การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้หลายพื้นที่ประกาศล็อกดาวน์ จึงถึงคราวที่หลายครอบครัวต้องย้ายถิ่นฐานกลับบ้านเกิดทั้งชั่วคราวหรือถาวร และเมื่อการเรียนการสอนก็ปรับเป็นรูปแบบออนไลน์ เราจึงเป็นอีกคนที่ย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดภูเก็ต

ระหว่างที่หลายคนต้องนั่งเรียนจากที่บ้าน ตั้งใจทำงานจากต่างจังหวัด นับเป็นจังหวะเวลาที่ดีในการนัดพูดคุยกับเพจหนึ่ง ซึ่งมีความหลงใหลในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจากทุกภาคทั่วไทย

The Cloud ติดต่อไปหา ‘เด็กต่างจังหวัด’ เพจอารมณ์ดีที่ตั้งใจจะเป็นพื้นที่บนโลกออนไลน์ ช่วยให้เด็กต่างจังหวัดทุกคนหายคิดถึงบ้าน ดั่งสโลแกนที่แปะไว้ในเฟซบุ๊กอย่าง ‘ใครคิดถึงบ้านนอกมารวมกันตรงนี้’

เบียร์-ไพพล ลิ้มเจริญ ริเริ่มทำเพจเพื่อบอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ ของภาษาถิ่นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนชักชวน แคท-กิตติธัช สุดประเสริฐ ผู้ที่เกิดและโตในกรุงเทพฯ มาเติมแต่งเพจร่วมกัน จากที่นำเสนอแค่เรื่องราวของภาษา ก็พัฒนาต่อถึงวันที่เพจเล่าเรื่องอาหาร การใช้ชีวิต ภูมิศาสตร์ของชุมชน ตลอดจนวัฒนธรรมอันหลากหลายจากทั่วประเทศ จนผู้ติดตามได้รู้จักกับความพิเศษของต่างจังหวัดอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต

และคงขอบคุณอะไรไปไม่ได้นอกจากความโชคดี เพราะในสัปดาห์ที่นัดพูดคุย สองคู่หูเจ้าของเพจมีแผนจะมาทำเนื้อหาเกี่ยวกับร้านอาหารบนเกาะภูเก็ต เราได้แต่คิดในใจว่า ‘เสร็จฉันล่ะ โชคดีจริง ๆ ที่เขามาให้สัมภาษณ์ถึงจังหวัดบ้านเกิด’

แคทกับเบียร์เสนอให้เรานัดคุยกันที่ร้านกาแฟ MATASECONDFLOOR ที่ซึ่งเจ้าของร้านเป็นเพื่อนที่แคทรู้จักผ่านการทำงานที่จังหวัดระนอง ทั้งคู่ดูจะมีเพื่อนพ้องอยู่ทุกที่ สมกับดีกรีเจ้าของเพจเด็กต่างจังหวัดเสียจริง ๆ

ทำความรู้จักท้องถิ่นทั่วไทยไปกับ 'เด็กต่างจังหวัด' เพจคลายเหงาของเหล่าคนคิดถึงบ้าน

เราเปิดประตูสู่ร้านกาแฟตามเวลาที่นัดหมาย ที่นั่งอยู่กลางร้าน ท่าทางผ่อนคลายคือเจ้าของเพจเด็กต่างจังหวัด แคทอยู่ในเสื้อคอปกลายทาง เบียร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สวมเสื้อยืดสีเขียวทับด้วยเชิ้ตสีครีม ทั้งคู่ดูจริงจังกับงานที่อยู่ตรงหน้า

พี่เบียร์ พี่แคท สวัสดีครับ – เราทัก

ท่ามกลางคาเฟ่บรรยากาศเก๋ ๆ ใจกลางย่านเมืองเก่า บทสนทนาและเรื่องเล่าของเด็กกรุงเทพฯ เด็กประจวบฯ และเด็กภูเก็ตก็เริ่มต้นขึ้น

รถเครื่องกับเรื่องเล่า

จากที่เกิดในอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ย้ายไปเรียนมัธยมปลายที่เพชรบุรี ก่อนจะมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบียร์ไม่เคยคิดเลยว่าสำเนียงและภาษาที่ตัวเองใช้จะมีเอกลักษณ์จนได้รับความสนใจจากกลุ่มเพื่อน

“เพจเกิดขึ้นตอนเราทำงานเอเจนซี่โฆษณา ด้วยความที่เราพูดเหน่อ เพื่อนที่บริษัทก็เลยแซวกัน ทุกคนสนใจวิธีการพูดของเราเพราะเขาไม่เคยเห็น”

คำศัพท์ภาษาถิ่นของเบียร์ช่วยสร้างหัวข้อสนทนาให้เพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ออกจากปากเขากลายเป็นคำถามสนุก ๆ ทุกมื้ออาหารที่ออฟฟิศ บ้างถามว่าคนประจวบฯ เรียกสิ่งนี้ว่าอย่างไร บ้างถึงขั้นขอให้เบียร์สอนพูด

“อย่างคำว่ารถเครื่อง ความจริงหลายที่ก็เรียกรถมอเตอร์ไซค์ว่ารถเครื่อง แต่คนกรุงเทพฯ เมื่อห้าหกปีที่แล้วไม่รู้จริง ๆ ว่ารถเครื่องหรือเมล์เครื่องคืออะไร” 

หลังจากที่เห็นเพื่อนร่วมงานชื่นชอบคำว่ารถเครื่องเป็นพิเศษ หนุ่มแว่นในตำแหน่งก๊อปปี้ไรเตอร์ของบริษัทก็นึกสนุก อยากนำเรื่องราวคำว่ารถเครื่องมาเขียนเป็นสเตตัสเฟซบุ๊กเพื่อสร้างรอยยิ้มให้คนอ่าน แต่ระหว่างที่เขียนอธิบาย เบียร์ก็เปลี่ยนใจ นำเรื่องราวรถมอเตอร์ไซค์ไปไว้ในเฟซบุ๊กแฟนเพจแทน

“ตอนแรกจะใช้ชื่อเพจเด็กบ้านนอก แต่ดันมีคนใช้ไปแล้ว โอเค งั้นลองเป็นเด็กต่างจังหวัดซิ เฮ้ย ยังไม่มีใครใช้แฮะ” เบียร์เล่าไปยิ้มไป

เมื่อสร้างเพจเและสาธยายเรื่องราวรถเครื่องเสร็จเรียบร้อย เบียร์ก็รีบแชร์โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมส่งต่อให้กลุ่มแก๊งได้ลองอ่าน ผ่านไป 10 นาที ปรากฏว่ายอดแชร์พุ่งไปที่หลักร้อย 

“ผ่านไปหนึ่งคืน ยอดแชร์ทะลุหมื่น คนไลก์เพจประมาณสองหมื่น เป็นกระแสมาก ๆ ทุกคนเข้ามาคอมเมนต์ว่า จริง ใช่เลย เพราะเด็กต่างจังหวัดหลายคนก็คงเคยมีประสบการณ์ที่เรียกรถเครื่องแล้วคนกรุงเทพฯ ไม่เข้าใจ หรือบางทีคนกรุงเทพฯ แท็กเพื่อนต่างจังหวัดให้เข้ามาดูก็มี”

แม้จะแทบตั้งตัวไม่ทันเพราะไม่ได้หมายมั่นปั้นมือจะทำเพจอย่างจริงจังตั้งแต่แรก แต่เมื่อเห็นแนวโน้มว่าเพจนี้ไปต่อได้ หนุ่มประจวบฯ จึงจัดการนำคำศัพท์พื้นถิ่นอื่น ๆ อีกมากมายมาบรรยายในเด็กต่างจังหวัด พูดง่าย ๆ ว่า ‘ลองทำไปก่อน สนุกดี แถมดูมีอนาคต’

“หลังจากนั้นเราก็เริ่มเอาคำอื่นมาทำด้วย อย่างคำว่า ‘รุน’ ที่แปลว่าเข็น ตอนนั้นไปซูเปอร์มาร์เก็ตกับเจ้านาย เราบอกเขาว่า เดี๋ยวไปเอารถรุนมาให้ พอเรารุนรถมา เขาก็ถามเราว่า นี่คือรถรุนเหรอ ไม่ใช่มั้ง เขาเรียกรถเข็นไม่ใช่เหรอ” เบียร์หัวเราะอย่างสนุกสนาน แคทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เริ่มหัวเราะตาม 

