จำได้ไหมว่าคุณไปวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้คนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ใช้ชีวิตห่างไกลจากวัดไปทุกที ด้วยวิถีชีวิตที่โหนอยู่บนความรีบเร่ง เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารมากมายบนหน้าจอสมาร์ทโฟนทำให้เรามีสิ่งที่ต้องโฟกัสมากมายในชีวิตประจำวัน

แต่ไม่ว่าจะห่างไกลแค่ไหน ทุกครั้งที่เราอกหัก สอบตก ผิดหวัง ท้อแท้ในชีวิต เราต่างวิ่งเข้าวัด เพื่อขอความช่วยเหลือจากพุทธศาสนาแทบทุกครั้งไป

เมื่อตกอยู่ในสภาวะแห่งความทุกข์ การได้เข้าวัด ฟังพระธรรมเทศนาเพื่อพิจารณาถึงเหตุแห่งทุกข์คือส่วนสำคัญในการช่วยดึงสติและทำให้ความว้าวุ่นใจนั้นคลายลงไปได้ หลายครั้งที่เราทึ่งความเก่งกาจในการเทศนาของพระหลายๆ รูป และแอบสงสัยว่าพระนั้นเทศนาและพูดเก่งเหมือนกันทุกรูปหรือเปล่า

จนกระทั่งมีโอกาสได้รู้จักกับ ‘Dhamma on Lens’ แพลตฟอร์มออนไลน์ทางพุทธศาสนา ที่ไม่ได้สื่อสารธรรมะผ่านการเทศนาหรือตัวอักษร แต่สื่อสารผ่านเลนส์กล้อง ออกมาเป็นภาพถ่ายที่ทำหน้าที่เสมือนการเทศนาของพระ

Dhamma on Lens

ภาพถ่ายใน ‘Dhamma on Lens’ ทุกภาพเป็นฝีมือของพระ ด้วยความสวยงามเชิงเทคนิคและมุมมองอันลุ่มลึก ทำให้เราสัมผัสได้ถึงพลังและสารบางอย่างที่บอกเล่าออกมา

“เพราะภาพถ่ายหนึ่งภาพบอกเล่าเรื่องราวได้นับพัน” พระเอกชัย อรินทโม วัดนาคปรก พระผู้ก่อตั้ง Dhamma on Lens กล่าว

01

พุทธ-ศิลปะ

“คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการเทศนาคือการขึ้นธรรมมาสน์เพื่อพูดและบรรยายให้คนฟังเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่พระทุกรูปจะพูดเก่งเหมือนกันหมด พระบางรูปถนัดพูด บางรูปถนัดเขียน ดังนั้น มันก็ต้องใช้ความถนัดของใครของมันในการสอน” พระเอกชัยเริ่มอธิบาย

“การเทศน์ก็คือการสอน ดังนั้น มันจึงมีวิธีการมากมายในการเข้าถึงคำสอน สำหรับอาตมา ภาพถ่ายก็ถือเป็นการเทศน์อย่างหนึ่ง เพียงแต่มันไม่ได้สื่อสารออกมาทางคำพูดเท่านั้นเอง ญาติโยมบางคนอาจจะไม่เข้าใจด้วยการฟังเพียงอย่างเดียว เพราะเขานึกภาพไม่ออก ดังนั้น การเห็นภาพที่มีความหมายอาจจะทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่เราอยากสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

Dhamma on Lens

Dhamma on Lens

พระเอกชัยเล่าต่อว่า “ในความรู้สึกของอาตมา เพื่อถ่ายทอดหลักทางพระพุทธศาสนาออกมา ภาพควรประกอบไปด้วยเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก เห็นความทุกข์ สุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ร้องไห้ ดีใจ เสียใจ และที่สำคัญที่สุดคือ แรงบันดาลใจ

“คนที่ตกอยู่ในสภาวะทุกข์ มีความเศร้าหมอง ภาพถ่ายควรเป็นยังไง จึงจะมอบแรงบันดาลใจให้เขาอยากหลุดออกจากจุดที่เขาจมอยู่ เพื่อก้าวออกไปทำสิ่งใหม่ๆ

“หรือจากชีวิตที่เคยใช้จ่ายอยู่บนความฟุ่มเฟือย การได้เห็นภาพของเด็กที่ร้องขอเงิน ให้มีแค่ข้าวเข้าปาก ผ่านท้องเลี้ยงชีวิตไปวันๆ จะกระตุกให้คนเห็นภาพมีจิตสำนึกในการใช้จ่าย ให้อยู่ในความพอดี ความพอเพียง”

Dhamma on Lens

พระเอกชัยบอกว่า การถ่ายภาพลักษณะนี้ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นมากนักในทางพุทธศาสนา เพราะที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการถ่ายภาพของงานวัดงานวา ส่วนมากจะเน้นไปที่งานพิธีการเสียมากกว่า

“เรามีมุมมองเรื่องศาสตร์ แต่ความงดงามในเชิงศิลปะของการถ่ายภาพพุทธศาสนา หรือแม้กระทั่งองค์ประกอบอื่นๆ ของงานวัดงานวายังไม่ค่อยมีมากนัก”

02

ใหญ่-เล็ก

“อาตมาเป็นเด็กบ้านนอก บวชเณรตั้งแต่อายุ 12 ปี พออายุ 15 ปี ก็เริ่มช่วยงานเขียนป้ายต่างๆ ให้วัดที่มหาสารคาม สมัยนั้นเขียนด้วยพู่กันสง่า มยุระ ฝึกฝนจนจำและเขียนได้แทบทุกฟอนต์ Angsana เอย Cordia เอย

