7 พฤศจิกายน 2561
53 K

ไม้ไผ่นั้นอยู่รอบตัวเรา

เรียกว่าถ้าหันไปมองรอบๆ ตัวเราจะเห็นไม้ไผ่อยู่เสมอๆ ทั้งอาหารการกินอย่างข้าวหลามจนถึงหน่อไม้ ถ้าเป็นข้าวของเครื่องใช้ก็มีทั้งกระด้ง กระจาด ตะกร้า กระติ๊บ หรือแม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านก็ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากไม้ไผ่เช่นกัน อย่างไม้กวาด มู่ลี่ ถาดใส่ของ ด้ามแปรง และอื่นๆ อีกมากมายหลายร้อยสิ่ง

เรานั้นคุ้นเคยกับการเห็นไม้ไผ่เป็นของใช้ใกล้ตัวราคาถูกอยู่ตลอด

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

แต่ถ้าผมบอกว่ามีคนที่หยิบเอาไม้ไผ่และเทคนิคการผูกและมัดมาสร้างสรรค์จนเกิดเป็นผลงานศิลปะออกมาได้ด้วย และไม่ใช่เพียงแค่สร้างขึ้นมาได้เฉยๆ แต่กลับมีคนเห็นและให้คุณค่าในผลงานนั้น ขนาดว่าสถาปนิกชื่อดังระดับโลก โรงแรมรีสอร์ตระดับห้าดาวจากทั่วทุกมุมโลก ไปจนถึงห้างใหญ่แสนหรูหรา ต้องมาจ้างให้ออกแบบและผลิตให้ คุณจะเชื่อกันไหม?

กรกต อารมย์ดี คือชื่อของนักออกแบบคนนั้น ซึ่งเขาคุยสนุกและอารมณ์ดีไม่แพ้นามสกุลของเขาเลยแม้แต่น้อย

กรกตเกิดในครอบครัวชาวประมงที่บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี แต่ชอบจับพู่กันมากกว่าจับปลา เลยหันมาเรียนศิลปะและตัดสินใจจะประกอบอาชีพเป็นนักออกแบบ

กรกตออกแบบไม่เป็น ถึงขนาดที่เกือบจะถูกรีไทร์จากรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนชีวิตจะพลิกผันให้หยิบจับเอางานฝีมือสร้างว่าวของก๋งมาประยุกต์ใช้ จนกลายมาเป็นนักออกแบบไทยที่มีคนต่างชาติยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง

กรกตชวนชาวประมงในชุมชนบ้านแหลมกว่า 40 ชีวิตให้มาช่วยทำงานจนมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

กรกต อารมย์ดีกรกต อารมย์ดี

ถ้าการออกแบบคือวิชาที่เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุทั้งด้านความงามและการใช้งาน คำถามก็คือไม้ไผ่ธรรมดาๆ ผสมกับเทคนิคการทำว่าวที่เชื่อมไม้ไผ่แต่ละอันเข้าด้วยกันด้วยการผูกและมัดนั้นบินไปอวดความสวยงามให้คนอีกซีกโลกหนึ่งเห็นได้ยังไง นี่คือคำถามที่เราก็สงสัยไม่ต่างกับคุณ เราจึงอาสาไปหาคำตอบมาให้ที่โรงงานของเขา

และนี่คือเรื่องราวของตัวเขา ก๋ง ว่าว และไม้ไผ่ที่เจือด้วยกลิ่นลมทะเลจางๆ ริมทะเลบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

อยากให้ศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวัน

“อยากเห็นศิลปะอยู่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป” คือความฝันที่กรกตตอบหลังจากที่ผมถามถึงที่มาเรื่องความสนใจด้านศิลปะของเขา

ตั้งแต่เด็ก กรกตชอบศิลปะโดยเฉพาะการวาดภาพ วาดมาเรื่อยๆ เมื่อเขารู้ตัวอีกทีก็ได้มาเป็นตัวแทนระดับโรงเรียนในกิจกรรมด้านการวาดรูป ก่อนจะสอบเข้าเรียนภาควิชาจิตรกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สำเร็จ ในระหว่างที่เรียนเจ้าตัวยอมรับว่าชอบเรียนแต่วิชาที่เป็นเรื่องของศิลปะไทยพื้นบ้าน แทนที่จะเป็นวิชาด้านสุนทรียศาสตร์แขนงต่างๆ ยืนยันด้วยวิทยานิพนธ์ของเขาที่เลือกวาดภาพบรรดาคนไร้บ้านที่บางแสน

หลังจากเรียนจบเขาก็มาพบว่าตัวเองอยากจะพัฒนาต่อยอดงานศิลปะให้เป็นสินค้าที่มีฟังก์ชันการใช้งานเพื่อที่จะสามารถอยู่ในชีวิตประจำวันในสังคมได้ ก็เลยมาเรียนต่อปริญญาโทที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเน้นให้นักศึกษาสร้างงานศิลปะเพื่อตกแต่งและสร้างบรรยากาศภายในสถานที่ต่างๆ แม้จะสอบติดแต่ก็อยู่ในฐานะนักศึกษาทดลองเรียน ซึ่งแปลว่าถ้าเทอมแรกคะแนนไม่ถึงตามเกณฑ์ก็จะถูกรีไทร์และไม่ได้เรียนต่อทันที

“ผมยังใช้การวาดรูปทำงานต่อนี่แหละ ตอนนั้นก็เขียนแบบที่เราถนัด นั่นก็คือการวาดรูปคนไร้บ้านต่อ ซึ่งหลังจากเรียนไปได้สักพักอาจารย์ก็พูดว่า ถ้านายยังคงเขียนเรื่องชีวิตรันทดอยู่เนี่ย ใครมันจะเอาไปประดับบ้าน นายน่าจะเปลี่ยนลักษณะการทำงานไปในเชิงศิลปะที่ทำให้เห็นความดีงามของชีวิตบ้าง ผมเลยหันมาเขียนรูปชีวิตชาวประมง ซึ่งเป็นพื้นเพของทางบ้านแทน ผลตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ยังพอรอดจากเทอมแรกมาได้”

พอมาถึงเทอมที่ 2 ตามหลักสูตรการเรียนก็มีวิชาออกแบบเพิ่มเข้ามาอีกด้วย กรกตก็รู้แล้วว่าการเขียนรูปไม่น่าจะช่วยให้เขาเรียนจนจบได้แน่ๆ และเขาไม่มีพื้นฐานการออกแบบแม้แต่นิดเดียว ในความกังวลนั้นทำให้เขาคิดถึงก๋ง หรือคุณตา ขึ้นมา คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่ก๋งเป็นนักทำว่าวมือหนึ่งของย่านนั้น ตามประสาของชาวประมงที่ถึงเวลาหน้าลมมาก็จะทำว่าวไปแข่งกันทุกปี

การนึกถึงก๋งไม่เพียงทำให้เขารู้สึกสบายใจ แต่นึกไปถึงพื้นฐานการทำว่าวที่ก๋งเป็นคนสอนให้ด้วย ก่อนที่จะเกิดไอเดียและหยิบเอาพื้นฐานนั้นมาสร้างเป็นชิ้นงานไม้ไผ่แล้วเอาเข้ามาคุยกับทางอาจารย์ในคณะ ซึ่งอาจารย์ก็สนใจและบอกให้ลองทำรูปทรงให้หลากหลายมากกว่านี้

“ตอนนั้นนึกอะไรไม่ออก แต่นึกถึงก๋งขึ้นมาแล้วโคตรมีความสุขเลย ก็เลยทำออกมาใหญ่เลย ไปๆ มาๆ ก็ตกวิชาเพนติ้งที่เราเลือกเป็นวิชาหลัก ส่วนออกแบบไม้ไผ่ซึ่งเป็นวิชารองก็กลายมาเป็นวิชาหลักแทน คือภาควิชามัณฑนศิลป์ที่ศิลปากรมีพื้นฐานเริ่มต้นมาจากการสนับสนุนให้นักศึกษานำเอาศิลปะพื้นบ้านมาทำให้กลายเป็นงานศิลปะแบบร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นการปั้น ทอผ้า งานหัตถกรรมต่างๆ

“ซึ่งงานไม้ไผ่เนี่ยแทบไม่มีใครนำมาทำใหม่ให้โมเดิร์นเลย คณะอาจารย์เขาก็เลยสนใจและสนับสนุนให้ผมทำงานไม้ไผ่แทนการเขียนรูป อาจารย์เขาบอกว่าเด็กปีหนึ่ง ปริญญาตรี ที่เพิ่งเข้ามาเรียนที่ศิลปากรยังเขียนได้ดีกว่านายอีก นายไม่ต้องวาดรูปแล้ว วาดห่วยแตก ไปทำไม้ไผ่มาแทน” กรกตเล่าความหลังเจือเสียงหัวเราะ

