The Cloud X  Designer of the Year

ถ้าเพื่อนไปที่บ้าน ต้องทักเก้าอี้นะ”

อมรเทพ คัชชานนท์ เอ่ยถึงความตั้งใจในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ระหว่างพาเราเดินดูเฟอร์นิเจอร์ตัวอย่างหลายสิบชิ้น จากหลากคอลเลกชันที่เขาออกแบบ

หลายคนคงเคยเห็น คุ้นตา ไปจนถึงเคยใช้เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ เพราะพวกมันถูกเลือกไปใช้ในบ้าน ร้านอาหาร และโรงแรมหลายต่อหลายแห่ง ล่าสุดร้าน Starbucks เลือกเฟอร์นิเจอร์ของอมรเทพไปใช้ในพื้นที่ด้านนอกของร้าน ทั่วภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก

และพิเศษขึ้นไปอีกเมื่อเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นผลิตด้วย ‘ไม้ไผ่’

นอกเหนือจากการใช้งานตามหน้าที่ของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชนิด อมรเทพตั้งใจให้งานออกแบบของเขามี ‘ความงาม’ ผสมผสานไปกับการใช้งานด้วย “ความงามต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปสัมผัส นอกจากนั่งสบายแล้ว การที่คนนั่งเก้าอี้แล้วทักว่าเก้าอี้สวยจัง หรือเก้าอี้แปลกจัง ทำให้เจ้าของเก้าอี้ได้เล่าเรื่องราวของมันต่อว่า การนำไม้ไผ่มาพัฒนาเป็นเฟอร์นิเจอร์ไปได้ไกลขนาดไหน” อมรเทพขยายความถึงเรื่องราวเบื้องหลังที่เขาอยากส่งต่อไปพร้อมๆ กับเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น

หลังจากที่เราลองนั่ง สัมผัสผิวสัมผัส เทียบสีสันของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นทั่วทั้งโชว์รูม ได้ฟังกระบวนการบีบ อัด ดัด ยืด ก่อนไผ่ลำเขียวจะกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงามจากอมรเทพ เจ้าของรางวัล Designer of the Year Award ปีล่าสุดในสาขา Furniture Design เราอยากนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าต่อ

Starbucks, Banana Walk ภูเก็ต ประเทศไทย
ทีมออกแบบของ Starbucks เลือกใช้คอลเลกชัน Garden Line สำหรับสาขาในเอเชียแปซิฟิก ในประเทศไทยเริ่มที่สาขาภูเก็ตเป็นสาขาแรก

อมรเทพชอบเดินดูงานแสดงสินค้าตั้งแต่สมัยเรียนที่สาขาประยุกต์ศิลปศึกษา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อเริ่มต้นทำงานได้สักพักเขาก็ได้รับทุนไปเรียนด้าน Innovation Management in Product Development by InWent ที่ประเทศเยอรมนี มุมมองต่องานศิลปะประยุกต์ของเขาจึงไม่ได้จำกัดความงามไว้แค่บนผ้าใบอีกต่อไป แต่เริ่มขยับขยายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ไม่ตั้งใจให้งานออกมาเป็นเฟอร์นิเจอร์เลย แค่อยากทำผลิตภัณฑ์หรือเเบรนด์ของตัวเอง เราพยายามดึงตัวเองออกมาในโลกความเป็นจริง เราสอดแทรกงานศิลปะไปกับไลฟ์สไตล์ของคนได้ ถ้าเราทำให้งานศิลปะจับต้องได้ จะสร้างเสน่ห์เเละมุมมองใหม่ๆ ให้ผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าการออกแบบเพื่อใช้งานเพียงอย่างเดียว” อมรเทพเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการนำความงามแบบศิลปะมาปะทะกับการใช้งาน

ราว 10 ปีก่อน ระหว่างที่เขาเรียนอยู่ที่ประเทศเยอรมนี กระแสของ ‘กรีนดีไซน์’ หรืองานออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่วงการออกแบบที่นั่นกำลังให้ความสำคัญ รวมไปถึงนักเรียนออกแบบอย่างอมรเทพด้วย เขาเริ่มสำรวจตัวเองแล้วพบว่า วัสดุที่เขาสนใจมักเป็นวัสดุธรรมชาติ ไม่ใช่วัสดุสังเคราะห์

เมื่อกลับเมืองไทยอมรเทพจึงเดินหน้าวิจัยวัสดุในตลาด “มีคนทำงานหวายเยอะมาก ช่วงนั้นเมืองไทยหาหวายยาก ผักตบชวาก็เป็นวัสดุที่มีคนทำชัดเจนดีอยู่เเล้ว เราหาข้อมูลว่าวัสดุแต่ละชนิดมีข้อดีอย่างไร ทำอะไรต่อได้บ้าง แล้วก็มาจบที่ไม้ไผ่ ซึ่งโตเร็วเมื่อเทียบกับไม้เนื้อเเข็ง สามถึงสี่ปีก็นำมาเเปรรูปได้แล้ว เมื่อตัดไม้ไผ่มาทำงาน ไผ่ก็ยังแตกหน่อได้ตามธรรมชาติ จะปลูกเพิ่มก็ไม่ยาก ตอบโจทย์กรีนดีไซน์ที่เราสนใจ

