คุณวิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล หรือ พี่เป้า เป็นมัณฑนากรที่โด่งดังระดับแถวหน้าของเอเชีย และเป็นนายกสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย

เธอเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท P49DEESIGN AND ASSOCIATES โรงแรมที่เธอออกแบบกระจายตัวอยู่ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่โฮสเทลจนถึงโรงแรมหกดาว และตั้งแต่กลางทะเลทรายไปจนถึงกลางมหานครใหญ่ เธอกวาดรางวัลใหญ่ในระดับโลกมาแล้วมากมาย

ล่าสุดเธอได้รับรางวัลนักออกแบบไทย (Designer of the Year Award) ปี 2017 จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หมวด Honor Award สาขา Interior Design

เธอบอกกับเราว่า เธอเรียนไม่เก่ง เขียนตีฟ (perspective หรือการเขียนภาพทัศนียภาพ) ไม่เป็น สเกตช์แบบได้แย่มาก และเปิดคอมพิวเตอร์ไม่ได้

เธอย้ำกับเราหลายรอบว่า ไม่ได้พูดเล่น

แล้วอะไรทำให้เธอกลายมาเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของเอเชีย

คุณก็อยากรู้เหมือนกันใช่ไหม

วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล

ออกแบบโรงแรมให้สวยน่ะง่าย แต่…

“ออกแบบโรงแรมให้สวยน่ะง่าย” พี่เป้าเริ่มต้นเล่าถึงความท้าทายของอาชีพมัณฑนากร “แต่ที่ยากคือ เราต้องรู้จักโครงสร้างและฟังก์ชันที่ซ่อนอยู่อย่างถ่องแท้”

เธอเปรียบให้เห็นภาพว่า งานอินทีเรียดีไซน์ไม่ใช่การแต่งหน้าทาปาก หรือเลือกตุ้มหูมาใส่ แต่ต้องเริ่มต้นดูจากโครงหน้าว่ามาดีแล้วหรือยัง จะปรับยังไงได้บ้าง เพื่อให้พื้นที่ภายในอาคารหลังนั้นสอดคล้องกับการใช้งานที่สุด

งานที่ถือว่ายากและซับซ้อนที่สุดของวงการอินทีเรียคือการออกแบบโรงแรม เพราะมันเต็มไปด้วยห้องหลากหลายประเภท แต่ละห้องล้วนต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน ทั้งห้องใหญ่ที่ทุกคนนึกถึง และห้องเล็กห้องน้อยที่ใช้เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งต้องอยู่ให้ถูกที่ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ห้องพัก ซึ่งแขกทุกคนล้วนคาดหวังความสวยและความสบาย

ถ้าใครกำลังคิดว่า การออกแบบโรงแรมแค่ทำให้สวยก็พอ ถือว่าผิดถนัด

“เราต้องตีโจทย์ของลูกค้าให้ครบทุกมิติ ต้องศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเอามาใช้ออกแบบ ศึกษาตลาดของเขา ศึกษาคู่แข่งของเขา ความสำเร็จของเราคือ ทำให้แขกอยากกลับมาใช้บริการซ้ำเพราะชอบ ถ้าเขาพักแล้วสบายด้วย ว้าวด้วย เขาก็อยากกลับมาอีก”

วิธีที่พี่เป้าใช้เช็กฟีดแบ็กของงานที่ง่ายที่สุดก็คือ ดูว่าเจ้าของโรงแรมกลับมาจ้างเราทำงานอีกไหม ซึ่ง P49 ได้ทำงานออกแบบให้เครือของโรงแรมใหญ่ๆ เกือบทุกแบรนด์ในเอเชีย และอยู่ในลิสต์ของนักออกแบบที่โรงแรมชั้นนำของโลกยอมรับ นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า งานที่ผ่านมาของ P49 คงไม่ค่อยผิด

137 Pillars Chiangmai 137 Pillars Chiangmai 137 Pillars Chiangmai

137 Pillars Chiangmai

คนขี้เบื่อมืออาชีพ

เวลาพี่เป้าออกแบบโรงแรม เธอชอบให้แขกที่มาพักได้สัมผัสถึง Sense of place หรือรู้สึกว่าได้อยู่ในเมืองนั้นจริงๆ จึงพยายามเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ให้ถูกกาลเทศะ การทำงานจึงเริ่มต้นจากการเจาะลึกวัฒนธรรมเพื่อดูว่าหยิบอะไรมาเล่นได้บ้าง เล่นยังไง เอามาใช้เลย หรือเอามาปรับให้เหมาะกับงาน เหมาะกับแบรนด์ของเขาก่อน

ไม่ว่าการสัมภาษณ์ครั้งไหน พี่เป้าก็ยืนยันเหมือนเดิมว่า P49 ไม่มีสไตล์และลายเซ็นเฉพาะตัว ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“พี่อยากพูดแบบภาคภูมิใจด้วยว่า เราถนัดหลายสไตล์ด้วย เพราะเราเป็นคนขี้เบื่อ ไม่ชอบอะไรจำเจ เลยหาอะไรใหม่ๆ มาให้ลูกค้า แต่ละงานเราคิดจากคาแรกเตอร์ของแบรนด์ว่า เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ หรือคนเปรี้ยว สถานที่ตั้งอยู่ตรงไหน กรุงเทพฯ ภูเก็ต บาหลี หรือปักกิ่ง แล้วทิศทางการตลาดจะไปทางไหน พอมีเรื่องหลากหลายให้เล่นแล้ว ชีวิตมันโคตรสนุกเลย” พี่เป้าเล่าอย่างอารมณ์ดี

ถ้าเราไปถามคนในวงการอินทีเรีย ทุกคนพูดตรงกันว่า ลายเซ็นของ P49 ไม่ใช่สไตล์ แต่เป็นเรื่องฟังก์ชันการใช้งาน ซึ่งพี่เป้าก็พยักหน้ารับ