ด้วยความที่เขาหันมาจับงานไม้ไผ่เอากลางเทอม ต่างกับเพื่อนๆ ในรุ่นที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ปิดเทอมนั้นกรกตจึงไม่ได้กลับบ้าน แต่ต้องขลุกทำงานไม้ไผ่ของเขาอยู่ในเวิร์กช็อปที่ทับแก้วตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงตี 3 ตลอดปิดเทอม เพื่อให้ทำงานตามเพื่อนๆ ทัน

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

เรื่องว่าวเรื่องใหญ่

กรกตเกิดในครอบครัวชาวประมง (บ้านของเขาทำอาชีพขายปลาหมึก) ด้วยความที่พื้นที่อยู่อาศัยอยู่ติดทะเลซึ่งง่ายต่อการเป็นสนิมของโลหะประเภทต่างๆ ทำให้ชาวประมงไม่สามารถใช้ตะปูในการสร้างส่ิงของต่างๆ ได้ ต้องใช้วัสดุธรรมชาติมาผูกและมัด ไม่ว่าจะเป็นอวนหรือที่ตากปลา ในเวลาที่ลมมรสุมเข้าจนไม่สามารถออกเรือไปหาปลาได้ ชาวประมงก็ใช้การผูกและมัดนี่แหละทำว่าวมาแข่งกัน เป็นเหมือนกีฬาและประเพณีของชาวเล

ในฐานะที่ผมไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ผมถามกรกตว่า การขึ้นรูปไม้ไผ่ด้วยวิธีการมัดและผูกแบบการทำว่าวนี้มันต่างจากจักสานยังไงบ้าง

“รูปทรงจากการขึ้นรูปแบบว่าวที่ใช้การผูกและมัดทำให้ผมสามารถกำหนดรูปทรงของตัวงานได้อย่างอิสระผ่านจุดที่ใช้ผูก โดยสามารถให้ไม้ไผ่ดัดโค้งหรือเป็นเส้นตรงก็ได้ ต่างจากการสานที่เกิดจากการเอาวัสดุมาเรียงและขัดกันให้เกิดเป็นรูปทรง มันเหมือนเป็นการเชื่อมกันระหว่างเส้นตั้งและเส้นนอนผ่านการสร้างจุดต่างๆ ในชิ้นงาน พอเชื่อมจุดขึ้นมาแล้วมันก็เกิดเป็น Grid และสร้างรูปทรงที่แตกต่างจากการสานปกติ” กรกตอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของการทำรูปทรงแบบการทำว่าว

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แต่ถึงแม้จะมีพื้นฐานการทำว่าวที่ก๋งสอนมา กรกตก็พบว่าตัวเขายังไม่มีความรู้และความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของการทำว่าว จึงศึกษาด้วยตัวเองผ่านหนังสือหลายๆ เล่มอย่างตำราและกติกาการแข่งว่าวของพระยาภิรมย์ภักดี กฎกติกาการเล่นว่าวจุฬาปักเป้า ที่นอกจากจะสอนกติกาการเล่นว่าวแล้ว ยังบอกวิธีการและวัสดุการทำว่าวไปพร้อมๆ กับการทดลองทำ ตั้งแต่การเหลาไม้ไผ่เองไปจนถึงการผูกและมัดสร้างรูปทรงขึ้นมา และถ้ามีปัญหาที่ไม่รู้คำตอบจึงค่อยไปถามก๋งดูอีกที ซึ่งว่าวตัวบางๆ ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นแท้จริงแล้วเต็มไปด้วยรายละเอียดและเทคนิคมากมายที่ถ้าไม่ได้ลงมือทำเองก็คงจะไม่มีทางรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็น

ไม้ไผ่

กรกตเล่าให้ฟังว่าไม้ไผ่ที่ดีที่สุดและเหมาะกับการใช้งานก็คือ ไม้ไผ่จากไผ่สีสุกที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยให้ใช้ไม้ไผ่ที่อยู่ตรงกลางของลำปล้อง สูงเหนือจากพื้นขึ้นไป 3 เมตร ใช้เฉพาะผิวไม้ไผ่เท่านั้น เพราะผิวคือส่วนที่มีเส้นใยเยอะที่สุด ต่างกับตัวท้องไม้ไผ่ที่มีแป้งกับน้ำตาลเยอะกว่าจึงดึงดูดแมลงมากิน และช่วงเวลาในการตัดคือช่วงเดือนสองหรือเดือนสาม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีฝนมาสักพัก ทำให้ไม้ไผ่แห้งและสปริงตัวได้ดี ซึ่งแต่ละท้องถิ่นที่ทำว่าวจะมีวิธีการใช้ไม้ไผ่มาทำว่าวแตกต่างกัน อย่างของก๋งกรกตนั้นผิวไม้ไผ่จะอยู่ด้านบนของตัวว่าว แต่ทางปทุมธานีผิวจะอยู่ทางด้านหน้า ของทางภาคใต้ผิวไผ่จะอยู่ด้านล่างแทน

กรตกยังเล่าให้ฟังต่อว่า ไม้ไผ่ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไผ่ตง ไผ่นวล ไผ่ป่า ไม้รวกนั้น ต่างก็มีเส้นใยที่แตกต่างกันทั้งหมด การที่เขาเลือกไผ่สีสุกมาใช้ทำงานนั้นไม่ได้แปลว่าไผ่ชนิดอื่นนั้นไม่ดี แต่เพราะมันเหมาะกับการใช้งานแบบอื่นมากกว่า อย่างไม้รวกก็เก่งในการเอามาปักทำรั้วมากกว่า เพราะพอเราใช้ทั้งลำ ลักษณะผิวเรียบมันของไม้รวกจะช่วยปกป้องน้ำจากเนื้อไม้ได้ดี ทำให้ทำรั้วอยู่ได้คงทนกว่า

เชือก

แม้แต่เชือกที่ใช้ผูกและมัดก็ยังสำคัญ กรกตพบว่าเชือกที่ใช้ในการผูกและมัดทำว่าวก็คือ ป่านด้ายดิบ ซึ่งเป็นเส้นใยดั้งเดิมที่ชาวประมงเอาไว้ใช้ในการอุดเรือรั่วด้วย ป่านด้ายดิบนั้นทำมาจากป่านสายพันธุ์รามีที่ซึ่งมีที่มาจากแถวอีสาน ก่อนจะนำมาควั่นเป็นเชือกในหมู่บ้านมุสลิมที่บางขุนไทร ราชบุรี แล้วต้มเชือกป่านด้ายดิบนี้กับรากต้นแสมและโกงกางที่เป็นภูมิปัญญาของชาวประมง เพราะยางของทั้งสองต้นนี้จะช่วยทำให้เชือกมีความเหนียวและทนมากขึ้น ก่อนจะเคลือบผิวด้านนอกของเชือกด้วยกาวหนังควายอีกรอบเพื่อให้แข็งแรงและทนทานมากขึ้น

การผูกและมัด

กรกตบอกว่า ก๋งมักจะสอนเขาเสมอๆ ว่าการทำว่าวมักจะใช้การผูกเงื่อนของตัวเองที่ไม่เหมือนการผูกสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นเงื่อน กระตุกเบ็ด ผูกแป หักคอไก่ แล้วตำแหน่งในการผูกก็สำคัญเช่นกัน เพื่อที่จะทำให้ชิ้นงานแข็งแรงและคงทน

การดัดโค้งไม้ไผ่

หลังจากทดลองทำงานอยู่เดือนหนึ่ง กรกตก็เจอปัญหาว่าไม่สามารถดัดไม้ไผ่ให้เป็นทรงโค้งตามที่ต้องการได้ เลยลองใช้เทคนิคการอบไอน้ำแบบการดัดหวายมาใช้แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อมาปรึกษาก๋งเลยถูกสอนว่า การจะดัดไม้ไผ่ต้องใช้น้ำตาลโตนดช่วยดัด เพราะน้ำตาลมีจุดเดือดที่สูงกว่าน้ำและซึมเข้าไปในข้อไม้ไผ่ได้ดี เมื่อเอาไปผ่านความร้อนจะดัดโค้งได้ง่าย ซึ่งก็ต้องเหลาไผ่ให้แบนและบางกว่าปกติหน่อยเพื่อไม่ให้เส้นใยด้านในที่แข็งกว่าดันด้านนอกจนหักหรือแตกได้