ไม้ไผ่เป็นวัสดุปราบเซียนในการทำธุรกิจ ถ้าใช้ไม้อย่างอื่นอาจจะได้กำไรเยอะไปแล้ว” คือสิ่งที่หลายๆ คนเตือนอมรเทพ ไม่มีหลักสูตรให้เราเรียนรู้โดยตรง เราต้องค้นหาความรู้ต่างๆ ด้วยตัวเอง ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็ซ้ำๆ เรายังมี know-how เรื่องการผลิตน้อย เเม้กระทั่งเครื่องมือเครื่องจักรก็ต้องปรับกันเอง ช่วยกันคิด ช่วยกันดู บางที ทำเเค่ตัว 2 ตัวก็ดี เเต่ถ้าทำเยอะๆ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร” อมรเทพย้อนเล่าถึงช่วง 2 ปีแรกที่เขาหมดเวลาไปกับการทำความเข้าใจไม้ไผ่ และหาทางจัดการไม้ไผ่เพื่อกำจัดมอด

อดทน กัดฟันทำไป ช่วงแรกๆ ที่ออกงานแฟร์ คิดว่าต้องตอบคำถามเยอะมากแน่ๆ แต่ผิดคาด ลูกค้ามองว่าเราทำงานออกแบบไม้ไผ่ที่เขาไม่เคยเห็น ไม้ไผ่ทำได้ขนาดนี้เลยหรอ ชาวต่างชาติบอกว่า ไผ่ของคุณเป็นเอกลักษณ์มากเลยนะ ซึ่งตอบโจทย์เราเรื่องเเบรนด์ เราต้องการทำงานไม้ไผ่ที่เเตกต่าง มันทำให้เรามั่นใจมากว่าเรามาถูกทางแล้ว” Design Director ของ BAMBUNIQUE เล่าถึงวันแรกๆ ของแบรนด์ที่เขาตั้งใจพัฒนาให้งานไม้ไผ่ออกมาต่างกับที่เคยเป็นตามส่วนผสมของชื่อ BAMBOO กับ UNIQUE

Starbucks Reserve Bar, United Square สิงคโปร์
นอกจากงานเฟอร์นิเจอร์แล้ว BAMBUNIQUE ยังได้ร่วมงานกับทีมออกแบบของ Starbucks เอเชียแปซิฟิก ในการออกแบบงานตกแต่งภายใน สาขาแรกที่ทำคือที่ United Square ประเทศสิงคโปร์

โบ.ลาน, กรุงเทพฯ ประเทศไทย
ส่วนล็อบบี้เลานจ์ของร้านอาหารโบ.ลาน ตกแต่งด้วยงานไม้ไผ่ร่วมสมัยจาก BAMBUNIQUE

“เอกลักษณ์เฉพาะตัวได้มาจากฝีมือของคน” เขาขยายความถึงการเลือกใช้วิธีผลิตแบบหัตถอุตสาหกรรมผสมผสานระหว่างเครื่องมือกับมือคนจริงๆ “งานออกแบบวัสดุธรรมชาติ เราต้องแสดงความเป็นวัสดุนั้นให้ชัดเจน มันอาจไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เส้นบางเส้นไม่ได้เท่ากันเป๊ะ แต่นั่นคือเส่นห์ของมัน” การดึงคุณสมบัติของไม้ไผ่มาใช้อย่างเต็มสมรรถภาพจึงเหมือนเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

“เราจะทำงานไม้ไผ่อย่างไรให้เเตกต่างจากคนอื่น ถ้าเราทำเเล้วเหมือนที่เจอใน YouTube ใน Google ก็จะไม่เกิดความเเตกต่าง เราเล่นไม้ไผ่ให้เป็นอีกระดับหนึ่งได้ ไม่ต้องเล่นให้ดูเป็นธรรมชาติ สีธรรมชาติล้วนๆ เสมอไป เรายกระดับไม้ไผ่ให้เป็นวัสดุร่วมสมัยใช้กับงานในปัจจุบันได้จริง เราเลยเล่นกับผิวสัมผัสไม้ไผ่เพิ่ม ทำสีไม้ไผ่เพิ่ม

“ตอนเเรกเราเริ่มจากการเเปรรูปวัสดุ พอมั่นใจว่าวิธีการเเปรรูปของเราต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้ ก็เริ่มทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ทำเป็นของตกเเต่ง เเล้วก็ใช้คุณสมบัติไม้ไผ่มาตอบโจทย์งานดีไซน์

