7 พฤศจิกายน 2561

ไม้ไผ่นั้นอยู่รอบตัวเรา

เรียกว่าถ้าหันไปมองรอบๆ ตัวเราจะเห็นไม้ไผ่อยู่เสมอๆ ทั้งอาหารการกินอย่างข้าวหลามจนถึงหน่อไม้ ถ้าเป็นข้าวของเครื่องใช้ก็มีทั้งกระด้ง กระจาด ตะกร้า กระติ๊บ หรือแม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านก็ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากไม้ไผ่เช่นกัน อย่างไม้กวาด มู่ลี่ ถาดใส่ของ ด้ามแปรง และอื่นๆ อีกมากมายหลายร้อยสิ่ง

เรานั้นคุ้นเคยกับการเห็นไม้ไผ่เป็นของใช้ใกล้ตัวราคาถูกอยู่ตลอด

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

แต่ถ้าผมบอกว่ามีคนที่หยิบเอาไม้ไผ่และเทคนิคการผูกและมัดมาสร้างสรรค์จนเกิดเป็นผลงานศิลปะออกมาได้ด้วย และไม่ใช่เพียงแค่สร้างขึ้นมาได้เฉยๆ แต่กลับมีคนเห็นและให้คุณค่าในผลงานนั้น ขนาดว่าสถาปนิกชื่อดังระดับโลก โรงแรมรีสอร์ตระดับห้าดาวจากทั่วทุกมุมโลก ไปจนถึงห้างใหญ่แสนหรูหรา ต้องมาจ้างให้ออกแบบและผลิตให้ คุณจะเชื่อกันไหม?

กรกต อารมย์ดี คือชื่อของนักออกแบบคนนั้น ซึ่งเขาคุยสนุกและอารมณ์ดีไม่แพ้นามสกุลของเขาเลยแม้แต่น้อย

กรกตเกิดในครอบครัวชาวประมงที่บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี แต่ชอบจับพู่กันมากกว่าจับปลา เลยหันมาเรียนศิลปะและตัดสินใจจะประกอบอาชีพเป็นนักออกแบบ

กรกตออกแบบไม่เป็น ถึงขนาดที่เกือบจะถูกรีไทร์จากรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนชีวิตจะพลิกผันให้หยิบจับเอางานฝีมือสร้างว่าวของก๋งมาประยุกต์ใช้ จนกลายมาเป็นนักออกแบบไทยที่มีคนต่างชาติยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง

กรกตชวนชาวประมงในชุมชนบ้านแหลมกว่า 40 ชีวิตให้มาช่วยทำงานจนมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

กรกต อารมย์ดีกรกต อารมย์ดี

ถ้าการออกแบบคือวิชาที่เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุทั้งด้านความงามและการใช้งาน คำถามก็คือไม้ไผ่ธรรมดาๆ ผสมกับเทคนิคการทำว่าวที่เชื่อมไม้ไผ่แต่ละอันเข้าด้วยกันด้วยการผูกและมัดนั้นบินไปอวดความสวยงามให้คนอีกซีกโลกหนึ่งเห็นได้ยังไง นี่คือคำถามที่เราก็สงสัยไม่ต่างกับคุณ เราจึงอาสาไปหาคำตอบมาให้ที่โรงงานของเขา

และนี่คือเรื่องราวของตัวเขา ก๋ง ว่าว และไม้ไผ่ที่เจือด้วยกลิ่นลมทะเลจางๆ ริมทะเลบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

อยากให้ศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวัน

“อยากเห็นศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป” คือความฝันที่กรกตตอบหลังจากที่ผมถามถึงที่มาเรื่องความสนใจด้านศิลปะของเขา

ตั้งแต่เด็ก กรกตชอบศิลปะโดยเฉพาะการวาดภาพ วาดมาเรื่อยๆ เมื่อเขารู้ตัวอีกทีก็ได้มาเป็นตัวแทนระดับโรงเรียนในกิจกรรมด้านการวาดรูป ก่อนจะสอบเข้าเรียนภาควิชาจิตรกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สำเร็จ ในระหว่างที่เรียนเจ้าตัวยอมรับว่าชอบเรียนแต่วิชาที่เป็นเรื่องของศิลปะไทยพื้นบ้าน แทนที่จะเป็นวิชาด้านสุนทรียศาสตร์แขนงต่างๆ ยืนยันด้วยวิทยานิพนธ์ของเขาที่เลือกวาดภาพบรรดาคนไร้บ้านที่บางแสน

หลังจากเรียนจบเขาก็มาพบว่าตัวเองอยากจะพัฒนาต่อยอดงานศิลปะให้เป็นสินค้าที่มีฟังก์ชันการใช้งานเพื่อที่จะสามารถอยู่ในชีวิตประจำวันในสังคมได้ ก็เลยมาเรียนต่อปริญญาโทที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเน้นให้นักศึกษาสร้างงานศิลปะเพื่อตกแต่งและสร้างบรรยากาศภายในสถานที่ต่างๆ แม้จะสอบติดแต่ก็อยู่ในฐานะนักศึกษาทดลองเรียน ซึ่งแปลว่าถ้าเทอมแรกคะแนนไม่ถึงตามเกณฑ์ก็จะถูกรีไทร์และไม่ได้เรียนต่อทันที

“ผมยังใช้การวาดรูปทำงานต่อนี่แหละ ตอนนั้นก็เขียนแบบที่เราถนัด นั่นก็คือการวาดรูปคนไร้บ้านต่อ ซึ่งหลังจากเรียนไปได้สักพักอาจารย์ก็พูดว่า ถ้านายยังคงเขียนเรื่องชีวิตรันทดอยู่เนี่ย ใครมันจะเอาไปประดับบ้าน นายน่าจะเปลี่ยนลักษณะการทำงานไปในเชิงศิลปะที่ทำให้เห็นความดีงามของชีวิตบ้าง ผมเลยหันมาเขียนรูปชีวิตชาวประมง ซึ่งเป็นพื้นเพของทางบ้านแทน ผลตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ยังพอรอดจากเทอมแรกมาได้”

พอมาถึงเทอมที่ 2 ตามหลักสูตรการเรียนก็มีวิชาออกแบบเพิ่มเข้ามาอีกด้วย กรกตก็รู้แล้วว่าการเขียนรูปไม่น่าจะช่วยให้เขาเรียนจนจบได้แน่ๆ และเขาไม่มีพื้นฐานการออกแบบแม้แต่นิดเดียว ในความกังวลนั้นทำให้เขาคิดถึงก๋ง หรือคุณตา ขึ้นมา คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่ก๋งเป็นนักทำว่าวมือหนึ่งของย่านนั้น ตามประสาของชาวประมงที่ถึงเวลาหน้าลมมาก็จะทำว่าวไปแข่งกันทุกปี

การนึกถึงก๋งไม่เพียงทำให้เขารู้สึกสบายใจ แต่นึกไปถึงพื้นฐานการทำว่าวที่ก๋งเป็นคนสอนให้ด้วย ก่อนที่จะเกิดไอเดียและหยิบเอาพื้นฐานนั้นมาสร้างเป็นชิ้นงานไม้ไผ่แล้วเอาเข้ามาคุยกับทางอาจารย์ในคณะ ซึ่งอาจารย์ก็สนใจและบอกให้ลองทำรูปทรงให้หลากหลายมากกว่านี้

“ตอนนั้นนึกอะไรไม่ออก แต่นึกถึงก๋งขึ้นมาแล้วโคตรมีความสุขเลย ก็เลยทำออกมาใหญ่เลย ไปๆ มาๆ ก็ตกวิชาเพนติ้งที่เราเลือกเป็นวิชาหลัก ส่วนออกแบบไม้ไผ่ซึ่งเป็นวิชารองก็กลายมาเป็นวิชาหลักแทน คือภาควิชามัณฑนศิลป์ที่ศิลปากรมีพื้นฐานเริ่มต้นมาจากการสนับสนุนให้นักศึกษานำเอาศิลปะพื้นบ้านมาทำให้กลายเป็นงานศิลปะแบบร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นการปั้น ทอผ้า งานหัตถกรรมต่างๆ

“ซึ่งงานไม้ไผ่เนี่ยแทบไม่มีใครนำมาทำใหม่ให้โมเดิร์นเลย คณะอาจารย์เขาก็เลยสนใจและสนับสนุนให้ผมทำงานไม้ไผ่แทนการเขียนรูป อาจารย์เขาบอกว่าเด็กปีหนึ่ง ปริญญาตรี ที่เพิ่งเข้ามาเรียนที่ศิลปากรยังเขียนได้ดีกว่านายอีก นายไม่ต้องวาดรูปแล้ว วาดห่วยแตก ไปทำไม้ไผ่มาแทน” กรกตเล่าความหลังเจือเสียงหัวเราะ

ด้วยความที่เขาหันมาจับงานไม้ไผ่เอากลางเทอม ต่างกับเพื่อนๆ ในรุ่นที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ปิดเทอมนั้นกรกตจึงไม่ได้กลับบ้าน แต่ต้องขลุกทำงานไม้ไผ่ของเขาอยู่ในเวิร์กช็อปที่ทับแก้วตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงตี 3 ตลอดปิดเทอม เพื่อให้ทำงานตามเพื่อนๆ ทัน