จบการศึกษา

หลังจากกรกตใช้เวลา 2 เดือนช่วงปิดเทอมทดลองทำไม้ไผ่เป็นทรงต่างๆ เช่นสัตว์ และสิ่งของรอบๆ ตัวอย่างดอกกุหลาบ กระเทียม มะรุม ถั่วเขียว มะขามเทศ มะกอก ไข่กบ ออกมาจำนวนมาก เพื่อฝึกฝีมือให้ชำนาญ เพราะกรกตเชื่อว่าพื้นฐานของการทำงานศิลปะคือเรียนรู้ด้วยการปฎิบัติ ซึ่งพอทำไปมากๆ ก็เกิดความชำนาญและเกิดความเข้าใจจนมองเห็นรูปทรงทุกอย่างเป็นโครงสร้างของไม้ไผ่ได้เลย หลังจากการส่งงานเหล่าอาจารย์ กรกตจึงผ่านการสอบและได้เรียนต่อจนเข้าสู่การทำวิทยานิพนธ์

“โจทย์การทำวิทยานิพนธ์ของคณะนี้ก็คือ การไปหาไซต์แล้วเอางานศิลปะของเราไปตั้งในพื้นที่นั้นๆ เพื่อส่งเสริมด้านความสวยงามและความรู้สึกที่มีในสถานที่นั้นๆ ผมก็เลือกไซต์โครงการเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในหัวหิน และด้วยความที่หัวหินเป็นเมืองหอย ผมเลยเลือกหยิบเอารูปทรงของหอยต่างๆ ดอกไม้ และผลไม้ มาทำเป็นประติมากรรมไม้ไผ่ ผมอยากให้ประติมากรรมนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย แก่ผู้มาพัก ด้านนอกโครงสร้างจะต้องให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรงเลยเลือกใช้ไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่กว่าด้านใน เพื่อให้เกิดคอนทราสต์ระหว่างเส้นสาย รวมไปถึงเลือกใช้ผิวไผ่หลายๆ แบบ ทั้งแบบกลมและแบบแบน”

จากการใช้ไม้ไผ่ขนาดแตกต่างกันทำให้กรกตค้นพบเทคนิคใหม่ในการทำงาน ด้วยขนาดของไม้ไผ่ที่ไม่เท่ากันนี้เองทำให้เกิดการบิดของรูปทรงจนกลายมาเป็นเส้นโค้ง เกิดเป็นความพลิ้วและนุ่มนวลขึ้นมา และผลงานนี้ก็ทำให้กรกตจบการศึกษาระดับปริญญาโทในที่สุด

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

ว่าวที่ลอยสู่ยุโรป

หลังจากเรียนจบกรกตก็ส่งผลงานประติมากรรมไม้ไผ่ที่เป็นวิทยานิพนธ์เข้าร่วมการประกวดหลายโครงการทั่วประเทศ อย่างเช่นโครงการ OTOP ซึ่งก็มีที่ชนะรางวัลใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ก่อนโลกความจริงจะพาให้กรกตนำประติมากรรมไม้ไผ่ของเขามาดัดแปลงเป็นโคมไฟและนำไปตั้งวางขายอยู่ที่จตุจักร หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงคิดว่าผลงานของเขาจะต้องขายดีและสร้างแบรนด์ขึ้นจากที่นี่-แต่ตัดภาพมา โคมไฟของเขาขายไม่ออกเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงต่อก็เลยไปวางขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 800 บาท ซึ่งขายไม่ออกเลย (หัวเราะ) ทีนี้มีรุ่นพี่คนหนึ่งมาชวนว่าจะมีงานสัมมนาเกษตรก้าวหน้า อยากให้เอางานมาตั้งแสดงหน่อย ผมก็เอาไปวางตั้งไว้ ปรากฎว่ามีผู้ใหญ่ที่มาเห็นงานแล้วขอซื้อไปหมดเลยทุกชิ้น โดยซื้อในราคาหลายพันด้วย ตอนนั้นเราก็คิดแล้วว่าจตุจักรเนี่ยไม่ใช่ตลาดของเรา เราก็ต้องเปลี่ยนตลาดของเราแทน”

กรกต อารมย์ดี

หลังจากนั้นไม่นาน กรกตได้ยินเรื่องกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะจัดประกวดผลงานเพื่อหานักออกแบบไปแสดงงานที่ประเทศฝรั่งเศสในงาน MAISON&OBJET ซึ่งถือเป็นงานเทรดโชว์แสดงสินค้าดีไซน์ที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของยุโรปและของโลก ก็เลยเอาประติมากรรมไม้ไผ่และโคมไฟส่งเข้าประกวดอีกครั้ง

“เหมือนส่งวิทยานิพนธ์อีกครั้ง” กรกตบอกความรู้สึกตอนนั้น “กรรมการนั่งเรียงกันเป็นแถวเลยนะ มีทั้ง ผอ. กรม นักออกแบบรุ่นใหญ่ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน ไปจนถึงผู้จัดงานจากฝรั่งเศสด้วย ซึ่งพอถึงตอนที่ต้องนำเสนองานก็ขึ้นมาอธิบายแนวคิดของชิ้นงานให้คณะกรรมการฟัง และความฝันที่ผมอยากจะช่วยชาวประมงในชุมชนให้มีงานและรายได้ หลังจากเกิดภาวะน้ำมันแพงจนชาวประมงไม่สามารถออกเรือไปจับปลาได้ ซึ่งถ้าได้ไปแสดงงานที่ฝรั่งเศสแล้วมีการสั่งซื้อสินค้าเข้ามา ก็จะสอนและถ่ายทอดวิธีการสร้างงานให้ชาวประมงพื้นบ้านในละแวกนั้นมีอาชีพใหม่ขึ้นมาได้”

ซึ่งกรกตก็ได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงงานที่ฝรั่งเศสจริงๆ ทำให้เขาทั้งดีใจและกลุ้มใจไปในเวลาเดียวกัน เพราะไม่รู้เลยว่าจะต้องเตรียมงานแบบไหนไปจัดแสดงให้เหมาะสม

“การได้ไปฝรั่งเศสทำให้เราต้องทำการบ้านอย่างหนัก ผมก็เลยเข้าไปหา พี่สุวรรณ คงขุนเทียน (นักออกแบบชั้นนำของไทย ผู้เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินการหานักออกแบบไปฝรั่งเศสในตอนนั้นด้วย) แกก็แนะนำให้ไปเปิดดูหนังสือและแมกกาซีน ให้เห็นว่าเขาอยู่กันยังไง มีชีวิตยังไง ใช้สินค้าอะไรในชีวิตบ้าง เราก็ไปเปิดดูทั้งหมด ศึกษาและทำการบ้านเสร็จก็มาคิดว่าจะทำของแบบไหนไปขาย”

แต่เพราะลงเงินไปกับการทำสินค้าใหม่เพื่อไปแสดงงาน กรกตจึงเหลือเงินติดตัวไปฝรั่งเศสเพียงแค่ 5,000 บาทเท่านั้น เพียงแค่วันแรกที่ไปถึงกรกตก็ใช้เงินทั้งหมดไปแล้ว ผมถามเจ้าตัวว่า แล้วทำไมถึงเอาเงินมาน้อยเหลือเกิน แกก็บอกว่างานที่ทำมามันน่าจะพอขายได้บ้างแหละ

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

“พอถึงวันจัดงานผมก็ลงมากินข้าวเช้าที่โรงแรมซึ่งเป็นแบบบุฟเฟต์ แล้วแอบหยิบขนมปังอะไรติดมือมาด้วยเผื่อว่าขายงานไม่ได้จะได้มีข้าวกิน (ฮา) พอไปถึงที่จัดงานก็ตกใจ เพราะมีคนมาเข้าแถวต่อกันยาวเลย มีทั้งเจ้าของโรงแรม สถาปนิก นักออกแบบภายใน ไปจนถึงมีสื่อมารอสัมภาษณ์ด้วย งานทั้งหมดที่เตรียมไปขายหมดตั้งแต่ครึ่งวันแรก และมีคนมาพูดคุยเพราะสนใจงานที่เราทำ บางคนมาติดต่อขอสั่งซื้อในปริมาณมหาศาลด้วย แต่ผมไม่สามารถรับยอดสั่งซื้อนั้นได้เพราะไม่มีกำลังผลิต สรุปว่าคุยกับคนทั้งวันจนจบงาน ไม่ได้กินครัวซองต์ที่แอบห่อมา (ฮา)”

