“DESIGNENTIST ไม่ใช่แบรนด์หมอฟันนะคะ”

ฝน-ไพลิน ศิริพานิช เจ้าของแบรนด์ DESIGNENTIST เล่าพลางหัวเราะว่า แบรนด์ของเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Dentist สักนิด แต่เกิดจากการผสมคำว่า Design + Scientist แบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับของอาจารย์สอนการออกแบบ ใส่ใจการดีไซน์และการค้นคว้าวิจัยลึกซึ้ง ไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองคิด ทดลองทำ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เปี่ยมเอกลักษณ์และคุณค่าที่แตกต่าง

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

อาจารย์สอนการออกแบบเครื่องประดับผ่านการเรียนรู้และทดลองมามากมาย ด้วยความเชื่อมั่นว่าของใช้ตกแต่งไม่ได้มีหน้าที่แค่ความสวยงาม แต่ต้องทำให้ผู้ใส่รู้สึกดีและมั่นใจ จากแบรนด์ทำเครื่องประดับจากลายไทย สู่การเป็นแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยเทคนิคการพับแบบญี่ปุ่นได้อย่างไร อาจารย์สาวเริ่มต้นเรื่องนี้ด้วยรอยยิ้มหวาน

“ฝนไม่ได้เก่งเรื่องธุรกิจเลย แต่หลายคนก็บอกว่าถ้าไอเดียหรือสิ่งที่เราออกแบบจะตกไปอยู่ในมือคนอื่น เราจะเสียใจและเสียดายมาก เราเลยลองทำดู”

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

Made in Italy

เมื่อฝนเรียนจบปริญญาตรีจากภาควิชาการออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เธอศึกษาปริญญาโทด้าน Accessories Design ที่สถาบันโดมุส อะคาเดมี เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เพื่อสานฝันการเป็นอาจารย์ เธอได้เรียนทำทั้งกระเป๋า รองเท้า และจิวเวลรี่กับเพื่อนๆ ทั่วโลก หนึ่งในสิ่งที่เธอค้นพบคือ คนเอเชียเก่งทำมากกว่าพูด แต่เพื่อน ๆ ชาวตะวันตกกลับอธิบายแนวคิดเบื้องหลังงานได้ชัดเจนเป็นฉาก ๆ แถมยังภูมิใจในรากเหง้าตัวเองมาก ๆ 

“คนอิตาเลียนภูมิใจในความ Made in Italy มากค่ะ เวลาเรียนเลกเชอร์ก็จะเล่าว่าของดีเมืองนั้นเมืองนี้คืออะไร เขาหวงแหนความรู้ว่าเมืองนี้ทำไม้ เมืองนี้ทำโลหะ เมืองนี้ทำอัญมณี เมืองนี้ทำเครื่องหนัง เขาภูมิใจในภูมิปัญญาและหัตถกรรมมาก ๆ ตอนฝนอยู่ที่นั่น งานเกือบทุกโปรเจกต์ที่ทำ เลยหยิบเอาอะไรไทย ๆ อย่างลายผ้ามาใช้ เพราะเรารู้สึกว่า คนอิตาเลียนภูมิใจในความเป็น Made in Italy ของเขา แล้วเราก็อยากภูมิใจในของ Made in Thailand”

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น
DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

เสน่ห์ผ้าไทย

หลังจบปริญญาโทและกลับมาเมืองไทย งานแรกที่เธอเริ่มทำคือเจ้าหน้าที่ออกแบบกราฟิก พ่วงหน้าที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 

“ฝนบอกหัวหน้าตั้งแต่วันสมัครงานว่า ตอนอยู่อิตาลีรู้สึกว่าทำไมของที่ไทยดี ๆ ทั้งนั้นเลย คนไม่เห็นสนใจ เลยอยากทำงานที่นี่ ซึ่งบุญคุณทั้งหมด ความดีความชอบทั้งหมดของฝน มาจากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ แล้วก็มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทั้งความรู้เรื่องผ้า หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยใช้ผ้าไทย ฝนได้จากการเป็นนักออกแบบประจำที่นี่เลยค่ะ”

การทำงานในพิพิธภัณฑ์ผ้าทำให้นักออกแบบเครื่องประดับได้รู้จักผ้าทอมือจากทั่วประเทศ และทำให้เธอหลงรักผ้าไหมอย่างจริงจัง