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

เรื่องว่าวเรื่องใหญ่

กรกตเกิดในครอบครัวชาวประมง (บ้านของเขาทำอาชีพขายปลาหมึก) ด้วยความที่พื้นที่อยู่อาศัยอยู่ติดทะเลซึ่งง่ายต่อการเป็นสนิมของโลหะประเภทต่างๆ ทำให้ชาวประมงไม่สามารถใช้ตะปูในการสร้างส่ิงของต่างๆ ได้ ต้องใช้วัสดุธรรมชาติมาผูกและมัด ไม่ว่าจะเป็นอวนหรือที่ตากปลา ในเวลาที่ลมมรสุมเข้าจนไม่สามารถออกเรือไปหาปลาได้ ชาวประมงก็ใช้การผูกและมัดนี่แหละทำว่าวมาแข่งกัน เป็นเหมือนกีฬาและประเพณีของชาวเล

ในฐานะที่ผมไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ผมถามกรกตว่า การขึ้นรูปไม้ไผ่ด้วยวิธีการมัดและผูกแบบการทำว่าวนี้มันต่างจากจักสานยังไงบ้าง

“รูปทรงจากการขึ้นรูปแบบว่าวที่ใช้การผูกและมัดทำให้ผมสามารถกำหนดรูปทรงของตัวงานได้อย่างอิสระผ่านจุดที่ใช้ผูก โดยสามารถให้ไม้ไผ่ดัดโค้งหรือเป็นเส้นตรงก็ได้ ต่างจากการสานที่เกิดจากการเอาวัสดุมาเรียงและขัดกันให้เกิดเป็นรูปทรง มันเหมือนเป็นการเชื่อมกันระหว่างเส้นตั้งและเส้นนอนผ่านการสร้างจุดต่างๆ ในชิ้นงาน พอเชื่อมจุดขึ้นมาแล้วมันก็เกิดเป็น Grid และสร้างรูปทรงที่แตกต่างจากการสานปกติ” กรกตอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของการทำรูปทรงแบบการทำว่าว

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แต่ถึงแม้จะมีพื้นฐานการทำว่าวที่ก๋งสอนมา กรกตก็พบว่าตัวเขายังไม่มีความรู้และความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของการทำว่าว จึงศึกษาด้วยตัวเองผ่านหนังสือหลายๆ เล่มอย่างตำราและกติกาการแข่งว่าวของพระยาภิรมย์ภักดี กฎกติกาการเล่นว่าวจุฬาปักเป้า ที่นอกจากจะสอนกติกาการเล่นว่าวแล้ว ยังบอกวิธีการและวัสดุการทำว่าวไปพร้อมๆ กับการทดลองทำ ตั้งแต่การเหลาไม้ไผ่เองไปจนถึงการผูกและมัดสร้างรูปทรงขึ้นมา และถ้ามีปัญหาที่ไม่รู้คำตอบจึงค่อยไปถามก๋งดูอีกที ซึ่งว่าวตัวบางๆ ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นแท้จริงแล้วเต็มไปด้วยรายละเอียดและเทคนิคมากมายที่ถ้าไม่ได้ลงมือทำเองก็คงจะไม่มีทางรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็น

ไม้ไผ่

กรกตเล่าให้ฟังว่าไม้ไผ่ที่ดีที่สุดและเหมาะกับการใช้งานก็คือ ไม้ไผ่จากไผ่สีสุกที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยให้ใช้ไม้ไผ่ที่อยู่ตรงกลางของลำปล้อง สูงเหนือจากพื้นขึ้นไป 3 เมตร ใช้เฉพาะผิวไม้ไผ่เท่านั้น เพราะผิวคือส่วนที่มีเส้นใยเยอะที่สุด ต่างกับตัวท้องไม้ไผ่ที่มีแป้งกับน้ำตาลเยอะกว่าจึงดึงดูดแมลงมากิน และช่วงเวลาในการตัดคือช่วงเดือนสองหรือเดือนสาม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีฝนมาสักพัก ทำให้ไม้ไผ่แห้งและสปริงตัวได้ดี ซึ่งแต่ละท้องถิ่นที่ทำว่าวจะมีวิธีการใช้ไม้ไผ่มาทำว่าวแตกต่างกัน อย่างของก๋งกรกตนั้นผิวไม้ไผ่จะอยู่ด้านบนของตัวว่าว แต่ทางปทุมธานีผิวจะอยู่ทางด้านหน้า ของทางภาคใต้ผิวไผ่จะอยู่ด้านล่างแทน

กรตกยังเล่าให้ฟังต่อว่า ไม้ไผ่ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไผ่ตง ไผ่นวล ไผ่ป่า ไม้รวกนั้น ต่างก็มีเส้นใยที่แตกต่างกันทั้งหมด การที่เขาเลือกไผ่สีสุกมาใช้ทำงานนั้นไม่ได้แปลว่าไผ่ชนิดอื่นนั้นไม่ดี แต่เพราะมันเหมาะกับการใช้งานแบบอื่นมากกว่า อย่างไม้รวกก็เก่งในการเอามาปักทำรั้วมากกว่า เพราะพอเราใช้ทั้งลำ ลักษณะผิวเรียบมันของไม้รวกจะช่วยปกป้องน้ำจากเนื้อไม้ได้ดี ทำให้ทำรั้วอยู่ได้คงทนกว่า

เชือก

แม้แต่เชือกที่ใช้ผูกและมัดก็ยังสำคัญ กรกตพบว่าเชือกที่ใช้ในการผูกและมัดทำว่าวก็คือ ป่านด้ายดิบ ซึ่งเป็นเส้นใยดั้งเดิมที่ชาวประมงเอาไว้ใช้ในการอุดเรือรั่วด้วย ป่านด้ายดิบนั้นทำมาจากป่านสายพันธุ์รามีที่ซึ่งมีที่มาจากแถวอีสาน ก่อนจะนำมาควั่นเป็นเชือกในหมู่บ้านมุสลิมที่บางขุนไทร ราชบุรี แล้วต้มเชือกป่านด้ายดิบนี้กับรากต้นแสมและโกงกางที่เป็นภูมิปัญญาของชาวประมง เพราะยางของทั้งสองต้นนี้จะช่วยทำให้เชือกมีความเหนียวและทนมากขึ้น ก่อนจะเคลือบผิวด้านนอกของเชือกด้วยกาวหนังควายอีกรอบเพื่อให้แข็งแรงและทนทานมากขึ้น

การผูกและมัด

กรกตบอกว่า ก๋งมักจะสอนเขาเสมอๆ ว่าการทำว่าวมักจะใช้การผูกเงื่อนของตัวเองที่ไม่เหมือนการผูกสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นเงื่อน กระตุกเบ็ด ผูกแป หักคอไก่ แล้วตำแหน่งในการผูกก็สำคัญเช่นกัน เพื่อที่จะทำให้ชิ้นงานแข็งแรงและคงทน

การดัดโค้งไม้ไผ่

หลังจากทดลองทำงานอยู่เดือนหนึ่ง กรกตก็เจอปัญหาว่าไม่สามารถดัดไม้ไผ่ให้เป็นทรงโค้งตามที่ต้องการได้ เลยลองใช้เทคนิคการอบไอน้ำแบบการดัดหวายมาใช้แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อมาปรึกษาก๋งเลยถูกสอนว่า การจะดัดไม้ไผ่ต้องใช้น้ำตาลโตนดช่วยดัด เพราะน้ำตาลมีจุดเดือดที่สูงกว่าน้ำและซึมเข้าไปในข้อไม้ไผ่ได้ดี เมื่อเอาไปผ่านความร้อนจะดัดโค้งได้ง่าย ซึ่งก็ต้องเหลาไผ่ให้แบนและบางกว่าปกติหน่อยเพื่อไม่ให้เส้นใยด้านในที่แข็งกว่าดันด้านนอกจนหักหรือแตกได้

จบการศึกษา

หลังจากกรกตใช้เวลา 2 เดือนช่วงปิดเทอมทดลองทำไม้ไผ่เป็นทรงต่างๆ เช่นสัตว์ และสิ่งของรอบๆ ตัวอย่างดอกกุหลาบ กระเทียม มะรุม ถั่วเขียว มะขามเทศ มะกอก ไข่กบ ออกมาจำนวนมาก เพื่อฝึกฝีมือให้ชำนาญ เพราะกรกตเชื่อว่าพื้นฐานของการทำงานศิลปะคือเรียนรู้ด้วยการปฎิบัติ ซึ่งพอทำไปมากๆ ก็เกิดความชำนาญและเกิดความเข้าใจจนมองเห็นรูปทรงทุกอย่างเป็นโครงสร้างของไม้ไผ่ได้เลย หลังจากการส่งงานเหล่าอาจารย์ กรกตจึงผ่านการสอบและได้เรียนต่อจนเข้าสู่การทำวิทยานิพนธ์

“โจทย์การทำวิทยานิพนธ์ของคณะนี้ก็คือ การไปหาไซต์แล้วเอางานศิลปะของเราไปตั้งในพื้นที่นั้นๆ เพื่อส่งเสริมด้านความสวยงามและความรู้สึกที่มีในสถานที่นั้นๆ ผมก็เลือกไซต์โครงการเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในหัวหิน และด้วยความที่หัวหินเป็นเมืองหอย ผมเลยเลือกหยิบเอารูปทรงของหอยต่างๆ ดอกไม้ และผลไม้ มาทำเป็นประติมากรรมไม้ไผ่ ผมอยากให้ประติมากรรมนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย แก่ผู้มาพัก ด้านนอกโครงสร้างจะต้องให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรงเลยเลือกใช้ไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่กว่าด้านใน เพื่อให้เกิดคอนทราสต์ระหว่างเส้นสาย รวมไปถึงเลือกใช้ผิวไผ่หลายๆ แบบ ทั้งแบบกลมและแบบแบน”