“จนย้ายมาที่วัดนาคปรก พระอาจารย์มองว่าอาตมาเป็นคนที่มีหัวด้านงานศิลปะ ท่านเลยมอบหมายให้รับผิดชอบในส่วนของป้ายประกาศต่างๆ ของวัด ทำอยู่สักพักก็เข้าสู่ยุคที่ป้ายประกาศเริ่มเปลี่ยนจากการเขียนมือ มาเป็นพรินต์ลงบนไวนิล”

พระเอกชัยเล่าว่า ท่านเรียนรู้โปรแกรม Photoshop ผ่าน YouTube และศึกษาเรื่องการออกแบบกราฟิกจากอินเทอร์เน็ตด้วยตัวเองทั้งหมด แต่แค่นั้นมันก็ไม่เพียงพอ ท่านจึงไปลงเรียนคอร์สระยะสั้น เกี่ยวกับการออกแบบและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการออกแบบ ทั้ง Photoshop, Illustration, 3D Sketch Up ไปจนถึงการทำเว็บไซต์

Dhamma on Lens

Dhamma on Lens

“ยิ่งศึกษาเยอะขึ้น อาตมาก็ได้เรียนรู้ว่าในการออกแบบใดๆ ก็ตาม เราควรเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจในภาพกว้างก่อน แล้วจึงค่อยเจาะลงมาสู่รายละเอียดปลีกย่อย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อาตมาสนใจเรื่องสถาปัตยกรรมด้วย

“ดังนั้น ความงดงามในเชิงศิลปะขององค์ประกอบต่างๆ ของงานวัดวาในมุมมองของอาตมาจึงต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดอย่างสถาปัตยกรรม ซึ่งว่าด้วยเรื่องการออกแบบพื้นที่ก่อนเป็นอย่างแรก ก่อนจะขยับลงมาสู่การออกแบบกราฟิกอย่างป้ายประกาศต่างๆ ในวัด เพื่อสื่อสารข้อมูลกับผู้คน และเล็กที่สุดคือภาพถ่าย ซึ่งเป็นการนำเสนอเรื่องราวที่นำไปสู่แรงบันดาลใจ

“อาตมาใช้เวลาเรียนรู้มาเรื่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยมาจนถึงวันนี้ก็ประมาณ 7 ปี”

03

พุทธ-สถาปัตยกรรม

อะไรคือศิลปะของพุทธที่แท้จริง

“เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว อาตมาไปสมัครเข้าเรียนปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่สถาบันอาศรมศิลป์ เพราะคิดว่าสไตล์การออกแบบแนววิถีธรรมชาติของที่นี่มันเหมาะกับวัด จริงๆ แล้ว ธรรมะก็คือธรรมชาติ การออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย ฟังก์ชันการใช้งาน และความงามจากวัสดุธรรมชาติ จึงเหมาะสมที่สุด

“ถ้าพื้นที่ในวัดได้รับการออกแบบที่เหมาะสม ญาติโยมเข้ามาเห็น เข้ามาใช้พื้นที่ จะสามารถรู้สึกสุขสงบตั้งแต่ยังไม่ทันต้องนั่งสมาธิด้วยซ้ำ เพราะพื้นที่มันเอื้อต่อความรู้สึกของผู้ใช้งาน และยังเป็นการจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้ใช้งานวัดออกด้วย

Dhamma on Lens

“เมื่อพื้นที่เอื้อและทำให้เกิดความรู้สึกสงบ คนจะไม่กล้าส่งเสียงดังโวยวาย จอดรถสะเปะสะปะ และทำให้เกิดการสำรวจกาย วาจา ใจ มากขึ้น เวลามาใช้งานพื้นที่ในวัด”

แต่สุดท้ายแล้ว พระเอกชัยก็ไม่ได้เข้าเรียนที่สถาบันอาศรมศิลป์อย่างที่ตั้งใจไว้ “เรียนสถาปัตย์ต้องลงพื้นที่บ่อย แถมยังเป็นการเรียนที่ค่อนข้างสมบุกสมบันพอตัว อาตมาเป็นพระจึงไม่ค่อยเหมาะสม หากต้องการที่จะเรียนจริงๆ จำเป็นต้องสึกออกมาเรียน อาตมาจึงเลือกเส้นทางการเป็นพระต่อ”

Dhamma on Lens

แม้จะไม่ได้เข้าเรียน แต่พระเอกชัยก็ไม่ได้หยุดการเรียนรู้ไว้เพียงแค่นั้น ท่านยังคงศึกษางานด้านสถาปัตยกรรมด้วยตัวเองมาอย่างสม่ำเสมอ “อาศัยการดูกรณีศึกษา เก็บเล็กผสมน้อย ทั้งผลงานของสถาบันอาศรมศิลป์และพวกงานออกแบบเชิงธรรมชาติที่สอดคล้องกับหลักพุทธ”

04

พุทธ-ดีไซน์

จากภาพใหญ่ที่สุดอย่างสถาปัตยกรรม ลงมาสู่การออกแบบกราฟิก ที่ใช้ในการสื่อสารกับผู้คนโดยตรง

นอกจาก ‘Dhamma on Lens’ แล้ว พระเอกชัยยังเป็นสมาชิกของกลุ่ม ‘Graphic งานวัด’ กลุ่มพระนักออกแบบผู้ทำงานออกแบบนิเทศศิลป์ให้กับงานพุทธศาสนามาแล้วนับไม่ถ้วน

เคยสงสัยไหมว่าทำไมกราฟิกใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาต้องเป็นลายไทย

Dhamma on Lens

“ถ้าจะมองเรื่องของหลักธรรมกับการออกแบบกราฟิกบนป้ายโฆษณาก็ตาม บนโบรชัวร์ก็ตาม ในสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ก็ตาม อะไรคือศิลปะของพุทธที่แท้จริง ในเมื่อที่ผ่านมาเราใช้ลวดลายไทย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มาเป็นองค์ประกอบทางกราฟิกเสมอ แล้วถ้าหากประเทศไทยไม่มีลวดลายไทยล่ะ กราฟิกของพุทธศาสนาจะออกมาเป็นยังไง

