13 พฤศจิกายน 2560
50.16 K

คุณวิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล หรือ พี่เป้า เป็นมัณฑนากรที่โด่งดังระดับแถวหน้าของเอเชีย และเป็นนายกสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย

เธอเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท P49DEESIGN AND ASSOCIATES โรงแรมที่เธอออกแบบกระจายตัวอยู่ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่โฮสเทลจนถึงโรงแรมหกดาว และตั้งแต่กลางทะเลทรายไปจนถึงกลางมหานครใหญ่ เธอกวาดรางวัลใหญ่ในระดับโลกมาแล้วมากมาย

ล่าสุดเธอได้รับรางวัลนักออกแบบไทย (Designer of the Year Award) ปี 2017 จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หมวด Honor Award สาขา Interior Design

เธอบอกกับเราว่า เธอเรียนไม่เก่ง เขียนตีฟ (perspective หรือการเขียนภาพทัศนียภาพ) ไม่เป็น สเกตช์แบบได้แย่มาก และเปิดคอมพิวเตอร์ไม่ได้

เธอย้ำกับเราหลายรอบว่า ไม่ได้พูดเล่น

แล้วอะไรทำให้เธอกลายมาเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของเอเชีย

คุณก็อยากรู้เหมือนกันใช่ไหม

วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล

ออกแบบโรงแรมให้สวยน่ะง่าย แต่…

“ออกแบบโรงแรมให้สวยน่ะง่าย” พี่เป้าเริ่มต้นเล่าถึงความท้าทายของอาชีพมัณฑนากร “แต่ที่ยากคือ เราต้องรู้จักโครงสร้างและฟังก์ชันที่ซ่อนอยู่อย่างถ่องแท้”

เธอเปรียบให้เห็นภาพว่า งานอินทีเรียดีไซน์ไม่ใช่การแต่งหน้าทาปาก หรือเลือกตุ้มหูมาใส่ แต่ต้องเริ่มต้นดูจากโครงหน้าว่ามาดีแล้วหรือยัง จะปรับยังไงได้บ้าง เพื่อให้พื้นที่ภายในอาคารหลังนั้นสอดคล้องกับการใช้งานที่สุด

งานที่ถือว่ายากและซับซ้อนที่สุดของวงการอินทีเรียคือการออกแบบโรงแรม เพราะมันเต็มไปด้วยห้องหลากหลายประเภท แต่ละห้องล้วนต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน ทั้งห้องใหญ่ที่ทุกคนนึกถึง และห้องเล็กห้องน้อยที่ใช้เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งต้องอยู่ให้ถูกที่ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ห้องพัก ซึ่งแขกทุกคนล้วนคาดหวังความสวยและความสบาย

ถ้าใครกำลังคิดว่า การออกแบบโรงแรมแค่ทำให้สวยก็พอ ถือว่าผิดถนัด

“เราต้องตีโจทย์ของลูกค้าให้ครบทุกมิติ ต้องศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเอามาใช้ออกแบบ ศึกษาตลาดของเขา ศึกษาคู่แข่งของเขา ความสำเร็จของเราคือ ทำให้แขกอยากกลับมาใช้บริการซ้ำเพราะชอบ ถ้าเขาพักแล้วสบายด้วย ว้าวด้วย เขาก็อยากกลับมาอีก”

วิธีที่พี่เป้าใช้เช็กฟีดแบ็กของงานที่ง่ายที่สุดก็คือ ดูว่าเจ้าของโรงแรมกลับมาจ้างเราทำงานอีกไหม ซึ่ง P49 ได้ทำงานออกแบบให้เครือของโรงแรมใหญ่ๆ เกือบทุกแบรนด์ในเอเชีย และอยู่ในลิสต์ของนักออกแบบที่โรงแรมชั้นนำของโลกยอมรับ นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า งานที่ผ่านมาของ P49 คงไม่ค่อยผิด

137 Pillars Chiangmai 137 Pillars Chiangmai 137 Pillars Chiangmai

137 Pillars Chiangmai

คนขี้เบื่อมืออาชีพ

เวลาพี่เป้าออกแบบโรงแรม เธอชอบให้แขกที่มาพักได้สัมผัสถึง Sense of place หรือรู้สึกว่าได้อยู่ในเมืองนั้นจริงๆ จึงพยายามเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ให้ถูกกาลเทศะ การทำงานจึงเริ่มต้นจากการเจาะลึกวัฒนธรรมเพื่อดูว่าหยิบอะไรมาเล่นได้บ้าง เล่นยังไง เอามาใช้เลย หรือเอามาปรับให้เหมาะกับงาน เหมาะกับแบรนด์ของเขาก่อน

ไม่ว่าการสัมภาษณ์ครั้งไหน พี่เป้าก็ยืนยันเหมือนเดิมว่า P49 ไม่มีสไตล์และลายเซ็นเฉพาะตัว ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“พี่อยากพูดแบบภาคภูมิใจด้วยว่า เราถนัดหลายสไตล์ด้วย เพราะเราเป็นคนขี้เบื่อ ไม่ชอบอะไรจำเจ เลยหาอะไรใหม่ๆ มาให้ลูกค้า แต่ละงานเราคิดจากคาแรกเตอร์ของแบรนด์ว่า เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ หรือคนเปรี้ยว สถานที่ตั้งอยู่ตรงไหน กรุงเทพฯ ภูเก็ต บาหลี หรือปักกิ่ง แล้วทิศทางการตลาดจะไปทางไหน พอมีเรื่องหลากหลายให้เล่นแล้ว ชีวิตมันโคตรสนุกเลย” พี่เป้าเล่าอย่างอารมณ์ดี

ถ้าเราไปถามคนในวงการอินทีเรีย ทุกคนพูดตรงกันว่า ลายเซ็นของ P49 ไม่ใช่สไตล์ แต่เป็นเรื่องฟังก์ชันการใช้งาน ซึ่งพี่เป้าก็พยักหน้ารับ

“ไม่ว่าเราจะทำงานที่ใหม่หรือหวือหวาแค่ไหน ความสบายต้องอยู่ครบ และฟังก์ชันต้องได้หมด อย่าให้ดีไซน์กลบประโยชน์ใช้สอย พี่ย้ำกับทีมเสมอว่า ความรู้สึกที่เดินเข้าโรงแรมไปแล้วว้าว นั่นก็เท่ นี่ก็เท่ มันหวือหวาอยู่ได้กี่นาที พอคุณเปิดกระเป๋าเอาของออกมาตั้ง ที่วางแว่นตาก็ไม่มี ที่วางครีมก็ไม่พอ ความรู้สึกหวือหวามันหายไปไหม ความรู้สึกหงุดหงิดอยากเจริญพรคนออกแบบว่าไม่มืออาชีพก็มาแทน ถ้าคุณออกแบบแล้วเขาอยู่ไม่สบาย ใช้งานไม่สะดวก ไม่่ว่าจะเป็นงานใหญ่หรืองานเล็ก อนาคตคุณไม่สดใสแน่นอน”

วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล

พี่ไม่ได้มาเล่นๆ

“ไม่เคยมีช่วงไหนเลยที่มั่นใจว่า การเลือกเป็นอินทีเรียเนี่ย มาถูกทางแล้ว” พี่เป้าตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

ลูกสาวเจ้าของห้องเสื้อ ‘กรแก้ว’ ถูกส่งไปเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 14 ปี พี่เป้าสนใจด้านการออกแบบเครื่องประดับและงานปั้น แต่ยุคนั้นน่าจะเอามาต่อยอดที่เมืองไทยยาก เธอก็เลยเลือกเรียน Interior Design ที่ Inchbald School of Design ในประเทศอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นสาขาที่ใหม่มากสำหรับเมืองไทยยุคนั้น

เมื่อเรียนจบกลับมา พี่เป้าเริ่มต้นทำงานในบริษัท Rifenberg and Rirkrit Architects พอปี 2521 พี่เป้าและเพื่อนมัณฑนากรฝีมือดีอย่าง คุณเปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ก็ร่วมกันเปิดบริษัท P49DEESIGN AND ASSOCIATES ของตัวเอง เมื่อถึงปี 2542 ทั้งคู่ก็แยกย้าย พี่เป้าย้ายมานั่งเก้าอี้ CEO บริษัท P49DEESIGN AND ASSOCIATES ของตัวเอง จนกระทั่งปัจจุบัน

เจ้าของบริษัทอินทีเรียดีไซน์เล่าว่า เธอเรียนหนังสือไม่เก่ง งานที่ทำตอนเรียนก็ไม่ได้โดดเด่น จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนที่เริ่มทำงานจริง

“พอเริ่มทำงานก็รู้สึกว่า อันนี้มันของจริงเว้ย ไม่ใช่แค่ได้คะแนน แต่เราได้เงินจริงๆ เราเลยกลัวคนตราหน้าว่าไม่มืออาชีพ ทำอะไรเล่นๆ ความกลัวนี้อาจจะเป็นแรงผลักให้เราทำงานแบบตั้งใจสุดขีด” พี่เป้าย้อนหลังถึงตอนทำงานใหม่ๆ เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