จากการใช้ไม้ไผ่ขนาดแตกต่างกันทำให้กรกตค้นพบเทคนิคใหม่ในการทำงาน ด้วยขนาดของไม้ไผ่ที่ไม่เท่ากันนี้เองทำให้เกิดการบิดของรูปทรงจนกลายมาเป็นเส้นโค้ง เกิดเป็นความพลิ้วและนุ่มนวลขึ้นมา และผลงานนี้ก็ทำให้กรกตจบการศึกษาระดับปริญญาโทในที่สุด

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

ว่าวที่ลอยสู่ยุโรป

หลังจากเรียนจบกรกตก็ส่งผลงานประติมากรรมไม้ไผ่ที่เป็นวิทยานิพนธ์เข้าร่วมการประกวดหลายโครงการทั่วประเทศ อย่างเช่นโครงการ OTOP ซึ่งก็มีที่ชนะรางวัลใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ก่อนโลกความจริงจะพาให้กรกตนำประติมากรรมไม้ไผ่ของเขามาดัดแปลงเป็นโคมไฟและนำไปตั้งวางขายอยู่ที่จตุจักร หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงคิดว่าผลงานของเขาจะต้องขายดีและสร้างแบรนด์ขึ้นจากที่นี่-แต่ตัดภาพมา โคมไฟของเขาขายไม่ออกเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงต่อก็เลยไปวางขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 800 บาท ซึ่งขายไม่ออกเลย (หัวเราะ) ทีนี้มีรุ่นพี่คนหนึ่งมาชวนว่าจะมีงานสัมมนาเกษตรก้าวหน้า อยากให้เอางานมาตั้งแสดงหน่อย ผมก็เอาไปวางตั้งไว้ ปรากฎว่ามีผู้ใหญ่ที่มาเห็นงานแล้วขอซื้อไปหมดเลยทุกชิ้น โดยซื้อในราคาหลายพันด้วย ตอนนั้นเราก็คิดแล้วว่าจตุจักรเนี่ยไม่ใช่ตลาดของเรา เราก็ต้องเปลี่ยนตลาดของเราแทน”

กรกต อารมย์ดี

หลังจากนั้นไม่นาน กรกตได้ยินเรื่องกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะจัดประกวดผลงานเพื่อหานักออกแบบไปแสดงงานที่ประเทศฝรั่งเศสในงาน MAISON&OBJET ซึ่งถือเป็นงานเทรดโชว์แสดงสินค้าดีไซน์ที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของยุโรปและของโลก ก็เลยเอาประติมากรรมไม้ไผ่และโคมไฟส่งเข้าประกวดอีกครั้ง

“เหมือนส่งวิทยานิพนธ์อีกครั้ง” กรกตบอกความรู้สึกตอนนั้น “กรรมการนั่งเรียงกันเป็นแถวเลยนะ มีทั้ง ผอ. กรม นักออกแบบรุ่นใหญ่ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน ไปจนถึงผู้จัดงานจากฝรั่งเศสด้วย ซึ่งพอถึงตอนที่ต้องนำเสนองานก็ขึ้นมาอธิบายแนวคิดของชิ้นงานให้คณะกรรมการฟัง และความฝันที่ผมอยากจะช่วยชาวประมงในชุมชนให้มีงานและรายได้ หลังจากเกิดภาวะน้ำมันแพงจนชาวประมงไม่สามารถออกเรือไปจับปลาได้ ซึ่งถ้าได้ไปแสดงงานที่ฝรั่งเศสแล้วมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามา ก็จะสอนและถ่ายทอดวิธีการสร้างงานให้ชาวประมงพื้นบ้านในละแวกนั้นมีอาชีพใหม่ขึ้นมาได้”

ซึ่งกรกตก็ได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงงานที่ฝรั่งเศสจริงๆ ทำให้เขาทั้งดีใจและกลุ้มใจไปในเวลาเดียวกัน เพราะไม่รู้เลยว่าจะต้องเตรียมงานแบบไหนไปจัดแสดงให้เหมาะสม

“การได้ไปฝรั่งเศสทำให้เราต้องทำการบ้านอย่างหนัก ผมก็เลยเข้าไปหา พี่สุวรรณ คงขุนเทียน (นักออกแบบชั้นนำของไทย ผู้เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินการหานักออกแบบไปฝรั่งเศสในตอนนั้นด้วย) แกก็แนะนำให้ไปเปิดดูหนังสือและแมกกาซีน ให้เห็นว่าเขาอยู่กันยังไง มีชีวิตยังไง ใช้สินค้าอะไรในชีวิตบ้าง เราก็ไปเปิดดูทั้งหมด ศึกษาและทำการบ้านเสร็จก็มาคิดว่าจะทำของแบบไหนไปขาย”

แต่เพราะลงเงินไปกับการทำสินค้าใหม่เพื่อไปแสดงงาน กรกตจึงเหลือเงินติดตัวไปฝรั่งเศสเพียงแค่ 5,000 บาทเท่านั้น เพียงแค่วันแรกที่ไปถึงกรกตก็ใช้เงินทั้งหมดไปแล้ว ผมถามเจ้าตัวว่า แล้วทำไมถึงเอาเงินมาน้อยเหลือเกิน แกก็บอกว่างานที่ทำมามันน่าจะพอขายได้บ้างแหละ

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

“พอถึงวันจัดงานผมก็ลงมากินข้าวเช้าที่โรงแรมซึ่งเป็นแบบบุฟเฟต์ แล้วแอบหยิบขนมปังอะไรติดมือมาด้วยเผื่อว่าขายงานไม่ได้จะได้มีข้าวกิน (ฮา) พอไปถึงที่จัดงานก็ตกใจ เพราะมีคนมาเข้าแถวต่อกันยาวเลย มีทั้งเจ้าของโรงแรม สถาปนิก นักออกแบบภายใน ไปจนถึงมีสื่อมารอสัมภาษณ์ด้วย งานทั้งหมดที่เตรียมไปขายหมดตั้งแต่ครึ่งวันแรก และมีคนมาพูดคุยเพราะสนใจงานที่เราทำ บางคนมาติดต่อขอสั่งซื้อในปริมาณมหาศาลด้วย แต่ผมไม่สามารถรับยอดสั่งซื้อนั้นได้เพราะไม่มีกำลังผลิต สรุปว่าคุยกับคนทั้งวันจนจบงาน ไม่ได้กินครัวซองต์ที่แอบห่อมา (ฮา)”

หลังกลับมาจากฝรั่งเศส กรกตเก็บเงินที่ได้จากการขายของมาจ้างชาวบ้านละแวกนั้นให้มาช่วยทำงานอีก 8 คนแม้จะยังไม่ได้ยอดสั่งซื้อใดๆ จากฝรั่งเศสก็ตาม แล้วจะจ้างคนเยอะขนาดนั้นไปทำไม ผมสงสัย

“มันเป็นทางออกให้กับตัวผมในอนาคต การเก็บเงินที่ขายงานได้มาจ้างคนเพื่อทำงานใหม่ๆ ไว้ออกแสดงงาน BIG+BIH (งานเทรดโชว์ของบ้านเราที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) ที่จะจัดในช่วงปลายปี ทำให้มีผลงานออกมาต่อเนื่อง ลูกค้าจะได้เห็นภาพรวมของแบรนด์ คนที่รู้จักเราแล้วเขาก็จะมาดูความคืบหน้าของเราด้วยว่าไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วเลิก เหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า”

ซึ่งหลังจากที่ไปออกงาน BIG+BIH แล้ว ลูกค้าจากฝรั่งเศสก็ตามมาหาและเจองานใหม่ๆ ทำให้เกิดการซื้อขายเกิดขึ้น และผลงานของกรกตก็เริ่มได้ออกเดินทางข้ามโลกไปอยู่ตามร้านขายของแต่งบ้าน โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ โรงแรมหรูต่างๆ นับตั้งแต่นั้นมา

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

มัณฑนากรมือใหม่

ผมถามกรกตถึงงานที่ทำให้เขาได้มาทำงานออกแบบในพื้นที่กับเหล่าสถาปนิกอย่างเต็มตัว เพราะจากการไปออกงานแสดงสินค้าก็มักจะทำได้แค่ขายของเพียงอย่างเดียว

“ในช่วงแรกๆ แบรนด์เราทำโปรดักต์ไปขายเพื่อหาเงินมาหมุนเวียน สร้างคน สร้างงานก่อน เราไม่สามารถทำงานโปรเจกต์ศิลปะได้โดยตรง แต่พอเริ่มมีคนชวนไปทำแล้วได้ออกสื่อบ้างก็เริ่มมีคนรู้จักและชวนมาทำงานมัณฑนศิลป์ในพื้นที่อย่างเต็มตัว อย่างตอนนั้นผมมีโอกาสได้รู้จักคุณอังกูร แกเป็นสถาปนิกที่เปิดร้านขายสินค้าดีไซน์อยู่ที่นิวยอร์ก (ในปัจจุบันไม่มีแล้ว) ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงงาน New York Fashion Week ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ร้านค้าต่างๆ จะประดับตกแต่งร้านตัวเองให้โดดเด่นรับงานแฟชั่นวีก แกเลยติดต่อมาให้ผมผลิตชิ้นงานให้ โดยให้ออกแบบเหมือนเป็นงานศิลปะเลย

