The Cloud X  Designer of the Year

“อาจารย์ ผมว่าสวย ถ้างานนี้เสร็จ ผมว่ามันน่าจะสวย” ช่างทำกรงนกเอ่ยกับ ศุภชัย แกล้วทนงค์ ขณะที่เขากำลังขึ้นแบบตัวอย่างงานโคมไฟ

ใช่แล้ว ช่างทำกรงนกกำลังสร้างสรรค์งานโคมไฟ จากการออกแบบของศุภชัย

นั่นคือเหตุการณ์หลายเดือนก่อนหน้าที่จะเกิดโคมไฟ ‘จาก’

โคมไฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรง ‘ทะลายจาก’ และผลิตด้วยเทคนิคการสร้างสรรค์เดียวกับกรงนก จนคว้ารางวัลชนะเลิศ Innovative Craft Award โดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) และรางวัล DEmark ในปี 2015 และได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการส่งออกให้ไปแสดงผลงานที่ Milan Design Week เมื่อปีก่อน

ปีนี้ศุภชัยเพิ่งได้รับรางวัล Designer of the Year สาขา Product Design จากมหาวิทยาลัยศิลปากรและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

นี่คือเรื่องราวหลายปีก่อนหน้า ครั้งที่ศุภชัยตัดสินใจ ‘กลับบ้าน’ ที่นครศรีธรรมราช หลังการออกจากบ้านกว่า 15 ปีเพื่อร่ำเรียนด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และทำงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับ Banyan Tree Gallery ในเครือโรงแรม Banyan Tree

งานตามหน้าที่ของเขาคือ การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อขายในร้านค้าของโรงแรม รวมไปถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ใช้ในโรงแรมซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก ทำให้เขาได้ทำงานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่นในต่างประเทศอย่างเวียดนาม พม่า และอีกหลากหลายชุมชนในประเทศไทย ได้เรียนรู้งานผ้าทอ งานไม้ งานเซรามิกแบบท้องถิ่น

“ช่วงที่ทำงานก็คิดว่าอยากใช้ความรู้ที่เรามีกลับมาทำงานในท้องถิ่น มันมีวัสดุท้องถิ่นในพื้นที่บ้านเราเยอะแยะที่น่าหยิบจับมาใช้และพัฒนาได้ เราพอจะมีไกด์ไลน์บางอย่างจากการทำงาน เรื่องการยกระดับของท้องถิ่นให้ขึ้นมาในระดับพรีเมียมอยู่บ้าง พอเข้าใจว่ากลุ่มตลาดเขาต้องการอะไร ต้องการคุณภาพแค่ไหน ธีมสีที่อยากได้เป็นอย่างไร แล้วข้าวของที่ออกจากตลาดท้องถิ่นไปสู่ตลาดพรีเมียมน่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร” ศุภชัยย้อนเล่าถึงการตัดสินใจย้ายกลับไปตั้งรกรากที่บ้านที่นครศรีธรมราช โดยมีอีกเหตุผลสำคัญคืออยากให้ลูกโตในสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นมากกว่าเมือง โดยเขาก็ยอมรับว่าตอนที่ตัดสินใจย้ายกลับไปก็ไม่เห็นทิศทางของการทำงานออกแบบที่ชัดเจนนัก

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จากวันที่เขาตัดสินใจกลับบ้าน มีกระบวนการอะไรเกิดขึ้นบ้าง เมื่อนักออกแบบได้ลงไปทำงานร่วมกับชุมชนอย่างเต็มตัว

เรียนรู้อย่างเข้าใจในท้องถิ่น

เรากลับมาดู มาสังเกต วิถีชีวิต พอลงมาที่ท้องถิ่นจริงหลังจากหายไปเป็นสิบปี มันต้องกลับมาเรียนรู้อะไรบางอย่างเหมือนกัน กลับมาเรียนรู้นิสัยใจคอของผู้คน ทำความเข้าใจกัน แต่โชคดีที่เราเป็นคนที่นี่ก็เลยพอจะปรับความเข้าใจได้” ศุภชัยเล่าถึงช่วงปีแรกที่กลับมา โดยระหว่างนั้นเขาได้เข้าร่วมอบรมเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่นหลายต่อหลายครั้ง โดยมีครั้งหนึ่งในงานอบรมอัตลักษณ์ไทยสร้างสรรค์ที่มีการจับคู่นักออกแบบกับผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาสินค้าร่วมกัน โดยโจทย์ในครั้งนั้นคือการพัฒนารูปแบบของ ‘กรงนก’ เขาจึงได้คลุกวงในดูการผลิต เห็นโครงสร้าง ภูมิปัญญาในการผลิต ความน่าทึ่งเฉพาะตัวของฝีมือช่างท้องถิ่น

“ทั่วโลกมีงานออกแบบเยอะมาก สิ่งที่จะทำให้เราต่างกับที่อื่นคือ ความเฉพาะตัว ในแต่ละท้องที่มีความเฉพาะอยู่แล้ว ด้วยอัตลัษณ์ของท้องถิ่นที่มีทุนทางวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ที่ต่างกัน หรือแม้กระทั่งกระบวนการ เทคนิคที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมก็ต่างกัน ของแบบนี้ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ อยู่ที่ว่าเราจะอยากหยิบจับทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้ มาทำให้มันน่าสนใจได้อย่างไร”