“ไม่ว่าเราจะทำงานที่ใหม่หรือหวือหวาแค่ไหน ความสบายต้องอยู่ครบ และฟังก์ชันต้องได้หมด อย่าให้ดีไซน์กลบประโยชน์ใช้สอย พี่ย้ำกับทีมเสมอว่า ความรู้สึกที่เดินเข้าโรงแรมไปแล้วว้าว นั่นก็เท่ นี่ก็เท่ มันหวือหวาอยู่ได้กี่นาที พอคุณเปิดกระเป๋าเอาของออกมาตั้ง ที่วางแว่นตาก็ไม่มี ที่วางครีมก็ไม่พอ ความรู้สึกหวือหวามันหายไปไหม ความรู้สึกหงุดหงิดอยากเจริญพรคนออกแบบว่าไม่มืออาชีพก็มาแทน ถ้าคุณออกแบบแล้วเขาอยู่ไม่สบาย ใช้งานไม่สะดวก ไม่่ว่าจะเป็นงานใหญ่หรืองานเล็ก อนาคตคุณไม่สดใสแน่นอน”

วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล

พี่ไม่ได้มาเล่นๆ

“ไม่เคยมีช่วงไหนเลยที่มั่นใจว่า การเลือกเป็นอินทีเรียเนี่ย มาถูกทางแล้ว” พี่เป้าตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

ลูกสาวเจ้าของห้องเสื้อ ‘กรแก้ว’ ถูกส่งไปเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 14 ปี พี่เป้าสนใจด้านการออกแบบเครื่องประดับและงานปั้น แต่ยุคนั้นน่าจะเอามาต่อยอดที่เมืองไทยยาก เธอก็เลยเลือกเรียน Interior Design ที่ Inchbald School of Design ในประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นสาขาที่ใหม่มากสำหรับเมืองไทยยุคนั้น

เมื่อเรียนจบกลับมา พี่เป้าเริ่มต้นทำงานในบริษัท Rifenberg and Rirkrit Architects พอปี 2521 พี่เป้าและเพื่อนมัณฑนากรฝีมือดีอย่าง คุณเปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ก็ร่วมกันเปิดบริษัท P49DEESIGN AND ASSOCIATES ของตัวเอง เมื่อถึงปี 2542 ทั้งคู่ก็แยกย้าย พี่เป้าย้ายมานั่งเก้าอี้ CEO บริษัท P49DEESIGN AND ASSOCIATES ของตัวเอง จนกระทั่งปัจจุบัน

เจ้าของบริษัทอินทีเรียดีไซน์เล่าว่า เธอเรียนหนังสือไม่เก่ง งานที่ทำตอนเรียนก็ไม่ได้โดดเด่น จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนที่เริ่มทำงานจริง

“พอเริ่มทำงานก็รู้สึกว่า อันนี้มันของจริงเว้ย ไม่ใช่แค่ได้คะแนน แต่เราได้เงินจริงๆ เราเลยกลัวคนตราหน้าว่าไม่มืออาชีพ ทำอะไรเล่นๆ ความกลัวนี้อาจจะเป็นแรงผลักให้เราทำงานแบบตั้งใจสุดขีด” พี่เป้าย้อนหลังถึงตอนทำงานใหม่ๆ เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

งานแรกๆ ของเธอเป็นงานที่คนใกล้ตัวมาขอให้ช่วยออกแบบเรือนหอ พอจะคลอดก็มาขอให้ทำห้องลูก แล้วค่อยๆ ขยับเป็นทำบ้านทั้งหลัง งานตกแต่งภายในโรงแรมงานแรกที่ได้ทำคือ โรงแรมเพนนินซูล่า (แล้วเปลี่ยนเป็นโรงแรม Regent ต่อมาก็เป็น Four Seasons และปัจจุบัน คือโรงแรมอนันตรา ราชดำริ) ซึ่งเราก็มีส่วนร่วมในการรีโนเวตมาด้วยทุกสมัย แต่ทำแค่ห้องอาหารไทยสไปซ์มาร์เก็ตกับทำห้องรอยัลสวีต งานเราก็ได้ลงนิตยสารเสมอ
ล่าสุดก็ลงนิตยสารท่อเที่ยว Travel + Leisure โรงแรมที่เราทำติด Top List 3 โรงแรม

Anantara Siam Bangkok Hotel

Anantara Siam Bangkok Hotel

พี่เป้าเล่าเคล็ดลับในการทำงานของคนทำงานไม่เก่งให้ฟังว่า “เราก็ต้องทำการบ้านให้มากขึ้น อย่างเรื่อง Space planing ไม่ใช่คิดรอบเดียวแล้วจบเลย เราต้องคิดต่อว่ามันจะเป็นอะไรได้อีกบ้าง เหตุผลคืออะไร ทำไมเราถึงชอบทางนี้ที่สุด ต้องมีที่มาที่ไป ลูกค้าชอบถามว่า แล้วถ้าเป็นอย่างนี้อย่างนั้นล่ะ เราต้องตอบได้หมดว่า ถ้าจะเป็นอย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ดีหรือไม่ดีกว่ากันอย่างไร เพราะเราศึกษามาทุกมุมแล้ว ลูกค้าก็จะอุ่นใจว่าเราคิดเผื่อให้เขาแล้วจริงๆ”

ขายงานได้ตามเป้า

เวลาเปิดพอร์ตฟอลิโอให้ลูกค้าดู แต่ละรูปคุณต้องเล่านิทานประกอบว่ามันเป็นยังไงมายังไง นิทานสำคัญเท่าๆ กับความสวยพี่เป้าอธิบายถึงวิธีขายงาน ซึ่งนิทานที่เธอพูด หมายถึงการเล่าคอนเซปต์ให้ลูกค้าเข้าใจ