หลังกลับมาจากฝรั่งเศส กรกตเก็บเงินที่ได้จากการขายของมาจ้างชาวบ้านละแวกนั้นให้มาช่วยทำงานอีก 8 คนแม้จะยังไม่ได้ยอดสั่งซื้อใดๆ จากฝรั่งเศสก็ตาม แล้วจะจ้างคนเยอะขนาดนั้นไปทำไม ผมสงสัย

“มันเป็นทางออกให้กับตัวผมในอนาคต การเก็บเงินที่ขายงานได้มาจ้างคนเพื่อทำงานใหม่ๆ ไว้ออกแสดงงาน BIG+BIH (งานเทรดโชว์ของบ้านเราที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) ที่จะจัดในช่วงปลายปี ทำให้มีผลงานออกมาต่อเนื่อง ลูกค้าจะได้เห็นภาพรวมของแบรนด์ คนที่รู้จักเราแล้วเขาก็จะมาดูความคืบหน้าของเราด้วยว่าไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วเลิก เหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า”

ซึ่งหลังจากที่ไปออกงาน BIG+BIH แล้ว ลูกค้าจากฝรั่งเศสก็ตามมาหาและเจองานใหม่ๆ ทำให้เกิดการซื้อขายเกิดขึ้น และผลงานของกรกตก็เริ่มได้ออกเดินทางข้ามโลกไปอยู่ตามร้านขายของแต่งบ้าน โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ โรงแรมหรูต่างๆ นับตั้งแต่นั้นมา

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

มัณฑนากรมือใหม่

ผมถามกรกตถึงงานที่ทำให้เขาได้มาทำงานออกแบบในพื้นที่กับเหล่าสถาปนิกอย่างเต็มตัว เพราะจากการไปออกงานแสดงสินค้าก็มักจะทำได้แค่ขายของเพียงอย่างเดียว

“ในช่วงแรกๆ แบรนด์เราทำโปรดักต์ไปขายเพื่อหาเงินมาหมุนเวียน สร้างคน สร้างงานก่อน เราไม่สามารถทำงานโปรเจกต์ศิลปะได้โดยตรง แต่พอเริ่มมีคนชวนไปทำแล้วได้ออกสื่อบ้างก็เริ่มมีคนรู้จักและชวนมาทำงานมัณฑนศิลป์ในพื้นที่อย่างเต็มตัว อย่างตอนนั้นผมมีโอกาสได้รู้จักคุณอังกูร แกเป็นสถาปนิกที่เปิดร้านขายสินค้าดีไซน์อยู่ที่นิวยอร์ก (ในปัจจุบันไม่มีแล้ว) ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงงาน New York Fashion Week ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ร้านค้าต่างๆ จะประดับตกแต่งร้านตัวเองให้โดดเด่นรับงานแฟชั่นวีก แกเลยติดต่อมาให้ผมผลิตชิ้นงานให้ โดยให้ออกแบบเหมือนเป็นงานศิลปะเลย

“ผมทำงานและส่งงานไป สักพักทางนั้นก็ติดต่อมาให้เดินทางไปที่นิวยอร์ก เพราะว่างานมันชิ้นใหญ่เกินไปจนเอาเข้าประตูไม่ได้ ผมก็ตกใจและรีบเดินทางไป พอไปถึงที่ก็เจอแกบอกว่า แกให้คนตัดประตูร้านเอาชิ้นงานไปจัดแสดงแล้ว ที่เรียกมาคืออยากให้เซอร์ไพรส์ และก็เซอร์ไพรส์จริงๆ เพราะงานทุกชิ้นที่จัดแสดงขายได้หมดเลย ทีนี้ก็เลยเริ่มมีโปรเจกต์เกี่ยวกับงานศิลปะเข้ามามากขึ้น โดยเริ่มต้นที่โรงแรมหลายๆ แห่งทั้งในไทยและที่อื่น และก็เริ่มมีงานในห้างสรรพสินค้าด้วย” กรกตเล่าถึงการแสดงงานศิลปะครั้งแรกอย่างสนุก

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แล้วความต่างจากการทำสินค้ามาสู่การตกแต่งในโรงแรมมันแตกต่างกันยังไงบ้าง ผมสงสัย

“ต่างครับ หลักๆ คือทางสถาปนิกเขาจะกำหนดกรอบการทำงานมาให้เรา อย่างโปรเจกต์โรงแรมเขาจะบอกเรามาว่ามีพื้นที่ว่างขนาดเท่านี้ ขอโคมไฟขนาดเท่านี้ เราก็ทำแบบไปให้ดูก่อนจะเริ่มขึ้นตัวงาน ซึ่งพอตัวชิ้นงานมันจะต้องไปอยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่ ขนาดของชิ้นงานมันก็ต้องใหญ่ขึ้น อย่างพวกโคมไฟในโรงแรมที่ทำอยู่นี่ก็กว้าง 2 เมตร ลึกครึ่งเมตร ยาว 4 เมตร

พอมันใหญ่ขึ้นโครงสร้างด้านในก็ต้องแข็งแรงขึ้นเช่นกัน แล้วบางครั้งยังต้องติดตั้งด้วยการแขวนลอยๆ ไว้อีก เราก็ต้องมาคิดทำโครงสร้างจากโลหะ และหาจุดแขวนที่แขวนแล้วได้สมดุลมั่นคงด้วย เพื่อให้มันตอบโจทย์ อีกส่วนที่สำคัญคือการขนส่ง เพราะงานที่ทำเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ไม่ได้แข็งแรง จึงจำเป็นต้องห่อให้แน่นหนาและแข็งแรง ทนต่อการขนส่งให้ได้ และขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่จะเข้าไปอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ได้ บางทีก็พูดกันเล่นๆ ว่าเราต้องวัดตั้งแต่ประตูบ้านเราไปจนถึงประตูบ้านลูกค้าเลย” กรกตอธิบาย

กรกต อารมย์ดี

“แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนการทำงาน ว่าออกแบบงานแบบนี้จะเริ่มขึ้นงานยังไง แบ่งคนมาทำมากน้อยแค่ไหน เริ่มมีการวางไทม์ไลน์ในการทำงาน จากที่เราเป็นนักออกแบบก็เริ่มต้องหันมาเรียนรู้การวางแผนงานด้วย เพื่อให้สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการของลูกค้า”

กรกตยังเล่าให้ฟังอีกด้วยว่า ระยะหลังเริ่มรับงานตกแต่งห้างสรรพสินค้าเพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใหม่และถือว่าทำให้เขาได้เรียนรู้อีกเยอะ เพราะในโรงแรมสเปซมันสามารถรองรับการออกแบบที่หรูหราของชิ้นงานได้หมด แต่พอเป็นห้างสรรพสินค้า การตกแต่งจุดต่างๆ มันควรจะสวยแบบพอดีๆ ไม่โดดเด่นเกินกว่าตัวร้านค้า

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

จากว่าวสู่เครื่องเรือน

นอกจากการทำสินค้าอย่างโคมไฟหรือแอคเซสเซอรี่อย่างพวกถาดใส่ของแล้ว กรกตยังทำเฟอร์นิเจอร์ด้วย ซึ่งมีที่มาเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว

“เริ่มต้นประมาณเมื่อ 6 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นคือตอนนั้นเราทำงานโปรเจกต์เป็นหลัก ซึ่งก็ทำชิ้นงานตกแต่งและโคมไฟ จนคิดว่าอยากขยับขยายออกไปทำอย่างอื่นบ้าง ก็เลยออกมาเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้กินข้าว โดยใช้โครงสร้างโลหะเพื่อให้แข็งแรงมากขึ้นมาผสมกับวิธีการขึ้นรูปด้วยการผูก การมัด เหมือนเดิม”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ

กรกตเล่าให้ฟังว่า งานอีเวนต์ของศูนย์ศิลปาชีพนี้เป็นงานที่ท้าทายการทำงานของเขามากๆ งานหนึ่งเลย

“ผมอยากจะสร้างพาวิลเลียนอันใหญ่จากไม้ไผ่สำหรับทำเวิร์กช็อปในงานของศูนย์ศิลปาชีพ คือผมเคยไปเดินสะพานข้ามแม่น้ำแซนที่ปารีส แล้วเห็นโครงสร้างสะพานแบบที่ไม่มีเสาตรงกลาง เลยคิดอยากจะใช้โครงสร้างแบบนี้แต่ทำด้วยไม้ไผ่ ซึ่งจำเป็นต้องทำเป็นทรงคันธนู และไม้ไผ่เป็นวัสดุที่มีศักยภาพจะทำได้ แต่ด้วยทุนและระยะเวลาที่จำกัดเลยต้องเปลี่ยนมาใช้เป็นโครงสร้างเหล็กแทน แต่ตัวชิ้นงานไม้ไผ่ที่ประดับในตัวศาลานั้นก็ถือว่าเป็นงานที่ใหญ่มากๆ ที่เคยทำมา”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

