The Cloud X  Designer of the Year

 

ผศ. ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล

กล่าวอย่างรวบรัด งานศิลปะสิ่งทอ (Textile Art) หมายถึง งานศิลปะที่ใช้วัสดุหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเส้นใยพืช สัตว์ หรือเส้นใยสังเคราะห์ โดยใช้เทคนิคอย่างการถัก การทอ หรือแม้แต่การสาน

นักออกแบบสิ่งทอ (Textile Designer) จะสร้างงานเพื่อให้เห็นลักษณะของพื้นผิวสัมผัส ลวดลาย และสีสันของผืนผ้า

นักออกแบบเครื่องแต่งกาย (Fashion Designer) จะทำงานออกแบบโครงสร้าง รายละเอียดของเสื้อผ้า โดยจะคำนึงถึงองค์ประกอบอย่างแพตเทิร์น เนื้อผ้า ลายผ้า และรายละเอียดอื่นๆ บนผิวผ้า

ครั้งนี้เรามีนัดพูดคุยกับศิลปิน นักวิจัย อาจารย์ และนักออกแบบ ที่ทำงานศิลปะ ออกแบบสิ่งทอ และแฟชั่น

อย่าเพิ่งคิดว่าเรามีนัดกับกลุ่มนักออกแบบมากหน้าหลายตาที่ทำงานหลากหลายแขนงด้านบน เรามีนัดกับ ผศ. ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล นักออกแบบที่ทำงานผสมผสานทั้งศิลปะ สิ่งทอ และแฟชั่น ด้วยกันตั้งแต่กระบวนการคิด ทดลองจนออกมาเป็นผลงานแบบรูปธรรม และเธอเพิ่งได้รับรางวัล Designer of the Year Award ปีล่าสุดในสาขา Textile Design ไปด้วย

ว่ากันในด้านวิชาการ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีที่คณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาประยุกต์ศิลปศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร และเรียนต่อปริญญาโทในสาขาทัศนศิลป์ที่ University of South Australia เมืองอะดิเลค ประเทศออสเตรเลีย น้ำฝนยังได้รับประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยศิลปะและอุตสาหกรรมสิ่งทอขั้นสูงแห่งชาติ Ecole National Superiere Industria กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และปริญญาเอกด้านสิ่งทอ จากสถาบันศิลปะและการออกแบบเบอร์มิงแฮม เมืองเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร ก่อนที่จะกลับมาเป็นหนึ่งในผู้เริ่มต้นบุกเบิกสาขาการออกแบบเครื่องแต่งกาย ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ส่วนด้านวิชาชีพนอกจากการทำงานศิลปะ งานเชิงพาณิชย์อย่างการออกแบบยูนิฟอร์ม หรือการเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบ น้ำฝนยังทำงานร่วมกับชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งทอ

“ตอนนี้กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ ในโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่หมู่บ้านหุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี และพัฒนาลายทอของผ้าย้อมครามที่สกลนคร”

เธอเล่าขณะตรวจงานต้นแบบลายทอผ้าย้อมคราม “การทำงานกับชุมชนก็เหมือนกับการทำงานกับลูกค้า เวลาที่ต้องลงพื้นที่ เราต้องเอาตัวเองไปคลุกคลีกับพื้นที่นั้นๆ แล้วต้องสื่อสารและทำความเข้าใจกันอย่างชัดเจน จะมีบ้างที่เวลาเราอยากทดลองเทคนิคหรือวิธีใหม่ๆ เขาอาจจะยังไม่เห็นภาพ จนต้องทำงานออกมาเป็นชิ้นจริงๆ แบบนี้” เธอเล่าพร้อมๆ กับให้เราดูลายทอผ้าครามหลากหลายลายที่เธอร่วมพัฒนากับชุมชน ก่อนเสริมต่อ “แต่พอเราลงพื้นที่ เราก็จะพบว่าแต่ละคนมีความถนัดและเฉพาะทางของตัวเอง อย่างการทอต้องไปหาคนนี้ การย้อมต้องไปพบคนนั้น”

การทำงานร่วมกับชุมชนของน้ำฝน เริ่มต้นจากธีสิสปริญญาเอกของเธอที่เลือกพัฒนาลวดลายผ้ามัดหมี่ของอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น โดยหยิบเอารูปทรงเรขาคณิตมาช่วยทำให้ลวดลายมีความร่วมสมัยมากขึ้น

“การทอผ้ามัดหมี่สร้างความเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเวลา การมัดย้อมด้ายหรือเส้นไหมให้เกิดสีหรือลวดลาย ก่อนที่จะนำไปทอเป็นผืนผ้า ซึ่งเส้นพุ่งอาจจะเป็นสีหนึ่ง เส้นยืนจะเป็นสีหนึ่ง พอทอเสร็จมันจะเหลื่อมล้ำกันของลวดลายกลายเป็นอีกสีหนึ่ง ถ้าเราผสมหรือใช้คู่สีผิด งานออกแบบก็จะผิดไปด้วย” น้ำฝนเล่าถึงเทคนิคในการทอผ้ามัดหมี่ ซึ่งนั่นเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นในการใช้สีสันจากเส้นใยมาสร้างงานศิลปะ

ผ้ามัดหมี่ thesis

งานธีสิสปริญญาเอกของน้ำฝนที่เป็นเหมือนการแสดงความสนใจเรื่องสีออกมาอย่างเป็นรูปธรรม น้ำฝนเลือกที่จะย้อมสีเส้นไหมใหม่และทำให้เกิดการผสมสีสันใหม่ผ่านการทอของเส้นพุ่งและเส้นยืน งานนี้เคยจัดแสดงถาวรอยู่ในพิพิธภัณฑ์ The Society of Dyers and Colourist ออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

 

มิติสีของงานสิ่งทอ

“การเลือกใช้สีสำคัญมากกับการออกแบบลายผ้า การที่เราออกแบบผ้าลายเดียวกันแต่คนละสี มันเหมือนผ้าคนละลาย สีจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการออกแบบและยังเป็นปัจจัยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะสีเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้า” น้ำฝนบอกพร้อมยกตัวอย่างสีของรองเท้า ที่เมื่อกวาดตาไปที่ชั้นวาง เรามักจะเลือกรองเท้าจากสีก่อน แล้วค่อยเดินไปสัมผัสกับวัสดุหรือลองสวมใส่ หรือเรื่องของเทรนด์การออกแบบที่ ‘สี’ มักจะสิ่งที่ถูกทำนายออกมาก่อนเสมอ

