Google Maps นำทางเราเข้าซอยเล็กๆ ในมุมหนึ่งของปากเกร็ด นนทบุรี 

ด้วยโลเคชัน ออกจะเดายากสักหน่อยว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน

จะเป็นสวนทุเรียน กระท้อน มังคุด มะยงชิด ให้สมชื่อเสียงเก่าแก่ของเมืองนนท์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาว่าเป็น ‘สวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์’ หรือ 

…ก็เปล่า

ขอโทษด้วยที่ต้องทำให้เกิดอาการเข็มขัดสั้นกับคำเฉลย เพราะเรากำลังมุ่งหน้าไปฟาร์มฮอปส์ 

ฮอปส์เดียวกับที่คุณกำลังคิด และเป็นฮอปส์เดียวกับที่เจืออยู่ในแก้วในมือเรา ซึ่ง ผึ้ง-ปรีดิวรรณ อึ๊งศรีวงศ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Devanom Farm และภรรยาของ อ๊อบ-ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ รินให้เมื่อมาถึง เพื่อทำความรู้จักตัวตนผ่านรสชาติเครื่องดื่มรสมือชาวเทพพนม ก่อนจะเริ่มบทสนทนาถึงฟาร์มจากฝีมือพวกเขาที่มีส่วนผสมเป็นความตั้งใจและความหลงใหลล้วนๆ

Devanom Farm นอกจากอ๊อบและผึ้ง ยังมีน้องชายของอ๊อบ อาร์ต-ธีรภัทร อึ๊งศรีวงศ์ ที่ร่วมก่อร่างสร้างมาด้วยกัน เพราะร่วมเดินทางท่องโลกไปชิมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในต่างแดนด้วยความหลงใหลด้วยกัน เมื่อก่อตั้งแบรนด์เทพพนม ที่คอคราฟต์เบียร์ไทยรู้จักสำเร็จ พวกเขาจึงจับประสบการณ์การชิม ผสมรวมกับงานอดิเรกอย่างการดื่ม การปรุงเบียร์ และการปลูกผักสวนครัว โยนลงหม้อต้มเดียวกัน ออกแบบระบบสมาร์ทฟาร์มในพื้นที่บ้าน และทดลองเพาะเหง้าฮอปส์ที่ได้จากการสั่งซื้อออนไลน์ ด้วยเทคนิคการปลูกเมล่อน มะเขือเทศ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายปี จนได้เป็นฮอปส์พันธุ์ไทยต้นเก่งที่ทนต่ออากาศร้อนชื้น และให้ผลผลิตดี 

คือตัวอย่างหนึ่งของการเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ผึ้ง อ๊อบ อาร์ต ตัดสินใจทำฟาร์มแห่งนี้สำหรับใครก็ตามที่รักชอบคราฟต์เบียร์เหมือนกันได้นับหนึ่ง ด้วยการเริ่มนับศูนย์ให้ เสาะแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองในวันที่ไม่มีที่ไหนในโลกอธิบายวิธีการปลูกฮอปส์ พืชเชื้อชาติฝรั่ง ในภูมิอากาศเมืองไทย จนวันนี้ Devanom Farm กลายเป็นฟาร์มฮอปส์แห่งแรกของไทย ที่มีมิตรสัมพันธ์ โรงเบียร์พ่วงตำแหน่ง Co-brewing Space น้องใหม่เพิ่งเปิดหมาดๆ เคียงข้าง โดยตั้งใจเป็นที่ให้คนได้มาแบ่งปันความรู้เรื่องการปรุงเบียร์จากวัตถุดิบท้องถิ่น ผ่านเวิร์กช็อปที่ลงลึกแตกแยกย่อยไปถึงวัตถุดิบแต่ละชนิดในเบียร์ 1 ขวด และแน่นอน ผลิตจากวัตถุดิบหลักจากไทยแลนด์นี้เอง ที่จะได้เห็นกันจะจะก่อนลงขวด เพราะพวกเขากะปลูกข้าวเป็นผืนนากันหน้าโรงเบียร์ และยังกำลังปลูกปั้นแล็บยีสต์ไทยที่คัดแยกมาจากสาโทบ้านเรา

เรายกแก้วขึ้นจิบพอชุ่มคอ เพราะเรื่องนี้คงต้องคุยกันยาว และแหม รสชาติของแพสชันมันเข้มข้นเหลือเกิน

ฟาร์มฮอปส์

อย่างแรก คือเรื่องการสร้างวัตถุดิบท้องถิ่น ต้องบอกก่อนว่าเบียร์ไทยแทบจะไม่มีวัตถุดิบอะไรของไทยเลย”

Local Ingredient คือคำตอบของข้อสงสัยในที่มาของ Devanom Farm ซึ่งเป็นลูกศรชี้สู่ข้อถัดไป

“เราอยากทำเป็น Local Community” อ๊อบอธิบายถึงการมีอยู่ของฟาร์มฮอปส์ในเมือง

“เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับคนที่อยากจะปลูกฮอปส์และอยากรู้จัก Smart Farm” ผึ้งสำทับ

“เบียร์ใช้วัตถุดิบหลักๆ อยู่สี่อย่าง มอลต์ ข้าวสาลี ไปทำให้มันงอก จริงๆ ก็คือข้าวกล้องงอกนั่นแหละ ซึ่งนำเข้าทั้งหมดจากเยอรมนี เบลเยียม อังกฤษบ้าง เราปลูกไม่ได้เลย เมืองไทยมีศูนย์วิจัยข้าวอยู่ เขาเคยลองแล้ว แต่ไม่มีดีมานด์ สรุปก็คือนำเข้าร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็ฮอปส์ ยีสต์ น้ำ ยีสต์เราก็แทบจะนำเข้าทั้งหมด รวมถึงฮอปส์ อันนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันเป็นพืชที่ต้องโตในละติจูด 35 – 55 องศา อากาศหนาว กลางวันยาวสิบหกชั่วโมง ซึ่งเมืองไทยไม่ใช่อยู่แล้ว ง่ายๆ คือใช้น้ำในเมืองไทยอย่างเดียว ไม่ใช้วัตถุดิบอื่นของไทยเลย เราเลยคิดว่าอะไรที่เราทำได้ก็น่าจะทำ ซึ่งเรามองว่าฮอปส์น่าจะปลูกในไทยได้” Brewer คนพี่เลกเชอร์