“สุดท้ายก็เหลือแค่ใบไม้ ดิน หิน น้ำ และองค์ประกอบทางธรรมชาติที่ยึดโยงเข้ากับแก่นของธรรมะที่เป็นเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งดูแล้วเกิดความเรียบง่าย สบายตา สงบเย็น รู้สึกปลดปล่อย ในการออกแบบกราฟิกให้กับงานต่างๆ ของวัด อาตมาเลยเลือกที่จะลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็น ไม่มีผลต่อการรับรู้และความรู้สึกออก ความเรียบง่ายนี้สอดคล้องกับความพอดี ความพอเพียง”

พระเอกชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ในฝั่งเอเชีย ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีนำองค์ประกอบทางธรรมชาติเข้าไปช่วยในการออกแบบทางศาสนาเยอะมาก จนกลายเป็นศิลปะบำบัดที่ดี

นึกให้เห็นภาพง่ายๆ อย่างเช่นสวนเซนหรือวัดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัดไม้และให้ความงดงามตามธรรมชาติของวัสดุ ไม่มีการปรุงแต่งเพิ่มเติม ถ้าต้องทาสี โทนที่เขาเลือกใช้จะผสมทางสีเทาเสียเยอะ ไม่ฉูดฉาด ให้ความรู้สึกสุขุม แค่คนเดินเข้าไปก็รู้สึกสงบเย็นแล้ว

Dhamma on Lens

Dhamma on Lens

“ในฐานะที่อาตมาไม่ใช่นักพูด ไม่ใช่นักเทศน์ แต่ถนัดด้านงานศิลปะ โจทย์คือเราจะสามารถสื่อสารกับญาติโยมและคนสมัยใหม่ได้ยังไง งานออกแบบที่พวกอาตมากำลังทำอยู่ ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเป็นเหมือนประตูโขง

“ประตูโขงคือซุ้มประตูวัด เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะมองเห็น ถ้าประตูโขงไม่ดีพอ ไม่สามารถแสดงหรือสื่อสารความดีงามของพุทธศาสนาออกไปได้ คนก็ไม่อยากเข้ามาที่วัด ในการออกแบบนิเทศศิลป์ทั้งหมด พวกอาตมาออกแบบโดยอาศัยหลักการเพียง 3 ข้อเท่านั้นคือ เรียบง่าย สะอาด และสมสมัย”

ความเรียบง่ายคือความพอเพียง

ความสะอาดคือศีล ซึ่งหมายถึงการชำระกายใจให้สะอาด จะออกแบบ จัดระเบียบงานกราฟิก ออกมายังไงให้ดูสะอาดตา สว่างข้างในจิตใจ

สมสมัย ไม่ได้หมายความว่าให้ทันสมัย เพราะความเป็นวัดเป็นวาไม่ต้องทันสมัยมากก็ได้ แต่ต้องคุยรู้เรื่องกับคนทุกกลุ่ม เด็กน้อยไปจนถึงคนแก่อ่านแล้วเข้าใจ เพราะสุดท้ายมันไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่มันเป็นเรื่องการสื่อสาร

05

ภาพถ่าย-ธรรมะ

จากการออกแบบนิเทศศิลป์มาสู่ส่วนที่เล็กและมีอิมแพ็กต์มากที่สุดนั่นคือ ภาพถ่าย

“หนึ่งในหลักมงคล 38 ประการกล่าวไว้ว่า การมีศิลปะนั้นเป็นมงคล คำว่าศิลปะแท้จริงแล้วมีความหมายครอบคลุมศาสตร์หลากหลายแขนง ทั้งแต่ศิลปะการพูดไปจนถึงศิลปะการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถ้าให้ถอดศิลปะการมองธรรมผ่านเลนส์ออกมา หลักธรรมที่ได้เรียนรู้มีอะไรบ้าง” พระเอกชัยเอ่ยก่อนตอบว่า

Dhamma on Lens

Dhamma on Lens

อย่างแรกคือ ทำให้เรารู้จักการรอคอย บางทีเรามีมุมไว้ในใจ เห็นภาพฝันแล้ว อย่าเพิ่งบุ่มบ่าม รีบไขว่คว้า บางสิ่งบางอย่าง มันจะมาตามกาลเวลา จะถ่ายจังหวะคนที่เดินมา ให้สวมรอยกับอาคารสถานที่พอดี ต้องมีการรอคอย ไม่ใจร้อนเกินไป หายใจเข้าออกช้าๆ รอจังหวะที่เหมาะสมแล้วค่อยกดชัตเตอร์

อย่างที่สองคือ สอนให้เรามีสติ มีความรวดเร็ว มีความตื่นตัว มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ความพร้อมต้องมีเสมอ เมื่อจังหวะมีก็ต้องรีบกดชัตเตอร์ เพราะบางจังหวะมันเกิดขึ้นเพียงหนเดียวเท่านั้น

อย่างที่สามคือ สอนให้เราเป็นคนรอบคอบ ในแง่การจัดองค์ประกอบภาพ ก่อนจะกดชัตเตอร์เราต้องเช็กทุกองค์ประกอบ รวมถึงเส้นเอียง เส้นตรง ของภาพ ต้องถ้วนถี่

อย่างที่สี่คือ ต้องรู้จักปล่อยวาง บางทีความคาดหวังมีไว้สูง แต่พอดีว่ามีอุปสรรคมาขัดขวาง บางคนถอดใจ โมโห การโมโหคือการไม่มีสติ คือการไม่รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ต้องหัดปล่อยวางและเริ่มต้นใหม่

อย่างที่ห้าคือ ความเพียรพยายาม แม้จะผิดพลาด ไม่สมหวัง ต้องไม่หยุดเพียรพยายามที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้ดีขึ้น เก่งขึ้น