งานแรกๆ ของเธอเป็นงานที่คนใกล้ตัวมาขอให้ช่วยออกแบบเรือนหอ พอจะคลอดก็มาขอให้ทำห้องลูก แล้วค่อยๆ ขยับเป็นทำบ้านทั้งหลัง งานตกแต่งภายในโรงแรมงานแรกที่ได้ทำคือ โรงแรมเพนนินซูล่า (แล้วเปลี่ยนเป็นโรงแรม Regent ต่อมาก็เป็น Four Seasons และปัจจุบัน คือโรงแรมอนันตรา ราชดำริ) ซึ่งเราก็มีส่วนร่วมในการรีโนเวตมาด้วยทุกสมัย แต่ทำแค่ห้องอาหารไทยสไปซ์มาร์เก็ตกับทำห้องรอยัลสวีต งานเราก็ได้ลงนิตยสารเสมอ
ล่าสุดก็ลงนิตยสารท่อเที่ยว Travel + Leisure โรงแรมที่เราทำติด Top List 3 โรงแรม

Anantara Siam Bangkok Hotel

Anantara Siam Bangkok Hotel

พี่เป้าเล่าเคล็ดลับในการทำงานของคนทำงานไม่เก่งให้ฟังว่า “เราก็ต้องทำการบ้านให้มากขึ้น อย่างเรื่อง Space planing ไม่ใช่คิดรอบเดียวแล้วจบเลย เราต้องคิดต่อว่ามันจะเป็นอะไรได้อีกบ้าง เหตุผลคืออะไร ทำไมเราถึงชอบทางนี้ที่สุด ต้องมีที่มาที่ไป ลูกค้าชอบถามว่า แล้วถ้าเป็นอย่างนี้อย่างนั้นล่ะ เราต้องตอบได้หมดว่า ถ้าจะเป็นอย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ดีหรือไม่ดีกว่ากันอย่างไร เพราะเราศึกษามาทุกมุมแล้ว ลูกค้าก็จะอุ่นใจว่าเราคิดเผื่อให้เขาแล้วจริงๆ”

ขายงานได้ตามเป้า

เวลาเปิดพอร์ตฟอลิโอให้ลูกค้าดู แต่ละรูปคุณต้องเล่านิทานประกอบว่ามันเป็นยังไงมายังไง นิทานสำคัญเท่าๆ กับความสวยพี่เป้าอธิบายถึงวิธีขายงาน ซึ่งนิทานที่เธอพูด หมายถึงการเล่าคอนเซปต์ให้ลูกค้าเข้าใจ

บางคนทำงานมาดีเลย แต่ตกม้าตายตอนพรีเซนต์ ถึงคุณจะออกแบบเก่งแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่มีความสามารถในการขายแบบของคุณ ทำให้ลูกค้าเข้าใจไม่ได้ เห็นด้วยกับดีไซน์ของคุณไม่ได้ ก็จบ

ฟังดูคล้ายกับว่า ถ้าอยากเป็นมัณฑนากรที่ดี ต้องมีความสามารถในการเล่านิทาน

แน่นอนพี่เป้าเน้นเสียง ทุกอาชีพด้วย คุณเป็นนักเศรษฐศาสตร์ จะไปขายโปรเจกต์ให้เจ้านาย ไปขอกู้เงินธนาคาร คุณก็ต้องเข้าใจโปรเจกต์ของคุณอย่างถ่องแท้ ต้องโน้มน้าวเขาให้เห็นด้วย เขาถึงจะให้คุณกู้เงิน”

คนรอบตัวพี่เป้าต่างยืนยันว่า พี่เป้ามีวิธีการขายงานที่สนุกและทรงพลังมาก แต่พี่เป้าส่ายหน้าปฏิเสธว่า ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้น แต่ก็พอจะมีหลักอยู่บ้าง

“แบบที่คุณเอามาพรีเซนต์ คุณต้องบอกให้ได้ว่า ทำไมคุณถึงเลือกทำสิ่งนี้ อะไรคือสิ่งที่คุณเชื่อ และอยากพาลูกค้าไปให้ถึงด้วยประสบการณ์ทั้งหมดที่คุณมี แล้วคุณก็ต้องแสดงความจริงใจ ทำให้เขาเชื่อใจคุณ อาจจะด้วยผลงานที่ผ่านมา สิ่งสำคัญคือ คุณต้องฟังเขาเพื่อมาย่อย ไม่ใช่ฟังเพื่อจับผิดว่า คุณรสนิยมไม่ดีอีกแล้ว

แล้วถ้าลูกค้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เสนอ

ก็ไม่ว่ากัน เขาอาจจะยังเห็นมาไม่มากพอ พี่ก็จะทำสิ่งที่เขาอยากได้ไปให้เขาดู แต่ขอเสนอบางอย่างในสิ่งที่ฉันเชื่อว่ามันควรจะไปในทางนั้นให้ดูด้วย มันเป็นสิ่งที่จะทำให้โรงแรมคุณไม่ตกยุคในอีก 10 ปีข้างหน้า ต้นทุนอาจจะเพิ่มนิดหน่อย แต่ในระยะยาวมันจะคุุ้ม สุดท้ายเขาก็ยอมเสียเงินเพิ่มทั้งนั้น

แล้วถ้าลูกค้าไม่เห็นด้วยจริงๆ

สิ่งไหนที่พี่เชื่อมากๆ พี่ต้องหาเหตุผลชักแม่น้ำทั้งห้าโน้มน้าวเขาให้ได้ เหตุผลต้องแม่น ต้องอธิบายให้ชัดเจน และต้องเลือกคำพูดให้ดี แต่ถ้าสุดท้ายเอาไม่อยู่ พี่ก็จะไม่โทษลูกค้า แต่จะโทษว่าเป็นความผิดของฉันเองที่ทำให้เขาเห็นด้วยไม่ได้

วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล

วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล

Work & Travel

แม้ว่าพี่เป้าจะเห็นงานดีๆ มาทั้งชีวิต แต่ตอนนี้เธอก็ยังมีงานที่เห็นแล้วรู้สึก ‘อิจฉา’ เป็นประจำ

“พี่จะล้อตัวเองว่า ฉัน turn green with envy คือหน้าเขียวด้วยความอิจฉา หงุดหงิด เพราะเราชื่นชมงานนั้นมากๆ มันมักจะเป็นการผสมกันที่ลงตัวมากของการใช้พื้นที่ การเลือกใช้วัสดุ สีสัน และอะไรทั้งหลาย”

พี่เป้าเล่าต่อว่า เมื่อก่อนเธอก็เหมือนมัณฑนากรทั้งหลายที่ต้องวิ่งดูงานออกแบบใหม่ๆ ตามโรงแรมต่างๆ เพื่ออัพเดตตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้เธอสนใจเรื่องพวกนี้น้อยลง แนวทางในการเที่ยวก็เปลี่ยนไป เธอเริ่มหันหลังให้เมืองแล้วมุ่งหน้าสู่ท้องถิ่น

พี่เป้าชอบพักในโรงแรมที่อยู่ในตึกเก่าซึ่งมีประวัติศาสตร์ หรือที่พักที่ให้ประสบการณ์แปลกๆ เช่น โรงแรมที่ดัดแปลงจากโรงงานทำน้ำมันมะกอก เธอยืนยันว่า การพักในโรงแรมเป็นประสบการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเดินทาง จากความต้องการโดยส่วนตัวอันนี้ก็จะยึดเป็นหลักหนึ่งในการออกแบบโรงแรม ที่ให้ประสบการณ์ที่พิเศษต่อผู้มาพัก บางทีเราจะไปไหนเราอาจจะเลือกโรงแรมที่อยากไปอยู่ก่อนตัวเมืองด้วยซ้ำ แม้จะตื่นตาตื่นใจกับการออกแบบที่ลงตัว เธอก็แค่ชื่นชมความงามตรงหน้า แต่ไม่ได้ถอดรหัสว่านักออกแบบคิดอะไร หรือสเกตช์แบบเก็บไว้ เก็บแต่ความรู้สึก แล้วเอาความรู้สึกนั้นๆ มาใส่ในงานของเธอ

พอเห็นพี่เป้าสนใจท่องเที่ยวแนวนี้ ก็อยากรู้ว่าเธออยากลองออกแบบที่พักแนวโฮมสเตย์ในบ้านเราบ้างไหม

“อยากทำชิบเป๋ง แต่ยังไม่มีใครมาจ้าง” เธอตอบทันทีด้วยแววตาเป็นประกาย “มันน่ารักดีนะ พี่โคตรมีความสุขเลย ได้ไปอยู่ในบ้านคน ยุคนี้คนค่อยๆ ตื่นตัว เริ่มตระหนักแล้วว่าบ้านเรามีทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง และสามารถส่งเสริมให้มันเป็นอะไรได้บ้าง มันเป็นวิถีที่น่ารักจะตาย”