ใคร ๆ ก็ไปดรีมเวิลด์

ในช่วงที่เพจกำลังตั้งไข่ เบียร์ก็ได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ จากทั่วทุกภาค เขาศึกษาคำว่ารุนเพิ่มเติมจนได้รู้ว่า คำนี้เป็นภาษาใต้ ในขณะที่คนเหนือจะเรียกรถเข็นว่ารถยู้ ส่วนทางภาคอีสานจะเรียกรถไส กลายเป็นว่าแค่คำง่าย ๆ อย่างการเข็นก็มีคำเรียกที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

“เราได้เรียนรู้หลายอย่างจากคอมเมนต์ และอีกส่วนหนึ่งก็ถามจากเพื่อนมหาลัย พอเจอคำแปลก ๆ น่าสนใจ เราก็จะทักไปถามเพื่อนที่มาจากอีสานกับภาคเหนือ ว่าคำนี้ที่บ้านเขาเรียกอะไร ส่วนเราเองพอจะรู้ภาษาใต้อยู่บ้าง เพราะพ่อเป็นคนใต้”

เบียร์เล่าประวัติของเพจเด็กต่างจังหวัดโดยไม่มีติดขัดแม้แต่น้อย แคทที่นั่งอยู่ติดกันคอยพยักหน้าเห็นด้วยเป็นระยะ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะเริ่มพูด หนุ่มเสื้อเชิ้ตสีครีมจึงร่ายต่อ เขาเล่าว่าหลังจากทำเพจมาได้ระยะหนึ่ง ก็ถึงจุดที่เด็กต่างจังหวัดควรเพิ่มเนื้อหารูปแบบใหม่เพื่อให้คนไม่เบื่อ ซึ่งเบียร์ก็ตั้งใจไว้แต่แรกอยู่แล้วว่า ไม่ได้อยากนำเสนอเฉพาะเรื่องราวของภาษา เพราะต่างจังหวัดยังมีแง่มุมน่าสนใจอีกมากมายที่คนกรุงเทพฯ ไม่รู้ ทั้งวิถีชีวิต สังคม ตลอดจนวัฒนธรรม

“เรานั่งคิดว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กต่างจังหวัดน่าจะเป็นเหมือน ๆ กัน เรื่องแรกที่คิดออกก็คือการไปดรีมเวิลด์ ไม่รู้ทำไม เวลาไปทัศนศึกษา โรงเรียนถึงต้องพาเด็กต่างจังหวัดไปดรีมเวิลด์ จำได้ดีเลย เพราะตอนประถมที่เราไปก็ได้เจอกับเด็กจากโรงเรียนทางภาคอีสาน ซึ่งทุกคนก็คงนั่งรถทัวร์มาเหมือนกัน บนรถทัวร์ก็มีคอนเทนต์อีก เพราะเด็ก ๆ จะเปิดเพลง เต้นกัน สุดท้ายคอนเทนต์นี้ก็ไปไกลมาก” แคทอมยิ้มกับสิ่งที่เบียร์เล่า

 เมื่อเรื่องราวการทัศนศึกษาของเด็กต่างจังหวัดประสบความสำเร็จ เบียร์ก็รู้แล้วว่าเพจไม่จำเป็นต้องยึดติดกับคำศัพท์หรือภาษาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำประสบการณ์ที่คนไทยมีร่วมกันมาใช้ได้ เจ้าของเพจผู้กำลังเครื่องติดจึงหยิบเอาวิถีชีวิตที่เด็กต่างจังหวัดคิดถึงมาเล่าบ้าง เริ่มจาก ‘การกวาดยา’ ซึ่งเป็นความทรงจำเลวร้ายในวัยเด็กของใครหลายคน ก่อนจะต่อด้วย ‘สิ่งของอะไรบ้างที่แม่ไม่ยอมทิ้ง’ ที่เบียร์เลือกโพสต์ในช่วงเทศกาลวันแม่

“เราทำชิ้นนี้เพราะเด็กต่างจังหวัดที่จากบ้านมาไกลก็คงจะคิดถึงแม่ แต่กลายเป็นว่าอินไซด์เรื่องสิ่งที่แม่ไม่ยอมทิ้ง คนกรุงเทพฯ ก็เป็นเหมือนกัน หลายบ้านแม่ก็ชอบเก็บพวกช้อนพลาสติกเอาไว้ เราเลยได้ทั้งแฟนคลับที่เป็นเด็กต่างจังหวัดและเด็กกรุงเทพฯ ด้วย เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราก็ผูกพันกับมนุษย์แม่ไม่ต่างกัน”

ทำความรู้จักท้องถิ่นทั่วไทยไปกับ 'เด็กต่างจังหวัด' เพจคลายเหงาของเหล่าคนคิดถึงบ้าน

นอกจากสาลี่ ก็ฉันนี่แหละ ของดีสุพรรณ

แม้จะประสบความสำเร็จจากการเล่นกับคำศัพท์และเรื่องราวอินไซด์ในแต่ละจังหวัด แต่การจะจัดการให้เนื้อหาของเพจได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่เรื่องง่าย คู่แข่งจากหลายเพจก็เริ่มนำเสนอเนื้อหาในลักษณะใกล้เคียงกัน โชคดีที่เบียร์มีอาวุธเด็ดอย่างความคิดสร้างสรรค์และทักษะที่ได้จากสายงานเอเจนซี่ เด็กต่างจังหวัดจึงส่งคอนเทนต์ที่ถูกคิดมาเป็นอย่างดีได้ต่อเนื่อง

“เราอยากนำเสนอคอนเทนต์เกี่ยวกับของดีประจำจังหวัด เราว่ามุมนี้น่าสนใจ แต่จะทำยังไงให้คนอยากแชร์ ก็เลยเอาไปผูกกับการที่คนที่เล่นเฟซบุ๊กน่าจะอยากบอกว่า ตัวเองก็เป็นของดีประจำจังหวัดเหมือนกันนะ เป็นมู้ดแอนด์โทนที่มีความอ่อยนิด ๆ น่ารักหน่อย ๆ บวกกับตอนนั้นคำว่า ‘ทานโทษนะ’ กำลังฮิตในโซเชียล”

ขณะที่เบียร์เล่าให้ฟัง แคทก็เลื่อนโน้ตบุ๊กมาเปิดโพสต์เหล่านั้นให้เราเห็นภาพ เด็กภูเก็ตได้รู้แล้วว่า กว่าจะเป็นหนึ่งโพสต์ไม่ใช่เรื่องง่าย และการที่แต่ละโพสต์เป็นที่นิยมได้ก็ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เด็กประจวบฯ ต้องคิดแล้วคิดอีก นำวัตถุดิบ 3 ส่วนมาประกอบเข้าด้วยกันจนได้ผลงานที่โดนใจ ทั้งของดีที่เป็นความภูมิใจในแต่ละจังหวัด คำฮิตติดปากเด็กรุ่นใหม่ ไปจนถึงพฤติกรรมการขายตัวเองของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย

ทำความรู้จักท้องถิ่นทั่วไทยไปกับ 'เด็กต่างจังหวัด' เพจคลายเหงาของเหล่าคนคิดถึงบ้าน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งแนวทางการทำเนื้อหาที่ดูจะไปได้ดี คือเรื่องราวว่าด้วยความเข้าใจผิด

“อีกเรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกว่าสนุก คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจังหวัดต่าง ๆ อย่างเรามาจากประจวบฯ ก็จะมีแต่คนถามว่า มาจากหัวหินเหรอ ทั้งที่จริง ๆ ประจวบฯ มีตั้งหลายอำเภอ เราก็เลยลองโพสต์ถามลูกเพจว่ามีเรื่องอะไรที่คนเคยเข้าใจผิดเกี่ยวกับจังหวัดตัวเองบ้าง ทุกคนเข้ามาแชร์เรื่องราวกันเยอะมาก อย่างเกาะภูเก็ต ถ้าจะมาก็ไม่ได้ต้องนั่งเรือถูกมั้ย” 