Dhamma on Lens Dhamma on Lens

“เหตุผลที่อาตมาตัดสินใจทำเฟจเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ของ ‘Dhamma on Lens’ และ ‘Graphic งานวัด’ จริงๆ คือเพื่อเสริมสร้างกำลังใจและแสดงให้เหล่าพระ-เณรรูปอื่นๆ ที่ไม่ถนัดการเทศน์รู้สึกมีบทบาทขึ้นมาในการช่วยกันการเผยแผ่พุทธศาสนา ไม่ใช่ว่าเขาอยู่แต่เบื้องหลัง ทำแต่สิ่งเดิมๆ ไม่มีการพัฒนา ท้อแท้ ท้อถอย

“เราสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นมาเพื่อเป็นฐานการเรียนรู้ ให้พระ-เณรรุ่นใหม่ๆ มาดูเป็นกรณีศึกษา เพื่อปรับมุมมองใหม่ๆ และนำไปปรับใช้กับการสื่อสารงานด้านพุทธศาสนาในอนาคต จากเดิมที่เราทำป้าย โบรชัวร์ สิ่งพิมพ์งานวัดงานวาต่างๆ แน่นอนว่ามันสื่อสาร แต่ก็สื่อสารได้กับคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

“ถ้าอยากสื่อสารกับคนจำนวนมากขึ้น ข้อมูลเหล่านั้นจะต้องมาอยู่บนแพลตฟอร์มที่ไม่มีเรื่องสถานที่มาเป็นตัวจำกัดอย่างโลกออนไลน์ ที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างอิสระ เพื่อขยายขอบเขตพรมแดนการสื่อสารงานพุทธศาสนาออกไปให้กว้างไกลขึ้น”

Dhamma on Lens

06

พุทธ-สังคม

จนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่พระเอกชัยเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนปรากฏผลสัมฤทธิ์ให้เห็นเป็นรูปร่าง เราสนทนากับท่านที่วัดนาคปรก และสัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็นของบรรยากาศภายในวัด โดยเฉพาะเส้นสายกราฟิกในงานป้ายต่างๆ รอบวัด

“อาตมาเป็นคนชอบงานศิลปะมากกว่าการพูด เป็นคนพูดติดๆ ขัดๆ พูดสำนวนอะไรก็ไม่ได้ ส่วนมากพระเขาจะเก่งการพูด เก่งเทศนา แต่อาตมารู้ตัวมาตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงก็ไม่ใช่ เมื่อเรารู้ว่าเราถนัดด้านไหน เราจะนำความรู้ ความสามารถ ความเพียรพยายาม ของเราไปช่วยพัฒนาวัด เผยแผ่ศาสนาได้ยังไงต่างหาก คือสิ่งสำคัญ

Dhamma on Lens

“ดังนั้น มันจึงไม่สำคัญเลยว่าเราจะเก่งด้านอะไร แต่แค่ให้ความเก่งของเราอยู่ในกรอบของพระวินัย และมันมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนหรือพัฒนาสังคมได้ เป็นสามเหลี่ยมที่ลากโยงเข้าหากันระหว่าง 3 สิ่งคือ ความสามารถ หลักธรรมวินัย และสังคม

“เพราะถึงจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่ได้ช่วยเหลือสังคม มันก็ไม่ใช่ความยั่งยืน”

Dhamma on Lens

ภาพ : พระเอกชัย อรินทโม
Facebook : Dhamma on Lens
Website : www.dhammaonlens.com

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

11 พฤศจิกายน 2565
5 K

หากใครชอบดูหนังฝรั่ง คงเคยเห็นฉากที่พระเอกยืนอยู่ในห้องเก็บไวน์ที่มีไวน์หลายร้อยชนิด แต่ละขวดจะมีปีที่ผลิตเขียนอยู่ ยิ่งเก่ายิ่งมีมูลค่า

ลองจินตนาการถึงฉากห้องเก็บไวน์แบบนั้น แต่เปลี่ยนไวน์เป็นน้ำผึ้ง และเปลี่ยนสถานที่จากโลกตะวันตกเป็นบ้านสวนเกษตรอินทรีย์ ที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ประเทศไทย

เบนซ์-วุฒิชัย อินทร์ประยงค์ คือเจ้าของห้องนั้น เขาคือนักสะสมน้ำผึ้งหนึ่งในไม่กี่คนของเมืองไทยที่มีน้ำผึ้งไม่ต่ำกว่า 130 รสชาติ ทั้งหมดเป็นน้ำผึ้งป่าที่รับมาจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงน้ำหวานจากชันโรง และเขานำเสนอน้ำผึ้งสุดพิเศษเหล่านั้นให้ผู้คนรู้จักในแบรนด์ ‘บำรุงสุขฟาร์ม’

“หัวใจหลักของแบรนด์เราคือ อยากให้คนไทยได้กินน้ำผึ้งดี ๆ ที่ไม่ใช่แค่น้ำผึ้งดอกลำไย จุดเด่นของเราคือความหลากหลายเยอะ ลูกค้าอยากได้รสประมาณไหน เราจะสอนให้เขาชิม เวลาไปออกบูท ลูกค้าเลือกชิมได้ทุกตัว ไม่ซื้อไม่ว่า บางคนก็มานั่งคุยเป็นชั่วโมง บางงานเรามีจัดเวิร์กชอปสอนชิมน้ำผึ้งด้วย เราอยากให้คนไทยมีโอกาสเรียนรู้น้ำผึ้งไทยดี ๆ และเรียนรู้มิติอื่น ๆ ของน้ำผึ้งนอกจากแค่ความหวานกับหอม”

มิติอื่น ๆ ของน้ำผึ้งมีอะไรบ้าง ความหลากหลายของน้ำผึ้งไทยมีมากขนาดไหน น้ำผึ้งแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร และอะไรทำให้เขามาสนใจน้ำผึ้ง ไปฟังเขาเล่ากันเลย