ถ้าได้ทำงานนี้จริงๆ พี่เป้ามองว่า ข้อจำกัดคงอยู่ที่เจ้าของบ้านไม่ได้มีทุนเยอะ จะมาขอทุบกำแพง ใส่ห้องน้ำคงไม่ได้ คงต้องเล่นกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว งานแบบนี้ไม่ใช่ Interior Designer ซึ่งเป็นการจัดการพื้นที่ทุกอย่าง แต่เป็น Interior Decorator ที่ทำแค่ขยับตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ตั้งแจกันตรงนั้น วางกรอบรูปตรงนี้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังน่าทำอยู่ดี

เป้าไม่มีเป้า

เมื่อถามถึงเป้าของเป้า

“เป้าไม่มีเป้า” พี่เป้าตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “เป้าอยู่กับปัจจุบัน”

ที่ผ่านมา พี่เป้าไม่เคยวางแผนเลยว่าบริษัทจะเติบโตอย่างไร เมื่อก่อนพอได้ทำบ้าน เธอก็อยากทำโรงแรม พอได้ทำโรงแรมก็อยากทำโรงแรมห้าดาวหกดาว อยากทำโรงแรมที่ต่างประเทศ งานแรกที่ได้ทำคือ การรีโนเวตห้องบอลรูมของโรงแรมอิมพีเรียล โรงแรมเก่าแก่ที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย งานนั้นเธอได้ทำเพราะมีเพื่อนเป็นสถาปนิกอยู่ที่นั่น จากนั้นก็ได้ทำงานโรงแรมที่จีน บาหลี และอีกหลายประเทศ เพราะชื่อเสียงจากการบอกปากต่อปาก จนตอนนี้การออกแบบโรงแรมในต่างประเทศคืองานหลักของ P49

“พี่พยายามอยู่กับปัจจุบัน ทำงานปัจจุบันให้ดีที่สุด งานปัจจุบันไม่ดีเมื่อไหร่ อนาคตไม่ดีเมื่อนั้น เพราะวงการมันแคบ” พี่เป้าเน้นเสียง

Alila Jabal Akhdar, Oman Alila Jabal Akhdar, Oman Alila Jabal Akhdar, Oman

Alila Jabal Akhdar, Oman

งานของนักออกแบบ

ไม่น่าเชื่อว่า นายกสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย เจ้าของรางวัล Designer of the Year คนนี้ สเกตช์แบบไม่เป็น

“พี่สเกตช์ไม่เป็น เขียนตีฟ (perspective) ก็ไม่เป็น สมัยทำงานใหม่ๆ เวลาขายแบบต้องไปจ้างคนมาสเกตช์ให้ ที่ผ่านมาก็ให้คนอื่นเขียนตลอดนะ คนไหนเขียนเก่งๆ ก็เขียนไปสิ พี่ทำได้แค่สเกตช์ยึกๆ ยักๆ แล้วพากย์ให้เขาฟัง ถ้าให้พี่เขียนเองแล้วเอาไปขายลูกค้านะ เจ๊งไปตั้งนานแล้ว” พี่เป้าหัวเราะ

“คอมพิวเตอร์ดิฉันก็เปิดไม่เป็น เคยมีคนมาสอน ต้องเขียนโพยให้ สักพักก็ลืม เล่นไอแพดเป็นก็เก่งมากแล้วนะ” พี่เป้าหัวเราะอีกรอบ

แล้วพี่เป้าเป็นนักออกแบบแถวหน้าของเอเชียได้ยังไง

คำถามนี้ทุกคนคงอยากรู้

“ก็ออกแบบได้สิ จะอะไรล่ะ” พี่เป้าหัวเราะเสียงดัง น่าจะเป็นการหัวเราะที่ดังที่สุดในการสนทนาวันนี้

“สิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบคือการคิด ถ้าคุณคิดได้ คุณไปหาใครมาเขียนให้ก็ได้” นั่นคือประโยคปิดท้ายของนักออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย


หลากงานออกแบบที่บ่งบอก Sense of place จาก P49DEESIGN

01

โรงแรม Mandarin Oriental

ประเทศไทย

Mandarin Oriental

“งานที่สะท้อนถึงช่วงเวลาการเกิดขึ้นของอาคารเดิมในโรงแรมแห่งนี้ที่เก่าแก่ถึง 140 ปี งานออกแบบจึงย้อนกลับไปในยุคสมัยที่งานสถาปัตย์เริ่มได้รับอิทธพลจากงานฝั่งยุโรป”

02

โรงแรม Le Meridien Chiang Rai Resort

ประเทศไทย

 Le Meridien Chiang Rai Resort

“ผนังกระจกโมเสกสะท้อนถึงสถาปัตยกรรมของวัด งานแลกเกอร์ของภาคเหนือที่เอามาใช้เป็นงานศิลปะได้เปลี่ยนวิธีการใช้งาน และเปลี่ยนสีสันให้สมัยใหม่ขึ้น”

03

โรงแรม InterContinental Nha Trang

ประเทศเวียดนาม

InterContinental Nha Trang

“สะท้อนให้เห็นถึงที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่บนชายหาด Nha Trang โดยมี Artwork และ Decorative Screen ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแหและอวนซึ่งเป็นเครื่องมือจับปลาของชาวประมงท้องถิ่น”

04

โรงแรม Taj Tashi, Thimpu

ประเทศภูฏาน

Taj Tashi, Thimpu Taj Tashi, Thimpu

“เราเลือกใช้ลวดลายไม้แกะตามลักษณะของงานภูฏานที่เรียกว่า ‘Double Dorji’ มาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบ”

05

โรงแรม Hotel Indigo Lijiang Ancient Town

ประเทศจีน

Hotel Indigo Lijiang Ancient Town

“แรงบันดาลใจในการออกแบบงานนี้จาก Tea Horse Trail เพราะเดิมท้องถิ่นนี้เป็นแหล่งปลูกชา ค้าขายชา ค้า ขายผ้าไหม โดยในสมัยโบราณใช้วิธีขนส่งด้วยม้า”

06

โรงแรม Alila Jabal Akhdar

ประเทศโอมาน

Alila Jabal Akhdar

“เลือกใช้หินเป็นวัสดุหลักในการออกแบบ เพราะหินเป็นวัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่ ลายเหล็กดัดได้แรงบันดาลใจจากดอกกุหลาบ ดอกไม้ที่นิยมปลูกกันในบริเวณนั้นเพื่อไปทำน้ำหอม”


ส่งผ่าน 5 เคล็ดลับกับงานอินทีเรียแบบรุ่นสู่รุ่น

01 โจทย์เป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

“ต้องตีโจทย์ให้แตก โจทย์เป็นเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง โจทย์จากลูกค้าจะมาเป็นตัวหนังสือ เป็นคำพูด เราต้องตีความว่า มันจะเป็นสีอะไร ใช้วัสดุอะไร รายละเอียดเป็นยังไง”

02 อย่าตีกรอบตัวเองมากนัก

“มีอะไรใหม่ๆ เข้ามา ต้องเปิดรับเยอะๆ การมีสไตล์ทำให้ชัดเจน ถ้าชอบงานแบบนี้ให้มาหาคนนี้ แต่ภาพรวมของเราไม่ใช่อย่างนั้น เราชอบหาอะไรใหม่ๆ มาเล่นอยู่ตลอด งานเราเลยหลากหลาย”

03 ทุกงานเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของลูกค้า

“งานเราทุกชิ้น โดยส่วนตัวแล้ว อาจไม่ใช่สิ่งที่เราชอบที่จะอยู่อาศัยใช้เอง แต่เราต้องรู้ว่างานชิ้นนั้นเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่สุด เขากับเราคือคนละคนกัน เขามาหาเราให้ช่วยคิดว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเขา ถ้าเราเก่งจริง เราต้องทำได้”

04 Designer as a salesman

“เวลาขายแบบ ต้องอธิบายแบบให้เก่ง บางคนทำแบบสวยมากเลย แต่ขายไม่เป็น พูดแล้วเอาลูกค้าไม่อยู่ ของแบบนี้มันต้องซ้อมนะ ต้องตอบเหตุผลลูกค้าให้ได้”

05 ดีไซเนอร์ที่ดีไม่มีจนมุม

“ถ้าลูกค้าไม่ชอบแบบที่เราทำไป แปลว่า เราอาจจะตีโจทย์ผิด ต้องฟังเขาดีๆ ดีไซเนอร์ที่เก่งจริงต้องหาคำตอบให้เขาได้เสมอ ไม่มีทางตัน ลูกค้าไม่ชอบแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแบบอื่น ถ้าเราว่ามันไม่ดี ก็ต้องเอาของที่ดีกว่าไปเสนอ แต่ต้องตอบโจทย์เขาให้ได้ด้วย”

