การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้หลายพื้นที่ประกาศล็อกดาวน์ จึงถึงคราวที่หลายครอบครัวต้องย้ายถิ่นฐานกลับบ้านเกิดทั้งชั่วคราวหรือถาวร และเมื่อการเรียนการสอนก็ปรับเป็นรูปแบบออนไลน์ เราจึงเป็นอีกคนที่ย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดภูเก็ต

ระหว่างที่หลายคนต้องนั่งเรียนจากที่บ้าน ตั้งใจทำงานจากต่างจังหวัด นับเป็นจังหวะเวลาที่ดีในการนัดพูดคุยกับเพจหนึ่ง ซึ่งมีความหลงใหลในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจากทุกภาคทั่วไทย

The Cloud ติดต่อไปหา ‘เด็กต่างจังหวัด’ เพจอารมณ์ดีที่ตั้งใจจะเป็นพื้นที่บนโลกออนไลน์ ช่วยให้เด็กต่างจังหวัดทุกคนหายคิดถึงบ้าน ดั่งสโลแกนที่แปะไว้ในเฟซบุ๊กอย่าง ‘ใครคิดถึงบ้านนอกมารวมกันตรงนี้’

เบียร์-ไพพล ลิ้มเจริญ ริเริ่มทำเพจเพื่อบอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ ของภาษาถิ่นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนชักชวน แคท-กิตติธัช สุดประเสริฐ ผู้ที่เกิดและโตในกรุงเทพฯ มาเติมแต่งเพจร่วมกัน จากที่นำเสนอแค่เรื่องราวของภาษา ก็พัฒนาต่อถึงวันที่เพจเล่าเรื่องอาหาร การใช้ชีวิต ภูมิศาสตร์ของชุมชน ตลอดจนวัฒนธรรมอันหลากหลายจากทั่วประเทศ จนผู้ติดตามได้รู้จักกับความพิเศษของต่างจังหวัดอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต

และคงขอบคุณอะไรไปไม่ได้นอกจากความโชคดี เพราะในสัปดาห์ที่นัดพูดคุย สองคู่หูเจ้าของเพจมีแผนจะมาทำเนื้อหาเกี่ยวกับร้านอาหารบนเกาะภูเก็ต เราได้แต่คิดในใจว่า ‘เสร็จฉันล่ะ โชคดีจริง ๆ ที่เขามาให้สัมภาษณ์ถึงจังหวัดบ้านเกิด’

แคทกับเบียร์เสนอให้เรานัดคุยกันที่ร้านกาแฟ MATASECONDFLOOR ที่ซึ่งเจ้าของร้านเป็นเพื่อนที่แคทรู้จักผ่านการทำงานที่จังหวัดระนอง ทั้งคู่ดูจะมีเพื่อนพ้องอยู่ทุกที่ สมกับดีกรีเจ้าของเพจเด็กต่างจังหวัดเสียจริง ๆ

ทำความรู้จักท้องถิ่นทั่วไทยไปกับ 'เด็กต่างจังหวัด' เพจคลายเหงาของเหล่าคนคิดถึงบ้าน

เราเปิดประตูสู่ร้านกาแฟตามเวลาที่นัดหมาย ที่นั่งอยู่กลางร้าน ท่าทางผ่อนคลายคือเจ้าของเพจเด็กต่างจังหวัด แคทอยู่ในเสื้อคอปกลายทาง เบียร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สวมเสื้อยืดสีเขียวทับด้วยเชิ้ตสีครีม ทั้งคู่ดูจริงจังกับงานที่อยู่ตรงหน้า

พี่เบียร์ พี่แคท สวัสดีครับ – เราทัก

ท่ามกลางคาเฟ่บรรยากาศเก๋ ๆ ใจกลางย่านเมืองเก่า บทสนทนาและเรื่องเล่าของเด็กกรุงเทพฯ เด็กประจวบฯ และเด็กภูเก็ตก็เริ่มต้นขึ้น

รถเครื่องกับเรื่องเล่า

จากที่เกิดในอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ย้ายไปเรียนมัธยมปลายที่เพชรบุรี ก่อนจะมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบียร์ไม่เคยคิดเลยว่าสำเนียงและภาษาที่ตัวเองใช้จะมีเอกลักษณ์จนได้รับความสนใจจากกลุ่มเพื่อน

“เพจเกิดขึ้นตอนเราทำงานเอเจนซี่โฆษณา ด้วยความที่เราพูดเหน่อ เพื่อนที่บริษัทก็เลยแซวกัน ทุกคนสนใจวิธีการพูดของเราเพราะเขาไม่เคยเห็น”

คำศัพท์ภาษาถิ่นของเบียร์ช่วยสร้างหัวข้อสนทนาให้เพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ออกจากปากเขากลายเป็นคำถามสนุก ๆ ทุกมื้ออาหารที่ออฟฟิศ บ้างถามว่าคนประจวบฯ เรียกสิ่งนี้ว่าอย่างไร บ้างถึงขั้นขอให้เบียร์สอนพูด

“อย่างคำว่ารถเครื่อง ความจริงหลายที่ก็เรียกรถมอเตอร์ไซค์ว่ารถเครื่อง แต่คนกรุงเทพฯ เมื่อห้าหกปีที่แล้วไม่รู้จริง ๆ ว่ารถเครื่องหรือเมล์เครื่องคืออะไร” 

หลังจากที่เห็นเพื่อนร่วมงานชื่นชอบคำว่ารถเครื่องเป็นพิเศษ หนุ่มแว่นในตำแหน่งก๊อปปี้ไรเตอร์ของบริษัทก็นึกสนุก อยากนำเรื่องราวคำว่ารถเครื่องมาเขียนเป็นสเตตัสเฟซบุ๊กเพื่อสร้างรอยยิ้มให้คนอ่าน แต่ระหว่างที่เขียนอธิบาย เบียร์ก็เปลี่ยนใจ นำเรื่องราวรถมอเตอร์ไซค์ไปไว้ในเฟซบุ๊กแฟนเพจแทน

“ตอนแรกจะใช้ชื่อเพจเด็กบ้านนอก แต่ดันมีคนใช้ไปแล้ว โอเค งั้นลองเป็นเด็กต่างจังหวัดซิ เฮ้ย ยังไม่มีใครใช้แฮะ” เบียร์เล่าไปยิ้มไป

เมื่อสร้างเพจเและสาธยายเรื่องราวรถเครื่องเสร็จเรียบร้อย เบียร์ก็รีบแชร์โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมส่งต่อให้กลุ่มแก๊งได้ลองอ่าน ผ่านไป 10 นาที ปรากฏว่ายอดแชร์พุ่งไปที่หลักร้อย 

“ผ่านไปหนึ่งคืน ยอดแชร์ทะลุหมื่น คนไลก์เพจประมาณสองหมื่น เป็นกระแสมาก ๆ ทุกคนเข้ามาคอมเมนต์ว่า จริง ใช่เลย เพราะเด็กต่างจังหวัดหลายคนก็คงเคยมีประสบการณ์ที่เรียกรถเครื่องแล้วคนกรุงเทพฯ ไม่เข้าใจ หรือบางทีคนกรุงเทพฯ แท็กเพื่อนต่างจังหวัดให้เข้ามาดูก็มี”