อย่างที่ว่า ฮอปส์คือพืชเมืองหนาว “ซึ่งเมืองไทยไม่ใช่อยู่แล้ว” 

Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย
Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย

“ถึงแม้ว่าคนจะบอกว่าเป็นพืชเมืองหนาว เราก็ทดลอง ก่อนที่เราจะเริ่มทำฟาร์มผมลองปลูกในห้องแอร์เล็กๆ ก่อน ปรากฏว่าได้ผลจริงๆ มันออกดอก พอลองมาปลูกข้างนอกก็ยังได้ผลอยู่ สักสี่ห้าเดือนก็เลยตัดสินใจเริ่มเซ็ตเป็นฟาร์มขึ้นมา เพราะต้องการทำวัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อใช้ในการทำเบียร์ของตัวเองให้ได้ อย่างน้อยก็มีสักหนึ่งอย่างที่เป็นของไทย จะได้บอกว่าเป็นเบียร์ไทยจริงๆ ไม่งั้นมันก็เหมือนเป็นการอิมพอร์ตวัตถุดิบมาต้มในไทยขายคนไทยเฉยๆ” 

“พอพูดเรื่อง Smart Farm บางคนไม่ได้สนใจฮอปส์หรือเบียร์ เขาอาจจะปลูกผัก พอมี Smart Farm เขาก็ได้มาดูระบบ มาถามว่าเอาไปทำยังไงกับพืชที่ปลูกอยู่ ซึ่งมันก็อินสไปร์เขา” Brewer คนน้องว่า

เพราะเคยเห็นจากที่อื่นแล้วได้ของฝากเป็นแรงบันดาลใจกลับบ้าน พวกเขาจึงอยากส่งต่อให้คนอื่นบ้าง 

“เราทำฟาร์มฮอปส์ออร์แกนิก เพราะสุดท้ายเราเป็นคนจัดการเองทั้งหมด ถ้าเราใช้สารเคมีมันก็ไม่ดีกับเราและเบียร์ของเรา อีกสิ่งสำคัญที่ตอนนี้ฟาร์มทำอยู่ก็คือ Breeding Program หาสายพันธุ์ฮอปส์ที่เหมาะกับประเทศไทย เราทำมาสามรุ่นแล้ว เลือกเอาพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ มาครอสกันจนเป็นพันธุ์ของฟาร์มเรา สิ่งที่เราต้องการคือ ต้นที่ทนร้อน ออกดอกในปริมาณที่เพียงพอ ฝรั่งปลูกเขาจะเก็บเกี่ยวได้แค่สองครั้ง เพราะมันหนาวมาก แต่ของเรา ถ้าทำดีๆ เราจะเก็บเกี่ยวได้ถึงสี่รอบ” ผึ้งเล่าขณะพาเราดูเถาฮอปส์ที่เลื้อยเลาะสูงเหนือหัวในโรงเรือนแบบปิดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย

หมายความว่าการ Breed ฮอปส์พันธุ์ไทยจะช่วยลดต้นทุน?

“เราไม่ได้คิดเชิงต้นทุน แต่เราคิดในเชิงท้องถิ่น เฮ้ย เราทำเบียร์ มันจะเรียกเบียร์ไทยได้ยังไงถ้าทุกอย่างมันไม่ไทยเลย ถ้าเรามองในแง่ต้นทุน อิมพอร์ตมันถูกกว่าอยู่แล้ว เพราะเขาทำเป็นอุตสาหกรรม สุดท้ายแล้วเราอยากได้ความเป็นท้องถิ่นมากกว่า มุ่งหวังที่จะให้ในขวดเป็นของไทยเยอะที่สุด”

“แล้วฮอปส์พันธุ์เทพพนมที่ว่าเป็นฮอปส์แบบไหน ให้รสชาติหรือให้กลิ่น” 

“ทั้งสองอย่าง คือความทนสภาพอากาศ แล้วก็น้ำมัน ฮอปส์ดอกใหญ่ ไม่ใหญ่ ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าน้ำมัน สารสีเหลืองที่อยู่ในกลีบฮอปส์ เยอะแค่ไหน บางพันธุ์มันก็น้อย ถึงดอกจะใหญ่ เปิดมาปุ๊บมันไม่หอม น้ำมันน้อยก็ไม่มีประโยชน์ เราต้อง Breed สองครั้งให้มันทนได้และให้ผลผลิตตามที่ต้องการด้วย” ผึ้งหันมาตอบ

“เรามองว่ามันเป็น Long-term Project ที่ต้องค่อยๆ ใช้เวลาพัฒนา ตัวฟาร์มมันไม่ได้ทำปุ๊บแล้วได้เลย อย่างที่บอกมันเป็นพืชต่างถิ่น เราต้องใช้เวลาพัฒนาเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับมัน ตั้งแต่ที่เราเริ่มทำ เราตั้งเป้าว่า 10 – 20 ปีอยู่แล้ว เพื่อจะให้มันใช้งานได้จริง เราไม่ได้คิดว่าทำวันนี้ปุ๊บได้เลย แต่พอมันได้แล้วมันจะยั่งยืน” อ๊อบสรุป

ฟาร์มพยายาม

เท้าความถึงบทสนทนาด้านบนว่าฮอปส์เป็นพืชฝรั่ง เราอดจะสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาไปสรรหาองค์ความรู้ในการปลูกไอ้เจ้าพืชหน้าไม่คุ้นตาคนไทยนี้จากไหน ก็ในเมื่อบ้านเรานำเข้าจากบ้านเขามาตลอด

“มันคือ Learning by doing ลองทำไปเรื่อยๆ” อ๊อบว่าอย่างนั้น ก่อนเราจะหันไปฟังอาร์ต

Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย

“เพราะไม่มีข้อมูลการปลูกในอุณหภูมิบ้านเรา เลยเหมือนเป็นช่วงเรียนรู้ศึกษา กว่าจะได้ใช้เวลานาน กลายเป็นว่าเราเป็นคนแรกที่ลองผิดลองถูกจนได้วิธีทำฟาร์มที่เวิร์ก” 