“ไม้ไผ่มีความเหนียว เเข็ง ยืดหยุ่นได้ดี เราเริ่มจากการทดลองเทคนิคที่จะต่อยอดในงานออกแบบว่าไม้ไผ่ทำอะไรได้บ้าง เฮ้ย มันบีบได้ มันดัดโค้งได้ เอามารัดเอามาสานได้ เราเอาคุณสมบัติเหล่านั้นมาสร้างเป็นคาแรกเตอร์ของงาน เพราะเป็นไผ่ถึงทำงานแบบนี้ได้

เก้าอี้ตัวนี้ก็เอาไม้ไผ่มาบีบ” อมรเทพชวนให้เราดูเก้าอี้ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ Design Excellence Award (DEmark) จากสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นสินค้าขายดีของแบรนด์

“อยากจะให้เก้าอี้ของเรา เฟอร์นิเจอร์ของเรา ไปวางที่ไหน คนจำได้ว่าเป็นดีไซน์ของเรา เเม้จะไม่ได้ติดเเบรนด์”

รางวัลเป็นเหมือนบทพิสูจน์ด้านการออกแบบ การที่ผลิตภัณฑ์ขายได้ซ้ำๆ ก็เหมือนงานออกแบบได้รับการยอมรับ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคน ตอบโจทย์ของอมรเทพที่ความงามแบบศิลปะเข้ามาอยู่ในไลฟ์สไตล์ได้

อมรเทพทดลองความยืดหยุ่นของไม้ไผ่ด้วยการลองม้วนเพื่อดูว่าจะแตกหักไหม เพื่อต่อยอดเทคนิคนี้ไปใช้สร้างผลิตภัณฑ์ เขาบอกว่า การทดลองแบบนี้เหมือนเวลาเรียนศิลปะ พอเขียนจุดหนึ่งจุดได้แล้ว ก็อยู่ที่คนเขียนรูปแล้วว่าจะลากเส้นต่อไปทางไหน

นับเป็นเวลา 7 ปี ที่อมรเทพแสวงหาความเป็นไปได้ให้กับวัสดุที่เขาเลือกแล้วอย่างไม้ไผ่

เราผูกพันกับไผ่ ยังมีอะไรอีกเยอะที่อยากนำเสนอ ตอนเเรกคิดว่าจะเสี่ยงไปไหมที่จะเล่นแค่ไม้ไผ่อย่างเดียว ถ้าคนไม่ยอมรับจะทำอย่างไร แต่เราอยากไปให้สุดทาง ทำให้เป็นจุดเเข็งของเรา เราอาจจะดื้อมั้ง เราเบื่อที่ต้องทำตามสิ่งที่ตลาดมี อยากจะฉีกสิ่งที่มีอยู่แล้วบ้าง” อมรเทพพูดถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญก่อนพูดถึงสิ่งที่เขาทำทุกครั้งเวลาต้องเริ่มต้นออกแบบ

ผมใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวดำเนินงานออกเเบบ จะพยายามไม่เคยชินกับอะไร ความเคยชินคือยาพิษที่ทำให้เราตายไปจากความคิดสร้างสรรค์เรื่อยๆ ถ้าเราเคยชินกับบางสิ่ง ยอมรับบางสิ่งที่มีอยู่เเล้ว มันจะไม่เกิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเลย เราอยากทำแบรนด์ของเราเพื่อบอกว่าไม้ไผ่ไปได้ไกลจริงๆ เป็นการออกแบบที่ข้ามพ้นเรื่องวัสดุไปแล้ว”

www.bambunique.com

5 เฟอร์นิเจอร์ที่ดึงคุณสมบัติของไม้ไผ่มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

01 Ra Dee Bench

“เราเอาคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นของไม้ไผ่มาแสดงออกด้วยเทคนิค ‘คว้านรัด’ เพื่อสร้างคาแรกเตอร์ให้คอลเลกชันนี้ ก่อนจะต่อยอดเทคนิคนี้กับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ ชื่อ ‘ระดี’ แปลงมาจากคำว่า รัดดี เก้าอี้ตัวนี้คว้ารางวัลชนะเลิศ Design Excellence Award (DEmark) จากสำนักส่งเสริมมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออกและ G-Mark Award จากสมาคมส่งเสริมการออกแบบของอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่นในปี 2014

02 Garden line Lounge chair

“คอลเลกชันนี้แสดงให้เห็นว่าไม้ไผ่มีความยืดหยุ่นจนดัดโค้งได้ แต่ก็มีความแข็งแรงเท่าไม้เนื้อแข็ง เราใช้จุดเด่นนี้มาสร้างเฟอร์นิเจอร์ โดยแต่ละชิ้นจะแตกต่างกันด้วยลวดลายของไม้ไผ่”