ศุภชัยเล่าพร้อมยกตัวอย่างโรงแรมที่มีสาขาในหลากหลายประเทศที่ดึงทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น มาใช้งานร่วมกับการออกแบบสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายใน หรือสินค้าในโรงแรม ที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจได้มากมาย

“การออกแบบทำให้วัตุดิบแบบท้องถิ่นกลายเป็นงานร่วมสมัยได้ ไม่เชย และที่สำคัญ มีเอกลักษณ์” ศุภชัยสรุปถึงข้อได้เปรียบที่ท้องถิ่นมี ก่อนพูดต่อถึงอีกกระบวนการที่เขาเรียนรู้

พัฒนาไปสู่สากล

เมื่อต้นทุนทางวัฒนธรรมก็มีแล้ว อะไรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนที่มีนั้นเพิ่มทั้งคุณค่าและมูลค่าได้ “ถ้าเราหยิบจับมาแล้วใช้ไม่เป็น มันอาจจะกลายเป็นของที่ดูเชยได้” ศุภชัยเอ่ยถึงข้อควรระวัง ดังนั้นสิ่งที่เขามักจะยึดถือในการออกแบบก็คือการพัฒนาให้สินค้าให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัย ซึ่งจะมีข้อดีที่ตามมาอย่างน้อยๆ ก็ทำให้ตลาดในการส่งออกผลิตภัณฑ์ของเรากว้างขึ้น และเมื่อมันร่วมสมัยผลิตภัณฑ์ของเราก็จะไปอยู่ที่ไหนของโลกก็ได้อย่างไม่เคอะเขิน “อย่างเทคนิคกรงนกมีกระบวนการเยอะมาก ทั้งการขึ้นโครงสร้าง แกะไม้ ฉลุลาย การกลึงไม้ แต่งานออกแบบ เราเลือกหยิบเอาหลักๆ มาแค่เรื่องเดียว มาคลี่คลายพลิกแพลงให้เกิดงานใหม่ที่ร่วมสมัย ลูกค้าที่ซื้อก็สามารถเอางานนี้ไปแขวนตามสถานที่ต่างๆ อย่างโรงแรมได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรีสอร์ตที่อยู่ทางใต้”ศุภชัยยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

เราอยากรู้ถึงวิธีการทำให้คนในชุมชนเห็นภาพปลายทางของผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับเขา “เราจะเป็นคนขึ้นโมเดล 1:1 เอาไปคุยกับเขา ค่อยๆ พัฒนาต้นแบบไปพร้อมกัน” ด้วยการทำงานในรูปแบบนี้ศุภชัยจึงจะใช้เวลาในออฟฟิศ 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วอีก 2 วันเขาตั้งใจลงไปทำงานคลุกคลีร่วมกับชุมชน

สร้างความยั่งยืนร่วมกัน

แม้จะเรียนจบในด้านการออกแบบอุตสาหกรรม แต่ศุภชัยกลับเห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากโรงงานผลิตนั้นดูโล้น เกลี้ยง เกินไป “การผลิตในโรงงานที่ต้องทำในปริมาณเยอะๆ อย่างพลาสติกปั๊มมาเป็นหมื่นชิ้น การออกแบบเลยยิ่งต้องน้อย ง่าย เพื่อให้ผลิตได้ทีละเยอะๆ ส่วนตัวผมรู้สึกว่างานออกแบบพวกนี้เรียบร้อยจนเกินไป ถ้าเป็นงาน craft ผ้าแต่ละผืนมีเนื้อของมัน สีที่ย้อมไม่จำเป็นต้องเสมอกัน ไล่สีได้ หรือสีอาจจะติดบ้างไม่ติดบ้าง อย่างบางวัสดุมีกลิ่นธรรมชาติของมัน มันมีสเน่ห์อะไรบางอย่างแฝงอยู่ที่เราสัมผัสได้

“ช่างทำกรงนกเป็นศิลปินคนหนึ่งนะ ค่อยๆ ทำ บรรจงฉลุมาแล้วมาประกอบกัน มันเหมือนเขาใส่อารมณ์ ใส่จิตวิญญาณเขาเข้าไปในงาน” จากการที่เขาได้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในหลากหลายโครงการ นอกจากเรื่องของผิวสัมผัส สี กลิ่น หรือจิตวิญญาณของคนทำงานแล้ว สิ่งที่ศุภชัยสัมผัสได้ก็คือ วิถีชีวิตที่ไม่เปลี่ยนไป “ความเป็นวิถีของเขา เขาสามารถทำงานใต้ถุนบ้าน ทำงานไปเลี้ยงลูกไป คุยกับเพื่อนไป มันเป็นเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่”