“แต่ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ใช่คนแรกที่ปลูกฮอปส์ในไทย ก่อนเราปลูกสองสามปีน่าจะมีคนปลูกแล้ว ก็มีพี่ที่เชียงใหม่ปลูกเล่นๆ เป็นงานอดิเรก แต่ไม่ได้ทำในลักษณะฟาร์ม ที่ทำเป็นฟาร์มใหญ่โตคอมเมอร์เชียลใช้จริงมีเราเป็นเจ้าแรก” พี่ชายอาร์ตเล่า

ก่อนจะเป็นเกษตรกรฟาร์มฮอปส์ อ๊อบกับอาร์ตสวมบทบาทเป็นนักเรียนคีย์บอร์ด ใช้วิธีหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต 

“อเมริกาเขาปลูกยังไงเราก็ไปหาดู เราสั่งเหง้ามาจากเว็บไซต์ต่างๆ แต่อย่างแรกเลยคือ เขาปลูกเป็นฟาร์ม ถ้าไม่ปลูกเป็นฟาร์มก็ปลูกหลังบ้าน เพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวยอยู่แล้ว มันก็เป็นพืชที่อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว เหมือนเราไปถามคนปลูกถั่วฝักยาว โหระพา กะเพรา ในเมืองไทย ซึ่งก็ปลูกไม่ยาก ขอแค่รู้เรื่องดิน รู้ว่ารดน้ำแค่ไหน 

“แต่พอเราจะปลูกในไทย มันไม่มีข้อมูล ถามเขาเขาก็ตอบไม่ได้ แล้วยิ่งเทพพนมฟาร์มเราตั้งใจทำเป็นไฮโดรโปนิกส์แต่แรก เพราะคิดว่าปลูกลงดินจะใช้ระยะเวลานาน และเราควบคุมสภาพอากาศไม่ได้ อย่างน้อยขอควบคุมน้ำ ปุ๋ย สักหน่อยก็ยังดี” 

เมื่อ 5 ปีที่แล้วในประเทศไทยยังไม่มีคนปลูกฮอปส์ด้วยระบบการปลูกพืชไร้ดิน หรือไฮโดรโปนิกส์ ต่างประเทศเองก็แทบจะไม่มีเลย ชาวเทพพนมจึงหาข้อมูลจากคนปลูกเมล่อน คนปลูกมะเขือเทศ แต่หลักๆ แล้วพวกเขาบอกว่า มาจากคนปลูกกัญชา 

Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย
Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย

“เพราะฮอปส์กับกัญชาเป็นพี่น้องกัน แล้วข้อมูลการปลูกกัญชาด้วยไฮโดรโปนิกส์มีเยอะ ฝรั่งปลูกกันเยอะ มีหนังสือเป็นไบเบิล มีเทคนิคการดูแล ซึ่งเราก็เอามาประยุกต์ใช้ เพราะถือว่ามันใกล้เคียงกัน เป็นพืชที่เอาดอก เอาน้ำมัน มีอะไรเหมือนกันทุกอย่าง เรื่องปุ๋ยเราก็เอามาประยุกต์ใช้ได้ ข้อมูลมันเยอะกว่าเรื่องฮอปส์มากๆ” อ๊อบย้อนถึงเส้นทางก่อนเกิด Devanom Farm และเจ้าฮอปส์พันธุ์ไทย

“ตอนแรกที่เริ่มผมลองเล่นๆ ไม่ได้คิดจะทำฟาร์มจริงจัง มันดันขึ้น ได้ผลที่ดีกวาที่คิด จริงๆ ฮอปส์ที่นำเข้าไม่ใช่ของที่ดีที่สุดนะ ของที่ดีที่สุดส่วนใหญ่ฟาร์มต่างประเทศเขาทำสัญญาขายทั้งปีกับโรงเบียร์ใหญ่ๆ ไว้แล้ว กว่าเราจะได้ ซึ่งอาจได้ของดีที่สุดก็ได้ ถ้าโรงเบียร์ยังไม่ได้เอาไป อันที่แบ่งขายให้คนธรรมดาต้มอาจจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่นี่เราปลูกเอง แน่นอน มันสด ดีที่สุด แน่นอน เราเลือกได้ก่อน และบอกก่อนว่า ไม่ว่าจะฮอปส์ มอลต์ มันมีผลต่อรสชาติเบียร์มาก แทบจะเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้ามอลต์มากลิ่นไม่หอมแต่แรก ต้มเบียร์ยังไงก็ไม่หอม

“ฮอปส์นี่แย่กว่ามอลต์อีกสมัยก่อน เพราะอย่างมอลต์ยังมีโรงเบียร์สองสามแห่งใช้กัน พอมีคุณภาพบ้าง แต่ฮอปส์นี่เขาใช้แต่ฮอปส์เยอรมัน ไอ้ฮอปส์สไตล์อเมริกันที่เราใช้นี่ไม่มีใครใช้ เมื่อก่อนเราได้ฮอปส์มา เราดมก็ไม่รู้ว่ามันมีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่น เพราะเราไม่เคยดมของจริง เราจะรู้ได้ไงว่าของมันดี ไม่ดี พอต้มออกมา เบียร์เราไม่เคยเหมือนเบียร์นอกที่นำเข้ามา กลิ่นเขามันหอมกว่า ถึงบอกว่าสมัยก่อนเรื่องวัตถุดิบมันยากมาก ถ้าเราปลูกเองก็ไม่ต้องพึ่งใคร”

“ตอนบด ตอนต้ม กลิ่นมันก็ออกแล้ว ก็เหมือนอาหาร เหมือนข้าว ตอนหุงได้กลิ่นก็รู้แล้วหอม ไม่หอม กลิ่นสาบ มันก็มีมอลต์บางที่เป็นแบบนั้น” อาร์ตเฉลย

เพราะฉะนั้น หัวใจของการทำเบียร์คือวัตถุดิบต้นทาง 

Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย

“ใช่ มันก็คืออาหารครับ ถ้าวัตถุดิบดี มันก็จะทำให้รสชาติออกมาดี” 

“ตอนแรกที่เราเริ่มทำคุณภาพทั้งมอลต์และฮอปส์ในไทยไม่ดีเลย เพราะคนทำเบียร์น้อยมาก ผมนี่น่าจะเป็นยี่สิบคนแรกในไทยที่เริ่มทำจริงๆ จังๆ ก่อนหน้านี้มีพี่ชิต เขาต้ม Chitbeer อยู่แล้ว ผมก็ไปเป็นลูกศิษย์ เรียนรุ่นแรกเลย” อ๊อบเสริมน้องชาย ก่อนคนเป็นน้องจะตอบตาม