“ผมทำงานและส่งงานไป สักพักทางนั้นก็ติดต่อมาให้เดินทางไปที่นิวยอร์ก เพราะว่างานมันชิ้นใหญ่เกินไปจนเอาเข้าประตูไม่ได้ ผมก็ตกใจและรีบเดินทางไป พอไปถึงที่ก็เจอแกบอกว่า แกให้คนตัดประตูร้านเอาชิ้นงานไปจัดแสดงแล้ว ที่เรียกมาคืออยากให้เซอร์ไพรส์ และก็เซอร์ไพรส์จริงๆ เพราะงานทุกชิ้นที่จัดแสดงขายได้หมดเลย ทีนี้ก็เลยเริ่มมีโปรเจกต์เกี่ยวกับงานศิลปะเข้ามามากขึ้น โดยเริ่มต้นที่โรงแรมหลายๆ แห่งทั้งในไทยและที่อื่น และก็เริ่มมีงานในห้างสรรพสินค้าด้วย” กรกตเล่าถึงการแสดงงานศิลปะครั้งแรกอย่างสนุก

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แล้วความต่างจากการทำสินค้ามาสู่การตกแต่งในโรงแรมมันแตกต่างกันยังไงบ้าง ผมสงสัย

“ต่างครับ หลักๆ คือทางสถาปนิกเขาจะกำหนดกรอบการทำงานมาให้เรา อย่างโปรเจกต์โรงแรมเขาจะบอกเรามาว่ามีพื้นที่ว่างขนาดเท่านี้ ขอโคมไฟขนาดเท่านี้ เราก็ทำแบบไปให้ดูก่อนจะเริ่มขึ้นตัวงาน ซึ่งพอตัวชิ้นงานมันจะต้องไปอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ ขนาดของชิ้นงานมันก็ต้องใหญ่ขึ้น อย่างพวกโคมไฟในโรงแรมที่ทำอยู่นี่ก็กว้าง 2 เมตร ลึกครึ่งเมตร ยาว 4 เมตร

พอมันใหญ่ขึ้นโครงสร้างด้านในก็ต้องแข็งแรงขึ้นเช่นกัน แล้วบางครั้งยังต้องติดตั้งด้วยการแขวนลอยๆ ไว้อีก เราก็ต้องมาคิดทำโครงสร้างจากโลหะ และหาจุดแขวนที่แขวนแล้วได้สมดุลมั่นคงด้วย เพื่อให้มันตอบโจทย์ อีกส่วนที่สำคัญคือการขนส่ง เพราะงานที่ทำเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ไม่ได้แข็งแรง จึงจำเป็นต้องห่อให้แน่นหนาและแข็งแรง ทนต่อการขนส่งให้ได้ และขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่จะเข้าไปอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ได้ บางทีก็พูดกันเล่นๆ ว่าเราต้องวัดตั้งแต่ประตูบ้านเราไปจนถึงประตูบ้านลูกค้าเลย” กรกตอธิบาย

กรกต อารมย์ดี

“แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนการทำงาน ว่าออกแบบงานแบบนี้จะเริ่มขึ้นงานยังไง แบ่งคนมาทำมากน้อยแค่ไหน เริ่มมีการวางไทม์ไลน์ในการทำงาน จากที่เราเป็นนักออกแบบก็เริ่มต้องหันมาเรียนรู้การวางแผนงานด้วย เพื่อให้สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการของลูกค้า”

กรกตยังเล่าให้ฟังอีกด้วยว่า ระยะหลังเริ่มรับงานตกแต่งห้างสรรพสินค้าเพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใหม่และถือว่าทำให้เขาได้เรียนรู้อีกเยอะ เพราะในโรงแรมสเปซมันสามารถรองรับการออกแบบที่หรูหราของชิ้นงานได้หมด แต่พอเป็นห้างสรรพสินค้า การตกแต่งจุดต่างๆ มันควรจะสวยแบบพอดีๆ ไม่โดดเด่นเกินกว่าตัวร้านค้า

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

จากว่าวสู่เครื่องเรือน

นอกจากการทำสินค้าอย่างโคมไฟหรือแอคเซสเซอรี่อย่างพวกถาดใส่ของแล้ว กรกตยังทำเฟอร์นิเจอร์ด้วย ซึ่งมีที่มาเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว

“เริ่มต้นประมาณเมื่อ 6 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นคือตอนนั้นเราทำงานโปรเจกต์เป็นหลัก ซึ่งก็ทำชิ้นงานตกแต่งและโคมไฟ จนคิดว่าอยากขยับขยายออกไปทำอย่างอื่นบ้าง ก็เลยออกมาเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้กินข้าว โดยใช้โครงสร้างโลหะเพื่อให้แข็งแรงมากขึ้นมาผสมกับวิธีการขึ้นรูปด้วยการผูก การมัด เหมือนเดิม”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ

กรกตเล่าให้ฟังว่า งานอีเวนต์ของศูนย์ศิลปาชีพนี้เป็นงานที่ท้าทายการทำงานของเขามากๆ งานหนึ่งเลย

“ผมอยากจะสร้างพาวิลเลียนอันใหญ่จากไม้ไผ่สำหรับทำเวิร์กช็อปในงานของศูนย์ศิลปาชีพ คือผมเคยไปเดินสะพานข้ามแม่น้ำแซนที่ปารีส แล้วเห็นโครงสร้างสะพานแบบที่ไม่มีเสาตรงกลาง เลยคิดอยากจะใช้โครงสร้างแบบนี้แต่ทำด้วยไม้ไผ่ ซึ่งจำเป็นต้องทำเป็นทรงคันธนู และไม้ไผ่เป็นวัสดุที่มีศักยภาพจะทำได้ แต่ด้วยทุนและระยะเวลาที่จำกัดเลยต้องเปลี่ยนมาใช้เป็นโครงสร้างเหล็กแทน แต่ตัวชิ้นงานไม้ไผ่ที่ประดับในตัวศาลานั้นก็ถือว่าเป็นงานที่ใหญ่มากๆ ที่เคยทำมา”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

สถาปัตยกรรมแบบกรกต

“นี่คืองานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาเลย คือเป็นการทำทั้งโรงแรมเลยจริงๆ และทำกันเองแค่ตัวผมกับเพื่อนอีก 3 คน คอนเซปต์คือการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านทั้งแม่กลอง อัมพวา บ้านแหลม มาผสมผสานกันและสร้างโรงแรมทั้งโรงแรมขึ้นมา โดยแสดงออกผ่านทั้งตัวสถาปัตยกรรมอย่างอาคารที่มีรูปทรงมาจากดอกกุหลาบ ไปจนถึงการตกแต่งด้านในอาคารที่มีการหยิบเอาลวดลายคลื่นของแม่น้ำมาทำให้เป็นชิ้นงานไปจนถึงปลาทูที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่กลอง และควายซึ่งเป็นสัตว์ที่ผู้ก่อตั้งหนึ่งคนเลี้ยงไว้และชอบมาก

“ซึ่งการตกแต่งด้านในเนี่ยก็มีตั้งแต่การวางไว้ที่พื้น ตามผนัง ไปจนถึงห้อยลงมาจากตัวโครงสร้าง ซึ่งความยากที่สุดของการทำโรงแรมนี้ก็คืองานชิ้นที่เราเคยทำเป็นโคมไฟๆ เล็กๆ พอมันถูกขยายให้ขึ้นมาเป็นอาคารขนาดใหญ่ ด้านในของตัวโครงสร้างจึงต้องมีการเก็บรายละเอียดที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แล้วสิ่งที่ผมกับเพื่อนทำก็ไม่ได้มีแค่ตัวอาคารเท่านั้น คือเราทำกันทั้งโรงแรมตั้งแต่เริ่มต้นเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแปลนของทั้งโครงการ คิดรูปแบบของอาคาร รูปแบบของร้านกาแฟ ร้านอาหาร การตกแต่ง ศึกษาภูมิทัศน์ มีการไปปรึกษาขอความรู้จากทั้งวิศวกร นายช่าง และทางเขต เรียนรู้เรื่องการทำเขื่อนริมแม่น้ำ ฐานราก ระบบน้ำใช้ ระบบสุขาภิบาล จนถึงระบบไฟฟ้าทั้งหมดของทั้งโครงการ” กรกตเล่าถึงอย่างออกรส

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลงใกล้ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับ หลังจากที่กรกตพาผมเดินดูทั้งโรงงานของเขาแล้ว ผมถามกรกตว่าจากที่ตอนแรกสุดเลือกเรียนศิลปะเพราะอยากให้ศิลปะอยู่ในวิถีชีวิตของคน หลังจากที่ทำงานศิลปะเป็นอาชีพมาร่วมสิบปีแล้วได้ทำให้ศิลปะไปอยู่ในชีวิตคนรึยัง

“ก๋งได้ให้สมบัติอันล้ำค่ากับผมมาแล้วซึ่งคือการผูกมัดไม้ไผ่นี้ ผมก็ดีใจที่ยังรักษาสมบัตินี้ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปโดยที่มันเข้าไปอยู่กับวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันนี้ได้ นอกจากนี้ มันยังช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในละแวกนี้ให้เขามีชีวิต ไม่ไปติดยาเสพติด มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ จนคุณลุงคุณป้าที่เป็นคนเตรียมไม้ไผ่ให้เราเนี่ยมีเงินเหลือจนเอาไปทำบุญได้ด้วยนะ

“ผมเชื่อว่าถ้าบรรดานักออกแบบกลับบ้านกันไปเยอะๆ เนี่ย มันจะช่วยชีวิตคนได้เยอะเลย เพราะจากวัสดุที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลยอย่างไม้ไผ่ เมื่อมาเจอกับการออกแบบมันเลยมีมูลค่าขึ้นมาได้ ไม้ท่อนละไม่กี่สิบบาทเมื่อเจอกับการออกแบบมันก็กลายมาเป็น 8,000 บาทได้ และนั่นจะช่วยให้ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเยอะเลย” กรกตทิ้งท้าย ทำให้ผมรู้ว่านอกจากฝีมือการทำไม้ไผ่ที่เด็ดขาดแล้ว ความคิดความอ่านของเขานั้นก็งดงามและคมคายไม่แพ้กันเลย