ซึ่งความสนใจในเรื่องสีของน้ำฝนได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจาก Mark Rothko ศิลปิน Abstract Expressionism ที่ให้ความสำคัญเรื่องการใช้สี “จะเห็นว่าเขาเพนต์รูปหนึ่งเป็นสีแดง โดยที่ไม่มีองค์ประกอบอื่นๆ ในภาพเลย แล้วคนไปดูงานก็ต่อแถวยาวเหยียด เราไปยืนดูจะเห็นว่าสีแดงของ Mark Rothko มันไม่ใช่สีแดง แต่ในแดงมีส้ม ในแดงมีเหลือง มีหลายๆ สีอยู่รวมกันในนั้น เราก็เลยได้แรงบันดาลใจตรงนั้นมาประยุกต์กับงานผ้าของเราเอา

ผ้า

ผศ. ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล

การทับซ้อนของเส้นใย

น้ำฝนประยุกต์งานศิลปะสิ่งทอของตัวเองไปพร้อมๆ กับการค้นหาและวิจัย กระบวนการทำงานของศิลปินและนักออกแบบของโลก “เรามองตัวเองแล้วเราต้องมองรอบๆ มองโลกด้วย เราดูว่าในโลกเขาใช้วัสดุอะไรกันบ้างหรือมีเทคนิคอะไรที่น่าสนใจที่จะมาประยุกต์กับงานเราได้” น้ำฝนเล่าถึงขั้นตอนการทำงานของเธอที่เริ่มต้นจากการวิจัยข้อมูลจากทั่วโลก โดยนอกจากเรื่องสีแล้ว ความโปร่งแสง และเลเยอร์ก็เป็นอีกเรื่องที่เธอให้ความสำคัญ “ผ้าชนิดเดียวกันแต่ก้มีเนื้อสัมผัสหลากหลายที่ต่างกัน ผ้าแก้ว ผ้าออกแกนซ่า เป็นผ้าที่เราสนใจ” น้ำฝนเสริมถึงเครื่องมือสำคัญที่เธอนำมาใช้สร้างสรรค์งาน ก่อนจะหยิบเอาผ้าตัวอย่างมาให้เราสัมผัส “ผ้ามีลักษณะโปร่งแสง แต่มันก็มีหลายเนื้อ อย่างออกแกนซ่าที่มีกลิตเตอร์ มันก็จะมีความมัน ออแกนซ่าที่มีเนื้อด้าน หรือออแกนซ่าที่เป็นผ้าไหม เราต้องค่อยๆ เรียนรู้แต่ละเส้นใย”

ความโปร่งแสงของผ้าแก้ว ที่เมื่อวางซ้อนกับสีหนึ่ง มันจะกลายเป็นอีกสี กลายเป็น multiple colour ก็เหมาะเจาะพอดีกับความสนใจเรื่องสีของน้ำฝน

“งานของเรา มันเป็นเรื่องของสี การผสมผสานของสีทำให้เกิดสีใหม่ เป็นมิติของผ้าที่ขยายต่อสู่งานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าแบบไหน มันก็มักจะสื่อถึงมิติของการซ้อนทับที่สร้างให้เกิดพื้นผิวใหม่ๆ ไปพร้อมกัน”

 

ผ้าออแกนซ่า

การผสานกันของ 3 ศาสตร์

ด้วยพื้นฐานการเรียนทัศนศิลป์ แฟชั่นและสิ่งทอ การทำงานของน้ำฝนจึงเป็นการผสมผสานทั้งสามศาสตร์ไว้ด้วยกัน“เราไม่ได้ทำศิลปะซะทีเดียว ไม่ได้ทำผ้าซะทีเดียว ไม่ได้ทำแฟชั่นซะทีเดียว แต่เราใช้ทั้งสามสิ่งให้อยู่รวมกัน ทำไปพร้อมกัน แล้วเราคิดว่ามันเป็นวิธีที่สนุกสำหรับเรา เราทดลองทำผ้าก่อน แล้วมีแนวคิดต่อยอดว่า ผ้าชิ้นนี้มันน่าจะเอาไปทดลองทำแฟชั่น ทำศิลปะ ทำงานเทกซ์ไทล์ได้ ดั้งนั้นกระบวนการทำงานและปลายทางของเรามันจะตอบทั้งสามวัตถุประสงค์ ใช้เพื่อแฟชั่น ใช้เพื่อศิลปะ ใช้เพื่อเทกซ์ไทล์”

เอกลักษณ์หรือลายเซ็นจำเป็นกับการเป็นสร้างสรรค์งานไหม เราสงสัยเพราะเป็นลองไล่ดูชิ้นงานบนสตูดิโอชั้นสองของน้ำฝน เราก็พบว่าถ้าเห็นงานลักษณะนี้ในที่อื่นๆ ก็คงรู้ตัวคนสร้างงานได้แบบไม่ต้องไล่ดูชื่อ “ถ้าเป็นศิลปินเราคิดว่าจำเป็น เพราะมันจะได้มีจุดยืนของตัวเอง ลองคิดว่าเราถ้ามีแบรนด์สักแบรนด์หนึ่งมันต้องมีคาแรกเตอร์ของแบรนด์ว่าแบรนด์นั้นๆ มีจุดเด่นเรื่องอะไร เพื่อให้คนจดจำได้ว่าเป็นงานของเรา เหมือนงานศิลปะที่ลายเส้นสโตรกแบบนี้เป็นของศิลปินท่านนี้ เพราะฉะนั้น งานไม่ควรจะเป็นงานใหม่อยู่ตลอด มันควรจะพัฒนาจากงานเดิมให้มันมีลำดับที่ดีขึ้น แต่ถ้าศิลปินไปทำงานออกแบบแฟชั่น ก็น่าจะดึงคาแรกเตอร์จากลายเซ็นนั้น โดยดูเทรนด์ในภาพรวม”