เราพยักหน้า พร้อมกับคิดในใจว่า ‘เออ พี่เบียร์รู้จริงแฮะ’

เมื่อได้เรื่องราวความเข้าใจผิดมากพอ เบียร์ก็ขอกดสูตรเดิม คือยกข้อมูลเด็กต่างจังหวัดมาบวกกับคำศัพท์ที่กำลังเป็นกระแส ซึ่งสิ่งที่มาแรงมาก ๆ ในช่วงนั้นก็ได้แก่คำคล้องจองสองประโยคไม่เกี่ยวข้องกัน เจ้าของเพจคนเก่งจึงนำความเข้าใจผิดเหล่านั้นมาแต่งเป็นกลอนตลก ๆ จนได้เป็นคอนเทนต์ที่ไวรัลในที่สุด

ทำความรู้จักท้องถิ่นทั่วไทยไปกับ 'เด็กต่างจังหวัด' เพจคลายเหงาของเหล่าคนคิดถึงบ้าน

ขณะที่เราชื่นชมผลงานของเด็กต่างจังหวัดไปเรื่อย ๆ เบียร์ก็เอ่ยขึ้นว่า “ตอนนั้นกราฟิกอาจจะไม่ได้ดีมาก เพราะเราทำทุกอย่างในมือถือ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ความประทับใจที่เรามีต่อเพจเด็กต่างจังหวัดก็เพิ่มขึ้นอีกระดับ

กราฟิกแบบใหม่ ความตั้งใจแบบเดิม

แม้จะใช้ภาพที่เรียบง่าย ทุกชิ้นก็ถ่ายทอดความเป็นเด็กต่างจังหวัดได้ถูกใจคนหมู่มาก แต่เมื่ออยากให้เพจไปได้ไกลกว่าเดิม ความสำคัญของกราฟิกก็เพิ่มขึ้นตาม จึงได้เวลาของแคทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จะออกโรง

ด้วยยุคสมัยและพฤติกรรมของผู้ใช้โซเชียลที่เปลี่ยนไป เด็กต่างจังหวัดคงหวังพึ่งพาแค่ความสนุกและมุกตลกไม่ได้อีกต่อไปแล้ว การสอดแทรกเนื้อหาสาระกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้น และการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้เพจก็กลายเป็นเรื่องสำคัญ เบียร์จึงชักชวนแคทที่ทำงานด้านกราฟิกในเอเจนซี่เดียวกัน ให้มาช่วยปลุกปั้นเพจด้วยอีกแรง

“เราทำเอเจนซี่มาเลยรู้ว่า แต่ละเพจจะมีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเอง ดังนั้น นอกจากกิมมิกเรื่องความความตลกแล้ว ก็น่าจะใช้การออกแบบช่วยสร้างเป็นภาพจำให้เพจด้วย เราเปลี่ยนโลโก้ให้ดูดีขึ้น เพิ่มมูลค่านิดหน่อย แต่ก็ไม่ทิ้งคอนเทนต์และความตั้งใจเดิม” แคทเริ่มเล่าอย่างกระฉับกระเฉง

ความตั้งใจเดิมคืออะไร – เราถาม 

“พอปรับการออกแบบ เพจอาจจะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังไม่สูญเสียตัวตนไป เราคิดว่าเด็กต่างจังหวัดเป็นเพจที่บอกเล่า Local Insight ของวิถีชีวิตความเป็นต่างจังหวัด และที่สำคัญเราอยากให้มันเป็นพื้นที่บนโลกออนไลน์ที่ช่วยให้เด็กต่างจังหวัดทุกคนหายคิดถึงบ้าน ทุกคนอยากมาแชร์ของดีที่บ้านตัวเอง ถ้าใครคิดถึงบ้านก็อยากให้คิดถึงเพจเรา”

เบียร์ตอบคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นที่สุดตั้งแต่พูดคุยกันมา เราจึงเชื่อจริง ๆ ว่า เขาอยากให้เพจเป็นพื้นที่คลายเหงาของเหล่าเด็กต่างจังหวัดที่ต้องไปทำงานไกลบ้านอย่างแท้จริง

“เอาจริง ๆ เพจไม่ใช่แค่พื้นที่ของเด็กหรือวัยรุ่นนะ หลายโพสต์ก็มีพ่อแม่เห็นแล้วแท็กลูกตัวเองไปเหมือนกัน ช่วงวัยของคนที่ติดตามเพจกว้างมาก ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ความตั้งใจของเพจก็ยังเหมือนเดิม คืออยากให้เป็นคอมมูนิตี้ที่ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า ในแต่ละจังหวัดก็มีเรื่องราว มีของดีซ่อนอยู่” แคทพูดเสริม

แม้จะปรับเปลี่ยนการออกแบบให้เป็นทางการมากขึ้นจนเริ่มมีลูกค้าติดต่อขอโฆษณา แต่ด้วยหัวใจในการเล่าเรื่องแบบเดิมก็ช่วยให้ผู้ติดตามยังคงสนับสนุนเพจเด็กต่างจังหวัดอย่างเหนียวแน่น ยิ่งไปกว่านั้น เพจก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ของเด็กต่างจังหวัดเพียงอย่างเดียว เพราะกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดตามก็เป็นคนกรุงเทพฯ การแนะนำสถานที่ อาหาร หรือกระทั่งวิถีชีวิตของผู้คนในต่างจังหวัด นอกจากจะทำให้คนต่างจังหวัดมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีแล้ว ยังทำให้คนที่เกิดและโตในเมืองได้เห็นว่า จังหวัดอื่น ๆ ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอยู่อีกมาก

“เรามีโอกาสได้ทำเรื่องราวเกี่ยวกับจังหวัดเมืองรอง เมืองหลักอย่างเชียงใหม่ กระบี่ หรือภูเก็ต เราได้เห็นกันตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แต่พอได้ไปจังหวัดอย่างพิจิตร เราได้เจออาหารที่หากินไม่ได้จากที่อื่น สุดท้ายทุกจังหวัดก็มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง แค่มันยังไม่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึง พอคนกรุงเทพฯ ที่ติดตามเพจได้เห็น เขาก็จะแท็กเพื่อนจังหวัดนั้น ๆ ไป แล้วบอกว่า ‘เออ มึงพากูไปกินนี่หน่อยดิ’

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทิ้งจังหวัดที่คนรู้จักอยู่แล้วนะ อย่างภูเก็ตเราก็มาครั้งที่สองแล้ว เพียงแต่เราตั้งใจไว้แต่แรกว่า ถ้ามาภูเก็ตก็จะไม่ทำเนื้อหาเกี่ยวกับทะเล เพราะทุกคนรู้กันอยู่แล้ว คนทำเยอะแล้ว จังหวัดนี้มีมุมอื่นที่คนไม่รู้อีกตั้งเยอะ เช่น จริง ๆ แล้ว ภูเก็ตมีของกินเยอะมาก คนภูเก็ตสมัยก่อนกินอาหารกันวันละหกถึงเจ็ดมื้อ เราก็เลยลองบุกตะลุยกินเฉพาะในเมืองอย่างเดียว ไม่ไปทะเลเลย ซึ่งกระแสตอบรับก็ดีมาก ๆ” ทั้งคู่เล่าไปยิ้มไป

เด็กต่างจังหวัดต้องดิ้นรน

การทำเพจที่เล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวต่างจังหวัด สะท้อนว่าบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นในประเทศไทยนั้นแตกต่าง เมืองหลวงเป็นอย่าง จังหวัดอื่นก็เป็นอีกแบบ เราจึงอยากรู้ว่า ในมุมมองของทั้งคู่ เด็กที่โตมาในต่างจังหวัดแตกต่างจากเด็กที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ อย่างไร