แม้จะแทบตั้งตัวไม่ทันเพราะไม่ได้หมายมั่นปั้นมือจะทำเพจอย่างจริงจังตั้งแต่แรก แต่เมื่อเห็นแนวโน้มว่าเพจนี้ไปต่อได้ หนุ่มประจวบฯ จึงจัดการนำคำศัพท์พื้นถิ่นอื่น ๆ อีกมากมายมาบรรยายในเด็กต่างจังหวัด พูดง่าย ๆ ว่า ‘ลองทำไปก่อน สนุกดี แถมดูมีอนาคต’

“หลังจากนั้นเราก็เริ่มเอาคำอื่นมาทำด้วย อย่างคำว่า ‘รุน’ ที่แปลว่าเข็น ตอนนั้นไปซูเปอร์มาร์เก็ตกับเจ้านาย เราบอกเขาว่า เดี๋ยวไปเอารถรุนมาให้ พอเรารุนรถมา เขาก็ถามเราว่า นี่คือรถรุนเหรอ ไม่ใช่มั้ง เขาเรียกรถเข็นไม่ใช่เหรอ” เบียร์หัวเราะอย่างสนุกสนาน แคทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เริ่มหัวเราะตาม 

ใคร ๆ ก็ไปดรีมเวิลด์

ในช่วงที่เพจกำลังตั้งไข่ เบียร์ก็ได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ จากทั่วทุกภาค เขาศึกษาคำว่ารุนเพิ่มเติมจนได้รู้ว่า คำนี้เป็นภาษาใต้ ในขณะที่คนเหนือจะเรียกรถเข็นว่ารถยู้ ส่วนทางภาคอีสานจะเรียกรถไส กลายเป็นว่าแค่คำง่าย ๆ อย่างการเข็นก็มีคำเรียกที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

“เราได้เรียนรู้หลายอย่างจากคอมเมนต์ และอีกส่วนหนึ่งก็ถามจากเพื่อนมหาลัย พอเจอคำแปลก ๆ น่าสนใจ เราก็จะทักไปถามเพื่อนที่มาจากอีสานกับภาคเหนือ ว่าคำนี้ที่บ้านเขาเรียกอะไร ส่วนเราเองพอจะรู้ภาษาใต้อยู่บ้าง เพราะพ่อเป็นคนใต้”

เบียร์เล่าประวัติของเพจเด็กต่างจังหวัดโดยไม่มีติดขัดแม้แต่น้อย แคทที่นั่งอยู่ติดกันคอยพยักหน้าเห็นด้วยเป็นระยะ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะเริ่มพูด หนุ่มเสื้อเชิ้ตสีครีมจึงร่ายต่อ เขาเล่าว่าหลังจากทำเพจมาได้ระยะหนึ่ง ก็ถึงจุดที่เด็กต่างจังหวัดควรเพิ่มเนื้อหารูปแบบใหม่เพื่อให้คนไม่เบื่อ ซึ่งเบียร์ก็ตั้งใจไว้แต่แรกอยู่แล้วว่า ไม่ได้อยากนำเสนอเฉพาะเรื่องราวของภาษา เพราะต่างจังหวัดยังมีแง่มุมน่าสนใจอีกมากมายที่คนกรุงเทพฯ ไม่รู้ ทั้งวิถีชีวิต สังคม ตลอดจนวัฒนธรรม

“เรานั่งคิดว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กต่างจังหวัดน่าจะเป็นเหมือน ๆ กัน เรื่องแรกที่คิดออกก็คือการไปดรีมเวิลด์ ไม่รู้ทำไม เวลาไปทัศนศึกษา โรงเรียนถึงต้องพาเด็กต่างจังหวัดไปดรีมเวิลด์ จำได้ดีเลย เพราะตอนประถมที่เราไปก็ได้เจอกับเด็กจากโรงเรียนทางภาคอีสาน ซึ่งทุกคนก็คงนั่งรถทัวร์มาเหมือนกัน บนรถทัวร์ก็มีคอนเทนต์อีก เพราะเด็ก ๆ จะเปิดเพลง เต้นกัน สุดท้ายคอนเทนต์นี้ก็ไปไกลมาก” แคทอมยิ้มกับสิ่งที่เบียร์เล่า

 เมื่อเรื่องราวการทัศนศึกษาของเด็กต่างจังหวัดประสบความสำเร็จ เบียร์ก็รู้แล้วว่าเพจไม่จำเป็นต้องยึดติดกับคำศัพท์หรือภาษาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำประสบการณ์ที่คนไทยมีร่วมกันมาใช้ได้ เจ้าของเพจผู้กำลังเครื่องติดจึงหยิบเอาวิถีชีวิตที่เด็กต่างจังหวัดคิดถึงมาเล่าบ้าง เริ่มจาก ‘การกวาดยา’ ซึ่งเป็นความทรงจำเลวร้ายในวัยเด็กของใครหลายคน ก่อนจะต่อด้วย ‘สิ่งของอะไรบ้างที่แม่ไม่ยอมทิ้ง’ ที่เบียร์เลือกโพสต์ในช่วงเทศกาลวันแม่

“เราทำชิ้นนี้เพราะเด็กต่างจังหวัดที่จากบ้านมาไกลก็คงจะคิดถึงแม่ แต่กลายเป็นว่าอินไซด์เรื่องสิ่งที่แม่ไม่ยอมทิ้ง คนกรุงเทพฯ ก็เป็นเหมือนกัน หลายบ้านแม่ก็ชอบเก็บพวกช้อนพลาสติกเอาไว้ เราเลยได้ทั้งแฟนคลับที่เป็นเด็กต่างจังหวัดและเด็กกรุงเทพฯ ด้วย เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราก็ผูกพันกับมนุษย์แม่ไม่ต่างกัน”

ทำความรู้จักท้องถิ่นทั่วไทยไปกับ 'เด็กต่างจังหวัด' เพจคลายเหงาของเหล่าคนคิดถึงบ้าน

นอกจากสาลี่ ก็ฉันนี่แหละ ของดีสุพรรณ

แม้จะประสบความสำเร็จจากการเล่นกับคำศัพท์และเรื่องราวอินไซด์ในแต่ละจังหวัด แต่การจะจัดการให้เนื้อหาของเพจได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่เรื่องง่าย คู่แข่งจากหลายเพจก็เริ่มนำเสนอเนื้อหาในลักษณะใกล้เคียงกัน โชคดีที่เบียร์มีอาวุธเด็ดอย่างความคิดสร้างสรรค์และทักษะที่ได้จากสายงานเอเจนซี่ เด็กต่างจังหวัดจึงส่งคอนเทนต์ที่ถูกคิดมาเป็นอย่างดีได้ต่อเนื่อง

“เราอยากนำเสนอคอนเทนต์เกี่ยวกับของดีประจำจังหวัด เราว่ามุมนี้น่าสนใจ แต่จะทำยังไงให้คนอยากแชร์ ก็เลยเอาไปผูกกับการที่คนที่เล่นเฟซบุ๊กน่าจะอยากบอกว่า ตัวเองก็เป็นของดีประจำจังหวัดเหมือนกันนะ เป็นมู้ดแอนด์โทนที่มีความอ่อยนิด ๆ น่ารักหน่อย ๆ บวกกับตอนนั้นคำว่า ‘ทานโทษนะ’ กำลังฮิตในโซเชียล”