รองเท้า

หัวใจของการพัฒนาแฟชั่น คือ Raw Material

งานสิ่งทอมีหลายประเภทมาก ถ้าใครสนใจงานด้านนี้อยากให้ลองกลับไปสำรวจว่าตัวเองสนใจเรื่องไหน โครงสร้างของสิ่งทอ การทอ บางคนอาจจะอยากเรียนการถัก การถักก็มีให้เลือกอีกว่า ถักมือหรือเป็นเครื่องจักร หรือชอบเรื่องการพิมพ์การย้อม วิศวะสิ่งทอก็เป็นทางเลือกได้” น้ำฝนเอ่ยถึงทางเลือกสำหรับคนที่กำลังสนใจงานด้านสิ่งทอ  

“นักออกแบบต้องเป็นนักทดลองไปในตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัตถุดิบ เรื่องของผ้า เรื่องของอะไหล่ Accessory ที่จะใช้ในคอลเลกชัน คอนเซปต์ที่แข็งแรงเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย โดยที่ไม่ละเลยสภาพแวดล้อมของโลก” น้ำฝนบอกถึงคุณสมบัติที่นักออกแบบควรจะมีติดตัว เพราะตอนนี้ผู้บริโภคเปิดใจรับกับสินค้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นโอกาสดีของนักออกแบบไทยได้แสดงศักยภาพ บนพื้นฐานของสินค้าที่มีคุณภาพ “คอนเซปต์การออกแบบที่แข็งแรง เราควรจะต้องมีความต่างกันในเรื่องของวัสดุ” น้ำฝนตอบคำถามเรื่องหัวใจของการพัฒนางานออกแบบพร้อมยกตัวอย่างถึง เทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าที่จะไม่หนีไปไหน และมีกรอบที่หมุนวนกลับมามีความนิยมใหม่ในระยะเวลาหนึ่ง อย่างโจงกระเบน ที่เมื่อระยะเวลาผ่านไปก็จะหันมานิยมอีกครั้ง

“สิ่งที่จะทำให้ต่าง คือเทกซ์ไทล์และวัสดุของชุดนั้นๆ ซึ่งเทกซ์เจอร์หรือวัสดุของชุด ก็เกิดจากการสร้างผ้า เพราะฉะนั้น Raw Material จึงสำคัญ เราจะต้องทำให้วัสดุมีความพิเศษและใหม่ การพัฒนาเส้นใยในหลากหลายประเภท หรือสิ่งทอจึงเป็นเรื่องจำเป็นในวงการออกแบบของบ้านเรา”

 

5 งานที่บอกเล่าความสัมพันธ์ของเส้นด้ายในแบบ ผศ. ดร.น้ำฝน ไล่สัตรูไกล

01 เมื่อศิลปะ สิ่งทอ และแฟชั่น รวมเป็นเรื่องเดียวกัน

“เราทำงานศิลปะ แฟชั่น เทกซ์ไทล์ 3 อย่างรวมกัน ไม่ได้คิดว่าต้องทำชิ้นใดชิ้นหนึ่ง เวลาทำงานชิ้นหนึ่งก็จะคิดว่าสามารถพัฒนาเป็นงานอีกชิ้นได้ด้วย อย่างงานรูปวงกลมที่เห็น มันจะเป็นงานศิลปะติดผนังก็ได้ แต่ก็คิดว่ามันสามารถขยับมาเป็นกระโปรงไว้สวมใส่ได้เหมือนกัน เลยสร้างแพตเทิร์นกระดาษ แล้วทำงานศิลปะชิ้นเดียวกันนี้แหละให้เป็นกระโปรงด้วย”

ผ้า นางแบบ

02 มิติ สะท้อน ซ่อน สัมผัส

“Deconstruct for Reconstruct เป็นการสร้างงานจากการทำลายโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผ้าที่ทำจากการทอ หรือทำจากการถัก โดยการกรีด การตัด การเลาะ เส้นด้ายเดิมที่มีอยู่ หลังการทำลายโครงสร้างของผ้าเดิมแล้วก็จะ reconstruct ด้วยการจัดวางองค์ประกอบของผ้า รวมถึงองค์ประกอบของสีเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ โดยเสริมด้วยการทำภาพพิมพ์ การเพนต์ การตัดต่อผ้า”

ผ้า ออกแบบ

03 การออกแบบชุดเฉดสีเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านมุมมองการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นและสิ่งทอ

“เฉดสีสามารถนำมาเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงเอกลักษณ์ของพื้นที่ได้ งานนี้เราวิจัยชุดสีของจังหวัดเชียงใหม่ โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม  คือ สถาปัตย์ฯ เครื่องแต่งกายและสิ่งทอ พื้นผิว หัตถกรรมและความเชื่อ วิถีชีวิตและสังคมเมือง เริ่มจากการสำรวจพื้นที่ รวบรวมภาพถ่ายซึ่งก็เป็น 1,000 รูป แล้วก็เอามาวิเคราะห์กับทางวิศวกรสิ่งทอเพื่อเทียบสีกับ pantone โดยนอกจากการเทียบสีทางสถิติแล้วกลุ่มสีที่ได้ก็มาจากแรงบันดาลใจของเราตอนที่เก็บข้อมูล อย่างการที่เราเห็นวัดเป็นสีน้ำตาล มีฉากหลังเป็นต้นไม้สีเขียว โดยที่ข้างหน้ามีธงสีเหลือง เมื่อมันรวมกันก็เป็นสีใหม่ จากนั้นก็จะเอาชุดสีที่ได้มาย้อม แล้วก็ทอเป็นผ้า หรือใช้กระบวนการ Deconstruct for Reconstruct เป็นงานศิลปะอีกครั้งหนึ่ง”

 

ผ้างานศิลปะสิ่งทอแรงบันดาลใจจากหัตถกรรมและความเชื่อ
ผ้า
งานศิลปะสิ่งทอแรงบันดาลใจจากพื้นผิว

04 See in Sew

น้ำฝนได้รับทุนในการสร้างสรรค์ผลงานจากกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไต้หวัน ในปี 2016 “การพัฒนางานออกแบบจากงาน 2 มิติแบบเทกซ์ไทล์ให้อยู่ในโครงสร้างงานแบบสามมิติ อย่างแฟชั่นในอีกรูปแบบหนึ่ง ก็คือการทำรองเท้า อย่างคู่ที่เป็นรองเท้าส้นสูง คือการเอางานศิลปะผ้าออกแกนซ่าที่สร้างเป็นเลเยอร์ไว้มาถ่ายเป็นลายพิมพ์ แล้วสกรีนลงบนผ้าฝ้ายและกำมะหยี่”