ศุภชัยจึงเสียดายงานออกแบบที่ร่วมพัฒนากับคนในชุมชนถ้าโครงงานจะจบลง งานออกแบบเหล่านั้นก็มักจะจบลงด้วย ถ้าผู้ประกอบการณ์หรือชุมชนไม่ได้นำมันออกสู่ตลาดจริง “เราจะหาวิธีสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนอย่างไร หลังจากที่ทำโครงการมาเยอะๆ ก็เลยต่อยอดงานจากโครงการ มาพัฒนาต่อในแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อ TIMA” ศุภชัยรับหน้าที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ แล้วต่อยอดการผลิตร่วมกับชุมชน ก่อนจะหาลู่ทางให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้ออกสู่ตลาดและวางขายได้จริง เพื่อให้รายได้กระจายสู่ชุมชน และเพื่อให้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นได้ดำรงอยู่โดยที่ยังมีรายได้เลี้ยงปากท้อง

ความสนุกในการทำงานร่วมกับชุมชนอยู่ตรงไหน เราถามเพราะอยากรู้ว่าเขาติดใจอะไรกับการทำงานแบบนี้ที่น่าจะกินเวลาในการทำงานมากกว่า การจ้างโรงงานผลิต และได้ยินว่าคนในท้องถิ่นมักจะเรียกศุภชัยว่าอาจารย์  

“เวลาทำงานกับเทคนิคภูมิปัญญาดั้งเดิมมันจะมีเทคนิคเก่า ความเคยชินเก่า ของช่างชุมชน ถ้าเคยลงพื้นที่เราจะสัมผัสได้ ทีนี้เวลาเราออกแบบอะไรใหม่ๆ มันจะมีขั้นตอนต้องลุ้นไปด้วยกันว่าผลลัพธ์มันจะหน้าตาเป็นอย่างไร” เขาเล่าเสียงสนุกก่อนเอ่ยถึงตอนที่กำลังขึ้นแบบโคมไฟ ‘จาก’ เป็นตัวอย่างประกอบ  

“ในขณะที่ทำ ค่อยๆ ขึ้นเป็นรูปทีละนิด ช่างก็ทำไป จินตนาการไปว่ามันจะออกมาเป็นยังไง บรรยากาศรอบข้างจะมีชาวบ้านที่เขามาคอยลุ้นกันว่าเราทำอะไรอยู่ เพราะช่างคนนี้เคยทำแต่กรงนก ก็ถามว่ากรงนี้จะเอาไว้ใส่นกอะไร แล้วนกมันจะอยู่อย่างไร จนกระทั่งประกอบเสร็จเรียบร้อย เราใส่หลอดไฟเข้าไป เขาก็จะตื่นเต้นไปกับเราว่ามันทำแบบนี้ได้ด้วย และสวยได้ขนาดนี้เลยหรอ”

“แบรนด์ TIMA จะเป็นเหมือน hub ที่เอาวัสดุต่างๆ มา finishing หรือเป็นสื่อกลางในการจับคู่วัสดุ หรือทำงานที่เน้นไปในทางหัตถกรรมสร้างสรรค์ โดยมี ‘นักคิด’ หน่วยงานที่ศุภชัยตั้งใจเปิดเป็นคลินิกให้คำปรึกษาการออกแบบท้องถิ่นให้กับชุมชนหรือผู้ประกอบการ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงในการขับเคลื่อนงานออกแบบให้กับท้องถิ่น

“เราจะอยากเป็นไกด์ให้น้องๆ ในพื้นที่ที่กำลังเรียนออกแบบว่าเวลาเราอยู่ท้องถิ่น เราก็ทำงานออกแบบได้เหมือนกัน คุณเอาวัสดุหรือภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาทำงานออกแบบ แล้วคุณก็ส่งออกสู่ตลาดในส่วนกลางหรือต่างประเทศได้ เราอยากทำให้น้องๆ เด็กๆ เห็นตัวอย่างว่ามันทำได้จริงๆ” ศุภชัยสรุปถึงอนาคตต่อจากนี้ของเขาให้เราฟัง

www.timacraft.com


My Favorite Works

01 จาก JAAK

การหยิบเอาเทคนิคภูมิปัญญางานหัตถกรรมในการขึ้นโครงสร้าง เสาและซี่ การต่อไม้ เข้าเดือยแบบกรงนกโดยเปลี่ยนมาใช้รูปทรงของทะลายจาก พืชท้องถิ่นทางภาคใต้ของไทย แล้วเพิ่มเติมฟังก์ชันเข้าไป ก็กลายเป็นโคมไฟมือรางวัล ที่ตอนนี้แตกไลน์สินค้าออกมาหลากขนาดหลายฟังก์ชัน

02 พันธุ์จาก PUN JAAK

การแตกหน่อ ขยายพันธุ์ของลูกจาก คือรูปทรงที่ทำให้เกิดแรงบันดาจใจของโคมไฟนี้ โดยศุภชัยยังเลือกใช้ภูมิปัญญาการผลิตกรงนกมาเป็นเทคนิคในการสร้างสรรค์