บางคนทำงานมาดีเลย แต่ตกม้าตายตอนพรีเซนต์ ถึงคุณจะออกแบบเก่งแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่มีความสามารถในการขายแบบของคุณ ทำให้ลูกค้าเข้าใจไม่ได้ เห็นด้วยกับดีไซน์ของคุณไม่ได้ ก็จบ

ฟังดูคล้ายกับว่า ถ้าอยากเป็นมัณฑนากรที่ดี ต้องมีความสามารถในการเล่านิทาน

แน่นอนพี่เป้าเน้นเสียง ทุกอาชีพด้วย คุณเป็นนักเศรษฐศาสตร์ จะไปขายโปรเจกต์ให้เจ้านาย ไปขอกู้เงินธนาคาร คุณก็ต้องเข้าใจโปรเจกต์ของคุณอย่างถ่องแท้ ต้องโน้มน้าวเขาให้เห็นด้วย เขาถึงจะให้คุณกู้เงิน”

คนรอบตัวพี่เป้าต่างยืนยันว่า พี่เป้ามีวิธีการขายงานที่สนุกและทรงพลังมาก แต่พี่เป้าส่ายหน้าปฏิเสธว่า ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้น แต่ก็พอจะมีหลักอยู่บ้าง

“แบบที่คุณเอามาพรีเซนต์ คุณต้องบอกให้ได้ว่า ทำไมคุณถึงเลือกทำสิ่งนี้ อะไรคือสิ่งที่คุณเชื่อ และอยากพาลูกค้าไปให้ถึงด้วยประสบการณ์ทั้งหมดที่คุณมี แล้วคุณก็ต้องแสดงความจริงใจ ทำให้เขาเชื่อใจคุณ อาจจะด้วยผลงานที่ผ่านมา สิ่งสำคัญคือ คุณต้องฟังเขาเพื่อมาย่อย ไม่ใช่ฟังเพื่อจับผิดว่า คุณรสนิยมไม่ดีอีกแล้ว

แล้วถ้าลูกค้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เสนอ

ก็ไม่ว่ากัน เขาอาจจะยังเห็นมาไม่มากพอ พี่ก็จะทำสิ่งที่เขาอยากได้ไปให้เขาดู แต่ขอเสนอบางอย่างในสิ่งที่ฉันเชื่อว่ามันควรจะไปในทางนั้นให้ดูด้วย มันเป็นสิ่งที่จะทำให้โรงแรมคุณไม่ตกยุคในอีก 10 ปีข้างหน้า ต้นทุนอาจจะเพิ่มนิดหน่อย แต่ในระยะยาวมันจะคุุ้ม สุดท้ายเขาก็ยอมเสียเงินเพิ่มทั้งนั้น

แล้วถ้าลูกค้าไม่เห็นด้วยจริงๆ

สิ่งไหนที่พี่เชื่อมากๆ พี่ต้องหาเหตุผลชักแม่น้ำทั้งห้าโน้มน้าวเขาให้ได้ เหตุผลต้องแม่น ต้องอธิบายให้ชัดเจน และต้องเลือกคำพูดให้ดี แต่ถ้าสุดท้ายเอาไม่อยู่ พี่ก็จะไม่โทษลูกค้า แต่จะโทษว่าเป็นความผิดของฉันเองที่ทำให้เขาเห็นด้วยไม่ได้

วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล

วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล

Work & Travel

แม้ว่าพี่เป้าจะเห็นงานดีๆ มาทั้งชีวิต แต่ตอนนี้เธอก็ยังมีงานที่เห็นแล้วรู้สึก ‘อิจฉา’ เป็นประจำ

“พี่จะล้อตัวเองว่า ฉัน turn green with envy คือหน้าเขียวด้วยความอิจฉา หงุดหงิด เพราะเราชื่นชมงานนั้นมากๆ มันมักจะเป็นการผสมกันที่ลงตัวมากของการใช้พื้นที่ การเลือกใช้วัสดุ สีสัน และอะไรทั้งหลาย”

พี่เป้าเล่าต่อว่า เมื่อก่อนเธอก็เหมือนมัณฑนากรทั้งหลายที่ต้องวิ่งดูงานออกแบบใหม่ๆ ตามโรงแรมต่างๆ เพื่ออัพเดตตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้เธอสนใจเรื่องพวกนี้น้อยลง แนวทางในการเที่ยวก็เปลี่ยนไป เธอเริ่มหันหลังให้เมืองแล้วมุ่งหน้าสู่ท้องถิ่น

พี่เป้าชอบพักในโรงแรมที่อยู่ในตึกเก่าซึ่งมีประวัติศาสตร์ หรือที่พักที่ให้ประสบการณ์แปลกๆ เช่น โรงแรมที่ดัดแปลงจากโรงงานทำน้ำมันมะกอก เธอยืนยันว่า การพักในโรงแรมเป็นประสบการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเดินทาง จากความต้องการโดยส่วนตัวอันนี้ก็จะยึดเป็นหลักหนึ่งในการออกแบบโรงแรม ที่ให้ประสบการณ์ที่พิเศษต่อผู้มาพัก บางทีเราจะไปไหนเราอาจจะเลือกโรงแรมที่อยากไปอยู่ก่อนตัวเมืองด้วยซ้ำ แม้จะตื่นตาตื่นใจกับการออกแบบที่ลงตัว เธอก็แค่ชื่นชมความงามตรงหน้า แต่ไม่ได้ถอดรหัสว่านักออกแบบคิดอะไร หรือสเกตช์แบบเก็บไว้ เก็บแต่ความรู้สึก แล้วเอาความรู้สึกนั้นๆ มาใส่ในงานของเธอ