สถาปัตยกรรมแบบกรกต

“นี่คืองานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาเลย คือเป็นการทำทั้งโรงแรมเลยจริงๆ และทำกันเองแค่ตัวผมกับเพื่อนอีก 3 คน คอนเซปต์คือการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านทั้งแม่กลอง อัมพวา บ้านแหลม มาผสมผสานกันและสร้างโรงแรมทั้งโรงแรมขึ้นมา โดยแสดงออกผ่านทั้งตัวสถาปัตยกรรมอย่างอาคารที่มีรูปทรงมาจากดอกกุหลาบ ไปจนถึงการตกแต่งด้านในอาคารที่มีการหยิบเอาลวดลายคลื่นของแม่น้ำมาทำให้เป็นชิ้นงานไปจนถึงปลาทูที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่กลอง และควายซึ่งเป็นสัตว์ที่ผู้ก่อตั้งหนึ่งคนเลี้ยงไว้และชอบมาก

“ซึ่งการตกแต่งด้านในเนี่ยก็มีตั้งแต่การวางไว้ที่พื้น ตามผนัง ไปจนถึงห้อยลงมาจากตัวโครงสร้าง ซึ่งความยากที่สุดของการทำโรงแรมนี้ก็คืองานชิ้นที่เราเคยทำเป็นโคมไฟๆ เล็กๆ พอมันถูกขยายให้ขึ้นมาเป็นอาคารขนาดใหญ่ ด้านในของตัวโครงสร้างจึงต้องมีการเก็บรายละเอียดที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก”

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แล้วสิ่งที่ผมกับเพื่อนทำก็ไม่ได้มีแค่ตัวอาคารเท่านั้น คือเราทำกันทั้งโรงแรมตั้งแต่เริ่มต้นเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแปลนของทั้งโครงการ คิดรูปแบบของอาคาร รูปแบบของร้านกาแฟ ร้านอาหาร การตกแต่ง ศึกษาภูมิทัศน์ มีการไปปรึกษาขอความรู้จากทั้งวิศวกร นายช่าง และทางเขต เรียนรู้เรื่องการทำเขื่อนริมแม่น้ำ ฐานราก ระบบน้ำใช้ ระบบสุขาภิบาล จนถึงระบบไฟฟ้าทั้งหมดของทั้งโครงการ” กรกตเล่าถึงอย่างออกรส

กรกต อารมย์ดี กรกต อารมย์ดี

แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลงใกล้ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับ หลังจากที่กรกตพาผมเดินดูทั้งโรงงานของเขาแล้ว ผมถามกรกตว่าจากที่ตอนแรกสุดเลือกเรียนศิลปะเพราะอยากให้ศิลปะอยู่ในวิถีชีวิตของคน หลังจากที่ทำงานศิลปะเป็นอาชีพมาร่วมสิบปีแล้วได้ทำให้ศิลปะไปอยู่ในชีวิตคนรึยัง

“ก๋งได้ให้สมบัติอันล้ำค่ากับผมมาแล้วซึ่งคือการผูกมัดไม้ไผ่นี้ ผมก็ดีใจที่ยังรักษาสมบัตินี้ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปโดยที่มันเข้าไปอยู่กับวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันนี้ได้ นอกจากนี้ มันยังช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในละแวกนี้ให้เขามีชีวิต ไม่ไปติดยาเสพติด มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ จนคุณลุงคุณป้าที่เป็นคนเตรียมไม้ไผ่ให้เราเนี่ยมีเงินเหลือจนเอาไปทำบุญได้ด้วยนะ

“ผมเชื่อว่าถ้าบรรดานักออกแบบกลับบ้านกันไปเยอะๆ เนี่ย มันจะช่วยชีวิตคนได้เยอะเลย เพราะจากวัสดุที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลยอย่างไม้ไผ่ เมื่อมาเจอกับการออกแบบมันเลยมีมูลค่าขึ้นมาได้ ไม้ท่อนละไม่กี่สิบบาทเมื่อเจอกับการออกแบบมันก็กลายมาเป็น 8,000 บาทได้ และนั่นจะช่วยให้ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเยอะเลย” กรกตทิ้งท้าย ทำให้ผมรู้ว่านอกจากฝีมือการทำไม้ไผ่ที่เด็ดขาดแล้ว ความคิดความอ่านของเขานั้นก็งดงามและคมคายไม่แพ้กันเลย

กรกต อารมย์ดี

กรกต อารมย์ดี

ขอบคุณ กรกต อารมย์ดี

ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรกต อินเตอร์เนชั่นนอล

335 หมู่ 10 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110

https://www.facebook.com/Korakot-aromdee-Design-132119313537418/

http://www.korakot.net/

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ลายเส้นคมเข้มทรงพลัง รายละเอียดเนื้อหนังคมชัดทุกมัดกล้าม สีหน้าตัวละครสื่ออารมณ์ได้ราวกับมีชีวิต แม้สถานการณ์ในเรื่องอาจนำไปสู่หายนะหรือจุดจบของชีวิต Pop Mhan (ป็อป มาห์น) หรือ ป็อป-กชกร มโนชญากรณ์ นักวาดการ์ตูนและออกแบบตัวละครชาวไทย ก็ยังปลดปล่อยพลังและความเข้มแข็งผ่านตัวละครของเขาได้อย่างเหลือเชื่อ นั่นคือเอกลักษณ์ที่สะท้อนผ่านผลงานกว่า 25 ปี และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง DC Comics และ Marvel เลือกให้เขาสร้างสรรค์ผลงานตลอดมา

Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี
Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี
Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี
Batman, Aquaman และ Ghost Rider

ใครหลายคนคงเคยได้ยินชื่อการ์ตูนอันโด่งดังจากค่าย Marvel มาบ้าง ทั้ง Spider-Man, X-Men, All-New X-Factor และ Ghost Rider หรือจะเป็นค่าย DC Comics เรื่อง The Flash, Aquaman, Batgirl, He-Man, Gears of War และ World of Warcraft รวมถึงค่าย Dark Horse Comics ที่เคยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ Star Wars ก็ล้วนมีผลงานที่ป็อปได้ฝากฝีมือไว้ทั้งในฐานะ Artist, Cover Artist, Penciller, Inker และ Colorist

แต่กว่าชีวิตที่ไม่เคยฝันจะกลายมาเป็นอย่างที่ฝัน ป็อปผ่านเส้นทางการแข่งขันและเติบโตมาอย่างไรบ้าง การทำงานกับค่ายฮีโร่ยักษ์ใหญ่อย่าง DC และ Marvel จะท้าทายขนาดไหน เราลิสต์ทุกคำถามเอาไว้รอคอยรุ่งเช้า (ที่สหรัฐอเมริกา) เพื่อให้เขาเล่าให้ฟังแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี

“ผมพูดไทยได้นะครับ ผมจะได้ฝึกพูดภาษาไทย อยู่ที่นี่ถ้าได้พูดแค่คำสองคำก็มีความสุขมากแล้ว”

ปลายสายเริ่มต้นบทสนทนาอย่างสดใส เขาไม่ได้เปิดกล้องให้เราเห็น แต่ไม่เป็นไร เพราะเราจดจำใบหน้าของเขาได้ตั้งแต่ในงาน Bangkok Comic Con 2015 x Anime Festival Asia Thailand 2015 เมื่อ 7 ปีก่อน ครั้งนั้นเขาเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อร่วมงานและแชร์ประสบการณ์บนเวทีใหญ่ให้คนในบ้านเกิดรู้จัก เชื่อว่าใครหลายคนก็คงได้รับแรงบันดาลใจจากเขามาตั้งแต่ตอนนั้น

“จริง ๆ แล้ว ตอนเด็กผมไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นนักวาดการ์ตูน ช่วงก่อนอายุ 18 ปี ยังไม่ได้คิดเลย เพิ่งมาคิดว่าอยากวาดตอนที่จบมัธยมแล้ว พอผมรู้ว่าผมอยากเป็น ผมก็พุ่งเข้าใส่มัน 120 เปอร์เซ็นต์