“สำหรับเรา เด็กต่างจังหวัดเป็นเด็กที่โตมากับการปรับตัว ย้ายมาเรียนหรือทำงานในกรุงเทพฯ ก็ต้องปรับตัว ต้องอยู่หอ ไม่ได้กลับบ้านนาน ๆ มีขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงเยอะมากตั้งแต่เกิด ในขณะที่เด็กกรุงเทพฯ อาจจะปรับตัวแค่จากวัยมัธยมเข้าสู่วัยมหาลัย แต่ก็ยังอาศัยอยู่ที่เดิม ไม่ได้มีอะไรหวือหวาขนาดนั้น

“คือเราไม่ได้บอกว่า ปรับตัวหรือไม่ต้องปรับตัวดีกว่า แต่เหล่านี้คือความแตกต่างของวิถีชีวิต” เบียร์สรุป

แคทพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่คู่หูอธิบาย พร้อมเสริมต่อว่า

“เราเรียนในคณะที่เด็กต่างจังหวัดเยอะมาก ถึงเราจะเป็นเด็กกรุงเทพฯ แต่กลายเป็นว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนคนอื่น สิ่งที่เราเห็นคือเด็กต่างจังหวัดต้อนดิ้นรนหลายอย่าง เราเห็นเลยว่าเขาต้องพยายามมากแค่ไหนกว่าจะได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ คนกรุงมีพร้อมแทบจะทุกอย่าง การเรียนพิเศษก็มีครบหมด สุดท้ายก็จะกลับไปที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ทำให้คนต่างจังหวัดต้องดิ้นรนหลายด้านกว่าจะมาถึงจุดที่คนกรุงเทพฯ อยู่”

แคทเล่าต่อว่า สิ่งที่เด็กในกรุงเทพฯ ส่วนมากโชคดีกว่าเด็กต่างจังหวัดคือโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนที่แคทจบมามีความพร้อมมากกว่าโรงเรียนในต่างจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ ยกตัวอย่าง ถ้าเด็กสนใจจะศึกษาต่อทางด้านสถาปัตยกรรม โรงเรียนก็จะหาครูที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาแนะแนวให้ ในขณะที่เด็กในพื้นที่ห่างไกลอาจจะไม่มีโอกาสได้รับคำแนะนำเหล่านี้

“หรือเรื่องง่าย ๆ อย่างการตีแบด เราเรียนที่บางสะพาน การตีแบดของเราคือต้องตีที่สนามตะกร้อ ลมแรงมาก แต่ก็ต้องฝึกเอง แต่ของแคทคือมีครูสอนที่โรงเรียน จะเห็นเลยว่าแม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ใช่วิชาการก็ยังมีความเหลื่อมล้ำ ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิต การเข้าถึงสาธารณูปโภค และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน” เบียร์พูดเสริม

ท่องทั่วไทยไปกับ เบียร์ ไพพล และ แคท กิตติธัช เจ้าของเพจ 'เด็กต่างจังหวัด' ผู้สร้างพื้นที่ออนไลน์ให้คนหายคิดถึงบ้าน

‘ฮาโรย’ กลายเป็นคำฮิต

แน่นอนว่าเราเห็นด้วยกับสิ่งที่เจ้าของเพจทั้งสองอธิบาย แต่สิ่งที่เราอดสงสัยไม่ได้คือ เพราะเหตุใด คอมเมนต์ส่วนใหญ่ในเพจเด็กต่างจังหวัดจึงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในบ้านเกิด ในเมื่อต่างจังหวัดเหลื่อมล้ำจากเมืองหลวงขนาดนั้น แล้วทำไมผู้คนยังเชื่อมั่นในท้องถิ่นที่ตัวเองเติบโตมา

“เด็กต่างจังหวัดจะเลือกมุมมองที่ตัวเองภูมิใจนำเสนอ อย่างช่วงหลัง เราทำบทความสัมภาษณ์ผู้คนจากแต่ละจังหวัด เขาก็จะเล่าทั้งเรื่องที่แย่ที่สุดและดีที่สุดของบ้านตัวเอง ทุกคนมีสำนึกรักบ้านเกิดอยู่แล้ว ศรีสะเกษดีอย่างนั้น อุบลฯ ดีอย่างนี้ แต่ขณะเดียวกัน เขาก็บอกได้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่ดีและควรแก้ไข ก็เหมือนกรุงเทพฯ ที่อาจจะเป็นศูนย์รวม ทุกอย่างเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ก็มีสิ่งที่เแย่ ๆ หลายอย่างเหมือนกัน”

จริงอย่างที่แคทพูด ทุกจังหวัดมีข้อดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในหลายภาคส่วน กรุงเทพฯ เอง แม้จะเป็นศูนย์รวมความเจริญ แต่ก็ยังมีข้อเสียเช่นเดียวกัน

ท่องทั่วไทยไปกับ เบียร์ ไพพล และ แคท กิตติธัช เจ้าของเพจ 'เด็กต่างจังหวัด' ผู้สร้างพื้นที่ออนไลน์ให้คนหายคิดถึงบ้าน

“แล้วส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะทิศทางการทำเพจของเราด้วย เราอยากให้เพจเป็นพื้นที่ของความคิดเห็นในแง่บวก ครั้งหนึ่งเราเคยทำคอนเทนต์ ‘ไม่พูดเยอะ เดี๋ยวเหน่อ’ หลายคนอาจจะถามว่า โพสต์นี้เป็นการบูลลี่คนที่พูดเหน่อรึเปล่า เราไม่คิดแบบนั้น เพราะเพจเราบอกกับทุกคนอยู่เสมอว่า ไม่เป็นไรเลยที่จะพูดเหน่อ คนพูดเหน่อมีตั้งเยอะ คนพูดทองแดง พูดเหนือก็มี ทุกวันนี้อินฟลูเอนเซอร์หลายคนก็หันมาพูดภาษาถิ่นของตัวเองแล้ว เจนนี่ ปาหนัน ที่พูดคำว่า ‘ฮาโรย’ ยังกลายเป็นคำฮิตได้เลย” เบียร์เสริมต่อจากแคท

แล้วพวกพี่คิดยังไงกับเด็กยุคใหม่ที่อยากเป็นคนเมือง แถมยังพูดภาษาถิ่นไม่ค่อยเป็นกันแล้ว – เราถาม

“เอาจริง ๆ เด็กยุคใหม่ เรียกว่าเจน TikTok ก็แล้วกัน เขาดูภูมิใจกับการพูดภาษาถิ่นของตัวเองนะ เพื่อนเราหลายคน ถ้าย้อนกลับไปได้ เขาก็อยากพูดภาษาถิ่นเป็นเหมือนกัน ยุคนี้การพูดภาษาถิ่นได้เหมือนกับการพูดภาษาอังกฤษได้เลย” 

แคทตอบก่อนที่เบียร์จะเสริมว่า การพูดภาษาถิ่นเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่มาแรงในยุคหลัง และการที่เด็กรุ่นใหม่พูดภาษาถิ่นไม่ได้ อาจไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากพูด แต่เป็นผลจากคนรุ่นพ่อแม่ที่อยากให้ลูกหลานพูดภาษากลางให้ชัดมากกว่า ค่านิยมของไทยในสมัยก่อนอาจส่งต่อมาว่า คนที่พูดภาษาถิ่นคือคนที่ไม่มีการศึกษา เวลาเข้ามาทำงานในเมืองอาจจะโดนดูถูกได้ การสอนให้ลูกพูดกลางคงเป็นความหวังดีที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น

“เพราะฉะนั้น อาจจะต้องย้อนไปถามรุ่นพ่อแม่มากกว่าว่าทำไมถึงไม่สอน ทั้งที่เขาพูดภาษาถิ่นได้ แต่กลับเลือกที่จะพูดภาษากลางกับลูก ก็ต้องเข้าใจว่าเขาคงมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ได้รับชุดข้อมูลคนละแบบกับเรา แต่เราว่าคนยุคนี้ทุกคนอยากพูดภาษาถิ่นได้นะ” ทั้งคู่ยืนกรานร่วมกัน

Unseen อีสาน

จากวันแรกที่เริ่มทำเพราะนึกสนุก ถึงวันนี้ที่เพจเด็กต่างจังหวัดย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 5 สองแอดมินพัฒนาคุณภาพเนื้อหาในเพจอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความรู้ความเข้าใจที่มีต่อจังหวัดในประเทศไทยของทั้งคู่ก็เพิ่มขึ้นผ่านการเดินทางสำรวจแต่ละท้องถิ่น