“ตอนแรกเขาประกาศขายเบียร์ เลยไปเป็นลูกค้าอย่างเดียว พอสักพักเขาเปิดสอน เราก็ไปสมัครเป็นนักเรียน”  

ทุกอย่างดูเหมือนเริ่มมาจากงานอดิเรก-เราสังเกตว่าอย่างนั้น

“ใช่ๆ ผมชอบในตัวเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” อ๊อบยอมรับ

“พอเริ่มเรียนรู้เอง จึงเป็นการสร้างองค์ความรู้เรื่องฮอปส์ โดยที่คนมาไม่ต้องไปตั้งต้นเหมือนที่พวกคุณเคยทำ” 

“ใช่ครับ พอปลูกสักพักก็มีคนขอมาดูระบบฟาร์ม ตอนแรกตรงนี้ไม่มีอะไรเลย มีแต่โรงเรือนข้างในโรงสองโรง”

“ก๊วนเบียร์ด้วยกันก็มา สมัยที่ดอกเริ่มเยอะๆ เราเปิดให้มาเก็บฮอปส์ แต่ละแบรนด์ก็ลองต้มด้วยฮอปส์ชนิดเดียวกัน ดูว่าเป็นยังไงบ้าง” อาร์ตเล่า

ฟาร์มรู้

ตอนแรกผมไม่ได้อยากจะเริ่มทำเบียร์ คือเราไปต่างประเทศ ได้ไปเยี่ยมชมโรงวิสกี้ ไร่องุ่น ตอนแรกก็ เออ วิสกี้ก็น่าทำ ดูแล้วน่ากิน เมื่อก่อนกินวิสกี้มากกว่ากินเบียร์อีก แต่ดูแล้วมันยาก ห้าปีสิบปีขึ้นไปกว่าจะได้กิน ต่อมาไวน์ก็อยากทำ เพราะทานไวน์เหมือนกัน แต่ดูแล้วต้องมีที่เป็นร้อยไร่ ไม่งั้นไม่พอทำ 

“แต่ไวน์ที่เราเห็นอยู่ GranMonte ก็ทำได้ดี เรามองเขาเป็นโมเดลหนึ่ง เขาใช้เวลาพัฒนาองุ่นในเมืองไทยยี่สิบสามสิบปี GranMonte ปลูกเจ็ดปี กว่าจะเริ่มทำขวดแรกก็สิบปีได้ สุดท้ายมันก็เป็น Local Community ของเขา ไปดูไร่ไวน์ได้ ไปชิมไวน์ได้ 

“เราก็มองลักษณะเดียวกัน อย่างที่บอก ทำฟาร์มให้คนเข้ามาเยี่ยมชมได้ ได้เห็นวัตถุดิบ แล้วก็มีเบียร์ทานได้ เป็น Local Community เราเน้นทำฟาร์มเพื่อการเรียนรู้มากกว่าโฆษณาขายของ เพราะเมืองไทย คนที่ทานคราฟต์เบียร์มันมีอยู่ ตอนนี้เต็มที่คือแสนคน เราเลยอยากให้คนรู้จักเพิ่มขึ้น 

Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย

“เราทำฟาร์ม นอกจากจะพูดเรื่องเบียร์ ซึ่งเราไม่ค่อยได้พูดหรอก มันพูดไม่ได้ เราพูดเรื่องวัตถุดิบได้มากกว่า เราจึงแนะนำวัตถุดิบให้คนมากินเขาเข้าใจด้วย”

อ๊อบว่า Devanom Farm ไม่ได้เล่าเรื่องฮอปส์อย่างเดียว พวกเขากำลังทำโรงเบียร์เป็น Co-brewing Space 

“เรามีแพลนค่อนข้างยาวตั้งแต่แรกที่เริ่มทำ คราฟต์เบียร์มันเป็นของใหม่ เราเลยอยากกระจายความรู้เรื่องวัตถุดิบ เราไปญี่ปุ่นโรงสาเกเขาก็ให้เยี่ยมชม โรงเบียร์เขาก็ให้เยี่ยมชมได้ เราก็คิดอย่างเดียวกัน เราจัด Talk มาน่าจะสิบครั้งแล้ว อธิบายเรื่องฮอปส์จริงจังฟรี ให้คนรู้จักวัตถุดิบ และเรากำลังจะเปิดคอร์สสอนเรื่อง Smart Farm ด้วย 

“ผมเคยเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ เวลาระบบพังคนก็ต้องโทรเรียกเรา จังหวัดไหนก็ต้องไป พอทำเองผมเลยอยากเน้นให้ความรู้ให้คนไปทำต่อเองได้ เจ้าของฟาร์มต้องรู้ระบบ ไม่งั้นซื้อระบบมาไอ้นี่พัง ต้นไม้ตาย รอให้คนวิ่งมาซ่อมก็หมดกัน

“ที่ฟาร์มจะเป็นเรื่องการปลูกฮอปส์ แต่ที่โรงเบียร์เราจะสอนเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่นการทำเบียร์ ว่าจะทำไงให้มันหอมเหมือนต่างประเทศ ใช้ตัวไหนผสมกับตัวไหนให้มันแอดวานซ์ ใช้ยีสต์ยังไง ทำอะไรดี สำหรับคนที่ต้มเป็นแล้วอยากแอดวานซ์ขึ้น 

Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย

“แต่ไหนๆ เราสอนเรื่องเบียร์ เราก็เลยจะสอนเรื่องการ Ferment เพราะศาสตร์นี้มันเกี่ยวข้องกันไปหมด ถ้าเราทำเบียร์ได้ เราก็หมักกิมจิได้ หมักนัตโตะได้ ทำมิโสะ ได้หมด ที่เชียงใหม่ก็มีสอนบ้าง แต่ที่มันเป็นศูนย์เรื่องนี้ยังไม่มี เราก็เลยจะเปิดที่ที่สอนเรื่อง Fermentation ทั้งหมด” 

หน้าตาท่าทางของ Co-brewing Space มันเป็นยังไง-เราถาม 

“เป็นเวิร์กช็อปเลย มีคนมาสอน หรือถ้ามีคนข้างนอกเข้ามา เราก็เตรียมสถานที่ให้” อ๊อบตอบ