พอเห็นพี่เป้าสนใจท่องเที่ยวแนวนี้ ก็อยากรู้ว่าเธออยากลองออกแบบที่พักแนวโฮมสเตย์ในบ้านเราบ้างไหม

“อยากทำชิบเป๋ง แต่ยังไม่มีใครมาจ้าง” เธอตอบทันทีด้วยแววตาเป็นประกาย “มันน่ารักดีนะ พี่โคตรมีความสุขเลย ได้ไปอยู่ในบ้านคน ยุคนี้คนค่อยๆ ตื่นตัว เริ่มตระหนักแล้วว่าบ้านเรามีทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง และสามารถส่งเสริมให้มันเป็นอะไรได้บ้าง มันเป็นวิถีที่น่ารักจะตาย”

ถ้าได้ทำงานนี้จริงๆ พี่เป้ามองว่า ข้อจำกัดคงอยู่ที่เจ้าของบ้านไม่ได้มีทุนเยอะ จะมาขอทุบกำแพง ใส่ห้องน้ำคงไม่ได้ คงต้องเล่นกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว งานแบบนี้ไม่ใช่ Interior Designer ซึ่งเป็นการจัดการพื้นที่ทุกอย่าง แต่เป็น Interior Decorator ที่ทำแค่ขยับตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ตั้งแจกันตรงนั้น วางกรอบรูปตรงนี้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังน่าทำอยู่ดี

เป้าไม่มีเป้า

เมื่อถามถึงเป้าของเป้า

“เป้าไม่มีเป้า” พี่เป้าตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “เป้าอยู่กับปัจจุบัน”

ที่ผ่านมา พี่เป้าไม่เคยวางแผนเลยว่าบริษัทจะเติบโตอย่างไร เมื่อก่อนพอได้ทำบ้าน เธอก็อยากทำโรงแรม พอได้ทำโรงแรมก็อยากทำโรงแรมห้าดาวหกดาว อยากทำโรงแรมที่ต่างประเทศ งานแรกที่ได้ทำคือ การรีโนเวตห้องบอลรูมของโรงแรมอิมพีเรียล โรงแรมเก่าแก่ที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย งานนั้นเธอได้ทำเพราะมีเพื่อนเป็นสถาปนิกอยู่ที่นั่น จากนั้นก็ได้ทำงานโรงแรมที่จีน บาหลี และอีกหลายประเทศ เพราะชื่อเสียงจากการบอกปากต่อปาก จนตอนนี้การออกแบบโรงแรมในต่างประเทศคืองานหลักของ P49

“พี่พยายามอยู่กับปัจจุบัน ทำงานปัจจุบันให้ดีที่สุด งานปัจจุบันไม่ดีเมื่อไหร่ อนาคตไม่ดีเมื่อนั้น เพราะวงการมันแคบ” พี่เป้าเน้นเสียง

Alila Jabal Akhdar, Oman Alila Jabal Akhdar, Oman Alila Jabal Akhdar, Oman

Alila Jabal Akhdar, Oman

งานของนักออกแบบ

ไม่น่าเชื่อว่า นายกสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย เจ้าของรางวัล Designer of the Year คนนี้ สเกตช์แบบไม่เป็น

“พี่สเกตช์ไม่เป็น เขียนตีฟ (perspective) ก็ไม่เป็น สมัยทำงานใหม่ๆ เวลาขายแบบต้องไปจ้างคนมาสเกตช์ให้ ที่ผ่านมาก็ให้คนอื่นเขียนตลอดนะ คนไหนเขียนเก่งๆ ก็เขียนไปสิ พี่ทำได้แค่สเกตช์ยึกๆ ยักๆ แล้วพากย์ให้เขาฟัง ถ้าให้พี่เขียนเองแล้วเอาไปขายลูกค้านะ เจ๊งไปตั้งนานแล้ว” พี่เป้าหัวเราะ

“คอมพิวเตอร์ดิฉันก็เปิดไม่เป็น เคยมีคนมาสอน ต้องเขียนโพยให้ สักพักก็ลืม เล่นไอแพดเป็นก็เก่งมากแล้วนะ” พี่เป้าหัวเราะอีกรอบ

แล้วพี่เป้าเป็นนักออกแบบแถวหน้าของเอเชียได้ยังไง

คำถามนี้ทุกคนคงอยากรู้

“ก็ออกแบบได้สิ จะอะไรล่ะ” พี่เป้าหัวเราะเสียงดัง น่าจะเป็นการหัวเราะที่ดังที่สุดในการสนทนาวันนี้

“สิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบคือการคิด ถ้าคุณคิดได้ คุณไปหาใครมาเขียนให้ก็ได้” นั่นคือประโยคปิดท้ายของนักออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย


หลากงานออกแบบที่บ่งบอก Sense of place จาก P49DEESIGN

01

โรงแรม Mandarin Oriental

ประเทศไทย

Mandarin Oriental

“งานที่สะท้อนถึงช่วงเวลาการเกิดขึ้นของอาคารเดิมในโรงแรมแห่งนี้ที่เก่าแก่ถึง 140 ปี งานออกแบบจึงย้อนกลับไปในยุคสมัยที่งานสถาปัตย์เริ่มได้รับอิทธพลจากงานฝั่งยุโรป”

02

โรงแรม Le Meridien Chiang Rai Resort

ประเทศไทย

 Le Meridien Chiang Rai Resort

“ผนังกระจกโมเสกสะท้อนถึงสถาปัตยกรรมของวัด งานแลกเกอร์ของภาคเหนือที่เอามาใช้เป็นงานศิลปะได้เปลี่ยนวิธีการใช้งาน และเปลี่ยนสีสันให้สมัยใหม่ขึ้น”