“สมัยนั้นสนุกมากเลยเวลาไปโกดังซึ่งเป็นคลังกลาง มีผ้าจากทุกภาคอยู่ในกล่อง ไล่ตามปีไปว่า ปี 54 ปี 55 ปี 56 อะไรแบบนี้ เราต้องปีนขึ้นไปเลือกเอาผ้าจากจังหวัดนั้น สีจากภาคนี้ แล้วก็มีอิสระ ออกแบบได้หมด”

ฝนเล่าเสริมว่านอกจากเธอจะออกแบบของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ผ้าแล้ว เธอยังได้มีโอกาสร่วมออกแบบของที่ระลึกในงานโขนพระราชทาน ที่อยู่ภายใต้มูลนิธิศูนย์ศิลปาชีพฯ อีกด้วย 

“การได้ทำคอลเลกชันโขนสนุกมาก เพราะว่าเราได้เจอลูกค้าจริง ๆ ตอนขายของว่าคนชอบดีไซน์เรามั้ยหรือยังไง อย่างตอนพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เราก็อยู่ในออฟฟิศ แต่โขนทำให้ได้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าคนไทยที่ชอบงานไทย ๆ ไม่ได้มีแต่คนสูงวัยเท่านั้น คนรุ่นเราหรือเด็กกว่านั้นก็ชอบของไทย ๆ เหมือนกัน”

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น
DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

กระเป๋าเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง

หลังจากทำงานที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ อย่างสนุกสนานเป็นเวลา 2 – 3 ปี ความฝันของฝนก็เป็นจริง คือได้เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ความฝันใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือการเปิดแบรนด์ DESIGNENTIST เต็มตัว

“ในการออกแบบหรือดีไซน์ ฝนก็จะใช้วิธีการที่สอนเด็กนั่นแหละ มาทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์ของเรา เหมือนมันเป็นการรีเช็กสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราสอนไปด้วย บางครั้งเราก็ได้ไอเดียหรือแรงบันดาลใจจากนักศึกษา และการที่เราได้ทำแบรนด์ ก็เหมือนเราได้ฝึกปรือฝีมือและวิธีคิดของเราอยู่เสมอ ขณะที่เวลาสอนนักศึกษา เราก็จะเรียนรู้ว่าเด็กมีวิธีคิดยังไงบ้าง เราต้องเสริมเขาตรงจุดไหนบ้าง แล้วเราจะเอาประสบการณ์ในชีวิตจริงไปสอนเขายังไงได้บ้าง”

จุดเปิดตัวกระเป๋าผ้าไหมพับแสนเก๋ เริ่มต้นใน พ.ศ. 2562 เมื่อทางมหาวิทยาลัยศิลปากรได้พาคณาจารย์ไปแสดงงานที่ Cho Hyung Gallery มหาวิทยาลัยกุกมิน ประเทศเกาหลีใต้ ในนิทรรรศการ The Art and Design Exhibition by members of The Faculty of Decorative Arts, Silpakorn University, Thailand ของโครงการความร่วมมือข้อตกลง (MOU) ทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากรกับมหาวิทยาลัยกุกมิน ซึ่งงานนี้กระตุ้นฝนว่า เธอจะไปแบบธรรมดาไม่ได้ แต่ต้องไปประกาศให้โลกรู้ 

“เฮ้ย มันต้องยิ่งใหญ่ ส่วนมากงานจิวเวลรี่เป็นชิ้นจิ๋ว ในหอศิลป์ไม่ค่อยมีใครสนใจเราอยู่แล้ว คนอื่นก็จะไปสนใจงานโปรดักต์ งานประยุกต์ศิลป์ งานแฟชั่น โอ้โห อาจารย์แฟชั่นเอามาทั้งหุ่น แล้วเราจะไปแค่ชิ้นเล็ก ๆ ได้เหรอ พอจะไปเกาหลีเท่านั้นแหละ มีไฟขึ้นมาเลย”

DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น
DESIGNENTIST แบรนด์กระเป๋าผ้าไหมที่ผสานผ้าทอไทยกับเทคนิคพับกระดาษจากญี่ปุ่น