รองเท้า รองเท้า

05 งานสร้างแบรนด์รองเท้า

ความชอบและสนใจรองเท้าตั้งแต่เด็ก (เธอบอกว่าจริงๆ แล้วชอบมากกว่าเสื้อผ้าซะอีก) และมีโอกาสทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทผลิตรองเท้าส่งออก ปัจจุบันน้ำฝนจึงพัฒนางานออกแบบของตัวเองสู่การสร้างแบรนด์รองเท้า ถึง 2 แบรนด์

ORAON แบรนด์รองเท้าแสนหวานที่แปลว่า ผู้ญิ้งผู้หญิง พัฒนามาจากงานออกแบบสิ่งทอของน้ำฝน ที่เป็นการทำลายโครงสร้างผ้าเดิมโดยลองดึงเส้นใยออกจากผ้าไหม แล้วนำไปปักใหม่อีกครั้ง  เป็นการแสดงทักษะของช่างที่ทำด้วยมือทุกคู่

 

รองเท้า

DEVANT เกิดจากความชอบรองเท้าส้นแฟลต DEVANT รองเท้าที่ไม่ได้ตามเทรนด์แฟชั่น หากแต่ใส่ได้หลากหลายโอกาส ไม่ตกยุค ดังคอนเซปต์ที่ว่า Not a WOW shoes but forever your favorite  ที่ใส่ได้ในหลากหลายโอกาส โดยล่าสุดน้ำฝนพัฒนางานออกแบบรองเท้า dress shoes ให้เข้ากับนวัตกรรมของรองเท้าผ้าใบ รวมถึงงานร่วมกับศิลปินชื่อดังอย่างชลิต นาคพะวันในการสร้างลวดลายบนรองเท้าด้วย

devant

 

 

เหล่าข้าวของขาประจำที่ถูกวางไว้บนโต๊ะทำงาน

01 หนังสือที่ว่าด้วยเรื่อง ‘สี’

หนังสือ

 

เพราะความชอบเรื่องสีเป็นทุนเดิมทำให้น้ำฝนสะสมหนังสือเกี่ยวกับสีเอาไว้หลายต่อหลายเล่ม นอกจากหนังสือความหมายของสี ทฤษฎีสี หรือการจับคู่สีแล้ว สีระหว่างการเดินทางก็เป็นอีกสิ่งที่น้ำฝนสนใจ “แต่ละที่ที่เราไป เรามักจะได้เห็นชุดสีของเมืองหรือจังหวัดนั้นๆ ด้วย”

 

02 หนังสือรวบรวมงานของศิลปินและนักออกแบบ

Issey Miyake

ภายในชั้นเก็บหนังสือที่กว้างเต็มผนัง และสูงเกือบถึงเพดาน หนังสือรวมงานของศิลปินหรือนักออกแบบ จะเป็นหนังสืออีกหนึ่งหมวดที่น้ำฝนมักจะหยิบมาอ่านและดู “งานของศิลปินที่ชื่นชอบจะเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของเรา ซึ่งงานที่ชื่นชอบส่วนใหญ่จะไม่ใช้งานภาพพิมพ์หรือภาพเหมือนแต่จะเป็นงาน Abstract ที่เป็นแรงบันดาลใจในการใช้สีด้วย”

 

03 ผ้า

ผ้า

วัสดุหลักที่น้ำฝนใช้เป็นเหมือนเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงานก็คือ ผ้า ตัวอย่างผ้าหลากสีหลายเนื้อจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะทำงาน “ผ้าแก้ว ผ้าโปร่ง ผ้าออแกนซ่า เป็นชนิดผ้าที่เราชอบอยู่แล้ว เพราะเนื้อผ้าที่โปร่งเมื่อมาซ้อนกันก็จะทำให้สีต่างไปจากเดิมกลายเป็นสีใหม่”

 

04 Pantone หนัง

palette

อีกหนึ่งวัสดุที่ถูกหยิบจับมาใช้งานบ่อยๆ ในช่วงนี้ก็คือ ‘หนัง’ ตัวอย่างหนังที่น้ำฝนมีจึงไม่ใช่แค่ตัวอย่างสี แต่เป็นลักษณะและเทคนิคในการทำหนังแต่ละชนิดด้วย “หนังเป็นวัสดุที่ดีที่สุดในการทำรองเท้า หนังแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติต่างกันออกไป รวมไปถึงผิวสัมผัสที่เกิดจากเทคนิคในการทำหนังด้วย ซึ่งเราต้องศึกษาเพื่อใช้ให้เหมาะกับจุดประสงค์ที่เราต้องการ”

 

05 หุ่นรองเท้า

หุ่นรองเท้า

เมื่อเริ่มสร้างสรรค์แบรนด์รองเท้าของตัวเอง หุ่นรองเท้าจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะทำงาน “รองเท้าที่ดีก็ต้องมาจากหุ่นที่ดี หุ่นที่ดีที่ว่า คือหุ่นที่เหมาะกับแบบของรองเท้า เราต้องเลือกหุ่นก่อนที่จะสร้างแพตเทิร์นในการตัดหนังหรือผ้าในการทำรองเท้าต่อไป ก่อนหน้านี้เราจะเห็นหุ่นรองเท้าเป็นไม้ แต่ตอนนี้ก็จะเป็นพลาสติก เพื่อให้ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงรูปทรง”

 

รองเท้าผ้า

ออกแบบ

 

Writer

วิชุดา เครือหิรัญ

เคยเล่าเรื่องสั้นบ้างยาวบ้าง ในต่างเเเพลตฟอร์ม เล็กบ้างใหญ่บ้างออกมาในรูปแบบบทสัมภาษณ์ นิตยสาร เว็บไซต์ นิทรรศการไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ ตอนนี้กำลังเป็นส่วนเล็กๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย เเละยังคงเล่าเรื่องต่อไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