Save

Writers

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

ศาสตรา เฟื่องเกษม

คนทำนิตยสารที่ชื่นชอบประสบการณ์หลากหลายที่งานสัมภาษณ์พาไปเจอ และกำลังสนุกกับการลองเปลี่ยนงานเขียนและบทสัมภาษณ์ไปใช้ในสื่อรูปแบบอื่นๆ บ้าง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

17 พฤศจิกายน 2564
1.81 K

“วันสุดท้ายก่อนที่ผมจะออกมาจาก Greyhound ผมก็ยังนั่งทำงานที่ออฟฟิศจนสี่ทุ่มอยู่เลย เพราะมันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข”

น้ำเสียงแจ่มใสปลายสายของ ภาณุ อิงคะวัต ในวัยเกษียณเล่าเรื่องนี้โดยปราศจากความขมขื่นของคนรักงาน การหาคนเก่งครบเครื่องแบบเขาไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากเป็นนักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ เขายังสวมหมวกผู้บริหารและนักธุรกิจที่ทำงานได้หลากหลาย ทั้งงานออกแบบการสื่อสาร โฆษณา ผลิตภัณฑ์ แฟชั่น รวมถึงธุรกิจอาหารที่ประสบความความสำเร็จทั้งในแง่ชื่อเสียงและรายได้ รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Awards ที่เขาได้รับในปี 2021 สะท้อนการออกแบบการทำงานและการออกแบบชีวิตที่โดดเด่นตลอดมา

ปัญหาคลาสสิกของการทำงานคือโจทย์อันโหดหินลำบาก หรือเพื่อนร่วมงานที่น่าละเหี่ยใจ แต่ชายผู้ผ่านการทำงานเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทยักษ์มีมุมมองที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง พลังงานที่ขับเคลื่อนเขาตลอดมาคือผู้คนรอบตัวและความท้าทายใหม่ๆ แม้เกษียณมาได้ 2 ปีแล้ว หลักการทำงานด้วยแพสชันเต็มเปี่ยม และไฟสร้างสรรค์ที่บันดาลสิ่งสนุกในวงการต่างๆ ยังคงลุกโชติช่วง จนเราต้องขอต่อคบเพลิง ส่งต่อพลังงานและบทเรียนการดีไซน์ชีวิตการทำงานให้เป็นสุขและเปี่ยมความหมาย

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ชุมชนคนคว้าดาว

“ผมโตมาในลีโอเบอร์เนทท์ที่เคยเป็นไพรเวตคอมปานี บริษัทแม่อยู่ที่ชิคาโก มีอยู่ห้าสิบกว่าสาขาทั่วโลก วันนั้นผมก็เป็นเพียงแค่เด็กใหม่คนหนึ่งที่เพิ่งเติบโตในวงการโฆษณา แต่ด้วยระบบการทำงานที่ใกล้ชิดกันมากๆ แม้เราจะอยู่สาขาที่กรุงเทพฯ ผมกลับได้เรียนรู้มากมายจากการทำงานร่วมกับทีมต่างๆ ทั่วโลก เป็นโชคดีของผมมาก (เน้นเสียง) สังคมที่นี่เป็นมากกว่าที่ทำงาน เป็นที่เรียนรู้ และฟูมฟักเรา โดยเฉพาะวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า Stars Reacher Community ชุมชนของคนไขว่คว้าหาดวงดาว ที่มีจุดมุ่งหมายคล้ายๆ กัน มีความมุ่งมั่นเหมือนๆ กัน มันเป็นความทรงจำที่ผมไม่มีวันลืม

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound

“อีกสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มากที่ผมเรียนรู้จากที่นี่ คือทฤษฎีของการสร้างแบรนด์ ถึงแม้แบรนด์จะเกิดขึ้นมาเป็นร้อยๆ ปี แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ คนไม่ได้เข้าใจการทำ Branding จนกระทั่งเพิ่งมาเริ่มสนใจหรือศึกษาอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้ว่า แบรนด์คือพลังที่สำคัญของการตลาด และถ้าสร้างให้แข็งแกร่งจะกลายเป็นอาวุธสำคัญด้านการตลาด สามารถสร้างคุณค่าทางใจและความผูกพันได้ล้ำลึกกว่าเพียงรูปลักษณะ หรือคุณลักษณะของสินค้าใดๆ รวมทั้งเทคโนโลยีที่ใหม่ล้ำก็ตาม เพราะฉะนั้น ไอเดียที่ประสบความสำเร็จมันมีที่มา มันไม่ใช่แค่หลับตาแล้วคิดไรก็ได้ แค่สนุกๆ หรือว่าตลกๆ เข้าว่า

“งานสมัยก่อนที่ดีๆ เป็นงานที่อาจ Less Creative ไม่ต้องสุดเพี้ยน หรือไม่ต้องตลกตกเก้าอี้เสมอไป แต่ตอบโจทย์ทางการตลาด และเกี่ยวพันกับจิตวิญญาณของแบรนด์เสมอ ผมโตมากับคำสอนที่ว่า คนดูหนังโฆษณาเสร็จแล้ว จะพูดว่าอะไร “Wow, what a great commercial!” หรือ “Wow, what a great product!” คนอาจจะจดจำพระเอกหล่อ นางเอกสวยได้ หรือจำเนื้อเรื่องได้ แต่ในที่สุดแล้วโปรดักต์คืออะไร ดียังไง ทำให้เราอยากไปซื้อไหม หรือจำแบรนด์ได้มั้ย ภาพลักษณ์ที่เราทำไปทุกสิ่งทุกอย่าง มันส่งอะไรกลับไปที่เเบรนด์และสั่งสมให้เกิดคุณค่าอะไรกับเเบรนด์บ้าง”

เขายกตัวอย่างงานโฆษณาชิ้นเด็ดระดับตำนานสมัยก่อนให้ฟัง

“ลีโอ เบอร์เนทท์ ภูมิใจมาตลอดว่างานเราเนี่ย สร้างแบรนด์ให้กับลูกค้าหลายๆ แบรนด์ เราสร้างสรรค์คอนเซปต์ Amazing Thailand เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เราสร้างแคมเปญพลังไทยเพื่อไทยให้ ปตท. เราสร้าง Positioning ใหม่ทางการตลาดให้นีเวีย ซึ่งสมัยแรกนีเวียที่เข้าในไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็มุ่งเน้นแข่งขันกับจอห์นสันแอนด์จอห์นสันที่เป็นคู่แข่งโดยตรง

“จอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นเจ้าตลาดแห่งโลชั่นในไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี และเป็นเจ้าของสโลแกนที่รู้จักกันดีว่า “ดีสำหรับทารก ดีสำหรับคุณ” เน้นที่ความนุ่มนวลของผิวที่อ่อนละมุนเหมือนทารก แต่นีเวียก็อยากเปิดตัวในประเทศไทย และใช้ความนุ่มนวลเป็นจุดเด่นเช่นเดียวกัน เราก็บอกว่า เฮ้ย เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าไปสู้กับเขาตรงๆ อย่างนั้นคงสำเร็จยาก เราควรหันมาดูว่ามีช่องว่างในตลาดที่แตกต่างและแข็งแรงเท่าๆ กันให้เราได้ยืนไหม

“ในที่สุดเราก็ไปพบอินไซต์ข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากว่า ผู้หญิงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเด็กแรกรุ่นก็อยากเป็นสาวเต็มตัวเร็วๆ หรือสาวใหญ่แค่ไหนก็อยากดำรงความสาวให้นานที่สุด ซึ่งนำเราไปสู่ความคิดที่ว่า ความหมายของความนุ่มนวลของผู้หญิง มันมากกว่าแค่ผิวที่นุ่มนวล แต่มันคือเสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงที่สยบทุกความแข็งกร้าว โดยเฉพาะจากเพศตรงข้ามอย่างผู้ชาย และเราก็สร้างสรรค์แคมเปญของโลชั่นทะนุถนอมผิวในวิถีทางที่แตกต่าง ทำให้ทุกคนต้องหันมาอยากรู้จักกับโลชั่นใหม่ยี่ห้อนี้

“แคมเปญโฆษณาของเรามุ่งเน้นไปที่ความเชื่อของนีเวียที่ว่า ผู้หญิงและความนุ่มนวลของผู้หญิงนี่แหละมีพลังมหาศาล สยบความแข็งแกร่งต่างๆ ของผู้ชายได้ ซึ่งก็เป็นแคมเปญที่ทำหน้าที่มากกว่าโฆษณาทั่วไป แต่เข้าถึงใจของผู้หญิง สร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้กับแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาชนกับช้างอย่าง J&J