นับถึงวันนี้ เบียร์และแคทไปมาแล้วทั้งสิ้น 26 จังหวัด หลายจังหวัดก็แวะเวียนมากกว่าหนึ่งรอบ การเดินทางทำให้ทั้งคู่ได้พบคำตอบและข้อมูลมากมายที่อยากแบ่งปัน และหนึ่งในนั้นคือการอยากให้คนไทยได้ลองไปสัมผัสกับจังหวัดทางภาคอีสาน ชุมชนที่ยังผูกติดกับภาพจำความแห้งแล้ง ไม่น่าท่องเที่ยว

“คนไม่ค่อยรู้จักอีสาน ที่จริง ๆ ก็มีความคราฟต์ไม่ต่างจากเชียงใหม่ มีอาหารท้องถิ่นดี ๆ สถานที่ท่องเที่ยวและธรรมชาติก็เยอะ เพียงแต่ยังไม่ค่อยมีการโปรโมตให้ชาวต่างชาติไปเที่ยว เรามีภาพจำว่า ถ้าอยากดูศิลปวัฒนธรรมให้ไปภาคเหนือ อยากเที่ยวทะเลให้มาภาคใต้ แล้วอีสานอยู่ตรงไหน ทั้งที่อาหารไทยที่ส่งออกต่างประเทศหลายอย่างก็มาจากอีสานทั้งนั้น” เบียร์อธิบายจากประสบการณ์ของคนที่ไปสัมผัสความงดงามของต่างจังหวัดมาด้วยตนเอง ก่อนทิ้งท้ายว่า

“ถ้าคุณชอบเกียวโตของญี่ปุ่นก็ไปเดินเล่นที่นครพนมได้เลย ทางเดินริมแม่น้ำโขง มีประเทศลาวอยู่ฝั่งตรงข้าม บรรยากาศดีไม่ต่างกัน”

ทางฝั่งของคนกรุงเทพฯ อย่างแคท ก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากการเดินทางทั่วไทย เขาสังเกตว่าจังหวัดต่าง ๆ เริ่มก่อร่างสร้างชุมชนของตัวเองให้แข็งแรงและทันโลก กลุ่มคนอายุย่างเข้าเลข 4 ที่เคยเข้าไปเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ เริ่มแยกย้ายกลับไปอยู่บ้านและพัฒนาจังหวัดของตัวเอง เกิดเป็นคอมมูนิตี้ของผู้ที่สนใจในสิ่งเดียวกัน

“อุบล อุดร เชียงใหม่ สกลนคร หรือภูเก็ตก็มีเหมือนกัน อย่างน้ำฝน เพื่อนเราที่เป็นเจ้าของร้านนี้ก็เป็นคอมมูนิตี้ร้านกาแฟ ทุกจังหวัดใส่การดีไซน์ลงไป แล้วก็เพิ่มการประชาสัมพันธ์ทางโซเชียลมากขึ้น เราว่านี่แหละคือเสน่ห์ของต่างจังหวัด

“อย่างเราที่เป็นคนกรุงเทพฯ จ๋าๆ เลย ก็แอบอิจฉาเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันนะ เพราะเพื่อนทุกคนจะกลับบ้านกันหมดช่วงปีใหม่ แต่เราไม่มีบ้านที่อื่นให้กลับแล้ว” แคทและเบียร์หัวเราะ

ก้าวต่อไปของ (เด็ก) ต่างจังหวัด

รอยยิ้มของทั้งสองเริ่มมัวหมองและถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ เมื่อเราถามว่า เป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยในอนาคตจะไม่มีคำว่าต่างจังหวัดแล้ว เพราะความเจริญกระจายไปทั่วทุกพื้นที่

“ยากมาก เพราะตอนนี้ประเทศไทยก็ยังไม่ได้เจริญขนาดนั้น อย่างอุบลฯ ที่เราไป ตอนนี้เจริญขึ้นเยอะก็จริง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้มีครบครันเหมือนกรุงเทพฯ ดังนั้นก็คงจะอีกนานมากๆ” แคทตอบเศร้า ๆ แต่เขาก็คิดอย่างนั้นจริง ๆ

“ที่สำคัญ ความเจริญอาจไม่ใช่แค่เจริญทางวัตถุ แต่ควรจะเจริญทั้งวิถีชีวิต อาชีพ และทุกอย่างต้องรองรับเด็กต่างจังหวัดได้จริง อย่างเราทำงานสายนิเทศ ก็ไม่มีทางทำงานที่บ้านเกิดได้เลย หรืออย่างมาก ถ้าจะทำงานที่บ้านได้ก็ต้องรับงานจากกรุงเทพฯ อยู่ดี โปรดักชันและทุกอย่างยังอยู่ที่เมืองหลวง เพราะงั้น เราก็ได้แต่หวังว่า ในอนาคตทุกที่จะเจริญทั้งทางด้านวัตถุ วิถีชีวิต รวมถึงค่าครองชีพด้วย” หนุ่มประจวบฯ แสดงทรรศนะ

จากการเล่าเรื่องรถเครื่องในวันที่หนึ่ง ถึงวันนี้ที่เด็กต่างจังหวัดมียอดไลก์ทะลุ 500,000 เบียร์และแคทได้บทเรียนหลากหลาย ตั้งแต่ทักษะการทำเพจที่มีประโยชน์และสร้างรายได้ ข้อคิดมากมายจากการเดินทางไปแต่ละจังหวัด ตลอดจนประสบการณ์ชีวิตและมิตรภาพที่ไม่อาจประเมินเป็นราคา คงกล่าวได้ว่า เพจของทั้งคู่คือความสำเร็จอันน่าภูมิใจที่เหล่านักทำเพจทั่วไทยใ่ฝ่ฝัน กระนั้นเบียร์และแคทก็ยืนยันว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรยิ่งใหญ่ต่อจากนี้

“ก่อนหน้านี้เป้าหมายของเราก็คือห้าแสนนั่นแหละ แต่หลังจากนี้เราไม่ได้คิดแล้ว ไม่ได้ตั้งความหวังว่าจะต้องถึงล้านรึเปล่า” เบียร์พูดยิ้ม ๆ

“เราว่าความสม่ำเสมอสำคัญกว่ายอดผู้ติดตาม สุดท้ายเราแค่อยากให้เพจนี้มีประโยชน์ ทั้งในแง่สาระและการเป็นพื้นที่ให้คนต่างจังหวัดทุกคนได้แชร์ความรู้สึก” แคทพูด พร้อมฉีกยิ้มกว้างกว่าเบียร์ก่อนหน้านี้

เมื่อได้คำตอบครบถ้วนตามที่ตั้งใจ เด็กภูเก็ตจึงบอกลาเจ้าของเพจทั้งสอง ก่อนเดินออกจากห้องสี่เหลี่ยมของร้านกาแฟ เราหันกลับไปมองแคทและเบียร์เป็นครั้งสุดท้ายผ่านกระจกหน้าร้าน ทั้งคู่กลับไปตั้งใจทำงานของตัวเองที่หน้าจออีกครั้ง พวกเขาคงกำลังสร้างสรรค์เรื่องราวดี ๆ ของต่างจังหวัดที่หลายคนไม่รู้จักอีกแน่เลย

ท่องทั่วไทยไปกับ เบียร์ ไพพล และ แคท กิตติธัช เจ้าของเพจ 'เด็กต่างจังหวัด' ผู้สร้างพื้นที่ออนไลน์ให้คนหายคิดถึงบ้าน

Writer

Avatar

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

Avatar

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

อับดุลเอ้ย – เอ้ย!

ถามอะไรตอบได้ – ได้!

รู้จัก The Cloud ไหม – รู้จัก!

รู้จัก รถเมล์ไทยแฟนคลับ ไหม – รู้จัก!

ปกติกลับบ้านยังไง – รถเมล์!

เห้ย! นี่ไม่เคยนั่งรถเมล์เลย – ทำไม!

เพราะขึ้นทีไรมีแต่ยืน!