ในยุคหนึ่ง บางคนอาจมองผู้หญิงเป็นเพศอ่อนแอ เสียเปรียบเพศชายด้านสรีระ เป็นช้างเท้าหลังซึ่งต้องปรนนิบัติพัดวีช้างเท้าหน้า เป็นสายซัพในครอบครัวที่มักโดนมองข้าม

“แต่สำหรับผม เพศหญิงเป็นเพศที่ฉลาดมาก เพราะเป็นผู้วางกลยุทธ์ในการดูแลครอบครัวให้เรียบร้อยตั้งแต่เช้าจรดเย็น คือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในบ้าน”

มุมมองจาก เอก-ศรัณญ อยู่คงดี ผู้ก่อตั้ง ‘SARRAN’ แบรนด์เครื่องประดับที่นำเสนอเสน่ห์หญิงไทยโบราณได้อย่างเฉียบคม เก๋ไก๋ จน อลิเชีย คีส์ (Alicia Keys) เลือกใส่ในคอนเสิร์ตเปิดห้าง ICONSIAM ผู้สร้างสรรค์ต่างหูอุบะดอกรักรุ่นต้นฉบับที่ถูกทำเลียนแบบทั่วบ้านทั่วเมือง และผู้อยู่เบื้องหลังกรรเจียกดอกพุดซ้อนชิ้นงามในมิวสิกวิดีโอเพลง LALISA

สมควรแก่รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Jewerly Design ปี 2021 อย่างไร้ข้อกังขา

ความหลักแหลมในเชิงดีไซน์ของเขามาจากการผสานเอางานฝีมือ งานดอกไม้ ไปจนถึงเครื่องหอม หยิบความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสตรีสยาม ซึ่งล้วนเป็นกลเม็ดเด็ดพรายที่ถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอคนไทย มาใช้กับจิวเวลรี่ดีไซน์ได้อย่างชาญฉลาด จนได้รางวัลในสายงานออกแบบดังระดับโลกมาแล้วมากมาย ทั้งจาก The Tiffany & Co. Foundation และรางวัล Craft Design Award จาก World Crafts Council แห่ง UNESCO 

วันนี้เราจึงชวนเขามานั่งลงสนทนา ย้อนสำรวจเส้นทางชีวิตที่เติบโตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยวในครอบครัวช่างหัตถศิลป์ เรียนรู้บทเรียนชีวิตแต่ละบทที่หล่อหลอมให้เขาประสบความสำเร็จ รวมถึงถึงทิศทางการเติบโตในอนาคตอย่างไร้กระบวนท่าในแวดวงจิวเวลรี่ดีไซน์

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA

01 การแข่งขันคือการพัฒนาตัวเอง

ศรัณญเติบโตในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เนื่องจากคุณพ่อหย่าร้างไปตั้งแต่เด็ก ทิ้งมรดกไว้อย่างเดียวคือนามสกุล ทำให้เขาผูกพันกับแม่เป็นพิเศษจนได้เห็นความเก่งกาจของเพศหญิง ผู้ต้องเป็นหัวเรือครอบครัวท่ามกลางวิกฤตฟองสบู่แตกโดยจำยอม ฟูมฟักเขาจนโตมาด้วยอาชีพด้านคหกรรมและหัตถกรรม

สิ่งแวดล้อมของครอบครัวปลูกฝังทักษะพื้นฐานด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ศรัณญอย่างแนบเนียน เปิดโอกาสให้เขาได้คลุกคลีตีวงอยู่กับงานหัตถศิลป์จนสนิทสนม ถึงขั้นตัดสินใจเอาดีด้านนี้ตั้งแต่เด็ก เรียนต่อโรงเรียนอาชีวะเพื่อจะได้ติดอาวุธให้ครบครัน จนได้รับทุนเข้าศึกษาต่อที่สาขาศิลปะจินตทัศน์ (Imagine Art) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

“ตอนนั้นผมรู้สึกว่าการถืองานศิลปะสวยๆ มาให้คุณแม่ดู ทำให้ท่านมีความสุขแบบจับต้องได้ มากกว่าเอกสารผลสอบที่มีแต่ตัวเลข แต่ก็อาจเป็นข้อเสียที่ผมไม่ต้องการเป็นที่หนึ่ง และเชื่อว่าเราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำมากกว่า

“พอคุณแม่รู้ว่าชอบทางนี้ ก็ซื้อนิตยสารพวก บ้านและสวน มายัดเข้ามือตั้งแต่เด็ก แต่นิสัยข้อหนึ่งของผมคือ ปากดี ชอบวิจารณ์ ครั้งหนึ่งไปเห็นรีสอร์ตเพื่อนคุณแม่แล้วบอกว่ามันดูหม่นเศร้า คุณน้าท่านจึงเสนอให้ผมไปช่วยดูผ้าปูเตียง ผ้าม่าน และผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ตอนนั้นเราร้อนวิชามาก กลับมาเปิดหนังสือตัดแปะภาพทำมู้ดบอร์ดตั้งแต่ ป.5 และลงมือทำจนจบโปรเจกต์ ได้เงินกินขนมมาตั้งห้าหมื่น

“สมัยเรียนผมเป็นเด็กสายประกวดเต็มตัวเลย มันสนุก ท้าทาย แถมได้เงินมาช่วยที่บ้าน และต้องการบอกว่าฉันมีตัวตน เพราะเจ็บแค้นที่คุณพ่อมาขอนามสกุลคืนช่วงตัดสินใจเรียนต่อสายอาชีวะ เนื่องจากท่านคิดว่าเด็กสายนี้ต้องเกเร แต่ความจริงคือเราแค่อยากฝึกฝนทักษะด้านศิลปะอย่างเข้มข้นเท่านั้น เลยตั้งเป้าว่าต้องทำให้เขากลับมาให้ได้ด้วยการประสบความสำเร็จ”

ศรัณญมุ่งมั่นหาประสบการณ์ลับเหลี่ยมคมอย่างสนุกโลดโผนตลอดชีวิตวัยรุ่น ขยายขอบเขตความสนใจไปสู่วงการภาพยนตร์สั้นช่วงปีท้ายๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย เฉียดกรายเข้าหาแวดวงแฟชั่นช่วงหนึ่งหลังสำเร็จการศึกษา ก่อนตอบรับงานประจำตำแหน่งนักออกแบบผลิตภัณฑ์ในบริษัทเอกชน ซึ่งกินเวลาในชีวิตกว่า 6 ปีเต็ม