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

ลองลิ้มชิมรส

“น้ำผึ้งที่ดีในความหมายของผมมีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ๆ คือ เป็นน้ำผึ้งแท้ ไม่มีสิ่งเจือปน และมีมิติที่ซับซ้อน น้ำผึ้งที่ดีจะมี 4 มิติ โดยมีความหวานเป็นวงกลมตรงกลาง ซ้อนมาคือความเปรี้ยว ความหอม และความขม แต่ละชนิดก็จะมีระดับของแต่ละมิติไม่เท่ากัน”

เบนซ์เริ่มต้นเล่าถึงการแยกแยะรสชาติน้ำผึ้ง โดยอธิบายว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อรสชาติมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน อย่างแรกคือชนิดของผึ้ง ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือผึ้งและชันโรง โดยในกลุ่มของผึ้งก็มีหลายชนิด เช่น ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม ส่วนชันโรงก็มีหลากหลายเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีชันโรงที่ได้รับการจำแนกทั้งหมด 35 ชนิด

“น้ำหวานจากชันโรงบางชนิดมีรสคล้ายน้ำผึ้ง เช่น พันธุ์ขนเงิน ถ้วยดำ บางชนิดก็จะออกไปทางน้ำส้ม เช่น อุ้งหมี อีตาม่า ส่วนชันโรงดินจะมีความเป็นยาสูง พวกนี้อาศัยในโพรงดิน ซึ่งชันโรงแต่ละชนิดกินอาหารต่างกัน ทำให้รสชาติน้ำหวานก็ต่างกัน”

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

ปัจจัยต่อมาที่ส่งผลต่อรสชาติก็คือแหล่งที่มาของน้ำผึ้ง สำหรับน้ำผึ้งป่านั้น แม้จะมาจากจังหวัดเดียวกันแต่ต่างอำเภอ รสชาติก็ไม่เหมือนกันแล้ว

“แค่ป่าเดียวกันก็มีหลายรส แต่รวม ๆ ก็บอกได้ว่าป่าโซนนี้รสจะเป็นแบบนี้ น้ำผึ้งทางเหนือจะหอมชัด หวานแน่นอน บางที่อาจมีติดเปรี้ยวและขมบ้าง ส่วนทางใต้มักติดเปรี้ยวและมีกลิ่นเฉพาะ ซึ่งเป็นกลิ่นเอกลักษณ์ของพื้นที่ เช่น ป่าพรุก็อาจมีติดกลิ่นทะเล”

แน่นอนว่าชนิดดอกไม้ที่ผึ้งไปตอมย่อมมีผล ดอกไม้ที่หลากหลายก็ส่งผลต่อความซับซ้อนของรสชาติและคุณค่าทางอาหาร แต่ในบางพื้นที่ก็มีดอกไม้ที่เป็นจุดเด่นเฉพาะ เช่น น้ำผึ้งดอกเสม็ดขาวของป่าภาคใต้ น้ำผึ้งดอกเถาวัลย์ของอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก หรือน้ำผึ้งจากสวนลิ้นจี่พันธุ์ค่อมของอัมพวา

ปัจจัยต่อมาที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ก็คืออายุของน้ำผึ้ง น้ำผึ้งขวดเดียวกัน ถ้าเราชิมปีนี้กับชิมปีหน้า รสชาติก็ต่างกัน ยิ่งเก็บนานยิ่งมีราคา น้ำผึ้งที่อายุเกิน 5 ปี เขาจะคิดค่าเก็บปีละ 100 บาท โดยน้ำผึ้งที่เก่าที่สุดที่เขามีในปัจจุบันคือน้ำผึ้งของ พ.ศ. 2542 รองลงมาคือน้ำผึ้งอายุ 10 ปีจากอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งเขาบอกว่าตัวนี้อร่อยมาก

“น้ำผึ้งคล้ายกับไวน์ตรงการบ่ม ไวน์ที่บ่มนานจะมีรสฝาดจากสารแทนนินในถังไม้โอ๊ก ส่วนน้ำผึ้งเป็นการบ่มอีกแบบ เพราะผึ้งเก็บน้ำหวานไว้ในกระเพาะ ซึ่งในนั้นมียางไม้ที่มีสารแทนนินเช่นกัน ทำให้มีพรีไบโอติกสูง โบราณบอกว่าน้ำผึ้งเก่าเป็นยา ส่วนใหญ่ลูกค้าจีนกับอินเดียจะชอบ”

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

ปัจจัยสุดท้ายที่ส่งผลต่อน้ำผึ้งก็คือสภาพภูมิอากาศในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ปริมาณฝน รวมถึงความชื้นในอากาศ ซึ่งส่งผลต่อชนิดของดอกไม้ที่บานด้วย ทำให้น้ำผึ้งจากป่าเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน รสชาติก็ไม่เคยซ้ำในแต่ละปี และนั่นก็นำมาสู่ปัญหาที่ว่า สภาวะโลกรวนในปัจจุบันทำให้ผึ้งอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง ไม่ใช่แค่ในแง่คุณภาพน้ำผึ้งเท่านั้น แต่รวมถึงการอยู่รอดของพวกมันด้วย เพราะถ้าหากอุณหภูมิสูงเกินถึงจุดหนึ่ง ผึ้งบางชนิดอาจตายยกรัง และถ้าผึ้งหายไป ผู้ผสมเกสรดอกไม้ก็จะหายไปด้วย

“อย่างปีนี้ เดือนมีนาคมฝนเยอะผิดปกติ ความชื้นสูง น้ำผึ้งปีนี้เลยรสชาติไม่ค่อยหลากหลาย แต่ละตัวรสชาติใกล้เคียงกันหมด แล้วบางพื้นที่ชาวบ้านก็บอกผึ้งไม่ค่อยเข้า คือไม่มาทำรังในพื้นที่ ล่าสุดจ่ายไป 90,000 บาท แต่ได้มาแค่ 5 รส”