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

สถานการณ์นี้เกิดทุกเวลา เมื่อสายรถโดยสารอันเป็นที่ต้องการของสาธารณชนแบกคนจำนวนมหาศาลใกล้เข้ามา หลายครั้งมาช้า บางครั้งก็ไม่มาเลย อะอ้าว!

ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็อยู่ในสายตาของเพจ ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับเสมอ’ เช่นเดียวกับเหตุร้องเรียน นโยบายใหม่ ข้อมูลสายรถ ประวัติศาสตร์และเรื่องจิปาถะน่าสนุก มอนิเตอร์โดย พงษ์ และ สิทธิ์ รถเมล์ไทย แอดมินผู้อยากใช้ความคลั่งไคล้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

วันนี้ พวกเขาพาเรานั่งรถแอร์ธรรมชาติไปถึงอู่คลองเตย เพื่อเล่าเรื่องน่ารู้ แชร์ประสบการณ์นั่งสุดขอบฟ้า 50 กิโล อยู่ทั้งวันที่คนขับกับกระปี๋ตีกัน โจรกรีดกระเป๋า ซ่อนปืนบนช่องระบายอากาศ และวิ่งหนีกลุ่มเด็กช่างทะเลาะวิวาท

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

เจอกันไม่นาน พวกเขาแสดงความสามารถพิเศษที่ทำเราอึ้ง เพราะเห็นแค่เห็นรถอยู่ไกล ๆ หน้าป้ายสวนลุมพินีก็จำได้แล้วว่า

“…นั่นคือสาย 46 ไม่ใช่ 74 เพราะ 74 คันเล็ก ส่วน 46 วิ่ง ม.ราม 2 – รองเมือง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสาย 3 – 10 สีส้ม บางคันอายุเกือบ 40 ปี เปลี่ยนสีมาหลายรอบจากสีครีมน้ำเงิน เก็บ 2 – 2.50 บาท เป็นสีครีมแดง เก็บ 3 – 3.50 บาท สีขาวน้ำเงิน รถพัดลม เก็บ 5 – 10 บาท สีชมพูคาดน้ำตาล รถพัดลมเหมือนกันเก็บ 8 – 10 บาท และสีส้ม แต่รถเก่าเก็บ 10 บาท รถใหม่เก็บ 12 บาท ทั้งหมดเป็นราคาตลอดสาย…”

พงษ์ตอบอย่างฉะฉานสมกับที่เป็นเจ้าหนูจำไมตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทุกอย่างเริ่มจากการที่คุณแม่ชอบพานั่งรถเมล์เที่ยว ลูกชายขี้สงสัยจึงศึกษาจากคอลัมน์จราจรบนหนังสือพิมพ์ในยุคที่โซเชียลมีเดียยังไม่บูม

เขาบอกเราว่าวันไหนหยุดเรียนจะเดินทางตามคู่มือรถเมล์ พร้อมบัตรรายวันคู่ใจราคา 10 บาทสำหรับรถร้อน และราคา 35 บาทสำหรับรถแอร์ นั่งเที่ยวศึกษาเส้นทาง ไกลสุดจากเซ็นทรัลปิ่นเกล้าถึงหนองจอกกว่า 50 กิโลเมตร

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน
'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

เช่นเดียวกับสิทธิ์ กูรูอันดับต้น ๆ ของไทยที่ชอบเดินเล่นในอู่ใกล้บ้านตั้งแต่เด็ก เริ่มสำรวจเส้นทางเองตอน ป.1 อยู่ในยุคที่ผู้คนห้อยโหนรถโดยสารจนล้นประตู แต่ละคันวิ่งแข่งกันอย่างสนุกสนาน จากนั้นจึงศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังตั้งแต่บอดี้ รุ่นเครื่องยนต์ ความหมายของรหัส ไปจนถึงเขตการเดินรถ แม้กระทั่งนักข่าวหรือผู้กำกับหนังที่ต้องการความคิดเห็นเกี่ยวกับขนส่งสาธารณะชนิดนี้ยังต้องโทรมาถาม

ทั้งสองพบกันโดยมีเพจรถเมล์ไทยแฟนคลับเป็นสื่อกลาง พงษ์สร้างเพจเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นที่ให้ Bus Fan คุยกัน ก่อนกลายเป็นเวทีตอบคำถามของผู้ใช้บริการ และเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์เกี่ยวกับรถเมล์ เมื่อสิทธิ์ที่เคยออกจากวงการไปช่วงหนึ่งมาลองเล่นเฟซบุ๊กจึงได้พบกับพงษ์

ปัจจุบันเพจของพวกเขามีผู้ติดตามเกือบ 2 แสนคน ถือเป็นเบอร์หนึ่งในการสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการ และเป็นตัวกลางประสานงานตั้งแต่ประชาชนถึงภาครัฐ

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน
'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

บอกเล่า 90s

ยุคที่ขนส่งหลักคือรถโดยสารประจำทาง เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะเคยเจอเหตุการณ์เสียวสันหลังหรืออิหยังวะบ้าง

“ผมเคยเจอคนยิงกันแล้วเอาปืนซ่อนไว้บนช่องระบายอากาศ ตำรวจปิดถนนและเรียกค้น ผมโดนค้นด้วย แต่ตอนนั้นพูดไม่ได้ เพราะกลัวมาก ขณะที่ลุง ๆ ป้า ๆ คุยกับตำรวจแล้วก็เจอปืน” สิทธิ์เริ่มแชร์ก่อน

“ส่วนของผมไปยืนรอรถที่หน้าสถาบันแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ารถคันที่วิ่งมาเป็นสถาบันคู่อริ ข้างหลังผมเป็นคู่แค้นมาดักรอ ทีนี้รถเมล์วิ่งผ่าน เขาก็ปาไม้เขวี้ยงดาบใส่กัน ผมตกใจหนี บางทีคนอยู่ในรถก็ปีนหน้าต่างออกมาไล่ฟันกันด้วย” พงษ์หัวเราะ แต่วันนั้นบอกเลยว่าขำไม่ออก

ในอดีต รถติดยังไง ปัจจุบันรถก็ติดไม่ต่างกัน ชีวิตคนเมือง สมัยก่อน เลนซ้าย รถเมล์ต่อแถวกันยาว ดูเป็นระเบียบมากๆ #รถเมล์ไทยแฟนคลับ

Posted by รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai on Thursday, 17 February 2022

“ตอนอายุ 15 – 16 นั่งรถอยู่แถวกองสลาก นั่งแถวหลังสุด เราก็สงสัยว่าทำไม 2 คนข้างหน้าถึงยืนเบียดคุณลุงคนนั้นจัง อ้าว! มันกรีดกระเป๋าอย่างไวเลย พอประตูรถปิดเท่านั้น ผมรีบบอกลุงว่าลุงโดนกรีดกระเป๋า ลุงบอกให้ผมลงไปช่วยลุงหน่อย ปรากฏว่าช่วยลุงได้

“แล้วมีหลายคันที่คนขับกับกระเป๋าเป็นแฟนกัน ผมเคยขึ้นแล้วเจอเขาทะเลาะกัน คิดว่าน่าจะเป็นตั้งแต่ที่บ้าน เก็บเงินไปด่าไปไม่หยุด จนจังหวะออกรถ กระเป๋าคงทนไม่ไหวกระโดดพุ่งออกนอกหน้าต่างตอนรถกำลังวิ่ง หัวร้างข้างแตกกันไปเลย กระบอกตั๋วปลิว เงินกระจาย ผมเห็นตั๋วแล้วเสียดาย เปรอะเลือดหมดแล้ว” สิทธิ์ในฐานะนักสะสมสิ่งของที่เกี่ยวกับรถโดยสารประจำทางเปรยด้วยความโคตรเสียดาย

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

นอกจากประสบการณ์ในฐานะผู้ใช้บริการ เรื่องเล่าของเหล่าคนให้บริการที่พวกเขาไปรับรู้มาก็น่าสนใจเช่นกัน น่าสนใจในแง่ว่า ทรหดเหลือเกิน