03 Tote Bag หางอวน

การทอเส้นใยหางอวนหรือยอดใบลานยาวเป็นผืน ก่อนจะเย็บต่อกันจนเป็นกระสอบ แล้วก็นำไปติดที่ปลายอวนต่อเพื่อจับกุ้ง เริ่มจะเลือนหายเมื่อมีอวนไนลอน แต่ทักษะการทอเส้นใยหางอวนยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนในชุมชนมีติดตัว จนเมื่อศุภชัยได้เป็นนักออกแบบที่เข้าร่วมโครงการ Sustainable Craft ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ทำให้มีโอกาสได้เข้าไปดูว่าเสน่ห์การทอหางอวนอยุ่ตรงไหน ก่อนที่จะจับคู่สี สร้างลวดลาย ให้เหมาะกับที่ตลาดต้องการ โดยโครงการนี้เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้พัฒนาภูมิปัญญาออกเป็นผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ กระเป๋าหางอวนจึงเป็นการทำงานร่วมกันกับกลุ่มชุมชนที่ทอหางอวน โดยการสร้างกิมมิกของสีเพื่อส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น และศุภชัยก็ยังนำกระเป๋าหางอวนนี้ออกไปสู่ตลาดอื่นๆ จนมีออร์เดอร์ส่งออกไปแล้ว

04 ที่แขวนผ้าเช็ดมือ ใบกะพ้อ

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์จากโครงการ Sustainable Craft ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ในการพัฒนาพัดใบกะพ้อที่บ้านอายเลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กรรมวิธีในการทำพัดก็คือการเอายอดใบกะพ้อมาฉีก ลวก ตากแห้ง โดย 1 ใบจะได้พัด 1 อัน ศุภชัยในฐานะนักออกแบบที่ไม่อยากเปลี่ยนวิถีของชาวบ้านนัก แต่อยากทดลองว่าถ้าเราไม่ใช้ 1 ใบล่ะหน้าตาพัดจะเป็นอย่างไร การสานด้วยใบกะพ้อ 2 ใบจึงเริ่มต้นขึ้น แล้วก็เพิ่มเติมหูจับเพื่อให้ส่วนของด้ามพัดมาประกบกันได้ แล้วการทดลองนี้ก็ไปสอดรับกับความต้องการของประเทศญี่ปุ่นที่มีปริมาณพื้นที่ใช้สอยในการใช้ชีวิตค่อนข้างเล็ก ที่แขวนผ้าเช็ดมือใบกะพ้อจึงตอบโจทย์นี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

05 ถาดรองของ ก้านจาก

ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพัฒนาต่อยอดจากโครงการ OTOP GO INTER ปี 3 โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่นำก้านจากมาขดและสานเพื่อรองของร้อน หม้อร้อน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ที่อยู่กันมาดั้งเดิม โดยศุภชัยได้เข้าไปเห็นงานที่ยังสานไม่เสร็จแล้วสนใจจึงลองเติมสีสันเข้าไป แล้วเลือกที่จะสานโดยไม่ต้องดึงเข้าหากันจนแน่น ก็ทำให้เกิดเป็นรูปทรงของผลิตภัณฑ์ใหม่

ข้าวของพื้นถิ่นอันเป็นวัตถุดิบชั้นยอดในการสร้างสรรค์งาน

01 ติหมา หรือหมาตักน้ำ

ชื่อเรียกภาษาท้องถิ่นที่มีรากศัพท์มาจากภาษามลายูของอุปกรณ์ตักน้ำ ที่ใช้ยอดใบจากมาประกอบขัด มัดรวมกัน ซึ่งศุภชัยเลือกใช้มาเป็นชื่อแบรนด์ TIMA ที่นอกจากเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มาจากวัสดุท้องถิ่น แถมยังมีฟังก์ชันใช้งาน การออกเสียงเรียกชื่อยังพ้องกับคำว่า ที่มา ซึ่งเป็นจุดยืนของแบรนด์ที่สินค้าทุกตัวจะมีที่มาที่ไป

02 กรงนก

การเลี้ยงนกเป็นวิถีชีวิตของคนทางภาคใต้ เมื่อเลี้ยงนกกันเยอะ กรงนกจึงมีจำนวนเยอะไปด้วย นำมาซึ่งพัฒนาการของการสร้างสรรค์กรงนกอันเป็นภูมิปัญญาที่แฝงด้วยรายละเอียดอย่างไม่รู้จบ ทั้งการขึ้นโครงสร้าง การแกะไม้ การฉลุลาย ศุภชัยเล่าว่า เทคนิควิธีการที่เขาหยิบมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในการสร้างสรรค์กรงนกยังมีเหลือให้เขาได้ค้นหาอีกมาก

03 ป่าจาก

“การกลับมาอยู่ท้องถิ่น สิ่งต่างๆ รอบตัวมันเป็นแรงบันดาลใจได้หมดเลย เราชอบถ่ายรูปเก็บไว้ ศึกษามัน แล้วค่อยๆ เอาออกมาใช้ เราออกไปตลาดเราก็ได้ผักผลไม้มาเป็นแรงบันดาลกำลังใจ” ศุภชัยเล่าพร้อมยกตัวอย่าง พืชริมคลองในนครศรีธรรมราชที่ศุภชัยศึกษาเรื่องราววิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นได้จากทุกส่วนประกอบของต้นจาก เริ่มต้นที่ ใบ ที่คนนิยมนำมาเป็นหลังคา แบบที่เคยได้ยินกันว่าหลังคามุงจาก หรือจะเอามาทำเป็นใบยาสูบก็ได้ ก้าน ที่ชาวบ้านเอามาทำถาดรองของร้อน ลูกจาก ที่กินได้คล้ายลูกชิด หรือจะหยิบผลอ่อนเอาไปแกงส้ม งวงจาก ที่สามารถทำน้ำส้มจาก น้ำตาลจาก หรือกาบ ที่ทำเป็นฟืนหุงต้ม “วิถีชีวิตธรรมดาๆ เหล่านี้ ถ้าเราสังเกตดีๆ มันจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่เรานำมันไปเป็นแรงบันดาลใจในการต่อยอดผลิตภัณฑ์”