“เห็นว่ากะทำนาข้าวกันหน้าโรงเบียร์” 

“ไหนๆ ก็ทำเรื่องวัตถุดิบแล้ว บาร์เลย์ก็เป็นส่วนหนึ่ง เรากะลดบาร์เลย์เป็นยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วลองใช้ข้าวไทย ทำให้เห็นว่าทำแล้วออกมาอร่อย เราอยากให้คนเห็นว่าวัตถุดิบที่เขาดื่มเข้าไปมีอะไรบ้าง เรื่องยีสต์เราก็ทำแล็บยีสต์อยู่ เราเอายีสต์ต่างประเทศมาเพาะเลี้ยงเอง รวมถึงร่วมกับอาจารย์เจริญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีแยกยีสต์จากสาโท จากน้ำขาว จากน้ำตาลเมา เราก็ไปเลือกมา Ferment ทำเบียร์ดูว่าเป็นยังไง จะได้พูดได้เต็มปากว่าเราทำจากของไทย และจริงๆ เมืองไทยเราก็มีเครื่องดื่มหมักดองตั้งนานแล้ว”

Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย

“คนที่อ่านบทความนี้จะคิดว่าอยากมอมเมาคนรึเปล่า ทำไมพวกเขาต้องรู้เรื่องนี้” 

“การดื่ม สำหรับผมมันไม่เลวร้าย ผมมองว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวสร้างความสุขมากกว่า เรากินเพื่อผ่อนคลาย กินเหมือนเป็นอาหารอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง เหมือนบางคนชอบกินชาเชียว ชอบกินโคล่า ถามว่ามันดีมั้ย มันก็ไม่ดีสักอย่าง เอาเข้าจริงชาเชียว โคล่า มันก็ไม่ใช่ของดี มีแต่น้ำตาล แต่เขาก็ขายได้ เหมือนกัน 

“เบียร์นี่เอาเข้าจริง ถ้าไม่นับเรื่องแอลกอฮอล์น่าจะเหมือนกินน้ำต้มข้าว เพราะมันก็คือน้ำข้าวกล้องงอก มีวิตามิน เกลือแร่ แร่ธาตุ ไฟเบอร์ คนที่สนใจเรื่องกระบวนการผลิตเขาไม่ได้มาดื่มเอาเมา 

“ถามว่าเรามอมเมามั้ย ไม่ใช่นะ เราก็โปรโมตให้ดื่มไม่ขับ กินแต่พอดี เราไม่เสิร์ฟให้เมา และเอาเข้าจริงคราฟต์เบียร์ราคามันสูง กินไม่ได้เยอะหรอก”

 “กินจนเมาขนาดนั้นหมดตูดก่อน” อาร์ตตอบกลั้วหัวเราะ

“คนมาดื่มอย่างมากก็สามแก้วเป็นสุนทรียะ” อ๊อบเสริม

“แล้วถ้าเกิดเขาสนใจถึงขั้นอยากเรียน มันต้องเป็นคนที่มีแพสชัน ไม่ใช่คนอยากเมา เพราะถ้าอยากเมาเดินไปซื้อเลยง่ายกว่า ก่อนทำอาจรู้สึกว่าเบียร์แพง ทำกินเองดีกว่า แต่พอมาทำจริงจะรู้ว่าเปลือง สุดท้ายเอาเงินที่ซื้ออุปกรณ์ไปซื้อเขากินง่ายกว่าเยอะ แต่ก็เหมือนทำกับข้าว มันก็คือความชอบ ความหลงใหล” เราพยักหน้าเห็นด้วยกับอาร์ต

“เรื่องวงการ เราอยากให้มีของดีในเมืองไทย พอเราเริ่มให้ความรู้คน คุณภาพเบียร์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ” นี่แหละข้อพิสูจน์ของอ๊อบ 

“นี่คือสิ่งที่คุณอยากเห็น” เราถามอ๊อบต่อ

“ใช่ ห้าปีที่แล้วคราฟต์เบียร์ญี่ปุ่นต้องบอกว่ากินไม่ได้ มีโรงคราฟต์เบียร์เยอะ แต่คุณภาพแย่ สะอาดนะ แต่ไม่อร่อย Ferment ไม่ดี กลิ่นไม่ดี กินแล้วไม่ตาย ท้องไม่เสีย แต่กินแล้วไม่อร่อย” 

“ตอนนั้นเขาเพิ่งเริ่มทำ ก่อนหน้านั้นทุกคนกินเบียร์จากยุโรปเป็นหลัก เป็นเบียร์ทรงเยอรมัน แต่ขณะเดียวกันคราฟต์เบียร์โลกใหม่สไตล์อเมริกันมันมาแล้ว วิธีการ เทคนิค เลยอาจจะยังทำได้ไม่ถึง แต่ด้วยความเป็นญี่ปุ่น กลับไปตอนนี้เบียร์คนละเรื่องกับตอนนั้นเลย เขาทำๆๆๆ จนคุณภาพดีมาก” อาร์ตเล่า

“เกาหลีก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เขามี Community ที่สอน ที่เทรน ฮ่องกงนี่ทำเวิร์กช็อปกันทุกอาทิตย์ เราไปดูมา เมื่อก่อนไม่มีโรงเบียร์สักโรง แต่เขาทำกันจนสุดท้ายตั้งโรงเบียร์เต็มไปหมด ตอนแรกก็ทำ Home Brew ต้มกันเอง หลังๆ พอเทรนกันเอง เขาเลยมีกรรมการตัดสินเบียร์เยอะที่สุด ที่เก่งๆ ตอนนี้เป็นคนฮ่องกงทั้งหมด 

“เขาสร้างจากไม่มีอะไรเลยในสี่ห้าปี จนมีโรงทำเบียร์ดีๆ เรื่องการ Educate การทำ Learning Center จึงสำคัญ ต้องให้ความรู้ทั้งคนกินและตลาดว่าของดีๆ มันเป็นยังไง ถ้าไม่เคยกินของดี ไม่รู้จักของดี ไม่รู้ขั้นตอนการทำให้มันดี คุณภาพตลาดค้าเบียร์ก็ไม่ดี แล้วเราจะไปต่อกันยังไง” อ๊อบทิ้งท้าย

Devanom Farm ฟาร์มฮอปส์พันธุ์ไทย ที่เรียนรู้เรื่องการทำเบียร์ด้วยวัตถุดิบไทยแห่งแรกของไทย

Devanom Farm 

วัน-เวลาทำการ : ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 – 17.00 น. 