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA

02 นักสร้างสรรค์งานศิลปะ

บทสำคัญบทหนึ่งของชีวิต คือการทำงานที่ร้าน Fai Sor Kam (ฝ้ายซอคำ) ร้านอาหารเหนือกลางห้างพารากอน ที่เคยเป็นแหล่งจำหน่ายงานฝีมือจากแดนล้านนา เอกได้ร่วมสร้างสรรค์งานหัตถกรรมกับชุมชนอย่างเข้มข้น ได้หวนกลับมาสัมผัสเสน่ห์ท้องถิ่นและงานคราฟต์อีกครั้งนับตั้งแต่วัยเยาว์ จนทำให้เจ้าตัวรู้ว่า

“หลังจากลองทำอะไรมามากมาย การใช้ความคิดสร้างสรรค์และทำงานด้วยมือคือสิ่งที่ชอบที่สุด” เขาเฉลย

“นอกจากนั้นยังได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กชัดเจนมากขึ้น ในงานจักสาน ทอผ้า เซรามิก บรรดาบุคคลที่เราทำงานด้วย ผู้หญิงทั้งนั้นที่เป็นผู้สร้าง จนย้อนกลับมามองตัวเองว่าแม่เราก็คือหนึ่งในนั้น นี่เลยเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มให้นิยามว่าจะสื่อสารความเป็นผู้หญิงไทยผ่านงานออกแบบ เพราะผมยกย่องคุณแม่ตัวเองผู้ทำทุกอย่างด้วยมือเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว รวมถึงผู้หญิงคนอื่นๆ ซึ่งกำลังรับหน้าที่หัวหน้าครอบครัวด้วย”

ศรัณญตัดสินใจลาออกจากงานประจำก่อนหน้าที่จะได้รับทุนจากมูลนิธิ The Japan Foundation ไปเป็นศิลปินพำนักในประเทศญี่ปุ่นไม่นาน โอกาสครั้งนี้เปิดช่องทางให้เขาได้สัมผัสวิธีการมองลงลึกไปในรายละเอียดเล็กน้อยฉบับชาวอาทิตย์อุทัย ทั้งในเชิงการใช้ชีวิต การทำงานศิลปะ และการดำเนินธุรกิจ จนเจ้าตัวตัดสินใจเปลี่ยนสถานะตัวเองจากนักออกแบบผลิตภัณฑ์เป็น ‘นักสร้างสรรค์งานศิลปะ’

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA
SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA

“ผมเรียนรู้วิธีการทำงานหลังบ้านของบริษัทใหญ่มากในญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้บริหารและรองผู้บริหารลงมานั่งพับกล่องกันเองอย่างมีความสุข แต่มูลค่าปีหนึ่งๆ กว่าสามสิบล้านบาท เลยได้แนวทางแล้วว่า อยากให้ความสำคัญกับแรงงานและการทำมือมากกว่า และหันมาทำแบบมินิมอลมากขึ้น เห็นว่าอะไรที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมหรือเครื่องจักรมันดูไม่มีเสน่ห์เท่า แม้การผลิตแบบอุตสาหกรรมโดยตัวมันเองไม่ใช่เรื่องผิดอะไร”

จุดเริ่มต้นครั้งใหญ่คือต่างหูดอกรัก-งานออกแบบเครื่องประดับชิ้นแรกของศรัณญ ต่างหูทรงยาวทอดตัวห้อยดิ่งลงมาคล้ายอุบะมาลัยชายเดียวด้วยดอกรัก 7 ดอก ไล่เรียงไซส์จากเล็กไปใหญ่ เดิมทีตั้งใจทำไว้แจกเป็นของที่ระลึกให้แก่ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านในบูทของเขาภายในงาน Talent Thai ที่ฝรั่งเศส

SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA
SARRAN แบรนด์จิวเวลรี่ที่เล่าเรื่องหญิงไทยได้เก๋ไก๋ จนได้ไปอวดโฉมใน MV เพลง LALISA
ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

“ผมอยากแสดงความชาญฉลาดในเชิงงานดอกไม้อันล้ำลึกของผู้หญิง เช่น รู้เวลาว่าต้องไปเก็บดอกรักตอนเช้ามืดเพราะดอกจะยังตูม เลือกเก็บดอกแก่และใหญ่สุด ส่วนการเรียงไซส์ซึ่งเป็นเทคนิคการยิง Perspective ทางสายตา เพื่อให้มีอัตราส่วนที่สมบูรณ์ ไม่ดูทื่อแข็ง และถ้าใช้ดอกเท่ากัน พอรวบโคนอุบะก็จะฟูเกินไป

นักสร้างงานศิลปะเล่าต่อถึงไอเดียของชิ้นนี้ ว่าแนวคิดเบื้องหลังการนำดอกไม้มาทัดปอยผม ไม่ใช่เรื่องความงามอย่างเดียว แต่เป็นเทคนิคการสร้างกลิ่นหอมเย้ายวนในยุคที่ไม่มีน้ำหอม 

“ผมเอา Fabric Felt มาอัดด้วยความร้อนเพื่อให้เกิดช่องว่าง แล้ว Digital Print ลงไปในกระดาษ ก่อนนำมาต่อเป็นชิ้นๆ จากนั้นใช้กระบวนการอบร่ำอย่างคนโบราณ เพื่อให้มีกลิ่นติดไปกับเครื่องประดับ”

งานนี้ ศรัณญตั้งราคาเล่นๆ แค่ 5,000 บาทไทย ปรากฏว่ามีสุภาพสตรีท่านหนึ่งซึ่งมาคุยเรื่องราวและแนวคิดในการออกแบบและขอซื้อ แต่พอพลิกไปดูราคา เธอบอกว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่ ช่วยตั้งราคาที่เหมาะสมไว้ด้วย ทีแรกศรัณญเข้าใจว่าแพงไป จึงบอกทีมให้แก้ตัวเลขเป็น 500 แต่ดันแก้ไปเป็น 50,000 