04 ลูกจาก

การเก็บสะสมและศึกษาความเป็นท้องถิ่นถูกทยอยนำออกมาใช้ต่อยอดเป็นสินค้าที่นำออกสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากรูปทรงของทะลายจากกลายเป็นโคมไฟชิ้นรางวัลแล้วภาพการแตกหน่อใหม่ของลูกจากก็พัฒนากลายเป็นโคมไฟในรูปทรงใหม่ของ TIMA เป็นที่เรียบร้อย

ขอขอบคุณ: จักรพันธ์ สุวรรณพาณิชย์ และ ศุภชัย แกล้วทนงค์

Writer

วิชุดา เครือหิรัญ

เคยเล่าเรื่องสั้นบ้างยาวบ้าง ในต่างเเเพลตฟอร์ม เล็กบ้างใหญ่บ้างออกมาในรูปแบบบทสัมภาษณ์ นิตยสาร เว็บไซต์ นิทรรศการไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ ตอนนี้กำลังเป็นส่วนเล็กๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย เเละยังคงเล่าเรื่องต่อไป

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี อาจเป็นที่รู้จักในนามสะใภ้หวั่งหลีผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉม ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือกลไฟโบราณของตระกูลหวั่งหลี เป็นพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ล้ง 1919’ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาตั้งแต่แรกเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชน ทั้งเพราะคงเสน่ห์งานศิลปะจีนได้อย่างน่าประทับใจ และมีจุดประสงค์การใช้งานอันน่าชื่นชม

พาไปรู้จักเธอมากขึ้นอีกสักหน่อย 

คุณเปี๊ยะคือผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียร์ดีไซน์มากว่า 40 ปี เป็นแม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior บริษัทออกแบบภายในไซส์เบิ้มที่เจนเกมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย มีรางวัลระดับนานาชาติและความไว้วางใจจากบริษัทเครือใหญ่ๆ ทั้งไทยและเทศมากมายเป็นเครื่องการันตี

ในโอกาสที่ได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Award ประจำปี 2021 เราจึงขอนัดหมายพูดคุยกับเธอถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดในการทำงาน และประวัติศาสตร์วงการออกแบบฉบับกระชับ ตั้งแต่ยุคที่มัณฑนากรไม่มีปากมีเสียงในทีม สู่วันที่เธอเชื่อว่า “อาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน”

อินทีเรียร์ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ย้ำกับเรา 2 เรื่องตั้งแต่ต้นบทสนทนา

เรื่องแรก แม้รูปคำของบริษัท ‘PIA Interior’ จะถอดตามชื่อเล่น ‘เปี๊ยะ’ ในภาษาอังกฤษเป๊ะๆ แต่เธอกลับยืนกรานให้อ่านว่า ‘พี-ไอ-เอ อินทีเรียร์’ ซึ่งย่อจากชื่อเต็ม P INTERIOR AND ASSOCIATE COMPANY LIMITED

ด้วยองค์กรนี้ประกอบไปด้วยองคาพยพมากมาย เธอเป็นเพียงกลไกชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นทำให้ PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่จงใจไม่มีลวดลายเชิงดีไซน์เฉพาะตัว เป็นเหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุได้อย่างไร้กระบวนท่า ส่วนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทคือ ‘วัฒนธรรมการทำงาน’ ต่างหาก

เรื่องที่สอง เธอบอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด ไม่ได้ครอบครองวิชาลับในเชิงออกแบบ แต่ความเป็นเป็ดซึ่งเดินได้ไม่คล่องแคล่ว ว่ายน้ำได้ไม่เชี่ยวชาญ และบินได้ไม่สูงนี้เอง ทำให้เธอกลายมาเป็นมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พา PIA Interior มายืนอยู่แถวหน้าในวงการตกแต่งภายในได้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

คุณเปี๊ยะถ่ายถอดตัวตนแบบเป็ดของเธอสู่ PIA Interior อย่างแนบเนียน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนใครได้อย่างไร

เรื่องเล่าต่อไปนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

01 “อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย”

“อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นลูกไล่เขาด้วยซ้ำไป”

คุณเปี๊ยะเกริ่นถึงบรรยากาศแวดวงวิชาชีพสมัยเพิ่งเป็นมัณฑนากรป้ายแดง หลังเรียนจบด้านออกแบบภายในจาก Inchbald School of Design ประเทศอังกฤษ