“จุดเริ่มต้นของผมที่อเมริกาคือตอน 4 ขวบ ครอบครัวพามา เพราะคิดว่าจะแค่ไปเที่ยว แต่เขาเห็นว่าอเมริกาอาจจะดีกว่าสำหรับลูก เขาเลยให้เราอยู่และเรียนที่นั่นไปก่อน”

ปลายสายพาเรานั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลา เราสมมติตัวเองว่าอยู่ในภาพยนตร์ไซไฟสักเรื่องเพื่ออรรถรสในการฟัง แต่พล็อตชีวิตเรื่องนี้ คือความจริงที่เจ้าของไม่มีอะไรอยากเปลี่ยนแปลง

Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี
Bangkok Comic Con 2015 x Anime Festival Asia Thailand 2015

Vol.1
To the land of free, get ready to fly

เด็กชายคนหนึ่งเติบโตและรู้จักแต่เพียงอเมริกา เขาจำไม่ได้ว่าตนเองคิดถึงบ้านเกิดหรือไม่ เพราะนั่นเป็นช่วงเวลาที่ยังเด็กมาก เขาสเก็ตช์ภาพเล่นไปเรื่อยตามประสา กระทั่งเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจึงเริ่มจริงจังขึ้น เพราะได้แข่งวาดภาพกับเพื่อน

Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี

“ผมชอบวาดกะโหลก รถ อะไรที่เท่ ๆ ดุดันหน่อย แต่ยังไม่ถึงขั้นอนาโตมีนะ การ์ตูนที่ผมดูยุคนั้นจะเป็น Transformers, Ultron หรือ Scooby-Doo แต่ไม่ค่อยได้ดูพวกฮีโร่เท่าไหร่ ผมชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่นมากกว่า”

เขาบอกว่าตนเรียนไม่เก่งและค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนต่อก็สูง หลังจบชั้นมัธยม ป็อปผู้ไม่รู้ว่าตนเองมีความฝันอะไรจึงเริ่มหางานทำ กระทั่งมีโอกาสพบนักวาดการ์ตูนชาวเวียดนามคนหนึ่งแถวบ้าน หนทางในการประกอบอาชีพครั้งใหม่จึงเริ่มขึ้น ผ่านการฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับอาจารย์คนแรกนาน 1 ปี

แวง (Hoang Nguyen) เคยวาดการ์ตูนเรื่อง The Punisher ให้กับค่าย Marvel มาก่อน เขาให้ป็อปฝึกวาดฉากหลังและลงหมึกตัวละครตามลายเส้นอันดุดันของเขา พร้อมกันนั้นป็อปก็ค้นพบแนวทางการวาดของตัวเอง โดยการนำความชอบที่มีต่อการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งโดดเด่นด้านการแสดงอารมณ์และพลังมาผสมรวมกับแนวตะวันตกอย่างลงตัว

จุดพลิกผันครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อป็อปเดินทางไปร่วมงาน Chicago Comic & Entertainment Expo ในฐานะผู้แสดงผลงาน ความหวังในตอนนั้นคือการพบกับแมวมองในวงการการ์ตูนสักคน

“ผมได้พบกับ จิม ลี (Jim Lee) ที่นั่น เขากำลังแจกลายเซ็นอยู่ คิวยาวจนแทบจะวนรอบตึกได้ ตอนนั้น Image Comics เป็นบริษัทที่ดังมาก เขาดูผลงานของผมแล้วบอกว่า “OK, you come with me.” ผมก็เลยบินไปสตูดิโอของเขาที่แคลิฟอร์เนีย ไปเรียนกับเขาประมาณ 1 ปีครึ่ง ไต่ระดับเป็น Staff Artist ของบริษัท เริ่มวาดการ์ตูนให้เขา จากนั้นผมก็กลับไปเวอร์จิเนียเพื่อดูแลคุณย่า ผมบอกกับจิมว่าเดี๋ยวจะกลับมาภายใน 1 – 2 เดือน แต่จริง ๆ ผมก็หาทางกลับบ้านด้วย เพราะไม่ค่อยชอบปาร์ตี้ ที่นั่นเขาปาร์ตี้กันเยอะ ผมห้ามตัวเองไม่ค่อยเป็น (หัวเราะ)”

Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี
ผลงานหน้าปก X-Men สมัยที่ Pop Mhan ร่วมงานกับ Jim Lee

สุดท้ายชายหนุ่มผู้ต้องการพักผ่อนเพื่อรีสตาร์ทตัวเองก็ถูกไล่ออก เพราะเขาพักนานไปหน่อย

หลังค้นพบความสงบ ความรู้สึกหมดไฟกลับเข้าครอบงำจนเขาไม่อยากวาดการ์ตูนต่อ ที่ผ่านมาเขาต้องรับแรงกดดันมหาศาล ด้วยชื่อเสียงของสตูดิโอที่ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งของวงการ ทำให้ป็อปต้องรีบเรียน รีบฝึก และรีบเก่งให้ถึงมาตรฐานของบริษัท

“ผมเชื่อว่าพรสวรรค์เป็นส่วนน้อย แต่การฝึกคือ 100 เปอร์เซ็นต์ การมีทั้งสองเป็นสิ่งที่ดี แต่ต่อให้ไม่มีพรสวรรค์ก็เป็นนักวาดการ์ตูนได้ ผมพยายามมาก ทำงานหนัก และชอบการแข่งขัน ในหมู่เพื่อนเวลาเริ่มวาดการ์ตูน หลายคนมักจะแข่งขันกับตัวเองหรือเพื่อนในกลุ่ม แต่ผมไม่เคยแข่งขันกับเขา ผมตั้งเป้าเอาไว้ตั้งแต่แรกว่าแข่งกับจิม ลี ผมรู้ว่าตัวเองไม่เคยไปถึงระดับนั้น แต่การเปรียบเทียบกับเบอร์หนึ่งมันจะทำให้พัฒนา”

Impossible Goal ไม่ได้ทำให้ชายคนนี้รู้สึกหมดหวัง ในทางกลับกัน มันคือแรงบันดาลใจที่มอบพลังให้แบบไม่จำกัดไม่ต่างจากการ์ตูนฮีโร่ที่เขาวาด

Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี

Vol.2
Behind the desk of hero maker

ชีวิตนักวาดไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือคนรอบกาย ครอบครัวของป็อปไม่ได้สนับสนุนเขามากนัก เพราะเป็นห่วงว่าจะไม่ใช่อาชีพที่สร้างรายได้ในระยะยาว แต่ถึงอย่างนั้น ครอบครัวก็ปล่อยให้ป็อปทำในสิ่งที่เขาชอบ จนผลลัพธ์กลายเป็นเครื่องพิสูจน์อันน่าภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ผมยังอยู่ในวงการจนถึงตอนนี้ได้ คือการปรับเปลี่ยนสไตล์ของตัวเอง เพราะผมเป็นคนขี้เบื่อ แต่เอกลักษณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนของผมคือเรื่องพลังในการวาด ผมชอบวาดการ์ตูนที่มีเอเนอจี้และไดนามิก”

Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี
การ์ตูนเรื่อง He-Man

99 เปอร์เซ็นต์ของชีวิตป็อปคือการวาดภาพให้คนอื่น บริษัทจะส่งสคริปต์เนื้อเรื่องมาให้ พร้อมรายละเอียดว่าเป็นโปรเจกต์ของฮีโร่คนไหน แต่ละหน้ามีอะไรบ้าง

“สมมติเป็น Spider-Man: No Way Home ของ Marvel เขาจะบอกว่า หน้าที่ 1 ช่องที่ 1 Setting คือนิวยอร์ก ช่องที่ 2 มี ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ เดินอยู่ ช่องที่ 3 มีตัวร้ายเข้ามา เขาจะบอกหมดว่าอะไรเกิดขึ้นในหน้านี้บ้าง อันนี้แล้วแต่สไตล์ของคนเขียน หน้าที่ของผมคือ การเอาสคริปต์มาทำ Break Down หรือทำ Thumbnail คือการร่างภาพเอาไว้คร่าว ๆ Loose Drawing แต่ละช่องจะใหญ่เท่าไหร่ ยาวเท่าไหร่ มีกี่ช่อง และ Storytelling จะ Make Sense ไหม ถ้าหากปีเตอร์เดินแบบนี้ เราจะวาดมุมไหน Camera Angle แบบไหนดี ผมจะรับหน้าที่ออกแบบภาพทั้งหมด (หน้าที่นี้เรียกว่า Penciller)”

Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี
Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี

ก่อนลงมือวาดจริง นักวาดจะต้องส่ง Thumbnail ทั้งเล่มกลับไปให้บรรณาธิการตรวจสอบความถูกต้องและความสมจริง เมื่อเสร็จแล้วนักวาดจะขึ้นภาพตามขนาดจริงประมาณ 11 x 17 นิ้ว ความคมชัด 600 DPI (กรณีวาดภาพในคอมพิวเตอร์) หลังจากนั้นจะลงหมึกสีขาวดำ (หน้าที่ Inker) แล้วส่งให้บรรณาธิการอีกครั้ง ในจุดนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในโปรเจกต์ เช่น เปลี่ยนทรงผมของตัวละคร นักวาดก็จะต้องเปลี่ยนทรงผมในการ์ตูนให้ตรงกันด้วย แต่โดยมากจะเป็นการเปลี่ยนรายละเอียดอย่างอื่น เช่น ลายชุด มากกว่า

Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี
Pop Mhan นักวาดการ์ตูนลายเส้นทรงพลัง ผู้ออกแบบตัวละครให้ DC และ Marvel มากว่า 25 ปี

เมื่อบรรณาธิการให้ผ่าน ผลงานจะถูกส่งไปให้ทีม Colorist ลงสี จากนั้นจึงส่งไปให้ทีม Letterer ใส่บอลลูนคำพูด เสร็จแล้วจะกลายเป็น Proof ให้นักวาดดูอีกครั้ง เรียบร้อยแล้วจึงส่งพิมพ์

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash
เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

“อย่างในส่วนการลงสีที่ต้องส่งกลับมาให้ดู เพราะบางครั้งเขาอาจจะใส่สีพระอาทิตย์แดงมากเกินไป ไม่ตรงกับอารมณ์ที่ต้องการ หรือบางครั้งอาจจะใส่พลาด จากกลางวันกลายเป็นตอนเย็น” ป็อปอธิบายรายละเอียดเบื้องหลังเพิ่มเติม

“มีหลายหน้าที่ในกระบวนการทำงาน ผมทำได้หลายหน้าที่ แต่เขาจะไม่ให้เราทำ เพราะเขาต้องการให้เราโฟกัสในหน้าที่และต้องการความเร็ว ถ้าทำทุกอย่างคนเดียวจะใช้เวลานานมาก 1 เล่มเขาให้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เร็วที่สุดที่เคยทำทั้งเล่ม 5 วัน ไม่หลับไม่นอนกันเลย 1 หน้าเคยต้องทำภายใน 6 ชั่วโมง ขณะที่ตัวปกอาจให้เวลาถึง 2 สัปดาห์”

บางครั้งหน้าปกและเนื้อเรื่องก็เป็นฝีมือของนักวาดคนละคนกัน เพราะบริษัทต้องการให้นักวาดที่มีชื่อเสียงวาดภาพปก ซึ่งป็อปบอกว่ามีอาชีพนักวาดภาพปกโดยเฉพาะอยู่ด้วย ส่วนตัวเขาเคยได้วาดภาพปกอยู่หลายเรื่อง ทั้ง He-Man & Masters of the Universe รวมถึง Aquaman: Deep Dives และ The Amazing Spider-Man

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash
เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash
เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

Vol.3
25 years along with heroes

นักวาดชาวไทยผู้คร่ำหวอดในวงการการ์ตูนมาอย่างยาวนานไม่ได้รับหน้าที่วาดตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว เพราะเขาต้องออกแบบการเล่าเรื่องด้วยภาพ รวมถึงออกแบบตัวละครด้วย

“เขาให้ผมดีไซน์ฮีโร่และตัวร้ายคนใหม่ ซึ่งตรงนี้เราต้องคุยกับนักเขียนว่า ตัวละครใหม่มีพลังแบบไหน นิสัยอย่างไร ชอบทำอะไร จากนั้นผมจะนำรายละเอียดมาสร้างคาแรกเตอร์ สมมติเป็นตัวร้าย เขาเป็นคนร้อนแรงไหม หรือสุขุม ชั่วร้าย เท่ ผมก็จะวาดออกมาให้เห็นภาพ ใช้สีอะไรดี ใส่เสื้อหนังสีดำจะเหมาะไหม ใส่แว่นตาดำด้วยหรือเปล่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับบุคลิกนิสัยของตัวละคร

“ตัวหนึ่งที่ผมออกแบบคือ Cobalt Blue ในเรื่อง The Flash ตัวนี้ผมไม่ได้รับแนวทางในการออกแบบมากเท่าไหร่ เขาบอกแค่ว่า นี่จะเป็นตัวร้ายใน The Flash เป็นฝาแฝดของตัวเอก เขาต้องมีสีฟ้าบนร่างกาย บอกผมแค่นี้ ผมก็ไปหาทางเอาเองว่าจะออกแบบอย่างไร นอกจากตัวนี้ก็มี Black Flash เขาส่งภาพที่นักเขียนสเก็ตช์บนกระดาษทิชชูมาให้ แค่เป็นคนสีดำ มีสัญลักษณ์สายฟ้า ให้ผมไปออกแบบ (หัวเราะ) แต่ที่เท่คือเขาเอาตัวละครนี้ไปใส่ในทีวีโชว์ด้วย มันดีมาก”

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash
เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

นอกจากตัวร้ายแล้ว ป็อปยังได้นำตัวละครเก่าออกมาปัดฝุ่นและปรับใหม่ เช่น Green Arrow และ Spider-Man แต่บางครั้งก็ไม่ได้ใช้ เพราะโปรเจกต์ถูกยกเลิกไปก่อน

“ผมชอบตัวละครของ Marvel แต่ชอบทำงานให้ DC มากกว่า เพราะเขาเทกแคร์ศิลปิน ผมเลยวาดให้ DC เยอะ จริง ๆ นอกจาก 2 ค่ายนี้ยังมี Dark Horse Comics เขาเคยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ Star Wars ผมก็เข้าไปทำกับเขา ผมเป็นแฟนคลับ Star Wars ตอนนั้นวาด Jedi Quest เกี่ยวกับอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ตอนเด็ก”

หลังเกริ่นจบ ชายที่อยู่อีกซีกโลกคัดเลือกผลงานที่เขาภูมิใจจำนวน 5 ชิ้น มาเล่าเบื้องหลังการวาดและออกแบบให้เราฟังอย่างภูมิใจ นี่คือเครื่องพิสูจน์ความพยายามตลอด 25 ปี

01 Amazing Spider-man #1

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash
เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

“ภาพนี้ผมวาดให้ Marvel ความจริงคือ ผมแค่วาดเล่น ๆ แต่บรรณาธิการของ Marvel เขาบังเอิญมาเห็นเลยถามว่า “Can I use that?” ผมก็ตกลง มันเลยได้มาเป็นหน้าปกของเล่ม ผมภูมิใจเพราะก่อนที่จะมีการเพิ่มนักวาดเข้ามา คนวาดปกอย่างเป็นทางการมีแค่ 2 คน คือผมกับ Humberto Ramos นักวาดการ์ตูนชาวเม็กซิกัน”

02 Assassin’s Creed Syndicate

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

ผลงาน Assassin’s Creed Syndicate เวอร์ชันของ F. Gary Gray และ Pop Mhan

“สิ่งนี้คือ Animated Comic ผมทำร่วมกับ F. Gary Gray ผู้กำกับเรื่อง Friday (1995) และ Fast & Furious 8 (2017) มันมีหลายขั้นตอนมากในโปรเจกต์ เพราะต้องได้ฟีดแบ็กจากหลายคน แต่เดดไลน์มันใกล้มาก ได้ฟีดแบ็กปุ๊บต้องรีบส่ง มันกดดันและเครียดมาก เวลาเราทำงานวาดการ์ตูน รายได้อาจจะไม่สูงเท่าไหร่ แต่โปรเจกต์แยกแบบนี้รายได้จะสูง งานนี้ผมวาดเป็นการ์ตูนก่อน แล้วเขาจะเอารูปภาพไปตัดเพื่อให้เคลื่อนไหวได้ วาดไปประมาณ 500 รูป ยิ่งวาดเยอะเขาก็ยิ่งต้องจ่ายเยอะ (หัวเราะ)”

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

03 Jedi Quest

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

“ตอนนั้นทำงานให้แค่ DC และ Marvel ผมเห็นว่า Dark Horse Comics ได้โปรเจกต์เกี่ยวกับอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ มา ผมก็เลยไปถามเพื่อนที่รู้จักบรรณาธิการว่าขอร่วมทำด้วยได้ไหม เขาก็โอเค แต่ผมต้องเริ่มจากส่งงานให้ Lucasfilm ก่อน เพื่อให้ได้ใบรับรองจากพวกเขา มันยากมากในช่วง Episode 1 – 2 แต่พอผมได้มาก็ภูมิใจมาก