ขณะที่เบียร์เล่าให้ฟัง แคทก็เลื่อนโน้ตบุ๊กมาเปิดโพสต์เหล่านั้นให้เราเห็นภาพ เด็กภูเก็ตได้รู้แล้วว่า กว่าจะเป็นหนึ่งโพสต์ไม่ใช่เรื่องง่าย และการที่แต่ละโพสต์เป็นที่นิยมได้ก็ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เด็กประจวบฯ ต้องคิดแล้วคิดอีก นำวัตถุดิบ 3 ส่วนมาประกอบเข้าด้วยกันจนได้ผลงานที่โดนใจ ทั้งของดีที่เป็นความภูมิใจในแต่ละจังหวัด คำฮิตติดปากเด็กรุ่นใหม่ ไปจนถึงพฤติกรรมการขายตัวเองของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย

ทำความรู้จักท้องถิ่นทั่วไทยไปกับ 'เด็กต่างจังหวัด' เพจคลายเหงาของเหล่าคนคิดถึงบ้าน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งแนวทางการทำเนื้อหาที่ดูจะไปได้ดี คือเรื่องราวว่าด้วยความเข้าใจผิด

“อีกเรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกว่าสนุก คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจังหวัดต่าง ๆ อย่างเรามาจากประจวบฯ ก็จะมีแต่คนถามว่า มาจากหัวหินเหรอ ทั้งที่จริง ๆ ประจวบฯ มีตั้งหลายอำเภอ เราก็เลยลองโพสต์ถามลูกเพจว่ามีเรื่องอะไรที่คนเคยเข้าใจผิดเกี่ยวกับจังหวัดตัวเองบ้าง ทุกคนเข้ามาแชร์เรื่องราวกันเยอะมาก อย่างเกาะภูเก็ต ถ้าจะมาก็ไม่ได้ต้องนั่งเรือถูกมั้ย” 

เราพยักหน้า พร้อมกับคิดในใจว่า ‘เออ พี่เบียร์รู้จริงแฮะ’

เมื่อได้เรื่องราวความเข้าใจผิดมากพอ เบียร์ก็ขอกดสูตรเดิม คือยกข้อมูลเด็กต่างจังหวัดมาบวกกับคำศัพท์ที่กำลังเป็นกระแส ซึ่งสิ่งที่มาแรงมาก ๆ ในช่วงนั้นก็ได้แก่คำคล้องจองสองประโยคไม่เกี่ยวข้องกัน เจ้าของเพจคนเก่งจึงนำความเข้าใจผิดเหล่านั้นมาแต่งเป็นกลอนตลก ๆ จนได้เป็นคอนเทนต์ที่ไวรัลในที่สุด

ทำความรู้จักท้องถิ่นทั่วไทยไปกับ 'เด็กต่างจังหวัด' เพจคลายเหงาของเหล่าคนคิดถึงบ้าน

ขณะที่เราชื่นชมผลงานของเด็กต่างจังหวัดไปเรื่อย ๆ เบียร์ก็เอ่ยขึ้นว่า “ตอนนั้นกราฟิกอาจจะไม่ได้ดีมาก เพราะเราทำทุกอย่างในมือถือ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ความประทับใจที่เรามีต่อเพจเด็กต่างจังหวัดก็เพิ่มขึ้นอีกระดับ

กราฟิกแบบใหม่ ความตั้งใจแบบเดิม

แม้จะใช้ภาพที่เรียบง่าย ทุกชิ้นก็ถ่ายทอดความเป็นเด็กต่างจังหวัดได้ถูกใจคนหมู่มาก แต่เมื่ออยากให้เพจไปได้ไกลกว่าเดิม ความสำคัญของกราฟิกก็เพิ่มขึ้นตาม จึงได้เวลาของแคทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จะออกโรง

ด้วยยุคสมัยและพฤติกรรมของผู้ใช้โซเชียลที่เปลี่ยนไป เด็กต่างจังหวัดคงหวังพึ่งพาแค่ความสนุกและมุกตลกไม่ได้อีกต่อไปแล้ว การสอดแทรกเนื้อหาสาระกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้น และการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้เพจก็กลายเป็นเรื่องสำคัญ เบียร์จึงชักชวนแคทที่ทำงานด้านกราฟิกในเอเจนซี่เดียวกัน ให้มาช่วยปลุกปั้นเพจด้วยอีกแรง

“เราทำเอเจนซี่มาเลยรู้ว่า แต่ละเพจจะมีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเอง ดังนั้น นอกจากกิมมิกเรื่องความความตลกแล้ว ก็น่าจะใช้การออกแบบช่วยสร้างเป็นภาพจำให้เพจด้วย เราเปลี่ยนโลโก้ให้ดูดีขึ้น เพิ่มมูลค่านิดหน่อย แต่ก็ไม่ทิ้งคอนเทนต์และความตั้งใจเดิม” แคทเริ่มเล่าอย่างกระฉับกระเฉง

ความตั้งใจเดิมคืออะไร – เราถาม 

“พอปรับการออกแบบ เพจอาจจะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังไม่สูญเสียตัวตนไป เราคิดว่าเด็กต่างจังหวัดเป็นเพจที่บอกเล่า Local Insight ของวิถีชีวิตความเป็นต่างจังหวัด และที่สำคัญเราอยากให้มันเป็นพื้นที่บนโลกออนไลน์ที่ช่วยให้เด็กต่างจังหวัดทุกคนหายคิดถึงบ้าน ทุกคนอยากมาแชร์ของดีที่บ้านตัวเอง ถ้าใครคิดถึงบ้านก็อยากให้คิดถึงเพจเรา”

เบียร์ตอบคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นที่สุดตั้งแต่พูดคุยกันมา เราจึงเชื่อจริง ๆ ว่า เขาอยากให้เพจเป็นพื้นที่คลายเหงาของเหล่าเด็กต่างจังหวัดที่ต้องไปทำงานไกลบ้านอย่างแท้จริง

“เอาจริง ๆ เพจไม่ใช่แค่พื้นที่ของเด็กหรือวัยรุ่นนะ หลายโพสต์ก็มีพ่อแม่เห็นแล้วแท็กลูกตัวเองไปเหมือนกัน ช่วงวัยของคนที่ติดตามเพจกว้างมาก ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ความตั้งใจของเพจก็ยังเหมือนเดิม คืออยากให้เป็นคอมมูนิตี้ที่ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า ในแต่ละจังหวัดก็มีเรื่องราว มีของดีซ่อนอยู่” แคทพูดเสริม

แม้จะปรับเปลี่ยนการออกแบบให้เป็นทางการมากขึ้นจนเริ่มมีลูกค้าติดต่อขอโฆษณา แต่ด้วยหัวใจในการเล่าเรื่องแบบเดิมก็ช่วยให้ผู้ติดตามยังคงสนับสนุนเพจเด็กต่างจังหวัดอย่างเหนียวแน่น ยิ่งไปกว่านั้น เพจก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ของเด็กต่างจังหวัดเพียงอย่างเดียว เพราะกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดตามก็เป็นคนกรุงเทพฯ การแนะนำสถานที่ อาหาร หรือกระทั่งวิถีชีวิตของผู้คนในต่างจังหวัด นอกจากจะทำให้คนต่างจังหวัดมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีแล้ว ยังทำให้คนที่เกิดและโตในเมืองได้เห็นว่า จังหวัดอื่น ๆ ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอยู่อีกมาก