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นงานอินทีเรียร์ดีไซน์ยังไม่เข้าครองพื้นที่ในใจผู้คนมากนัก จำนวนผู้เล่นก็ไม่ได้เหลือประมาณจนล้นตลาด ประกอบกับโชคดีที่มีญาติพี่น้องกระจายตัวอยู่ตามห้างร้านองค์กรต่างๆ มัณฑนากรคนเก่งจึงได้โอกาสโชว์ฝีมือ แผ้วทางเดินให้เรียบเตียน และหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวได้ไม่ยาก

เริ่มต้นลับเขี้ยวเล็บจากงานเล็กๆ อย่างออกแบบร้านกาแฟ ร้านอาหาร แก่กล้าเพียงพอจึงขันอาสาตกแต่งห้องประชุมสำนักงานใหญ่ ให้กับ คุณบัญชา ล่ำซำ อดีตหัวเรือใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย

“ครั้งหนึ่งดิฉันทำห้องประชุมทั้งชั้นใกล้เสร็จแล้ว เกิดกังวลว่าเรียบง่ายเกินไปเพราะเป็นสีเดียวกันหมด ซึ่งก็ควรเป็นแบบนั้น จะได้ไม่รบกวนสายตาและไปทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นยังวิทยายุทธยังไม่แก่กล้า จึงตระหนก กลัวโดนตำหนิว่าทำงานน้อย เลยตัดสินใจเพิ่มสีสันให้แตกต่างกัน แต่เมื่อย้อนไปดู กลับทำให้คิดได้ว่าเรายังอ่อนหัดนัก นี่สอนให้รู้ว่าประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เราเดินและอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง

“สิ่งสำคัญคือการที่ต้องเข้าใจโจทย์ให้ถ่องแท้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องยอมรับก่อนว่าไม่รู้ แล้วขวนขวายหามา ไม่อายที่จะถามเพื่อให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง

“สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การที่เอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม ทำให้ความวุ่นวายไม่จบสิ้น ดีไซเนอร์ต้องไม่ทำให้อะไรให้ซับซ้อน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ซีอีโอรุ่นเก๋าเล่าบทเรียนสนุกๆ ในวัยกำลังหัดเดินอย่างฉะฉาน พร้อมกำชับถึงความเชื่อตัวเองที่ยังยึดถือมาถึงปัจจุบัน ก่อนเฉลยอย่างภูมิใจว่า ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีนั้นทำให้เธอมองตัวเองเป็น ‘เป็ด’

“ดิฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นเป็ด เพราะไม่ได้เก่งทุกอย่าง การเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีแต่คนเก่งมาร่วมงานด้วย เราต้องไม่มีอัตตา ใจกว้างเพียงพอที่จะยอมรับความเห็นผู้อื่น รับความแตกต่างทุกแง่มุม มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รอบด้านขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น จากแต่ก่อนที่ดุมากจนลูกชายบอกว่า ตุ๊กตุ๊กหน้าปากซอยยังกลัวเลย” พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน ก่อนเธอจะเสริมต่อว่า

“เป็นเป็ดแบบนี้แหละดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ขอเป็นคนธรรมดาที่มองภาพรวมออก และแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปสู่ความสำเร็จได้ทุกขั้นตอนดีกว่า”

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

02 จาก ‘เป็ด’ สู่ ‘PIA’

เส้นทางอาชีพของคุณเปี๊ยะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อเปิดบริษัท P49DESIGN AND ASSOCIATES ร่วมกับเพื่อนมัณฑนากรมากฝีมือ เป้า-วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ก่อนก่อตั้ง PIA Interior ของตัวเองใน ค.ศ. 1999 

แม้ว่าตามชื่อจะยังมีตัวตนของดิฉันอยู่ แต่องค์กรนี้ไม่ได้เป็นของดิฉันคนเดียว พาร์ตเนอร์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ PIA ลูกค้าจึงไม่ได้เข้ามาเพราะชื่อดิฉัน ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเจอดิฉันเท่านั้น แต่เข้ามาเพราะความเป็น PIA ต่างหาก

“PIA เป็นเหมือนโรงพยาบาลซึ่งมีหมอผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงกันไป กระจายงานออกไปสู่พาร์ตเนอร์แต่ละคนตามความเหมาะสม แต่ละทีมมีความเก่งเฉพาะตัว ทั้งทีมออกแบบโรงแรมที่พักระดับหกดาว อย่าง The Ritz-Carlton หรือ Hyatt ทีมทำงานระดับสี่ดาวอย่าง Courtyard by Marriott หรือ Novotel หรือทีมดูแลงานองค์กร คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หากอยากได้แบบเทิร์นคีย์รวดเร็วก็เป็นทีมหนึ่ง ไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเดียวทำทุกอย่าง”

หัวใจอย่างหนึ่งขององค์กรใหญ่เช่น PIA Interior คือการบาลานซ์สัดส่วนผลงานด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบด้าน ตั้งแต่โรงแรมที่พัก โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย บริษัทหน่วยงานและสถาบันการเงิน จนถึงร้านอาหาร บาร์ และหอศิลป์ 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

