาความเห็นไม่ลงตัว จะไม่มีการแข่งกันว่าไอเดียของใครจะชนะ แต่ทั้งคู่จะตกลงกันโดยมุ่งคิดถึงผลประโยชน์บริษัทว่า ไอเดียไหนจะทำให้บริษัทไปได้ดีที่สุด และตราบใดที่ไอเดียนั้นๆ ยังตรงกับ Core Value ขององค์กร

ข้อคิดแด่ทายาทรุ่นสอง 

เมื่อถามคุณภลว่า อยากฝากอะไรกับทายาทรุ่นสองที่ต้องสืบทอดกิจการบ้าง คุณภลเล่าว่า

“ทายาทรุ่นสองไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะต้องเก่งเหมือนรุ่นหนึ่ง บริบทมันต่างกัน ต่อให้เราเก่งเท่ารุ่นหนึ่ง ในบริบทปัจจุบันเราก็อาจจะไม่รอดก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรคือการให้ความสำคัญกับคน เขาเห็นด้วยกันกับเรา เขาอยากจะไปที่เดียวกับเรา แล้วเราต้องหาคนแบบนี้ ทั้งเก่ง ดี และมีความคิดเห็นร่วมกันกับเรา ให้มาอยู่ในองค์กรให้มากที่สุด แล้วองค์กรจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่เราต้องการ”

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ธุรกิจ : บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2527

อายุ : 37 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : ดร.เจริญ รุจิราโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณจรัสภล รุจิราโสภณ และ คุณจรัญพจน์ รุจิราโสภณ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรดูแล ควรใส่ใจ คืออะไร 

ทำอย่างไรให้ทายาทธุรกิจเข้ามาสืบทอดกิจการได้อย่างราบรื่น 

ทำอย่างไรให้คนเก่งๆ อยากมาทำงานกับแบรนด์ไทยที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

คำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ อยู่ในเรื่องราวของแบรนด์อาหารอันคุ้นเคย ‘ส.ขอนแก่น’ แบรนด์ไทยแท้ที่ฝันจะไปไกลในระดับโลก

ในอดีต ส.ขอนแก่น ยังเป็นร้านจำหน่ายของฝากเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สินค้ามีตั้งแต่หมูแผ่น หมูหยอง กุนเชียง จนถึงถั่วตัด เป็นกิจการที่เริ่มจากการซื้อมาขายไป 

วันหนึ่ง ดร.เจริญ รุจิราโสภณ ต้องการยกระดับของสินค้าของฝากไทยจริงๆ จึงตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อผลิตอาหารพื้นบ้านของคนไทยให้มีคุณภาพขึ้นมาเอง ยกตัวอย่างเช่น การทำแหนม เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ร้านค้าในตลาดวางท่อนแหนมใส่เขียง ใช้มีดหั่น ห่อใบตองแล้วใส่ถุงขาย แต่ ดร.เจริญ ต้องการทำแหนมที่สะอาด ไว้ใจได้ จึงนำเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์จากสเปนเข้ามา เป็นบรรจุภัณฑ์ที่หายใจได้ กล่าวคืออากาศออกมาได้ แต่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นและความฉ่ำของเนื้อหมูได้ ทำให้แหนมของ ส.ขอนแก่น รสชาติดี อร่อย และสะอาด

ในช่วงนั้น ผู้บริโภคยังเชื่อว่าแหนมที่ดีต้องเป็นสีชมพูจัดๆ แต่ ส.ขอนแก่น ก็ค่อยๆ สื่อสารให้คนเข้าใจถึงสินค้าที่มีคุณภาพ แหนมสีธรรมชาติ จนลูกค้าเริ่มไว้ใจและเชื่อมั่นใน ส.ขอนแก่น ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ส.ขอนแก่น มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าพื้นเมือง อาทิ แหนม หมูยอ ไส้กรอกอีสาน สินค้าประเภทอาหารทะเล เช่น ลูกชิ้นปลา อาหารแช่แข็ง ตลอดจนร้านอาหารอีสาน แซ่บคลาสสิก และร้านข้าวขาหมูยูนนาน