ความฮึดสู้ของเธอเลยเกิดเป็นผลงานชิ้นแรกคือ Bangkok-Soul จิตวิญญาณของการเป็นกรุงเทพฯ มาจากการเล่นคำว่า Soul (จิตวิญญาณ) กับ Seoul (กรุงโซลของประเทศเกาหลีใต้) ซึ่งกระเป๋าเซ็ตนี้ได้แรงบันดาลใจจากเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง 3 รัชกาลของวัดโพธิ์ และพร้อมกันนั้นฝนก็ได้ค้นพบเทคนิคการพับแบบย่อมุมที่จะนำมาต่อยอดผลงานชิ้นถัดไป และเก็บเทคนิคนั้นไว้รอวันได้แสดงฝีมืออีกครั้ง

ต่อมาฝนก็ได้ประกวดโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ประจำ พ.ศ. 2562 ในหัวข้อ ‘Asean Metropolis : เมืองหลักของกลุ่มอาเซียน’ ซึ่งเมืองหลักที่ฝนเลือกคือกรุงเทพมหานคร เธอจึงเลือกพระปรางค์วัดอรุณมาเป็นแรงบันดาลใจในการดีไซน์กระเป๋า The reflection of Wat Arun ในครั้งนี้ เทคนิคการพับที่เธอค้นพบจาก Bagkok-Soul ฝนก็นำมาต่อยอดในกระเป๋า The reflection of Wat Arun ก็พาเธอคว้ารางวัลชนะเลิศรุ่นบุคคลทั่วไปได้สำเร็จ และในปีเดียวกันนี้ก็ทำให้ฝนคว้ารางวัล Emerging Designer Awards 2019 มาครองด้วย

แม้กระเป๋า Bagkok-Soul และ The reflection of Wat Arun จะมีเพื่อนหรือคนรู้จักที่เห็นเธอลงรูป แล้วทักมาถามฝนว่าขายมั้ยเสมอ ๆ แต่ในใจฝนก็ยังรู้สึกว่ากระเป๋า 2 รุ่นนี้ยังไม่ลงตัว 

“รู้สึกว่าคุณภาพมันยังไม่ได้ค่ะ เพราะเราทำมือเองทุกชิ้น รู้ว่ามันไม่แข็งแรง รู้สึกว่าใช้จริงอาจจะหล่นโพละ ก็เลยเก็บเทคนิคนี้ไว้ในใจก่อน”

กระติ๊บลงตัว

เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ
เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ

ต่อมาปี 2019 ฝนได้ทำวิจัยเรื่องของที่ระลึกสำหรับ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านป้าทุ้ม-ป้าไท้’ ชุมชนบ้านหนองแข้ จังหวัดสกลนคร เพื่อพัฒนาสินค้าต้นแบบเป็นทางเลือกให้ชุมชนได้มีผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นนอกจากผ้าไหม เรื่องราวของชุมชนนี้พิเศษมาก เพราะสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงโปรดผลงานทอผ้าของชุมชนจนเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ถึง 3 ครั้ง และยังพระราชทานฉลองพระองค์ฝีมือดีไซเนอร์ ปิแอร์ บัลแมง ให้เป็นต้นแบบการทอลายผ้าโบราณไม่ให้สูญหายไป แถมหมู่บ้านนี้ยังพัฒนาผ้าไหมย้อมครามจนเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นเทคนิคที่ทำได้ยากมาก ผ้าย้อมครามส่วนใหญ่เป็นผ้าฝ้ายทั้งนั้น

ในระหว่างขั้นตอนการวิจัยและออกแบบผลิตภัณฑ์ ฝนลงพื้นที่เก็บข้อมูลของผ้าไหมย้อมคราม ทั้งกรรมวิธีการผลิตและลวดลายที่ชาวบ้านรังสรรค์ขึ้น ซึ่งส่วนมากมีลักษณะเป็นเรขาคณิต รูปแบบสมมาตร ใกล้เคียงกันกับรูปแบบการพับกระดาษ น่าจะนำมาประยุกต์เป็นเทคนิคขึ้นรูปได้ ประกอบกับมูลค่าของผ้าไหมย้อมครามค่อนข้างสูงมาก มูลค่าเมตรละ 6,000 บาทต่อผืน เพราะมีกรรมวิธีหลายขั้นตอนซับซ้อนกว่าการทำผ้าชนิดอื่น ๆ