สำหรับน้ำผึ้งบางล็อตที่เมื่อเขาชิมแล้วรู้สึกว่าคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานที่ตั้งไว้ ก็จะแปรรูปเป็นน้ำผึ้งหมักผลไม้ ซึ่งเขาเรียกว่า ‘ไทยฮันนี่โซดา’ คล้าย ๆ อิตาเลียนโซดาเวอร์ชันไทยที่นำมาชงเป็นเครื่องดื่มได้ ซึ่งเขาจะเลือกใช้ผลไม้ไทยทั้งหมด เช่น มะแปม ผลไม้ภาคตะวันออกที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ไปจนถึงขิง บ๊วย กล้วย กุหลาบ ซึ่งเมื่อน้ำผึ้งมาผสมกับพืชเหล่านี้ ก็จะได้รสชาติและกลิ่นที่แปลกใหม่ ร้านกาแฟหลายแห่งที่เป็นลูกค้าประจำของเขาก็นำน้ำผึ้งเหล่านี้มาชงกาแฟ

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ
บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ
บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

“น้ำผึ้งมีทั้งเปรี้ยว หอม หวาน ขม บางชนิดออกแนวฟรุตตี้ บางชนิดรสหนักแน่น ไปใส่กาแฟคั่วอ่อนคั่วกลางแล้วจะกลายเป็นรสชาติอีกแบบ มันอร่อยขึ้น พิเศษขึ้น แต่ต้องชงกับกาแฟอุ่น ไม่ใช่กาแฟร้อน ไม่งั้นจุลินทรีย์ดี ๆ ในน้ำผึ้งจะตาย”

ตลอดการคุยกัน เขาเน้นย้ำเรื่องความหลากหลายของรสชาติมาก นั่นคือจุดเด่นสำคัญที่ทำให้น้ำผึ้งป่าต่างกับน้ำผึ้งฟาร์ม

“น้ำผึ้งฟาร์มมี 2 แบบ คือเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินละแวกบ้านกับแบบอุตสาหกรรม ซึ่งแบบหลังนี้เราไม่ค่อยชอบเพราะมีแค่ 2 มิติ คือหวานกับหอม เขาเลี้ยงด้วยไซรัปหรือน้ำตาลทรายขาวละลายน้ำ เคยคุยกับเพื่อนที่ทำงานในแล็บที่ตรวจน้ำผึ้งเวลาขอ อย. เขาบอกว่าน้ำผึ้งอุตสาหกรรมมีโมเลกุลน้ำตาลสังเคราะห์อยู่ ลองสังเกตว่าพวกน้ำผึ้งอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนก็รสชาติเหมือนกันหมด จะซื้อปีไหนก็ได้รสเดียวกัน ต่างจากของเราที่แต่ละล็อตหมดแล้วหมดเลย คือกินแบบนับถอยหลัง”

ความเป็นสินค้าที่มีจำนวนจำกัดของน้ำผึ้งป่านี้ก็คือสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่า เพราะต่อให้อยากได้รสนี้อีก ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าปีหน้าจะได้เหมือนเดิม ซึ่งจุดเด่นนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังร้านกาแฟที่สั่งซื้อน้ำผึ้งจากเขา เพราะกาแฟที่ชงด้วยน้ำผึ้งล็อตนี้ จะชงได้จำนวนแก้วที่จำกัด หมดแล้วหมดเลย

“เราทำเรื่องความยั่งยืนทางอาหารด้วย เราเชื่อว่าการกินอาหารที่หลากหลายมันดี น้ำผึ้งแต่ละรสก็เหมาะกับอาหารที่ต่างกัน ใส่สลัดใช้รสหนึ่ง ชงกับเครื่องดื่มใช้อีกรสหนึ่ง กินกับผลไม้ก็ใช้อีกรสหนึ่ง นี่คือเอกลักษณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้”

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

น้ำผึ้งหยดแรก

“เคยมีลูกค้าคนหนึ่งเคยทานน้ำผึ้งมานูกาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ขวดละ 3,000 บาท แต่มาต่อราคาน้ำผึ้งไทยขวดละ 300 บาท เราก็คิดว่าทำไมน้ำผึ้งไทยจะสู้ไม่ได้ เราอยู่เขตร้อน ความหลากหลายทางอาหารเราก็เยอะ”

เบนซ์เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ยืนยันว่าคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักน้ำผึ้งไทย และนั่นก็คือเหตุผลที่เขาอยากมาทำหน้าที่นำเสนอคุณค่าของน้ำผึ้งไทยให้คนทั่วไปรู้จัก

“เคยมีดอกเตอร์ที่ทำวิจัยเรื่องนี้บอกว่า น้ำผึ้งหลวงของไทยมีคุณค่าทางอาหารเทียบเท่ากับน้ำผึ้งมานูกาเลย แล้วตัวที่มีคุณค่าทางอาหารมากยิ่งกว่าคือน้ำหวานจากชันโรง เพียงแต่น้ำผึ้งไทยไม่มีใครมานำเสนอว่าของเราดี คนก็เลยไปฟังแต่ฝรั่ง”

ก่อนที่จะมาทำเรื่องน้ำผึ้ง เบนซ์คือหนึ่งในคนที่ทำงานด้านความยั่งยืนทางอาหาร ทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สอนเรื่องระบบนิเวศในแปลงเกษตร การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ ไปจนถึงทำวิสาหกิจชุมชน หนึ่งในนั้นก็คือการขายผลิตภัณฑ์จักสาน ซึ่งวันหนึ่งเขากับเพื่อนวางแผนกันว่าจะทำกระเช้าปีใหม่ขาย จึงสั่งน้ำผึ้งจากชุมชนมาจำนวนมาก แต่ด้วยปัญหาที่ไม่คาดคิดบางอย่างทำให้โปรเจกต์นั้นล่มไป จึงมีน้ำผึ้งค้างสต็อกอยู่จำนวนมาก