03

โรงแรม InterContinental Nha Trang

ประเทศเวียดนาม

InterContinental Nha Trang

“สะท้อนให้เห็นถึงที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่บนชายหาด Nha Trang โดยมี Artwork และ Decorative Screen ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแหและอวนซึ่งเป็นเครื่องมือจับปลาของชาวประมงท้องถิ่น”

04

โรงแรม Taj Tashi, Thimpu

ประเทศภูฏาน

Taj Tashi, Thimpu Taj Tashi, Thimpu

“เราเลือกใช้ลวดลายไม้แกะตามลักษณะของงานภูฏานที่เรียกว่า ‘Double Dorji’ มาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบ”

05

โรงแรม Hotel Indigo Lijiang Ancient Town

ประเทศจีน

Hotel Indigo Lijiang Ancient Town

“แรงบันดาลใจในการออกแบบงานนี้จาก Tea Horse Trail เพราะเดิมท้องถิ่นนี้เป็นแหล่งปลูกชา ค้าขายชา ค้า ขายผ้าไหม โดยในสมัยโบราณใช้วิธีขนส่งด้วยม้า”

06

โรงแรม Alila Jabal Akhdar

ประเทศโอมาน

Alila Jabal Akhdar

“เลือกใช้หินเป็นวัสดุหลักในการออกแบบ เพราะหินเป็นวัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่ ลายเหล็กดัดได้แรงบันดาลใจจากดอกกุหลาบ ดอกไม้ที่นิยมปลูกกันในบริเวณนั้นเพื่อไปทำน้ำหอม”


ส่งผ่าน 5 เคล็ดลับกับงานอินทีเรียแบบรุ่นสู่รุ่น

01 โจทย์เป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

“ต้องตีโจทย์ให้แตก โจทย์เป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง โจทย์จากลูกค้าจะมาเป็นตัวหนังสือ เป็นคำพูด เราต้องตีความว่า มันจะเป็นสีอะไร ใช้วัสดุอะไร รายละเอียดเป็นยังไง”

02 อย่าตีกรอบตัวเองมากนัก

“มีอะไรใหม่ๆ เข้ามา ต้องเปิดรับเยอะๆ การมีสไตล์ทำให้ชัดเจน ถ้าชอบงานแบบนี้ให้มาหาคนนี้ แต่ภาพรวมของเราไม่ใช่อย่างนั้น เราชอบหาอะไรใหม่ๆ มาเล่นอยู่ตลอด งานเราเลยหลากหลาย”

03 ทุกงานเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของลูกค้า

“งานเราทุกชิ้น โดยส่วนตัวแล้ว อาจไม่ใช่สิ่งที่เราชอบที่จะอยู่อาศัยใช้เอง แต่เราต้องรู้ว่างานชิ้นนั้นเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่สุด เขากับเราคือคนละคนกัน เขามาหาเราให้ช่วยคิดว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเขา ถ้าเราเก่งจริง เราต้องทำได้”

04 Designer as a salesman

“เวลาขายแบบ ต้องอธิบายแบบให้เก่ง บางคนทำแบบสวยมากเลย แต่ขายไม่เป็น พูดแล้วเอาลูกค้าไม่อยู่ ของแบบนี้มันต้องซ้อมนะ ต้องตอบเหตุผลลูกค้าให้ได้”

05 ดีไซเนอร์ที่ดีไม่มีจนมุม

“ถ้าลูกค้าไม่ชอบแบบที่เราทำไป แปลว่า เราอาจจะตีโจทย์ผิด ต้องฟังเขาดีๆ ดีไซเนอร์ที่เก่งจริงต้องหาคำตอบให้เขาได้เสมอ ไม่มีทางตัน ลูกค้าไม่ชอบแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแบบอื่น ถ้าเราว่ามันไม่ดี ก็ต้องเอาของที่ดีกว่าไปเสนอ แต่ต้องตอบโจทย์เขาให้ได้ด้วย”

Save

Writers

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Avatar

ศาสตรา เฟื่องเกษม

คนทำนิตยสารที่ชื่นชอบประสบการณ์หลากหลายที่งานสัมภาษณ์พาไปเจอ และกำลังสนุกกับการลองเปลี่ยนงานเขียนและบทสัมภาษณ์ไปใช้ในสื่อรูปแบบอื่นๆ บ้าง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี อาจเป็นที่รู้จักในนามสะใภ้หวั่งหลีผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉม ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือกลไฟโบราณของตระกูลหวั่งหลี เป็นพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ล้ง 1919’ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาตั้งแต่แรกเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชน ทั้งเพราะคงเสน่ห์งานศิลปะจีนได้อย่างน่าประทับใจ และมีจุดประสงค์การใช้งานอันน่าชื่นชม

พาไปรู้จักเธอมากขึ้นอีกสักหน่อย 

คุณเปี๊ยะคือผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียร์ดีไซน์มากว่า 40 ปี เป็นแม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior บริษัทออกแบบภายในไซส์เบิ้มที่เจนเกมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย มีรางวัลระดับนานาชาติและความไว้วางใจจากบริษัทเครือใหญ่ๆ ทั้งไทยและเทศมากมายเป็นเครื่องการันตี

ในโอกาสที่ได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Award ประจำปี 2021 เราจึงขอนัดหมายพูดคุยกับเธอถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดในการทำงาน และประวัติศาสตร์วงการออกแบบฉบับกระชับ ตั้งแต่ยุคที่มัณฑนากรไม่มีปากมีเสียงในทีม สู่วันที่เธอเชื่อว่า “อาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน”

อินทีเรียร์ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ย้ำกับเรา 2 เรื่องตั้งแต่ต้นบทสนทนา

เรื่องแรก แม้รูปคำของบริษัท ‘PIA Interior’ จะถอดตามชื่อเล่น ‘เปี๊ยะ’ ในภาษาอังกฤษเป๊ะๆ แต่เธอกลับยืนกรานให้อ่านว่า ‘พี-ไอ-เอ อินทีเรียร์’ ซึ่งย่อจากชื่อเต็ม P INTERIOR AND ASSOCIATE COMPANY LIMITED