“ผลงานที่ชอบอีกหนึ่งแคมเปญ ที่ถือว่าสร้างอิมแพ็คใหม่ๆ ให้วงการโฆษณาไทยในยุคนั้น คือแคมเปญโปรโมตการลดการใช้พลังงาน กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เป็นลูกค้ามาจ้างให้เราทำโฆษณา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากในยุคนั้น โลกยังไม่มีใครค่อยสนใจเรื่องนี้กันเหมือนในปัจจุบัน ทางลูกค้าเขาก็ตั้งชื่อโครงการมายาวๆ ตามสไตล์องค์กรใหญ่ระดับประเทศ เราก็บอกว่าอย่าเลย ใครจะมาจดจำ เอางี้ ใช้ชื่อสั้นๆ ว่า ‘รวมพลังหารสอง’ แล้วกัน ซึ่งลูกค้าก็ดีใจหาย ยอมตกลง”

“หนังโฆษณาอย่างอย่างเรื่อง ป.ปลา ที่ คุณม่ำ-สุธน เพ็ชรสุวรรณ กำกับจึงเกิดขึ้น โดยหยิบเอาอาขยานสมัยเด็กที่เราท่องมาเป็นไอเดียหลัก เพื่อสร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน และอีกหลายๆ เรื่องตามมา ต้องขอบคุณลูกค้าดีๆ ทั้งหลายที่ให้ทั้งโอกาส และให้ความเชื่อมันในการสร้างสรรค์งานของพวกเราไว้ ณ ที่นี้เลย ผมกล้าพูดเลยครับว่างานดีๆ มักเกิดขึ้นมาจากลูกค้าที่ดีมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound

“การทำงานที่นี่ยังสอนผมอีกว่า บริษัทก็เหมือนคอมมูนิตี้ ถ้าบริษัทนั้นๆ เป็นที่รวมของคนที่ใช่ ไม่จำเป็นต้องเก่งเลิศเลออย่างเดียว แต่ใช่เพราะเป็นทีมที่ลงตัว เชื่อมั่นในกันและกัน ผูกพันกันมากกว่าแค่ความเป็นที่ทำงาน ผมเชื่อว่าบริษัทนั้นจะประสบความสำเร็จ”

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound

25 ปีผ่านไป ภาณุที่นั่งเก้าอี้ CEO ในขณะนั้นตัดสินใจออกมาทำ Greyhound อีกแบรนด์หนึ่งที่ภาณุและเพื่อนสนิท 4 คนร่วมกันสร้างขึ้นมาด้วยการเริ่มต้นเป็นแค่งานอดิเรก แต่ยิ่งนับวัน Greyhound กลับยิ่งเติบโตแบบพรวดพราด และพุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ

“ผมออกมาจากลีโอ เบอร์เนทท์ ด้วยกล่องหนังสือเพียงสามสี่กล่อง และเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนๆ ที่ผมรักที่นั่น แต่ไม่ลืมพกเอาคำขวัญที่จารึกอยู่บนกำแพงหน้าทางเข้าบริษัทที่มิสเตอร์ลีโอ เบอร์เนทท์ เป็นผู้เขียนเอาไว้

“ไขว่คว้าหาดวงดาว เราอาจจะเอื้อมไปไม่ถึงมันเลยสักดวง แต่อย่างน้อย มือของเราก็จะไม่เปื้อนโคลน”

กำเนิด Greyhound

ค.ศ. 1980 แบรนด์เสื้อผ้ามินิมอลเรียบเก๋สำหรับผู้ชายถือกำเนิดขึ้นใจกลางสยามเซ็นเตอร์ โดย ภาณุ อิงคะวัต และกลุ่มเพื่อน อดีตหัวเรือใหญ่ของลีโอ เบอร์เนทท์ เข้าใจศิลปะ วงการโฆษณา และเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ความคิดสร้างสรรค์ในทุกอณูของเสื้อผ้าที่เรียบง่าย กระตุกให้วัยรุ่นและคนทั้งวงการเสื้อผ้าหันมามอง Greyhound 

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound

18 ปีต่อมา เกรย์ฮาวด์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์แฟชั่นแสนเก๋ ก็โดดออกจากตู้เสื้อผ้ามาเปิด Greyhound Café ร้านแฟชั่นคาเฟ่สุดชิคสีขาว เทา ดำ เสิร์ฟอาหารแบบ Basic with a twist อร่อย เข้าใจง่าย แต่มีลูกเล่นสนุกๆ บนโต๊ะกินข้าว บรรยากาศ กระทั่งดอกไม้บนโต๊ะหรือยูนิฟอร์มพนักงาน ก็ออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ Fashionable Time ที่อิ่มอร่อยมากว่า 20 ปี

“คนก็งงกับผมว่า เอ๊ะ ทำไมอยู่ดีๆ ทำโฆษณาแล้วมาทำแฟชั่น แล้วทำแฟชั่นอยู่ดีๆ มาเปิดร้านอาหาร แล้วแบรนด์เดียวกันด้วย แล้วแต่ละอย่างก็ประสบความสำเร็จได้ มันเกี่ยวอะไรกัน ผมก็ถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันนั้นเหมือนกันนะ แล้วในที่สุดผมก็เจอคำตอบ

“เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมก็ไม่ได้เรียนโฆษณาหรือการตลาดมาเลย ผมจบกราฟิกดีไซน์ และหลายๆ คนที่ลีโอ เบอร์เนทท์ ก็ไม่ได้จบโฆษณา ตอนมาทำแฟชั่น ผมและเพื่อนๆ ที่ Greyhound ก็ไม่ได้จบแฟชั่นดีไซน์กันสักคน หุ้นส่วนผมจบเลขาบ้าง จบครูบ้าง น้องๆ ดีไซเนอร์แต่ละคนบ้างก็จบกราฟิก จบโปรดักต์ดีไซน์ จบจิตกรรม ทำแพตเทิร์นกันก็ไม่เป็น พอมาทำร้านอาหารก็ไม่ได้จบ Le Cordon Bleu

“แต่สิ่งหนึ่งที่เรามีเหมือนกัน คือเราเป็นคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กันในแต่ละชุมชน สมัยอยู่ลีโอ เบอร์เนทท์ ก็เป็นพวกบ้าหนังโฆษณา ชอบดูโฆษณาดีๆ และมานั่งวิเคราะห์กันว่าทำไมไอเดียเขาถึงดีได้ขนาดนั้น พอมาทำเสื้อผ้า ก็เป็นกลุ่มคนที่สนุกกับการแต่งตัวเหมือนกัน และเลยมาชอบกินอาหารอร่อยๆ เหมือนกัน เลยสรุปว่าจริงๆ เราเป็นไลฟ์สไตล์พรีเซนเตอร์ละมั้ง เราพรีเซนต์ไลฟ์สไตล์ที่เรียกว่า ‘เกรย์ฮาวด์สไตล์’ ออกมา ต้องอยู่อย่างนี้ แต่งตัวอย่างนี้ ใช้ชีวิตอย่างนี้ กินก็แบบนี้ สวยงามแบบนี้

“พอเราเจอตรงนั้น เออ มันเปลี่ยนมุมมองตัวเราเอง เราทำอะไรก็ได้แล้วทีนี้ ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราชอบ อยากนำเสนอ อยากสร้างสรรค์ของดีๆ สนุกๆ ให้คนอื่นๆ ที่ชอบอะไรคล้ายๆ เราได้ลอง ได้สัมผัส ได้ใช้ด้วย มันเลยกลายมาเป็นความสุขที่เราสามารถคิดต่อยอดไปได้เรื่อยๆ และก็เติบโตจนเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร

“พอมาดูแลธุรกิจของเราเอง เราได้เรียนรู้อีกเยอะมาก เพราะต้องแบกรับโดยตรง ร้อนหนาวมันจับต้องได้ชัดเจน” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ไลฟ์สไตล์เอ่ย “ต้องขวนขวายแก้ปัญหา ไม่ใช่นั่งออกแบบอย่างเดียว ลงมือคลุกฝุ่นอยู่กับมัน ภาษาเอเจนซี่เรียกว่าตีนดำ ต้องลงจากหอคอยงาช้าง ถึงจะเห็นปัญหาที่แท้จริง เห็นช่องทางของโอกาสต่างๆ