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

ขอบคุณ กรกต อารมย์ดี

ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรกต อินเตอร์เนชั่นนอล

335 หมู่ 10 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110

https://www.facebook.com/Korakot-aromdee-Design-132119313537418/

http://www.korakot.net/

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

สำหรับเรา ศรัณย์ เย็นปัญญา เป็นนักออกแบบที่เล่าเรื่องผ่านข้าวของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์

เรื่องเล่าของเขามีชีวิตอยู่ในทุกอย่าง เฟอร์นิเจอร์รูปร่างแปลกตาที่ประดับประดาอยู่ทั่วสตูดิโอในย่านเจริญกรุงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานทั้งหมดในฐานะ Creative Director และผู้ก่อตั้ง 56thStudio เอเจนซี่ที่ทำงานสร้างสรรค์และมุ่งสร้างผลงานการเล่าเรื่องในแบบที่ไม่มีใครมองเห็น

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

ศรัณย์เชื้อเชิญให้เราทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ทำจากลังในแบบคล้ายๆ กัน

“ชิ้นที่คุณนั่งอยู่คืองานที่ผมทำตอนอยู่สวีเดน”  

มองเร็วๆ ก็พบว่าเก้าอี้ตัวนี้ถูกประกอบสร้างขึ้นมาบนไม้ที่แกะเป็นเกลียว ให้สัมผัสเหมือนเปียโนชั้นดีสักหลัง ส่วนพนักพิงทำมาจากลังใส่ผลไม้ที่เขายกมาจากปากคลองตลาดจริงๆ

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อเรากวาดสายตาไปทั่วสตูดิโอ เราพบว่ามันเต็มไปด้วยสิ่งคุ้นตาที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ถูกร่ายมนตร์และร้อยเรียงกลายเป็นดีไซน์ใหม่แสนเท่ ผ้าม่านสกรีนลายประตูห้องแถว เก้าอี้สีจัดจ้านที่ทำมาจากเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในการก่อสร้าง เบาะที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเสื่อธรรมดาแต่เสริมความไม่ธรรมดาด้วยลายปักแบบโอเรียนทัล

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ
ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

ผลงานออกแบบทั้งหมดของศรัณย์มักหยิบสิ่งธรรมดาที่ถูกมองข้ามมาเนรมิตใส่ตัวตนบางอย่าง ที่มองเผินๆ อาจขัดแย้งในตัวเองแต่ก็ชวนให้จ้องมองแล้วคิดตามไปพร้อมกัน

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อได้คุยกับเขาถึงวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังงานทั้งหมด เราก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชื่อของ ศรัณย์ เย็นปัญญา จึงปรากฏอยู่ในนิตยสารและเว็บไซต์มากมายหลากหลายภาษา

ล่าสุดเขากำลังจะมีผลงานสนุกๆ ชื่อ ‘Pop Artisan’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest) ที่จะมีขึ้นวันที่ 21 – 30 มิถุนายนนี้ ที่ Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park สถานีปุณณวิถี ไม่อยากให้คุณพลาดงานนี้

เขาพร้อมแล้วที่จะเล่าเรื่องราวของเขาให้เราฟัง

ความขบถของเด็กหน้าห้อง

ศรันย์เติบโตจากครอบครัวชนชั้นกลางในนนทบุรี ที่เขาคิดเองว่าที่นี่คือบรู๊กลิน

ศรัณย์ในวัยอนุบาลคือเด็กนักเรียน ‘แพง แพง’ ที่สวมใส่กางเกงสีน้ำเงินในโรงเรียนเอกชน ก่อนชีวิตจะพลิกผันและพาเขาเดินมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อจู่ๆ ที่บ้านประสบปัญหาทางด้านการเงิน เขาต้องย้ายโรงเรียนไปใส่กางเกงสีน้ำตาล

ณ โรงเรียนแห่งใหม่นั้นเองที่ศรัณย์ได้มองเห็นชีวิตที่มีเส้นทางอันหลากหลายเป็นครั้งแรก เขามองเห็นห้องน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแฉะๆ ได้รู้จักกับเพื่อนที่ขายขนมโตเกียวทุกเช้า เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตในกางเกงสีน้ำเงินเมื่อครั้งก่อนแล้ว ศรัณย์ในตอนนั้นรู้สึกว่ามันช่างแตกต่างกันจนเรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือ

“แต่มันเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เติบโตมาแบบไม่ค่อยตัดสินอะไรไปก่อน เพราะมีเพื่อนทุกประเภท”

ศรัณย์ในโรงเรียนใหม่นับว่าเป็นเด็กหน้าห้องที่ตั้งใจเรียน แต่เขายังมีความขบถที่ส่งเสียงประท้วงอยู่ในใจมาตั้งแต่วัยเด็กเสมอ เขาไม่ชอบเข้าพิธีในสังคม เพราะเชื่อว่าตัวเองสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ ถึงแม้ว่าหลายคนในสังคมจะมองว่าเลือกไม่ได้ก็ตาม  

แนวคิดแบบนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังอยู่ในจังหวัดนนทบุรี คุณแม่ของศรัณย์ทำงานเป็นพยาบาลในคลินิกวางแผนชุมชน หรืออีกชื่อหนึ่งคือคลินิกวางแผนประชากร

“ที่นั่นสอนการคุมกำเนิดทุกประเภท เราเห็นถุงยางอนามัยกองเต็มบ้าน แต่ประเด็นคือคำว่าการวางแผนชุมชนนั้นมันรวมถึงการทำแท้งด้วย”

ศรัณย์ที่ต้องรอกลับบ้านกับแม่ทุกเย็นมองเห็นผู้หญิงหลากหลายรูปแบบที่หน้าห้องตรวจในคลินิก เขามองเห็นหญิงสาวให้บริการมานั่งร้องไห้ มองเห็นผู้หญิงบางคนติดเชื้อ HIV ประกอบกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมที่กล่าวถึงงานของคุณแม่ของเขาว่าเป็นงานที่ไม่ดี นั่นทำให้ศรัณย์เริ่มต้นตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วสิ่งที่สังคมบอกว่าไม่ดี มันไม่ดีจริงไหม

เด็กชายคนนั้นเริ่มต้นวิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามองเห็นในหัวของตัวเอง เขาตัดสินใจเลิกฟังเสียงจากสังคมแล้วเริ่มต้นตัดสินด้วยตัวเอง ศรัณย์จึงมองย้อนกลับไปว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขามองเห็นความแตกต่างจากเพื่อนๆ ที่มาจากทุกสังคม เขาเคยเป็นลูกคุณหนูที่ใส่กางเกงสีน้ำเงิน และในขณะเดียวกันก็เคยเป็นเด็กชายกางเกงน้ำตาลที่มีเพื่อนห่อขนมโตเกียวขาย

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

เมื่อเติบโตมาจนถึงวัยมหาวิทยาลัย ศรัณย์ได้เลือกสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนในนั้นถือกระเป๋า Harrods จนเกิดคำถามขึ้นมาในใจศรัณย์ว่า แล้วเด็ก ‘นนทบุเรี่ยน จากนนทบุรี’ อย่างเขาจะต้องถืออะไร

เด็กชายคนนั้นจึงแบ่งเงินค่าขนมไปซื้อสิ่งที่เขามองเห็นว่ามันไม่ได้จำเป็นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือแม้กระทั่งหนังสือดีไซน์ที่เขาเสียเงินไปในแบบไม่สมฐานะ

“เราเป็นเด็กที่รายได้ต่ำแต่รสนิยมสูง” ศรัณย์นิยามตัวเอง

“แต่จริงๆ ไม่เคยเป็นคนหรูหราเลยนะครับ แต่เป็นคนหัวสูงมาตลอด ตอนนั้นเราไม่ฟังเพลงไทยนะ และแหล่งเสพงานพวกนี้ของเราก็ไม่ได้มีเยอะ ตอนเด็กๆ เราเลยต้องใฝ่หาเอา อย่างตอนนั้นได้ยินว่างาน MTV Video Music Awards มีการดีไซน์เวทีที่ดีมาก เราก็ไปบ้านเพื่อนแล้วเอาวิดีโอไปอัดเก็บไว้ดู”

การเจอผู้คนในหลากหลายสังคมและใฝ่รู้ในสิ่งที่อยากรู้ ยิ่งทำให้ศรัณย์สนใจเรื่องราวของลูสเซอร์ คนที่ถูกมองว่าเห่ย ไร้ค่า และถูกทิ้งไปแล้ว นับตั้งแต่นั้น ความท้าทายและความสนุกของเขาจึงเป็นการมองหาภาษา เครื่องมือ ไอเดีย ที่เขาพร้อมจะพิสูจน์คุณค่าแท้จริงผ่านเรื่องราวที่กำลังเล่าและความสวยงามที่อยู่ในนั้นเสมอ

ศรัณย์กล่าวอย่างติดตลกว่า จริงๆ ถ้าตอนเด็กที่บ้านมีกำลังจะสนับสนุน โต๊ะและเก้าอี้ที่ทำมาจากพลาสติกกับเหล็กรอบตัวเราอาจกลายเป็นโต๊ะทองเหลืองสุดหรูก็ได้

