“ช่วงเป็นนักเรียนไม่ได้ซื้อเยอะ เพราะยังไม่มีเงินเก็บ พอเข้าวัยทำงานเท่านั้นแหละ ของสะสม โคนัน ก็เริ่มเข้ามา หนังสือ ตุ๊กตา เราค่อยๆ สะสมทีละนิด รู้ตัวอีกทีก็เต็มบ้านไปหมดแล้ว”

สาวแว่นร่างเล็ก ในเสื้อยืดสีดำที่มีตัวหนังสือตัวใหญ่เขียนว่า ‘Detective Conan’ ค่อยๆ บรรจงนำของสะสมออกจากถุงทีละชิ้น พร้อมกับเล่าที่มาที่ไปของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เราฟัง แม้มองเห็นหน้าเธอไม่เต็มใบ แต่หน้ากากอนามัยไม่อาจลดทอนแพสชันในน้ำเสียงของเธอได้เลย

เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้ที่มีหนังสือโคนัน 15 ภาษา กาชา 50 ตัว จนถึงภาพร่างของจริง

คนที่เคยรับชมรายการ แฟนพันธุ์แท้ ใน ค.ศ. 2012 น่าจะคุ้นหน้า เทป-พิมพ์ชนก พัฒนสุข ในฐานะสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน การ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดังที่มีอายุกว่า 27 ปี ตีพิมพ์แล้วถึงเล่มที่ 99 และผลิตเป็นแอนิเมชันกว่า 1,000 ตอน

จุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตกหลุมรักการ์ตูนเรื่องนี้น่าจะเหมือนกับใครหลายคน เทปเล่าว่าสมัยประถมเธอจะตื่นมาดู โคนัน ทาง ช่อง 9 การ์ตูน เป็นประจำทุกเสาร์อาทิตย์ ก่อนจะนำคดีที่เพิ่งดูไปเล่าสู่กันฟังกับเพื่อนที่โรงเรียนในวันจันทร์

แค่ได้เห็นแววตา เพื่อนก็คงรู้ทันทีว่าเทปรัก โคนัน มากแค่ไหน จึงได้นำหนังสือมาให้เธอลองอ่าน

“หนังสือการ์ตูนน่ะอ่านได้ต่อเนื่อง อ่านเมื่อไหร่ก็ได้ แถมภาพก็สวย ตอนเริ่มอ่าน โคนัน เพิ่งมียี่สิบกว่าเล่ม สมัยนั้นเล่มละสามสิบห้าบาทเอง ตอนนี้ไปถึงเก้าสิบบาทแล้ว เล่มแรกที่ซื้อคือเล่ม 25 หน้าปกเป็นรูปโคนันติดถ้ำ คดีนั้นโคนันถูกยิง”

เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้ที่มีหนังสือโคนัน 15 ภาษา กาชา 50 ตัว จนถึงภาพร่างของจริง

ถึงตัวจะเป็นเด็ก แต่สมองเป็นผู้ใหญ่

หลายคนคงต่อประโยคนี้ในใจได้ว่า ‘ชื่อของเขาคือ ยอดนักสืบโคนัน’

ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ การ์ตูนแนวสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เสน่ห์ของนักสืบมัธยมปลายที่กินยาจนกลายเป็นเด็ก คือการไขปริศนาคดีฆาตกรรมที่ซับซ้อน แต่ไม่ซ้ำซาก นำความรู้หลากสาขาวิชา ทั้งวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ ศิลปะ จนถึงความรู้ทั่วไป มาบอกเล่าผ่านเรื่องราวที่ครบรส บางคดีก็ทำให้กลัวจนตัวสั่น บางตอนก็เล่าความสัมพันธ์ที่ซึ้งจนน้ำตาไหล