03 Hug Easy Chair

การบีบและอัดโค้งของไม้ไผ่ที่เป็นลำปล้อง ป็นงานที่ยากและท้าทายมาก แต่ผลลัพธ์ของการทดลองออกมาดีจนพวกเราประหลาดใจ จึงลองใช้เทคนิคนี้มาทำให้เกิดเป็นฟังก์ชันของพนักพิงที่ต้องการให้รองรับหลัง เป็นงานที่แสดงความแข็งแรงในการทนต่อการบีบอัด แต่ยังคงความเป็นปล้องไว้ได้ จนหลายคนไม่เชื่อว่านี่คือไม้ไผ่จริงๆ”

04 LINIER Dining Chair

“ไม้ไผ่ที่แปรรูปเป็นเส้นแล้วแต่ยังคงความเหนียวและทนทานต่อการดัด ทำให้เราสนใจนำคุณสมบัตินี้มาสร้างแพตเทิร์นของการเป็นพนักพิงในรูปแบบที่แปลกตาออกไป สร้างมิติใหม่ให้งานไม้ไผ่ไม่จำเป็นต้องดูหนักแน่นหรือแข็งแกร่งเท่านั้น”

05 CREEP Dining Chair

“คอลเลกชันล่าสุดที่เราต่อยอดคุณสมบัติของไม้ไผ่ที่มีแนวเส้นใยแนวยาวต่อเนื่องกันมากกว่างานไม้ชนิดอื่นๆ สร้างความประหลาดใจได้มากขึ้น ด้วยการเชื่อมโยงการอัดการดัดโค้งจากลำไม้ไผ่ไปสู่ไม้ไผ่อัดแผ่น เป็นการเชื่อมโยงความเป็นธรรมชาติสู่การแปลงรูปร่างในมุมมองใหม่”


5 ตัวช่วยในการแตกหน่อไอเดีย

1. สมุดสเกตซ์กันลืม

สิ่งที่อมรเทพมักจะทำเวลามีไอเดียใหม่ๆ หรือคิดถึงเทคนิคที่อยากลองใช้ คือการบันทึกลงในสมุด จึงไม่แปลกใจที่คอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์ที่จะออกมาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งของแบรนด์ BAMBUNIQUE ก็มักจะเริ่มต้นจากการสเกตซ์ในสมุด

2. ดินสอ

อาจเพราะเขาใช้ดินสอดรอว์อิ้งมาตั้งแต่สมัยเรียน จึงชอบการใช้ดินสอมากกว่าปากกา โดยเฉพาะดินสอไม้ที่มักจะให้น้ำหนักเส้นที่สวยกว่าเวลาสเกตซ์งาน แต่ถ้าพกดินสอไม้ออกไปข้างนอกก็ต้องพกกบเหลาดินสอไปด้วย ดินสอกดจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะเจาะพอดี

3. กล้องถ่ายรูป

อมรเทพมักจะพกกล้องถ่ายรูประหว่างเดินทางทั้งในและต่างประเทศ เผื่อเจอแรงบันดาลใจดีๆ ก็จะถ่ายเก็บไว้ เขาชอบถ่ายภาพงานสถาปัตยกรรมที่เน้นรูปทรงและรายละเอียด กล้องมือถือจึงไม่ตอบโจทย์นี้นัก

4. หนังสือ

หนังสือเกี่ยวกับการออกแบบเป็นสิ่งที่อมรเทพต้องอ่านเป็นประจำ แต่เขาชอบอ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวกับการออกแบบไปพร้อมๆ กันด้วย “เราอยู่กับมือถือจะเห็นฟีดข่าวเดิมๆ เราไม่ต้องอ่านเองก็ได้ สักพักเพื่อนก็จะมาเล่าให้ฟัง หนังสือเลยเป็นสิ่งที่เราอยากอ่านจริงๆ จังๆ ให้ได้เดือนละเล่ม” อมรเทพเล่าเหตุผลพร้อมยกตัวอย่างว่าหนังสือเรื่องการเดินทางก็เป็นสิ่งที่เขาชอบอ่าน เพราะเขาจะได้เรียนรู้วัฒนธรรม ได้รู้ข้อมูลของประเทศอื่นๆ ที่บางครั้งเมื่อเขาได้เจอลูกค้าที่มาจากประเทศนั้นๆ สิ่งที่เขาเรียนรู้จากการอ่านก็จะเป็นเรื่องที่เขาใช้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกค้าได้อย่างไม่เคอะเขิน

5. ไม้ไผ่

ความเข้าใจในวัสดุเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก พันธุ์ของไม้ไผ่ส่งผลถึงรูปทรง สีสัน และคุณสมบัติ อมรเทพจึงต้องศึกษา ทำความรู้จักกับต้นทางการออกแบบเหล่านี้ รวมไปถึงเทคนิคที่สามารถใช้กับไม้ไผ่ อย่างไม้ไผ่ธรรมชาติที่จะมีผิวสัมผัสและลักษณะข้อปล้องชัดเจน เมื่อใช้กับงานที่ต้องการความ smooth อาจต้องขัด ผลลัพธ์ที่ออกมาก็แทบจะต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพียงแค่ผ่านกระบวนการผลิต