พ่อบอกว่า “ง่ายนิดเดียว” 

จรัสภล รุจิราโสภณ หรือ คุณภล ลูกชายคนโตของตระกูล เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยทันที ในช่วงแรกคุณพ่อ (ดร.เจริญ) ได้ให้คุณภลไปลองทำงานขาย และแนะนำให้รู้จักกับ Supplier รายใหญ่ๆ ของบริษัทก่อน เพื่อให้เข้าใจและรู้จริงในสิ่งที่ทำ 

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

“ตอนแรก ไม่ได้คิดอยากจะมาทำธุรกิจครอบครัวขนาดนั้น ช่วงเด็กๆ ก็ไปช่วยเรียงสินค้าบ้าง ตามคุณพ่อคุณแม่ไปออกงานอีเวนต์บ้าง จึงคิดเพียงว่า โตมาก็คงต้องทำ”

แต่โปรเจกต์หนึ่งทำให้คุณภลเริ่มสัมผัสถึง ‘ความสนุก’ ในการทำธุรกิจของที่บ้าน 

หลังเรียนจบปริญญาโท คุณภลเข้ามาทำงานที่ ส.ขอนแก่น อย่างเต็มตัว ในช่วงนั้น คุณพ่อกำลังทำโปรเจกต์ใหม่ในยุโรป จึงให้คุณภลและทีมงานอีก 4 คน ไปประจำที่โปแลนด์เพื่อเจรจาคุยกับโรงงาน เพื่อผลิตไส้กรอกอีสานและแหนมจำหน่ายในยุโรป 

ก่อนคุณภลออกเดินทางไปโปแลนด์ คุณพ่อบอกเขาว่า พ่อจัดการคุยกับโรงงานไว้หมดแล้ว ง่ายนิดเดียว ได้นั่งรถไฟไปเที่ยวยุโรปด้วย คุณภลจึงตกปากรับคำทันที 

แต่พออยู่มาได้ 2 เดือน คุณภลก็เริ่มเห็นว่า งานไม่ได้ง่ายอย่างที่พ่อบอกเลย

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

คุณภลต้องเข้าไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมดในโรงงาน ต้องรู้ว่าแพ็กเกจจิ้งต้องใส่อย่างไร ต้องอธิบายกรรมวิธีการผลิตแหนมให้คนโปแลนด์เข้าใจ แม้แต่ทำกับข้าวให้พี่ๆ ทีมงานที่นั่นทาน เขาก็ทำมาแล้ว 

ในที่สุด โรงงานในโปแลนด์ก็สามารถผลิตแหนมและไส้กรอกอีสานออกมาในรสชาติที่ทีมคุณภลต้องการ ตัวคุณภลเองต้องเดินทางไปโปรโมตสินค้าใหม่ตามงานแฟร์ต่างๆ ที่จัดในยุโรป ทำให้เขามีโอกาสได้คุยกับลูกค้าเป็นจำนวนมาก 

“ลูกค้าบางท่านที่มาในงานแฟร์ ก็เดินมาบอกผมว่า พี่สะใจมากเลย ปกติมีแต่ฝรั่งมาจ้างเราทำ OEM นะ แต่นี่เรามาจ้างฝรั่งให้ทำแหนม ดีใจจังเลย ต่อไปนี้ไม่ต้องพกแหนมมาในกระเป๋าเดินทางแบบแอบๆ แล้ว”

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณภลสัมผัสได้ว่า ส.ขอนแก่น ได้รับความชื่นชม และเป็นความภูมิใจของคนไทยมากจริงๆ สิ่งที่ครอบครัวตนเองกำลังทำนั้นเป็นความภูมิใจของคนไทย ส.ขอนแก่น ได้พาอาหารไทยไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว 

หลังจบโปรเจกต์ 6 เดือน คุณภลกลับมาที่เมืองไทยด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกับตอนไปลิบลับ เขาเข้าใจแล้วว่า 