เหล่านี้เองที่ทำให้ โคนัน ครองใจเทปและนักอ่านทั่วโลกอย่างเหนียวแน่น

“ทริคที่ใช้ไม่เคยเหมือนเดิม ทุกคดีจะมีการสอดแทรกความรู้อยู่ตลอด ทีแรกเหมือนจะเป็นคดีฆาตกรรมธรรมดา แต่สักพักจะเพิ่มปริศนา เพิ่มตัวละครที่น่าติดตามเต็มไปหมด ชายชุดดำเป็นใคร เมื่อไหร่จะจับได้สักที จอมโจรคิดจะเผยตัวตอนไหน จบปมนี้ก็มีปมใหม่ บางทีปมแรกยังไม่จบ ก็เพิ่มปมใหม่อีกห้าปม”

คดีฆาตกรรมที่จำไม่ลืม

เทปนำของชิ้นสุดท้ายออกจากถุง ตอนนี้โต๊ะตรงหน้าเรียงรายไปด้วยของสะสม ตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตา จนถึงบัตรเข้างานต่างๆ ที่เขียนด้วยภาษาญี่ปุ่น 

เรากับเทปเหลือบไปเห็นหนังสือ โคนัน เล่ม 28 เวอร์ชันภาษามาเลเซีย

“โอ๊ย ชอบเล่มนี้มาก เกาะนางเงือก เราชอบคดีที่มี ฮัตโตริ เฮย์จิ เป็นพิเศษ แถมคดีนี้มีครบเลย คนตายเยอะ มีความ Emotional สนุก น่าติดตาม ความสยองก็มี เราชอบเล่มนี้มากถึงขั้นอ่านจนกระดาษหนังสือหลุดออกมา”

“ส่วนตอนที่กลัวที่สุดยกให้คดีฆาตกรรมในห้องสมุด เล่ม 10 ปกติเราอ่านซ้ำหลายรอบ แต่คดีนี้เราข้ามตลอดเพราะน่ากลัวมาก เวลาขึ้นลิฟต์แล้วมีเสียงสัญญาณน้ำหนักเกิน เราจะระแวงตลอดว่ามีศพอยู่ด้านบนรึเปล่า” เทปหัวเราะ

เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้ที่มีหนังสือโคนัน 15 ภาษา กาชา 50 ตัว จนถึงภาพร่างของจริง

สุดยอดแฟนพันธุ์แท้

“จริงๆ แค่อยากรู้ว่าตัวเองมีความรู้ โคนัน มากแค่ไหน ไม่ได้คิดว่าต้องเข้ารอบห้าคนสุดท้ายหรือต้องได้แชมป์ เราแค่สนุกกับการได้ตอบในสิ่งที่เรารู้ ได้พูดในสิ่งที่เราชอบ”

เทปย้อนประสบการณ์ช่วงที่แข่งแฟนพันธุ์แท้ให้เราฟัง เธอเล่าว่ารายการนี้ให้อะไรหลายอย่าง จากที่คนรอบข้างเคยมองว่าเธอเป็นแค่สาวบ้าการ์ตูน แฟนพันธุ์แท้ ทำให้การชอบ โคนัน ของเธอเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ โดยไม่ติดสินว่าเป็นสิ่งไร้สาระ และการแข่งแฟนพันธุ์แท้นี่เองที่ทำให้ชิ้นส่วน โคนัน ในคลังสะสมของเทปค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

และนี่คือของสะสม 7 ชุดที่เทปตั้งใจคัดมาอวดเรา

1. หนังสือการ์ตูนโคนัน 15 ภาษา

เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้ที่มีหนังสือโคนัน 15 ภาษา กาชา 50 ตัว จนถึงภาพร่างของจริง

“สิ่งแรกที่สะสมคือหนังสือการ์ตูน ตอนเด็กเราบังเอิญเจอ โคนัน เวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นที่คิโนะคุนิยะ เฮ้ย ทำไมปกไม่เหมือนของเรา ก็เลยซื้อเก็บไว้ พอกลับมาหาข้อมูล ถึงรู้ว่าจริงๆ ตีพิมพ์ไปแล้วเป็นสิบประเทศ