อย่างโรงแรมห้าดาว Trident Gurgoan ที่เมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย เป็นงานต่างประเทศที่ PIA Interior ได้ประสานพลังกับสถาปนิกคนเก่ง เล็ก-เมธา บุนนาค แห่ง Bunnag Architects และภูมิสถาปนิก ปุ้ย-วรรณพร พรประภา จาก P Landscape คุณเปี๊ยะบอกว่าโปรเจกต์นี้ให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญทั้งในเชิงการออกแบบและทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม เปิดประตูแห่งโอกาสให้บริษัทเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แต่หากพูดถึง PIA Interior ไม่พ้นต้องเอ่ยถึงโปรเจกต์สร้างชื่ออย่างพื้นที่ริมเจ้าพระยายอดฮิต-ล้ง1919 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

“เรายึดหลักการบูรณะเชิงอนุรักษ์ รักษาสถาปัตยกรรมให้งดงามตามจริงอย่างประณีต ระมัดระวัง และเคารพสถานที่ ส่วนภายในก็เปลี่ยนไปตามบริบทการใช้งานปัจจุบัน ต้องการคงสภาพให้อาคารเก่าเหล่านี้เป็นหมุดเวลาในประวัติศาสตร์ และบอกเล่าอดีตให้คนรุ่นใหม่ทราบที่มาและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ” แรงบันดาลใจเดินทางออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับแนวคิดในการอนุรักษ์ แววตาส่อประกายภาคภูมิจนเจ้าตัวเก็บไว้ไม่อยู่

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

วิถีการบริหารของเธอคล้ายกับการจำลองตัวตนแบบเป็ดของเธอที่มีความถนัดหลากหลาย ลงไปสู่องค์กรอย่างแนบเนียน แต่ PIA คงไม่ใช่เป็ดที่ ‘พอจะทำอะไรๆ ได้บ้าง’ อย่างที่คิด ทว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีพาร์ตเนอร์คอยเป็นแขนขา ขันอาสาทำงานที่ถนัด โดยมีคุณเปี๊ยะคอยคุมทิศคุมหางเสือเรืออยู่ไม่ห่าง ให้ทีมได้เต้นระบำไปกับงานออกแบบอย่างอย่างสนุกสนานเต็มความสามารถ

03 No Problem!

“เราไม่หยุดยืนกับที่เพื่อมีสไตล์ของตัวเอง เพราะความชอบของลูกค้ามีหลากหลาย ลางเนื้อชอบลางยา เหมือนคำพูดว่า ‘Beauty is in the eyes of the beholder.’ แต่อยากให้ขึ้นชื่อว่า ทำกับ PIA แล้วจะไม่มีปัญหา” คุณเปี๊ยะอธิบายฉะฉานเมื่อเราถามถึงลายเส้นเอกลักษณ์ขององค์กรพี่ใหญ่ซึ่งมีรยางค์มากมาย

“Commitment คือหัวใจในการทำงานของ PIA” เธอเฉลยกุญแจดอกสำคัญ

“โครงการแต่ละโครงการกินเวลาไม่น้อย สามปีบ้าง ห้าปีบ้าง บางครั้งยาวถึงแปดปี แต่เราไม่เคยทิ้ง งานอินทีเรียร์ไม่ใช่เพียงออกแบบสวยๆ แล้วจบ เราต้องเป็นตัวกลางที่มั่นคงเพื่อเชื่อมคนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ให้เขาเชื่อมันได้ว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเหลือ ปัญหาเกิดจากใครไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปหา แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น

“อีกอย่างที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากคือคุณธรรม เราถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เป็นอันขาด เพราะเมื่อไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้”

ลายเซ็นของ PIA จึงไม่ใช่เอกลักษณ์ในเชิงการออกแบบอย่างที่ใครๆ ต่างพยายามสร้างขึ้นหรือตามหา แต่เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในการทำงานอันแข็งแกร่ง ซึ่งคนในองค์กรยึดถือเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

“การหาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ความสำเร็จของ PIA อยู่ตรงที่เราเก็บลูกค้าเก่าไว้ได้ มืออาชีพเขาจะรู้ว่า การแต่งให้ออกมาสวยงามนั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ระหว่างทางนั้นคือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากขาดประสบการณ์ ดิฉันจึงเน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก ให้โครงการแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี”

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

04 “นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป”

“สมัยนี้ งานออกแบบภายในสำคัญมาก ถึงขนาดขอสถาปนิกแก้ไขพื้นที่ได้เลย หากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คิดว่าดีกว่า เพราะเราคือคนสร้างความสุขแก่ผู้ใช้สถานที่นั้นจริงๆ”

จากวันวานที่มีหน้าที่เพียงเลือกลายวอลเปเปอร์และกลอนประตู คุณเปี๊ยะพาเรากลับมาสู่บทบาทนักออกแบบภายในยุคปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่ออกแบบให้สวยงาม แต่เราต้องสร้างประสบการณ์เพื่อดึงผู้ใช้งานให้กลับมาอีก จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วว่า อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ต้องเข้าร่วมทีมก่อสร้างตั้งแต่วันแรกเสมอ ถึงขั้นบอกความต้องการกับสถาปนิกได้ เช่น ตรงส่วนล็อบบี้ขอความสูงอย่าต่ำกว่าแปดเมตร ขอเจาะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากแต่ก่อนนี่อยู่หางแถว สิ่งเหล่านี้เราแนะนำไม่ได้เลย