“เรามีโอกาสได้ทำเรื่องราวเกี่ยวกับจังหวัดเมืองรอง เมืองหลักอย่างเชียงใหม่ กระบี่ หรือภูเก็ต เราได้เห็นกันตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แต่พอได้ไปจังหวัดอย่างพิจิตร เราได้เจออาหารที่หากินไม่ได้จากที่อื่น สุดท้ายทุกจังหวัดก็มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง แค่มันยังไม่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง พอคนกรุงเทพฯ ที่ติดตามเพจได้เห็น เขาก็จะแท็กเพื่อนจังหวัดนั้น ๆ ไป แล้วบอกว่า ‘เออ มึงพากูไปกินนี่หน่อยดิ’

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทิ้งจังหวัดที่คนรู้จักอยู่แล้วนะ อย่างภูเก็ตเราก็มาครั้งที่สองแล้ว เพียงแต่เราตั้งใจไว้แต่แรกว่า ถ้ามาภูเก็ตก็จะไม่ทำเนื้อหาเกี่ยวกับทะเล เพราะทุกคนรู้กันอยู่แล้ว คนทำเยอะแล้ว จังหวัดนี้มีมุมอื่นที่คนไม่รู้อีกตั้งเยอะ เช่น จริง ๆ แล้ว ภูเก็ตมีของกินเยอะมาก คนภูเก็ตสมัยก่อนกินอาหารกันวันละหกถึงเจ็ดมื้อ เราก็เลยลองบุกตะลุยกินเฉพาะในเมืองอย่างเดียว ไม่ไปทะเลเลย ซึ่งกระแสตอบรับก็ดีมาก ๆ” ทั้งคู่เล่าไปยิ้มไป

เด็กต่างจังหวัดต้องดิ้นรน

การทำเพจที่เล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวต่างจังหวัด สะท้อนว่าบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นในประเทศไทยนั้นแตกต่าง เมืองหลวงเป็นอย่าง จังหวัดอื่นก็เป็นอีกแบบ เราจึงอยากรู้ว่า ในมุมมองของทั้งคู่ เด็กที่โตมาในต่างจังหวัดแตกต่างจากเด็กที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ อย่างไร

“สำหรับเรา เด็กต่างจังหวัดเป็นเด็กที่โตมากับการปรับตัว ย้ายมาเรียนหรือทำงานในกรุงเทพฯ ก็ต้องปรับตัว ต้องอยู่หอ ไม่ได้กลับบ้านนาน ๆ มีขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงเยอะมากตั้งแต่เกิด ในขณะที่เด็กกรุงเทพฯ อาจจะปรับตัวแค่จากวัยมัธยมเข้าสู่วัยมหาลัย แต่ก็ยังอาศัยอยู่ที่เดิม ไม่ได้มีอะไรหวือหวาขนาดนั้น

“คือเราไม่ได้บอกว่า ปรับตัวหรือไม่ต้องปรับตัวดีกว่า แต่เหล่านี้คือความแตกต่างของวิถีชีวิต” เบียร์สรุป

แคทพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่คู่หูอธิบาย พร้อมเสริมต่อว่า

“เราเรียนในคณะที่เด็กต่างจังหวัดเยอะมาก ถึงเราจะเป็นเด็กกรุงเทพฯ แต่กลายเป็นว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนคนอื่น สิ่งที่เราเห็นคือเด็กต่างจังหวัดต้อนดิ้นรนหลายอย่าง เราเห็นเลยว่าเขาต้องพยายามมากแค่ไหนกว่าจะได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ คนกรุงมีพร้อมแทบจะทุกอย่าง การเรียนพิเศษก็มีครบหมด สุดท้ายก็จะกลับไปที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ทำให้คนต่างจังหวัดต้องดิ้นรนหลายด้านกว่าจะมาถึงจุดที่คนกรุงเทพฯ อยู่”

แคทเล่าต่อว่า สิ่งที่เด็กในกรุงเทพฯ ส่วนมากโชคดีกว่าเด็กต่างจังหวัดคือโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนที่แคทจบมามีความพร้อมมากกว่าโรงเรียนในต่างจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ ยกตัวอย่าง ถ้าเด็กสนใจจะศึกษาต่อทางด้านสถาปัตยกรรม โรงเรียนก็จะหาครูที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาแนะแนวให้ ในขณะที่เด็กในพื้นที่ห่างไกลอาจจะไม่มีโอกาสได้รับคำแนะนำเหล่านี้

“หรือเรื่องง่าย ๆ อย่างการตีแบด เราเรียนที่บางสะพาน การตีแบดของเราคือต้องตีที่สนามตะกร้อ ลมแรงมาก แต่ก็ต้องฝึกเอง แต่ของแคทคือมีครูสอนที่โรงเรียน จะเห็นเลยว่าแม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ใช่วิชาการก็ยังมีความเหลื่อมล้ำ ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิต การเข้าถึงสาธารณูปโภค และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน” เบียร์พูดเสริม

ท่องทั่วไทยไปกับ เบียร์ ไพพล และ แคท กิตติธัช เจ้าของเพจ 'เด็กต่างจังหวัด' ผู้สร้างพื้นที่ออนไลน์ให้คนหายคิดถึงบ้าน

‘ฮาโรย’ กลายเป็นคำฮิต

แน่นอนว่าเราเห็นด้วยกับสิ่งที่เจ้าของเพจทั้งสองอธิบาย แต่สิ่งที่เราอดสงสัยไม่ได้คือ เพราะเหตุใด คอมเมนต์ส่วนใหญ่ในเพจเด็กต่างจังหวัดจึงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในบ้านเกิด ในเมื่อต่างจังหวัดเหลื่อมล้ำจากเมืองหลวงขนาดนั้น แล้วทำไมผู้คนยังเชื่อมั่นในท้องถิ่นที่ตัวเองเติบโตมา

“เด็กต่างจังหวัดจะเลือกมุมมองที่ตัวเองภูมิใจนำเสนอ อย่างช่วงหลัง เราทำบทความสัมภาษณ์ผู้คนจากแต่ละจังหวัด เขาก็จะเล่าทั้งเรื่องที่แย่ที่สุดและดีที่สุดของบ้านตัวเอง ทุกคนมีสำนึกรักบ้านเกิดอยู่แล้ว ศรีสะเกษดีอย่างนั้น อุบลฯ ดีอย่างนี้ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็บอกได้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่ดีและควรแก้ไข ก็เหมือนกรุงเทพฯ ที่อาจจะเป็นศูนย์รวม ทุกอย่างเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ก็มีสิ่งที่เแย่ ๆ หลายอย่างเหมือนกัน”