“มีเล่มภาษาเยอรมันที่เพื่อนของน้องซื้อมาให้ เล่มเกาหลีญาติก็ซื้อมาฝาก ช่วงแรกๆ ยังมีไม่เยอะ จนกระทั่งวันที่แข่งแฟนพันธุ์แท้ เราพูดในรายการว่าตัวเองสะสมหนังสือ โคนัน จากทั่วโลก หลังจากวันนั้น เวลาใครไปประเทศไหน เขาก็จะถามว่า เทปมีหรือยัง ถ้ายัง เดี๋ยวซื้อมาให้

“เล่มที่ไกลที่สุดที่ได้มาคือฟินแลนด์ เรื่องราวของเล่มนี้น่าประทับใจมาก คือมีน้องนักเรียนแลกเปลี่ยนคนหนึ่งได้ดูรายการ แฟนพันธุ์แท้ เขาเจอหนังสือ โคนัน ที่ฟินแลนด์แล้วซื้อเก็บไว้ เพราะอยากส่งให้เราแต่เขาไม่รู้จะติดต่อยังไง ก็เลยติดต่อไปที่รายการ บอกรายการว่าเขาอยู่ฟินแลนด์ อยากส่งหนังสือให้พี่เทป แฟนพันธุ์แท้โคนัน

“ทีมงานรีบโทรมาเล่าให้ฟัง เราตกใจมาก สุดท้ายก็ได้แลกช่องทางติดต่อกับน้อง แล้วพอกลับไทย เขาก็ส่งหนังสือมาให้เราจริงๆ น่าประทับใจเนอะ

“การได้เห็นโคนันพูดหลายๆ ภาษาเป็นเรื่องมหัศจรรย์นะ ถึงแม้เราจะอ่านไม่ออก แต่เรารู้ว่าเขาคุยอะไรกัน เราจำได้ว่าช่องนี้พูดอะไร เกิดคดีอะไรขึ้น มีไว้แล้วรู้สึกอุ่นใจ มันเตือนเราว่า ไม่ใช่แค่ประเทศเราหรือประเทศใกล้เคียงที่มี แต่การ์ตูนเรื่องนี้ดังไปทั่วโลกจริงๆ”

2. ของสะสมโคนันจากเมืองทตโตริ 

“พิพิธภัณฑ์โคนัน (Gosho Aoyama Manga Factory) อยู่ที่เมืองทตโตริ บ้านเกิดของคนเขียน เราไปมาแล้วสามรอบ ไปถึงจะเจอสถานีรถไฟยูระ เป็นสถานีที่ตกแต่งด้วยโคนันทั้งหมด ที่นั่น เราซื้อสมุดวอล์กแรลลี่ เพราะระหว่างทางจากสถานีถึงพิพิธภัณฑ์จะมีรูปปั้นและกิมมิกต่างๆ เกี่ยวกับโคนันให้ถ่ายรูป พูดง่ายๆ เมืองนี้เหมือนเป็นเมืองแห่งโคนันเลย ที่สำคัญเราต้องแสตมป์สมุดตามสถานต่างๆ ในเมืองด้วย เช่น ที่หอสมุดหรือไปรษณีย์

“รอบแรกที่ไปเราแสตมป์ได้ไม่ครบเพราะฝนตก ผ่านมาสองปีไปอีกรอบ ในที่สุดก็แสตมป์จนเต็ม ที่พิพิธภัณฑ์ก็ได้ซื้อโปสการ์ดโคนันเขียนถึงตัวเองด้วย ไปสามรอบก็เขียนสามรอบ”

3. ภาพร่างฉบับจริงจากงาน Let’s Talk with Gosho Aoyama Day

เปิดห้องสอบสวน เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้โคนันที่สะสมตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตากาชาปอง จนถึงภาพร่างต้นฉบับฝีมือ อ.โกโช