ด้วยองค์กรนี้ประกอบไปด้วยองคาพยพมากมาย เธอเป็นเพียงกลไกชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นทำให้ PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่จงใจไม่มีลวดลายเชิงดีไซน์เฉพาะตัว เป็นเหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุได้อย่างไร้กระบวนท่า ส่วนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทคือ ‘วัฒนธรรมการทำงาน’ ต่างหาก

เรื่องที่สอง เธอบอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด ไม่ได้ครอบครองวิชาลับในเชิงออกแบบ แต่ความเป็นเป็ดซึ่งเดินได้ไม่คล่องแคล่ว ว่ายน้ำได้ไม่เชี่ยวชาญ และบินได้ไม่สูงนี้เอง ทำให้เธอกลายมาเป็นมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พา PIA Interior มายืนอยู่แถวหน้าในวงการตกแต่งภายในได้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

คุณเปี๊ยะถ่ายถอดตัวตนแบบเป็ดของเธอสู่ PIA Interior อย่างแนบเนียน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนใครได้อย่างไร

เรื่องเล่าต่อไปนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

01 “อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย”

“อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นลูกไล่เขาด้วยซ้ำไป”

คุณเปี๊ยะเกริ่นถึงบรรยากาศแวดวงวิชาชีพสมัยเพิ่งเป็นมัณฑนากรป้ายแดง หลังเรียนจบด้านออกแบบภายในจาก Inchbald School of Design ประเทศอังกฤษ

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นงานอินทีเรียร์ดีไซน์ยังไม่เข้าครองพื้นที่ในใจผู้คนมากนัก จำนวนผู้เล่นก็ไม่ได้เหลือประมาณจนล้นตลาด ประกอบกับโชคดีที่มีญาติพี่น้องกระจายตัวอยู่ตามห้างร้านองค์กรต่างๆ มัณฑนากรคนเก่งจึงได้โอกาสโชว์ฝีมือ แผ้วทางเดินให้เรียบเตียน และหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวได้ไม่ยาก

เริ่มต้นลับเขี้ยวเล็บจากงานเล็กๆ อย่างออกแบบร้านกาแฟ ร้านอาหาร แก่กล้าเพียงพอจึงขันอาสาตกแต่งห้องประชุมสำนักงานใหญ่ ให้กับ คุณบัญชา ล่ำซำ อดีตหัวเรือใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย

“ครั้งหนึ่งดิฉันทำห้องประชุมทั้งชั้นใกล้เสร็จแล้ว เกิดกังวลว่าเรียบง่ายเกินไปเพราะเป็นสีเดียวกันหมด ซึ่งก็ควรเป็นแบบนั้น จะได้ไม่รบกวนสายตาและไปทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นยังวิทยายุทธยังไม่แก่กล้า จึงตระหนก กลัวโดนตำหนิว่าทำงานน้อย เลยตัดสินใจเพิ่มสีสันให้แตกต่างกัน แต่เมื่อย้อนไปดู กลับทำให้คิดได้ว่าเรายังอ่อนหัดนัก นี่สอนให้รู้ว่าประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เราเดินและอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง

“สิ่งสำคัญคือการที่ต้องเข้าใจโจทย์ให้ถ่องแท้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องยอมรับก่อนว่าไม่รู้ แล้วขวนขวายหามา ไม่อายที่จะถามเพื่อให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง

“สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การที่เอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม ทำให้ความวุ่นวายไม่จบสิ้น ดีไซเนอร์ต้องไม่ทำให้อะไรให้ซับซ้อน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ซีอีโอรุ่นเก๋าเล่าบทเรียนสนุกๆ ในวัยกำลังหัดเดินอย่างฉะฉาน พร้อมกำชับถึงความเชื่อตัวเองที่ยังยึดถือมาถึงปัจจุบัน ก่อนเฉลยอย่างภูมิใจว่า ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีนั้นทำให้เธอมองตัวเองเป็น ‘เป็ด’

“ดิฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นเป็ด เพราะไม่ได้เก่งทุกอย่าง การเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีแต่คนเก่งมาร่วมงานด้วย เราต้องไม่มีอัตตา ใจกว้างเพียงพอที่จะยอมรับความเห็นผู้อื่น รับความแตกต่างทุกแง่มุม มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รอบด้านขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น จากแต่ก่อนที่ดุมากจนลูกชายบอกว่า ตุ๊กตุ๊กหน้าปากซอยยังกลัวเลย” พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน ก่อนเธอจะเสริมต่อว่า

“เป็นเป็ดแบบนี้แหละดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ขอเป็นคนธรรมดาที่มองภาพรวมออก และแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปสู่ความสำเร็จได้ทุกขั้นตอนดีกว่า”

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

02 จาก ‘เป็ด’ สู่ ‘PIA’

เส้นทางอาชีพของคุณเปี๊ยะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อเปิดบริษัท P49DESIGN AND ASSOCIATES ร่วมกับเพื่อนมัณฑนากรมากฝีมือ เป้า-วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ก่อนก่อตั้ง PIA Interior ของตัวเองใน ค.ศ. 1999 

แม้ว่าตามชื่อจะยังมีตัวตนของดิฉันอยู่ แต่องค์กรนี้ไม่ได้เป็นของดิฉันคนเดียว พาร์ตเนอร์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ PIA ลูกค้าจึงไม่ได้เข้ามาเพราะชื่อดิฉัน ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเจอดิฉันเท่านั้น แต่เข้ามาเพราะความเป็น PIA ต่างหาก