จริงอย่างที่แคทพูด ทุกจังหวัดมีข้อดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในหลายภาคส่วน กรุงเทพฯ เอง แม้จะเป็นศูนย์รวมความเจริญ แต่ก็ยังมีข้อเสียเช่นเดียวกัน

ท่องทั่วไทยไปกับ เบียร์ ไพพล และ แคท กิตติธัช เจ้าของเพจ 'เด็กต่างจังหวัด' ผู้สร้างพื้นที่ออนไลน์ให้คนหายคิดถึงบ้าน

“แล้วส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะทิศทางการทำเพจของเราด้วย เราอยากให้เพจเป็นพื้นที่ของความคิดเห็นในแง่บวก ครั้งหนึ่งเราเคยทำคอนเทนต์ ‘ไม่พูดเยอะ เดี๋ยวเหน่อ’ หลายคนอาจจะถามว่า โพสต์นี้เป็นการบูลลี่คนที่พูดเหน่อรึเปล่า เราไม่คิดแบบนั้น เพราะเพจเราบอกกับทุกคนอยู่เสมอว่า ไม่เป็นไรเลยที่จะพูดเหน่อ คนพูดเหน่อมีตั้งเยอะ คนพูดทองแดง พูดเหนือก็มี ทุกวันนี้อินฟลูเอนเซอร์หลายคนก็หันมาพูดภาษาถิ่นของตัวเองแล้ว เจนนี่ ปาหนัน ที่พูดคำว่า ‘ฮาโรย’ ยังกลายเป็นคำฮิตได้เลย” เบียร์เสริมต่อจากแคท

แล้วพวกพี่คิดยังไงกับเด็กยุคใหม่ที่อยากเป็นคนเมือง แถมยังพูดภาษาถิ่นไม่ค่อยเป็นกันแล้ว – เราถาม

“เอาจริง ๆ เด็กยุคใหม่ เรียกว่าเจน TikTok ก็แล้วกัน เขาดูภูมิใจกับการพูดภาษาถิ่นของตัวเองนะ เพื่อนเราหลายคน ถ้าย้อนกลับไปได้ เขาก็อยากพูดภาษาถิ่นเป็นเหมือนกัน ยุคนี้การพูดภาษาถิ่นได้เหมือนกับการพูดภาษาอังกฤษได้เลย” 

แคทตอบก่อนที่เบียร์จะเสริมว่า การพูดภาษาถิ่นเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่มาแรงในยุคหลัง และการที่เด็กรุ่นใหม่พูดภาษาถิ่นไม่ได้ อาจไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากพูด แต่เป็นผลจากคนรุ่นพ่อแม่ที่อยากให้ลูกหลานพูดภาษากลางให้ชัดมากกว่า ค่านิยมของไทยในสมัยก่อนอาจส่งต่อมาว่า คนที่พูดภาษาถิ่นคือคนที่ไม่มีการศึกษา เวลาเข้ามาทำงานในเมืองอาจจะโดนดูถูกได้ การสอนให้ลูกพูดกลางคงเป็นความหวังดีที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น

“เพราะฉะนั้น อาจจะต้องย้อนไปถามรุ่นพ่อแม่มากกว่าว่าทำไมถึงไม่สอน ทั้งที่เขาพูดภาษาถิ่นได้ แต่กลับเลือกที่จะพูดภาษากลางกับลูก ก็ต้องเข้าใจว่าเขาคงมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ได้รับชุดข้อมูลคนละแบบกับเรา แต่เราว่าคนยุคนี้ทุกคนอยากพูดภาษาถิ่นได้นะ” ทั้งคู่ยืนกรานร่วมกัน

Unseen อีสาน

จากวันแรกที่เริ่มทำเพราะนึกสนุก ถึงวันนี้ที่เพจเด็กต่างจังหวัดย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 5 สองแอดมินพัฒนาคุณภาพเนื้อหาในเพจอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความรู้ความเข้าใจที่มีต่อจังหวัดในประเทศไทยของทั้งคู่ก็เพิ่มขึ้นผ่านการเดินทางสำรวจแต่ละท้องถิ่น

นับถึงวันนี้ เบียร์และแคทไปมาแล้วทั้งสิ้น 26 จังหวัด หลายจังหวัดก็แวะเวียนมากกว่าหนึ่งรอบ การเดินทางทำให้ทั้งคู่ได้พบคำตอบและข้อมูลมากมายที่อยากแบ่งปัน และหนึ่งในนั้นคือการอยากให้คนไทยได้ลองไปสัมผัสกับจังหวัดทางภาคอีสาน ชุมชนที่ยังผูกติดกับภาพจำความแห้งแล้ง ไม่น่าท่องเที่ยว

“คนไม่ค่อยรู้จักอีสาน ที่จริง ๆ ก็มีความคราฟต์ไม่ต่างจากเชียงใหม่ มีอาหารท้องถิ่นดี ๆ สถานที่ท่องเที่ยวและธรรมชาติก็เยอะ เพียงแต่ยังไม่ค่อยมีการโปรโมตให้ชาวต่างชาติไปเที่ยว เรามีภาพจำว่า ถ้าอยากดูศิลปวัฒนธรรมให้ไปภาคเหนือ อยากเที่ยวทะเลให้มาภาคใต้ แล้วอีสานอยู่ตรงไหน ทั้งที่อาหารไทยที่ส่งออกต่างประเทศหลายอย่างก็มาจากอีสานทั้งนั้น” เบียร์อธิบายจากประสบการณ์ของคนที่ไปสัมผัสความงดงามของต่างจังหวัดมาด้วยตนเอง ก่อนทิ้งท้ายว่า

“ถ้าคุณชอบเกียวโตของญี่ปุ่นก็ไปเดินเล่นที่นครพนมได้เลย ทางเดินริมแม่น้ำโขง มีประเทศลาวอยู่ฝั่งตรงข้าม บรรยากาศดีไม่ต่างกัน”

ทางฝั่งของคนกรุงเทพฯ อย่างแคท ก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากการเดินทางทั่วไทย เขาสังเกตว่าจังหวัดต่าง ๆ เริ่มก่อร่างสร้างชุมชนของตัวเองให้แข็งแรงและทันโลก กลุ่มคนอายุย่างเข้าเลข 4 ที่เคยเข้าไปเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ เริ่มแยกย้ายกลับไปอยู่บ้านและพัฒนาจังหวัดของตัวเอง เกิดเป็นคอมมูนิตี้ของผู้ที่สนใจในสิ่งเดียวกัน

“อุบล อุดร เชียงใหม่ สกลนคร หรือภูเก็ตก็มีเหมือนกัน อย่างน้ำฝน เพื่อนเราที่เป็นเจ้าของร้านนี้ก็เป็นคอมมูนิตี้ร้านกาแฟ ทุกจังหวัดใส่การดีไซน์ลงไป แล้วก็เพิ่มการประชาสัมพันธ์ทางโซเชียลมากขึ้น เราว่านี่แหละคือเสน่ห์ของต่างจังหวัด

“อย่างเราที่เป็นคนกรุงเทพฯ จ๋าๆ เลย ก็แอบอิจฉาเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันนะ เพราะเพื่อนทุกคนจะกลับบ้านกันหมดช่วงปีใหม่ แต่เราไม่มีบ้านที่อื่นให้กลับแล้ว” แคทและเบียร์หัวเราะ