Save

Writer

วิชุดา เครือหิรัญ

เคยเล่าเรื่องสั้นบ้างยาวบ้าง ในต่างเเเพลตฟอร์ม เล็กบ้างใหญ่บ้างออกมาในรูปแบบบทสัมภาษณ์ นิตยสาร เว็บไซต์ นิทรรศการไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ ตอนนี้กำลังเป็นส่วนเล็กๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย เเละยังคงเล่าเรื่องต่อไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี อาจเป็นที่รู้จักในนามสะใภ้หวั่งหลีผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉม ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือกลไฟโบราณของตระกูลหวั่งหลี เป็นพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ล้ง 1919’ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาตั้งแต่แรกเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชน ทั้งเพราะคงเสน่ห์งานศิลปะจีนได้อย่างน่าประทับใจ และมีจุดประสงค์การใช้งานอันน่าชื่นชม

พาไปรู้จักเธอมากขึ้นอีกสักหน่อย 

คุณเปี๊ยะคือผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียร์ดีไซน์มากว่า 40 ปี เป็นแม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior บริษัทออกแบบภายในไซส์เบิ้มที่เจนเกมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย มีรางวัลระดับนานาชาติและความไว้วางใจจากบริษัทเครือใหญ่ๆ ทั้งไทยและเทศมากมายเป็นเครื่องการันตี

ในโอกาสที่ได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Award ประจำปี 2021 เราจึงขอนัดหมายพูดคุยกับเธอถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดในการทำงาน และประวัติศาสตร์วงการออกแบบฉบับกระชับ ตั้งแต่ยุคที่มัณฑนากรไม่มีปากมีเสียงในทีม สู่วันที่เธอเชื่อว่า “อาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน”

อินทีเรียร์ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ย้ำกับเรา 2 เรื่องตั้งแต่ต้นบทสนทนา

เรื่องแรก แม้รูปคำของบริษัท ‘PIA Interior’ จะถอดตามชื่อเล่น ‘เปี๊ยะ’ ในภาษาอังกฤษเป๊ะๆ แต่เธอกลับยืนกรานให้อ่านว่า ‘พี-ไอ-เอ อินทีเรียร์’ ซึ่งย่อจากชื่อเต็ม P INTERIOR AND ASSOCIATE COMPANY LIMITED

ด้วยองค์กรนี้ประกอบไปด้วยองคาพยพมากมาย เธอเป็นเพียงกลไกชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นทำให้ PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่จงใจไม่มีลวดลายเชิงดีไซน์เฉพาะตัว เป็นเหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุได้อย่างไร้กระบวนท่า ส่วนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทคือ ‘วัฒนธรรมการทำงาน’ ต่างหาก

เรื่องที่สอง เธอบอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด ไม่ได้ครอบครองวิชาลับในเชิงออกแบบ แต่ความเป็นเป็ดซึ่งเดินได้ไม่คล่องแคล่ว ว่ายน้ำได้ไม่เชี่ยวชาญ และบินได้ไม่สูงนี้เอง ทำให้เธอกลายมาเป็นมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พา PIA Interior มายืนอยู่แถวหน้าในวงการตกแต่งภายในได้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

คุณเปี๊ยะถ่ายถอดตัวตนแบบเป็ดของเธอสู่ PIA Interior อย่างแนบเนียน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนใครได้อย่างไร

เรื่องเล่าต่อไปนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

01 “อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย”

“อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นลูกไล่เขาด้วยซ้ำไป”

คุณเปี๊ยะเกริ่นถึงบรรยากาศแวดวงวิชาชีพสมัยเพิ่งเป็นมัณฑนากรป้ายแดง หลังเรียนจบด้านออกแบบภายในจาก Inchbald School of Design ประเทศอังกฤษ

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นงานอินทีเรียร์ดีไซน์ยังไม่เข้าครองพื้นที่ในใจผู้คนมากนัก จำนวนผู้เล่นก็ไม่ได้เหลือประมาณจนล้นตลาด ประกอบกับโชคดีที่มีญาติพี่น้องกระจายตัวอยู่ตามห้างร้านองค์กรต่างๆ มัณฑนากรคนเก่งจึงได้โอกาสโชว์ฝีมือ แผ้วทางเดินให้เรียบเตียน และหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวได้ไม่ยาก

เริ่มต้นลับเขี้ยวเล็บจากงานเล็กๆ อย่างออกแบบร้านกาแฟ ร้านอาหาร แก่กล้าเพียงพอจึงขันอาสาตกแต่งห้องประชุมสำนักงานใหญ่ ให้กับ คุณบัญชา ล่ำซำ อดีตหัวเรือใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย

“ครั้งหนึ่งดิฉันทำห้องประชุมทั้งชั้นใกล้เสร็จแล้ว เกิดกังวลว่าเรียบง่ายเกินไปเพราะเป็นสีเดียวกันหมด ซึ่งก็ควรเป็นแบบนั้น จะได้ไม่รบกวนสายตาและไปทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นยังวิทยายุทธยังไม่แก่กล้า จึงตระหนก กลัวโดนตำหนิว่าทำงานน้อย เลยตัดสินใจเพิ่มสีสันให้แตกต่างกัน แต่เมื่อย้อนไปดู กลับทำให้คิดได้ว่าเรายังอ่อนหัดนัก นี่สอนให้รู้ว่าประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เราเดินและอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง

“สิ่งสำคัญคือการที่ต้องเข้าใจโจทย์ให้ถ่องแท้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องยอมรับก่อนว่าไม่รู้ แล้วขวนขวายหามา ไม่อายที่จะถามเพื่อให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง

“สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การที่เอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม ทำให้ความวุ่นวายไม่จบสิ้น ดีไซเนอร์ต้องไม่ทำให้อะไรให้ซับซ้อน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ซีอีโอรุ่นเก๋าเล่าบทเรียนสนุกๆ ในวัยกำลังหัดเดินอย่างฉะฉาน พร้อมกำชับถึงความเชื่อตัวเองที่ยังยึดถือมาถึงปัจจุบัน ก่อนเฉลยอย่างภูมิใจว่า ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีนั้นทำให้เธอมองตัวเองเป็น ‘เป็ด’

“ดิฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นเป็ด เพราะไม่ได้เก่งทุกอย่าง การเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีแต่คนเก่งมาร่วมงานด้วย เราต้องไม่มีอัตตา ใจกว้างเพียงพอที่จะยอมรับความเห็นผู้อื่น รับความแตกต่างทุกแง่มุม มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รอบด้านขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น จากแต่ก่อนที่ดุมากจนลูกชายบอกว่า ตุ๊กตุ๊กหน้าปากซอยยังกลัวเลย” พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน ก่อนเธอจะเสริมต่อว่า

“เป็นเป็ดแบบนี้แหละดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ขอเป็นคนธรรมดาที่มองภาพรวมออก และแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปสู่ความสำเร็จได้ทุกขั้นตอนดีกว่า”

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

02 จาก ‘เป็ด’ สู่ ‘PIA’

เส้นทางอาชีพของคุณเปี๊ยะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อเปิดบริษัท P49DESIGN AND ASSOCIATES ร่วมกับเพื่อนมัณฑนากรมากฝีมือ เป้า-วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ก่อนก่อตั้ง PIA Interior ของตัวเองใน ค.ศ. 1999 

แม้ว่าตามชื่อจะยังมีตัวตนของดิฉันอยู่ แต่องค์กรนี้ไม่ได้เป็นของดิฉันคนเดียว พาร์ตเนอร์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ PIA ลูกค้าจึงไม่ได้เข้ามาเพราะชื่อดิฉัน ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเจอดิฉันเท่านั้น แต่เข้ามาเพราะความเป็น PIA ต่างหาก

“PIA เป็นเหมือนโรงพยาบาลซึ่งมีหมอผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงกันไป กระจายงานออกไปสู่พาร์ตเนอร์แต่ละคนตามความเหมาะสม แต่ละทีมมีความเก่งเฉพาะตัว ทั้งทีมออกแบบโรงแรมที่พักระดับหกดาว อย่าง The Ritz-Carlton หรือ Hyatt ทีมทำงานระดับสี่ดาวอย่าง Courtyard by Marriott หรือ Novotel หรือทีมดูแลงานองค์กร คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หากอยากได้แบบเทิร์นคีย์รวดเร็วก็เป็นทีมหนึ่ง ไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเดียวทำทุกอย่าง”

หัวใจอย่างหนึ่งขององค์กรใหญ่เช่น PIA Interior คือการบาลานซ์สัดส่วนผลงานด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบด้าน ตั้งแต่โรงแรมที่พัก โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย บริษัทหน่วยงานและสถาบันการเงิน จนถึงร้านอาหาร บาร์ และหอศิลป์ 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

อย่างโรงแรมห้าดาว Trident Gurgoan ที่เมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย เป็นงานต่างประเทศที่ PIA Interior ได้ประสานพลังกับสถาปนิกคนเก่ง เล็ก-เมธา บุนนาค แห่ง Bunnag Architects และภูมิสถาปนิก ปุ้ย-วรรณพร พรประภา จาก P Landscape คุณเปี๊ยะบอกว่าโปรเจกต์นี้ให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญทั้งในเชิงการออกแบบและทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม เปิดประตูแห่งโอกาสให้บริษัทเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แต่หากพูดถึง PIA Interior ไม่พ้นต้องเอ่ยถึงโปรเจกต์สร้างชื่ออย่างพื้นที่ริมเจ้าพระยายอดฮิต-ล้ง1919 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