เธอต้องหาวิธีดัดแปลงผ้าไหมย้อมครามชุมชนบ้านหนองแข้ให้คุ้มค่าที่สุด ชนิดไม่ให้เหลือเศษทิ้งเลย จึงเลือกใช้วิธีการพับแบบญี่ปุ่นชื่อมิอุระโอริ จากหนังสือแพตเทิร์นที่เคยซื้อมา ทำให้กระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ถูกพับกางออกได้ เพียงดึงปลายทั้งสองด้านที่ตรงข้ามกันเพียงครั้งเดียว โดยไม่ทำให้รอยพับฉีกขาด ลักษณะเหมือนแผนที่ ผลลัพธ์ของของงานวิจัยคือต้นแบบกระเป๋าทรง KRATIP ของ DESIGNENTIST

เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ

“เพื่อน ๆ หรือคนรู้จักทักมาตลอดว่าเมื่อไหร่จะขาย ซึ่งประมาณปี 2020 มีเพื่อนที่ต้องไปงานใส่ชุดผ้าไหม มีพี่ที่อยากให้ของขวัญคุณแม่ เราก็เลยทำขายให้ แต่ฝนไม่ใช่คนขายของเก่ง เวลาชอบใคร อย่าง ป้าแต๋ว 70YoungTeaw ฝนชอบเขามาก ก็เลยขอส่งกระเป๋าให้ เพราะว่าที่บ้านฝนมีแต่ผู้สูงอายุไง เพื่อนชอบบ่น ขายของไม่เอากำไรหรอ ก็ไม่นะ (หัวเราะ) แต่ก็มีคนฝรั่งเศสมาฟอลโลว์และซื้อเพราะเห็นจากป้าแต๋วนะ”

DESIGNENTIST เต็มตัว

DESIGNENTIST ใช้ผ้าไหมจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ฝนซื้อสะสมไว้มาผลิต คอลเลกชันแรก KRATIP ได้แรงบันดาลใจมาจากกระติ๊บข้าวเหนียวคนอีสาน และผ้าไหมที่นำมาใช้ก็มาจากอีสาน ทั้งร้อยเอ็ด สกลนคร และสุรินทร์ มีหลายสีให้เลือกสรรตั้งแต่สี Cloud, Leaf, Coral, Kapi, Orchid, Carnation มีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ซึ่งฝนออกตัวว่ากว่าจะได้มาแต่ละใบไม่ใช่เรื่องง่าย

“ฝนไม่ใช่คนสเก็ตช์สวย ชอบขึ้นชิ้นงานด้วยมือมากกว่า มันเป็นคณิตศาสตร์ที่คนสายศิลป์อย่างเราคำนวณไม่ได้ เราก็เลยนั่งทดลองพับไปเรื่อย ๆ ตามแพตเทิร์นจนกว่ามันจะพอดี เมื่อพับด้านหนึ่งมันจะโค้งขึ้นมาชนกันได้เอง มันคือการที่แปลงรูปจากของที่เป็น 2 มิติ ให้กลายเป็น 3 มิติ ได้ด้วยตัวเอง โดยที่เราไม่ต้องสร้างโครงสร้างอะไร ไม่ต้องเติมวัสดุอะไรเพิ่ม” 

ถัดจากนั้น เมื่อฝนพับโมเดลจนได้รูปร่างอย่างลงตัว เธอจึงค่อยนำไปโรงงานทำกระเป๋าตัดเย็บให้เนี้ยบตามมาตรฐาน ส่วนหูจับกระเป๋าที่ถักเป็นมาลัย ก่อนหน้านี้ใช้ไหมพรมสีขาวธรรมดา ต่อมาก็เริ่มมีสีสัน และล่าสุดใช้เป็นเส้นใยกัญชงย้อมสีธรรมชาติ

เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ

มาที่คอลเลกชันใหม่ล่าสุดของ DESIGNENTIST ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายอีสาน อย่าง KATAR (กะต่า) ที่เกิดจากภาษาถิ่นของชาวอีสานคำว่า กะต่า หมายถึงตะกร้ามีหูหิ้ว โดยคอลเลกชันนี้เปลี่ยนรูปลักษณ์จากทรงกระบอกมาเป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ต้องพับแพตเทิร์นด้านในและด้านนอกของกระเป๋าใหม่ แต่ยังคงใช้วิธีพับแบบมิอุระโอริเหมือนเดิม ซึ่งเฉดสีคอลเลกชันนี้ประกอบไปด้วย Coral, Lilac, Navy, Cloud, Frost ผลิตได้จำนวนจำกัด เพราะมาจากผ้าไหมสะสมของฝนเอง เรียกได้ว่าหมดแล้วหมดเลย แทบทุกใบขายทางออนไลน์ แต่ถ้าไปที่ Woot Woot Store เจริญกรุง 30 จะมีรุ่นสีพิเศษวางขาย 