“PIA เป็นเหมือนโรงพยาบาลซึ่งมีหมอผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงกันไป กระจายงานออกไปสู่พาร์ตเนอร์แต่ละคนตามความเหมาะสม แต่ละทีมมีความเก่งเฉพาะตัว ทั้งทีมออกแบบโรงแรมที่พักระดับหกดาว อย่าง The Ritz-Carlton หรือ Hyatt ทีมทำงานระดับสี่ดาวอย่าง Courtyard by Marriott หรือ Novotel หรือทีมดูแลงานองค์กร คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หากอยากได้แบบเทิร์นคีย์รวดเร็วก็เป็นทีมหนึ่ง ไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเดียวทำทุกอย่าง”

หัวใจอย่างหนึ่งขององค์กรใหญ่เช่น PIA Interior คือการบาลานซ์สัดส่วนผลงานด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบด้าน ตั้งแต่โรงแรมที่พัก โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย บริษัทหน่วยงานและสถาบันการเงิน จนถึงร้านอาหาร บาร์ และหอศิลป์ 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

อย่างโรงแรมห้าดาว Trident Gurgoan ที่เมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย เป็นงานต่างประเทศที่ PIA Interior ได้ประสานพลังกับสถาปนิกคนเก่ง เล็ก-เมธา บุนนาค แห่ง Bunnag Architects และภูมิสถาปนิก ปุ้ย-วรรณพร พรประภา จาก P Landscape คุณเปี๊ยะบอกว่าโปรเจกต์นี้ให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญทั้งในเชิงการออกแบบและทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม เปิดประตูแห่งโอกาสให้บริษัทเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แต่หากพูดถึง PIA Interior ไม่พ้นต้องเอ่ยถึงโปรเจกต์สร้างชื่ออย่างพื้นที่ริมเจ้าพระยายอดฮิต-ล้ง1919 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

“เรายึดหลักการบูรณะเชิงอนุรักษ์ รักษาสถาปัตยกรรมให้งดงามตามจริงอย่างประณีต ระมัดระวัง และเคารพสถานที่ ส่วนภายในก็เปลี่ยนไปตามบริบทการใช้งานปัจจุบัน ต้องการคงสภาพให้อาคารเก่าเหล่านี้เป็นหมุดเวลาในประวัติศาสตร์ และบอกเล่าอดีตให้คนรุ่นใหม่ทราบที่มาและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ” แรงบันดาลใจเดินทางออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับแนวคิดในการอนุรักษ์ แววตาส่อประกายภาคภูมิจนเจ้าตัวเก็บไว้ไม่อยู่

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

วิถีการบริหารของเธอคล้ายกับการจำลองตัวตนแบบเป็ดของเธอที่มีความถนัดหลากหลาย ลงไปสู่องค์กรอย่างแนบเนียน แต่ PIA คงไม่ใช่เป็ดที่ ‘พอจะทำอะไรๆ ได้บ้าง’ อย่างที่คิด ทว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีพาร์ตเนอร์คอยเป็นแขนขา ขันอาสาทำงานที่ถนัด โดยมีคุณเปี๊ยะคอยคุมทิศคุมหางเสือเรืออยู่ไม่ห่าง ให้ทีมได้เต้นระบำไปกับงานออกแบบอย่างอย่างสนุกสนานเต็มความสามารถ

03 No Problem!

“เราไม่หยุดยืนกับที่เพื่อมีสไตล์ของตัวเอง เพราะความชอบของลูกค้ามีหลากหลาย ลางเนื้อชอบลางยา เหมือนคำพูดว่า ‘Beauty is in the eyes of the beholder.’ แต่อยากให้ขึ้นชื่อว่า ทำกับ PIA แล้วจะไม่มีปัญหา” คุณเปี๊ยะอธิบายฉะฉานเมื่อเราถามถึงลายเส้นเอกลักษณ์ขององค์กรพี่ใหญ่ซึ่งมีรยางค์มากมาย

“Commitment คือหัวใจในการทำงานของ PIA” เธอเฉลยกุญแจดอกสำคัญ

“โครงการแต่ละโครงการกินเวลาไม่น้อย สามปีบ้าง ห้าปีบ้าง บางครั้งยาวถึงแปดปี แต่เราไม่เคยทิ้ง งานอินทีเรียร์ไม่ใช่เพียงออกแบบสวยๆ แล้วจบ เราต้องเป็นตัวกลางที่มั่นคงเพื่อเชื่อมคนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ให้เขาเชื่อมันได้ว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเหลือ ปัญหาเกิดจากใครไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปหา แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น

“อีกอย่างที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากคือคุณธรรม เราถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เป็นอันขาด เพราะเมื่อไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้”

ลายเซ็นของ PIA จึงไม่ใช่เอกลักษณ์ในเชิงการออกแบบอย่างที่ใครๆ ต่างพยายามสร้างขึ้นหรือตามหา แต่เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในการทำงานอันแข็งแกร่ง ซึ่งคนในองค์กรยึดถือเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

“การหาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ความสำเร็จของ PIA อยู่ตรงที่เราเก็บลูกค้าเก่าไว้ได้ มืออาชีพเขาจะรู้ว่า การแต่งให้ออกมาสวยงามนั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ระหว่างทางนั้นคือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากขาดประสบการณ์ ดิฉันจึงเน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก ให้โครงการแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี”

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

04 “นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป”

“สมัยนี้ งานออกแบบภายในสำคัญมาก ถึงขนาดขอสถาปนิกแก้ไขพื้นที่ได้เลย หากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คิดว่าดีกว่า เพราะเราคือคนสร้างความสุขแก่ผู้ใช้สถานที่นั้นจริงๆ”