ก้าวต่อไปของ (เด็ก) ต่างจังหวัด

รอยยิ้มของทั้งสองเริ่มมัวหมองและถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ เมื่อเราถามว่า เป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยในอนาคตจะไม่มีคำว่าต่างจังหวัดแล้ว เพราะความเจริญกระจายไปทั่วทุกพื้นที่

“ยากมาก เพราะตอนนี้ประเทศไทยก็ยังไม่ได้เจริญขนาดนั้น อย่างอุบลฯ ที่เราไป ตอนนี้เจริญขึ้นเยอะก็จริง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้มีครบครันเหมือนกรุงเทพฯ ดังนั้นก็คงจะอีกนานมากๆ” แคทตอบเศร้า ๆ แต่เขาก็คิดอย่างนั้นจริง ๆ

“ที่สำคัญ ความเจริญอาจไม่ใช่แค่เจริญทางวัตถุ แต่ควรจะเจริญทั้งวิถีชีวิต อาชีพ และทุกอย่างต้องรองรับเด็กต่างจังหวัดได้จริง อย่างเราทำงานสายนิเทศ ก็ไม่มีทางทำงานที่บ้านเกิดได้เลย หรืออย่างมาก ถ้าจะทำงานที่บ้านได้ก็ต้องรับงานจากกรุงเทพฯ อยู่ดี โปรดักชันและทุกอย่างยังอยู่ที่เมืองหลวง เพราะงั้น เราก็ได้แต่หวังว่า ในอนาคตทุกที่จะเจริญทั้งทางด้านวัตถุ วิถีชีวิต รวมถึงค่าครองชีพด้วย” หนุ่มประจวบฯ แสดงทรรศนะ

จากการเล่าเรื่องรถเครื่องในวันที่หนึ่ง ถึงวันนี้ที่เด็กต่างจังหวัดมียอดไลก์ทะลุ 500,000 เบียร์และแคทได้บทเรียนหลากหลาย ตั้งแต่ทักษะการทำเพจที่มีประโยชน์และสร้างรายได้ ข้อคิดมากมายจากการเดินทางไปแต่ละจังหวัด ตลอดจนประสบการณ์ชีวิตและมิตรภาพที่ไม่อาจประเมินเป็นราคา คงกล่าวได้ว่า เพจของทั้งคู่คือความสำเร็จอันน่าภูมิใจที่เหล่านักทำเพจทั่วไทยใ่ฝ่ฝัน กระนั้นเบียร์และแคทก็ยืนยันว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรยิ่งใหญ่ต่อจากนี้

“ก่อนหน้านี้เป้าหมายของเราก็คือห้าแสนนั่นแหละ แต่หลังจากนี้เราไม่ได้คิดแล้ว ไม่ได้ตั้งความหวังว่าจะต้องถึงล้านรึเปล่า” เบียร์พูดยิ้ม ๆ

“เราว่าความสม่ำเสมอสำคัญกว่ายอดผู้ติดตาม สุดท้ายเราแค่อยากให้เพจนี้มีประโยชน์ ทั้งในแง่สาระและการเป็นพื้นที่ให้คนต่างจังหวัดทุกคนได้แชร์ความรู้สึก” แคทพูด พร้อมฉีกยิ้มกว้างกว่าเบียร์ก่อนหน้านี้

เมื่อได้คำตอบครบถ้วนตามที่ตั้งใจ เด็กภูเก็ตจึงบอกลาเจ้าของเพจทั้งสอง ก่อนเดินออกจากห้องสี่เหลี่ยมของร้านกาแฟ เราหันกลับไปมองแคทและเบียร์เป็นครั้งสุดท้ายผ่านกระจกหน้าร้าน ทั้งคู่กลับไปตั้งใจทำงานของตัวเองที่หน้าจออีกครั้ง พวกเขาคงกำลังสร้างสรรค์เรื่องราวดี ๆ ของต่างจังหวัดที่หลายคนไม่รู้จักอีกแน่เลย

ท่องทั่วไทยไปกับ เบียร์ ไพพล และ แคท กิตติธัช เจ้าของเพจ 'เด็กต่างจังหวัด' ผู้สร้างพื้นที่ออนไลน์ให้คนหายคิดถึงบ้าน

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

‘เที่ยวรอบโลก’ ความฝันวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนที่พูดง่าย แต่ยากที่จะตั้งให้เป็นเป้าหมายในชีวิต

เชษฏ์ สุวรรณรัตน์ อดีตพนักงานประจำ ปัจจุบันเป็นเจ้าของเพจ ‘วิ่งรอบโลก: Running The World’ คือผู้ท้าชิงคนนั้น เขาตั้งใจวิ่งเพื่อบันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน และอยากแบ่งปันให้ทุกคนบนโลกออนไลน์

จุดออกตัว

“จุดที่ทำให้เริ่มสนใจการวิ่ง คือเหตุการณ์ระเบิดที่บอสตันมาราธอน ในปี 2013 เราไปยืนถ่ายรูปเล่นแถวเส้นชัย และ 1 ชั่วโมงหลังจากที่เดินออกมากินข้าว มันเกิดระเบิดขึ้น” เชษฏ์เผยจุดเริ่มต้นที่มาจากเรื่องสะเทือนใจชนิดหวิดเอาชีวิตไม่รอด

หลังจากนั้นบอสตันจัดงานวิ่งการกุศล เพื่อระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรู้สึกร่วมของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และคำว่า Boston Strong ที่สกรีนอยู่บนเสื้อ ทำให้เชษฏ์สมัครเข้าร่วมงานวิ่งครั้งนั้นเป็นสนามแรก แม้จะไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

“ตอนไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เราใช้ชีวิตแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป ไม่ออกกำลังกาย กินฟาสต์ฟู้ด เราอ้วนจนถึงจุดที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม แล้วก็ไปวิ่ง 4 กิโลเมตร โอ้โห พอวิ่งจบแล้วรู้สึกเหมือนเกือบตาย ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเลย ตอนนั้นแหละที่จุดประกายความคิดว่า เราอยากจะวิ่งบอสตันมาราธอนสักครั้งในชีวิต” 

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ถูกปักหมุด แต่ไม่นานนักก็หลุดออกมา เมื่อเขาลงสมัครงานวิ่ง 5 กิโลเมตรจนรู้สึกเหนื่อย และเปรียบเทียบระยะวิ่ง 42 กิโลเมตรว่าเกินความจำเป็นต่อชีวิต Bucket List งานบอสตันมาราธอนจึงถูกขีดฆ่าไป

อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา บอสตันมาราธอนก็ส่งแรงกระตุ้นให้เชษฏ์อีกครั้ง วันนั้นเขาได้เห็นคนกำลังวิ่งในสนามยามฝนตกหนัก ขณะที่เขายืนจิบกาแฟอุ่น ๆ ในร้านข้างลู่วิ่ง

“คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราคือ รีเบกก้า เกรกอรี่ (Rebekah Gregory) ในปี 2013 เธอโดนระเบิดตอนวิ่งใกล้ถึงเส้นชัย กลายเป็นนักกีฬาที่ต้องโดนตัดขา เราว่ามันคงใจสลายมาก แต่ในปี 2015 เธอเขียนจดหมายถึงบอสตันมาราธอน เพื่อขอวิ่งต่อจากระยะทางที่เหลืออีกไม่กี่ฟุตในวันนั้น เธอรู้สึกว่ากำลังจะได้รับเหรียญรางวัลแต่ดันล้มลงก่อน เธอจึงพยายามซ้อมวิ่งบนขาเทียมตลอด 2 ปี เพื่อขอวิ่งอีก 5 กิโลเมตรสุดท้ายในปีนี้

“พอถึงวันจริง มีนักข่าวมาถ่ายภาพเธอและเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้เรามองกลับมาที่ตัวเอง เราเคยตั้งเป้าว่าจะวิ่งบอสตันมาราธอนให้ได้ แต่แล้วก็ปัดตกไปด้วยสนาม 5 กิโลเมตร เพราะคิดว่าเหนื่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว เขาขาขาด แต่เขายังวิ่งได้ เราก้มดูขาตัวเอง ยังมีอยู่ครบ 32 ทุกอย่าง ไม่ได้แล้วเว้ย ปีหน้าฉันจะวิ่งบอสตันมาราธอน อันนั้นแหละเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจขึ้นมาอย่างจริงจัง” และในวันนั้น Bucket List เดิมของเชษฏ์ก็วนกลับมาเป็นเป้าให้พุ่งชนอีกครั้ง

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ฝันที่เป็นจริง

เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน วิธีที่ช่วยพาไปถึงปลายทางก็ปรากฏ เชษฏ์แพลนตารางฟิตซ้อมร่างกายเพื่อพัฒนาเวลาวิ่งให้ตรงตามเงื่อนไขการสมัครบอสตันมาราธอน แต่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ว่าเชษฏ์จะมีพัฒนาการก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นแค่ไหน แต่เวลาที่ทำได้จากการวิ่งมาราธอนสนามอื่นในช่วงระหว่างทาง ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีทางทำได้ ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่เขาก็ดิ้นรนหาทางออก จนในที่สุดจึงค้นพบการสมัครแบบการกุศล

เงื่อนไขคือต้องหาเงินให้ได้ 5,000 เหรียญฯ เชษฏ์ทั้งเปิดรับบริจาคเงินจากการสอนทำอาหารไทยในโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และเล่นดนตรีเปิดหมวกกับกลุ่มเพื่อนบน Facebook Live ภายใต้ชื่อเพจ ‘On My Way To Boston Marathon’

การยื่นสมัครในรูปแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักโดยเฉพาะในแวดวงนักวิ่งไทย เชษฏ์คือคนแรก ๆ ที่เจอ แล้วนำข้อมูลมาส่งต่อบนเพจและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ทำให้ได้รับความสนใจ มียอดผู้ติดตามหลักพันในระยะเวลา 5 เดือน โดยปราศจากการบูสต์โพสต์

สุดท้ายยอดบริจาคก็ทะลุเป้า ความฝันที่อยากวิ่งบอสตันมาราธอนก็กลายเป็นจริง Bucket List ถูกขีดฆ่า และไร้การเคลื่อนไหวบนเพจ On My Way To Boston Marathon อีกต่อไป

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ทางที่เลือกด้วยตัวเอง

หลังการวิ่งบอสตันมาราธอนอย่างบ้าคลั่ง และตารางซ้อมที่หักโหมเกินร่างกายต้านไหว ทำให้เชษฏ์ต้องหยุดพักฟื้นร่างกายอยู่ครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

ตั้งแต่เด็ก เชษฏ์มีอาชีพในฝันที่ดันวิ่งสวนทางกับครอบครัว ทำให้เขาต้องประนีประนอมเลือกอนาคตที่ไม่ได้ชอบนักมาตลอด ตั้งแต่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรี เรียนต่อปริญญาโทสาขา Information System ใน Northeastern University College of Engineering ที่สหรัฐอเมริกา และจบมาทำงาน Software Engineer ที่บอสตัน

“จริง ๆ สิ่งที่เราอยากเรียนคือศิลปกรรม นิเทศ หรืออะไรก็ได้ในแวดวงเต้นกินรำกิน แต่ที่ครอบครัวพูดมาเราก็เข้าใจ เพราะงานนี้สร้างเม็ดเงินและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี”

ทั้งความสามารถที่ไต่เต้าจนถึงตำแหน่ง Director และประสบการณ์เฉพาะทางซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาด ทำให้กล่องข้อความ LinkedIn ของเชษฏ์มีแจ้งเตือนขอซื้อตัวทุก ๆ เช้าเย็น ณ ตอนนั้นเขามีรายได้มากพอจะเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเป็นของตัวเอง และบริหารทั้งสองบริษัทควบคู่กันไป

จากเนื้องานเชิงสร้างสรรค์ สู่เนื้องานเชิงบริหารอย่างเต็มตัว หน้าที่หลักคือสอนงานลูกน้อง รับมือกับการเปลี่ยนผ่านของลูกทีม และคุยงานกับลูกค้าจากต่างประเทศ ความสนุกหรือความสุขเพียงเล็กน้อยไม่มีให้เสพอีกต่อไป จนวันหนึ่งเข็มความอดทนเดินมาชนขีดจำกัด เชษฏ์จึงตัดสินใจเก็บเงินก้อนหนึ่งและลาออกไปใช้ชีวิต

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“คนเราจะประสบความสำเร็จแบบมีความสุขได้ ต้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำสิ่งนั้นได้ดี และทำในสิ่งที่คนต้องการ ซึ่งอย่างน้อยอาชีพเรามี 2 อย่างหลัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารัก

“ตอนนั้นแค่บอกตัวเองว่า ขอหยุดแบบไม่ทำอะไรเลย 1 ปีเต็ม ๆ อยากลองใช้ชีวิตแบบเช้าวันนี้หยิบกาแฟขึ้นมาจิบ แล้วนั่งเสิร์ชดูตั๋วเครื่องบินว่าที่ไหนถูก วันรุ่งขึ้นก็บินเลย แบกเป้ตะลุยไปประเทศที่อยากไป พอใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ 1 ปี ก็รู้สึกว่าติดการใช้ชีวิตแบบนี้ จนมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปทำงานออฟฟิศอีกแล้ว” 

ช่วงพักผ่อนในปลายปี 2016 เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ เชษฏ์ไปเที่ยวฮาวายแล้วลงสมัครงานวิ่ง Honolulu Marathon แบบไม่ซีเรียสเรื่องการทำเวลา และมองเป็นเพียงกิจกรรมรับลมชมวิวระหว่างทริป แต่นั่นทำให้เขาได้สัมผัสกับความสุขบางอย่าง

ต้นปีถัดมาที่ได้เยือนปารีส เขาเริ่มค้นหามาราธอนที่จัดในเมืองไปด้วย กิมมิกนี้กลายมาเป็นความสนุกที่เขาทำควบคู่ไปกับความฝันจะเที่ยวรอบโลก จนท้ายที่สุดก็ได้ถือกำเนิดเพจวิ่งรอบโลกขึ้นมาโดยอาศัยเครดิตจากเพจเก่า