“สุดท้ายก็ได้ทำ Jedi Quest สมใจ เขาเริ่มส่งไฟล์แบบ Top Secret มาให้เราดู เพื่อจะได้เข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และอนาคินจะเป็นอย่างไรในแต่ละตอน รวมไปถึงตอนที่ยังไม่ได้เผยแพร่อย่างเป็นทางการ ผมก็ไปออกแบบว่าตัวเอกจะเป็นยังไง ตัวร้ายและยานอวกาศจะเป็นยังไง จะดีไซน์อะไรต้องผ่าน Lucasfilm หมด”

04 The Flash

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

“ตอนนี้ค่าย DC และ Marvel ไม่ค่อยมีซีรีส์ที่ทำต่อได้ยาว ๆ เป็น Flagship Title แล้ว นั่นคือความแตกต่างระหว่างตอนนี้กับสมัยก่อน สมัยนี้อาจจะออกมาแค่ 3 ฉบับ 6 ฉบับ 12 ฉบับ สำหรับผมมันเลยเป็นโปรเจกต์ใหญ่ หมายความว่าเขาเชื่อใจเรามากพอจะให้เราเป็นศิลปินของงานนี้ เป็น Regular Artist ของซีรีส์ ‘That book is yours.’ เพราะฉะนั้นเราจะได้ครีเอตอะไรเองมากขึ้นด้วยตำแหน่ง ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์นี้

“ผมเริ่มทำประมาณฉบับที่ 375 ซึ่งเขาพิมพ์มานานแล้ว พอผมเข้าไปเลยกดดัน ตอนนั้น DC มี Flagship Title เป็น Superman, Batman, The Flash และ Wonder Woman เราต้องทำให้ถึงเป้าหมายในการขายของเขาด้วย ทุกอย่างมีความหมายหมด แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว ผมน่าจะวาดไปประมาณ 8 เล่ม นานแล้วครับ ผมแอบลืม (หัวเราะ)”

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash
เปรียบเทียบ The Flash ฉบับเก่า และฉบับ Pop Mhan

05 Union

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

“อันนี้ก็เก่าและสำคัญ เพราะทำตอนเพิ่งเริ่มงานใหม่ ๆ ตอนนั้นทำให้ จิม ลี ผมเป็น Regular Artist เหมือนกัน เรื่องนี้เลยเป็น First Series ของผม ทำแค่เล่มเดียวหรือเล่มครึ่งแล้วก็กลับเวอร์จิเนีย จากนั้นทำประมาณ 2 เล่มแล้วก็เลิก”

Vol.4
Who is the real hero?

แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 25 ปี เด็กชายที่เติบโตมาเป็นนักวาดการ์ตูนมืออาชีพก็ยังไม่คิดว่าเขาได้สัมผัสกับความสำเร็จ เพราะทุกช่วงชีวิตคือการเรียนรู้และการก้าวเดินไปข้างหน้า

“ผมไม่รู้ว่าความสำเร็จหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าพูดถึงชื่อเสียง ผมอาจจะมีนิดหน่อยตรงที่พอจะมีคนรู้จักบ้าง แต่เรื่องความสำเร็จ ผมคงยังไม่ถึงจุดนั้น” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตาม เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่เขาเล่าไป จะกลายเป็นแรงบันดาลใจหรือแรงสนับสนุนให้ใครสักคน

“ตอนนี้มีโซเชียลมีเดียจึงเป็นเรื่องง่ายขึ้นถ้าอยากทำงานสายการ์ตูน คนไทยทำงานการ์ตูนให้บริษัทจีน ญี่ปุ่น หรืออเมริกาก็ได้ ส่วนมากค่าย DC และ Marvel จะมองหาเด็กจากต่างประเทศ เพราะค่าจ้างถูกกว่า ขณะที่คนอเมริกาต้องการรายได้สูง สมมติอเมริกันขอ 150 เหรียญต่อหน้า คนต่างชาติอาจจะได้ประมาณ 30 เหรียญต่อหน้าก็แฮปปี้แล้ว”

ป็อปอธิบายให้เห็นภาพของตลาดโลก อีกหนึ่งกลยุทธ์ของศิลปินคือการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองก่อน เพื่อให้จำนวนแฟนคลับที่ติดตามกลายเป็นเครื่องการันตีกับบริษัทว่า การ์ตูนเล่มนั้นเพิ่มยอดขายได้มากกว่าเดิม ขณะเดียวกัน บริษัทก็ไม่ได้มองหาแต่นักวาดค่าจ้างถูกเท่านั้น เพราะหากมีโปรเจกต์ใหญ่เข้ามา บริษัทจะเลือกนักวาดจากชื่อเสียงของพวกเขามากกว่า

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash
เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

“กลยุทธ์ 2 อย่างคือสร้างเอกลักษณ์ของตนเองและสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง นักวาดแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างออกไป เวลาดูงานของพวกเขาจะสังเกตได้จากอนาโตมีที่ต่างกัน รวมไปถึงแนวในการวาด คือแบบเหมือนจริงและแบบการ์ตูน ญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นแนวการ์ตูน ขณะที่ UK หรือ USA จะไปทางเหมือนจริงทั้งฉากและคน แต่ของญี่ปุ่นความเหมือนจริงจะอยู่ที่ฉากหลัง นั่นคือ License ของแต่ละคน นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการลงเฉดเทา นักวาดบางคนใช้แค่ขาวดำ แต่บางคนจะมีรายละเอียดการลงสีเทา ซึ่งจะเห็นเป็นแพตเทิร์นของคนคนนั้น

“ถึงจะทำตามโจทย์ที่เขาบอกมา แต่จินตนาการยังจำเป็น เพราะการที่คนจ้างเรา เขาจ้าง Vision ของเรา ซึ่งไม่เหมือนใคร Differentiation คือสิ่งที่เขาต้องการ การจ้างคน 10 คนควรจะได้ผลลัพธ์ 10 อย่าง เราต้องหา Vision ของเราเองให้เจอ”

นอกจากเอกลักษณ์ที่เป็นจุดขายหลักของศิลปิน หากมีแฟนคลับติดตามจำนวนหนึ่ง ตลาดรองของพวกเขายังเป็นการขายภาพวาดให้นักสะสมได้ด้วย ดังนั้น ป็อปจึงแนะนำให้ลองโพสต์ผลงานลงบนอินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างโอกาสให้ตนเอง

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash
วิดีโอการลงสีการ์ตูนในช่อง Youtube Pop Mhan Comix

ปัจจุบัน นอกเหนือจากงานการ์ตูนที่วาดมาอย่างยาวนาน ป็อปกำลังทำโปรเจกต์ ‘Rumble Bot’ ขึ้นมาเพื่อผลิตเป็นการ์ดเกม การ์ตูน และวิดีโอเกม โดยเป็นโปรเจกต์ที่กำลังหาพาร์ตเนอร์มาร่วมทำ

เราถามเขาปิดท้ายว่า จากที่วาดการ์ตูนฮีโร่มานาน เขาเคยสงสัยไหมว่า ฮีโร่ที่แท้จริงต้องเป็นแบบไหน

เขาตอบแทบทันที

“ผมเอาสิ่งนี้มาคิดบ่อย ๆ การเป็นฮีโร่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังวิเศษอะไรเลย ฮีโร่อยู่ในใจของเรา การกระทำของเรา อะไรก็ตามที่ทำเพื่อคนอื่น เพื่อสังคม นั่นคือฮีโร่”

เราเชื่อว่าการถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองให้ผู้อื่นฟัง คือการสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนความฝันของใครคนหนึ่ง ชายผู้ถ่อมตัวคงไม่คิดจะเรียกตัวเองว่าเป็นฮีโร่ แต่ใครสักคนที่กำลังอ่านบทความนี้อย่างจดจ่อ พร้อมไฟในใจที่เพิ่งถูกจุดติด คงคิดในสิ่งตรงกันข้าม

ก่อนจบบทสนทนา ปลายสายพูดอีกครั้งว่าพรสวรรค์ไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง เขาอยากให้คนที่มีความฝัน มีความพยายามควบคู่ไปด้วยกัน แล้ววันหนึ่ง ‘Zero will be a Hero.’

เรื่องเล่าบนโต๊ะทำงานของนักวาดการ์ตูนผู้สร้างฮีโร่ในผลงานเรื่อง Spider-Man, Star Wars และ The Flash

ภาพ : Pop Mhan

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load