เมื่อต้องคิดทำงานวิทยานิพนธ์ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศรัณย์เลือกทำงานที่เกี่ยวกับผ้าไหมในศูนย์ศิลปาชีพ ที่เขาพบว่ามีผ้าในคลังถูกทิ้งไว้เปล่าๆ เป็นจำนวนมหาศาล ด้วยการเนรมิตรผ้าเหล่านั้นให้กลายเป็นสินค้า โดยพยายามหาวิธีการจัดการระบบแก่ผ้าเหล่านี้ไปพร้อมกัน ก่อนขายรถ ขายบ้าน และเก็บกระเป๋าไปเรียนภาษาที่มหานครนิวยอร์ก ตามด้วยเรียนหลักสูตร Storytelling ที่ประเทศสวีเดน

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

การเมืองคือเรื่องใกล้ตัว

หลังเรียนจบหลักสูตรที่มีคำนิยามว่า ‘เรียนปั้นหม้อ ทอผ้า’ อย่างเอกการออกแบบอุตสาหกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยบอกว่า “เสียดายไม้ เอาไปทำฟืนดีกว่า” ศรัณย์เริ่มต้นชีวิตบทใหม่ในประเทศสวีเดน เขาเล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงแบบ ‘ดีวา’ เหมือนเช่นตั้งแต่วินาทีแรกที่เราได้คุยกัน ว่าจริงๆ แล้วเขาสอบได้ทั้งที่อังกฤษและสวีเดน แต่เขาเลือกจะเรียนวิชา Storytelling ในประเทศสวีเดน เพราะหลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้เขาได้ตัดไม้ ทอผ้า ปั้นหม้อ ไปจนถึงทำแอนิเมชัน เปิดโอกาสให้ทดลองทำงานผ่านเครื่องมือต่างๆ

“เรารู้แค่ว่าเราอยากสื่อสาร และโปรแกรมนี้ก็อนุญาตให้เราเป็นอะไรก็ได้”

ศรัณย์กลายเป็น 1 ใน 2 ของเด็กเอเชียในชั้นเรียนที่สวีเดน และพบว่าเพื่อนเอเชียอีกคนนั้นเป็นเด็กเกาหลีที่ขยันเหลือเกิน

“เราเป็นคนชอบแข่งขัน ก็เลยเอาความถึกและวิจิตรแบบไทยเข้าสู้ ส่วนฝรั่งก็จะคิดเยอะๆ ปฏิบัติน้อยๆ งานน้อยๆ แต่ออกมาแล้วเท่จัง หลายครั้งก็คิดนะว่าทำไมเราคิดงานแบบนั้นไม่ได้บ้าง” เขาหัวเราะเสียงดัง แต่แม้จะล้อมรอบด้วยความเรียบง่ายในแบบสวีเดนและเพื่อนร่วมชั้นสายมินิมอล แต่ศรัณย์กลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

และที่นั่นหล่อหลอมให้เขา ‘เถิดเทิง’ มากกว่าเดิมเสียอีก

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

“เพราะเราเบื่อมาก มันเป็นประเทศที่รถเมล์มาตรงเวลา ทุกอย่างมันเป็นระบบเหลือเกิน เราเลยคิดถึงความ ‘เวรี่ไทย’ วุ่นวายๆ แบบกรุงเทพฯ”

ศรัณย์บอกว่าสวีเดนเป็นเมืองที่เท่ากัน หากเขาไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ เขาจะพบว่าทุกคนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้หมด และมีช่องว่างระหว่างชนชั้นน้อยมาก

“มันเหมือนอยู่ห่างจากสิ่งที่เราเกลียดไปเลย ผมมีความสัมพันธ์กับกรุงเทพฯ ในแบบทั้งรักและเกลียดเพราะผมมองว่ามันเป็น ‘Beautiful Chaos’ คือผมเกลียดมันนะ แต่ผมก็รักความวุ่นวายแบบสวยงามของไทยมากด้วย

“อย่างเวลาเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป เรียกใกล้ไม่ไป เรียกไกลก็ไม่ไป บางทีก็อยากรู้ว่าแล้วพี่จะไปไหน มันคือเซนส์แบบนี้ คือไม่ได้บอกว่าชอบ แต่มันมีพื้นที่ของการเล่นสนุกและตีความที่ไทยทำได้ร้อยแปดพันเก้า เพราะเราไม่มีระเบียบแต่เรามีความสวยงาม เช่นสิ่งที่ซ่อนไว้ในวัฒนธรรมสตรีทฟู้ด”

สำหรับศรัณย์แล้ว เมื่อกล่าวถึงคำว่าไทย เขามองว่ามันสามารถนิยามได้เป็นภาษาอังกฤษเก๋ๆ ว่า ‘Contradiction’ หรือแปลเป็นไทยแบบเจ็บจี๊ดๆ ว่า ‘ปากว่าตาขยิบ’ เขามองเห็นว่าสังคมไทยคือสังคมดราม่า ที่เมื่อคุณเดินไปย่านสาทรคุณจะมองเห็นตึกมหานครสุดหรูที่สูงระฟ้า ทว่าเมื่อเดินถัดเข้าไปในซอย คุณจะพบว่ามันเต็มไปด้วยห้องเช่า

เช่นเดียวกับที่หากคุณเดินเข้าไปในสยามพารากอน คุณสามารถซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ของแท้ได้ในราคาสูงลิบ แต่ถ้าเดินถัดออกมาอีกไม่กี่ก้าวและข้ามผ่านสกายวอล์กไปยังห้าง MBK คุณจะพบกับนาฬิกาโรเล็กซ์ปลอมในราคาแค่ไม่กี่ร้อย

“ผมพบว่าประเทศไทยมีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันได้ในแบบของมัน และนั่นเรียกว่า Beautiful Chaos”

และที่สวีเดนนี่เอง ความวุ่นวายของกรุงเทพฯ ได้นำพาเขาให้สร้างสรรค์งานชิ้นแรกขึ้นมา เมื่อข่าวหน้าหนึ่งของประเทศสวีเดนลงภาพการประท้วงในไทยและมีภาพการเทเลือดลงบนพื้น

“งานนั้นคืองานที่คุณกำลังนั่งอยู่”

ศรัณย์พูดถึงลังใส่ผลไม้ที่มีขาตั้งเป็นไม้แกะวิจิตร

“ตอนนั้นฝรั่งเห็นเลยเดินมาถามว่าประเทศคุณมีอะไรกัน แต่ผมไม่ได้สนใจอะไร เพราะไม่ได้สนใจด้านการเมือง ก็เลยเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องตอนนั้น เขาก็บอกกลับมาว่า นี่คือ Class War นะ”

เพื่อนฝรั่งคนนั้นเล่าเรื่องราว Class War หรือสงครามระหว่างชนชั้นในยุโรปให้ศรัณย์ได้ฟัง ณ ตอนนั้น ทุกสิ่งได้นำพาให้ศรัณย์ย้อนกลับไปสงสัยว่า แท้ที่จริงแล้วสงครามระหว่างชนชั้นที่ว่ามันคืออะไร และประเทศไทยมีสิ่งนั้นจริงหรือไม่

และเขาก็พบว่า เขาเจอ Class War ได้ในสยามพารากอน

“ข้างหลังสยามพารากอนมันมีสลัม ผมเลยพบว่าความแตกต่างระหว่างคำว่าสูงกับต่ำ แพงกับถูก ดีกับถูก มัน ‘เวรี่ไทย’ เลย และผมอยากเล่าความเป็นไทยผ่านมุมนี้”

ศรัณย์จึงขนเอาตะกร้าผลไม้จากปากคลองตลาดกลับมาด้วยราคาสูงลิบ เพื่อมาต่อกับขาแบบวิกตอเรียน สร้างสรรค์ให้กลายเป็นเก้าอี้เพื่อนำเสนอเรื่องราวของการเมืองและชนชั้น เขากำลังแสดงให้โลกเห็นถึงความไทยในแบบที่ชาวต่างชาติเองก็สัมผัสได้ ผ่านงานสุดแปลกตาที่เราไม่อาจนิยามได้ว่าเป็นงานหรูหรืองานที่ทำมาจากของถูกกันแน่ แต่มันกำลังพาเขาให้เดินทางไปยังเวทีระดับโลก

เพราะจากนั้นไม่นานผู้คนมากมายก็ได้ติดต่อศรัณย์ให้ขายเก้าอี้ตัวนี้ในราคาหลักหมื่น รวมถึงไปเข้าตานิตยสารแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลระดับโลกอย่าง Vogue อีกทั้งยังได้เดินทางไปถึงปารีสเลยทีเดียว

Caricature as Furniture คืองานเก้าอี้ที่เขานำป๊อปคัลเจอร์ในแบบ Caricature ที่แปลว่าภาพเหมือน มาถ่ายทอดลงบนเฟอร์นิเจอร์

“ตอนนั้นเราไม่ได้อยากทำภาพเหมือนแต่เราอยากทำเฟอร์นิเจอร์” เขาอวดผลงานให้เราได้ดู ปรากฏภาพไม้ที่แกะเป็นภาพคุ้นตามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเดอะซิมป์สันที่คนมองว่าเป็นการ์ตูนสำหรับชาว Red Neck เลดี้กาก้าที่งานเพลงกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ณ ขณะนั้น หรือแม้กระทั่งแกะเป็นตัวละครจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ จนโดน 20 Century Fox ส่งเมลมา “แต่ตอนหลังเขาก็มาถามนะว่าช่วยผลิตให้หน่อยได้ไหม เพราะเขาจะมี Home Shopping Channel”