“ภาพร่างนี้ได้จากการไปพิพิธภัณฑ์โคนันครั้งที่สาม ซึ่งเป็นงานมีตติ้งของ อาจารย์โกโช อาโอยามะ (Gosho Aoyama) (ชื่อจริง : โยชิมาซะ อาโอยามะ (Yoshimasa Aoyama)) ผู้เป็นทั้งคนเขียนและคนวาด โคนัน งานจัดปีละครั้งช่วงปีใหม่ เราสงสัยมาตลอดว่าเขาไปกันยังไง เลยส่งอีเมลไปถามพิพิธภัณฑ์ แล้วเขาก็ตอบกลับมา

“ขั้นตอนคือให้ส่งโปสการ์ดที่มีชื่อและที่อยู่เราส่งไปญี่ปุ่น เขาจะเอาโปสการ์ดทั้งหมดจากแฟนทั่วโลกมาจับสลาก ปีนั้นสุ่มสี่ร้อยคน ถ้าได้เป็นหนึ่งในสี่ร้อย เขาจะแปะหมายเลขเข้างาน แล้วส่งโปสการ์ดกลับมาที่บ้าน แต่ด้วยความที่เราเป็นคนต่างชาติมั้ง เขาคงกลัวว่าโปสการ์ดจะส่งกลับมาไม่ทัน ก็เลยส่งอีเมลมาบอกว่าเราได้เป็นคนที่สองร้อยเก้าสิบหก จากสี่ร้อยคน แถมเขาย้ำด้วยนะว่า ทุกคนผ่านการจับสลากอย่างยุติธรรมจริงๆ ไม่ต้องกังวลนะว่าเราให้แค่เพราะคุณเป็นชาวต่างชาติ

“ตอนจบงานมีตติ้ง เขาจะให้ภาพร่างจริงเป็นของที่ระลึก ซึ่งภาพที่แต่ละคนได้ก็ไม่เหมือนกัน ต้องลุ้นเองว่าใครจะได้ภาพไหน ภาพที่เราได้มาจากหนังสือเล่ม 93 ตอนที่ 6 เป็นภาพร่างแรกที่อาจารย์โกโชวาดจริงๆ ตอนแรกคิดว่าเขาคงถ่ายสำเนามา แต่พอเราลองลบด้วยยางลบ ปรากฏว่าเส้นหายแฮะ (หัวเราะ)

“ภาพนี้เป็นสิ่งล้ำค่ามากสำหรับเรา แม้จะเป็นแค่ภาพวาดคร่าวๆ แต่มันคือของจริงที่อาจารย์วาดเอง สิ่งนี้ไม่มีขาย เราต้องไปร่วมงานจริงๆ ถึงจะได้มา”

4. ตุ๊กตากาชาปอง (7 ชุดปกติ 3 ชุดพิเศษ รวม 47 ตัว)

เปิดห้องสอบสวน เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้โคนันที่สะสมตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตากาชาปอง จนถึงภาพร่างต้นฉบับฝีมือ อ.โกโช
เปิดห้องสอบสวน เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้โคนันที่สะสมตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตากาชาปอง จนถึงภาพร่างต้นฉบับฝีมือ อ.โกโช

“เราซื้อทีละเซ็ต อันไหนที่ได้หมุนไข่กาชาปองเอง เราก็จะหมุนทีละตัว แต่มีบางตัวที่ซื้อเป็นบ็อกซ์เซ็ตสะสมไว้ รวมๆ แล้วราคาอาจจะถึงหมื่น ถ้าพ่อรู้น่าจะโดนด่า