“หลายคนรักรถเมล์มาก แต่ระบบไม่เอื้อ สมมติในอู่มีรถ 30 คัน เราปล่อยออกไปหมดแล้ว แต่ยังไม่กลับมาสักคันเพราะรถติด กลับมาปุ๊บ ยังไม่ทันกินข้าว ไม่ทันเข้าห้องน้ำ ต้องไปต่อแล้ว ผู้โดยสารขึ้นมากดดัน ส่วนใหญ่เลยเป็นโรคกระเพาะ เนื่องจากกินอาหารไม่เป็นเวลา โรคระบบทางเดินหายใจ ทางเดินทางอาหาร โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ บางสายไม่มีอู่ แวะปั๊มโดนตำรวจจับ เพราะรถใหญ่เข้าปั๊มไม่ได้ ต้องจอดข้างถนนเลยกีดขวางทางจราจร” สิทธิ์เล่า

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน
'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

ด้วยความรัก พนักงานหลายคนยังปฏิบัติหน้าที่ข้ามเวลามาหลายทศวรรษ เรื่องน่ารักของพวกเขาถูกส่งผ่านเพจ ไม่ว่าจะเป็นเคสผู้โดยสารฝากขอบคุณพนักงานรถเมล์เอกชนสาย 27 ที่ช่วยเหลือตอนเป็นลมหมดสติบนรถโดยสาร จนเพจกลายการเป็นชุมชนให้คนมาพูดคุยเล่าเรื่อง การขัดสีฉวีวรรณให้รถเก่าเงาเหมือนใหม่ แต่งล้อด้วยสีสัน เช็ดกระจกใสกิ๊ง พื้นรถสะอาดเนี้ยบ หรือแม้แต่ตามหาอดีตพนักงานเก็บค่าโดยสายในชุดสวย

ในยุคแรกๆที่ ขสมก.เดินรถปรับอากาศ เราจะตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอ กระเป๋าสาวสวย ภาพในอดีตที่ หลายท่านคงชินตา คนขับผูกเนคไท กระเป๋าผู้หญิงใส่หมวก แล้วใส่เสื้อกั๊ก #ชวนคิดเรื่องอดีต #รถเมล์ไทยแฟนคลับ

Posted by รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai on Wednesday, 16 March 2022

“คนที่รักรถ เวลาเห็นอะไรใกล้พังเขารีบเรียกช่างมาซ่อม แต่กลับกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้บริหารมองว่า นี่คือรถไม่ดี รถดีต้องไม่ซ่อมเยอะ เมื่อรถที่พนักงานรักถูกย้าย มันก็เหลือแค่รถเก่า ๆ โทรม ๆ ที่ไม่ได้รับการดูแล อย่างรถครีมแดงวิ่งมา 31 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ก็ยังทำหน้าที่อยู่ พี่ที่ดูแลรักมาก” เขาเล่า ขณะที่เราบอกกลับว่า พวกคุณรู้เรื่องของรถโดยสารประจำทางดีจริง ๆ

“พวกผมเขาเรียกพวกบ้า (หัวเราะ) ไม่ปกติเรื่องรถเมล์” ทั้งสองยอมรับ

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

รู้จักรถเมล์ไทยและแฟนเพจฉบับย่อ

เราใช้เวลาคุยกับพงษ์และสิทธิ์กว่า 2 ชั่วโมง รวมเวลาเดินทางสัมผัสควันพิษไปอู่คลองเตยก็ปาไปครึ่งวันเห็นจะได้

การเดินทางไปสู่การปฏิรูปรถเมล์โดยมีรัฐบาลเข้ามาดูแลทั้งหมด คือปลายที่พวกเขาฝันไว้ ส่วนระหว่างทาง แฟนเพจขอใช้ความคลั่งไคล้ให้เป็นประโยชน์ทั้งในแง่ส่งต่อสาระ ชื่นชมคนทำงาน ตามหาของหาย และทำให้เรื่องร้องเรียนคืบหน้าไวที่สุด ถึงขั้นที่เพจ สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เอาไปทำเป็นข่าวดังมาแล้ว

'รถเมล์ไทยแฟนคลับ' บริการความรู้จากกูรู คุยทุกเรื่องตั้งแต่ประวัติรถเมล์ถึงคนตีกัน

1. ทำไมรถเมล์ต้องวิ่งแข่งกัน

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ไม่ค่อยแข่ง แต่ตัวตึงที่คนจดจำจะเป็นสาย 8 เพราะมีจำนวนรวมกว่าร้อยคัน ปล่อยออกทุก 2 นาที หลายครั้งติดไฟแดงที่แยกแฮปปี้แลนด์มีสาย 8 ตามมา 2 – 5 คัน เมื่อไฟเขียวจึงต้องเหยียบให้มิด เพราะพนักงานไม่มีเงินเดือน รับค่าแรงรายวัน ต้องกินเปอร์เซ็นต์จากหน้าตั๋วร้อยละ 10 – 12 ขึ้นอยู่กับบริษัท ผู้โดยสารยิ่งมากยิ่งได้เปอร์เซ็นต์

2. นอกจาก ขสมก. ทำไมเอกชนถึงวิ่งรถได้

เพราะเอกชนได้รับสัมปทาน (ใบอนุญาตเดินรถ) โดยกรมการขนส่งทางบกส่งเปิดประมูลเส้นทาง แต่ถึงอย่างนั้นเอกชนก็วิ่งไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขสมก. ต้องวิ่งควบคู่ บางครั้งจึงเกิดการวิ่งทับสาย เช่น 28 กับ 542 (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ถ้าเห็น 28 วิ่งมา คนขับ 542 ต้องรีบกวาดคนและโกยอ้าว ไม่อย่างนั้นจะโดนแย่งลูกค้า

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

3. ทำไมเปลี่ยนรถใหม่ แต่นิสัยไม่เปลี่ยน

รถใหม่ รถพลังงานไฟฟ้า อาจเป็นพนักงานสาย 8 มาขับก็ได้ อย่าง ขสมก. มีกฎกติกาควบคุมความประพฤติ แต่เอกชนยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะต้องง้อพนักงาน หากเข้มงวดมาก พนักงานลาออก ไม่มีคนขับ จากรถที่เคยออก 10 คัน เกเรไป 2 พาพรรคพวกลาออกอีก 6 เหลือแค่ 2 คัน โดนคนใช้บริการด่าว่ารถน้อยและมาช้า นี่คือความกดดันที่ทั้งกระเป๋าและคนขับโดน ทำให้คนไม่อยากเข้ามาทำงาน

4. อะไรคือหนทางแก้ไขที่ดีที่สุด

รัฐควรเป็นผู้กำกับดูแลแต่เพียงผู้เดียว เดี๋ยวเล่าให้ฟัง

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

5. รถเมล์ไทยมีปัญหาตั้งแต่เมื่อไหร่

พ.ศ. 2498 คือปีแรกที่ราชการกำหนดระบบรถเมล์อย่างจริงจัง กรมการขนส่งทางบกเปิดสัมปทานให้ผู้ประกอบการถือใบอนุญาตเดินรถในเส้นทางของตัวเอง จึงเกิดเป็นระบบหลายผู้ประกอบการ มีทั้งรถเมล์นายเลิด รถเมล์ขาว รถเมล์ รสพ. รถเมล์ บขส. นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา

ต่อมาช่วง พ.ศ. 2516 – 2517 เกิดวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูง แต่ผู้ประกอบการขึ้นราคาไม่ได้ เมื่อ พ.ศ. 2518 รัฐบาลหม่อมราชวงค์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเริ่มมีแนวคิดรวบกิจการ 24 บริษัทและ 2 รัฐวิสาหกิจเป็นกิจการเดียว ดำเนินการโดยรัฐในนาม บริษัท มหานครขนส่ง จำกัด ให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2518 – 30 กันยายน พ.ศ. 2519 ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น ขสมก. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา 

Fiat 130 รถเมล์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (รสพ.) สาย 4 ท่าเรือคลองเตย – ตลาดพลู คลองเตย – บ่อนไก่ – สวนลุมพินี…

Posted by รถเมล์ไทยแฟนคลับ Rotmaethai on Wednesday, 20 January 2016

6. สุดท้าย รัฐบาลรวมกิจการสำเร็จไหม

ขสมก. มีปัญหาว่า รถเก่าจากยุค 24 บริษัทจอดเสียเป็นจำนวนมาก หาอะไหล่ยาก เมื่อปล่อยวิ่งในจำนวนน้อยจึงเกิดปัญหารถโดยสารขาดแคลน ผู้โดยสารตกค้าง ขสมก. แก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการเช่ารถจากเอกชน นำมาสู่การกำเนิด รถร่วม ขสมก.