Facebook : Devanom Farm & Cafe

โทร 083 035 7956

โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ 

วัน-เวลาทำการ : ทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 – 22.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 – 22.30 น.

Facebook : โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ โทร 092 701 2488

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“บัดนี้ยังมีนักคะเลดล้ำ ซั้นซื่อเป็งจาน…”

เสียงขับร้อยกรองอันนุ่มหูลอยอยู่ในอากาศ พลันที่เราเดินล่วงมายังบ้านป่ากลางเมืองขอนแก่น ซึ่งโอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และแมกไม้หนาทึบ

เรากวาดสายตาดูธรรมชาติรอบทิศให้แน่ใจอีกครั้ง เมื่อครู่เรายังอยู่ที่จังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน รู้ตัวอีกทีก็มาถึงนครเป็งจาน อันเป็นฉากหลังของวรรณคดีเรื่อง สังข์ศิลป์ชัย แล้ว

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“คนภาคกลางเรียกเรื่องนี้ว่า สังข์ศิลป์ชัย คนภาคอีสานและคนลาวเรียกว่า สินไซ” ศิลปินผู้พักมือจากการวาดภาพชั่วคราวส่งเสียงบอกเราจากคอฟฟี่บาร์ “โฮงก็คือโรง หรือที่อยู่ของเจ้าเมืองในภาษาอีสาน”

ชายคนนั้นแนะนำตัวว่าชื่อ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ อดีตอาจารย์ประจำสายวิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ก่อตั้ง ‘โฮงสินไซ’ แห่งนี้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“จริง ๆ แล้วส่วนตัวเป็นคนกลางเก่ากลางใหม่ เป็นคนอีสานก็จริง แต่ว่าไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเองเลยนะครับ ศิลปะที่เรียนก็เป็นศิลปะสมัยใหม่ ไม่เคยได้ฟังหมอลำ ด้วยการศึกษาในแบบสมัยใหม่นี่แหละที่ทำให้เราไกลจากเรื่องราวของตนเอง ไกลจากศิลปะ ไกลจากวัฒนธรรม รวมถึงวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน”

อ.ทรงวิทย์ เปรยถึงสาเหตุที่เขาเนรมิตบ้านส่วนตัวเป็นแหล่งเรียนรู้วรรณคดีเรื่อง สินไซ พลางเสิร์ฟกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จอุ่น ๆ ให้เราดื่ม

อดีตเด็กหนุ่มผู้มีหัวศิลป์ชาวอุบลราชธานีตบเท้าเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนปริญญาตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามด้วยปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนกลายเป็นชาวขอนแก่นเมื่อเขาย้ายมาสอนหนังสือ และศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งแต่ พ.ศ. 2541

ชีวิตที่ขอนแก่นนับเป็นจุดพลิกผันในชีวิตอาจารย์ศิลปะสมัยใหม่ ผู้เคยหมางเมินในรากเหง้าชาวอีสานของตนเองโดยแท้ เมื่อเขาได้ศึกษาเรื่อง สินไซ ผ่านศิลปะท้องถิ่นของจังหวัดนี้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“เรื่องนี้เป็นวรรณกรรมอุษาคเนย์ เท่าที่มีการศึกษา เราพบว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในพื้นที่ของคนกลุ่มมอญในประเทศเมียนมา อยู่ในประเทศกัมพูชาหรือในวัฒนธรรมเขมร ไทยก็มีทุกภาค เป็นที่นิยมมากในประเทศลาวและภาคอีสานซึ่งเป็นสำนวนร่วมกัน เนื่องจากในอดีตอีสานกับลาวถือว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เรื่อง สินไซ ฉบับที่ตัวเองนิยามว่าเป็นฉบับสองฝั่งโขงถือว่าเป็นฉบับที่นิยมที่สุด”

ท้องเรื่องก็ไม่ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก เริ่มจากนางสุมนทา (สุมุณฑา) น้องสาวของท้าวกุดสะราด (กุศราช) แห่งเมืองเป็งจานถูกยักษ์กุมภัณฑ์ลักไปเป็นชายา ภายหลังท้าวกุดสะราดได้พระโอรสไล่เลี่ยกัน 9 พระองค์ ในจำนวนนี้มี 3 องค์ที่พระอินทร์ส่งลงมาเกิด ได้แก่สีโห (คชสีห์) สินไซ และสังข์ทอง (หอยสังข์) บรรดามเหสีองค์อื่นใส่ร้ายว่าพระโอรสเหล่านี้เป็นกาลกิณี ท้าวกุดสะราดจึงขับไล่ออกจากเมือง แต่พระอินทร์ก็มาช่วยเนรมิตเมืองใหม่ให้อยู่ ครั้นเติบใหญ่ สีโห สินไซ และสังข์ทอง ได้ออกตามหาเสด็จอาสุมนทาของพวกตน ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จึงได้พบนางสุมนทา สินไซฆ่ายักษ์กุมภัณฑ์ตาย พากันกลับนครเป็งจาน ท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่อมาอย่างร่มเย็นเป็นสุข

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“ถ้าจะเอาแค่ความสนุกสนาน เราก็พูดถึงเรื่องการผจญภัย รักโลภโกรธหลงตามแบบของนิยายนิทานต่าง ๆ แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้มีการสอดแทรกให้เราได้คิดพิจารณาตามตัวบท”

อ.ทรงวิทย์ ยกตัวอย่างชื่อยักษ์ ‘กุมภัณฑ์’ แปลว่าผู้มีอัณฑะใหญ่เท่าหม้อ คือภาพแทนของตัณหาราคะที่มากล้น ส่วนสามพี่น้องล้วนมีนัยของไตรสิกขา สีโหคือศีล สังข์ทองคือสมาธิ และสินไซคือปัญญา ที่พวกเขาต้องไปทวงนางสุมนทาคืนมา ก็เพื่อทวงคืนความถูกต้องจากความลุ่มหลงมัวเมา

วรรณคดีเรื่องนี้จึงให้ทั้งอรรถรสความบันเทิง หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา หากอ่านฉบับสองฝั่งโขงก็จะได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีที่ชาวอีสานเรียกว่า ‘ฮีตสิบสองคองสิบสี่’ และยังได้เพลิดเพลินไปกับคำประพันธ์อันสละสลวยอีกด้วย