“มีเซ็ตหนึ่งเราไปหมุนที่ญี่ปุ่น ทั้งเซ็ตมีหกตัว หมุนยังไงก็ได้ไม่ครบ ขาดอยู่สอง หมุนอีกก็คงซ้ำอีก เราเลยใช้วิธีดักรอคนที่มาหมุน ในเซ็ตนี้คนอยากได้ตัว อากาอิ ชูอิจิ เยอะที่สุด แล้วเราดันมีตัวนี้ซ้ำกันสามตัว ดังนั้นก็น่าจะพอขอแลกได้

“เรายืนรอข้างตู้อยู่พักใหญ่ อุณหภูมิตอนนั้นประมาณสิบองศาเซลเซียส หนาวมาก ในที่สุดก็มีเด็กผู้หญิงญี่ปุ่นสองคนมาหมุนแล้วได้สองตัวที่เราต้องการ ทั้งสองคนดูเซ็งมาก เราเลยถามว่าอยากได้ตัวไหน สองคนชี้มาที่ อากาอิ เรารีบหยิบตัวที่ซ้ำขึ้นมาแล้วถามว่าแลกกันมั้ย เขาดีใจมาก เราก็ดีใจเพราะในที่สุดก็ครบเซ็ต”

5. หนังสือพิมพ์โคนันฉบับครบรอบ 20 ปี

เปิดห้องสอบสวน เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้โคนันที่สะสมตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตากาชาปอง จนถึงภาพร่างต้นฉบับฝีมือ อ.โกโช
เปิดห้องสอบสวน เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้โคนันที่สะสมตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตากาชาปอง จนถึงภาพร่างต้นฉบับฝีมือ อ.โกโช

“เป็นฉบับครบรอบยี่สิบปี โคนัน ใน ค.ศ. 2014 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน เราฝากคนที่ญี่ปุ่นช่วยซื้อ อ่านออกมั้ยไม่รู้ แต่ของมันต้องมี ข้างในก็จะอธิบายความเป็น โคนัน ในหลายๆ แง่ เจ๋งมาก โดยเฉพาะกิมมิกที่หน้ากลางของเล่ม ฉบับนี้เป็นรวมหน้าปก ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน เดอะมูฟวี่ ฉบับนี้เป็นโปสเตอร์รันกับชินอิจิ หรือเล่มนี้เป็นโยงความสัมพันธ์ตัวละครในเรื่อง”

6. นิตยสารโชเน็น ซันเดย์ ที่โคนันได้ขึ้นปก

เปิดห้องสอบสวน เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้โคนันที่สะสมตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตากาชาปอง จนถึงภาพร่างต้นฉบับฝีมือ อ.โกโช
เปิดห้องสอบสวน เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้โคนันที่สะสมตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตากาชาปอง จนถึงภาพร่างต้นฉบับฝีมือ อ.โกโช

โชเน็น ซันเดย์ (Shonen Sunday) คือนิตยสารรายสัปดาห์ที่รวมการ์ตูนหลายเรื่อง ซึ่งมี โคนัน อยู่ในนั้นด้วย เราจะคอยเช็กในเว็บไซต์หรือทวิตเตอร์ เมื่อไหร่ที่ โคนัน ได้ขึ้นปกก็จะรีบโทรไปสั่งที่คิโนะคุนิยะ ช่วงแรกก็มีอยู่ไม่กี่เล่ม แต่ช่วงหลังก็พยายามซื้อให้ครบ ตอนนี้น่าจะมีประมาณสามสิบกว่าเล่มแล้ว ที่เอามาโชว์คือเล่มที่หน้าปกต่อกัน มีต่อกันทั้งแนวนอนแนวตั้ง ครีเอทีฟมาก” 

7. ลูกอมกับขนมที่ไม่ยอมกิน

เปิดห้องสอบสวน เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้โคนันที่สะสมตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตากาชาปอง จนถึงภาพร่างต้นฉบับฝีมือ อ.โกโช
เปิดห้องสอบสวน เทป พิมพ์ชนก แฟนพันธุ์แท้โคนันที่สะสมตั้งแต่หนังสือ ตุ๊กตากาชาปอง จนถึงภาพร่างต้นฉบับฝีมือ อ.โกโช