บำรุงสุขฟาร์ม ผู้เปิดจักรวาลน้ำผึ้งป่าให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำผึ้งกว่า 130 รสชาติ

“ประกอบกับช่วงนั้นเครื่องจักสานขายไม่ค่อยดีด้วยเพราะคนเลิกฮิต เราก็มาคิดว่าจะทำอะไรที่มันยั่งยืน เสียหายยาก และเราอยากทำ ซึ่งเราสนใจเรื่องปัจจัยสี่อยู่แล้ว ก็เลยนึกถึงเรื่องเกลือกับน้ำผึ้ง เรื่องเกลือน่าสนุกเพราะในไทยมีสายเกลือเยอะ แต่มันสร้างมูลค่าเพิ่มยาก เราก็เลยมาทำเรื่องน้ำผึ้ง”

จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงแค่ 8 รสชาติ เขาเริ่มออกบูทตามงานต่าง ๆ และค่อย ๆ เรียนรู้ศาสตร์ของน้ำผึ้ง หัดชิม หัดแยกรส สังเกตสี กลิ่น ลักษณะน้ำผึ้งแบบต่าง ๆ จนถอดรหัสได้ว่า แบบไหนคือแท้ แบบไหนคือปลอม ซึ่งบางครั้งแค่ดมกลิ่นก็บอกได้แล้ว และเมื่อเข้าสู่ปีที่สอง เขาก็มีน้ำผึ้งมาขายเพิ่มเป็น 16 รสชาติ ปีที่สาม 37 รสชาติ จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งเป็นปีที่หก น้ำผึ้งในแบรนด์บำรุงสุขฟาร์มมีอยู่ทั้งหมดกว่า 130 รสชาติ

“เราเองก็เริ่มต้นจากที่ไม่รู้อะไร ช่วงแรก ๆ ซื้อผิดซื้อถูก เสียเงินเป็นหมื่น ๆ แล้วพบว่าปลอม น้ำผึ้งล็อตนั้นก็ต้องไปอยู่ในถังหมักจุลินทรีย์เป็นปุ๋ยต้นไม้”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

ทุกวันนี้ เวลาซื้อน้ำผึ้งจากชุมชน เขาจะสุ่มชิมอย่างน้อยลังละ 5 ขวด เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี บางครั้งชิมแล้วรู้ว่าเป็นน้ำผึ้งปลอมก็ต้องนำไปคืน และบอกผู้ขายไปตามตรงว่านี่ปลอม และถามว่ารับมาจากไหน ตีเองหรือเปล่า ถ้าไม่เชื่อมาลองทดสอบด้วยกันได้นะ ที่บ้านมีตัวอย่างมากมายให้เปรียบเทียบ

“เราเชื่อว่าซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน เพราะเราเองก็ไม่ได้ขายถูก ลูกค้าซื้อแล้วต้องเชื่อมั่นในเรา”

ความไม่เหมือนใครอีกอย่างของน้ำผึ้งแบรนด์นี้ก็คือการไม่ขายออนไลน์ ยกเว้นลูกค้าเก่าที่สั่งซื้อประจำและรู้จักน้ำผึ้งที่ต้องการดีอยู่แล้ว แต่สำหรับลูกค้าหน้าใหม่จะซื้อได้ตามงานออกบูทเท่านั้น

“เหตุผลคือเราต้องสอนให้ลูกค้าชิมด้วย คือถ้าไม่รู้จักกันแล้วมาบอกว่าอยากได้น้ำผึ้งดี ๆ สักขวด ผมหันกลับไปมีอยู่ 50 กว่ารส ผมไม่รู้ว่าพี่ชอบรสไหน สไตล์การขายเราจะไม่มองที่ตัวเงิน แต่เรามองเรื่องความประทับใจ”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ
บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

และนั่นก็อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลให้แบรนด์เล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยประชาสัมพันธ์ตัวเองในโลกออนไลน์นี้ ถูกเล่าขานปากต่อปาก จนมีลูกค้าประจำติดใจจำนวนมาก มีทั้งเชฟ เจ้าของร้านกาแฟ และลูกค้าบางคนก็กลายมาเป็นนักสะสมน้ำผึ้งตามเขา

“เวลาไปออกบูทก็เจอกับคนที่หลากหลาย ลูกค้าบางคนเดินเข้ามาเหมือนจะมาลองของ ไหนดียังไง มาลองชิมสิ เราก็เลยให้ลองชิมน้ำผึ้งป่าชายเลนที่เขาไม่เคยได้กลิ่นแน่นอน หรือน้ำผึ้งขม จากเสียงแข็ง ๆ ก็เสียงอ่อนลง และคุยกันนาน จนสุดท้ายซื้อกลับไปหลายขวด หรือบางคนก็มาขอบคุณเราที่หาข้อมูลน้ำผึ้งดี ๆ ให้เขาได้รู้จัก”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

น้ำผึ้งดีไม่ได้มีแค่เดือนห้า

เดือนห้าหรือเดือนเมษายนตามการนับแบบไทย คือเดือนที่มีความชื้นต่ำและเป็นช่วงที่มีดอกไม้หลากสีสันบานมากที่สุดในรอบปี เพราะเมื่อต้นไม้ผ่านช่วงแล้งมานาน และได้รับฝนแรกจากพายุฤดูร้อนปลายเดือนมีนาคม ต้นไม้หลายชนิดก็เริ่มผลิดอก น้ำผึ้งป่าที่เก็บในเดือนนี้จึงมาจากดอกไม้หลากหลายและมีคุณค่าทางอาหารสูง