Thai Haute Couture 

“คนชอบพูดว่าผ้าไหมใช้ยาก แต่เรารู้สึกว่าผ้าไหมสวย พอพับขึ้นมุมจะเห็นเหลือบไหมชัดมาก เสื้อผ้าที่ฝนใส่ก็คือซื้อผ้าไหมมาแล้วหาช่างตัด ฝนรู้สึกว่าผ้าไหมมันเป็นสิ่ง Luxury นะ พอได้เป็นเห็นกระบวนการที่เขาทำ นี่มันคือโอต์กูตูร์ คราฟต์จากธรรมชาติทั้งผืน มันดี๊ดี เราก็เลยอยากทดลองทำงานที่ดี ให้คนรู้สึกว่าผ้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากผ้ามันมีมูลค่าของมัน”

“ที่ฝนทำแบรนด์ เพราะส่วนหนึ่งอยากภูมิใจในความเป็น Made in Thailand อย่างที่บอกไป ไม่งั้นก็อาจจะทำงานเป็นแค่อาจารย์เฉย ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างแบรนด์หรือมีชื่อเสียงอะไร แต่เราอยากเห็นงานแบบนี้ ใช้ผ้าไทยแบบนี้ ผลิตออกมาแล้วเราภูมิใจกับมัน คนไทยคนอื่นก็ภูมิใจกับของภูมิปัญญาไทยด้วย อย่างภาคอีสาน ฝนรู้สึกสนุกจะตาย คือขุมทรัพย์ของประเทศไทยชัด ๆ เลย อาหารก็อร่อย ผ้าก็สวย คนก็สนุก ภาษาก็มัน เวลาฟังคนอีสานพูด รู้สึกว่าอยากให้เป็นที่รู้จักในแง่มุมใหม่ ๆ มากกว่านี้

เมื่อถามถึงการแข่งขันกับกระเป๋าผ้าไหมไทยเจ้าอื่น ๆ ฝนตอบด้วยรอยยิ้มกว้างว่าเธอไม่คิดต่อสู้กับใคร

“เราชอบมากเลยด้วยซ้ำที่มีคนทำหลายแบรนด์ เพราะเราก็ไม่ใช่เจ้าแรก ตั้งแต่ตอนอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ แล้ว เราเห็นว่าคนที่ทำกระเป๋าผ้าไหมคนอื่น ๆ เขามักใช้หนังเป็นวัสดุผสม เป็นตัวสร้างโครงให้กระเป๋า แต่พอเราเจอการพับแบบนี้แล้ว ก็ใช้ผ้าทั้งใบได้ กลายเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์เราที่แตกต่าง ให้รู้เลยว่าแนวทางเราเป็นแบบนี้ ถ้าจะมีคนได้แรงบันดาลใจ หรือใช้ผ้าไหมแบบเราไปทำผลิตภัณฑ์อย่างอื่นก็จะยิ่งดีใหญ่เลย ดีค่ะที่ทุกคนใช้ผ้าไหมกัน” 

ในอนาคต ฝนยืนยันว่า DESIGNENTIST จะทดลองหาวิธีการใหม่ ๆ ให้การพับและผ้าไหมสนุกลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาสินค้าอื่น ๆ ให้ผ้าไหมกลายเป็นงานดีไซน์ที่ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตร่วมสมัยของคนอย่างกลมกลืน

เบื้องหลังแบรนด์กระเป๋าผ้าไหมทำมือที่ใช้ผ้าไหมอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่เหลือเศษผ้า ด้วยการพับแบบมิอุระโอริ

DESIGNENTIST 

designentist.com/ 

www.facebook.com/designentist/

www.instagram.com/designentist.shop/ 

ขอบคุณสถานที่ : Woot Woot Store

Writer

รักดาว ราชภักดี

สุข สงบ สไตล์ 3 ส สำคัญที่ไม่อยากให้จากไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load