“วันรุ่งขึ้นเธอมาถึงสั่งสิบคู่เลย ตอนท้ายเธอถามว่า คุณตีค่าแรงบันดาลใจและวิธีการทำของคุณแค่ห้าพันบาทเองหรอ ผมอึ้งเลย เพราะคุยกับคนสายคอมเมอร์เชียลมาตลอด พอมาคุยกับคนสายอาร์ต จึงรู้สึกว่าโลกใบที่เรากำลังชื่นชอบและอยากเข้าไปมันน่าสนใจ”

ตอนท้าย ศรัณญจึงรู้ว่าสุภาพสตรีท่านนั้นคือคิวเรเตอร์ของร้านเครื่องประดับร้านหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ 

เขาค้าขายกับลูกค้าชาวฝรั่งเศสช่วงสั้นๆ ก่อนหันกลับมาตั้งหลักปักฐานในมาตุภูมิให้แข็งแรง ก่อนจะอ้าแขนผวาปีกบินเดี่ยวสู่เวทีนานาชาติ ผู้ออกแบบต่างหูดอกรักคนนี้ จึงเข้าสู่วงการประกวดในไทยอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง คล้ายกับสมัยเด็ก เพื่อลับเขี้ยวเล็บตัวเองให้คมพอ แล้วก็ได้ทั้งรางวัล Design Excellence Award, Good Design Award, และ Vogue Who’s on Next จากนิตยสาร Vogue Thailand

03 “แบรนด์เราแบรนด์เดียวเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก”

จิวเวลรี่จาก SARRAN ไม่ใช่ผลงานอาร์ตพีซซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้อย่างอึกทึก ไม่ใช่เครื่องประดับอันมีค่าอนรรฆที่แสดงข้อเรียกร้องของผู้สร้างอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นประณีตศิลป์ชิ้นงามที่เล่าเรื่องราวได้กึกก้องด้วยความเงียบ ค่อยๆ สื่อสารัตถะออกมาได้อย่างหล่อเหลาคมคายโดยไม่ต้องพูดตรงๆ

“คุณค่าของ SARRAN อยู่ที่การทำงานด้วยมือ และเรื่องเล่าที่ออกมากับแต่ละคอลเลกชัน ผมจึงให้ความสำคัญแก่ Storytelling เพราะอยากทำเครื่องประดับที่สื่อสารเรื่องผู้หญิง แม้รู้ดีว่าแบรนด์เราแบรนด์เดียวเปลี่ยนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่เริ่มพูดออกมา คนก็จะค่อยๆ พูดต่อไปเรื่อยๆ

“เพราะผมเห็นคุณค่าของผู้หญิงสู้ชีวิตและอยู่ในจุดนั้นมาก่อน จึงเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนบนโลกซึ่งยังคงต่อสู้กับปัญหาเดิมๆ ในสังคมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่บางครั้ง พอพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ ก็มักลืมว่าร่างกายผู้หญิงอย่างไรก็แข็งแรงไม่เท่าผู้ชาย ถ้าเราไม่พยายามให้เกียรติกันและกัน ผู้หญิงก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ได้ โดยเฉพาะเคสแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องน่าสรรเสริญด้วยซ้ำ แต่ลำพังการสรรเสริญมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาสบายขึ้นไง

“ผมจึงอยากออกมาพูดเพื่อให้เกียรติคนทุกคน และมันก็เป็นหน้าที่ของผู้ชายเหมือนกันนะ”

ศรัณญจึงมุ่งมั่นสื่อสารแนวคิดนี้ผ่านงานออกแบบจิวเวลรี่ของเขาอย่างไม่ย่นย่อ ใส่สุดความสามารถในทุกคอลเลกชันไม่มีกั๊ก

“อย่างสร้อยคอชิ้นนี้” เขาเล่าพลางชี้มือชวนชม

ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

“เราพัฒนาจากไอเดียการร้อยพวงมาลัย ผมทำโครงสร้างแข็งไว้รอบคอ แล้วปล่อยชายทั้งสองข้างนาบลงมาตามหน้าอก ส่วนดอกไม้ก็ไม่ใช่แค่ร้อยเข้าไปชิ้นเดียวแล้วจบ ผมใช้เทคนิคการย้อมครั่งและไล่สี เกลี่ยความเข้มให้สัมพันธ์กับสรีระ เพื่อช่วยกลบเกลื่อนบางจุดที่ผู้หญิงมักไม่มั่นใจ อย่าลืมนะครับว่าปัจจุบันเราใส่เครื่องประดับกับชุดว่ายน้ำได้ จิวเวลรี่จึงต้องสนับสนุนความมั่นใจ และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้โชว์ความภูมิใจในเรือนร่างด้วย

“ชิ้นนี้ได้รางวัล Craft Design Award จาก World Crafts Council ของ UNESCO และจาก The Tiffany & Co. Foundation ตอนเอาไปโชว์ใน MAD Museum ในอเมริกา มีคนของ บียอนเซ่ (Beyonce) และ ริฮานนา (Rihanna) มาซื้อไปด้วย” ดีไซเนอร์คู่สนทนาเล่าด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความภูมิใจ

ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

“หรืออย่างกรรเจียกที่ ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ ใส่ในงานรับพระราชทานน้ำสังข์จากสมเด็จพระสังฆราชฯ ผมต่อยอดมาจากเครื่องประดับหูของไทย เหมือนการทัดดอกไม้ในสมัยก่อน พัฒนาเรื่องน้ำหนักไม่ให้เป็นภาระ ทำโครงสร้างให้รับกับใบหู ดังนั้น ไม่ว่าจะสะบัดหรือว่ายน้ำก็ไม่หลุด เช่นเดียวกับอีกคอลเลกชันที่ อลิเชีย คีส์ ใส่ในคอนเสิร์ตเปิดห้าง ICONSIAM”

ภาพ : ศรัณญ อยู่คงดี

นักออกแบบมากฝีมือใช้แนวคิดจากพฤติกรรมของหญิงไทยอันแสนง่ายดาย แต่พัฒนาต่อยอดขึ้นด้วยความใส่ใจ เติมความละเอียดซับซ้อนลงไปนิด ใส่เทคโนโลยีทันสมัยลงไปหน่อย ได้งานจิวเวลรี่ที่เจ้าตัวนิยามว่าเป็น ‘Art-to-wear’ ชิ้นงามซึ่งเล่าเรื่องผู้หญิงได้ครบจบกระบวนความ