“เรายึดหลักการบูรณะเชิงอนุรักษ์ รักษาสถาปัตยกรรมให้งดงามตามจริงอย่างประณีต ระมัดระวัง และเคารพสถานที่ ส่วนภายในก็เปลี่ยนไปตามบริบทการใช้งานปัจจุบัน ต้องการคงสภาพให้อาคารเก่าเหล่านี้เป็นหมุดเวลาในประวัติศาสตร์ และบอกเล่าอดีตให้คนรุ่นใหม่ทราบที่มาและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ” แรงบันดาลใจเดินทางออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับแนวคิดในการอนุรักษ์ แววตาส่อประกายภาคภูมิจนเจ้าตัวเก็บไว้ไม่อยู่

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

วิถีการบริหารของเธอคล้ายกับการจำลองตัวตนแบบเป็ดของเธอที่มีความถนัดหลากหลาย ลงไปสู่องค์กรอย่างแนบเนียน แต่ PIA คงไม่ใช่เป็ดที่ ‘พอจะทำอะไรๆ ได้บ้าง’ อย่างที่คิด ทว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีพาร์ตเนอร์คอยเป็นแขนขา ขันอาสาทำงานที่ถนัด โดยมีคุณเปี๊ยะคอยคุมทิศคุมหางเสือเรืออยู่ไม่ห่าง ให้ทีมได้เต้นระบำไปกับงานออกแบบอย่างอย่างสนุกสนานเต็มความสามารถ

03 No Problem!

“เราไม่หยุดยืนกับที่เพื่อมีสไตล์ของตัวเอง เพราะความชอบของลูกค้ามีหลากหลาย ลางเนื้อชอบลางยา เหมือนคำพูดว่า ‘Beauty is in the eyes of the beholder.’ แต่อยากให้ขึ้นชื่อว่า ทำกับ PIA แล้วจะไม่มีปัญหา” คุณเปี๊ยะอธิบายฉะฉานเมื่อเราถามถึงลายเส้นเอกลักษณ์ขององค์กรพี่ใหญ่ซึ่งมีรยางค์มากมาย

“Commitment คือหัวใจในการทำงานของ PIA” เธอเฉลยกุญแจดอกสำคัญ

“โครงการแต่ละโครงการกินเวลาไม่น้อย สามปีบ้าง ห้าปีบ้าง บางครั้งยาวถึงแปดปี แต่เราไม่เคยทิ้ง งานอินทีเรียร์ไม่ใช่เพียงออกแบบสวยๆ แล้วจบ เราต้องเป็นตัวกลางที่มั่นคงเพื่อเชื่อมคนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ให้เขาเชื่อมันได้ว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเหลือ ปัญหาเกิดจากใครไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปหา แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น

“อีกอย่างที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากคือคุณธรรม เราถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เป็นอันขาด เพราะเมื่อไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้”

ลายเซ็นของ PIA จึงไม่ใช่เอกลักษณ์ในเชิงการออกแบบอย่างที่ใครๆ ต่างพยายามสร้างขึ้นหรือตามหา แต่เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในการทำงานอันแข็งแกร่ง ซึ่งคนในองค์กรยึดถือเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

“การหาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ความสำเร็จของ PIA อยู่ตรงที่เราเก็บลูกค้าเก่าไว้ได้ มืออาชีพเขาจะรู้ว่า การแต่งให้ออกมาสวยงามนั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ระหว่างทางนั้นคือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากขาดประสบการณ์ ดิฉันจึงเน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก ให้โครงการแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี”

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

04 “นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป”

“สมัยนี้ งานออกแบบภายในสำคัญมาก ถึงขนาดขอสถาปนิกแก้ไขพื้นที่ได้เลย หากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คิดว่าดีกว่า เพราะเราคือคนสร้างความสุขแก่ผู้ใช้สถานที่นั้นจริงๆ”

จากวันวานที่มีหน้าที่เพียงเลือกลายวอลเปเปอร์และกลอนประตู คุณเปี๊ยะพาเรากลับมาสู่บทบาทนักออกแบบภายในยุคปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่ออกแบบให้สวยงาม แต่เราต้องสร้างประสบการณ์เพื่อดึงผู้ใช้งานให้กลับมาอีก จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วว่า อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ต้องเข้าร่วมทีมก่อสร้างตั้งแต่วันแรกเสมอ ถึงขั้นบอกความต้องการกับสถาปนิกได้ เช่น ตรงส่วนล็อบบี้ขอความสูงอย่าต่ำกว่าแปดเมตร ขอเจาะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากแต่ก่อนนี่อยู่หางแถว สิ่งเหล่านี้เราแนะนำไม่ได้เลย

“แต่นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป” เราเลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้น ชวนคู่สนทนาให้อธิบายต่อไป