“ลูกอมนี้ เพื่อนที่ทำงานที่จีนซื้อมาฝากตั้งแต่ ค.ศ. 2016 ตอนแรกก็ตั้งใจจะเอาไปแจกคนอื่น แต่พอมาสังเกตซองดีๆ ทุกซองแตกต่างกันหมดเลย แสดงว่าลูกอมพวกนี้ไม่ได้ซื้อไว้กินแฮะ ถ้าเริ่มกินชิ้นหนึ่ง ก็คงอยากกินให้หมด ถ้าตัดสินใจเก็บแล้ว เราก็ขอเก็บให้หมดดีกว่า

“ส่วนขนม ซื้อที่ญี่ปุ่น ค.ศ. 2017 เรากลัวมันแตกถึงขั้นห่อเสื้อกันหนาวป้องกันอย่างดีตอนขนกลับไทย จนถึงวันนี้เรายังไม่เคยแกะเลย น้องเราบอกว่ากินไปเหอะ ด้านหลังกล่องก็มีรูปขนมไม่ใช่เหรอ แต่สำหรับเรามันไม่เหมือนกัน เขาอุตส่าห์สกรีนรูปลงบนขนมเลยนะ มันควรได้อยู่สภาพนี้ตลอดไป ถ้ากินก็คงเสียดายแย่”

ในวันที่โคนันจบลง

เทปกับ โคนัน รู้จักกันตอนเทปอยู่ ป.5 และโคนันอยู่ ป.1 

วันนี้ยอดนักสืบจิ๋วยังคงอยู่ ป.1 แต่เทปโตขึ้นจนอายุนำหน้าด้วยเลข 3 คำถามคือความชอบต่อ โคนัน ของเธอเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่

“ไม่นะ เรียกว่าอะไรดี รักแท้ล่ะมั้ง ระหว่างที่ชอบก็มีช่วงที่เราแวะไปดูหนังหรือการ์ตูนเรื่องอื่น แต่เราจะวาง โคนัน ไว้ตรงนี้เสมอ สมมติเราเอาเรื่องอื่นมาใกล้ๆ สักพักเรื่องนั้นก็จะหล่นลงไป โคนัน จะยังอยู่ที่เดิม

“ในชีวิตเรามี โคนัน อยู่ด้วยตลอด ไม่ว่าตอนนั้นเราสนใจเรื่องอะไรอยู่ ถ้าของเล่น โคนัน ออกปุ๊บ ก็จะรีบสั่งทันที เรามีของ โคนัน ตั้งแต่อายุขึ้นต้นด้วยเลขหนึ่ง ตอนนี้อายุขึ้นต้นด้วยเลขสามก็ยังเก็บเพิ่มอยู่ตลอด ที่ผ่านมาเราวาง โคนัน เป็นเป้าหมายชีวิต ไปพิพิธภัณฑ์ ไปมีตติ้งกับนักเขียน หรือได้ร่วมอีเวนต์ จากที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ทำงานให้ผ่านไป ก็รู้สึกว่าชีวิตยังมีความหมายบางอย่าง 

“ถ้าวันหนึ่ง โคนัน จบก็คงเหงา แต่เราเชื่อว่ามันคงไม่จบแล้วจบเลย ก็คงจะมีเม็มโมเรียล นิทรรศการ หรือของสะสมตามอีเวนต์ต่างๆ ต่อให้ โคนัน จบ เราก็จะอยู่กับมันอยู่ดี” เทปปิดท้ายด้วยรอยยิ้มจากหลังหน้ากาก

ดูของสะสมทั้งหมดของเทปได้ที่ #tapesconangoods

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

ชอบถ่ายรูป แต่ชอบฟังนักเขียนขณะสัมภาษณ์มากกว่า

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load