SARRAN ไม่ได้มุ่งเล่าเรื่องคับแคบอยู่เพียงความเป็นหญิงไทยในขนบที่ต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังนำเสนอความสามารถของหญิงไทยที่โดดเด่นในระดับสากลอย่าง ลิซ่า (ลลิษา มโนบาล) สมาชิกวง BLACKPINK เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังอีกด้วย อย่างที่ศรัณญกระซิบผ่านกรรเจียกชิ้นงาม ซึ่งปรากฏในฉากหนึ่งของมิวสิกวิดีโอเพลง Lalisa

ภาพ : LISA – ‘LALISA’ M/V – YouTube

“ผมเลือกใช้ดอกพุดซ้อน เพราะมันให้นิยามความเป็นลิซ่าได้อย่างดี ความหมายดั้งเดิมในงานดอกไม้ มันคือสัญลักษณ์ของการเจริญเติบโตและศิริมงคล คล้ายกับเส้นทางชีวิตของลิซ่า ซึ่งเดินทางเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีสิ้นสุด มีไดนามิกอยู่เสมอ ในชิ้นนี้ผมจึงทำตั้งแต่ดอกตูม ดอกบาน และดอกที่บานแก่จนเมล็ดกำลังจะผลิออกมา มีกิ่งก้านซึ่งงอกเงยต่อไป เพื่อบ่งบอกการไม่หยุดก้าวหน้า

“ผมมองว่านี่คือช่องทางที่จะบ่งบอกอัตลักษณ์ของหญิงไทยได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่หญิงไทยในไทยเท่านั้น ยังบ่งบอกความเก่งของหญิงไทยที่โตไกลในระดับสากลได้ด้วย” เขาอมยิ้มพลางเล่าเรื่องอย่างสนุกสนานส่อแววภูมิใจ กลบความเครียดและความกดดันที่ต้องสร้างสรรค์งานภายใต้ระยะเวลาเพียง 7 วันไปได้อย่างแนบเนียน

04 “งานศิลปะที่ดีจะต้องออกมาเมื่อสังคมต้องการ”

“ผมอยากเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่เอาใจใส่ลูกค้าด้วยสองมือของเราไปเรื่อยๆ”

ศรัณญเล่าจุดหมายปลายทางที่วาดไว้ในเวลาข้างหน้าด้วยแววตาและน้ำเสียงมุ่งมั่นขันแข็ง

เขาเชื่อว่างานศิลปะไม่มีกำหนดเวลา แต่งานศิลปะที่ดีจะต้องออกมาเมื่อสังคมต้องการ เพื่อตั้งคำถามหรือตอบคำถามสิ่งที่เกิดขึ้น

“ในอนาคตเราจะไม่พูดแค่เรื่องผู้หญิงอย่างเดียว แต่จะขยายไปพูดเรื่องความหลากหลายทางเพศ และการยอมรับกันและกันในสังคมด้วย เพราะเราเชื่อว่าเพศหญิง ในฐานะผู้ให้กำเนิด บางครั้งอาจไม่ได้หมายถึงการให้กำเนิดลูกอย่างเดียว แต่เป็นการให้กำเนิดความหลากหลายอันงดงาม ซึ่งเป็นธรรมชาติและสาระของโลกใบนี้” 

นักออกแบบศิลปะกล่าวทิ้งท้าย

5 คำแนะนำสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่จากจิวเวลรี่ดีไซเนอร์รุ่นพี่

01 ให้ความสำคัญแก่อดีต

“อดีตนั้นสำคัญ งานศิลปะทุกยุคทุกสมัยมีบริบทและหน้าที่ของตัวเอง ถ้าเราศึกษาและเข้าใจที่ไปที่มา จะทำให้รู้ว่าปัจจุบันควรเดินไปในทิศทางไหนอย่างไร เพราะทุกอย่างคือการสั่งสมประสบการณ์ และประสบการณ์คือสิ่งจำเป็นสำหรับดีไซเนอร์”

02 ให้ความสำคัญแก่ปัจจุบัน

“ปัจจุบันคือบริบทแวดล้อมที่เราจะทำงานศิลปะหรืองานออกแบบมารองรับ อย่างในช่วงโรคระบาด จิวเวลรี่อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตเลย มันไม่ได้มีหน้าที่บอกฐานะ ศักดินา หรืออีโก้ของคนอีกแล้ว แต่มันมีหน้าที่ปลอบประโลมจิตใจและบำบัดความเครียด ความอ่อนล้า คุณจะทำงานแบบไหนออกมา มันคือเรื่องของปัจจุบันโดยตรง”

03 ให้ความสำคัญแก่อนาคต

“เรากะเกณฑ์อนาคตไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทำได้แค่ดูอดีตและปัจจุบันเพื่อเดา แต่นี่แหละคือความสนุกที่ทุกแบรนด์จะมองเทรนด์ล่วงหน้า เราอาจไม่เชื่อวิธีการทำการตลาดหรือเทคนิคการผลิตแบบเดิมก็ได้ ตัววัดอย่างเดียวคืออนาคต เพียงแค่ต้องปรับตัวและทำทุกอย่างเพื่อให้เดินไปต่อได้และเจ็บน้อยที่สุดเท่านั้น”

04 ต้องรู้จักตัวเอง

“บางครั้งเราอาจหลงไปกับธุรกิจหรือความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน แต่อย่าลืมมองว่าทางที่จะเดินไปนั้นเป็นตัวเราหรือเปล่า ถ้าจะเปลี่ยน ต้องฉลาดที่จะเปลี่ยน อย่าตื่นเต้นกับความหวือหวา โดยลืมเคารพความเป็นตัวเอง”

05 ทำให้โลกทุกวันนี้น่าอยู่ขึ้น

“สุดท้าย นักออกแบบหรือนักสร้างสรรค์งานศิลปะมักโดนถามว่ามีหน้าที่อะไร ผมคิดว่าเรามีหน้าที่ทำให้โลกทุกวันนี้น่าอยู่มากขึ้น ทำให้คนซึ่งมามีส่วนร่วมกับแบรนด์เราได้มีทัศนคติแง่บวกและมีแรงใช้ชีวิตต่อไปได้ มองเห็นโอกาสและแสงสว่างในวันพรุ่งนี้ ซึ่งความจริง ก็คือวันนี้แหละ”

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load