ส.ขอนแก่น มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อวงการอาหารไทย

คุณภลเข้าไปช่วยทำแบรนด์อองเทร่ หมูแผ่นอบกรอบบรรจุซอง จากนั้นเขาเข้าไปช่วยดูธุรกิจอาหารแช่แข็ง แล้วไปบริหารร้านอาหารอีสานชื่อ ‘แซ่บคลาสสิก’ ปัจจุบัน คุณภลช่วยดูธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ ส.ขอนแก่น

จากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว สู่การบริหารงาน & ความสุขอย่างมืออาชีพ

หลังทำธุรกิจได้เพียง 11 ปี ส.ขอนแก่น ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อ พ.ศ. 2537 ทำให้บริษัทต้องมีมาตรฐานในการบริหารองค์กร จากเดิมที่มีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยทำธุรกิจด้วย ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้มีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วยงานมากขึ้น จากธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกช่วยกันบริหาร ปัจจุบันมีเพียง ดร.เจริญ ภรรยา กับลูกชาย 2 คน คือ คุณภล และน้องชาย คุณพจน์-จรัญพจน์ รุจิราโสภณ เท่านั้น ที่ยังบริหารกิจการ ส.ขอนแก่น

ในช่วงแรกนั้น ดร.เจริญ มักเป็นผู้วางแผนหลักในการคิดกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากกว่า ส่วนพนักงานมืออาชีพก็จะเป็นกำลังหลักในการทำแผนนั้นให้กลายเป็นจริง 

จนเมื่อสองพี่น้องเข้ามาสืบทอดธุรกิจต่อ บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป 

คุณภลรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาธุรกิจใหม่ ตลอดจนการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์ทั้งหมดในเครือ ส่วนคุณพจน์ น้องชาย เข้ามาช่วยดูเรื่อง Infrastructure กระบวนการทำงาน การดูแลพนักงาน 

สิ่งที่คุณภลและคุณพจน์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ เรื่อง ‘คน’ 

ถ้าถามว่า ส.ขอนแก่น ดูแลคนอย่างไรนั้น คุณภลตอบว่าด้านสวัสดิการ สิทธิ์ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนการตกแต่งออฟฟิศ ส.ขอนแก่น อาจจะไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุดในวงการ แต่สิ่งที่บริษัททุ่มเททำ และกลายเป็นหัวใจในการดูแลพนักงาน คือการหาหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานดีๆ ให้พนักงาน

หากเพื่อนร่วมงานดี หัวหน้าดี พนักงานก็อยากจะมาทำงาน อยากพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี 

คำว่า ‘ดี’ คืออะไร

สำหรับชาว ส.ขอนแก่น แล้ว พนักงานที่ดีคือคนที่ทำงานเก่ง และทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้

“หลายคนที่มาทำงานที่นี่ เขาเป็นตำนานในที่เก่าเลยนะ” คุณภลเล่าด้วยความภาคภูมิใจ 

ผู้บริหารบางท่านเคยเป็นเบอร์หนึ่งในแผนกที่มีพนักงานเป็นร้อยๆ คน หลายคนมาจากบริษัทใหญ่ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ หลายคนยอมรับเงินเดือนลดลงเพื่อมาทำงานที่นี่

อะไรที่ทำให้ ส.ขอนแก่น สามารถดึงคนเก่งๆ จากองค์กรชื่อดังเข้ามาทำงานที่นี่ และยังกระตือรือร้นในการนำเสนอไอเดียและสร้างผลงานได้ 

 “ผมไม่มีตำแหน่งว่างครับ” คุณภลกล่าวขึ้นมา

แก่นธุรกิจของ ส.ขอนแก่น ในมือทายาทรุ่นสอง บริษัทรวมพลคนเก่งเพื่อพาอาหารไทยสู่ตลาดโลก

ส.ขอนแก่น ไม่มีการหาผู้บริหารเก่งๆ มาใส่ตำแหน่งที่ว่างลง แต่ทางบริษัทจะไปติดต่อผู้บริหารมืออาชีพเก่งๆ จากนั้น ถามพวกเขาว่า “คุณอยากทำอะไร” แล้วจึงค่อยสร้างตำแหน่งให้ 