ยิ่งอาจารย์ได้ศึกษา ก็ยิ่งเกิดความรักความหลงใหลในยอดวรรณคดีคำกลอนเรื่องนี้ และพบว่า สินไซ ได้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมของคนลุ่มแม่น้ำโขงอย่างไม่อาจแยกจากกันได้

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“เราพบว่า สินไซ ปรากฏอยู่ในทั้งจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูปแต้ม อยู่ในเพลงหมอลำ แล้วเราย้อนกลับไปพบเอกสารใบลาน ไปพบคนมาปริวรรตมากมายในพื้นที่อีสาน โดยเฉพาะขอนแก่นเรา”

ใน 2548 อ.ทรงวิทย์ ร่วมทำวิจัยให้กับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรม ขณะนั้นเทศบาลนครขอนแก่นกำลังค้นหาอัตลักษณ์ในการพัฒนาเมือง เขาจึงได้นำเสนอข้อมูลเรื่อง สินไซ ที่เคยค้นคว้าไว้แก่เทศบาลนครขอนแก่น ทางเทศบาลก็นำวรรณคดีเรื่องนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองขอนแก่นระหว่าง พ.ศ. 2550 – 2554

“ร่องรอยต่าง ๆ ของยุทธศาสตร์ยังหลงเหลืออยู่มากในขอนแก่น เช่น เสาไฟฟ้า ที่นี่ไม่ใช่เสาหงส์ พญานาค แต่เป็นเสาสินไซ มีตัวสีโหที่ดูคล้าย ๆ คชสีห์ ถนนอีกเส้นหนึ่งก็มีรูปหอยสังข์ อีกเส้นหนึ่งเป็นรูปคนมีพระขรรค์กำลังแผลงศร คนไม่รู้ว่าคืออะไรก็ตั้งคำถาม แต่คนที่รู้ก็พอมี เพราะว่าช่วงนั้นก็มีการบรรจุเข้าไปในโรงเรียน ไปทำหลายอย่างมาก เช่น ละครเวที เพื่อยกชูวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นมา”

กระทั่งยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองช่วงปีนั้นสิ้นสุดลง กิจกรรมเกี่ยวกับ สินไซ จึงซาลงไป หากแต่ความรู้และความสนใจที่ อ.ทรงวิทย์ มีต่อวรรณคดีเรื่องนี้ไม่มีวันหมดอายุ 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

“ก่อนหน้านั้นมีนักศึกษาหรือผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องนี้แวะเวียนมาสัมภาษณ์บ่อย เราก็ต้องเอาสิ่งที่รวบรวมมาให้เขาดู พอบ่อยขึ้นก็คิดว่าถ้างั้นเราลองมาจัดพื้นที่ให้สะดวกต่อการเข้ามาศึกษาดีมั้ย เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นภาพรวมทั้งหมด เลยจัดพื้นที่หนึ่งให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง จะเรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ๆ ก็ได้ครับ”

นั่นคือความคิดที่จุดประกายให้อาจารย์อุทิศพื้นที่บ้านตัวเองเป็นโฮงของท้าวสินไซ

“แรก ๆ ก็ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมากมาย ก็แค่เก็บรวบรวมและจัดแสดง มีตู้เก็บเอกสารหนังสือให้เป็นระบบมากขึ้น มีสิ่งของต่าง ๆ จัดให้เป็นสัดเป็นส่วน”

ที่นี่มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 3 ไร่ โดยอาจารย์แบ่งเนื้อที่จัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน

เริ่มจากส่วนแรกคือพื้นที่จัดนิทรรศการถาวร ซึ่งเน้นหนักไปที่วรรณคดี 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

บ้านสองชั้นหลังนี้เป็นที่รวบรวมข้าวของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ สินไซ เมื่อเข้ามาจะได้พบกับตู้กระจกเก็บรวบรวมเอกสารประมาณ 140 – 150 รายการ ประกอบด้วยในแง่รัฐศาสตร์-การเมือง 10 เล่ม ฉบับร้อยแก้วคำธรรมดา 8 เล่ม กลอนลำ 8 เล่ม หนังสือภาพ 10 เล่ม เอกสารเชิงวิเคราะห์อันเนื่องในสินไซ 8 เล่ม, สินไซฉบับปริวรรตภาษาไทย-ลาว 30 เล่ม งานวิจัยสินไซภาษาไทย-ลาว 16 เล่ม เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 40 – 50 รายการ และยังมีฉบับแปลภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม อีก 8 เล่ม

ผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ แบ่งเป็น ‘บั้น’ หรือตอนในเนื้อเรื่อง ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และของสะสมอีกนานัปการ ทั้งหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ภาพถ่าย แผ่นพับ ของที่ระลึก ฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่หลงเหลือมาจากยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองขอนแก่น พ.ศ. 2550 – 2554 

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

ส่วนที่สองคือนิทรรศการหมุนเวียน ที่อาจารย์นิยามว่าเป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้กับการต่อยอด โดยนำผลงานของช่างพื้นบ้านพื้นเมืองและผู้ด้อยโอกาสมาเผยแพร่ เป็นต้นว่าภาพวาดของน้อง ๆ ที่มีความบกพร่องของพัฒนาการด้านสังคมและกลุ่มผู้พิการที่มาร่วมทำกิจกรรมที่นี่

โฮงสินไซ : พื้นที่เรียนรู้วรรณคดี 'สินไซ' ของหนุ่มอุบลฯ ในบ้านสวนกลางเมือง จ.ขอนแก่น

และส่วนที่สามคือพื้นที่จัดกิจกรรมซึ่งไม่มีอาณาเขตตายตัว ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ในตัวบ้าน นอกตัวบ้าน ไปจนถึงพื้นที่ป่าทั้ง 3 ไร่ เขียวขจีด้วยต้นไม้ประมาณ 300 – 400 ต้น

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“ตอนนี้พื้นที่โฮงสินไซไม่ได้เป็นพื้นที่แค่พิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับวรรณคดีเท่านั้น ข้อมูลเหล่านั้นเป็นแค่ฐานความรู้ สาระสำคัญของพื้นที่โฮงสินไซก็คือ การเชื่อมโยงเรื่องเล่าหรือว่าภูมิปัญญาในอดีตกับกระบวนการเรียนรู้ของผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ที่นี่ โดยเราบูรณาการเรื่องธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ”