“แต่นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป” เราเลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้น ชวนคู่สนทนาให้อธิบายต่อไป

“จริงอยู่ที่มัณฑนากรมีหน้าที่ให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ห้ามยัดเยียดความคิดเราลงไป แต่หากลูกค้ายังไม่ชัดเจนในแนวทางที่อยากได้ เราก็ควรเป็นผู้นำเสนอ และต้องไม่กลัวที่จะบอกว่าผิดหากแนวทางของลูกค้านั้นไม่ใช่” 

หญิงเก่งตรงข้ามปรับโทนเสียงประโยคสุดท้ายเพื่อปาดไฮไลต์เน้นความสำคัญ ก่อนพูดต่อ

“ถ้ามัวแต่กลัวจะไม่ได้งานจนไม่กล้าถามหรือเสนอแนะลูกค้า ก็จะออกแบบผิดด้วยการตีความผิดๆ เหมือนติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดเรื่อยๆ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าให้ได้ ห้ามโลเล เขามาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ เหมือนไปหาหมอก็ต้องเชื่อหมอ ประสบการณ์จะสอนให้ฟังและพิจารณาได้เองว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

ผลจากการวางตัวดีมีความมั่นใจคือเป็นที่น่าเชื่อถือ ผลจากการเป็นที่น่าเชื่อถือคือดีไซเนอร์กล้าสร้างสรรค์งานโดยไม่คิดคำนึงว่าลูกค้าคือพระเจ้า พร้อมชี้ข้อบกพร่องออกไปอย่างห้าวหาญ

“บางคนเป็นอาร์ทิสต์มาก ใส่อะไรก็ได้ไปหาลูกค้า แต่ดิฉันสอนเด็กเสมอว่า สินค้าเหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งแต่งตัวเรียบร้อยมาขาย อีกคนปล่อยชายเสื้อหัวยุ่งฟู คุณจะซื้อของจากคนไหน การนำเสนอตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมั่นใจ พูดจาถูกกาลเทศะ พอสร้างความมั่นใจให้ได้แต่แรก เขาก็จะเชื่อที่เราแนะนำ” กลเม็ดเด็ดพรายข้อนี้ยังใช้การได้ดีเสมอ 

แม้ในวัยใกล้ 70 เป็ดอย่างคุณเปี๊ยะจะไม่ได้ลงไปลุยงานทุกโปรเจกต์เช่นวันวาน คอยนั่งเก้าอี้บริหารงานอยู่ไกลๆ แต่นั่นเปิดที่ว่างให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้อาศัยร่มไทรใบบังของ PIA Interior ได้แสดงฝีไม้ลายมือและเติบโตตามวิถีแห่งตน

มัณฑนากรชั้นเซียนใช้ประสบการณ์หลายสิบปีถ่ายทอดกระบวนการคิด กลวิธีในการบริหาร และภาพกว้างของอาชีพอินทีเรียร์ดีไซน์ได้ครบถ้วนกระบวนความ

“ดิฉันเชื่อว่าเราควรเขยิบออกมาบ้างและบริษัทก็ควรจะเติบโตขึ้น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้มีเส้นทางอาชีพ เหมือนเราวางทางเดินให้เด็กกับรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยู่แค่นี้แล้วทำได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ได้มองอนาคตไกลเกินไป เติบโตไปอย่างช้าๆ และมั่นคงดีกว่า อย่าตั้งความหวังมากเกินไป จะทำให้ผิดหวังได้” เธอทิ้งท้าย 

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

หัวเรือใหญ่แห่ง PIA Interior แบไต๋ 5 เคล็ดลับสำหรับมัณฑนากรรุ่นน้องให้เติบใหญ่อย่างมืออาชีพ

01 อัตตา (Ego)

“การยึดมั่นและถือตนเองเป็นใหญ่ที่เรียกว่า ‘อัตตา’ นั้น เป็นกับดักในการมองเห็นที่สำคัญ เราควรลดหรือละอัตตาลง ฝึกให้ใจกว้างยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่างจากเรา แล้วนำมาคัดกรองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี”

02 ความมุ่งมั่น (Commitment)

“การทุ่มเทมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเราได้ในทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ”

03 การนำเสนอตัวเอง

“ภาพลักษณ์เปรียบเสมือนด่านแรก เราต้องนำเสนอตัวเองจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือ วางตัวเหมาะสม รวมถึงทักษะในการสื่อสารทั้งด้วยคำพูดและภาษากาย เพื่อสร้างความสนใจ ความมั่นใจ และความไว้วางใจให้ลูกค้าและทุกฝ่าย”

04 ความซื่อสัตย์สุจริต 

“จรรยาบรรณพื้นฐานในทุกวิชาชีพคือความซื่อสัตย์สุจริต การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นมืออาชีพที่รับผิดชอบงานได้ดี ความสุจริตด้วยการไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เพราะหากไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้” 

05 เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก

“ปัญหาเกิดจากใครไม่สำคัญ แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องยุติปัญหาด้วยเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์หรือความเห็นเฉพาะตัว”

ขอบคุณภาพผลงานจาก PIA Interior

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load