“เรานิยามวิ่งรอบโลกว่า ถ้าได้ไปประเทศไหน แล้วได้วิ่ง Full Marathon เรานับแล้วล่ะว่ามาวิ่งและได้มาเหยียบประเทศนี้จริง ๆ เลย Rename ชื่อเพจตัวเองแค่นั้นเองครับ หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายชีวิตขึ้นมาว่า ก่อนตายขอวิ่งมาราธอนให้ครบทั้ง 196 ประเทศทั่วโลก”

เป้าหมายใหญ่จึงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยใช้สมุดบันทึกที่ชื่อว่า ‘วิ่งรอบโลก’

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

วิ่งทีละก้าว

ตอนแรก ๆ มีแค่รูปถ่าย แคปชั่น หลัง ๆ เริ่มมีวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเอกลักษณ์ของเพจ เราถือกล้องวิ่งไปถ่ายไป ระหว่างทางก็ถ่ายบ้างหยุดบ้าง แต่ตั้งแต่จุดสตาร์ทไปจนถึงเส้นชัย เรามีอะไรให้เขาดูแล้วรู้สึกเหมือนได้มาวิ่งสนามนั้นด้วยกัน” เชษฏ์เล่าบรรยากาศการบันทึกสมุดหน้าแรก ๆ ให้ฟัง

ทุกวันนี้เพจขยายไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บไซต์ แต่ 1 คือจำนวนทีมงานที่ผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบจากเพจวิ่งรอบโลกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทั้งเขียนงาน ถ่ายภาพ แต่งภาพ ตัดต่อ ทำเว็บไซต์ รวมถึงอีกหลายรูปแบบและหลายขั้นตอน ซึ่งครีเอเตอร์สมัยนี้จะสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือกันเป็นทีม แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ชายคนนี้สร้างขึ้นมากับมือแบบ One-man Show

วิ่งเสร็จก็มานั่งตัดต่อ วันรุ่งขึ้นก็ลงคลิปเลย คนชอบคิดว่า โห มีทีมงานเยอะขนาดนั้นเลย วิ่งเสร็จแล้วไม่พักเลยเหรอ ก็เนี่ย นั่งตัดวิดีโอนี่แหละคือการพักของเรา (หัวเราะ)” ในแง่หนึ่ง เขามองว่าสิ่งนี้สานฝันความชอบในงานด้านนิเทศอยู่กลาย ๆ

วิ่งรอบโลกยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เบื้องหลังที่เชษฏ์คิดไว้ ยังมีแพลนจะต่อยอดไปอีกมากมาย แต่ตอนนี้มีแค่ชิ้นเดียวที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คือ การจัดทริปวิ่งในต่างประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ที่โควิด-19 ระบาดหนัก งานวิ่งทั่วโลกประกาศยกเลิกและเพจต้องหยุดชะงัก วิ่งรอบโลกจึงจัด Virtual Run ขึ้น โดยเปิดรับสมัครบนแพลตฟอร์มของ LET’S RACE THAILAND และประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงร่วมมือกันเปิดบริษัทนำเที่ยวแบบมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้ชื่อของพวกเขาทั้งสองมารวมกัน กลายเป็น ‘LET’S RUN THE WORLD’ (RUNNING THE WORLD + LET’S RACE THAILAND)

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“บริษัทเราพยายามเลี่ยงคำว่าทัวร์ แต่เรียกเป็น ‘ทริป’ ที่พาไปวิ่งต่างประเทศ จำนวนคนไม่ได้เยอะ เพราะอยากให้ทุกคนในทริปรู้จักกันแบบอบอุ่น ไม่ได้เป็นทัวร์ทั่วไปที่พาคุณไปทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้ สิ่งที่ต่างกันคือ ตัวเราไปด้วยจริง ๆ คนที่ไปก็ไปวิ่งมาราธอนกับเราจริง ๆ แล้วก็พาเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไป

“เวลาไปที่ไหน เราก็พยายามศึกษาหาข้อมูลไปก่อนด้วยว่า ประเทศนั้นมีอะไรให้เที่ยวบ้าง ไม่ใช่ไปวิ่งอย่างเดียวแล้วจบ แต่เราใช้มาราธอนเป็นข้ออ้างให้พาตัวเองไปประเทศนั้น แล้วเราก็จะได้เที่ยวด้วย”

ปัจจุบันเพจมีกระบวนการทำงานที่ใหญ่ขึ้น เริ่มมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีรายได้ที่มากพอจะหาคนมาช่วย แต่ส่วนผลิตคอนเทนต์ยังเป็นเชษฏ์เหมือนเดิม

“ที่ผ่านมาเพจไม่ได้สร้างรายได้ เลยไม่รู้จะจ้างทีมงานไปทำไม และไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง แต่อันนี้มันเริ่มเป็นธุรกิจจริงจัง ก็เลยมีน้องแอดมิน 2 – 3 คนช่วยตอบและโพสต์คอนเทนต์ที่เราเตรียมไว้ให้ แต่เพจวิ่งรอบโลกก็ยังเป็นตัวเราทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ”

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน
วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ห้องสมุดนักวิ่ง

เชษฏ์ชวนเราจินตนาการว่า เพจวิ่งรอบโลกมีความสนใจอยู่ 2 วงหลัก ๆ คือ ‘เที่ยวรอบโลก’ และ ‘วิ่ง’ เพราะฉะนั้น หากเอาทั้งสองวงมาทับซ้อนกัน คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเพจ คือส่วนที่ทั้งสองวงนั้นเหลื่อมกันเป็นหลัก และอาจมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยถ้าพูดในเชิงการตลาด ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนน้อยมาก

นี่เป็นสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังจะทำต่อไป เพราะไม่ได้หวังสร้างรายได้จากเพจมาตั้งแต่ต้น แต่อยากให้เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวระหว่างทางที่ทำตามฝันเท่านั้น

เราไปมาหลายประเทศ ก็อาจจะได้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็น จึงอยากเอามาแบ่งปัน มาบอกกล่าว ว่าประเทศนี้เป็นอย่างนี้นะ ประเทศนี้ทำอย่างนี้นะ แล้วก็มีข้อมูลให้เขา เผื่อใครอยากไปต้องทำยังไง มีพื้นที่ตรงไหนไม่ปลอดภัย จองโรงแรมยังไง ทำวีซ่ายังไง อะไรประมาณนั้นมากกว่า

การไปเที่ยวรอบโลกเปิดโลกสำหรับเรามาก มันทำให้ได้เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ภาษา เจอคน วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ซึ่งก็ทำให้เรากลับมามองเปรียบเทียบกับตัวเราและประเทศของเรา 

แล้วยังรู้สึกว่าลดอัตตาหรือความเป็นตัวตนไปได้ด้วย”

เราปิดด้วยคำถามทิ้งท้ายว่า วันแรกที่ลาออกจากงานประจำ กับวันนี้ที่วิ่งมาถึงก้าวที่ 42 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

“รู้สึกว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ แค่นั้นเลย เราได้เจอสิ่งที่เรารักที่จะทำ แล้วเราก็มีเป้าหมายในชีวิต” เชษฏ์ตอบ

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ภาพ : วิ่งรอบโลก: Running The World

Writer

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load