เขาได้วานให้ช่างจากบ้านถวายที่เคยแกะสลักช้างมาแกะสลักเก้าอี้นี้ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ศรัณย์มองว่านี่คือสิ่งสากลที่กำลังผสมกับความละเอียดแบบไทย พร้อมเสริมเรื่องราวด้วยไม้ราคาถูกที่เขานำมาพ่นสีในแบบเปียโน ให้กลายเป็นงานที่หรูบนวัสดุที่คนต่างก็ดูถูก

งานสร้างชื่อชิ้นถัดมาคือผลงานแอนิเมชันที่ทำให้เขาคว้ารางวัลจาก Adobe โดยที่เจ้าของเรื่องราวอย่างคุณแม่ของเขาไม่เคยรู้

“คลินิกแม่อยู่แถวสุขุมวิท เวลาเดินทางกลับจะผ่านนานา เห็นทัวริสต์อาร์ตพวกดอกบัว ร่ม สีนีออน รู้สึกว่าทำไมคนถึงมองว่าแขวนบ้านปุ๊บเชยปั๊บ แต่เรามองว่าถ้าเราหลุดไปในพัดอันนั้น โลกแอนิเมชันเราจะยังเชยอยู่ไหม ก็เลยเอาพวกวัสดุถูกๆ เอาผ้าถุงมาตัดทำเซ็ตดีไซน์เล็กๆ เล่าเรื่องพ่อกับแม่ที่เป็นชนชั้นล่างในสลัมที่พ่ออยู่”

ต่อรองกับความตาย

“ช่วงแรกๆ ตอนที่ยังไม่มีใครรู้จัก ผมพยายามทำงานที่ทำให้คนดูรู้สึกช็อก มันยังเป็นการหยิบเอาสิ่งที่คนดูถูกมาเปลี่ยน เพราะผมไม่เชื่อว่ามันมีรสนิยมที่ดีหรือรสนิยมที่แย่ รสนิยมมันเป็นเรื่องของคุณ นิยมแบบนั้นแบบนี้ ดีไซเนอร์ที่ดีสำหรับผมคือคนที่เปิดกว้าง รู้จักรสนิยมที่หลากหลาย และเลือกใช้กับโจทย์”

ความกล้านำพาศรัณย์ให้ก้าวเข้ามาอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ เขาทำงานถึง 3 ที่พร้อมกัน และแทบเรียกได้ว่าไม่มีเวลาว่าง ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขาสามารถผ่อนคลายได้คือการไปยังบาร์ และสั่งเหล้ามากินเพื่อผ่อนคลายวันเครียดๆ

ศรัณย์เคยสเก็ตช์งานบนกระดาษทิชชูและส่งให้ลูกค้า เคยแม้กระทั่งนั่งทำงานในบาร์จนภาพตัดและไม่รู้ว่าตัวเองกลับบ้านได้ยังไง จนกระทั่งวันหนึ่ง ศรัณย์ตื่นขึ้นมาและพบว่าเขาอาเจียนเป็นเลือด

ศรัณย์ยื่นหนังสือเล่มเล็กๆ สีสันฉูดฉาดมาให้พวกเรา โดยที่หน้าหนึ่งเขียนคำว่า Bargaining with Death

“เล่มนี้เป็นสูตรค็อกเทลที่ผมเขียนเป็นไดอารี่ตอนป่วย” เขากล่าวให้เราฟัง

“ตอนนั้นหมอบอกว่าผมอยู่ได้แค่ 3 เดือน”

สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อรู้ว่าอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 3 เดือน คือการโทรบอกคุณแม่ที่เป็นพยาบาล แล้วเริ่มต้นพยายามทำทุกวิธีให้ตัวเองหาย ตลอดเวลาที่อยู่บนเตียง เขามองเห็นภาพตัวเองกลับมาเป็นศรัณย์ที่ทำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วตามเดิม

“เราคิดแค่ว่าเราอยากหาย”

แต่ศรัณย์คนเดิมก็ไม่กลับมา และวันนี้เขากลายเป็นศรัณย์คนใหม่แทน

“ศรัณย์คนเดิมเป็นคนโอหังมาก เรารู้สึกว่าเราทำงานเก๋เนอะ ชื่อเสียงได้มาเร็วมาก ไม่ทันเรียนจบก็ได้ลง Vogue แล้ว มันมาพร้อมกับความมั่นใจ ที่จริงๆ มันก็ไม่ผิดหรอกถ้าเรามั่นใจในเลเวลที่พอดี..

“แฟนบอกเลิกผม บอกว่าผมรักตัวเองมากเกินไปจนไม่สามารถรักคนอื่นได้ เราก็คิดว่า เอ๊ะ นี่มันเป็นคำชมหรือเปล่านะ เพราะ RuPaul ก็เคยบอกไว้ว่า If you don’t love yourself, how in the hell you gonna love somebody else? เราก็อ้าว รักมากเกินไปก็ผิดด้วยเหรอ แต่ตอนนั้น ไอ้ความรัก กระบวนการที่เราหลงใหลและหมกมุ่นมากๆ มันไม่แคร์จนคนอื่นเขาจะอะไรยังไง ผมว่าทุกคนเคยเป็นนะ เพราะความสำเร็จ เงินทอง ชื่อเสียง มันได้มาง่าย เราก็เลยรู้สึกผยอง” เขาหัวเราะก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“จริงๆ คนใหม่นี่ไม่ได้ดีเด่อะไรนะ ก็มีความกวนเหมือนเดิม ตอนนี้ผมอยู่เงียบๆ และเชื่อในเรื่อง Law of Attraction ถ้าเราคิดดีทำดีก็จะดึงดูดคนที่คิดอะไรคล้ายๆ กัน คนที่คิดอะไรไม่ดีก็คงไม่ได้ชอบอะไรแบบที่เราชอบ ก็คิดแค่นี้ แต่เลเวลของความปากจัด กวนๆ ก็ยังเต็มที่”

แม้จะต้องปรับชีวิตใหม่ แต่ศรัณย์ก็ยังหลงใหลในงานของตัวเองตามเดิม ทุกความรักของเขาสามารถมองเห็นได้ผ่านความละเอียดทั้งในงานที่เขาทำและจากน้ำเสียงตื่นเต้นที่กำลังเล่าให้เราฟัง

“งานชิ้นนี้ เราให้บรรยากาศเป็นตัวเล่าเรื่อง” เขาปิดท้าย ก่อนพาเข้าสู่อีกหนึ่งผลงานที่ศรัณย์ไปจับมือเหล่าศิลปินมาร่วมสร้างสรรค์และตีความคำว่า ‘ความเป็นไทย’ ลงในงานซีรีส์ ‘ซุปเปอร์สยาม’ ”

เหล่าศิลปินได้สร้างสรรค์ภาพความเป็นไทยในแบบที่หลากหลาย อย่างขนมชั้น ผัดกะเพรา หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายเบาะตุ๊กๆ และนำมาหุ้มลงบนเก้าอี้สีสันจัดจ้านจากเหล็กข้ออ้อย

“ปรากฏว่ามีสุลต่านมาเหมา!” ศรัณย์พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

งดงามในวิถี

อีกหลายปีถัดมา ศรัณย์ก็ได้กลับมาทำงานกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ ที่เดียวกับที่เขาเคยทำวิทยานิพนธ์สมัยเป็นนักเรียนคณะสถาปัตย์

“ผมทำกับชาวเขาเลย ก็เจอปัญหาอะไรเยอะแยะ ผมขึ้นไปบนดอย เจอปัญหาเยอะแยะมากมาย ด้วยความที่เป็นผ้าที่ทอโดยชาวเขา เขาจะบอกเราว่าเขาต้องปลูกพริกไทยก่อนนะ ขอไปเก็บลำใยก่อนนะ ทำ 2 เดือนไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า ถึงเวลาค่อยว่ากันแล้วค่อยจ่ายเงิน”

ศรัณย์ตัดสินใจใช้วิธีซื้อโปรดักต์สำเร็จจากชาวบ้านเพื่อนำมารื้อประกอบเป็นงานใหม่ เขาพบว่าวิธีการทำงานระหว่างเขากับชาวบ้านคือการสร้างความสัมพันธ์มากกว่าการบอกส่งๆ ในฐานะลูกค้ากับผู้รับเหมา

“ผมรู้สึกว่าเราต้องใช้วิธีที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน” ศรัณย์กระแอมสักครู่ ก่อนทำท่าประกอบบทสนทนาระหว่างเขากับพี่จุ๊ สุดยอดช่างทอเสื่อจันทบูรณ์ที่ศรัณย์ไปซื้อเสื่อมาทำงาน

“พี่จุ๊แกบอกว่า มันไม่มีคนทอแล้ว เด็กๆ มันก็ไปทำงานร้านสะดวกซื้อกันหมด” เรามองเห็นภาพพี่จุ๊อยู่ที่ชานเรือนพร้อมถักเสื่อไปด้วย

“ได้เงินวันละ 300 ทำงานในห้องเย็นๆ ด้วย ทอเสื่อไปก็ไม่รู้จะทำได้เท่าไหร่ นั่งก็ร้อน!” สิ่งนี้ทำให้ศรัณย์มองเห็นว่าหลากหลายผู้คนที่กำลังสานต่อลมหายใจของหัตถกรรมพื้นบ้านกำลังรอคอยที่จะสร้างคน เขาจึงเชื่อว่าทุกๆ ออเดอร์ที่เขากำลังสั่งจะสามารถสร้างคนได้