ธรรมชาติตามความหมายของอาจารย์มีทั้งธรรมชาติภายในและธรรมชาติภายนอก ต้องใช้ผัสสะหรือประสาทการรับรู้ทั้ง 6 และประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เข้าใจ

วัฒนธรรมคือการมาอยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ เคารพซึ่งกันและกัน

ศิลปะก็คืองานสร้างสรรค์ ซึ่งอาจารย์มีองค์ความรู้ด้านนี้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ใช้วรรณคดีเป็นตัวบูรณาการ ดังที่อาจารย์ได้ย้ำกับเราเสมอว่า สินไซ ฉบับลุ่มน้ำโขงสอนความจริงทุก ๆ มิติตั้งแต่การเกิดจนถึงการตาย

“กลุ่มที่เรากำลังทำกิจกรรมด้วยอยู่ในตอนนี้คือกลุ่มบุคคลออทิสติกและผู้พิการ” อ.ทรงวิทย์ เล่าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักที่โฮงสินไซชวนมาร่วมสนุกอยู่บ่อยครั้ง “เรามองว่าวรรณกรรมนี้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาได้ เช่น การเชื่อมโยงประเด็นอุปสรรคในชีวิตกับคนพิการเข้ากับอุปสรรค 9 ด่านที่ตัวละครต้องฟันฝ่า หรือว่าจินตนาการให้เขาตีความเรื่องราวด้วยกระบวนการต่าง ๆ”

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่เราจะเห็นกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยโอกาสเดินทางมาเยือนโฮงสินไซ เพื่อทำงานศิลปะ สำรวจต้นไม้ และทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องอยู่บ่อยครั้ง

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

อาจารย์กล่าวว่าสาเหตุที่อยากช่วยเหลือกลุ่มผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา ก็เพราะคนเหล่านี้มีด้านที่คล้ายคลึงกับตัวละครเอกในเรื่องที่ผิดแผกจากคนทั่วไป เช่น เกิดมาเป็นหอยสังข์ เป็นสิงห์ผสมช้าง เป็นเด็กที่ถืออาวุธติดมือมาจากครรภ์มารดา ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เพราะมีสภาพร่างกายไม่เหมือนคนปกติ จึงถูกเนรเทศออกจากเมืองเกิด ทำนองเดียวกับกลุ่มคนพิเศษที่ถูกสังคมหันหลังให้

“พอน้อง ๆ ออทิสติกมาเที่ยวที่นี่ เราก็จัดกิจกรรมให้เขาเดินป่า แล้วเชื่อมโยงกับด่านมหาภัยทั้ง 9 ให้เขาจินตนาการไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นด่านอะไรบ้าง แล้วเขาก็จะได้เรียนรู้พฤกษศาสตร์จากต้นไม้ที่พบระหว่างทาง ได้สัมผัสโดยใช้ตา ใช้หู ใช้การดมกลิ่น สัมผัสลิ้มรส แล้วก็ให้อยู่กับความเป็นปัจจุบัน” คำบอกเล่านั้นพอจะไขความข้องใจให้เราได้ว่า เหตุใดพื้นที่นี้จึงมีหุ่นงูปลอมตัวใหญ่ยักษ์ ดูราวกับว่าจำลองมาจากด่านงูซวง (งูใหญ่) ที่สินไซได้พบระหว่างทางไปล่านางสุมนทาคืนมา

เราดื่มกาแฟที่อาจารย์ชงให้จนหมดแก้ว ครั้นถามถึงราคา เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“กาแฟนี่ไม่ได้จำหน่าย แค่เจ้าของชอบทานกาแฟ มองว่าตรงนี้เป็นที่พบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุยกันได้ เลยทำเป็นสินไซคอฟฟี่บาร์ขึ้นมา ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ถ้าอยากสนับสนุนให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ หรือว่าจะจ่ายให้กับคนอื่นที่ไม่มีกำลังก็ได้ทั้งสิ้น”

เจ้าของพื้นที่ยังเสริมอีกว่า ที่โฮงนี้ไม่เคยคิดค่าเข้าชม อยากมาศึกษา สินไซ หรือวรรณกรรมเรื่องไหน ๆ ก็เข้ามาศึกษาได้ฟรี หรืออยากมาแค่พักผ่อนหย่อนใจก็ย่อมได้ มาถึงแล้วท้องยังว่างก็ทานอาหารของที่นี่ได้ หรือจะนำอาหารมาปรุงทานที่นี่ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

“เราออกแบบไว้ว่าอยากให้มันสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ไม่ได้ออกแบบให้เป็นหน่วยงาน สถาบัน หรืออะไรที่เป็นระบบ ที่ผ่านมาเราจัดกิจกรรมกับน้อง ๆ กับผู้ปกครองกลุ่มออทิสติก เขาก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน ที่นี่เป็นพื้นที่ของเขา มาแล้วเขาสบายใจ ได้รับการโอบอุ้ม สามารถจะมีตัวตน ได้รับการยอมรับซึ่งกันและกัน พื้นที่ตรงนี้เลยมีลักษณะไม่เป็นทางการ มีความเป็นเครือญาติ มีความเป็นชุมชนแบบอีสานที่ผ่านมา”

อ.ทรงวิทย์ เผยแนวทางที่เขาใช้ดำเนินการศูนย์การเรียนรู้ของตนเองมาแรมปี และมันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปตราบเท่าที่บ้านหลังนี้ยังเป็นพื้นที่เล่าขานตำนานสินไซ สีโห สังข์ทอง และด่านมหาภัยทั้ง 9 อยู่

“ถึงไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาก็ไม่เป็นไร ถือว่ามาแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกันนะครับ” 

แหล่งศึกษายอดวรรณคดีคำกลอนดินแดนลุ่มน้ำโขง พื้นที่ที่เปิดโอกาสแก่ทุกคนภายใต้แนวคิดธรรมชาติ-วัฒนธรรม-ศิลปะ

โฮงสินไซ

ที่ตั้ง : 257 หมู่ 17 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 13.00 – 16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 08 9499 2256 (กรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชม)

Facebook : โฮงสินไซ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

อดีตนิสิตอักษรผู้ชอบอ่านและชอบเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load