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นช่วง พ.ศ. 2528 ขสมก. เริ่มให้เอกชนมาร่วมเดินรถแบบเต็มตัว จากที่รัฐบาลเดินรถเองทั้งหมดจึงเปลี่ยนมาเปิดเส้นทางให้เอกชนเดินรถร่วมครึ่งต่อครึ่ง

สุดท้ายราชการมองว่า ขสมก. กำกับดูแลรถร่วมไม่ดีพอ จึงกลับมาเป็นระบบหลายผู้ประกอบการอีกครั้ง ปัจจุบัน เอกชนที่เคยวิ่งร่วมและ ขสมก. ขึ้นตรงกับกรมการขนส่งทางบกตั้งแต่ พ.ศ. 2562

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

7. ทำไมตอนเช้ามีรถ แต่ตอนเย็นรถน้อย

ขสมก. เป็นระบบกะเช้ากะบ่าย ทำงาน 8 ชั่วโมง นอกจากนั้นต้องจ่าย OT ถามว่าทำไมไม่ให้คนกะเช้าทำต่อ เพราะมีเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องชี้แจงกับทางฝั่งบริหารว่าทำไมถึงเกิดค่าใช้จ่ายส่วนนี้เยอะ

พอคนบรรจุใหม่เงินเดือนน้อย ไม่ได้ทำ OT ก็อยู่ไม่นาน ถ้าวิ่งจบเร็วก็ไปทำอาชีพเสริมต่อ

ส่วนเอกชนไม่มีกะ ออกจากอู่ตี 3 เลิกอีกที 1 ทุ่ม บางคนอยู่ 16 – 18 ชั่วโมง สรุปพักผ่อนไม่เพียงพอ แถมเอกชนที่รับคนขับเกษียณจาก ขสมก. คนแก่เคยทำแค่ 8 ชั่วโมง มาทำแบบนี้ก็ไม่ไหว มีโรคติดตัว

ลดเวลางานก็ไม่ได้ คนด่า ที่เลวร้ายมากกว่าคือพนักงานบางคนไปเล่นเครื่องดื่มชูกำลัง กินน้ำกระท่อม เพราะไม่เสพแล้วไม่มีเเรงทำงาน นี่คือเรื่องจริง 

8. ทำไมบนถนนมีแต่รถเก่า

ผู้ประกอบการเดินรถกำไรน้อยมาก กำไรทั้งปีอาจมีแค่หลักหมื่น การซื้อรถใหม่แปลว่าต้นทุนเพิ่มหลักล้าน เขาจึงใช้วิธีประมูลรถเก่าปลดระวางจาก ขสมก. ราคาหลักแสน

ธุรกิจนี้หากำไรไม่ได้ สาย 46 เขาสู้ด้วยลำแข้งตัวเองเพื่อคนใช้บริการ รัฐบาลออกกฎให้เปลี่ยนรถ ผู้ประกอบการยอมเป็นหนี้อีกร้อยล้าน แต่ทำต่อไป 7 ปีก็ไม่คืนทุน เพราะคนใช้บริการน้อย ไหนจะค่าจ้างงาน ค่าซ่อม ค่าน้ำมัน เราจึงพยายามสื่อสารให้คนเข้าใจในจุดนี้ และบอกให้รัฐบาลเข้ามาจัดการเพียงผู้เดียว ถ้าปล่อยให้ผู้ประกอบการค่อย ๆ ตาย สุดท้ายคนก็เปลี่ยนงาน ไม่มีรถให้บริการอีกต่อไป

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

9. ตอนนี้รถใหม่กำลังจอดเหงาจริงหรือ

ผู้เล่นรายใหญ่เจอสถานการณ์เดียวกัน รถใหม่มารอ 1,250 คัน แต่วิ่งไม่ได้ เพราะไม่มีคนขับ รถไม่วิ่ง อนาคตคือพัง เวลาเปิดสายใหม่ มีรถน้อย ก็ใช้เวลานานกว่าคนจะรู้และใช้บริการ ถึงเวลานั้นอาจเจ๊งแล้ว

10. การจดจำสำคัญแค่ไหน

จำไม่ได้ ไม่คุ้นหน้า ไม่รู้ว่าไปไหนก็ไม่ขึ้น ยิ่งเวลาเปลี่ยนเลข เช่น 4-65 เรายังสงสัยเลยว่ารถสายอะไร ไม่เหมือนเลขเก่าเช่น 516 142 46 53 ที่คุ้นเคย แล้วคิดดูว่าลุงป้าที่เป็นแฟนคลับรถโดยสาร รู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะขึ้นสายไหน จู่ ๆ มาเจอสาย Y-61 อะไรครับเนี่ย

(เฉลยคือ สาย 4-61 หรือ Yello 61 เนื่องจากอยากแบ่งตามสีให้เหมือนระบบเดินรถของเกาหลีใต้)

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
โมเดลสาย 142 รถเมล์สายโปรดของสิทธิ์

11. มีแอปพลิเคชันแนะนำไหม

VIABUS ความแม่นยำ 95 เปอร์เซ็นต์ บอกครบทั้งแผนที่ ป้าย สาย เวลาที่ต้องรอ แต่ GPS ไม่ได้ realtime ขนาดนั้น อาจเลยมาจากที่ปักในแอปหน่อย ส่วน TSB Go เป็นของรถเมล์ไฟฟ้า แต่เสียดายเขาไม่เชื่อมกันเลยต้องเปิดสองแอป

12. ทริกสังเกตง่าย ๆ ที่คนไม่ค่อยรู้

ป้ายสีเหลืองหน้ารถ แปลว่าขึ้นทางด่วน รถร้อนบางคันติดป้ายด้านบนเป็นสีเหลืองหมดเลยก็มี

ป้ายสีแดง คือรถเสริม (วิ่งไม่เต็มเส้นทาง) ป้ายจะบอกว่าคันนั้นไปถึงตรงไหน ที่ต้องมีเสริมเพราะเป็นการตัดเวลา OT ข้อดีคือทำให้คันนี้กลับไปได้เร็ว รถไม่ขาดระยะ

13. สิ่งที่อยากได้

บัตรแมงมุม ใช้ได้ทุกการเดินทาง ล้อ ราง เรือ ไม่แบ่งค่าย และจอแสดงข้อมูลตามป้าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงวัย หรือคนที่ไม่ได้ใช้แอป

สุดท้ายคืออยากให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพระบบขนส่งทั้งหมด เพื่อให้ ‘ประชาชนทุกคน’ เข้าถึงได้

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

14. ทำไมเพจและตัวคุณต้องให้ความสำคัญกับรถเมล์ขนาดนี้

เพราะมันไม่ต่างอะไรจากเส้นเลือดฝอย เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน น่าแปลกที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับขนส่งทางรางมากจนละเลยสิ่งนี้ทั้งที่เข้าถึงในชุมชนได้ดีกว่ารถไฟฟ้า 

15. อยากทิ้งท้ายอะไรไหม

จ้างพวกเราได้นะ ถ้ารัฐบาลจ้างเราทำงานให้กับ ขสมก. เชื่อว่าระบบดีขึ้นแน่นอน เพราะเรารู้รากเหง้าของปัญหา และมีประสบการณ์เป็นผู้โดยสารมาอย่างยาวนาน พวกเราชอบด้วยใจ ไม่มีอคติ หวังอย่างเดียวคือคุณภาพชีวิตทุกคนดีขึ้นจากระบบรถเมล์ที่ดีขึ้น

ที่ไหนว่างโปรดนั่ง ฟังเบื้องหลัง ‘รถเมล์ไทยแฟนคลับ’ ของกลุ่มกูรูรถเมล์ที่อยากใช้ความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load