ศรัณย์เชื่อว่าหากสร้างคนได้ ชาวบ้านเองก็จะทำงานด้วยความสุข

“อย่างหมอนไหว้เจ้าที่เอามาทำงาน ผมก็ไปเจอเจ้าที่ทำมาร้อยกว่าปีแล้ว อายุรวมกันของช่างตัดเย็บน่าจะ 200 กว่าๆ จักรก็เก่ามาก เดี๋ยวนี้แม้จะมีคนไหว้เจ้า แต่เขาก็ไม่ค่อยใช้หมอนแบบนี้แล้ว” ศรัณย์พาให้เราเห็นภาพร้านเก่าๆ ที่ว่า เขาบอกว่าในบางครั้งที่เข้าไปยังร้าน ศรัณย์พบว่าบางทีเขาได้กินขนมผักกาดแทนหมอน อย่างไรก็ตาม เขามองว่านั่นคือการสร้างความสัมพันธ์ และเขาตั้งใจว่าจะไม่ทรีตเหล่าผู้สร้างงานในรูปแบบผู้รับเหมาเด็ดขาด

ศรัณย์พาเราย้อนกลับไปในงานที่เรียงร้อยจากผ้าชาวเขามากมาย

“ชิ้นนี้ได้มาตอนที่เรานั่งกินข้าวกับหัวหน้าชนเผ่า ปู่แกบอกเราว่า เงินที่ได้จากผ้านี้แกเอาไปทำทีมฟุตบอลนะ ทีมฟุตบอลของที่นี่เก่งมาก”

“ปู่เขาบอกว่าเขาทำมาหมดทุกอย่างแล้ว เคยแบกผักอยู่คลองเตยด้วย เล่าไปแกก็น้ำตาคลอไป ส่วนผมก็อิน เหมือนเป็นมิสเวิลด์” ศรัณย์หัวเราะ

“ผมบอกว่า คุณปู่ครับ! ผมจะช่วยคุณปู่เอง! แต่สุดท้ายออเดอร์ของเราก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย ผมเอามันมาปักเป็นลายการ์ตูนตามปั๊มที่คนมองว่ามันถูก ส่วนผ้าก็เป็นผ้าฝ้ายที่เขาเอาไว้กี่เอวแบบชาวเขา ส่วนงานที่ทำกับศูนย์ศิลปาชีพจะเป็นผ้าเนามือ ผมทำผ้าเป็นใส้ไก่ แล้วค่อยๆ ขดเป็นสาย” ศรัณย์อธิบายงานอีกชิ้น ซึ่งเป็นงานที่หุ้มอยู่บนโซฟา

“ปัญหาคือผ้าพวกนี้มันต้องซื้อ ทุกอย่างที่ได้มาเลยไม่เหมือนคนอื่น เราจึงลองเสนอทางศูนย์ว่าลองจัดผ้าให้เป็นกลุ่มๆ ดีไหม เช่นเฉดสีน้ำตาลให้อยู่ด้วยกัน อีกหน่อยมันจะได้มีระบบ แทนที่จะนั่งเลือกคุ้ยๆ ผ้า ต่อไปเวลาทำงานพวกนี้อีก ลูกค้าจะได้บอกว่าอารมณ์จะเป็นยังไง”

เขาบอกว่าการจัดกลุ่มเช่นนี้จะทำให้ลูกค้าสามารถจินตนาการภาพงานที่ต้องการได้.. เหมือนกับกระเป๋าแบรนด์ยุโรปอย่าง Freitag

“เราไม่อยากขายฝันพวกเขาว่าถ้าเขาทำงานกับเราเขาจะมีนั่นมีนี่ แต่สิ่งที่จับต้องได้คือ ผมบอกเขาว่าผมจะมีออเดอร์มาให้เขาบ่อยๆ และมันมีมูลค่ามากพอ กับศูนย์ศิลปาชีพเองก็เหมือนกัน ต่อไปถ้าศูนย์ศิลปาชีพเจอกับดีไซเนอร์บ่อยๆ ผ้าพวกนี้ก็จะออกจากคลังได้”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

ประสบการณ์ร่วมที่ไม่ธรรมดา

งานชิ้นหนึ่งที่โด่งดังของศรัณย์คือ งานเก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว ที่ทำมาจากเก้าอี้ตัวยาวกับเสื่อพลาสติกที่ผสมผสานกับผ้าไหมซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่น ทั้งหมดประดับลงบนเก้าอี้ที่เขานำมาออกแบบใหม่อีกครั้ง แต่ยังทำให้คนมองเห็นว่ามันเป็นเก้าอี้ดีไซน์คุ้นตาอันเดิม

“ตอนงาน Bangkok Design Week เขาจะหาที่คูลๆ มาแสดงงานกัน ตอนนั้นผมเลือกร้านอาหารจีนชื่อนิวเฮงกี่ ชั้นสอง”

ศรัณย์จำลองเหตุการณ์ให้เราได้ดูอีกครั้ง

‘เฮีย เอาเก้าอี้เฮียออกได้ไหม แล้วผมจะเอาเก้าอี้กับโต๊ะผมมาตั้งให้ ใครอยากนั่งก็นั่งเลย ใครอยากซื้อก็ซื้อเลย’

“จากนั้น 3 วัน ปรากฏขายหมด คนเช็กอินร้านเฮียใน Instagram แบบถล่มทลาย มันตลกที่ว่าเวลาเราอยากดูงานนี้ ถ้ามีลูกค้านั่งอยู่เราจะดูไม่ได้ ต้องยืนรอจนเขากินเสร็จ พอกินเสร็จ โต๊ะก็เลอะเทอะไปหมด คนก็เลยรู้สึกว่าเป็นการแสดงงานที่สนุก เราสามารถมี Interact กับมันได้ สุดท้าย เฮียก็ซื้อไว้ชุดหนึ่งให้เป็นมิ่งขวัญของร้าน”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

หากคุณได้ไปร้านนิวเฮงกี่ คุณจะเห็นโต๊ะเก้าอี้ฝีมือศรัณย์จัดเป็นดิสเพลย์โดยเฮียเจ้าของร้าน โดยมีรั้วกั้น ที่มุมหนึ่งจริง ๆ

และในวันนี้ พื้นที่ที่จะเอื้อให้คุณได้ดำดิ่งไปสัมผัสประสบการณ์งานศิลปะก็กลับมาอีกครั้ง นอกจากศรัณย์จะยกเก้าอี้ไปไว้ในร้านก๋วยเตี๋ยว เขาบอกเราว่างานนี้เราจะได้เห็นวัสดุที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย ตั้งแต่กระจูดจากพัทลุง เสื่อมหาสารคาม และงานผ้าจากบนดอยที่เขาไปนำมาด้วยตัวเอง ในนิทรรศการ Pop Artisan ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest)

“ผมเชื่อว่าคอนเซ็ปต์ของนิทรรศการนี้ จัดได้ว่าเป็นการเล่าเรื่องอย่างหนึ่ง ในงานนี้มันเป็นเหมือนส่วนผสมของรถซาเล้งและร้านขายของเก่า เราจะเรียงทุกอย่างบนผนังให้คุณผสมได้เอง”

เก้าอี้ก๋วยเตี๋ยว

หากคุณไปที่ Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park ในวันที่ 21 – 30 มิถุนายนนี้ คุณจะพบศรัณย์ยืนถือสว่านเพื่อรอประกอบเก้าอี้ลายใหม่ที่เขาเรียกมันว่าเป็นการคืนวิญญาณ และคุณเองก็สามารถหยิบเก้าอี้ตัวกลมจากบ้านมาให้เขาคืนชีวิตให้มันใหม่ได้เช่นกัน

“เราไม่มีโจทย์อะไรนอกจากทำงานกับชุมชน ซึ่งเหมาะกับ Sustainable Fest ครั้งนี้เราจะพาคนดูไปรับรู้เรื่องราวผ่านประสบการณ์ร่วม ให้เขาสามารถเลือกที่จะคืนวิญญาณให้ของเก่าเองได้”

ศรัณย์จะเปลี่ยนภาพจำของศาลาสินค้าโอทอปให้กลายมาเป็นรถซาเล้งสนุกๆ และเราสามารถพูดได้ว่างานของเขาไม่เพียงแต่ ‘Sustain’ เพื่อช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมด้วยการลดขยะเท่านั้น

แต่ศรัณย์ที่มาพร้อมกับความตั้งใจ กำลังจะ ‘Sustain’ งานหัตถกรรมของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น ให้มีลมหายใจต่อไปด้วยศิลปะ

“หัตถกรรมสำหรับผมคืองานที่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา มันคือการที่ชาวบ้านแบกแตงโมมาให้เราที่พัทลุง มันคือการที่เราสั่งกระจูดมา 2,000 บาท แต่ชาวบ้านแกจะไปเก็บกระจูดในป่าแทนที่จะปลูกเอง นี่แหละครับ มันคือเรื่องของวิถีชีวิต”

ศรัณย์ปิดท้ายพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เราจะถามว่างานนี้จะมีอะไรสนุกๆ ให้ได้ชมอีกไหม

เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะว่า

“แค่เจอผมก็สนุกแล้ว”

ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบ

งานนี้ไม่เพียงแต่เยี่ยมชมผลงานเท่านั้น แต่ท่านยังสามารถไปจับจ่ายเฟอร์นิเจอร์ที่อยากได้ไว้ใช้สอยและเยี่ยมชมนิทรรศการ ‘Pop Artisan’ ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของ 101 กรีนเกินร้อย (Sustainable Fest) ได้ ตั้งแต่วันที่ 21 จนถึง 30 มิถุนายน ท่ี Glass House ชั้น 3 101 True Digital Park สถานีปุณณวิถี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ทุกวัน

แล้วมาร่วมคืนชีวิตให้เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ กัน!

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load