“ผมได้รู้เรื่องรูปแบบการทำธุรกิจ ผมเชื่อในการจัดแถวทุกอย่างให้ตรง เป็นหมวดเป็นหมู่ หน้าที่ใครก็ต้องชัดเจน สายงานต้องเป็นระบบ แต่เมื่อทำงานจริงก็ต้องช่วยกัน กอดคอกันได้ ที่ลีโอ เบอร์เนทท์ มีคนจัดแถวมาให้หมดแล้ว เราเพียงเดินตามแถวไป พอเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เราต้องพยายามสร้างและผลักดันระเบียบวินัยให้เกิดขึ้นและติดตามผล ยืนหยัดทำให้ทุกอย่างเคลื่อนที่ไปข้างหน้า พอสร้างคอมมูนิตี้ของตัวเองแล้ว รู้เลยว่าการสร้างปรัชญาองค์กรเหมือนที่ลีโอ เบอร์เนทท์ ทำไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“นอกเหนือจากการก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงิน แต่อีกส่วนที่สำคัญและผมไม่เคยลืมจากการทำงานที่ลีโอ เบอร์เนทท์ คือการสร้าง Culture ให้กับองค์กร ในที่สุดแล้ว Greyhound เชื่อในอะไร คน Greyhound ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีทัศนคติอย่างไรในการทำงานและแม้แต่ในการดำเนินชีวิต บริษัทใหญ่ๆ ใช้เงินมหาศาลในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดขึ้นและแข็งแรง เพราะเขาเห็นความสำคัญ แต่ SME มักจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้และมุ่งหน้าค้าขายไปวันต่อวัน ซึ่งถ้าคิดดีๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้แหละคือปรัชญาของบริษัทหรือของแบรนด์ ไม่ใช่แค่เจ้าของแบรนด์เท่านั้นที่ต้องรู้ แต่ยิ่งสื่อสารหรือปลูกฝังให้กับพนักงานมากเท่าไหร่ พวกเขานั่นแหละจะกลายเป็นกำลังที่สำคัญที่ช่วยเราขับเคลื่อนบริษัทและแบรนด์ไปได้อย่างถูกทิศทางและรวดเร็ว

“สิ่งหนึ่งที่ผมชอบงานที่ผมทำไม่ว่าจะตั้งแต่ลีโอ เบอร์เนทท์ หรือ เกรย์ฮาวด์ คือการที่เราได้ปั้นอะไรบางอย่างจากโจทย์ จากข้อมูลกว้างๆ ผ่านการตั้งคำถามกันเยอะๆ แล้วคำตอบมันจะค่อยๆ ก่อตัวกันขึ้นมา ผ่านการปั้น แล้วก็ปั้น ตบซ้าย คลึงขวา ถ้าส่วนนี้มันเบี้ยวไปก็ตบมันกลับ ถ้าส่วนนี้แบนไปก็ดึงมันขึ้น ค่อยๆ ปั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเห็นผลลัพธ์ที่เรารู้สึกภูมิใจออกมา นั่นคือสิ่งที่ขับเคลื่อนเราได้ทุกครั้ง โจทย์จึงเป็นจุดเริ่มต้น เป็น Challenge ที่สำคัญทุกครั้ง

“เรากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร พูดกับใคร มีกลุ่มเป้าหมายคือใคร เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่หลงทาง และถูกความคิดแบบฝันเฟื่องพาเราไปอย่างไม่มีทิศทาง ผมเชื่ออย่างนั้น”

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

นักออกแบบและผู้บริหารเอ่ยย้ำว่า ไม่ใช่ทุกงานทุกโปรเจกต์จะประสบความสำเร็จไปเสียหมด ที่ล้มเหลวล้มเลิกไปก็มาก แต่หมุดหมายหนึ่งที่เขาภูมิใจ คือการได้ร่วมกันปั้นให้เกรย์ฮาวด์กลายเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีพลัง และเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก มีสาขาในหลายประเทศต่างแดน เกรย์ฮาวด์แฟชั่นได้รับความสนใจและถูกสั่งไปขายถึงเบอร์ลิน นิวยอร์ก มอสโคว์ ซิดนีย์ โตเกียว สิงค์โปร์ และโซล ส่วนร้านอาหารก็ขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ไปในหลายเมืองในแถบเอเชีย อย่างฮ่องกง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กัวลาลัมเปอร์ สิงค์โปร์ จาการ์ต้า และข้ามไปถึงลอนดอนรวมถึง 17 สาขาด้วยกัน

ดีไซน์งาน ดีไซน์ชีวิต

ตัวอย่างงานมันๆ ที่น่าสนุกของ Greyhound เช่น การที่ทั้งทีมได้มีโอกาสบุกลุยไป เปิดสาขาที่ลอนดอนใน ค.ศ. 2017 ซึ่งวางแผนอยู่ 3 ปีเต็ม เพื่อจัดบางกอกใส่จานไปเสิร์ฟอีกซีกโลกอย่างภาคภูมิ ถ้าไม่มีโจทย์ที่ชัดเจน พวกเขาคงยก Greyhound Café อย่างที่เป็นที่กรุงเทพฯ ไปง่ายๆ แต่พอไปศึกษาตลาดอาหารไทยที่นั่นใหม่ ถึงได้รู้ว่าดูถูกผู้บริโภคที่นั่นไม่ได้ ถึงขั้นต้องใช้คำว่า “ขอบคุณลอนดอนที่ทำให้เราตาสว่างขึ้น”

ถึงจะเป็นต่างชาติ แต่วันนี้พวกเขารู้จักอาหารไทยแบบลึกซึ้ง กินปลาร้ากินแจ่วกันสบายมาก แม้ Greyhound จะไปเปิดร้านอาหารไทย ซึ่งต่างไปจากจุดยืนหลักของ Greyhound Café ที่กรุงเทพฯ แต่ในฐานะแบรนด์แฟชั่น จะไปแบบไทยเอิงเงยไม่ได้ ต้องหาจุดยืนที่น่าสนใจไปเสนอฝรั่งที่รักอาหารไทยรุ่นใหม่ให้ได้ 

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร

ภาณุและทีมหยิบความวุ่นวายแบบ Beautiful Chaos ของบางกอกมาปรุงใหม่ เพราะคนกรุงเทพฯ กินอาหารไม่เหมือนคนไทยต่างจังหวัด เช่น กินเบอร์เกอร์เนื้อกับใบกะเพรา สปาเกตตี้ปลาเค็ม หรือผัดขี้เมา หรือสปาเกตตี้คาโบนาร่าที่เติมเครื่องเทศแบบจัดจ้าน ไม่เหมือนฝรั่งกิน ผสานตั้งแต่กลิ่นอายสตรีทฟู้ดในผัดกะเพรา จนถึงร้านเหลาแบบใส่ล็อบสเตอร์ โดยทำให้รสชาติเหมือนที่กรุงเทพฯ มากที่สุด

แม้แต่การออกแบบเมนู ชาวลอนดอนเตือนแล้วเตือนอีกว่าอย่าใส่รูปถ่าย เพราะจะทำให้ดูเหมือนร้านอาหารจีนราคาย่อมเยา ทีมนักออกแบบก็อดไม่ได้ที่จะรับคำท้า ปรับเปลี่ยนวิธีจัดจานใหม่ให้ร่วมสมัย ถ่ายรูปกันด้วยช่างภาพระดับท็อปของไทย วาดเลย์เอาต์กันสุดฤทธิ์ จนลอนดอนเนอร์บอกว่านี่ไม่ใช่เมนูอาหาร แต่เป็นแฟชั่นแมกกาซีน การตกแต่งภายในร้านก็ออกแบบอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว จนได้รับการรีวิวดีเยี่ยมจากเจ้าบ้าน ทั้งในแง่ดีไซน์ตกแต่งร้านและอาหารที่มอบประสบการณ์แสนสนุก

การค้นพบครั้งนี้จึงกลายเป็นเส้นทางใหม่ให้ภาณุและทีมเกรย์ฮาวด์ได้เปิดความคิดใหม่ๆ พัฒนาคอนเซ็ปต์ของ Greyhound Café ที่จะออกสู่ต่างประเทศไปได้อีกมากมาย

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : www.ellethailand.com

ในแง่เสื้อผ้า คอลเลกชัน BANGKOK POSE บนรันเวย์ Elle Fashion Week 2019 ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ใส่ความสร้างสรรค์สไตล์เกรย์ฮาวด์เข้าไปให้นอกคอก ตีความ Street Brand ของตัวเองด้วย Street of Bangkok หยิบสายไฟระโยงระยางและความเยินขึ้นเวที แล้วนายแบบนางแบบทั้งหลายก็เดินเป็นคนธรรมดา คุยโทรศัพท์ไป เดินไปถ่ายรูปไป จิ้มมือถือส่งข้อความไป กลายเป็นโชว์ที่เป็นที่จดจำสุดๆ ในปีนั้น

IKEA x Greyhound Original
IKEA x Greyhound Original

อีกโปรเจกต์หนึ่งที่เป็นงานชิ้นสำคัญ นั่นคือ คอลเลกชัน SAMMANKOPPLA (ซัม-มัน-คอป-ล่า) ซึ่งถือเป็นการจับมือกันครั้งแรกระหว่างแบรนด์ระดับโลกอย่าง IKEA กับแบรนด์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง Greyhound Original ร่วมกันผลิตสินค้าสไตล์สแกนดิ-เอเชียน วางขายทั่วโลก 