จากวันวานที่มีหน้าที่เพียงเลือกลายวอลเปเปอร์และกลอนประตู คุณเปี๊ยะพาเรากลับมาสู่บทบาทนักออกแบบภายในยุคปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่ออกแบบให้สวยงาม แต่เราต้องสร้างประสบการณ์เพื่อดึงผู้ใช้งานให้กลับมาอีก จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วว่า อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ต้องเข้าร่วมทีมก่อสร้างตั้งแต่วันแรกเสมอ ถึงขั้นบอกความต้องการกับสถาปนิกได้ เช่น ตรงส่วนล็อบบี้ขอความสูงอย่าต่ำกว่าแปดเมตร ขอเจาะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากแต่ก่อนนี่อยู่หางแถว สิ่งเหล่านี้เราแนะนำไม่ได้เลย

“แต่นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป” เราเลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้น ชวนคู่สนทนาให้อธิบายต่อไป

“จริงอยู่ที่มัณฑนากรมีหน้าที่ให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ห้ามยัดเยียดความคิดเราลงไป แต่หากลูกค้ายังไม่ชัดเจนในแนวทางที่อยากได้ เราก็ควรเป็นผู้นำเสนอ และต้องไม่กลัวที่จะบอกว่าผิดหากแนวทางของลูกค้านั้นไม่ใช่” 

หญิงเก่งตรงข้ามปรับโทนเสียงประโยคสุดท้ายเพื่อปาดไฮไลต์เน้นความสำคัญ ก่อนพูดต่อ

“ถ้ามัวแต่กลัวจะไม่ได้งานจนไม่กล้าถามหรือเสนอแนะลูกค้า ก็จะออกแบบผิดด้วยการตีความผิดๆ เหมือนติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดเรื่อยๆ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าให้ได้ ห้ามโลเล เขามาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ เหมือนไปหาหมอก็ต้องเชื่อหมอ ประสบการณ์จะสอนให้ฟังและพิจารณาได้เองว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

ผลจากการวางตัวดีมีความมั่นใจคือเป็นที่น่าเชื่อถือ ผลจากการเป็นที่น่าเชื่อถือคือดีไซเนอร์กล้าสร้างสรรค์งานโดยไม่คิดคำนึงว่าลูกค้าคือพระเจ้า พร้อมชี้ข้อบกพร่องออกไปอย่างห้าวหาญ

“บางคนเป็นอาร์ทิสต์มาก ใส่อะไรก็ได้ไปหาลูกค้า แต่ดิฉันสอนเด็กเสมอว่า สินค้าเหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งแต่งตัวเรียบร้อยมาขาย อีกคนปล่อยชายเสื้อหัวยุ่งฟู คุณจะซื้อของจากคนไหน การนำเสนอตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมั่นใจ พูดจาถูกกาลเทศะ พอสร้างความมั่นใจให้ได้แต่แรก เขาก็จะเชื่อที่เราแนะนำ” กลเม็ดเด็ดพรายข้อนี้ยังใช้การได้ดีเสมอ 

แม้ในวัยใกล้ 70 เป็ดอย่างคุณเปี๊ยะจะไม่ได้ลงไปลุยงานทุกโปรเจกต์เช่นวันวาน คอยนั่งเก้าอี้บริหารงานอยู่ไกลๆ แต่นั่นเปิดที่ว่างให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้อาศัยร่มไทรใบบังของ PIA Interior ได้แสดงฝีไม้ลายมือและเติบโตตามวิถีแห่งตน

มัณฑนากรชั้นเซียนใช้ประสบการณ์หลายสิบปีถ่ายทอดกระบวนการคิด กลวิธีในการบริหาร และภาพกว้างของอาชีพอินทีเรียร์ดีไซน์ได้ครบถ้วนกระบวนความ

“ดิฉันเชื่อว่าเราควรเขยิบออกมาบ้างและบริษัทก็ควรจะเติบโตขึ้น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้มีเส้นทางอาชีพ เหมือนเราวางทางเดินให้เด็กกับรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยู่แค่นี้แล้วทำได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ได้มองอนาคตไกลเกินไป เติบโตไปอย่างช้าๆ และมั่นคงดีกว่า อย่าตั้งความหวังมากเกินไป จะทำให้ผิดหวังได้” เธอทิ้งท้าย 

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

หัวเรือใหญ่แห่ง PIA Interior แบไต๋ 5 เคล็ดลับสำหรับมัณฑนากรรุ่นน้องให้เติบใหญ่อย่างมืออาชีพ

01 อัตตา (Ego)

“การยึดมั่นและถือตนเองเป็นใหญ่ที่เรียกว่า ‘อัตตา’ นั้น เป็นกับดักในการมองเห็นที่สำคัญ เราควรลดหรือละอัตตาลง ฝึกให้ใจกว้างยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่างจากเรา แล้วนำมาคัดกรองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี”

02 ความมุ่งมั่น (Commitment)

“การทุ่มเทมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเราได้ในทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ”

03 การนำเสนอตัวเอง

“ภาพลักษณ์เปรียบเสมือนด่านแรก เราต้องนำเสนอตัวเองจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือ วางตัวเหมาะสม รวมถึงทักษะในการสื่อสารทั้งด้วยคำพูดและภาษากาย เพื่อสร้างความสนใจ ความมั่นใจ และความไว้วางใจให้ลูกค้าและทุกฝ่าย”

04 ความซื่อสัตย์สุจริต 

“จรรยาบรรณพื้นฐานในทุกวิชาชีพคือความซื่อสัตย์สุจริต การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นมืออาชีพที่รับผิดชอบงานได้ดี ความสุจริตด้วยการไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เพราะหากไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้” 

05 เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก

“ปัญหาเกิดจากใครไม่สำคัญ แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องยุติปัญหาด้วยเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์หรือความเห็นเฉพาะตัว”

ขอบคุณภาพผลงานจาก PIA Interior

Writer

Avatar

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load