“คำโบราณบอกว่า น้ำผึ้งที่จะมาเข้ายา ต้องเป็นน้ำผึ้งเดือนห้าจากเกสรร้อยแปด คือจากดอกไม้หลากชนิด นี่คือความพิเศษของเดือนห้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าน้ำผึ้งเดือนอื่นไม่ดี จริง ๆ แล้ว น้ำผึ้งดีทุกเดือน เพียงแต่เดือนอื่น ๆ เขาไม่ค่อยตีผึ้งกัน เพราะพอเข้าฤดูฝน ชาวบ้านก็เริ่มทำไร่ไถนา เป็นช่วงเวลาของการเกษตร พอเข้าหน้าหนาวก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยว กว่าที่เขาจะเริ่มตีผึ้งก็ช่วงหน้าแล้ง”

หนุ่มนักสะสมน้ำผึ้งเล่าถึงเหตุผลที่น้ำผึ้งที่ขายกันส่วนใหญ่มีเพียงน้ำผึ้งเดือนห้า จนกระทั่งคำนี้กลายเป็นคำโฆษณาทางการตลาด

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

“อย่างช่วงเดือนหก เดือนเจ็ด จะมีน้ำผึ้งดอกบอระเพ็ด ดอกเถาวัลย์ ซึ่งมีรสขม เราอยากได้แต่ชาวบ้านไม่ค่อยตีให้ พอถึงเดือนเจ็ด เดือนแปด ก็จะมีน้ำผึ้งจากทางใต้ เพราะเป็นช่วงที่ต้นเสม็ดขาวออกดอก พอถึงเดือนเก้า เดือนสิบ ก็จะเป็นดอกส้มโอ ดอกผลไม้ ถึงความชื้นสูงแต่ก็อร่อย”

นอกจากนั้น เขาเล่าว่ายังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับน้ำผึ้งอีกหลายอย่าง เช่น หลายคนคิดว่าน้ำผึ้งที่ดีจะต้องหนืด ไม่มีฟอง และไม่ตกตะกอน แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำผึ้งที่ดีอาจไม่ต้องหนืดก็ได้ มีฟองได้ ตกตะกอนได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมาดูอีกว่าตกตะกอนแบบไหนคือน้ำผึ้งแท้ แบบไหนคือน้ำผึ้งปลอม

“พวกการตรวจน้ำผึ้งปลอมด้วยการจุดไม้ขีดไฟ หรือการหยดน้ำลงไปแบบที่เห็นกันในยูทูบ จริง ๆ แล้วมันใช้ไม่ได้ มันต้องใช้ประสบการณ์ในการแยกแยะ”

ส่วนข้อมูลที่บางคนอาจเคยได้ยินว่า น้ำผึ้งเป็นอาหารที่ไม่มีวันหมดอายุ เขาก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง พร้อมเล่าเกร็ดความรู้ให้เราฟังว่า น้ำผึ้งที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการค้นพบก็คือในสมัยอียิปต์ที่ขุดพบในพีระมิด มีอายุ 3,000 ปี และยังกินได้

“คำโบราณบอกว่าน้ำผึ้งเก่าเป็นยา ที่ต่างประเทศน้ำผึ้งเก่าราคากิโลละเป็นแสน แต่ก็มีข้อมูลจากงานวิจัยที่บอกว่า น้ำผึ้งที่เก็บนานจะมีคุณค่าทางสารอาหารลดลง ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นเพราะงานวิจัยนั้นใช้น้ำผึ้งฟาร์ม ซึ่งเลี้ยงด้วยไซรัป คุณค่าเลยเสื่อมไปตามกาลเวลา ไม่เหมือนน้ำผึ้งจากดอกไม้จากธรรมชาติ”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ
บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

เมื่อถามว่าการเก็บน้ำผึ้งป่าถือเป็นการรบกวนสิ่งแวดล้อมและผึ้งหรือไม่ เขาก็มองว่าไม่ได้เป็นการรบกวนขนาดนั้น เพราะชาวบ้านที่ตีผึ้งในแต่ละชุมชนจะมีฤดูตีผึ้งและไม่ได้ตีทั้งปี และตามธรรมชาติ ผึ้งก็มีการย้ายรังอยู่แล้วหลังจากอาหารในที่หนึ่งหมด แต่ถ้าเป็นน้ำหวานจากชันโรงจะต่างออกไป เพราะชันโรงบางชนิดทำรังในโพรงไม้ ถ้าจะเก็บรังก็ต้องโค่นต้นไม้ซึ่งไม่คุ้ม ทำให้น้ำหวานจากชันโรงส่วนใหญ่มาจากรังเลี้ยงมากกว่า ซึ่งเขาเองก็เลี้ยงชันโรงเช่นกัน และเล่าให้ฟังว่าต้นพริกขี้หนูสวนของเขาสูงถึง 2 เมตร จากปุ๋ยหมักน้ำผึ้ง และเก็บพริกได้เป็นพันเม็ดจากผลงานการผสมเกสรของชันโรง

“เราไม่ได้เชียร์ว่าน้ำผึ้งเราดีที่สุด ขึ้นกับว่าคุณไปใช้กับอะไร ถ้าบางชนิดเหมาะชงกาแฟ บางชนิดก็เหมาะกับกินกับขนมปัง กินกับอโวคาโด แต่ถ้าคุณเป็นเบาหวานก็ไม่ควรกินเยอะ หรือถ้าแพ้เกสรก็กินไม่ได้”

บำรุงสุขฟาร์ม ขายน้ำผึ้งเหมือนไวน์ มีน้ำผึ้ง 20 กว่าปี กว่า 130 รสชาติ ไม่มีหน้าร้าน ไม่ขายออนไลน์ แต่ลูกค้าเพียบ

Facebook | BUM RUNG SUUK artisan natural honey

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load