ระหว่างสัมภาษณ์งาน คุณภลและคุณพจน์เล่าจุดท้าทายของบริษัทให้ผู้บริหารท่านนั้นๆ ฟังอย่างจริงใจ ไม่มีการปูภาพอย่างสวยหรู สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเก่งๆ เหล่านั้นยิ่งฟังสิ่งท้าทายก็ยิ่งตื่นเต้น และมุ่งมั่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลง ส.ขอนแก่น 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการรับพนักงานใหม่คือ ‘การหาคนที่มี Vision ตรงกัน’

“เวลาสัมภาษณ์ เรารู้เลยว่าใครมี Core เดียวกัน ผมมักเล่าเรื่องความฝันของผมตอนไปอยู่โปแลนด์ ผมอยากทำให้อาหารไทยไปทั่วโลกได้ เป็นอาหารไทยในวันพรุ่งนี้ ถ้าคนที่อยากทำ แววตาเขาจะอยากทำเลย เขาอยากมาทำสิ่งนี้กับเราจริงๆ” 

คนคอ (Core) เดียวกัน 

ส.ขอนแก่น กำลังรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน มีความฝันคล้ายๆ กัน เข้ามาอยู่ในทีม

ปณิธานของบริษัทเขียนไว้ในใจของพนักงานและผู้บริหารทุกคนว่า

“ส.ขอนแก่น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารไทย ที่ออกแบบสินค้าและบริการจากความเข้าใจความต้องการของผู้คน ตามวิถีการใช้ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อทำให้ทุกชีวิตดีขึ้นในทุกๆ แง่มุม” 

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว
เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

วิสัยทัศน์ของบริษัท คือการมุ่งมั่นจะเป็นผู้นำอาหารไทยในตลาดโลกที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรฐานกระบวนการทำงานที่เป็นเลิศ

คุณภลเล่าถึงความสำคัญของ Core Value องค์กรไว้ดังนี้

“สิ่งที่ทำให้คนเราพยายามได้มากกว่าปกติคืออะไร ก็เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เมื่อก่อนเวลาทหารไปรบ เขาก็สู้เพื่อประเทศ เพื่อให้คนในประเทศไม่อดอยากอาหาร เช่นกัน ปัจจุบันเราต้องมีสิ่งที่เราอยากทำ และต้องเป็นสิ่งที่ดีกับคนหมู่มากจริงๆ ด้วย สิ่งนี้แหละ จะทำให้เราหาพนักงานที่ตรงกันกับเราเข้ามาหาเราได้

“คนดีๆ ส่วนใหญ่ที่เราเจอ เขามาด้วยความคิดที่ดี และเขาอยากจะทำอะไรร่วมกันกับเรา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะทำ เราต้องทำสิ่งดีๆ เพื่อคนหมู่มาก เราส่งมอบคุณค่าอะไรที่ดีในปัจจุบัน เราจะส่งมอบคุณค่าที่ดีมากกว่านี้อีกก็ได้ในอนาคต ถ้าเรามีสิ่งนั้น เราจะคุยกับคนที่จะมาช่วยเราได้ง่าย” 

  ส.ขอนแก่น มักหยิบสินค้าที่คนไทยชอบทานอยู่แล้ว มานำเสนอในรูปแบบใหม่ โดยปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทางแบรนด์ฝันอยากเห็นหมูแผ่นแบบไทยๆ ไปวางข้างแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบจากต่างประเทศเจ้าดัง จึงเริ่มทำหมูแผ่นอบกรอบใส่ซองทันสมัย ให้วัยรุ่นเลือกทานได้ง่าย 

ส.ขอนแก่น ปรารถนาจะเห็นร้านอาหารไทยมีมาตรฐานที่ดี รสชาติสม่ำเสมอ พวกเขามุ่งมั่นถอดสูตรที่บอกได้เลยว่า ส้มตำหนึ่งจานใช้วัตถุดิบอะไร เท่าไร และมีคู่มือเล่มหนา คอยกำกับดูแลระดับมาตรฐานรสชาติ สิ่งนี้มาจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการอาหารไทย ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติความเป็นไทยไว้ได้ 

แก่นที่ชาว ส.ขอนแก่น มีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นในการสร้างอาหารไทยให้มีมาตรฐาน และทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ

จริงๆ แล้ว หลักคิดนี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ตัว ดร.เจริญ เองมีความฝันที่อยากจะเห็นอาหารไทยดีขึ้น มีมาตรฐานยิ่งขึ้น เมื่อคุณภลมาบริหารต่อ เขาก็มีความฝันเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น แม้บางครั้งสองพ่อลูกจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่เห็นต่างเพียงแค่วิธีการ เป้าหมายและความฝันยังคงเหมือนเดิม

เคล็ดลับความสำเร็จในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จากรุ่นพ่อ สู่รุ่นลูก และการมีซีอีโอสองท่าน

คุณภลและคุณพจน์ได้เข้ามาช่วยคุณพ่อบริหาร ส.ขอนแก่น เป็นระยะเวลา 10 กว่าปี ตัวคุณพจน์ ผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น เป็นผู้เสนอคุณพ่อเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจ 

ทาง ส.ขอนแก่น ใช้เวลาเตรียมตัวการสืบทอดและเปลี่ยนผู้บริหารเป็นระยะเวลาหลายปี ระหว่างที่ ดร.เจริญ บริหารบริษัทนั้น คุณภลและคุณพจน์ค่อยๆ สร้างทีมงานมืออาชีพที่ดี มีเป้าหมายเดียวกัน

ผู้บริหารรุ่นหลังๆ ที่เข้ามา มักเป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่ต้องรอผู้บริหารสูงสุดสั่ง พวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล บางสิ่งที่คุณพ่อใช้เวลากว่า 20 ปีจนกว่าจะเห็นผล แต่ผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ สามารถสร้างให้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงปีกว่าๆ เท่านั้น คุณพ่อจึงเริ่มไว้วางใจในการให้ผู้บริหารเหล่านี้เข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ตัดสินใจมากขึ้น

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 37 ปีหลังจากสร้างธุรกิจ ส.ขอนแก่น ดร.เจริญ ก็ให้ลูกชายสองคนขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ร่วมกัน โดยคุณภลดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน ส่วนคุณพจน์ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทั่วไป

สาเหตุในการตั้งตำแหน่งซีอีโอร่วม เนื่องจากสองพี่น้องมีความถนัดที่แตกต่าง คุณภลสนุกกับการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และถนัดด้านการสื่อสาร ส่วนคุณพจน์ถนัดด้านการวางกลยุทธ์และการบริหารคน การบริหารร่วมกัน จะทำให้ดึงจุดเด่นของทั้งสองคนมาใช้ได้ดีที่สุด

ในช่วงแรกนั้น คุณภลและคุณพจน์เองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว เวลาความเห็นไม่ลงตัว จะไม่มีการแข่งกันว่าไอเดียของใครจะชนะ แต่ทั้งคู่จะตกลงกันโดยมุ่งคิดถึงผลประโยชน์บริษัทว่า ไอเดียไหนจะทำให้บริษัทไปได้ดีที่สุด และตราบใดที่ไอเดียนั้นๆ ยังตรงกับ Core Value ขององค์กร

ข้อคิดแด่ทายาทรุ่นสอง 

เมื่อถามคุณภลว่า อยากฝากอะไรกับทายาทรุ่นสองที่ต้องสืบทอดกิจการบ้าง คุณภลเล่าว่า

“ทายาทรุ่นสองไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะต้องเก่งเหมือนรุ่นหนึ่ง บริบทมันต่างกัน ต่อให้เราเก่งเท่ารุ่นหนึ่ง ในบริบทปัจจุบันเราก็อาจจะไม่รอดก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรคือการให้ความสำคัญกับคน เขาเห็นด้วยกันกับเรา เขาอยากจะไปที่เดียวกับเรา แล้วเราต้องหาคนแบบนี้ ทั้งเก่ง ดี และมีความคิดเห็นร่วมกันกับเรา ให้มาอยู่ในองค์กรให้มากที่สุด แล้วองค์กรจะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่เราต้องการ”

เคล็ดลับความสำเร็จของ ส.ขอนแก่น ในมือสองพี่น้อง จรัสภล และ จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ทายาทรุ่นสองของธุรกิจอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load