“อยู่ดีๆ อิเกียก็ส่งอีเมลมาบอกว่าอยากจะขอทำงาน Collab ร่วมกันกับเกรย์ฮาวด์ เราก็คิดกันว่าตลกแล้ว ไม่ใช่ของจริงแน่นอน มันต้องเป็น Fake Mail แน่นอน เขาส่งอีเมลมาถึงสองครั้งโดยเราไม่ตอบกลับ แต่เขาก็ส่งมาอีก เราก็เริ่มรู้สึก เอ๊ะ จริงเปล่าวะ เลยติดต่ออิเกียเมืองไทย ถามว่ามีชื่อคนนี้ทำงานที่อิเกียมั้ย เขาก็เช็กให้ว่าที่สวีเดนมีจริงๆ เราก็เลยตอบรับไป เขาบินมาคุยถึงที่ร้าน Greyhound Café เลย และในที่สุดโครงการนี้ก็กลายเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ สำหรับผมและน้องๆ ทุกคนที่ได้ทำงานร่วมกับเขา

“ก่อนเริ่มงานเขาพาเราไปรู้จักตัวตนของ IKEA กันถึงบ้านเกิดเลย ชื่อเมือง Älmhult ซึ่งเป็นเมืองเล็กมากๆ ประมาณบางกะเจ้าเลยครับ อยู่ไกลจากเมืองหลวงของสวีเดนมาก อิเกียเกิดที่นี่ แล้วร้านแรกของอิเกียก็อยู่ที่นี่” 

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : นภษร ศรีวิลาศ

“เราได้เรียนรู้ ได้ตื่นตาตื่นใจในความคิดของเขาด้วย เขาเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ อิเกียไปจับมือกับคนหลากหลายเลเวลมาก หลายรูปแบบมาก จับมือกับ NASA โดยใช้วัสดุที่นำหนักเบาในยานอวกาศมาพัฒนาสินค้า จับมือกับชาวประมงสเปน เพื่อเก็บขยะพลาสติกในมหาสมุทรแอตแลนติกมารียูสเป็นวัสดุใหม่

“ผมไม่เข้าใจอยู่ตั้งนานว่าทำไมเขาถึงเลือกเรา จนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนจะทำโปรดักต์เสร็จ ใช้เวลาสามปี คุณเชื่อไหม ของยี่สิบห้าชิ้น ใช้เวลาสามปี ตั้งแต่ออกแบบจนขึ้นตัวอย่างสุดท้ายเสร็จ และก่อนจะ Launch เขาก็จัด Global Press Conference พรีเซนต์คอลเลกชันอิเกียทั้งหมดที่เป็น Collaboration Project ในปีนั้น ให้นักข่าวทั่วโลกบินไปดู 

“เราถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำ คือการตอบโจทย์ทุกแง่มุมของการใช้ชีวิตของโลกยุคใหม่ เช่น คอลเลกชันดวงโคมที่ใช้พลังแสงอาทิตย์ ซึ่งยังเป็นเทคโนโลยีราคาแพง แต่กำลังจะหาซื้อได้ในราคาอีเกีย โดยมุ่งทำให้บ้านเล็กบ้านน้อยในที่ห่างไกลความเจริญที่ไฟฟ้าไปไม่ถึงได้มีไฟใช้ ในขณะที่บ้านคนชั้นกลางก็ลดค่าไฟได้ด้วย ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ตอบสนองคนเล่นคอมพิวเตอร์เกมวันละหลายๆ ชั่วโมงจนหลังขดหลังแข็ง ออกแบบอาหารรูปแบบใหม่ที่ใช้เนื้อสัตว์น้อยลง ลดก๊าซเรือนกระจก เราก็ได้เรียนรู้ว่าเขาอยากทำงานกับเรา เพราะเขาเชื่อว่าเอเชียคืออนาคต และอยากมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมเอเชียมากขึ้น เขาจึงเลือกไทยแลนด์ที่เป็น Destination Holiday ที่ใครๆ ก็อยากมา”

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : นภษร ศรีวิลาศ

“สิ่งที่ประทับใจผมมากจากการได้ทำงานโครงการนี้ คือได้เข้าใจในปรัชญาการออกแบบของเขา ซึ่งสะท้อนกลับไปที่จุดยืนของแบรนด์ได้อย่างน่าทึ่ง นั่นคือ Democratic Design หมายความว่าทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะใช้ของสวย ของดี เพราะฉะนั้น อิเกียจะทำทุกอย่างให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี ยาจก หรือใครก็ตาม เข้าถึงของสวย ของดี ดูสิมันเป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่และอยู่กับแบรนด์ไปได้ยาวนานจริงๆ และทุกปีอิเกียจะพัฒนาโปรเจกต์ย่อยมากมายเพื่อผลิตสินค้าให้ตรงกับทุกแง่มุมชีวิต โดยสอดคล้องกับเทรนด์โลกตลอดเวลา นี่คือการทำให้แบรนด์ไม่หยุดอยู่กับที่ เป็นแบรนด์เก่าแก่แต่ไม่มีวันแก่ไปตามกาลเวลา”

แถวหลังของรถบัส

“การทำงานเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ผมมีห้องทำงานที่สบาย อยู่ตรงระเบียง มีต้นไม้ ไม่ได้อยู่เป็นตึกชั้นสูงๆ แล้วก็มีผู้คนเดินเข้าเดินออกทักทายกัน มีอาหารกลางวันกินร่วมกัน พลังมันไม่ได้มาจากแค่งานอย่างเดียว มันคือการแชร์ความสุขของคอมมูนิตี้ มันก็เลยทำให้เกิดพลังไปด้วยกัน ช่วยกันดึงช่วยกันผลักอะไรอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่ามันไปต่อได้เสมอ

“เมื่อเวลาที่ต้องจากกันมาถึง หลังจากทำงานอยู่ที่เกรฮาวด์มาครบสี่สิบปี แน่นอนก็เศร้าสลดมากครับ เพราะพนักงานหลายคนก็ทำงานกันมาเป็นสิบๆ ปี ตั้งแต่วันแรกของการทำงานเลยก็มี แต่ว่าก็ถึงเวลาที่น้องๆ เขาจะได้เติบโตขึ้นมา

“ผมก็เป็นอย่างนี้กับลีโอ เบอร์เนทท์ นะครับ ตอนที่ออกมาจากลีโอ เบอร์เนทท์ คือถึงเวลาที่คนรุ่นใหม่จะต้องขึ้นมาเทคโอเวอร์ และก็นำไปสู่อะไรใหม่ๆ ได้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมก็เขียนไว้ในจดหมายลากับเขา ผมบอกว่าถึงเวลาที่ผมจะไปนั่งแถวหลังของรถบัสเกรย์ฮาวด์คันนี้แล้ว และให้เขาได้ขับนำทางพาผมไปที่ใหม่ๆ บ้าง เป็นที่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน ผมเชื่อว่ามันจะเป็นเส้นทางใหม่ที่สนุกๆ และทำให้ผมได้เจออะไรใหม่ๆ มากมาย”

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

ตั้งแต่เกษียณตัวเองจากเก้าอี้ผู้บริหารใน ค.ศ. 2019 โดยปล่อยมือให้บริษัท Mudman ซึ่งเข้ามาซื้อกิจการเครือ Greyhound ตั้งแต่ 5 ปีก่อนหน้าลงมือบริหารเต็มตัว เส้นทางการทำงานของภาณุไม่รีบร้อนเหมือนก่อน แต่ยังมีโปรเจกต์มากมายที่เขาสนุกกับการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทั้งการทำงานเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสื่อสารแคมเปญต่างๆ ให้ สสส. การได้เข้าไปช่วยมูลนิธิรามาธิบดีฯ ด้านการสื่อสารเป็นระยะๆ คิดสร้างสรรค์แบรนด์ใหม่ให้เพื่อนที่ขอให้ช่วย ไปจนถึงงานสอนเลกเชอร์ให้ทั้งนิสิต นักศึกษา และองค์กรต่างๆ 

“ดีกว่าอยู่เฉยๆ วันแรกที่เกษียณเนี่ย ผมรู้สึกเหมือนกันนะว่าจ๋อยเลย ตื่นขึ้นมานี่มันไม่เหมือนเดิม มันไม่มีอะไรให้ทำ ไม่มีนัด ไม่มีประชุมอะไรอย่างเงี้ย เราก็รู้สึกแปลกๆ” คนรักงานยอมรับ 

“เรา Take มาเยอะแล้ว เพราะฉะนั้น ช่วงนี้คงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ Give Back บ้างครับ คนอื่นเขาทุ่มเทให้สังคมกันเยอะแยะมากมาย เราเห็นแล้วรู้สึกว่าเราเองยังไม่ได้ให้อะไรเลย นี่เป็นสิ่งผมเคยพูดกับตัวเองมานานแล้วแต่ไม่ได้ทำสักที”

เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้และสั่งสมมาตลอดช่วงเวลา 40 กว่าปีของการทำงาน ภาณุยินดีเผยเคล็ดลับการทำงานสร้างสรรค์ที่เขาเรียนรู้ตั้งแต่นับหนึ่งในวงการโฆษณา จนถึงการสร้างแบรนด์ไลฟ์สไตล์ให้เติบโตไม่หยุดยั้ง