“จริงอยู่ที่มัณฑนากรมีหน้าที่ให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ห้ามยัดเยียดความคิดเราลงไป แต่หากลูกค้ายังไม่ชัดเจนในแนวทางที่อยากได้ เราก็ควรเป็นผู้นำเสนอ และต้องไม่กลัวที่จะบอกว่าผิดหากแนวทางของลูกค้านั้นไม่ใช่” 

หญิงเก่งตรงข้ามปรับโทนเสียงประโยคสุดท้ายเพื่อปาดไฮไลต์เน้นความสำคัญ ก่อนพูดต่อ

“ถ้ามัวแต่กลัวจะไม่ได้งานจนไม่กล้าถามหรือเสนอแนะลูกค้า ก็จะออกแบบผิดด้วยการตีความผิดๆ เหมือนติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดเรื่อยๆ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าให้ได้ ห้ามโลเล เขามาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ เหมือนไปหาหมอก็ต้องเชื่อหมอ ประสบการณ์จะสอนให้ฟังและพิจารณาได้เองว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

ผลจากการวางตัวดีมีความมั่นใจคือเป็นที่น่าเชื่อถือ ผลจากการเป็นที่น่าเชื่อถือคือดีไซเนอร์กล้าสร้างสรรค์งานโดยไม่คิดคำนึงว่าลูกค้าคือพระเจ้า พร้อมชี้ข้อบกพร่องออกไปอย่างห้าวหาญ

“บางคนเป็นอาร์ทิสต์มาก ใส่อะไรก็ได้ไปหาลูกค้า แต่ดิฉันสอนเด็กเสมอว่า สินค้าเหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งแต่งตัวเรียบร้อยมาขาย อีกคนปล่อยชายเสื้อหัวยุ่งฟู คุณจะซื้อของจากคนไหน การนำเสนอตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมั่นใจ พูดจาถูกกาลเทศะ พอสร้างความมั่นใจให้ได้แต่แรก เขาก็จะเชื่อที่เราแนะนำ” กลเม็ดเด็ดพรายข้อนี้ยังใช้การได้ดีเสมอ 

แม้ในวัยใกล้ 70 เป็ดอย่างคุณเปี๊ยะจะไม่ได้ลงไปลุยงานทุกโปรเจกต์เช่นวันวาน คอยนั่งเก้าอี้บริหารงานอยู่ไกลๆ แต่นั่นเปิดที่ว่างให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้อาศัยร่มไทรใบบังของ PIA Interior ได้แสดงฝีไม้ลายมือและเติบโตตามวิถีแห่งตน

มัณฑนากรชั้นเซียนใช้ประสบการณ์หลายสิบปีถ่ายทอดกระบวนการคิด กลวิธีในการบริหาร และภาพกว้างของอาชีพอินทีเรียร์ดีไซน์ได้ครบถ้วนกระบวนความ

“ดิฉันเชื่อว่าเราควรเขยิบออกมาบ้างและบริษัทก็ควรจะเติบโตขึ้น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้มีเส้นทางอาชีพ เหมือนเราวางทางเดินให้เด็กกับรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยู่แค่นี้แล้วทำได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ได้มองอนาคตไกลเกินไป เติบโตไปอย่างช้าๆ และมั่นคงดีกว่า อย่าตั้งความหวังมากเกินไป จะทำให้ผิดหวังได้” เธอทิ้งท้าย 

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

หัวเรือใหญ่แห่ง PIA Interior แบไต๋ 5 เคล็ดลับสำหรับมัณฑนากรรุ่นน้องให้เติบใหญ่อย่างมืออาชีพ

01 อัตตา (Ego)

“การยึดมั่นและถือตนเองเป็นใหญ่ที่เรียกว่า ‘อัตตา’ นั้น เป็นกับดักในการมองเห็นที่สำคัญ เราควรลดหรือละอัตตาลง ฝึกให้ใจกว้างยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่างจากเรา แล้วนำมาคัดกรองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี”

02 ความมุ่งมั่น (Commitment)

“การทุ่มเทมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเราได้ในทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ”

03 การนำเสนอตัวเอง

“ภาพลักษณ์เปรียบเสมือนด่านแรก เราต้องนำเสนอตัวเองจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือ วางตัวเหมาะสม รวมถึงทักษะในการสื่อสารทั้งด้วยคำพูดและภาษากาย เพื่อสร้างความสนใจ ความมั่นใจ และความไว้วางใจให้ลูกค้าและทุกฝ่าย”

04 ความซื่อสัตย์สุจริต 

“จรรยาบรรณพื้นฐานในทุกวิชาชีพคือความซื่อสัตย์สุจริต การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นมืออาชีพที่รับผิดชอบงานได้ดี ความสุจริตด้วยการไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เพราะหากไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้” 

05 เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก

“ปัญหาเกิดจากใครไม่สำคัญ แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องยุติปัญหาด้วยเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์หรือความเห็นเฉพาะตัว”

ขอบคุณภาพผลงานจาก PIA Interior

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load