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

สิ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอด 40 กว่าปีของการทำงาน ที่หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับรุ่นน้องๆ

01 ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ

“อาจฟังดู Cliche แต่มันก็ใช่ เพราะเมื่อเรา Passionate กับสิ่งที่เราทำ รักและสนุกกับมัน เราจะทำมันได้แบบไม่มีเบื่อ การปั้นงาน การสร้างไอเดียอะไรต่างๆ ทำแล้วทำอีก ผิดแล้วผิดอีก ก็แก้แล้วแก้อีกได้ มันคือเหตุผลที่ทำให้เราอยากลุกจากที่นอนทุกเช้า จริงอย่างที่เขาพูดกันไว้ครับ”

02 เริ่มจากการตั้งโจทย์ที่ดี

“ผมเชื่อเสมอเลยครับว่า การทำงานให้ดีต้องเริ่มจากโจทย์ที่ดี โจทย์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม จะออกแบบร้านใหม่ ออกแบบคอลเลกชันใหม่ หรือแค่ออกแบบเมนูเล่มใหม่ เรากำลังพูดกับใคร เขาต้องการอะไร สิ่งที่เราจะมอบให้เขาเป็นประโยชน์อะไรกับเขา เราจะเชื่อมต่อเขากับเราได้ยังไง อะไรอยู่ในใจเขา เราจะเข้าไปนั่งในใจเขาได้ยังไง ตีความโจทย์ให้ออกแล้วเราจะไม่หลงทาง และโจทย์นั้นแหละจะนำไปสู่งานที่ดี” 

03 ทำงานกับคนเก่ง

“ต้องทำงานกับคนเก่งให้ได้มากที่สุด ผมพยายามแวดล้อมตัวผมเองด้วยคนเก่งๆ เสาะหาคนที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาอยู่ในทีม เพราะว่าคนเก่งเท่านั้นที่จะช่วยกันต่อยอดได้ คนหนึ่งคนจะเป็นอะไรทุกอย่างเองไม่ได้ ผมทำโฆษณามา แต่กำกับหนังเองก็ทำไม่ได้ มันก็ต้องมีคนมาช่วยผมถ่าย ช่วยกำกับ ตัดต่อ ต้องมีช่างภาพมาถ่ายรูปแฟชั่นให้ผม เป็นดีไซเนอร์ก็ต้องมีช่างแพตเทิร์นที่เก่ง ช่างตัดเย็บที่เก่ง

“เก่ง บวกเก่ง บวกเก่ง เท่ากับการต่อยอดไปสู่อะไรดีๆ แต่ถ้าเก่ง บวกไม่เก่ง บวกไม่เก่ง มันจะเจอทางตัน ความสำเร็จมีแต่จะลดลง หรืออยู่แต่ในกรอบเดิมๆ ของตัวเราเอง เพราะเขาช่วยต่อยอดอะไรเราไม่ได้” 

04 สร้างสภาพแวดล้อมที่ใช่

“ตอนนี้คุณทำงานแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ หรือมีคนช่วยคุณมองปัญหา ช่วยคิดหาทางออกใหม่ๆ ไปด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน แล้วก็ช่วยกัน Push and Pull กันรึเปล่า ทีมเวิร์กสำคัญมากนะครับ

“บริษัทอยู่ได้ด้วยความเป็นทีม จงช่วยกันทำงาน ในฐานะหัวหน้าของทีม คุณควรจะรู้ว่าใครเก่งอะไร และเราจะได้ประโยชน์สูงสุดจากเขาได้อย่างไร ชุมชนหนึ่งๆ มันมีหลายเลเยอร์ หลายเลเวล ที่เราเรียนรู้จากคนในคอมมูนิตี้ของเราได้ ผมรู้สึกว่าการเอาหัวมาชนกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดทุกครั้ง มาร์เก็ตติ้งต้องเข้าใจสิ่งที่หน่วยสร้างสรรค์กำลังมองหา ครีเอทีฟหรือดีไซเนอร์ก็ต้องเข้าใจสิ่งที่มาร์เก็ตติ้งกำลังมองหาด้วย และก็ถกเถียงกัน แชร์ความคิดกันครับ มันถึงจะนำไปสู่ทางแก้ที่แฮปปี้ร่วมกัน ไม่มีทางหรอกที่เราจะพาบริษัทวิ่งไปข้างหน้าจนถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ หันกลับมาอีกที อ้าว อยู่ไหนกันหมดแล้วเนี่ย มันไม่มีประโยชน์ ถ้าจะไปให้ประสบความสำเร็จต้องไปด้วยกัน โตต้องโตพร้อมกัน

เขาถึงบอกไงว่า “กองทัพไปได้เร็วที่สุด อยู่ที่คนสุดท้ายเสมอ” ถ้าพลทหารกองหลังที่อยู่ท้ายแถวกลับรั้งท้าย ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ว่ากองหน้าเขาไปไหนกันแล้ว ยัวมัวหลงทางอยู่เนี่ย กองทัพมันไปไม่ได้ไกลหรือเร็วพอหรอกครับ 

“วัฒนธรรมของแบรนด์หรือบริษัทขึ้นอยู่กับผู้นำที่ดี ซึ่งทำให้คนรู้สึกว่าที่เขาทำงานอยู่นี่ไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อตัวเขาเอง พอทำแล้วเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ สนุกในสิ่งที่ได้ทำ และบริษัทก็เชื่อในสิ่งนั้น เราแชร์ความเชื่อร่วมกัน มันจึงเกิดความรู้สึกเป็นคอมมูนิตี้ที่มีความสุขในการทำงาน”

05 ถอยมามองจากมุมสูงหรือระยะไกลบ้าง

อย่ามัวแต่ก้มหน้าก้มตาขลุกอยู่กับงาน จนไม่มีเวลาถอยมาดูภาพรวมในระยะไกล หาเวลามองข้ามช็อตบ้าง อย่ามัวแต่เพ่งจุดเล็กๆ ตลอดเวลาถ้าคุณเรียนศิลปะ โดยเฉพาะวิชา Life Drawing อาจารย์จะสอนให้ถอยหลังมาแล้วยืนหรี่ตาดู เราจะลดรายละเอียดของสิ่งที่เราเห็นลง แต่กลับเห็นองค์ประกอบรวมได้ดีขึ้น

06 สร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ

“การลงทุนระยะยาวกับแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแบรนด์คือพลังที่ไม่ใช่แค่การซื้อการขายวันต่อวัน แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงระยะยาว แบรนด์มีอารมณ์และความรู้สึกซ่อนอยู่มาก เพราะฉะนั้น เราต้องหาให้ได้ว่าอะไรเป็นจุดเด่นที่พิเศษเฉพาะตัวที่เราต้องหยิบออกมาไฮไลต์ให้คนเห็น แล้วก็นำสิ่งนั้นไปต่อให้ติดกับคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ถ้าต่อกันติด ถูกใจกัน โดนใจกัน มันจะเหมือน Long-lasting Relationship ที่นำไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนของคุณเลยทีเดียว

“สิ่งที่เป็นจุดเด่นและพิเศษของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้า แบรนด์ข้าวแกง แบรนด์กระเป๋าอะไรก็ตาม ไม่ใช่คุณลักษณะ ไม่ใช่แค่วัสดุหรือวัตถุดิบ แต่ต้องยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะหรือเทคโนโลยีที่คุณภูมิใจวันนี้ มันกลายเป็นของที่ตามกันทันหมด และจะล้าสมัยได้ในไม่นาน

“สิ่งพิเศษที่ว่านี้อาจเป็นความคิด ความเชื่อ ความชอบ ทัศนคติก็ได้ที่ทำให้แบรนด์หนึ่งแตกต่างจากแบรนด์หนึ่ง เช่นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Apple จุดขายเขาไม่ได้เกี่ยวกับตัวโลหะกรอบนอกของเครื่อง ซอฟต์แวร์ หรือรูปลักษณ์ของดีไซน์อะไรแบบซื่อๆ อย่างนั้นเลย แต่มันคือ Attitude ของแบรนด์ที่ทำให้มีคุณค่ายิ่งใหญ่ไปกว่าแค่เป็นแบรนด์เทคโนโลยีเฉยๆ มันคือ Belief หรือความเชื่อที่ว่า At Apple we “Think Different” และเขามุ่งพูดไปกับกลุ่มคนที่ต้องการ Think Different เหมือนกัน คนที่จะเปลี่ยนโลกด้วยความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ โอ้โห เวลาสองอย่างนี้มาเจอกันเนี่ย มันก็เป็น Long-term Business Strategy ได้ตลอดกาล นำพาให้ธุรกิจติบโตไปได้ยาวไกล”

ภาพ : ภาณุ อิงคะวัต

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load